• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-06
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 22772
  • ส่ง msg :
  • โหวต 58 คน
ของรักของสะสม
ให้มาด้วยรัก น้อมรับไว้ด้วยเคารพรัก
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinitvadee
วันพุธ ที่ 13 กันยายน 2560
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 373 , 03:46:05 น.  
หมวด : งานอดิเรก

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ni_gul , แม่หมี และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ไลก้า (อังกฤษ: Laika; รัสเซีย: Лайка, มีความหมายตามตัวอักษรว่า "ช่างเห่า" (barker); ประมาณ ค.ศ. 1954 - 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957) เป็นสุนัขอวกาศโซเวียต ที่กลายเป็นสัตว์ตัวแรกที่โคจรรอบโลก เช่นเดียวกับเป็นตัวแรกที่ตายในวงโคจรด้วยเช่นกัน

เนื่องจากเป็นที่ทราบกันน้อยมากถึงผลกระทบของการบินอวกาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิต ในขณะภารกิจของไลก้านั้น และเทคโนโลยีในการผละออกจากวงโคจรยังไม่ถูกพัฒนา จึงไม่มีการคาดว่าไลก้าจะรอดชีวิต

นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่ามนุษย์จะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้จากการปล่อยหรือสภาพของอวกาศ ดังนั้น วิศวกรจึงมองว่าเที่ยวบินที่ส่งสัตว์ขึ้นสู่อวกาศด้วยนั้นจำเป็นก่อนภารกิจของมนุษย์

ไลก้าที่เป็นสุนัขเร่รอน เดิมชื่อ คุดร์ยัฟกา (รัสเซีย: Кудрявка, "เจ้าขนหยิกน้อย") เข้าสู่การฝึกกับสุนัขอื่นอีกสองตัว และได้รับเลือกเป็นผู้โดยสารไปกับยานอวกาศโซเวียต สปุตนิก 2 ในท้ายที่สุด ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957

คาดว่าไลก้าน่าจะตายภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปล่อยยานจากความร้อนเกิน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากความล้มเหลวของระบบยังชีพกลางอาร์-7 (R-7 sustainer) ในการแยกจากน้ำหนักบรรทุก

สาเหตุและเวลาการตายที่แท้จริงของมันนั้นไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะกระทั่ง ค.ศ. 2002 แต่ก่อนหน้านั้นได้รายงานอย่างกว้างขวางว่ามันตายเพราะขาดออกซิเจนในวันที่หก หรือตามที่รัฐบาลโซเวียตอ้างแต่แรก มันตายสบาย (euthanised) ก่อนออกซิเจนพร่องไปอีก

อย่างไรก็ดี การทดลองพิสูจน์ว่าไลก้าสามารถรอดชีวิต จากการปล่อยยานขึ้นสู่วงโคจรและทนต่อสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นการกรุยทางแก่การบินอวกาศมนุษย์และให้ข้อมูลแรก ๆ บางส่วนแก่นักวิทยาศาสตร์ว่า สิ่งมีชีวิตตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมในการบินอวกาศอย่างไร

 

ไซบีเรียนฮัสกี (อังกฤษ: Siberian Husky; รัสเซีย: Сибирский хаски, Sibirskiy Haski) เป็นสุนัขขนาดกลาง ขนฟูแน่น จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน

มีต้นกำเนิดทางตะวันออกของไซบีเรีย เพาะพันธุ์มาจากสุนัขในวงศ์สปิตซ์ มีลักษณะขน 2 ชั้นฟูแน่น, หางรูปเคียว, หูเป็นรูปสามเหลี่ยมตั้งชัน และลายที่เป็นลักษณะเฉพาะ

ไซบีเรียนฮัสกีเป็นสุนัขที่แข็งแรง คล่องแคล่ว เต็มไปด้วยพลัง และยืดหยุ่น เป็นคุณสมบัติที่สืบทอดจากบรรพบุรุษที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่หนาวเย็นอย่างรุนแรงของไซบีเรีย และจากการเพาะพันธุ์ของชาวชุกชี (Chukchi) ที่อาศัยอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย

สุนัขถูกนำเข้ามาในอะแลสกา ระหว่างช่วงตื่นทองที่เมืองโนม (Nome) และแพร่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาในฐานะสุนัขลากเลื่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นสุนัขเลี้ยงตามบ้านในภายหลังอย่างรวดเร็ว

สุนัขทุกสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นมีบรรพบุรุษเดียวกันนั่นคือสุนัขป่าโบราณ (วงศ์ Canidae) ไซบีเรียนฮัสกี, ซามอย, และอะแลสกันแมละมิวต์นั้นสืบสายพันธุ์โดยตรงจากสุนัขลากเลื่อน

จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ช่วยยืนยันว่ามันเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีการเพาะเลี้ยงมาแต่โบราณ คำว่า "ฮัสกี (husky)" ได้มาจากชื่อที่ใช้เรียกชาวอินนูอิต (Inuit) ว่า "ฮัสกีส์ (huskies)" โดยคณะสำรวจคนขาว (Caucasian) คณะแรก ๆ ที่มาถึงแผ่นดินของพวกเขา

ส่วนคำว่า "ไซบีเรียน (Siberian)" ได้มาจากไซบีเรียนั่นเองเนื่องจากความคิดที่ว่าสุนัขลากเลื่อนนี้ถูกใช้ในการข้ามสะพานแผ่นดินของช่องแคบเบริงที่เป็นทางเข้าสู่หรือออกจากรัฐอะแลสกา

ซึ่งทฤษฎีนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้า สุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขเอซคิโมสามารถพบได้ตลอดซีกโลกด้านเหนือจากไซบีเรียถึงประเทศแคนาดา, รัฐอะแลสกา, กรีนแลนด์, แลบราดอร์ (Labrador) และเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

ด้วยความช่วยเหลือของไซบีเรียนฮัสกี ประชาชนของชนเผ่าต่าง ๆ ไม่เพียงแค่รอดตายเท่านั้นในการออกสำรวจดินแดนที่ไม่มีรู้จัก พลเรือเองรอเบิร์ต เพียรี (Robert Peary) แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาก็ได้รับความช่วยเหลือจากสุนัขสายพันธุ์นี้ระหว่างคณะสำรวจของเขาออกสำรวจขั้วโลกเหนือ บทบาทของไซบีเรียนฮัสกีในกระทำหน้าที่นี้ไม่สามารถเป็นที่หยั่งรู้ได้

สุนัขจากแม่น้ำอะนาดืยร์ (Anadyr River) และพื้นที่รอบ ๆ ถูกนำเข้ามาในรัฐอะแลสกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 (และเป็นเวลา 2 ทศวรรษ)ในช่วงตื่นทองเพื่อใช้เป็นสุนัขลากเลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน All-Alaska Sweepstakes (AAS) หรือการแข่งสุนัขลากเลื่อนทางไกลซึ่งเป็นระยะทาง 408 ไมล์ (657 กม.) จากเมืองโนม (Nome) ถึงเมืองแคนเดิล (Candle) ไปและกลับ

"เล็กกว่า เร็วกว่า และอดทนมากกว่า ในการบรรทุกน้ำหนักราว 100 - 120 ปอนด์ (45 - 54 กิโลกรัม)" มันเป็นส่วนสำคัญใกล้ชิดของผู้เข้าแข่งขันยาวโนมที่มีชื่อเสียง ลีออนฮาร์ด เซปพารา (Leonhard Seppala) ที่เคยเป็นผู้เพาะเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกีมาก่อนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1909 ถึงช่วง ค.ศ. 1920

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 กันเนอร์ คาเซ็น (Gunnar Kaasen) เป็นผู้นำเซรุ่มไปถึงเมืองโนมเป็นคนแรกในปี ค.ศ. 1925 เพื่อรักษาโรคคอตีบ กันเนอร์ได้ออกจากเมืองเนแนนา (Nenana) ไปสู่เมืองโนมเป็นระยะทางมากกว่า 600 ไมล์

ด้วยความพยายามของผู้เดินทางและความช่วยเหลือของสุนัขลากเลื่อน การแข่งขัน Iditarod Trail Sled Dog Race (การแข่งสุนัขลากเลื่อนสู่เมื่องอิดิตทารอต) ที่จัดขึ้นก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการขนส่งเซรุ่มนี้เอง และเหตุการณ์นี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันในปี ค.ศ. 1995 ที่ชื่อ "บอลโต" (Balto)

ตามชื่อของสุนัขนำทีมของกันเนอร์ และเพื่อเป็นเกียรติแก่สุนัขนำทีมบอลโต มีการสร้างรูปหล่อเหมือนที่ทำจากทองแดง ตั้งอยู่ในเซ็นทรัลพาร์กในรัฐนิวยอร์ก มีคำจารึกดังนี้

"อุทิศแก่จิตวิญญาณที่ทรหดของสุนัขลากเลื่อนที่นำเชื้อต้านพิษบนทางยากลำบากเต็มไปด้วยน้ำแข็ง 600 ไมล์, ข้ามลำน้ำที่แข็งตัว, ฝ่าพายุหิมะของขั้วโลกเหนือจากเมื่องนีนนานาสู่เมืองนอมน์ที่รอความช่วยเหลือให้พ้นจากโรคร้ายในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1925 อดทน--ซื่อสัตย์--มีไหวพริบ"

ในปี ค.ศ. 1930 ไซบีเรียนฮัสกีตัวสุดท้ายถูกนำออกจากรัฐบาลโซเวียตใกล้กับพรมแดนของไซบีเรียเพื่อการแลกเปลี่ยนกับภายนอก ปีเดียวกันมีการจดทะเบียนรับรองสายพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี โดยสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งสหรัฐอเมริกาเป็น 9 ปีหลังจากสายพันธุ์นี้ถูกจดทะเบียนในประเทศแคนนาดา

ณ วันนี้ไซบีเรียนฮัสกีที่จดทะเบียนในอเมริกาเหนือเป็นลูกหลานส่วนใหญ่ของไซบีเรียนฮัสกีที่ถูกนำเข้ามาในปี ค.ศ. 1930 และสุนัขของลีออนฮาร์ด เซปพารา เซปพาราเจ้าของคอกสุนัขในนีนนานาก่อนที่จะย้ายไปอยู่นิวอิงแลนด์

อาร์เทอร์ วอลเดน (Arthur Walden) เจ้าของคอกสุนัขชินุก (Chinook) แห่งวอนาแลนซิต (Wonalancet) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ผู้มีไซบีเรียนฮัสกีในคอกที่โดดเด่น สุนัขตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคอกของเขามาจากอะแลสกาโดยตรงและมาจากคอกของเซพพารา

ก่อนที่จะมีชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 1933 ว่าที่พลเรือเอกริชาร์ด อี. เบิร์ด (Richard E. Byrd) แห่งกองทัพเรือได้ซื้อสุนัขไซบีเรียนฮัสกีราว ๆ 50 ตัวด้วยตัวเขาเอง หลายตัวถูกรวบรวมและฝึกจากคอกชินุกในรัฐนิวแฮมป์เชียร์

เพื่อใช้ในคณะสำรวจของเบอร์ดที่เขาหวังจะเดินทางราว 16,000 ไมล์ไปตามชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกา ที่เรียกว่าปฏิบัติการกระโดดสูง (Operation Highjump) ประวัติการเดินทางนี้เองที่พิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของไซบีเรียนฮัสกี

เพราะขนาดที่พอเหมาะและความเร็วที่ดีเยี่ยม กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ใช้ไซบีเรียนฮัสกีในการค้นหาและช่วยเหลือในขั้วโลกเหนือของคำสั่งขนส่งทางอากาศระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

ลักษณะทั่วไป

ไซบีเรียนฮัสกีมีรูปร่างลักษณะภายนอกคล้ายกับอะแลสกันแมละมิวต์เช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่น ๆ ที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสุนัขวงศ์สปิตซ์เช่นซามอย ไซบีเรียนฮัสกีมีขนหนาแน่นกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น มีสีและรูปแบบขนที่หลากหลาย

โดยปกติมีสีขาวที่เท้า ขา ท้อง รอบตาหรือเป็นหน้ากากที่หน้า และที่ปลายหาง ทั่วไปมีสีดำ-ขาว เทา-ขาว ทองแดง-ขาว และขาวปลอด และยังมีแบบที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะ เช่น สีอ่อน แต้มจุด แว่นตา ฯลฯ

บางครั้งก็มีลักษณะคล้ายหมาป่าเกิดขึ้น แม้ว่าในการพัฒนาพันธุ์ไม่มีความใกล้ชิดกับหมาป่าหรือสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดเลย คิดว่าเกิดจากการเพาะพันธุ์ที่ไซบีเรียแล้ว

ตา

สีตาของไซบีเรียนฮัสกีที่เป็นที่ยอมรับมีสีฟ้าหรือน้ำตาลเข้ม, เขียว, น้ำตาลอ่อน, เหลือง/อำพัน, "แก้วตาหลายสี" หรือตาเฮเซล (Hazel) เป็นจุดบกพร่องร้ายแรงที่แสดงวงสีต่างกันในแก้วตา รวมถึงตาข้างนึงสีน้ำตาลอีกข้างสีฟ้า (complete heterochromia)

หรือตาข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างมีสี "แบ่งส่วน" น้ำตาลครึ่งฟ้าครึ่ง (partial heterochromia) นี่คือสีตาทั้งหมดที่ถูกพิจารณายอมรับโดยสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งสหรัฐอเมริกา ตาต้องเป็นรูปอัลมอนด์ เว้นระยะห่างกันปานกลาง วางตัวเฉียงเล็กน้อย

หูและหาง

หูเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนสมบูรณ์ ขนาดกลาง และตั้งชัน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการพัฒนาพันธุ์โดยสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข เช่นสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (สหรัฐอเมริกา) ที่มีรูปหูที่เรียกว่าหูผึ่ง (prick ears)

หางเป็นพู่เหมือนหางหมาจิ้งจอกรูปเคียวโค้งเหนือหลังและลากหางไปด้านหลังเมื่อเคลื่อนไหว ไซบีเรียนฮัสกีส่วนมากมีสีขาวตรงปลายหาง หางต้องไม่โค้งจนแตะหลังเหมือนสปิตซ์ สีออกแกมขาว

ขน

ขนของไซบีเรียนฮัสกีมี 2 ชั้น ขนชั้นในที่หนาแน่นและขนชั้นนอกที่ยาวกว่า ขนชั้นนอกยาวตรงและบางส่วนเหยียดเรียบไม่ชี้ชันตั้งตรงจากลำตัว ที่สามารถปกป้องมันจากความรุนแรงของฤดูหนาวขั้วโลกเหนือได้ (−50 °C to −60 °C)

แต่ขนที่หนานั้นทำให้ระบายความร้อนได้ยากในฤดูร้อน ส่วนขนยาวแบบที่เรียกว่า "ฮัสกีขนแกะ" (wooly huskies) นั้นไม่เป็นที่ยอมรับ และไม่มีสิทธิ์ลงแข่งในสนามประกวด

จมูก

จมูกของไซบีเรียนฮัสกีมีสีดำในสีเทาในสุนัขสีแทนและสีดำ สีเลือดหมูในสุนัขสีทองแดง และอาจจะมีสีเนื้อในสุนัขสีขาว ไซบีเรียนฮัสกีบางตัวมีจมูกที่เรียกว่า "จมูกหิมะ" เป็นสภาวะที่เรียกว่าผิวด่าง (hypopigmentation) ในสัตว์ และสุนัขที่มี "จมูกหิมะ"

ขนาด

ในการเพาะพันธุ์ ไซบีเรียนฮัสกีมีมาตรฐานดังนี้ เพศผู้สูง 21 - 23.5 นิ้ว (53.5 - 60 ซ.ม.) หนัก 45 - 60 ปอนด์ (20.5 - 28 กิโลกรัม) เพศเมียมีขนาดเล็กกว่า สูง 20 - 22 นิ้ว (50.5 - 56 ซ.ม.) หนัก 35 - 50 ปอนด์ (15.5 - 23 กิโลกรัม)

อารมณ์

ไซบีเรียนฮัสกีก็เหมือนสุนัขใช้งานทั่ว ๆ ไปที่มีพลังงานสูงต้องการการออกกำลังมาก มันควรได้รับการปฏิบัติแบบเพื่อนเดินทางและสุนัขลากเลื่อนไม่ใช่สุนัขอารักขา การรวมกันของปัจจัยนี้ส่งผลให้ไซบีเรียนฮัสกีมีจิตประสาทที่สุภาพอ่อนโยนและซื่อสัตย์

ชาวอินูอิต (Inuit) พัฒนาสายพันธุ์นี้ขึ้นมาเพื่อใช้ลากเลื่อนหนักเป็นระยะทางไกล ๆ และสามารถเอาตัวรอดได้การภูมิประเทศที่หนาวเย็นแบบทุนดรา (tundra) และช่วยในการล่าสัตว์

พฤติกรรม

พฤติกรรมของไซบีเรียนฮัสกีถูกมองว่าเป็นตัวแทนบรรพบุรุษของสุนัขบ้าน นั่นก็คือหมาป่า มันแสดงออกในรูปแบบพฤติกรรมของเทือกเถาเหล่ากอแบบกว้าง ๆ  บ่อยครั้งที่ชอบหอนมากกว่าเห่า การแสดงออกที่มากเกินไปเกิดจากการถูกขับด้วยสัญชาตญาณในการล่า

บุคลิกลักษณะของสุนัขที่เกิดจากการเพาะพันธุ์บ่อยครั้งที่เห็นได้ชัดในพฤติกรรมการละเล่นไล่จับสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อมที่สุนัขแสดงออกมาคล้ายกับสุนัขล่าเนื้อมากกว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง มันชอบวิ่งเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะจากประวัติการเพาะพันธุ์ในอเมริกาเหนือ

ในการฝึกสุนัขให้เชื่อฟังคำสั่งควรใช้เวลา 15 นาที/วันดีที่สุด และทำทุกวัน แต่บางครั้ง ไซบีเรียนฮัสกีจะเป็นสุนัขที่คนชอบเห็นว่าเป็นสุนัขที่ขี้เล่นหรือชอบวิ่งเล่นมากกว่าสุนัขพันธุ์อื่น ๆ

สุขภาพ

ไซบีเรียนฮัสกีมีอายุเฉลี่ยราว ๆ 12-16 ปี ข้อบกพร่องในตาแต่กำเนิดที่พบจากการเพาะพันธุ์ เช่น ต้อกระจกบาง, กระจกตาเจริญผิดเพี้ยน และจอตาฝ่อรุกลาม การเจริญผิดปรกติของเอวก็พบได้บ่อยเช่นกันในการเพาะเลี้ยงเหมือนกับสุนัขขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ทั่วไป

ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการเลี้ยงที่ประเทศไทยเพราะขนที่หนาเกินไปทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีในสภาพอากาศที่ประเทศไทย

ไซบีเรียนฮัสกีที่เป็นสุนัขลากเลื่อนอาจมีโรคอื่น ๆ อีก เช่น โรคกระเพาะ หลอดลมอักเสบ และแผลในกระเพาะ

บางครั้งไซบีเรียนฮัสกียังถูกใช้เป็นสุนัขลากเลื่อนในการแข่งขันลากเลื่อนแต่บางครั้งการมีการใช้สายพันธุ์อะแลสกันฮัสกี (Alaskan Husky) ที่เป็นที่นิยมมากกว่าแทนหรือสุนัขล่าสัตว์ ที่เกิดจากการพัฒนาพันธุ์เป็นพิเศษโดยเลือกจากความเร็วและขนที่หนาน้อยกว่า

ระวางบรรทุกของไซบีเรียนฮัสกีที่ถูกพัฒนาพันธุ์อย่างเลือกเฟ้นสามารถดึงน้ำหนักระดับกลางเป็นระยะทางไกลๆด้วยฝีเท้าระดับปานกลางและโดยทั่วไปไม่สามารถทำความเร็วมากกว่านี้ติดต่อกันได้

ไซบีเรียนฮัสกีก็ยังเป็นที่นิยมใช้ในการแข่งขัน มันวิ่งได้เร็วกว่าสายพันธุ์สุนัขลากเลื่อนแท้ ๆ บางสายพันธุ์เช่นซามอย ช้ากว่าแต่แข็งแรงกว่าอะแลสกันแมละมิวต์ ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาพันธุ์แบ่งออกเป็นไซบีเรียนฮัสกีสำหรับ "การแข่งขัน" และสำหรับ "การประกวด"

ในสหราชอาณาจักร การแข่งขันไซบีเรียนฮัสกีมีขึ้นบนเส้นทางในป่า ต้องใช้สามล้อที่ออกแบบพิเศษแทนเลื่อน นิยมแข่งในฤดูหนาว

  

แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์ (อังกฤษ: Labrador Retriever) แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์ มีต้นตระกูลอยู่ที่นิวฟันด์แลนด์ ชายฝั่งทะเล ประเทศแคนาดา และในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการนำสุนัขพันธุ์นี้ไปยังประเทศอังกฤษทางเรือประมง

และต่อมาก็ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์และเลี้ยงขึ้นมาในฐานะสุนัขล่าเหยื่อ และยังถูกใช้เป็นสุนัขกู้ภัย เพราะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วแม้ในภูมิประเทศที่ขรุขระหรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความอดทน เข้มแข็ง มีความสามารถในการดมกลิ่นดีเยี่ยม มีความปรารถนาจะเอาใจผู้อื่นอีกด้วย และเป็นสุนัขที่ขี้เล่นกับเจ้าของมาก

ช่วงชีวิตเฉลี่ย

แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์ มีช่วงชีวิตระหว่าง 12-15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม และการดูแลเอาใจใส่

อุปนิสัย

สุนัขพันธุ์แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์เป็นสุนัขที่ฉลาดหลักแหลม กระตือรือร้น รักสนุก ช่างเอาอกเอาใจ เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

คุณสมบัติอีกอย่างของแลบราดอร์ริทรีฟเวอร์ก็คือ เป็นสุนัขเฝ้ายามที่ดี เนื่องจากมีเสียงเห่าทุ้มและหนักแน่น เป็นที่น่าเกรงขามเพื่อเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก

ความเข้ากันได้กับสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ

แลบราดอร์ริทรีฟเวอร์เป็นสุนัขที่มีลักษณะนิสัยเป็นมิตร สามารถเลี้ยงร่วมกับสัตว์ชนิดอื่นได้ดี

ความต้องการการเอาใจใส่ดูแล

สำหรับสุนัขพันธุ์นี้ ต้องมีคอกที่ใหญ่และมีรั้วสูงล้อมรอบ ในฤดูร้อนก็ควรมีพื้นที่มีร่มเงาสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ด้วย เช่นเดียวกับสุนัขทั่วไป พวกเขาจะมีความสุขมากกว่าหากมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

สำหรับสุนัขที่โตแล้ว ควรให้เขาเดินได้วันละ 30 นาที จะทำให้พวกเขาแข็งแรง ในขณะที่สำหรับลูกสุนัข จะใช้เวลาในการเล่นทั้งวัน

สำหรับผู้ที่คิดจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้บ้านของคุณควรมีบริเวณสนามหลังบ้าน ไว้ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น และพวกเขายังเป็นจอมเคี้ยวและจอมขุดตัวยงอีกด้วย ถ้าคุณอยากให้สวนของคุณ สวยเหมือนเดิม ให้เตรียมกั้นรั้วไว้ว่าบริเวณไหนที่คุณจะอนุญาตให้เขาเล่นได้

เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้จะอ้วนง่ายเวลาที่มีอายุมากขึ้นซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงควรดูแลอาหารการกินที่มีปริมาณและคุณค่าทางอาหารเหมาะสมตามวัยของสุนัข

ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม

ลูกสุนัขพันธุ์แลบราดอร์จะร่าเริงและควบคุมได้ยากสำหรับสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ และเจ้าของสุนัขพันธุ์ควรมีสนามหลังบ้านซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดอีกด้วย

สุนัขแลบราดอร์ริทรีฟเวอร์เป็นสุนัขที่อ้วนง่าย ควรให้ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ

โรค

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia) เป็นโรคกระดูกที่พบได้มากในสุนัขพันธุ์ใหญ่ (Giant and large breed) โดยพบมากถึง 1 ใน 3 ของโรคกระดูกทั้งหมดในสุนัข โดยโรคนี้จะมีพัฒนาการในช่วงที่มีการเจริญเติบโต ของกระดูกจึงอาจพบได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน

โรคกระดูกอ่อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัขที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกไม่สมบูรณ์ จะมีอาการที่พบเห็นทั่วไป คือ สุนัขมีอาการขาโก่ง หรือขณะเดินจะสังเกตว่าขาจะไม่มั่นคง จะปัดไปปัดมา ซึ่งสาเหตุมาจากหลายปัจจัย

เช่น ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่กำลังเจริญวัย กินอาหารครั้งละมาก ๆ กินแล้วก็นอน ฯลฯ และผลที่ตามมา ขาก็จะลีบเล็กลง โดยที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ขาเสียในที่สุด

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้อาหารสุนัขไม่ต้องมากในแต่ละมื้อ โดยอาจจะเพิ่มจำนวนมื้อให้มากยิ่งขึ้น และให้เวลากับสุนัขของคุณโดยพาออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายยามว่าง

ที่สำคัญอาหารที่ให้ก็ควรมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน ไม่ควรที่จะให้ข้าวคลุกกับข้าวติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรจะให้สลับกับอาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัขบ้าง เพราะอาหารเหล่านั้นจะมีสารอาหารอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ กล่าว คือ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และก่อให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแสดงออกทางผิวหนัง อาการที่พบคือ สุนัขจะมีอาการขนร่วง

เช่น ข้างลำตัว รอบก้นและหาง หน้าอก ในสุนัขอายุมากมักพบรังแคกระจายทั่วร่างกาย อาจพบผิวหนังมีเม็ดสีสะสม มักพบเป็นสีดำ อาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย ซึ่งโรคนี้มักพบในสุนัขอายุ 6-10 ปี

แต่ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่สามารถพบในอายุน้อยกว่า 6 ปีได้ ดังนั้น หากสุนัขของคุณมีอาการดังนี้ แนะนำให้พาสุนัขมาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

โรคประสาทตาเสื่อม อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำของสุนัขแลบราดอร์เนื่องจากพบอัตราการป่วยมากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยอาการจอตาเสื่อมมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับบริเวณของจอตาที่มีปัญหา อาการที่สังเกตได้คือ

สุนัข จะมองภาพได้ไม่ชัดเจนในที่มีแสงน้อย และเจ้าของจะรู้สึกว่าตาแวววาวผิดปกติ เนื่องจากม่านตาขยายเพื่อให้แสงผ่านไปได้มากขึ้น สุนัข อาจเห็นภาพได้แคบลง จึงต้องหันหัวมอง หรืออาจเดินชนสิ่งของ

ส่วนใหญ่อาการนี้ไม่สามารถรักษาได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่เป็นจะต้องตาบอดอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ต้องได้รับตรวจอย่างละเอียด

โรคต้อกระจก มักเกิดกับสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้

ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บมีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด

สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที หากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้การรักษายากขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้

โรคลมบ้าหมูจะทำให้สุนัขชักบ่อย ๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้นควรหาสถานที่ให้สุนัขอยู่อย่างสงบในห้องที่มืดทๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่สุนัขชัก อย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด

เพราะมันอาจหันมากัดได้ ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

สิริสวัสดิ์วุธวาร สิริมานรมณีย์นะคะ 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
vinitvadee วันที่ : 17/09/2017 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

สายสวัสดิ์อาทิตยวารค่ะพี่นิกุลขา

ขอบพระคุณที่กรุณามาเยี่ยมบล็อกน้องค่ะ
เห็นพี่หายไปนาน คาดว่าธุรกิจมาก-งานรัดตัว
สุขสบายดีนะคะ

ประวัติเจ้าไลก้า น้องก็เพิ่งทราบมากๆ ในคราวนี้เองค่ะ


จากบล็อกพี่นิกุล

ภาพประกวดระดับโลกนี้ งามนัก
น้องชอบภาพ ลูกหมีสีน้ำตาลเล่นกับแม่ในทุ่งหญ้าขากลับจากจับปลาแซลมอนและหอยในแม่น้ำ ค่ะ น่าเอ็นดูสุดๆ

รวมถึง ระลึกถึงคุณนมวัวตราหมี ที่มีกระป๋องสารพัดประโยชน์ของคนเมืองเพรียว

ตะบองเพชรบิดเบี้ยวเกลียวทะยานข้ามผ่านศตวรรษ ก็เริ่ดมากค่ะ

ภาพอื่นๆ ผ่านตามาแล้วค่ะ
มีความสุขในวันที่ไทยฝนพรำทั้งประเทศนะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 16/09/2017 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
แยกแยะยินยล เพื่อปรับปรุงตน และเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน

ชอบเรื่องของเจ้าไลกามากค่ะ ไม่เคยรู้ชะตากรรมของมันมาก่อน นับว่ามันมีคุณประโยชน์ต่อโครงการอวกาศจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบพระคุณโหวต จากพี่อ้อมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 07.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ด้วยความยินดีค่ะ ท่าน PT
สุขสบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า from mobile วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 06.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ขอบคุณมากครับ ค้นคว้าหาข้อมูลนกเค้ามาให้อ่านอย่างละเอียด

ความคิดเห็นที่ 10 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ในนิทานพื้นบ้านของพม่า เล่าถึงสาเหตุที่นกเค้าแมวออกหากินในเวลากลางคืน และหากพบกับอีกาในเวลากลางวัน ก็มักจะจิกตีกันอยู่เสมอ ๆ ว่า

นกเค้าแมว และนกกาเหว่าได้ทำสัญญากัน โดยมีอีกาเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นกเค้าแมว ต่อมานกเค้าแมวได้เบี้ยวสัญญาต่อนกกาเหว่า อีกาในฐานะผู้ค้ำประกัน ต้องรับผิดชอบด้วยการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกของนกกาเหว่านับตั้งแต่นั้น

และนกเค้าแมวก็เปลี่ยนเวลาออกหากินจากกลางวันไปเป็นกลางคืนเพื่อไม่ให้อีกาตามตัวเจอ และถ้าหากเจอตัวกันในเวลากลางวันก็จะจิกตีทะเลาะวิวาทกันเสมอ ๆ

ในพื้นที่ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของไทยมีการละเล่นพื้นบ้านที่เรียกว่า "รำโทนนกพิทิด" เป็นการร่ายรำอย่างสนุกสนาน ซึ่งนกพิทิดนั้นก็หมายถึง นกทึดทือ ซึ่งเป็นนกเค้าขนาดใหญ่นั่นเอง

ในฟุตบอลอังกฤษ มีทีมที่ใช้นกเค้าแมวเป็นสัญลักษณ์ของทีม คือ เชฟฟิลด์เวนสเดย์ ซึ่งเป็นทีมประจำเมืองเชฟฟิลด์ ก็มีฉายาว่า "นกเค้าแมว" อีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว ในวัฒนธรรมสมัยนิยม นกเค้าแมวยังถูกอ้างอิงถึงต่าง ๆ เช่น ในนวนิยายสำหรับเด็กแนวแฟนตาซีชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็มีนกเค้าแมวปรากฏในเรื่อง

และในซีรีส์แนวโทคุซัทสึของญี่ปุ่นเรื่อง เจ็ทแมน นกเค้าแมวก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งในบรรดานักสู้เจ็ทแมนด้วย ด้วยการเป็นนักสู้ประจำสีเหลือง ชื่อ เยลโล่ โอว์

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

ความคิดเห็นที่ 9 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

แต่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างออกไปในบางวัฒนธรรม นกเค้าแมวหมายถึง สติปัญญา

ในคติของชาวฮินดู นกเค้าแมวเป็นพาหนะของพระแม่ลักษมี มเหสีของพระวิษณุ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตรีมูรติ เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และพรรณข้าว ด้วยเชื่อว่าพระนางจะขี่นกเค้าแมวออกไปตรวจนาข้าวในเวลากลางคืน

ซึ่งก็คล้ายคลึงกับคติของกรีกโบราณ ที่นกเค้าแมวขนาดเล็กเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับ เทพีอธีนา เทพีแห่งสติปัญญาและการสงคราม ดังนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ ชื่อสกุลของนกเค้าจุดจึงใช้คำว่า Athene ซึ่งก็หมายถึง เทพีอธีนา นั่นเอง

ในญี่ปุ่น นกเค้าแมวถือเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความโชคดี เนื่องจากนกเค้าแมวหรือนกฮูกในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 梟 (Fukurou) ซึ่งอาจแยกได้ว่า 福 (Fuku) แปลว่า โชคดี และ 郎 (Rou) ใช้ต่อท้ายชื่อเด็กผู้ชาย หรือ 不 (Fu) ที่แปลว่า ไม่ รวมกับ 苦労 (Kurou) ที่แปลว่า ความลำบาก

ดังนั้นโดยรวมแล้ว นกเค้าแมวจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ที่เรียกว่า 縁起物 (Engimono)

นอกจากนี้แล้วยังเชื่ออีกด้วยว่านกเค้าแมวหรือนกฮูกที่มีขนาด, รูปร่าง และสีสันที่แตกต่างกันก็ยังส่งผลในทางโชคลางต่างกันออกไปอีกด้วย อีกทั้งยังใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอิบะระกิ ขณะที่นกแสกเป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้าย

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

ความคิดเห็นที่ 8 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

โดยมากแล้วในทางความเชื่อของมนุษย์ไม่ว่าชนชาติไหน ๆ มักจัดให้นกเค้าแมวเป็นนกปีศาจเช่นเดียวกับแร้ง นำมาซึ่งความโชคร้ายและความตาย เช่น ความเชื่อของคนไทย

เชื่อว่าถ้านกเค้าแมวหรือนกแสกบินข้ามหลังคาบ้านใครหรือไปเกาะอยู่ใกล้ ๆ บ้านใคร บ้านนั้นจะต้องมีผู้เสียชีวิต เพราะถือว่าเป็นยมทูตส่งวิญญาณ

ซึ่งคตินี้คล้ายคลึงกับคติของชาวโรมันและชาวโรมาเนีย ชาวไอริชเชื่อว่าหากนกเค้าแมวบินเข้าบ้าน ต้องฆ่ามันให้ตายทันที มิเช่นนั้นจะนำพาความโชคดีให้บินไปพร้อมกับตัวนก

สำหรับชาวอินเดียแดงเชื่อว่า นกเค้าแมวเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งปีศาจ การมีขนนกฮูกไว้ในครอบครองแสดงถึงการเล่นเวทมนตร์คาถา

สำหรับชาวแอสเทก ชาวมายา และชาวเมโสอเมริกาพื้นเมือง เชื่อว่า นกเค้าแมวเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างและความตาย

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

ความคิดเห็นที่ 7 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

นกเค้า หรือ นกเค้าแมว หรือ นกฮูก (อังกฤษ: Owl) เป็นนกที่อยู่ในอันดับ Strigiformes มีรูปใบหน้าคล้ายแมว อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ จับสัตว์เล็ก ๆ กินเป็นอาหาร เช่น หนู, งู หรือสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเล็ก ๆ

ในขณะที่บางชนิดที่มีขนาดใหญ่อาจจับปลา หรือปูกินได้ด้วย จัดเป็นนกล่าเหยื่อจำพวกหนึ่งเหมือนเหยี่ยว, อินทรี และแร้ง ที่หากินในเวลากลางวัน ส่วนนกเค้าแมวนั้นมักหากินในเวลากลางคืน ทำให้มีเล็บโค้งแหลมและมีปากงุ้มแหลมสำหรับจับสัตว์กิน

เหตุที่หากินในเวลากลางคืน เป็นเพราะนกเค้าแมวเป็นนกที่ไม่อาจสู้กับนกล่าเหยื่อในเวลากลางวัน อย่าง เหยี่ยวหรืออินทรีได้ อีกทั้งบางครั้งยังถูกนกที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง นกเอี้ยงหรือนกกิ้งโครงไล่จิกตีอีกต่างหาก

เนื่องจากเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน จึงมีดวงตาโตกว่าเหยี่ยวและอินทรีมาก ดวงตาอยู่ด้านหน้าของใบหน้าเหมือนมนุษย์และสัตว์ตระกูลแมว หัวหมุนได้เกือบรอบตัวได้ถึง 270 องศา

เนื่องจากมีกระดูกสันหลังตรงคอ 14 ชิ้น ซึ่งมากกว่าสัตว์ชนิดใด ๆ ในโลกหูของนกเค้าแมวมีความไวมากเป็นพิเศษสำหรับการฟังเสียงในเวลากลางคืนและหาเหยื่อ

มีขนปีกอ่อนนุ่ม บินได้เงียบเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัว และมีประสาทสายตาที่มองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์ถึง 100 เท่า

โดยปกติแล้วตัวเมียมีขนาดโตกว่าตัวผู้ ตัวเมียเป็นตัวที่กกไข่ ตัวผู้ไม่กกไข่ มักพบก้อนที่สำรอกคายออกทิ้งลงมาที่พื้นเบื้องล่างในรังหรือบริเวณใกล้เคียงกับรัง

เพราะนกเค้าแมวมักกลืนเหยื่อเข้าไปทั้งตัว กระดูกและขนที่ไม่ย่อยก็สำรอกออกมาเป็นก้อนทิ้งทีหลัง

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

มีภาพเป็นชุด รูปนกเค้า
ดูยังไง เขาก็แสนเศร้า
ในนี้ ก็ดูน่ารักดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

นึกว่า ท่าน PT จะพิมพ์ไม่ได้ เพราะข้อความมากเกิน
เข้าใจว่า ไลก้าเป็นสุนัขสายพันธ์ไซบีเรียนฮัสกี ค่ะ
ตอนแรกนึกว่ารีทีฟเวอร์ ข้อมูลจึงมาก

ขอบพระคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ท่าน PT คะ

ขอบพระคุณโหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า from mobile วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ไลก้าเป็นสุนัขสายพันธ์ไซบีเรียนฮัสกีหรือเปล่าครับ ข้อมูลไม่ได้กล่าวถึงทราบแต่เป็นสุนัขจรจัด

แสตมป์ภาพนกเค้าน่ารัก ต่างจากความเชื่อเมื่อก่อนที่ว่าเป็นสัตว์ที่นำความอัปมงคลมาให้

ความคิดเห็นที่ 2 ชบาตานี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

สวัสดีค่ะพี่ตุ่มขา ตื่นเช้าจัง
ขอบพระคุณนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 13/09/2017 เวลา : 05.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ขอบคุณเนื้อหา และเรื่องราวที่มีประโยชน์ค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]