*/
  • vincentoldbook
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mycompatriot_thailand@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-25
  • จำนวนเรื่อง : 160
  • จำนวนผู้ชม : 336493
  • จำนวนผู้โหวต : 279
  • ส่ง msg :
  • โหวต 279 คน
Besame Macho

Besame Macho By Cesaria Evora _Latin Music

View All
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2551
Posted by vincentoldbook , ผู้อ่าน : 1705 , 19:08:22 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โลกหมุนวนในถ้วยกาแฟ : รถไฟ โรงแรม ข้าวราดแกง หนังสือ รอยย่ำเท้าของกาลเวลาที่ผ่านเลย และ เสียงสายฝนที่โปรยพรำ ณ ริมทะเลสาบสงขลา .. (๒)

 

ที่นี่ชุมทางหาดใหญ่ ..

รถไฟแล่นเลียบเทียบจอดชานชลาแห่งนี้ เมื่อเวลาล่วงเลยเที่ยงวันของวันใหม่ ..

ฉันและเธอจัดแจงเก็บสัมภาระมาเตรียมรอลงจากรถ มีผู้คนจำนวนมากมายืนรอที่จะลงยังปลายทางหาดใหญ่แห่งนี้ และ ยังมีผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องไทยมุสลิมของเราที่ยังคงต้องนั่งรอต่อไปกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางของพวกเขา

รถไฟขบวนที่เรานั่งมานี้ เป็นรถไฟสาย กรุงเทพ ฯ - ยะลา ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นพี่น้องไทยมุสลิม  สาวๆขึ้นมาด้วยเสื้อคลุมสีสันงดงามละลานตา บ้างสวมกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าผ้าใบดูทะมัดทะแมง ส่วนหญิงสูงวัยมาหน่อยก็นุ่งห่มดูมิดชิดและเรียบร้อย มีลักษณะของความเป็นชนชั้นกลางที่รักสงบ  ในขณะเดียวกับที่วัยรุ่นหนุ่มคะนองทั้งหลายซึ่งฉันคาดเดาว่าน่าจะเป็นนักศึกษา ต่างเท่ห์เต็มเหยียดในชุดกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ไว้เคราคางแพะ และ สวมเสื้อทีเชิ้ตคอปกลวดลายเจ็บๆ

มีกลุ่มพี่น้องมุสลิมหลายๆกลุ่มยืนพูดคุยสนทนากันอย่างสนุกสนาน บ้างเป็นภาษายาวี บ้างเป็นภาษาไทยกลาง มีแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มากขึ้นมาบนรถ และ คุณแม่ก็ช่วยผลักดันกระเป๋ามาตั้งวางไว้ด้านหลัง ก่อนจะลงจากรถคุณแม่ก็ไม่ลืมที่เตือนลูกชายหนุ่มน้อยให้คอยระมัดระวังว่า ..

"ก่อนลงจากรถให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆจะได้ไม่เกะกะทางเดินคนอื่นเขา"

.................................................................

ฉันมองดูอิริยาบทต่างๆ ..

นั่งฟังเสียงสรวลเสเฮฮา นั่งมองดูรอยยิ้ม มองดูแววตาอันสดใสของพี่น้องชาวไทยมุสลิมบนรถไฟขบวนนี้แล้วฉันก็หวนคิดถึงวันคืนเก่าๆ ร่วมๆยี่สิบปีที่ผ่านมาที่ฉันเข้าไปร่ำเรียนไปอยู่อาศัยทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร

ฉันมีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตของพี่น้องไทยมุสลิมอยู่พอสมควร หอพักหลังแรกที่ฉันปักหลักอยู่อาศัยร่วมๆ ๗ ปี หลังจากซัดเซพเนจรเปลี่ยนอพาร์ทเมนท์เป็นว่าเล่นมาหลายๆแห่ง คือ หอพักของครอบครัวชาวไทยมุสลิมที่อยู่ริมคลองแสนแสบ และ พอฉันย้ายออกจากที่นี่ไปฉันก็ไปอยู่หอพักหลังใหม่ ซึ่งเจ้าของหอเป็นครอบครัวมุสลิมอีกเช่นกันอยู่แถวๆย่านบางกะปิ หอพักหลังที่สองนี้ฉันอยู่อาศัยร่วมๆ ๑๐ ปี ก่อนที่ฉันจะย้ายกลับมาอยู่บ้านที่อุบลฯ และ ย้ายมาทำมาหากินต่อที่ขอนแก่น

หอพักหลังแรกที่ฉันเอ่ยถึงนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองแสนแสบตรงข้ามกับวัดเทพลีลา เมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ พื้นที่ในซอยนี้ร่มรื่นน่าอยู่มาก แต่สภาพปัจจุบันมันดูจะเป็นซอยที่ค่อนข้างจะแออัด ทั้งเรื่องการจราจรและเรื่องของตึกรามบ้านช่องอาคารพาณิชย์ที่เปิดใหม่ตั้งแต่ปากซอยไปจนถึงท้ายซอย

มะห์เจ้าของหอพักหลังแรกนี้เป็นหญิงสูงวัยผู้ใจดี ใจดีมากๆ มะห์เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา ดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญในชุมชนที่มะห์อยู่อาศัยด้วย เนื่องเพราะภาพที่ฉันเห็นชินตามากที่สุดภาพหนึ่งก็คือภายในบ้านไม้หลังใหญ่ของมะห์นั้น ทุกๆวันจะเต็มไปด้วยแขกเหรื่อญาติมิตรผู้มาเยี่ยมเยือนมากหน้าหลายตาหลากหลายวัย ทั้งชายหญิง มีผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา มานั่งสนทนาจิบน้ำชาอยู่ลานบ้านของมะห์เป็นเวลานานๆทุกๆวัน

หอพักของมะห์ตั้งอยู่เนื้อที่อาณาบริเวณที่เป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์ เป็นเขตของวัดเทพลีลาซึ่งกินเนื้อที่กว้างขวางไปจรดพื้นที่ของสำนักทรัพย์สินฯ ที่อยู่ประมาณกลางๆซอย ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมคลองแถวนั้นต่างก็ได้อาศัยพื้นที่ของทางวัดเป็นที่ทำมาหากิน ทั้งไทยพุทธ มุสลิม ซึ่งทางวัดก็จัดเก็บค่าเช่าต่อปีถูกมากๆ

แม้ว่าจะเป็นคนเคร่งครัดศาสนา ..

ทว่า..กับลูกๆหลานๆของมะห์แล้วกลับตรงกันข้าม มะห์มีปัญหาครอบครัวอยู่พอสมควร ลูกชายมะห์คนหนึ่งเกเรเสียผู้เสียคนติดยาเสพติดอย่างหนัก วันที่เขาเสียชีวิตก็นั่งตายคาห้องน้ำในบ้านที่แขนยังมีเข็มฉีดเฮโรอีนปักคาอยู่ ลูกชายอีกคนก็มุ่งหน้าไปทางการทำธุรกิจสถานบันเทิงเปิดผับบาร์

ส่วนลูกชายอีกคนของมะห์ดีหน่อยที่ได้แต่งงานมีลูกมีครอบครัวและ กลับไปเอาดีทางด้านการเมืองท้องถิ่นเป็นผู้นำชุมชนที่เขาย้ายไปปักหลักปักฐานสร้างครอบครัวใหม่ ลูกชายของมะห์คนนี้ฉันเรียกแกว่า "บังอ้วน" เราเจอกันครั้งหลังสุดโดยบังเอิญ ที่เวทีพันธมิตรสนามหลวงเมื่อปี ๒๕๔๙ ซึ่งตอนนี้ฉันก็ไม่มั่นใจว่าอุดมการณ์แกจะยังคงเดิมดีหรือเปล่า อาจจะหลับไปแล้วก็เป็นไปได้ ..

ฉันจำได้ว่าทุกๆปีหลังวันถือศีลอด มะห์จะทำแกงมัสมั่นไก่หม้อใหญ่ไว้แจกจ่ายทุกๆคนในหอ บางครั้งฉันกลับมาดึกมะห์ก็จะให้ลูกสะใภ้ไปเคาะประตูเรียกให้มาเอาไปทาน เราอยู่อาศัยเหมือนญาติพี่น้องกันมากกว่าการเป็นผู้เช่ากับผู้ให้เช่า เพื่อนๆร่วมหอพักส่วนใหญ่เป็นไทยพุทธทั้งนั้น ทั้งคนใต้ กลาง อีสาน และ ภาคตะวันออก แต่ละคนมาอยู่ก็อยู่กับมะห์นานๆ ไม่ค่อยมีใครย้ายออกไปไหน ห้องมะห์เต็มตลอด ..

มะห์ไม่ห้ามปรามหรือเคร่งครัดในเรื่องของกฎระเบียบหอพักนัก ข้อห้ามที่เขียนไว้หน้าหอ ทั้งเรื่องการห้ามดื่มสุรา ห้ามส่งเสียงดัง และ ห้ามเลี้ยงสุนัข จึงมีภาพให้เห็นเป็นเพียงแค่ป้ายห้ามเท่านั้น เพราะสภาพจริงๆแล้ว มะห์อะลุ้มอะล่วยให้กับทุกๆเรื่อง มีหลายๆห้องที่นำสุนัขมาเลี้ยง และ เรามีสุนัขชราขี้โรคประจำหอที่ใครก็ต่างรักและเวทนา มันชื่อ "เจ้าพงษ์พัฒน์" มะห์ก็มักจะให้คนนำอาหารมาให้มันบ่อยๆ ..

ขวดเบียร์ขวดเหล้าที่ตั้งเรียงรายหน้าห้องพักของชายหนุ่มขี้เมาทั้งหลายอาจจะบาดตาบาดใจมะห์อยู่บ้าง ถ้าเป็นลูกหลานมะห์ มะห์คงต่อว่าเรื่องความผิดทางหลักศาสนา แต่กับพวกเราที่นับถือกันคนละศาสนามะห์ก็จะตักเตือนแค่ว่า ..

"ไปร่ำรวยกันมาจากไหน ทำไมไม่เก็บเงินไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น" ..

มะห์มีรอยยิ้มที่อ่อนโยน ในขณะที่มะห์พูดมะห์จะมีรอยยิ้มตามมาเสมอ คนที่มะห์เอ็นดูและรักมากที่สุดในหอพักคงจะเป็น "เฉลิม" เพื่อนร่วมหอพัก เฉลิมดื่มเหล้าทุกวัน และ เป็นคนเดียวที่ติดค้างค่าห้องมะห์ได้นานถึง ๖ เดือน เหลือเชื่อ !! แต่ "เฉลิม" ก็อยู่กับมะห์ ตั้งแต่ร่ำเรียนหนังสือ จนจบทำงาน จนแต่งงานมีลูกน้อยตัวเล็กๆ รวมๆแล้วน่าจะอยู่มายี่สิบปีเห็นจะได้ นี่ก็เหลือเชื่อ !! อีกเหมือนกัน ..

มะห์ชอบปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้กระถาง มะห์แนะนำเรื่องการปลูกต้นไม้พวกนี้ให้ฉันบ่อยๆ ฉันยังจำคำพูดสุดท้ายที่มะห์พูดกับฉันได้ไม่ลืม ในวันที่ฉันไปบอกมะห์จะย้ายหอพัก ..มะห์บอกฉันว่า ..

"ไปอยู่ที่อื่นแล้วถ้าไม่สบายใจก็กลับมาอยู่กับมะห์นะ"

แต่ว่าฉันก็ไม่ได้กลับไปอยู่เพราะว่าฉันเจอที่แห่งใหม่ที่สงบมากกว่า มีกลิ่นหอมของความเงียบมากกว่า ..

...............................................................

หอพักหลังใหม่..

ที่ฉันย้ายไปอยู่เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านนั้น เป็นของครอบครัวมุสลิมชนชั้นกลาง เราชาวหอต่างเรียกเธอว่า "มะห์" เหมือนกันทุกคน ..

ฉันชอบที่นี่ ..ห้องพักที่มีราวระเบียงทอดยาวตลอดหน้าห้อง มองลงไปยังสวนหลังบ้านของเจ้าของหอพักก็จะเห็นแปลงสวนดอกไม้ ไม้ประดับที่ถูกจัดตกแต่งอย่างมีระเบียบ ..

บ้านมะห์เจ้าของหอพักหลังใหม่นี้ ตั้งอยู่ภายในรั้วรอบขอบชิดที่ปลอดภัย แยกเป็นสัดส่วนออกจากตัวอาคารหอพัก ๓ ชั้น ที่ปลูกไว้ข้างๆกัน ฉันอยู่อาศัยที่นี่ประมาณ ๑๐ ปี ก่อนจะกลับมาอยู่ที่บ้าน ..

มะห์เจ้าของห้องใหม่นี้เป็นมุสลิมที่ไม่เคร่งครัดนักทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สามีมะห์มักจะเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เป็นผู้บริหารองค์กรและที่ปรึกษาบริษัทหลายๆบริษัท มะห์เจ้าของหอพักหลังใหม่นี้มีฐานะดี และ ใจดีพอสมควร แต่บางครั้งก็อารมณ์ไม่อยู่กับร่องรอยบ่อยๆเหมือนกัน ..

หอพักหลังใหม่หลังสุดท้ายในกรุงเทพฯหลังนี้ ภาพที่ฉันยังจำได้ดีก็คือ ภาพราวระเบียงสีเขียวอ่อน ที่ทอดยาวผ่านหน้าห้องพัก ๕ ห้อง บนชั้น ๒ ฉันมักจะมานั่งที่หน้าประตูห้องเพื่อรับลมเย็นๆยามอารมณ์ว่างๆ บางคืนก็นั่งจิบเบียร์ เปิดเพลงฟัง มองดูฟ้าดูดาวไป คิดอะไรต่อมิอะไรได้มากมายหลายเรื่อง บางคืนก็นั่งจนถึงเช้า ตอนเช้ามืดห้องครัวภายในบ้านมะห์ จะเปิดแสงไฟวับๆ ..

แม่บ้านคนรับใช้ของมะห์ตื่นมาทำอาหารเช้าให้มะห์ทุกวัน เป็นภาพความสะดวกสบายแบบชนชั้นกลางทั่วๆไปที่ใครๆก็อยากจะมี มะห์จะขับรถไปทำงานทุกๆเช้า ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนตัวในเรื่องราวใดๆมากนัก ..

กลับมาบ้านก็อยู่กันภายในพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนส่วนตัว มีกลิ่นหอมของความเงียบสงบ เป็นครอบครัวเล็กๆ มีพ่อแม่ลูก มีคนรับใช้ รวมอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ..

............................................................

ภาพวันคืนเก่าๆ ..

ภาพปลีกย่อยสองภาพเล็กๆในอดีตของชีวิตที่ฉันหยิบมาเล่าเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิมไทยในหลายๆปีที่ฉันได้สัมผัสชิดใกล้ พอจะสะท้อนมุมมองง่ายๆบางมุมมองของเราได้ดี..

ภาพแรก คือ ภาพของความอบอุ่น ความเป็นญาติมิตร ที่คุกรุ่นอยู่ภายในชุมชนแออัดริมคลองแสนแสบ อีกภาพเป็นภาพของความสงบเงียบ ความเป็นระเบียบ และ การเคารพในเกียรติของความเงียบสงบของผู้อื่น ที่มีอยู่ทั่วๆไปในวิถีชีวิตชนชั้นกลางไทยมุสลิม ..

หากใครถามฉันว่า .. ใครกันที่รักสันติและความสงบมากที่สุด ..ฉันว่าน่าจะเป็นพี่น้องไทยมุสลิมนี่แหละ ..

มาถึงตรงนี้และฉันคิดไปถึงสถานีปลายทางที่รถไฟขบวนนี้จะไปจอด .."ยะลา" ..

ฉันคิดถึงความไม่สงบที่ไม่มีวี่แววของการจบสิ้นลงแล้วก็ใจหาย ..

แม่ของฉันเคยมาอยู่เบตงเมื่อตอนสาวๆกับพ่อ พ่อเป็น ตชด.หนุ่มที่ย้ายมาประจำการอยู่ที่นั่น เรื่องราวเก่าๆของคู่ชีวิตคู่หนึ่งที่สร้างฉันมานั้น ..มีภาพความทรงจำดีๆเกี่ยวกับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มากมาย ที่ฉันเคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กๆ ..

........................................................................

รถไฟแล่นมาจอดสนิทตรงชานชลา ..

ผู้คนทะยอยลงจากรถ ฉันแบกเป้ใบใหญ่ขึ้นหลัง และ ด้านหน้าก็แขวนเป้เล็กไว้อีกใบ ส่วนเธอหิ้วกระเป๋าใส่ของอีกใบ ..

ฉันมองกลับไปยังตู้โบกี้อีกครั้ง มองหาภาพประทับใจเมื่อตอนรุ่งเช้าที่ผ่านมาตรงที่นั่งด้านข้าง ฉันจดจำได้ถึงรอยยิ้มของเด็กหญิงตัวน้อยๆคนหนึ่งในชุดสีขาว เธอน่าจะอายุราวสัก ๓ ขวบ เห็นจะได้ เธอท่องเลข ๑ ไม่ถึง ๑๐ อยู่หลายๆรอบ และ กระโดดโลดเต้นไปมาบนเก้าอี้นั่งของเธอ ..

ภาพที่เธอเอื้อมสองมือน้อยของเธอไปสัมผัสทักทายกับหญิงสูงวัยในชุดคลุมสีฟ้าสดใสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ก่อนที่จะเอาสองมือน้อยๆนั้นมาแตะสองแก้มของเธอ ..

มันทำให้โลกวุ่นๆที่อยู่รกๆในสมองของฉันหลุดลอยหายไปในทันที !!..

ใช่ !! ที่นี่หาดใหญ่ ที่นี่ปักษ์ใต้ .. ที่นี่เมืองไทย !!..

แผ่นดินของเรามีความงดงาม และ มีชีวิตชีวาใหม่ๆรอคอยเราอยู่เสมอทุกแห่งหน !! ..

เราต้องทำจิตใจของเราให้มีความสุข .. และ ยิ้มรับมัน !!

เราเดินออกมาตรงหน้าสถานีรถไฟ ..

มีรถกระเป๊าะน้อยสีแดง สีน้ำเงิน จอดเรียงราย เสียงทักทายเป็นภาษาปักษ์ใต้ รัวเร็วจนฉันฟังแทบไม่ทัน แต่พอจะจับใจความได้ ..

เราติดต่อรถเพื่อไปส่งยังโรงแรมที่พัก .. สนนราคาก็ตกอยู่ที่คนละ ๒๐ บาท เรามีเพื่อนร่วมเดินทางมาอีกสองคน เป็นเพื่อนของเธอที่มาสัมนาด้วยกัน พี่คนขับรถกุลีกุจอเดินนำหน้าเราไปที่รถของพี่เขาที่จอดอยู่ทางภายในถนนแคบๆด้านขวามือของสถานีรถไฟ ..

และเมื่อมองไปจนสุดปลายถนนแคบๆแห่งนี้แล้วก็ทำเอาใจฉันลุกพองโตขึ้นมาทันที !!

ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้านั้นคือ .. ภาพจอโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่ เก้าอี้เรียงรายมากมาย มีเต็นท์กางไว้อยู่สองสามหลัง มีเวทีขนาดเล็กๆตั้งอยู่ข้างๆจอโปรเจ็คเตอร์ ..ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเวทีนี้เวทีของใคร ??

ฉันนึกกระหยิ่มในใจ ..เอาล่ะว๊า ..มาถึงเมืองพันธมิตรแล้วโว้ย !!!

รถกระเป๊าะน้อยคันแดงเก่าแก่บุโรทั่งของพี่แกแรงเอาการพอดู มันแล่นฉิวตะบึ่งผ่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ ลัดเลาะตามท้องถนนเส้นต่างๆ ภาพตัวอาคารพาณิชย์ โรงแรม ตึกสูงมากมายที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากกรุงเทพฯมากนัก เรียงรายสลอนตลอดสองข้างถนน ..

ฉันพยายามมองหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดสองข้างทางถนน ..และ ฉันก็ไม่ผิดหวังเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ .. นี่มันเมืองพันธมิตรชัดๆ !!

ภาพหน้าจอทีวีตามร้านค้าต่างๆ ตลอดเส้นทางผ่าน ฉันมองเห็นแต่จอสีเหลืองเสียเป็นส่วนใหญ่ !!

ภาพพี่น้องชาวหาดใหญ่ในร้านค้าต่างๆ ต่างนั่งหน้าจอดูข่าวสารบ้านเมืองกัน บ้างคนมีมือตบอยู่ในมือ มีภาพเช่นนี้จริงๆ เรียกรอยยิ้มของฉันได้นานสองนาน ..

กระทั่งสายตาของฉันเหลียวหันกลับมามองภายในรถ ก็ต้องเกิดอารมณ์เซ็งนิดๆรอยยิ้มหดหายไปหน่อยๆ เมื่อสายตาไปปะทะกับสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ฝ่ากระจกด้านหลังรถของพี่แกที่มีข้อความว่า ..

"เรารักประชาธิปัตย์" ..

......................................................................

วนเวียนจนได้ที่ดีแล้ว ..

โชเฟอร์ใจดีสารถีหัวใจประชาธิปัตย์ เจ้าของรถกระเป๊าะแดงแรงฤทธิ์ ก็พาเรามาจอดที่ด้านหน้าโรงแรมเจบีหาดใหญ่ เพื่อนร่วมทางของเราสองคนก็ลงจากรถ พวกเธอพักอยู่ที่โรงแรมนี้และมันเป็นโรงแรมที่เป็นสถานที่จัดงานสัมนาด้วย ..

เราสองคนต้องไปต่ออีกนิดเพราะโรงแรมที่เราพักนั้นอยู่ด้านหลังโรงแรมเจบีนี้อีกทีชื่อโรงแรมเกรซ เดินแค่ชั่วอึดใจเดียวก็ถึงกัน ราคาประหยัดกว่ากันเท่าตัว ห้องนอนกว้างกว่า ความสะดวกสบาย ประมาณอพาร์ทเมนท์เซอร์วิสทั่วๆไป สนนราคาอยู่ประมาณ ๕๒๐ บาท ต่อ คืน .. 

โรงแรมนี้อยู่ในถนนเล็กๆสายหนึ่ง ด้านหลังเป็นคลองน้ำ บรรยากาศโดยรวมก็ไม่เลว ฉันชอบห้องที่มันสว่างๆแบบนี้นี่แหละ จะได้อ่านหนังสือได้ นั่งเล่นอินเตอร์เน็ทได้นานๆ ไม่ปวดตา ..ระเบียงห้องกว้าง เปิดออกรับลม และ ไอเย็นๆ ของละอองฝนได้ เหมาะต่อการนั่งจิบเบียร์ชมฟ้าชมดาวเป็นอย่างยิ่ง !!..

เราต่างคนต่างเหนื่อย หลังจากงีบและเอนหลังสักพัก ก็นัดแนะกันไปเพื่อเดินเซอร์เวย์รอบๆสถานที่แห่งนี้ เพื่อหาอะไรอร่อยๆทานกัน..

หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเราก็เดินไปตามถนนเล็กๆข้างๆโรงแรม .. ตลกดีตรงที่อาหารมื้อแรกของเราที่นี่กลับไม่ใช่อาหารใต้ ..อยากทานข้าวราดแกงปักษ์ใต้แต่ก็ปิดหมดทุกร้าน ดีที่ไม่เดินเข้าร้านส้มตำเพราะทนหิวไม่ไหว แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านก๊วยเตี๋ยวข้างทางร้านหนึ่ง ..

ก๊วยเตี๋ยวสุโขทัยที่ร้านนี้อร่อยดี และ ผัดไทยทะเล ก็อร่อยไม่แพ้กัน .. ทานกันจนอิ่มหนำแล้วก็ออกเดินย่อยอาหารไปตามถนนแคบๆนั้นต่อ แวะซื้อมะพร้าวอ่อนตรงหัวมุมสะพานที่จะข้ามคลอง เดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ซอยไหนเป็นซอยไหน แต่ตั้งใจว่าจะหาสวนสาธารณะนั่งเล่นสักพัก ..

 ..............................................................................

สวนสาธารณะ ..

ของชุมชนชาวจีนใกล้ๆ  เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ในมุมสงบๆมุมหนึ่ง มีชายหญิงสองสามครอบครัว พาลูกสาวลูกชายมาเล่นเครื่องเล่นตรงสนามเด็กเล่น ทั้งสไลด์ ไต่เชือก เด็กๆมีความสุข บางคนแม่พ่อก็คอยประคับประคอง คอยเชียร์และหลอกล่อเพื่อจะได้ป้อนข้าวมื้อเย็น

ฉันชอบสวนสาธารณะ ไม่ว่าอยู่ ณ มุมเมืองไหนบนแผ่นดิน ฉันก็ชอบ ..มันเป็นสวนสำหรับทุกคน แม้บางแห่งจะทรุดโทรม บางแห่งจะเต็มไปด้วยพวกขี้ยา พวกเด็กวัยรุ่นเกเรที่แอบมาทำเป็นที่มั่วสุม ดื่มเหล้า เสพยา แต่ว่าสวนสาธารณะ .. ทุกแห่งก็มีมุมภาพและเงาสะท้อนของสิ่งที่หล่นหายไปจากชีวิตเราถูกวางเรียงรายไว้มากมายในสวนสาธารณะ ..

เราจะพบเครื่องเล่นในวัยเด็กของเรา ชิงช้า สไลด์เดอร์ กระดานหก ที่ปีนป่ายประเภท ไต่ถัง ไต่เชือก ฉันชอบนั่งมองดูเด็กเล็กๆเล่นเครื่องเล่น ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านที่อุบลฯ พาหลานชายไปเล่นบ่อยๆ นึกถึงตอนเด็กๆเราก็มีความสุขที่ได้เล่นเครื่องเล่นเหล่านี้ ..

สวนสาธารณะมักเต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายมากมาย ที่เราได้แต่นั่งมองและมักให้สัญญากับตัวเองว่า ..

"พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มออกกำลังกาย"

แล้วเราก็มักจะผิดสัญญากับตัวเองเสมอๆ ..

แป้นบาสผุๆและสนามบาสที่ร้างห่างลูกบาสมานาน จุดออกกำลังกายตามด่านต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆโดนสนิมจับเขรอะ ลู่ วิ่ง-เดิน อันคดเคี้ยวไปมาในพื้นที่เล็กๆ มีคนมาวิ่งกันไม่กี่คน ..

สวนสาธารณะมักเต็มไปด้วย ร่มไม้ใหญ่ สวนดอกไม้ มันคือสิ่งงดงามสำหรับคนเราทุกคน เราสร้างสวนสาธารณะก็เพื่อที่จะได้ไม่ลืมสิ่งงดงามเหล่านี้ บางครั้งสวนสาธารณะมันก็คล้ายๆอนุสาวรีย์ของความดีงามทั้งหลายที่มีคุณประโยชน์สำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ ..

มีร่มไม้ใหญ่เพื่อให้เราได้ซึมซับและรำลึกถึงความร่มเย็นของธรรมชาติ .. ในขณะที่โลกของเราทำลายสิ่งต่างๆเหล่านี้ลงทุกวันๆ ทุกๆชั่วโมง ทุกๆนาที

มีสวนดอกไม้งดงามเพื่อให้เราซึมซับสีสันของโลกมนุษย์อันหลากหลายสี และ หลากหลายกลิ่นหอมหวล เรานั่งมองเราพบความงามของมัน เราสูดดมดอมเราสัมผัสกลิ่นหอมของมัน และ เมื่อเราเด็ดมันมาไว้ที่มือ ไม่ช้าไม่นานมันก็จะเหี่ยวแห้งเฉาไป หรือ แม้กระทั่งเมื่อเราจากลามันไปโดยไม่แตะต้องหรือทำลายมัน ..

ไม่วันใดวันหนึ่งมันก็ย่อมปลิดกลีบร่วงหล่นดินตามกาลอายุขัย ตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ !!.. 

พื้นที่ออกกำลังกายในส่วนต่างๆ เป็นภาพที่มาย้ำเตือนให้เรานึกถึงสุขภาพ สังขาร ร่างกาย และ จิตใจ เราต้องการการผ่อนคลาย เมื่อเราได้ออกกำลังกายร่างกายและจิตใจของเราจะได้รับการผ่อนคลายความตึงเครียดลง ..

แต่เราก็มักจะได้แต่นั่งมองมัน ..

...........................................................

ฉันนั่งมองดูเด็กๆ ..

นั่งมองดูความพยายามของพวกเขา ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุข เด็กๆมีความพยายามและความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่สิ้นสุด ในขณะเดียวกันกับพวกเราผู้ใหญ่ทั้งหลายกลับเต็มไปด้วย ความเกียจคร้าน เบื่อหน่าย และ ค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจยากยิ่งขึ้นทุกขณะๆ ..

ฉันนั่งมองดูความงอแงและความดื้อดึงของเด็กบางคน ที่พยายามไต่เชือกเพื่อปีนสู่ที่สูง แล้วก็นึกถึงผู้ใหญ่ในสังคมไทยของเราหลายๆคน ..

ฉันนั่งฟังเสียงงอแงของเด็กน้อย ยามที่เขาทำไม่ได้ดั่งใจหวัง ช่างเหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราบางคนจริงๆ ..

เอื้อมมือไปคว้าเชือกเพื่อปีนป่าย เอื้อมสุดเอื้อมยังไงก็ไม่ถึงเพราะตัวยังเล็กอยู่ แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ละความพยายามเพราะความไร้เดียงสา แยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรปีนได้อะไรปีนไม่ได้ ..

และ เมื่อความดื้อดึงมาถึงจุดสุดท้าย เด็กน้อยพลาดคว้าจับเชือกไม่ได้ มืออีกข้างที่ยึดเชือกอีกเส้นก็จับไม่อยู่ ร่างร่วงหล่นจากเชือกที่ไต่ หล่นตุ๊บก้นกระแทกพื้น..

เด็กน้อยร้องไห้งอแง นอนชักดิ้นชักงอ .. หันซ้ายหันขวา หาคนตีโพยตีพายไม่ได้ ..

สุดท้ายก็หันไปตีโพยตีพายเอากับพ่อแม่ ..

( อ่านต่อเอ็นทรี่ ต่อไปครับผม ) 

...............................................................

วินเซนต์

ขอนแก่น

๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

......................................................................



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
tatuk วันที่ : 11/11/2008 เวลา : 08.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

อ่านเสียเหนื่อยเลยแฮะ
แต่ก็เก่งนะ
ลากให้เราอ่านตามได้ไม่รู้เบื่อ
ถ้ามีตอนใหม่แล้วแจ้งเตือนด้วยก็แล้วกันนะ
จะได้ตั้งหลักก่อนที่จะอ่านน่ะนะ


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
jankrapib วันที่ : 05/11/2008 เวลา : 20.23 น.

แต่งบ้านใหม่..สวยจัง
แวะมาเยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
mookie วันที่ : 04/11/2008 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mookie
เราอาจไม่ได้มีความสุขในทุกนาทีของชีวิต  แต่เราอยากให้ทุกนาทีของความสุข...ถูกบันทึก

อ่านจบแล้วหนึ่งรอบ....

สูดหายใจลึกๆ .... สองที...

มีมากมาย หลากหลายอารมณ์จริงๆ....

บอกได้คำเดียวว่า.... ชอบ....

จะติดตามตอนต่อไป...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

จะหาโอกาสไปเที่ยวครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 03/11/2008 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

สวัสดีค่ะ คุณวินเซ็นต์
วันนี้ขอมาทักทายก่อน
พรุ่งนี้ค่อยอ่านค่ะ
วันนี้อ่านไม่ไหว

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน