*/
  • vincentoldbook
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mycompatriot_thailand@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-25
  • จำนวนเรื่อง : 160
  • จำนวนผู้ชม : 331814
  • จำนวนผู้โหวต : 279
  • ส่ง msg :
  • โหวต 279 คน
Besame Macho

Besame Macho By Cesaria Evora _Latin Music

View All
<< กันยายน 2010 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 กันยายน 2553
Posted by vincentoldbook , ผู้อ่าน : 1858 , 15:11:05 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.. เล่าเรื่อง และ ถ่ายภาพ โดย วินเซนต์ ..

...................................

 

ลมฟ้า ลมฝน ลมชีวิต ในวันโขงขึ้น แต่ของไม่ขึ้น..ราคา กับ เทศกาลเบิกบานที่กำลังจะมา กับ ชีวิตหมาๆที่สบายลงตัวของ..ใครบางตัว??! ..

 

 

เดือนกันยายน-ตุลาคมนี้..

ตลอดแนวยาวของอำเภอต่างริมโขงของหนองคายไปจรดเมืองท่าสำคัญอย่างนครพนม..

จะอัดแน่นไปด้วยเทศกาลที่นำพาความสนุกสนาน เบิกบานใจมากมาย ซึ่งแต่ละเทศกาลก็ล้วนแต่เป็นเทศกาลระดับชาติ ระดับประเทศทั้งนั้น ..

ไล่เรียงตั้งแต่เทศกาลแข่งเรือตามเมืองต่างๆริมโขง ทั้ง บึงกาฬ บุ่งคล้า และ ที่อื่นๆ ทั้งงานบุญไหลเฮือนไฟที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีกลางลำน้ำโขงเมืองนครพนม-ท่าแขก และ งานบั้งไฟพญานาคของหนองคาย ที่ยังคงเป็นปริศนา ? และ ยังหาคำตอบใดมาอธิบายความแปลกประหลาดทางธรรมชาตินี้ได้ ..ที่ตลอดถนนสายยุทธศาสตร์เลียบลำน้ำโขงนี้ มีจุดให้ชมบั้งไฟพญานาคกันหลายที่หลายจุด..

เทศกาลต่างๆที่ว่ามานี้ คือ คิวงานรื่นเริงที่จะเข้ามาสร้างสีสันชีวิตแห่งสายน้ำของผู้คนริมโขงให้กลับสู่ความมีชีวิตชีวา และ ความสนุกสนานรื่นเริงใจกันอีกครั้ง ..

ริมโขงบุ่งคล้า ในตอนเย็นๆของทุกๆวัน ภายหลังจากผู้คนเสร็จจากภารกิจหน้าที่การงานชีวิต ก็จะมีการซ้อมกำลังของฝีพายกันอย่างแข็งขัน ฝีพายส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาสาสมัครจากชาวบ้านคุ้มต่างๆภายในอำเภอเล็กๆแห่งนี้ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจากรุ่นสู่รุ่น..

ปีนี้เทศกาลบุญแข่งเรือที่น่าสนใจ ก็น่าจะเป็นของอำเภอบึงกาฬ ที่การจัดงานค่อนข้างจะยิ่งใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานของพระเทพฯ ว่ากันว่าปีนี้พวกเขาจัดงานกันเพื่อฉลองล่วงหน้าการขึ้นเป็นจังหวัดที่ ๗๗ ของประเทศไทย ซึ่งก็เชื่อว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งงานที่จะเต็มเหยียดไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ทั้งฝั่งไทย และ ฝั่งลาว และ น่าจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาสนุกสนาน..  

งานแข่งเรือประจำปีของคนริมโขง บุ่งคล้า ก็ใช่ย่อย..ว่ากันว่ามีเรือแข่งมาจากทั่วสารทิศเหมือนกัน และ ความสนุกสนานรื่นเริงก็เต็มที่ในทุกๆปี  ชาวบ้านมาร่วมงานกันหนาแน่นทุกๆปีเป็นการเฉลิมฉลองภายหลังจากเหนื่อยล้ามาจากหน้าที่การงานในท้องไร่ท้องนา..

เป็นคิวงาน สนุกสนาน รื่นเริง ภายหลังจากที่พวกเขานั้นได้ผ่านฤดูกาล "โขงแล้ง" กันมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน ..

ผ่านข่าวสารมากมายเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่ทำเอาผู้คนที่นี่บ่อยครั้งถึงกับ หน้านิ่ว คิ้วขมวด อยู่กับข่าวลือข่าวลวง และ การพยากรณ์ความเลวร้ายต่างๆของโลกมนุษย์..

