• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 986
  • จำนวนผู้ชม : 193269
  • ส่ง msg :
  • โหวต 384 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม 2561
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 1084 , 12:05:04 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สำรวจฟ้า , ลิงเขียว โหวตเรื่องนี้

โดย โรม บุนนาค

 

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
 
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
 
 
สตรีสำคัญในประวัติศาสตร์พระองค์นี้ ก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงกำพร้าพระบิดาเมื่อพระชนมายุเพียง ๖ เดือน
 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาให้รับมาอุปถัมภ์ในพระบรมมหาราชวัง ก็ยังทรงประสบเรื่องโศกเศร้ามาตลอด แต่ทุกครั้งที่ทรงประสบ ก็ได้รับพระเมตตาจากพระมหากษัตริย์ถึง ๒ รัชกาล จนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระบรมราชินี

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีพระนามเดิม หม่อมเจ้าหญิงโสมนัส พระธิดาพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๓๗๗ เมื่อพระชนมายุได้ ๖ เดือน พระบิดาก็สิ้นพระชนม์
 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอัยกา (ปู่) จึงโปรดเกล้าฯ ให้รับพระเจ้าหลานเธอเข้ามาอุปถัมภ์ในพระบรมมหาราชวัง โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าวิลัยศรี พระมาตุจฉา (ป้า) เป็นผู้อภิบาล
 
เมื่อหม่อมเจ้าหญิงโสมนัสพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา พระองค์เจ้าวิลัยศรีก็สิ้นพระชนม์ไปอีก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงพระเมตตาพระเจ้าหลานเธอยิ่งขึ้น ทรงสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเสมอพระราชธิดา เป็น พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี และให้ตั้งการพิธีโสกันต์อย่างพิธีของเจ้าฟ้า

นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างวัดเพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระเจ้าหลานเธอ พระราชทานนามว่า วัดราชนัดดาราม ซึ่งก็คือวัดที่ติดกับลานเจษฎาบดินทร์ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ผ่านฟ้า ในขณะนี้

นายแพทย์สมิธ มัลคอล์ม แพทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้นำข้อมูลจากหนังสือ “The Illness and death of Queen Somanat Watanawadi” จากห้องสมุดสมาคมมิชชันนารี กรุงลอนดอน มาเขียนไว้ใน “ราชสำนักสยาม ในทรรศนะหมอสมิธ” ซึ่งกรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ มีความตอนหนึ่งว่า

“ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทน พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนาง ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นับแต่นี้ต่อไป พระองค์เจ้าโสมนัสจะต้องทรงอยู่โดยปราศจากผู้คุ้มครอง
 
จึงทรงพระเมตตาและสมควรที่จะสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากทุกฝ่ายต่างก็ทราบดีว่า พระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่เพิ่งลาสิขา (หลังจากที่ทรงใช้ชีวิตอยู่ในเพศบรรพชิตนานถึง ๒๗ ปี) และยังมิได้ทรงสถาปนาสตรีคนใดขึ้นเป็นพระมเหสีโดยถูกต้องตามกฎหมาย
 
เพื่อจะได้มีรัชทายาทไว้สืบทอดราชบัลลังก์ในภายภาคหน้า พระราชพิธีสถาปนาดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๓๙๕ ขณะพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา และพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุ ๔๘ พรรษา
 
นับจากวาระที่ทรงดำรงพระยศเป็นพระอัครมเหสี พระองค์ทรงได้รับการถวายพระเกียรติอันสูงส่ง ทั้งโดยส่วนพระองค์และราชการแผ่นดินจากพสกนิกรชาวสยามทั้งมวล รวมทั้งทรงได้รับคำอำนวยพรและสิ่งของเครื่องบรรณาการจากเมืองประเทศราชใกล้เคียง
 
ตลอดจนสิ่งของที่มอบให้ฉันท์มิตรจากชนชั้นสูงและบุรุษต่างชาติผู้ซึ่งคุ้นเคยกับพระเจ้าอยู่หัวมาก่อน แต่ทว่าเพียงชั่วระยะเวลา ๖ เดือนหลังจากที่พระองค์ทรงตั้งครรภ์ ความสมบูรณ์พูนสุขทั้งหลายก็มีอันสิ้นสุดลง อนิจจา อาจเป็นด้วยเคราะห์กรรมบันดาล (อำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า บาปบุญคุณโทษและภูตผีปีศาจบันดาลให้เป็น)
 
เคราะห์ร้ายจึงบังเกิดขึ้นกับพระองค์ ๆ ทรงมีพระอาการประชวร ซึ่งแต่แรกทั้งแพทย์หลวงและแพทย์ชาวต่างประเทศต่างก็ลงความเห็นว่า เป็นพระอาการที่มีผลมาจากการตั้งครรภ์ เช่นเบื่ออาหาร อาเจียน ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้

“นับจากวันจันทรคราสที่ ๑ กรกฎาคม พระอาการประชวรดูเหมือนจะจะกลับฟื้นคืนดีมาได้ราว ๔๐ วัน ครั้นพระครรภ์ล่วงเข้า ๖-๗ เดือน พระอาการประชวรก็กลับกำเริบขึ้นมาอีก ล่วงเข้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม พระอาการประชวรรุนแรงมากขึ้น
 
จนกระทั่งวันที่ ๒๑ สิงหาคม (เวลา ๑.๐๐ นาฬิกา) สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีจึงทรงมีพระสูติกาลพระราชโอรสโดยปลอดภัย พระราชโอรสทรงกันแสงและแสดงพระอาการเฉกเช่นทารกโดยทั่วไป แต่ทว่าทรงมีพระพลานามัยอ่อนแอมาก
 
พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกันที่จะรับเสด็จรัชทายาทองค์ใหม่ มีการจัดพระอู่ทองถวายพร้อมด้วยเครื่องศาสตราวุธ สมุด ดินสอ และอื่นๆตามแบบแผนพระราชประเพณี แต่อนิจจา พระราชโอรสผู้อ่อนแอทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้เพียง ๓ ชั่วโมง ก็สิ้นพระชนม์ลงเมื่อเวลา ๔ นาฬิกา ของวันเดียวกัน

“เจ้าพนักงานได้มาอัญเชิญพระกุมารออกไปเงียบๆ ปล่อยให้พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่า พระราชโอรสยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่ประทับอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง ในคืนเดียวกันนั้นเอง พระอาการประชวรของสมเด็จพระนางเจ้าโสมมนัสวัฒนาวดีก็กลับทรุดลงอีก ทางอาเจียนบ่อยครั้งจนเกรงว่าจะสิ้นพระชนม์เสียเวลานั้น
 
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทได้ทรงจัดพระโอสถถวาย พระอาการจึงพอทุเลาลงบ้าง วันต่อมาพระเจ้าอยู่หัวและกรมหลวงวงศาธิราชสนิท พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และนางสนมกำนัลใน ของสมเด็จพระราชินี ได้ประชุมปรึกหารือร่วมกับแพทย์ชาวสยามหลายคน รวมทั้งพวกที่ถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท
 
เห็นควรเรียกตัวหมอบรัดเลย์ แพทย์ชาวอเมริกันเข้ามาถวายการรักษา หมอบรัดเลย์ได้ถวายการรักษาไปตามอาการของโรค ซึ่งเป็นวิธีที่เขาเพิ่งจะนำมาใช้ในประเทศสยามได้ไม่นาน แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี
 
ที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทรงอยู่ไฟ (ตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้หญิงสยามภายหลังจากการคลอดบุตร) ตามแบบวิธีของชาวสยาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากหมอบรัดเลย์และผู้ที่เชื่อถือในการรักษาของเขาอีก ๒-๓ คนก็ตาม ภายใต้การถวายการดูแลรักษาของหมอบรัดเลย์ พระอาการไข้ตลอดจนคลื่นไส้อาเจียนจึงพอทุเลาลงบ้าง
 
พระอาการของโรคยังคงปรากฏบ่อยครั้งต่อเนื่องกันนาน ๗-๘ วัน จนถึงวันที่ ๒๘ สิงหาคม สมเด็จพระราชินีจึงทรงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระโอรส ๗ วันหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว”

“นับจากวันที่ ๒๙-๓๐ สิงหาคมเป็นต้นมา พระอาการเริ่มทรุดหนักลงเรื่อยๆ ทรงอาเจียนออกมาเป็นน้ำสีดำปนเหลือง และทรงมีอาการไข้แทรกด้วย”

“หมอบรัดเลย์ได้ทูลขอร้องบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ขอให้สมเด็จพระราชินีเสด็จฯ ออกจากทรงอยู่ไฟ ซึ่งเป็นผลให้พระอาการประชวรพอทุเลาลงบ้าง แต่ยังคงเสวยพระกระยาหารได้น้อย พระวรกายจึงดูซูบและอ่อนแอลงมาก
 
พระอาการประชวรของสมเด็จพระราชินียังคงทรงอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งวันที่ ๑๑ กันยายน พระบาททั้งสองข้างเริ่มบวม และยังปรากฏพระอาการอื่นๆ ที่สร้างความวิตกกังวลแก่พระสหายตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์เป็นอันมาก
 
จึงได้มีการประชุมตกลงกันว่าจะเรียกแพทย์ชาวสยามกลับมาถวายการรักษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วสมเด็จพระราชินีก็มิได้ทรงให้ความเชื่อถือในการรักษาของหมอบรัดเลย์เท่าใดนัก เนื่องจากเป็นแพทย์ชาวต่างชาติ
 
หลังจากที่พระองค์กลับมาอยู่ในความดูแลของแพทย์ชาวสยามอีกครั้งนั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าพระอาการจะดีขึ้น ซ้ำยังกลับทรุดหนักลงไปอีก จนถึงกับไม่มีแพทย์สยามคนใดกล้าที่จะถวายการรักษาอีกต่อไป ในช่วงนั้นเอง หมอบรัดเลย์จึงถูกเรียกตัวกลับมารักษาอีกครั้ง”

“นับตั้งแต่หมอบรัดเลย์กลับมาถวายการรักษาจนถึงวันที่ ๑๖ กันยายน พระอาการดูจะทุเลาลงบ้างเล็กน้อย แต่เนื่องจากพระองค์ยังทรงอาเจียนอยู่อย่างต่อเนื่อง พระวรกายจึงอ่อนแอลง และเป็นผลให้ทรงเบื่อพระกระยาหาร ไม่เคยปรากฏว่าจะมีวันใดที่พระองค์จะไม่ทรงอาเจียนอย่างรุนแรง
 
แต่ก็ไม่มีพระโอสถขนานใดที่จะรักษาพระอาการนี้ให้หายไปได้ จนถึงขณะนี้พระอาการเริ่มไม่เป็นที่ไว้วางพระทัย พระวรกายตลอดจนพระพักตร์เริ่มเหลือง แพทย์ชาวสยามจึงถูกเรียกตัวกลับมาดูพระอาการอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครยอมรับที่จะถวายการรักษา
 
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ จึงได้มีการประกาศให้รางวัลเป็นเงินหลายชั่ง แก่ผู้ที่สามารถรักษาสมเด็จพระราชินีให้หายจากพระโรคได้ เมื่อหมอบรัดเลย์กลับมาถวายการรักษาอีกครั้งนั้น พระอาการได้ทรุดหนักลง พระทัยเต้นเร็วผิดปกติ และในวันที่ ๑๗ กันยายน ทรงมีพระอาการเพ้อ
 
ในวันเดียวกันนั้นได้มีการป่าวประกาศให้รางวัลเป็นเงิน ๒ ชั่งแก่ผู้ที่สามารถรักษาพระอาการให้ทุเลาลงได้ มีข้าราชสำนักเก่าแก่ผู้หนึ่งได้ขอเข้ามาตรวจดูพระอาการ แต่ทว่าเขาผู้นั้นไม่เข้าใจในพระอาการของโรคอย่างแท้จริง จึงวินิจฉัยว่าเป็นเพราะมิได้ทรงอยู่ไฟ และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นผู้ถวายการรักษา”

เรื่องราวเกี่ยวกับพระอาการประชวรของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากมีเอกสารบางหน้าขาดหายไป สำหรับหน้าสุดท้ายที่เหลือ มีข้อความปรากฏดังนี้

“ด้วยเหตุที่พระนางทรงมีผู้สนิทสนมคุ้นเคยอยู่เกือบจะทั่วทุกแว่นแคว้นในประเทศสยามและประเทศใกล้เคียง มีจีน ปัตตาเวีย มะละแหม่ง และชาวต่างชาติที่เคยเป็นพระสหายใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวมาก่อน และได้กลายเป็นพระสหายของพระนางด้วย
 
พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเรื่องราวเกี่ยวกับพระอาการประชวรและเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีเป็นภาษาสยาม ออกแจกจ่ายทั่วพระราชอาณาจักรและประเทศใกล้เคียง
 
ทั้งทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดแปลต้นฉบับเดียวกันนี้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วนำมาจัดพิมพ์เพื่อแจกจ่ายไปยังพระสหายชาวอังกฤษของพระนาง เพื่อทุกคนจะได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาลัยในสมเด็จพระอัครมเหสีเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้สร้างวัดพระราชทานเป็นอนุสรณ์ คือ วัดโสมนัสวิหาร โดยใช้ทุนทรัพย์จากมรดกของพระนาง

ข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้ มีปรากฏอยู่ในพงศาวดารอยู่เพียง ๓ บรรทัด ความว่า

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าโสมนัส ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติภายหลังบรมราชาภิเษกแล้ว
 
เจ้าฟ้าพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ตั้งแต่วันประสูติ ซึ่งถ้าหากยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็จะส่งผลให้สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงหมดโอกาสที่จะเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”


โบสถ์วัดราชนัดดาและโลหะปราสาทหลังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์
 
โบสถ์วัดราชนัดดาและโลหะปราสาทหลังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์
 

วัดโสมนัสวิหาร
 
วัดโสมนัสวิหาร
 
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สิริสวัสดิ์ศุกรวารค่ะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
vinitvadee วันที่ : 13/01/2018 เวลา : 12.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ท่าน PT คะ

เศร้ามากๆ ค่ะ
อ่านแล้วตันคอตันใจไปหมดเลยค่ะ

ขอบพระคุณนะคะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 3 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 12/01/2018 เวลา : 20.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

อ่านแล้วเศร้า

เรื่องเศร้าๆภายในวังยังมีอีกหลายเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
vinitvadee วันที่ : 12/01/2018 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบคุณ ลิงเขียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
vinitvadee วันที่ : 12/01/2018 เวลา : 12.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าโสมนัส (21 สิงหาคม พ.ศ. 2395) พระราชโอรสพระองค์ที่ 5 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี

พระประวัติ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าโสมนัส ประสูติเมื่อวันเสาร์วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2395 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในที่สมเด็จพระนางนาฏบรมอัครราชเทวี (สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี)

ประสูติในเวลา 1 นาฬิกาหลังเที่ยง หลังประสูติทรงมีพระกำลังอ่อนแต่ภายหลังการประสูติ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สิ้นพระชนม์ในเวลา 4 นาฬิกาหลังเที่ยงวันนั้น

เจ้าพนักงานจึงเชิญพระโอรสไปโดยมิให้สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีทรงทราบ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงเรียบเรียงไว้ใน "ประวัติ พระอาการประชวรจนสวรรคตแห่งสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสี" ซึ่งกล่าวถึงตอนพระราชโอรสประสูติว่า

"ในวันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม เวลา ๑ นาฬิกาหลังเที่ยง สมเด็จพระนางเจ้าพระอัครมเหสีประสูติพระราชกุมารบรมราชโอรสโดยเรียบร้อยและมีพระชนม์ เป็นแต่พระกำลังอ่อนและพระองค์ย่อมทรงพระกันแสงและแสดงอาการอย่างชีวิทารกแรกเกิดโดยปรกติ

เพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อส่อดุษฎีภาพทั่วไป ในมิช้าพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายหน้าก็มาชุมสุมเนืองอนันต์ เพื่อชื่นชมพระบารมีถวายพระพรรัชทายาทซึ่งเสด็จอวตารมาโดยมหาประสูติ

ชาวประโคมก็ประโคมดุริยดนตรีเป่าสังข์กระทั่งแตรย่ำฆ้องชัยนฤนาถเพื่อสำแดงโสมนัสประโมทย์ในมหามงคลฤกษ์ เชิญพระราชโอรสบรรทม ณ พระแท่นแว่นฟ้าทองหุ้มด้วยพระกระโจมเศวตวัตถา สองพระแสงราชาวุธ พระสุด และดินสอ ฯลฯ ไว้รอบล้อมตามขัตติยราชประเพณีโบราณ

ระแวดระวังพิทักษ์พระกุมารอย่างกวดขัน แต่ต่อเวลาพระประสูติมาอีก ๓ ชั่วโมงเท่านั้น พระอัสสาสะปัสสาสะพระราชกุมารก็หยุดลงเสียเฉย ๆ ใน ๔ นาฬิกาหลังเที่ยงวันนั้น พระชีพดำรงอยู่ได้น้อยเวลานัก

เจ้าพนักงานเชิญพระศริระพระกุมาร (ลงกุมภ์นัน) ไปเสียเป็นการลับมิให้พระนางราชมารดาทราบเงื่อนสาย ทำประหนึ่งว่าเชิญไปพิทักษ์ไว้ในห้องอื่น"

หลังจากสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ทรงทราบถึงการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสแล้ว พระองค์กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามี

ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระสงฆ์และทรงโปรยทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตามพระราชประเพณีการพระศพพระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเรียบเรียงไว้ว่า

"พระนางเจ้าทรงทราบข่าวสิ้นพระชนม์แห่งเจ้าฟ้าพระราชโอรส จึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระอัครมเหสีพร้อมกันทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายมหัคฆภัณฑ์แด่พระสงฆ์พุทธชิโนรส บรรดามาชุมนุม

และทรงโปรยทานบรรจุเงินตราสยามในผลมะนาวพระราชทาน แด่บรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งฝ่ายในฝ่ายหน้าบรรดาเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเวลาทรงบำเพ็ญทักษิณาทานุทิศนั้น

การเช่นนี้เป็นประเพณีการพระศพสมเด็จพระราชโอรสเจ้าฟ้า (ต่อมาออกพระนามว่าเจ้าฟ้าโสมนัส) พระโอรสของสมเด็จพระนางเจ้า แม้มีพระชนม์อยู่เพียงชั่วสามนาฬิกา ก็ยังคงได้ทรงรับพระเกียรติยศสมพระอิสริยศักดิ์"

พระราชโอรสพระองค์นี้ภายหลังปรากฏพระนามว่า เจ้าฟ้าโสมนัส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ถึงเจ้าฟ้าโสมนัส ในบุรพภาคพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า

"ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ก็ได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชเทวี มีพระราชโอรสประสูตรสิ้นพระชนม์ในวันนั้น อันปรากฏพระนามณบัดนี้ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้าโสมนัศ

เมื่อประสูตรแล้วไม่นานสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัศวัฒนาวดีก็สิ้นพระชนม์ ได้พระราชทานเพลิง ณ ท้องสนามหลวง ตามอย่างสมเด็จพระบรมราชเทวีฯ"

พระอิสริยยศ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าโสมนัส (21 สิงหาคม พ.ศ. 2395 — 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411)

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าโสมนัส (พระนามภายหลังการสิ้นพระขนม์ในรัชกาลที่ 5 ;1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 — 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าโสมนัส (พระนามภายหลังการสิ้นพระขนม์ในรัชกาลที่ 6 ;23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เป็นต้นไป)

ขอบคุณ วิกิพีเดีย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]