จากนักคาดเดาทั้งหลายแหล่ในหน้าจอทีวี วิทยุ และ หนังสือพิมพ์ ..

...............................................

สายน้ำโขง..

ตอนนี้เอ่อล้นตลิ่งขึ้นมาเรื่อยๆ ..

น้ำไหลเชี่ยวมากขึ้น และ ความกว้างของลำน้ำก็ขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ โขงหลงในหลายๆพื้นที่ เริ่มกัดเซาะริมตลิ่งไหลเลาะเข้าไปในยังห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติของผู้คนหลายๆพื้นที่ที่อาศัยอยู่ตามเมืองริมโขง ..

น้ำโขงที่ไหลเลาะเข้าไปยังที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติ หรือ ไหลเข้าไปยังอ่างเก็บน้ำที่ถูกสร้างขึ้นด้วยงบประมาณของส่วนราชการในพื้นที่ต่างๆ จะถูกกักเก็บไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรต่างๆในช่วงหน้าแล้งฝนแล้ง ..

สายน้ำโขงนั้นประชาชนชาวริมโขงทั้งไทยและลาวในทุกพื้นที่ ต่างร่วมกันใช้ประโยชน์จากมันตลอดทั้งปีไม่มีว่างเว้น ไม่เพียงแค่การประมง ไม่เพียงแค่น้ำประปา หรือ การทำการเกษตร ..

แต่ยังรวมถึงเส้นทางทางการค้าไปมาระหว่าง ไทย - ลาว ด้วย..

แม่น้ำโขงนั้น ไม่ใช่เพียงสายน้ำที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้คนริมโขง ตลิ่งโขงสองข้างลำน้ำโขงก็มีประโยชน์มากมายเหลือคณานับต่อผู้คนอีกหลายครอบครัว ที่ใช้เป็นพื้นที่ทำมาหากินในช่วงหน้าแล้ง สร้างรายได้จากสายน้ำแห่งชีวิตแห่งนี้ได้ทั้งปีทั้งชาติ..

หากฤดูฝนผ่านไปแล้ว ริมโขง บุ่งคล้า จะเริ่มมีลมเย็นๆที่บ่อยครั้งก็พัดกรรโชกรุนแรงดุจดั่งพายุก็จะค่อยๆถาโถมเข้ามาแทนที่ ลมหนาวๆจะค่อยลดระดับความเย็นยะเยือกลงมาทีละนิดๆ และ ทุกๆที่ครั้งมันพัดผ่านจากเทือกเขาฝั่งลาวข้ามลำน้ำโขงเข้ามา มันก็ไม่เคยลืมที่จะนำพาไอหมอกหนาอันชวนพิศวงต่างๆมาปกคลุมภูมิประเทศแถบนี้จนและดูเป็นสีขาวเต็มไปหมด..

น้ำโขงจากจะค่อยๆแห้งขอดลงทีละนิดๆ จนบางแห่งแทบจะเดินข้ามผ่านไปได้ในหน้าแล้ง การเกษตรกสิกรรมตรงตลิ่งริมโขงจะเกิดขึ้นตลอดหน้าหนาวหน้าแล้ง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ผู้คนหลายๆครอบครัวที่ยังชีพอยู่ด้วยวิถีชีวิตพอเพียง ได้เข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อทำการปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิดมากมายเรียงรายตามตลิ่งริมโขง อาทิ มะเขือเทศ พริก คะน้า ผักกาด ฯลฯ..

พืชผักสวนครัวต่างๆเหล่านี้ ในยามที่มันถูกเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปจำหน่ายมันก็คือรายได้ส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนหลากหลายชีวิต ที่มีชีวิตฝากไว้กับการขึ้นและลงของสายน้ำแห่งชีวิตสายนี้ .. 

.....................................................

ลมฟ้า ลมฝน ..

ที่พัดผ่านมาและคลอเคล้าผสานเข้ากับคลื่นลมชีวิตของผู้คนที่่นี่..

นำพาแง่คิดชีวิตดีๆต่างๆมาสู้ห้วงหัวใจของฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มีเวลาได้มานั่งมอง นั่งเพ่งดูสายน้ำที่ไหลผ่านไป นั่งมองดูการเคลื่อนคล้อยลงต่ำ และ ล่องลอยสูงขึ้นไป ก่อนจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างรูปทรงแล้วก็จางหายไปของหมู่เมฆน้อยใหญ่บนฟ้า ที่ให้คำตอบความหมายของชีวิตได้มากมาย ..

ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ..สายน้ำยังคงไหลผ่านไป และ ท้องฟ้ายังคงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..

นั่นหมายความว่า ..ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งวัฏจักรของการเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้ เราคือมนุษย์ที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินต่อไปในหนทางข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ..ไม่ว่าทางข้างหน้านั้นจะดีหรือร้าย ?..

ทว่า การเดินทางของ "ชีวิต" ก็ไม่มีวันที่จะได้หยุด ..

จนกว่าจะถึงวันที่เรานั้นจะไม่ได้ถูกเรียกว่า "ชีวิต" อีกต่อไปนั่นแหละ..

ทุกวันนี้..

ฉันก็ยังคงชื่นชอบ..

ที่จะมองหาคำตอบของชีวิตเล็กๆน้อยๆจากโลกรอบกายที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก..

น้องหมอก และ น้องกาแฟ ..เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆอีกสองชีวิตที่เข้ามาเติมเต็มคำตอบ ในบางแง่บางมุมและบางคำถามของชีวิตฉันให้ได้คำเฉลยที่ค่อนข้างจะลงตัวมากมายยิ่งขึ้น แม้ว่ามันสองตัวนี้จะชื่อว่าเป็นหมา เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อนเล่น..

โลกของหมา ..ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการปรารถนาอยากได้ สิ่งของ และ ความรักเล็กๆน้อยๆตรงหน้าเท่านั้น ที่พวกมันอยากเห็นการหยิบยื่นให้..จากเราผู้เป็นเจ้านาย และ เป็นเจ้าของของมัน เมื่อมันได้แล้วมันก็รู้จักความพอดีของมัน เมื่อมันกินอิ่มมันก็ไม่ต้องการที่จะกินต่อ เมื่อเรากอดอุ้มเอาอกเอาใจมัน มันก็จะผ่อนคลายความต้องการลงและก็จะนอนหลับอิ่มเอมไปในความต้องการเล็กๆนั้นของมัน ไม่ลุกขึ้นมาร้องขอความต้องการอะไรมากมายมากกว่านี้อีก..

ทว่า โลกของมนุษย์ ..มันกลับซับซ้อนทับกันขึ้นมากมายกว่าหมาหลายเท่า คือ มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกันมากมายนักจากความต้องการของหมา เพียงแต่มนุษย์ยังคงต้องการสิ่งของและความรักที่มากมายกว่า และ มากมายยิ่งขึ้นๆเรื่อยๆไม่สิ้นสุด..

เราผู้เป็นมนุษย์..ก็ยังคงวนเวียนแหวกว่ายเล่นในสายธารใหญ่แห่งความต้องการ สิ่งของ และ ความรัก ที่ไม่สิ้นสุด ไม่มีวันหยุด และ ยังคงดำเนินการขยับขยายความปรารถนาและความต้องการนั้นต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง..

ผู้ที่อ้างตนเป็นผู้มีธรรมะ เป็นผู้ทรงศีล ก็ยังคงต้องการแรงขับเคลื่อนของพลังความรักความศรัทธาของผู้คนรอบข้างเพื่อมาเติมเต็มความเชื่อมั่นให้กับแนวทางแนวคิดแนวปฏิบัติของตน ..

บ่อยครั้งที่เราเองก็เห็นมนุษย์ประเภทนี้ หลงลืมตน มัวหม่นจิตใจภายในของตนด้วยการรื่นรมย์อยู่กับอวิชชาที่พวกเขาชืนชอบ มอมเมาตนเองในทางผิดๆ ด้วยการบิดเบือนแก่นแท้ของธรรมะ บิดเบือนเป้าหมายปลายทางของศาสนา หลอกลวงตนเองและผู้อื่นด้วยท่าทีท่าทางคำพูดที่ดัดจริตปรุงแต่งขึ้นมามากมาย ..

มีมากมายหลากหลายวาทกรรมบิดเบือนที่มนุษย์โลกจอมปลอม พวกมือถือสากปากถือศีลในสังคมของเราเหล่านี้ นำไปบิดเบือนเนื้อหาสาระของพระคัมภีร์ต่างๆเพื่อให้สอดคล้องเข้ากับพฤติกรรมและความเชื่อของตน โดยไม่ยอมมองดูโลกแห่งความเป็นจริงที่ตนนั้นร่วมอยู่อาศัย ด้วยการทำความเข้าใจมนุษย์ และ มองหาหลักดุลยภาพแห่งชีวิตเพื่อการอยู่ร่วมกับมนุษย์..

ผู้ที่ดำรงอยู่กับการเป็น "โลกียชน" อย่างเราๆท่านๆ ที่ดำรงชีพอยู่ตามท้องถนน ตามตรอกซอกซอย อาคารสำนักงาน ห้างร้าน บริษัท ในหมู่บ้าน ในชุมชน ทั่วทุกมุมโลก ก็ยังคงต้องการการกอบโกย และ เก็บรักษาสิ่งของ ยังคงต้องการความรักความศรัทธาจากผู้คนรอบข้าง ต้องการยศถาตำแหน่ง บารมี เพื่ออวดแข่งขันกัน อย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ..

โลกของหมา และ โลกของมนุษย์ ..ทับซ้อนกันในความต้องการพื้นฐานบางอย่างบางประการ แตกต่างในโครงสร้างหลายอย่างหลายประการ หมาไร้จิตวิญญาณ แต่มนุษย์นั้นกลับมีจิตวิญญาณที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าชีวิตที่เหนือกว่า ประเสริฐกว่า ..

หมาใช้สัญชาตญาณของมัน เพื่อการเฝ้าระแวดระวังภัยที่เข้ามาใกล้ตัว มันใช้สัญชาตญานของมันเพื่อการส่งมอบความรัก และ เพื่อการแสดงความรักความต้องการของมันออกไปด้วย ท่าทาง และ พฤติกรรมที่ไม่ค่อยจากแตกต่างกันมากนัก ..

ทว่า มนุษย์กลับนำจิตวิญญาณ จิตใต้สำนึกของตนนั้น เข้าสู่ห้วงกาลแห่งการปรุงแต่งอันยาวนาน เพื่อการหลงลืมตนเอง  หลงลืมจิตวิญญาณ หลงลืมปัญญาของตน ..

สุดท้ายก็หลงลืมความเป็น "มนุษย์" ของตนเอง !!..

หลงแสดงท่าทางพฤติกรรมแปลกประหลาดมากมายออกมา..จนหมาตะลึง !!..

..............................................

ริมโขง บุ่งคล้า..

วันนี้ยังมีภาพชีวิตมากมายที่ไม่ได้รับการปรุงแต่ง..

ผู้คนมากมายมีชีวิตอยู่กับความเรียบง่ายอันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา..

โดยไม่จำเป็นต้อง "ดัดจริต" บิดเบือนธรรมชาติความต้องการของตนเหมือนดั่งมนุษย์จำพวกมือถือสากปากถือศีลที่พยายามจะพลิกเปลี่ยนโลกมนุษย์ด้วยการท่องพระคัมภีร์ ..

ครรลองชีวิตของผู้คนที่นี่ ยังคงขึ้นๆลงๆตามสายน้ำที่ไหลผ่านไป มีความสุข มีความทุกข์ที่คละเคล้ากันไปอย่างตรงไปตรงมาบนหลักเกณฑ์ง่ายๆของการเป็นผู้ร่วมอยู่อาศัยในสังคมเดียวกัน ..

ริมโขง บุ่งคล้า กับ การค้าขายข้ามฝาก กับภารกิจของการแลกเปลี่ยนซื้อหาสิ่งของความต้องการต่างๆที่ถูกขนถ่ายจากฝั่งไทยไปฝั่งลาว ที่ดำเนินติดต่อกันมาหลายสิบปี ยังคงดำเนินต่อไปด้วยภาพชีวิตและภาพการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่เรียบง่าย ในทุกๆวันอังคาร และ วันศุกร์ ..

เรือหางยาวหลายลำยังคงวิ่งรอกไปมาระหว่างฝั่งไทยฝั่งลาวอย่างต่อเนื่อง จากมิตรภาพอันแน่นแฟ้นดุจพี่ดุจน้อง ที่ไม่ต้องยึดติดอยู่ที่การผูกขาดของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใดๆ ..

ตลาดเล็กๆของบุ่งคล้า มีการจัดการสัดส่วนของผู้ถือครองผลประโยชน์ในตลาดค้าขายโดยหลักธรรมชาติ การแก่งแย่งแข่งขันกันทางธุรกิจมีน้อยมากๆจนแทบจะพูดได้ว่าไม่มี ..

ลูกค้าฝั่งลาวที่เคยซื้อขายสินค้ากับร้านค้าใด เขาก็ยังคงให้การสนับสนุนสินค้าของกันและกันด้วยดีมาตลอด ราคาสินค้าไม่ได้เป็นตัวกำหนดตัวเดียวว่าร้านใดจะอยู่ได้ หรือ ไม่ได้ !!..

ดังนั้น..อย่าได้แปลกใจหากเดินเลือกสินค้าในตลาดแถวนี้จะเห็นว่าบางร้านขายสินค้าแพงกว่าหรือถูกกว่าอีกร้านที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวด้วยราคาที่แตกต่างกันหลายบาท แต่เขาก็ค้าขายกันต่อไปได้ โดยไม่มีร้านหนึ่งร้านใดเจ๊งไปเพราะค้าขายสู้กันไม่ได้ ..

แต่พวกเขาต่างค้าต่างขายและอยู่กันได้ เพราะเขามีลูกค้าประจำของเขาที่เกื้อกูลกันระหว่าง ผู้ขายสินค้า กับ ผู้บริโภคสินค้า ที่ไม่ทอดทิ้งกันไปไหน..

หากเป็นสังคมเมืองอื่นๆ คงนัวเนียมีเรื่องมีปัญหาด่าทอกันวุ่นวายไปหมด เพราะต่างฝ่ายต่างช่วงชิงผลประโยชน์ที่ตนนั้นต้องการมากกว่ากัน ใครลดราคาถูกกว่าก็ต้องโดนอีกฝ่ายเขม่นหาเรื่อง บ่อยครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายกัน หรือ จบลงด้วยการฟ้องร้องกลั่นแกล้งเอาผิดกัน ..

แต่ที่นี่ไม่มี ..ใครใคร่ค้า ค้า ..ใครใคร่ขาย ขาย..ใครใคร่ซื้อ ..ก็ซื้อ ..

ดังนั้น สินค้าที่ลงเรือหางยาวและข้ามฟากไปยังฝั่งลาว ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของลาวที่ชื่อ ปากกระดิ่ง หรือ ปากดิ่ง จึงเต็มไปด้วยสินค้าที่มากจากหลากหลายร้านค้า ..

ที่มาจากหลากหลายโกดังเก็บสินค้าของบ้านเรือนต่างๆในตลาด ที่ชาวบ้านเขาใช้วิธีปรับแต่งพื้นที่หน้าบ้าน หรือ ข้างบ้าน เปิดเป็นร้านค้าเล็กๆ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้า ในแบบที่เรียบง่ายไม่ใหญ่โตหวือหวาอะไร !!..

ทว่า เคยถามไถ่เงินหมุนเวียนในแต่ละปีของการค้าขายข้ามฟากของที่นี่ กลับทำกำไรให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ยึดอาชีพค้าขายไปมาลาวไทยนี้ มีกำไรต่อปีมากมายมหาศาลแทบไม่น่าเชื่อ !!..

......................................

โลกทุกวันนี้..

หมุนวนเปลี่ยนผ่านและพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว..

เราเองต่างก็ดำรงชีวิตอยู่กับการขับเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วของกาลเวลาผันแปรผ่านนี้..

รวดเร็วไปก็ไม่ดีนัก เชื่องช้าไปก็ไร้สาระ หยุดนิ่งก็ยิ่งเป็นภาระให้กับชีวิต ดุลยภาพอันเหมาะสมเพื่อการดำรงอยู่กับสภาวะเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ของชีวิต ..

เราต่างสามารถที่ตระหนักรู้ตระหนักเห็น และ ทำความเข้าใจมันได้ ภายในจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ของเรา ที่มันยังคงเบิกบานและยังคงตื่นอยู่เสมอ ..

จิตวิญญาณของผู้คนที่นี่ ยังคงเบิกบาน และ ตื่นอยู่เสมอ ..เพื่อรอคอยเทศกาลอันสนุกสนานของชีวิตที่มักเวียนกลับมายังจุดเดิมเสมอๆทุกปี เมื่อสายน้ำโขงเอ่อล้นความอุดมสมบูรณ์กลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง ..

ความเงียบสงบยังคงดำรงอยู่ในการไหลไป ความผ่อนคลายของชีวิตยังคงถูกถั่งเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน และ ความวิตกกังวลถูกทอดทิ้งให้เลือนลางหายไปในซากแห้งแล้งเก่าๆที่ผ่านพ้น..

ชีวิตคือปัจจุบันขณะ ที่ความรัก ความหวัง และ ความศรัทธา ..ยังคงตื่นใหม่อยู่เสมอในจิตใจมนุษย์..

ความผันแปรเปลี่ยนไปของโลกมนุษย์ สอนให้เราตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงตนเพื่อการดำรงอยู่..

ผู้คนที่นี่ก็เฉกเช่นกัน พวกเขามีวิถีชีวิตอยู่กับวังวนแห่งทุกข์เฉกเช่นผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ทั่วๆไป ที่ได้รับอิทธิพลแห่งการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาของโลก ..

พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปทีละนิด ไม่หวือหวามากมาย และ ไม่หยุดนิ่งเฉยชา เพื่อการดำรงชีวิตต่อไปเรื่อยๆ โดยยึดหลักแห่งความพอเพียงของชีวิต .. 

ผู้คนส่วนใหญ่ของเมืองเล็กๆแห่งนี้ ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการต่อสู้ แข่งขัน กอบโกยมากต่อมาก เพื่อเอาชนะกัน ..

พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อการเอารัดเอาเปรียบใครต่อใคร หรือ ได้มากกว่าใคร..

เพียงเพื่อการได้มาซึ่งสิ่งของที่มากกว่า ..หรือ ..ได้มาซึ่งความรักที่มากกว่า !!! ..

...........................................

วินเซนต์

ริมโขง  หนองคาย

๓  กันยายน  ๒๕๕๓

.............................................


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 21.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

ไปอยู่สักปีนึง...แล้วทำหนังสือเกี่ยวกับชีวิตที่บุ่งคล้าออกมาเลยเพื่อน หนับหนุน...ชื่อเรื่องอะไรดีล่ะ

"ฟากฟ้า ริมฝั่งโข่ง ณ บุ่งคล้า" ดีมั้ย

ทำไว้แจกยังได้...น่าสนใจนะจะบอกให้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เขียดขาคำ วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiadkakam

อิจฉาท่านเจ้าของบ้านจริงๆ

ผมเองก็เคยไปมาแล้วสองหน
ยังจำความประทับใจของ
แก่งกะเบา มุกดาหารได้ดี

หาดหินแห่ นครพนม ช่วงสงกรานต์
ผู้คนเยอะยิ่งกว่าหาดบางแสนซะอีก

ไปไหว้มาแล้ว ทั้งพระธาตุพนม และพระธาตุเรณูฯ

อากาศดี ผู้คนน่ารัก

เสียอยู่อย่างเดียว แดงทั้งจังหวัด อันนี้น่ากลัว
จะหันหน้าไปคุยกับใครต้องระวัง

เป็นความซวยของผู้คนแถวนั้นจริงๆ ที่ถูกพวกชั่ว
มั่วลัทธิ จ้องล้มเจ้าล้มแผ่นดิน มอมเมาจนมั่วไปหมด

มีเพื่อนขายจานดาวเทียมอยู่แถวโน้น มีโอกาสไปนั่งคุยด้วยอยู่นาน สังเกตเห็นว่าผู้คนที่เข้ามาติดต่อ
จะเป็นแดงล้วนๆ ไม่มีสีอื่นปนเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่เพื่อนเราเจ้าของร้านก็แดงแปร๊ดเหมือนกัน

คิดแล้วก็หดหู่ใจ...

ได้ไปเดินตลาดริมโขงที่อยู่ไม่ไกลจากพระธาตุพนม
ของกินพื้นบ้าน เยอะแยะเลยครับ ทั้งกบทั้งเขียด
ทั้งอึ่งอ่าง ทั้งปลา ทั้งพืชผัก สมุนไพร จิปาถะ

แต่ที่ประทับใจสุดคือ ภาพยนต์ควาย ครับ
ทำเป็นมัดๆ คลุกกับรำ แล้วแขวนไว้เต็มไปหมด
เอามาเผา แล้มต้ม จากนั้นก็แกงใส่ขี้เหล็ก
สุดยอดแห่งความอร่อยครับ
หรือจะเอามาลวก แล้วทำน้ำจิ้มแซ็บๆ
เคี้ยวหนุบหนับ หนุบหนับ สุดยอดเลยครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
bonjo วันที่ : 03/09/2010 เวลา : 16.20 น.

อีกหนึ่งของซอกหลืบจิตและวิญญาณ..ที่หลายคนอยากเข้าหลบความวุ่นวาย งามในอารมณ์มากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน