• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 1335
  • จำนวนผู้ชม : 314096
  • ส่ง msg :
  • โหวต 584 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม 2561
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 1271 , 15:56:09 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน สำรวจฟ้า , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

 

 

“ชมการแสดงละครและร่วมดื่มน้ำชา”ทหารจีนอ้างเมื่อครั้งเรียกตัว“องค์ทะไล ลามะ”ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตไปพบที่“ค่ายทหาร"โดยห้ามมิให้มีผู้ใดติดตาม

 “ทิเบต”กลายเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้ง นับตั้งแต่รัฐบาลปักกิ่งของจีนส่งกองทัพเข้ายึดครองดินแดนบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนกุมอำนาจปกครองประเทศเมื่อปี 2492

โดยอ้างว่า ทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ชาวทิเบตจำนวนมากแย้งว่า ทิเบตเป็นรัฐอิสระมายาวนานในประวัติศาสตร์ภายการปกครองของผู้นำในศาสนาพุทธแบบทิเบตคือ “องค์ทะไล ลามะ”

         ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2493 กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งชาติจีนยาตราทัพเข้าทิเบต และบดขยี้กลุ่มต่อต้านชนชาติทิเบตที่จับอาวุธขึ้นสู้ได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย

นับจากวันที่ผู้นำจีนส่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเข้าสู่ดินแดนพุทธศาสนาทิเบตบนหลังคาโลกในปี  2493  ทำให้อุณหภูมิศึกเผชิญหน้าระหว่างผู้นำจีนและชนชาติทิเบต ทวีความร้อนแรงอย่างน่ากลัว ขณะที่จีนระดมกำลังพร้อมรับสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนาทุกวินาที

         ปฏิบัติการครั้งนั้นรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ประกาศว่าเป็นการ“ปลดแอก” ทิเบตจากระบอบศักดินา และสังคมทาส โดยมีกลุ่มศาสนาเป็นชนชั้นปกครอง และประชาชนทั่วไปเป็น“ทาส”ขณะที่รัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นในเมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย เรียกการกระทำของจีนนี้ ว่า เป็น“การรุกราน”

         เดือนพฤษภาคมปีัถัดมาผู้แทนทิเบตลงนามข้อตกลงที่กรุงปักกิ่ง กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวระบุอธิปไตยจีนครอบคลุมเหนือดินแดนทิเบต กลุ่มทิเบตพลัดถิ่นได้เผยในภายหลังว่าการลงนามนี้ “เป็นไปเพราะแรงกดดัน”

 
และในปี 2494 รัฐบาลธิเบตยอมลงนามใน“ข้อตกลง 17 ประการเพื่อการปลดปล่อยธิเบตโดยสันติ”ตามแรงกดดันของจีน ซึ่งยังคงยืนยันอำนาจในการดูแลกิจการภายในของธิเบต

         การต่อต้านอำนาจจีนของชาวธิเบตค่อยๆก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่การจลาจลของประชาชนในภาคตะวันออกของธิเบตในปี 2499 และปลายปี 2501 เค้าลางของการต่อต้านจีนเริ่มปรากฏให้เห็นในลาซา (เมืองหลวงของธิเบต) ขณะที่กองทัพจีนได้ออกมาข่มขู่ว่า “ พร้อมที่จะถล่มลาซาทันทีที่มีการละเมิดข้อตกลง17ประการ”

         ว่ากันว่าการลุกฮือในเดือนมีนาคม 2502 เริ่มขึ้นจากความกังวลว่า รัฐบาลจีนกำลังวางแผน “ลักพาตัว” องค์ทะไล ลามะ

         ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต หลังทหารจีนได้เรียกตัวทะไลลามะไปพบที่กองบัญชาการกองทัพปลดปล่อยประชาชนโดยห้ามมิให้มีผู้ติดตามใดๆเข้าไปในศูนย์บัญชาการด้วย

         ในการเรียกตัว"องค์ทะไล ลามะ"ครั้งนั้น ฝ่ายทหารจีนอ้างว่า “ต้องการเชิญทะไลลามะไปชมการแสดงละคร และร่วมดื่มน้ำชา ”แต่การเชิญไปยัง “ค่ายทหาร” พร้อม “สั่ง” ให้องค์ทะไล ลามะเดินทางไปคนเดียวโดยห้ามมีผู้ติดตาม ย่อมทำให้ชาวธิเบตอดเคลือบแคลงในเจตนาของกองทัพจีนมิได้

         วันที่ 10 มีนาคม ชาวบ้านอย่างน้อยกว่า 3 หมื่นคน ได้ออกมาล้อมวังนอร์ภูลิงคะ (Norbulinka Palace, ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวังโปตาลา) เพื่อขวางมิให้ “องค์ทะไล ลามะ”ยอมรับคำสั่งของกองทัพปลดปล่อยประชาชน

         ศึกลุกฮือต่อต้านการปกครองของจีนโดยชนชาติทิเบต ระเบิดขึ้นในกรุงลาซา จีนประกาศกฎอัยการศึก กลุ่มรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นเผยว่า มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนระหว่างการปราบปรามของจีนครั้งนั้น

         ทว่าสองวันถัดมาหญิงชาวธิเบตจำนวน 5 พันคน ได้ออกมาเดินขบวนในลาซาเรียกร้องอำนาจปกครองตนเอง ตามคำขวัญ “ธิเบตเพื่อชาวธิเบต” พร้อมประกาศว่า “ธิเบตเป็นอิสระนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

         วันที่ 15 มีนาคม องครักษ์ขององค์ทะไลลามะ เริ่มออกจากลาซาเพื่อเตรียมเส้นทางหลบหนี ขณะที่กองทัพจีนเริ่มเพิ่มกำลังประจำการ และได้ยิงปืนใหญ่ 2 ลูกเข้าโจมตีวังนอร์ภูลิงคะในวันที่ 17 มีนาคม ทำให้องค์ทะไลลามะต้องหลบหนีออกไปยังอินเดีย

         แต่การลุกฮือของชาวธิเบตยังประท้วง จนเกิดการจราจลมาอย่างต่อเนื่อง กระทั้งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2502 ได้เกิดการสู้รบกันในลาซา ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่แทบจะสิ้นหวังของชาวธิเบตที่ด้อยกว่า ทั้งกำลังคนและอาวุธของจีน

ถึงวันที่ 21 มีนาคม ในปีเดียวกัน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ใช้ปืนใหญ่กว่า 800 ลูกยิงถล่ม“วังนอร์ภูลิงคะ” สังหารหมู่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงไปนับหมื่น

         15 วันต่อมา  หลังการหลบหนีออกจากทิเบตของ“องค์ทะไล ลามะ”เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 “องค์ทะไล ลามะที่ 14” ได้เดินทางมาถึงประเทศอินเดีย ซึ่งในเวลาต่อมารัฐบาลอินเดียได้รับรองการลี้ภัยทางการเมืองแก่“องค์ทะไล ลามะ”ในวันที่ 3 เมษายน 2502

          “ดูหน้าคุณสิ ผมรู้เลยว่าตัวเองคงแก่มากแล้วเหมือนกัน” องค์ทะไลลามะตรัสหลังทั้งสองสวมกอดกันด้วยความยินดี พร้อมทั้งทรงขอบใจที่“นายดาส”ได้ช่วยคุ้มกันให้ระหว่างการลี้ภัยเมื่อ 59 ปีก่อน จนเสด็จถึงที่ปลอดภัยในรัฐอรุณาจัลประเทศของตอนเหนืออินเดียในที่สุด

          องค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้พบกับ “นายนาเรน จันดรา ดาส” อดีตทหารชาวอินเดียวัย 79 ปี ระหว่างเสด็จเยือนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

โดยอดีตทหารผู้นี้เป็นหนึ่งในทีมที่ทางการอินเดียส่งมาช่วยเหลือ “องค์ทะไล ลามะ” ให้หลบหนีข้ามแดนจากทิเบตเมื่อปี 2502 หลังการลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนล้มเหลว

         ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่“องค์ทะไล ลามะ”ต้องหลบหนีออกจากทิเบต โดยเดินข้ามเขาสูงอย่างยากลำบาก เป็นเวลาถึงสองสัปดาห์ ทรงต้องปลอมพระองค์เป็นทหารไปกับผู้ร่วมทางกลุ่มเล็ก ๆ จนถึงพรมแดนที่ติดกับอินเดีย

โดยมี“กองทหารหน่วยปืนไรเฟิลที่ 9 แห่งรัฐอัสสัม” มารอรับอยู่ และนำส่งจนถึงวัดที่พักแห่งหนึ่งในเมืองทาวังของ“รัฐอรุณาจัลประเทศ” ก่อนที่จะเสด็จไปปักหลักตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่เมืองธรรมศาลา “รัฐอรุณาจัลประเทศ”ตอนเหนือของอินเดียในเวลาต่อมา

          การหลบหนีขององค์ทะไล ลามะ“สร้างความไม่พอใจกับทางการจีนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจีนยังแสดงความไม่พอใจที่”องค์ทะไลลามะเสด็จเยือนรัฐอรุณาจัลประเทศของอืนเดียในครั้งนี้ เนื่องจากจีนยังคงอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนของรัฐดังกล่าว ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับทั้งจีนและภูฎาน

          โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เตือนอินเดียไม่ให้กระทำการใด ๆ ที่จะทำให้ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก และเตือนไม่ให้อินเดียสนับสนุนความเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนขององค์ทะไลลามะ

ซึ่งทางการจีนกล่าวเสมอมาว่า“องค์ทะไล ลามะ มีส่วนรู้เห็นกับการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน และเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ในทิเบต"

         หลังสิ้นสุดการสู้รบลาซา ชนชาวธิเบตต้องสูญเสียวัดวาอารามสำคัญ วัตถุล้ำค่าและคัมภีร์โบราณไปจำนวนมาก และทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 8 หมื่นราย ชาวธิเบตที่รอดชีวิตหลายหมื่นคน ยังได้อพยพหนีตาม“องค์ทะไลลามะ”ที่ตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย

         ปี 2508 รัฐบาลจีนประกาศจัดตั้งเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตอย่างเป็นทางการ ซึ่งเขตปกครองตัวเองนี้ ครอบคลุมพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของดินแดนทิเบตที่ยอมรับกันมาโดยประเพณี ส่วนพื้นที่ของชนชาติทิเบตแห่งอื่นๆก็ผนวกเข้ากับมณฑลต่างๆของจีน ได้แก่ ชิงไห่ หยุนหนัน และซื่อชวน (เสฉวน)

         ปี 2531-หู จิ่นเทา (ประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน) ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต และรับผิดชอบการการปราบปรามในดินแดน

         มกราคม 2532-ปันเชน ลามะ ที่ 10 ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดอับดับ 2 รองจากทะไล ลามะ ได้ใช้ชีวิตหลายปีในกรุงปักกิ่ง มรณภาพอย่างกะทันหัน หลังจากที่ได้วิจารณ์การปกครองของรัฐบาลจีน

         มีนาคม 2532 -เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในกรุงลาซาในวาระครบรอบ 30 ปี แห่งการลุกฮือต่อต้านอำนาจจีน กลุ่มทิเบตพลัดถิ่นระบุมีผู้เสียชีวิตระหว่างการปราบปรามของจีน จำนวนหลายสิบคน หรืออาจเป็นร้อย

         ตุลาคม 2532 องค์ทะไล ลามะ ที่14 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากจีน ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้นำจีนซึ่งได้ประกาศเขตปกครองตนเองทิเบต เป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธ์” แห่ง มาตุภูมิ

         ขณะที่จีนพยายามเดินหน้าครอบงำชาวธิเบตอย่างเต็มที่ โดยหลังจากที่พานเฉินลามะ (เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่ 2 ของชาวพุทธธิเบต) องค์ที่ 10 เสียชีวิตลง

ทะไลลามะได้ประกาศให้ เกดหุน โชคยี นยีมา วัย 6 ขวบ เป็นพานเฉินลามะองค์ที่ 11 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ในปี 2538

        เพียงสามวันหลังจากนั้น ทางการจีนได้จับตัวพานเฉินลามะองค์นี้ไป ก่อนประกาศให้ กยัลต์เซน นอร์บู ลามะที่เกิดจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และเติบโตในปักกิ่งได้ขึ้นเป็นพานเฉินลามะ ลำดับที่ 11 แทน

ส่วนพานเฉินลามะที่ได้รับการประกาศจากทะไลลามะ ถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบชะตากรรม หลายคนยังเชื่อว่าเขาอาจถูกจองจำในฐานะนักโทษการเมืองมานานนับ 20 ปี

        10 มีนาคม 2551 ลามะและชาวทิเบตทั่วโลกพร้อมใจกันประท้วงจีนในวาระครบรอบ 49 ปีเหตุการณ์การลุกฮือต่อต้านอำนาจจีน

        14 มีนาคม 2551  เกิดจลาจลครั้งใหญ่กลางกรุงลาซา และขยายสู่เขตชุมชนทิเบตในบรรดามณฑลเพื่อนบ้านของจีน โดยรัฐบาลพลัดถิ่นแถลงมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ชีวิตระหว่างปฏิบัติการปราบปรามของกองกำลังจีน

ขณะที่ทางการจีนระบุว่าเจ้าหน้าที่สังหาร “ผู้ก่อการลุกฮือ” 1 คน และการเสียชีวิตของผู้คนอีก 21 คนนั้น เป็นความรับผิดชอบของ “กลุ่มก่อการจลาจล” .

         เดือนพฤศจิกายน 2559 ผู้นำด้านจิตวิญญาณของทิเบตที่อยู่ในระหว่างการลี้ภัยที่อินเดีย ได้เสด็จเยือนมองโกเลียเป็นเวลา 4 วัน เพื่อพบปะกับผู้นำศาสนาระดับสูงของมองโกเลีย ได้สร้างความไม่พอใจต่อรัฐบาลจีนเป็นอย่างยิ่ง

ถึงขั้นประกาศยกเลิกการประชุมทวิภาคีกับรัฐบาลมองโกเลียเพื่อเจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยฟื้นเศรษกิจมองโกเลียที่กำลังถดถอยหนัก ซึ่งมองโกเลียต้องการเงินกู้จำนวน 4.2 พันล้านดอลลาร์ ในการผลักดันเศรษฐกิจที่ถดถอยให้ฟื้นกลับคืนดี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหารือความร่วมมือในการก่อสร้างทางรถไฟ และโรงผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากถ่านหินในมองโกเลียอีกด้วย แต่ทั้งหมดถูกยกเลิกเหตุเพราะผู้นำจิตวิญญาณทิเบต “ทะไล ลามะ” เสด็จเยือนมองโกเลียเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน

         ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ให้มองโกเลียปฏิเสธการเดินทางเข้าประเทศของ“องค์ทะไล ลามะ” เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองชาติจะยังคงอยู่ต่อไป

ทว่ารัฐบาลในอูลานบาตอร์กลับไม่สนใจแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับทางปักกิ่งเป็นอันมาก

         รัฐบาลปักกิ่งได้ออกคำสั่ง“ยกเลิก”เที่ยวบินปักกิ่งและอูลานบาตอร์ เพื่อโต้ตอบที่“องค์ทะไล ลามะ”เยือนมองโกเลีย อย่างไรก็ดี เที่ยวบินเส้นทางนี้ได้รับอนุญาตกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในภายหลัง

         "องค์ทะไล ลามะ"องค์ที่ 14 แห่งทิเบต หรือ สมเด็จพระเทน ซิน เกียตโซ ทะไลลามะ องค์ที่ 14 แห่งทิเบตประสูติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2478 ณ เมืองตักเซอร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต

ทรงถูกค้นพบด้วยวิธีการตามประเพณีทิเบตเมื่อพระชนมายุ 2 พรรษาเศษ พระนามตอนเป็นเด็กคือ ลาโม ดอนดุป เมื่อบรรพชาเป็นสามเณร จึงถูกเปลี่ยนพระนามตามประเพณีเป็น จัมเพล เยเช และต่อมาก็ใส่ชื่ออื่นๆ ด้วย จึงมีพระนามเต็มว่า จัมเฟล นาวัง ลบซัง เยเช เทนซิน เกียตโซ

         ทรงขึ้นครองราชย์เป็นผู้นำทิเบต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2483 พระชนมายุ 5 พรรษา ด้านการศึกษา ทรงเริ่มต้นเมื่อพระชนมายุ 6 พรรษา กระทั่ง 25 พรรษา ทรงจบปริญญาเอกปรัชญาของทิเบต ชื่อ เกเช ลารามปา

         ทั้งนี้ “ทะไล” เป็นคำจากภาษามองโกล แปลว่าทะเลอันกว้างใหญ่ หรือมหาสมุทร ส่วน “ลามะ” เป็นภาษาทิเบต หมายถึงผู้มีความรู้ “ทะไลลามะ” จึงหมายถึงมหาสมุทรแห่งปัญญา

อย่างไรก็ตาม องค์ทะไล ลามะเคยมีรับสั่งว่า คำ ทะไล แปลมาจากคำว่า “เกียตโซ”ในพระนามขององค์ทะไล ลามะ องค์ที่ 3 ซึ่งแปลว่ามหาสมุทร

สำหรับพระองค์เอง แต่เดิมชาวทิเบตเรียกว่าพระองค์ว่า เกียลวา รินโปเช, คุนดุนหรือ เยเช นอรบ แต่ปัจจุบันก็เรียก ทะไลลามะ ตามที่รู้จักกันในคำสากล ส่วนพระนามที่ชาวตะวันตกเรียกเป็นภาษาอังกฤษคือ His Holiness The XIV Dalai Lama

         ทรงได้รับตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์ เป็นประมุขของชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2493 ปีเดียวกับที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเข้าปราบปรามการต่อต้านในทิเบต ก่อนรัฐบาลจีนเสนอข้อตกลงให้ทิเบตยอมรับว่าจีนมีอำนาจเหนือ

ช่วงเวลานั้น พระองค์เดินทางไปปักกิ่งในปี 2497 เพื่อเจรจาสันติภาพกับ เหมา เจ๋อ ตุง, โจว เอิน ไหล และเติ้ง เสี่ยว ผิง อีก 2 ปี ถัดมาทรงเดินทางไปอินเดียเข้าร่วมงานฉลอง 2500 ปี พุทธชยันตี และได้ปรึกษากับนายกรัฐมนตรีเนห์รู ถึงสถานการณ์ทิเบตที่เลวร้ายลง

         เดือนมีนาคม พ.ศ.2502 เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทิเบตที่กรุงลาซา เมืองหลวง ผู้ประท้วงชาวทิเบตจำนวนมากถูกกองทหารจีนจับกุมและสังหาร

องค์ทะไลลามะต้องทรงเดินทางลี้ภัยไปอินเดีย โดยมีชาวทิเบตประมาณ 80,000 คน ติดตามพระองค์ไป และนับตั้งแต่ พ.ศ.2502 เป็นต้นมา พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ ตอนเหนือของอินเดีย

          องค์ทะไลลามะ ได้รับการยอมรับจากชาวโลกทั้งตะวันออกและตะวันตก ทรงได้รับการถวายรางวัลและปริญญาบัตรสาขาต่างๆ โดยเฉพาะด้านสันติภาพจำนวนมาก รวมถึงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พ.ศ.2532

โดยคณะกรรมการแถลงว่า “ต้องการเน้นความเป็นจริงที่องค์ทะไลลามะ ได้พยายามต่อสู้อย่างต่อเนื่องและอย่างสันติ เพื่อปลดปล่อยทิเบต ทรงเสนอหนทางแก้ไขปัญหาโดยเน้นเรื่องความอดทนและการเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อคุ้มครองมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประชาชนทิเบต”

          “ข้าพเจ้าเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดา ไม่มีอะไรมากกว่านี้และน้อยกว่านี้ อาตมาก็เหมือนพระทุกรูป คืออยู่กับความจน ไม่มีสมบัติส่วนตัว ในห้องนอนมีแต่เตียง เวลาลุกขึ้น สิ่งแรกที่ได้เห็นคือพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าจากพระพุทธรูป

เวลาตื่นขึ้นมานั้นหนาวเย็นนัก จึงต้องออกกำลังกายและรีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว อาตมานุ่งจีวรสีแดงเข้มเช่นนี้ดุจพระองค์อื่นๆ ผ้าหยาบๆ มีปะชุน หากเป็นผ้าผืนเดียวก็จะเอาไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับอะไรได้

การนุ่งห่มผ้าอย่างนี้เอาไปขายไม่ได้ เป็นการยืนหยัดปรัชญาของเรา ที่สอนให้ไม่ติดยึดในสิ่งของต่างๆ ทางโลก”องค์ทะไล ลามะ ตรัสเช่นนี้แล!!

ขอบคุณข้อมูลจาก : วีกีพีเดีย เวบไซด์ History (Rebellion in Tibet)

 

ขอบคุณ คม ชัด ลึกออนไลน์

สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 24/03/2018 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

คห๒๑-ผู้รับมีจิตประภัสร์รับ​ ก็จักได้รับธรรมอันจักหล่อเลี้ยงให้อยู่ในความเบิกบานผ่องแผ้วเช่นกัน​-ขอทุกคำพรย้อนคืนสู่คุณเช่นกันนะคะ_/\_ขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 20/03/2018 เวลา : 23.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

กราบขอบพระคุณ คุณ..เวลาสวัสดิ์.. มากนะคะ _/\_
จิตประภัสสรนี้ ขอจงได้รับผบุญเพิ่มบารมีในทางธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ หนูซาบซึ้งใจมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 14/03/2018 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

อ้างอิง
บทแปลภาษาไทย นำมาจากหนังสือ "จงมีชีวิตที่เบิกบาน"
แปลโดย ธีรา
สำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ

โดยแปลจากหนังสือต้นฉบับ เรื่อง "The Book of Joy" (first published in 2016) by
His Holiness the Dalai Lama and Archbishop Desmond Tutu
with Douglas Abrams

คัดลอกจากสิ่งพิมพ์ดังกล่าวบางตอน นำมาลงด้วยเห็นว่า เกี่ยวเนื่องกับหัวเรื่องในตอนนี้ค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
_/\_

ความคิดเห็นที่ 19 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 14/03/2018 เวลา : 23.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

(The Book of Joy: page 37 - 38)

(2)
I was struck by the simplicity and profundity of what the Dalai Lama was saying. This was far from “don’t worry, be happy,” as the popular Bobby McFerrin song says. This was not a denial of pain and suffering, but a shift in perspective – from oneself toward others, from anguish to compassion – seeing that others are suffering as well. The remarkable thing about what the Dalai Lama was describing is that as we recognize others’ suffering and realize that we are not alone, our pain is lessened.
.
Often we hear about another’s tragedy, and it makes us feel better about our own situation. This is quite different from what the Dalai Lama was doing. He was not contrasting his situation with others, but uniting his situation with others, enlarging his identity and seeing that he and the Tibetan people were not alone in their suffering. This recognition that we are all connected – whether Tibetan Buddhists or Hui Muslims – is the birth of empathy and compassion.
.
I wondered how the Dalai Lama’s ability to shift his perspective might relate to the adage “Pain is inevitable, suffering is optional.” Was it truly possible to experience pain, whether the pain of an injury or an exile, without suffering? There is a Sutra, or teaching of the Buddha, called the Sallatha Sutra, that makes a similar distinction between our “feeling of pain” and “the suffering that comes as a result of our response” to the pain: “When touched with a feeling of pain, the uninstructed, ordinary person sorrows, grieves, and laments, beats his breast, becomes distraught. So he feels two pains, physical and mental. Just as if they were to shoot a man with an arrow and, right afterward, were to shoot him with another one, so that he feels the pain of two arrows.” It seems that the Dalai Lama was suggesting that by shifting our perspective to a broader, more compassionate one, we can avoid the worry and suffering that is the second arrow.
.
“Then another thing,” the Dalai Lama continued. “There are different aspects to an event. For example, we lost our own country and became refugees, but that same experience gave us new opportunities to see more things. For me personally, I had more opportunities to meet with different people, different spiritual practitioners, like you, and also scientists. This new opportunity arrived because I became a refugee. If I remained in the Potala in Lhasa, I would have stayed in what has often been described as a golden cage: the Lama, holy Dalai Lama.” He was now siting up stiffly as he once had to when he was the cloistered spiritual head of the Forbidden Kingdom.
.
“So, personally, I prefer the last five decades of refugee life. It’s more useful, more opportunity to learn, to experience life. Therefore, if you look from one angle, you feel, oh how bad, how sad. But if you look from another angle at the same tragedy, that same event, you see that it gives me new opportunities. So, it’s wonderful. That’s the main reason that I’m not sad and morose. There’s a Tibetan saying: ‘Wherever you have friends that’s your country, and wherever you receive love, that’s your home.’”
.
========
(จากหนังสือ “จงมีชีวิตที่เบิกบาน” หน้า ๓๗ – ๓๘)
.
ผมรู้สึกทึ่งในความเรียบง่ายและลุ่มลึกในสิ่งที่ทะไลลามะกล่าว มันช่างห่างไกลจากเพลงดังของบ๊อบบี้ แมคเฟอร์ริน ที่บอกว่า “don’t worry, be happy” (อย่ากังวลเลย มีความสุขเถอะ) สิ่งนี้ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดและความทุกข์ แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมอง จากตัวเองไปยังผู้อื่น จากความโกรธไปสู่ความเมตตา เมื่อได้เห็นว่าคนอื่น ๆ ก็มีความทุกข์เหมือนกัน สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ทะไลลามะอธิบายก็คือ เมื่อเราตระหนักในความทุกข์ของผู้อื่นและรับรู้ว่าไม่ได้มีแต่เราเพียงคนเดียว ความเจ็บปวดของเราก็ลดน้อยลง บ่อยครั้งทีเราได้ยินเรื่องเศร้าของคนอื่นแล้วมันกลับทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกับสถานการณ์ของตัวเอง สิ่งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากสิ่งที่ทะไลลามะกำลังทำ ท่านไม่ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ของท่านกับสถานการณ์ของคนอื่น แต่กลับรวมสถานการณ์ของท่านเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสถานการณ์ของผู้อื่น ขยายความเป็นตัวตนของท่าน และมองเห็นว่าไม่ได้มีแต่ตัวท่านและชาวทิเบตที่อยู่ในความทุกข์ การรับรู้ว่าเราทุกคนล้วนมีส่วนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธทิเบต หรอมุสลิมชาวหุย คือที่มาของความรู้สึกร่วมในความทุกข์ของผู้อื่น และความเมตตา
.
ผมสงสัยว่าการที่ทะไลลามะสามารถเปลี่ยนมุมมองของตัวท่านได้นั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับคติที่ว่า “ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่เลือกได้” มันเป็นไปได้จริง ๆ หรือที่จะประสบกับความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุหรือจากการที่ต้องลี้ภัยโดยไม่เป็นทุกข์ ในคัมภีร์พระสูตรหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า สัลลัตถสูตร ได้แยกความแตกต่างเอาไว้ในทำนองเดียวกันระหว่าง “ความรู้สึกเจ็บปวด” หับ “ความทุกข์ที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากตอบสนองของเรา” ต่อความเจ็บปวดนั้น “เมื่อประสบกับความเจ็บปวด คนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการเรียนรู้มาย่อมโศกเศร้า เสียใจ และคร่ำครวญ ตีอกชกหัวและถึงขั้นคลุ้มคลั่ง คนคนนั้นย่อมรู้สึกถึงความเจ็บปวดทั้งสองประการ คือ ทางกายและทางใจ เหมือนกับการยิงลูกศรหนึ่งดอกใส่คนคนหนึ่ง จากนั้นก็ยิงซ้ำไปอีกดอกหนึ่ง ดังนั้น เขาก็จะได้รับความเจ็บปวดจากลูกศรสองดอก” ดูเหมือนว่าทะไลลามะกำลังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนมุมมองของตัวเองไปเป็นคนทีเปิดกว้างและมีเมตตามากขึ้น จะทำให้หลุดจากความวิตกกังวลและความทุกข์ซึ่งเป็นลูกศรดอกที่สองได้
.
“อีกเรื่องหนึ่งก็คือ” ทะไลลามะกล่าวต่อ “ในเหตุการณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่ล้วนมีมุมมองที่ต่างกันหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น เราสูญเสียประเทศของเราและกลายเป็นผู้ลี้ภัย แต่ประสบการณ์เดียวกันนี้กลับมองโอกาสใหม่ให้เราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น สำหรับฉันแล้ว ฉันมีโอกาสได้พบผู้คนต่าง ๆ มากขึ้น ได้พบผู้ปฏิบัติทางจิตวิญญาณหลายคน อย่างเช่นท่าน แล้วก็นักวิทยาศาสตร์มากมาย โอกาสใหม่นี้เข้ามาเมื่อฉันกลายเป็นผู้ลี้ภัย ถ้าฉันยังอยู่ในโปตาลาที่ลาซา ฉันก็คงจะเหมือนอยู่ในกรงทอง เป็นลามะ เป็นทะไลลามะผู้ศักดิ์สิทธิ์” คราวนี้ท่านนั่งตัวตรงเผงอย่างที่ครั้งหนึ่งท่านเคยทำสมัยที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในแวดล้อมของสังฆาวาสแห่งอาณาจักรต้องห้าม
.
“เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัวแล้ว ฉันจึงชอบช่วงเวลาห้าสิบปีที่ผ่านมาของชีวิตการเป็นผู้ลี้ภัยมากกว่า เพราะมันมีประโยชน์มากกว่า มีโอกาสให้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ดังนั้น เมื่อเธอมองจากแง่มุมหนึ่ง เธอจะรู้สึกว่า มันช่างเลวร้าย มันช่างน่าเศร้า แต่ถ้าเธอมองเรื่องเลวร้ายนี้ มองสถานการณ์เดียวกันนี้จากอีกแง่มุมหนึ่ง เธอจะเห็นว่ามันให้โอกาสใหม่ ๆ แก่ฉันมากมาย มันจึงเป็นเรื่องที่วิเศษ นั่นคือเหตุผลหลักที่ฉันไม่เสียใจและไม่หม่นหมอง มีภาษิตทิเบตที่บอกว่า “ที่ไหนก็ตามที่เธอมีเพื่อน ที่นั่นคือประเทศของเธอ และที่ใดก็ตามที่เธอได้รับความรัก ที่นั่นก็คือบ้านของเธอ”
.
========

ความคิดเห็นที่ 18 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 14/03/2018 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

(1)
(The Book of Joy: page 35 - 37)
.
…The Dalai Lama’s storied discovery as the reincarnation of the Dalai Lama meant that at the age of two, he was swept away from his rural home in the Amdo province of eastern Tibet to the one-thousand-room Potala Palace in the capital city of Lhasa. There he was raised in opulent isolation as the future spiritual and political leader of Tibet and as a godlike incarnation of the Bodhisattva of Compassion. After the Chinese invasion of Tibet in 1950, the Dalai Lama was thrust into politics. At the age of fifteen he found himself the ruler of six million people and facing an all-out and desperately unequal war. For nine years he tried to negotiate with Communist China for his people’s welfare, and sought solutions as the country came to be annexed. In 1959, during an uprising that risked resulting in a massacre, the Dalai Lama decided, with a heavy heart, to go into exile.
.
The odds of successfully escaping to India were frighteningly small, but to avoid a confrontation and a bloodbath, he left in the night dressed as a palace guard. He had to take off his recognizable glasses, and his blurred vision must have heightened his sense of fear and uncertainty as the escape party snuck by garrisons of the People’s Liberation Army. They endured sandstorms and snowstorms as they summited nineteen-thousand-foot mountain peaks during their three-week escape.
.
“One of my practices comes from an ancient Indian teacher,” the Dalai Lama began answering the Archbishop’s questions. “He taught that when you experience some tragic situation, think about it. If there’s no way to overcome the tragedy, then there is no use worrying too much. So I practice that.” The Dalai Lama was referring to the eighth-century Buddhist master Shantideva, who wrote, “If something can be done about the situation, what need is there for dejection? And if nothing can be done about it, what use is there for being dejected?”
.
The Archbishop cackled, perhaps because it seemed almost too incredible that someone could stop worrying just because it was pointless.
.
“Yes, but I think people know it with their head.” He touched both index fingers to his scalp. “You know, that it doesn’t help worrying. But they still worry.”
.
“Many of us have become refugees,” the Dalai Lama tried to explain, “and there are a lot of difficulties in my own country. When I look only at that,” he said, cupping his hands into a small circle, “then I worry.” He widened his hands, breaking the circle open. “But when I look at the world, there are a lot of problems, even within the People’s Republic of China. For example, the Hui Muslim community in China has a lot of problems and suffering. And then outside China, there are many more problems and more suffering. When we see these things, we realize that only do we suffer, but so do many of our human brothers and sisters. So when we look at the same event from a wider perspective, we will reduce the worrying and our own suffering.”
.
========
.
..การค้นพบทะไลลามะในฐานะองค์นิรมาณกายของทะไลลามะองค์ก่อนทำให้ท่านต้องถูกพาตัวจากบ้านในดินแดนห่างไกลในแคว้นอัมโดทางตะวันออกของทิเบตตั้งแต่อายุเพียงแค่สองขวบ มาอยู่ในพระราชวังโปตาลาซึ่งมีห้องนับเป็นพันห้อง ในกรุงลาซาที่นั่น ท่านได้รับการเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์พร้อมแยกจากคนอื่น ๆ ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณลการเมืองของทิเบตในอนาคต และฐานะที่เป็นองค์นิรมาณกายของพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา เมื่อจีนเข้ารุกรานทิเบตในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ ทะไลลามะถูกบีบให้เข้ามาสู่การเมือง เมื่ออายุสิบห้าปี ท่านต้องเป็นผู้ปกครองประชาชนหกล้านคนและต้องเผชิญกับสงครามที่ไม่ทัดเทียมอย่างสุดกำลังและสิ้นหวัง เป็นเวลาถึงเก้าปีที่ท่านพยายามเจรจากับจีนคอมมิวนิสต์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนของท่าน และหาหนทางแก้ปัญหาทางการเมืองเมื่อประเทศถูกยึดครอง ในปี คศ ๑๙๕๙ ในช่วงที่เกิดการลุกฮือที่ล่อแหลมต่อการสังหารหมู่ ทะไลลามะได้ตัดสินใจอย่างหนักแน่นที่จะลี้ภัย
.
โอกาสที่จะหลบหนีไปยังอินเดียได้สำเร็จนั้นมีน้อยมากจนน่ากลัวแต่เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด ท่านจึงหลบหนีไปในตอนกลางคืนโดยแต่งตัวเหมือนคนเฝ้าวัง ท่านต้องถอดแว่นตาที่ทำให้ใคร ๆ จดจำท่านได้ออก และสายตาที่พร่ามัวคงจะยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวและความไม่แน่ใจในชะตาชีวิตให้ท่านอย่างมาก เมื่อกลุ่มผู้หลบหนีต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทหารรักษาการณ์ของกองทัพปลดแอกประชาชน คณะของท่านต้องทนฝ่าฟันทั้งพายุทรายและพายุหิมะ ขณะที่ต้องปีนป่ายไปตามยอดเขาที่สูงถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันฟุตตลอดช่วงเวลาสามสัปดาห์ของการหลบหนี
.
“ฉันมีการปฏิบัติอย่างหนึ่งซึ่งได้มากจากคุรุอาจารย์ชาวอินเดียสมัยโบราณท่านหนึ่ง” ทะไลลามะเริ่มตอบคำถามอาร์ชบิชอป “ท่านสอนว่า เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย ให้พิจารณามัน หากไม่มีหนทางใดที่จะเอาชนะเหตุการณ์ร้ายแรงนั้นได้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวิตกทุกข์ร้อนให้มากนัก ฉันจึงปฏิบัติแบบนั้น” ทะไลลามะกำลังพูดถึงศานติเทวะ พระอาจารย์แห่งศตวรรษ ผู้เขียนไว้ว่า “หากมีหนทางใดที่จัดการกับสถานการณ์นั้นได้ จะเศร้าโศกไปทำไม และหากไม่มีหนทางใดที่จัดการสถานการณ์นั้น ไม่สามารถรับมือได้ จะเศร้าโศกไปเพื่ออะไร”
.
อาร์ชบิชอปหัวเราะเสียงแหลม บางทีอาจเป็นเพราะว่ามันแทบจะฟังดูไม่น่าเชื่อเลยที่มีคนหยุดความกังวลได้เพียงเพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร
.
“ใช่ แต่ฉันคิดว่าใคร ๆ ก็คิดเรื่องนี้ได้” ท่านแตะนิ้วชี้ที่ศีรษะของตัวเอง “รู้มั้ย การวิตกกังวลมันม่ได้ช่วยอะไร แต่ทุกคนก็ยังกังวล”
.
“พวกเราหลายคนกลายเป็นผู้ลี้ภัย” ทะไลลามะพยายามอธิบาย “และในประเทศของฉันเองก็มีความยากลำบากมากมาย เวลาที่ฉันมองแต่เรื่องนี้” ท่านกล่าวพร้อมกับกอบมือเป็นวงกลมเล็ก ๆ “แล้วฉันก็เป็นกังวล” ท่านคลายมือเปิดวงกลมนั้นออก “แต่เมื่อฉันมองผู้คนในโลก มีปัญหามากมายไปหมด แม้แต่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเอง อย่างเช่น กลุ่มมุสลิมชาวหุยในจีนก็เผชิญปัญหาและมีความทุกข์มากมาย แล้วนอกประเทศจีนอีกล่ะ ยิ่งมีปัญหาและความทุกข์เต็มไปหมด เมื่อเรามองเห็นสิ่งเหล่านี้ เราก็จะตระหนักว่าไมได้มีแต่เราที่มีความทุกข์ แต่พี่น้องร่วมโลกของเราอีกมากมายก็มีความทุกข์เหมือนกัน เมื่อเรามองเหตุการณ์เดียวกันจากมุมมองที่กว้างขึ้น เราก็จะลดความวิตกกังวลและความทุกข์ของตัวเราลง”
.
((จากหนังสือ “จงมีชีวิตที่เบิกบาน” หน้า ๓๕ – ๓๗)

ความคิดเห็นที่ 17 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 14/03/2018 เวลา : 12.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

สวัสดีค่ะ

เป็นอีกตอนที่ได้เรียนไว้ว่าน่าสนใจและจะนำมาแบ่งปันลงไว้ในโพสต์คุณค่ะ

ขออภัยในความล่าช้าในการพิมพ์นะคะ
เป็นความบังเอิญที่ได้อ่านหนังสือทั้งต้นฉบับที่มีการสัมภาษณ์องค์ทะไลลามะและฉบับแปลไทย เลยขออนุญาตนำมาลงไว้ทั้งสองภาษาค่ะ เห็น (คห ส่วนตัวเอง) เองว่าน่าเรียนรู้น่ะค่ะ
_/\_

ความคิดเห็นที่ 16 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

(2)
“So that night, the 17th of March 1959, the plan for my escape was executed. We went at night and in disguise along a road that followed a river. On the other side of the river was the Chinese military barracks. We could see the guards. No one in our party was allowed to use flashlights, and we tried to minimize the sound of the horses’ hoofs. But still there was danger. If they saw us and opened fire, we were finished.
.
“Yet as a Buddhist practitioner, I thought of Shantideva’s somewhat stern advice: If there is a way to overcome the situation, then instead of feeling too much sadness, too much fear, or too much anger, make an effort to change the situation. If there’s nothing you can do to overcome the situation, then there is no need for fear or sadness or anger. So I told myself, at that moment, that even if something were to happen to me, it would still be okay.
.
“You face the facts, the reality. And making an attempt to escape was the best response in the face of that reality. Actually, fear is part of human nature; it’s natural response that arises in the face of a danger. But with courage, when in fact real dangers come, you can be more fearless, more realistic. On the other hand, if you let your imagination run wild, then you exacerbate the situation further and then bring more fear.
.
“Many people on this planet worry about going to hell, but this is not much use. There is no need to be afraid. While we remain on the earth worrying about hell, about death, about all the things that could go wrong, we will have lots of anxiety, and we will never find joy and happiness. If you are truly afraid of hell, you need to live your life with some purpose, especially through helping others.
.
“So,” the Dalai Lama finally said, slapping the Archbishop on wrist playfully, “I prefer to go to hell than to heaven. I can solve more problems in hell. I can help more people there.”
.
(From “The Book of Joy”: Page 167-168)
========
“ดังนั้นในคืนนั้น วันที่ ๑๗ มีนาคม ๑๙๕๙ แผนการหลบหนีของฉันจึงเกิดขึ้น เราปลอมตัวหนีออกไปตอนกลางคืน ไปตามทางเลียบแม่น้ำ ที่อีกฝั่งแม่น้ำเป็นค่ายทหารจีน เรามองเห็นทหารรักษาการณ์ ทุกคนในคณะเราถูกห้ามไม่ให้ใช้ไฟฉาย และเราพยายามลดเสียงกีบม้าลงให้เบาที่สุด แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี ถ้าทหารเห็นเราและแสงไฟ เราก็จบแน่
.
”แต่ในความเป็นผู้ปฏิบัติชาวพุทธ ฉันนึกถึงคำแนะนำที่ค่อนข้างเข้มงวดของศานติเทวะที่ว่า หากมีหนทางที่จะเอาชนะสถานการณ์ตรงหน้า แทนที่จะเอาแต่เศร้าเสียใจ หวาดกลัวหรือโกรธแค้น จงพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น และหากมมีสิ่งใดที่สามารถทำเพื่อเอาชนะสถานการณ์นั้นได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหวาดกลัว เสียใจหรือโกรธแค้นเช่นกัน ดังนั้นฉันจึงบอกตัวเองในขณะนั้นว่า แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน ก็ไม่เป็นไร
.
“เธอเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง กับความเป็นจริง การพยายามหลบหนีคือการตอบสนองที่ดีที่สุดในยามเผชิญกับความเป็นจริง อันที่จริงแล้วความกลัวเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของมนุษย์ เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับอันตราย แต่ถ้ามีความกล้าหาญ เมื่ออันตรายเข้ามาจริง ๆ เธอก็จะมีความกลัวน้อยลง และอยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น ในทางกลับกัน หากเธอปล่อยให้ความคิดเตลิดเปิดเปิง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์นั้นแย่ลงและยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้นกว่าเดิม
.
“หลายคนบนโลกนี้กังวลเรื่องจะตกนรก แต่นั่นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลัว ขณะที่เรายังอยู่บนโลกเฝ้ากังวลเรื่องนรก เรื่องความตาย และทุก ๆ เรื่องที่ผิดพลาด เราก็จะมีแต่ความวิตกกังวลมากขึ้นและเราจะไม่มีทางได้ประสบความเบิกบานและความสุขเลย หากเธอกลัวตกนรกจริง ๆ เธอต้องใช้ชีวิตของเธออย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น
.
“ดังนั้น” ทะไลลามะพูดขึ้นในท้ายที่สุด พลางตีข้อมืออาร์ชบิชอปเชิงเย้าแหย่ “ฉันอยากไปนรกมากกว่าสวรรค์ ฉันสามารถแก้ปัญหาได้มากมายในนรก ฉันสามารถช่วยคนได้มากขึ้นที่นั่น”
.
(จากหนังสือ “จงมีชีวิตที่เบิกบาน” หน้า ๑๕๙ – ๑๖๐)

ความคิดเห็นที่ 15 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 15.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

ต้องงขออภัยหากมีข้อผิดพลาดในการพิมพ์หรือเว้นวรรคตอนใด ๆ ไว้ด้วย ณ ที่นี่ค่ะ
_/\_

ความคิดเห็นที่ 14 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

(1)
“So earlier I was explaining about the night that we fled from Norbulingka,” the Dalai Lama said, now turning to his own experiences of facing the fear of death. “For me, that was the most frightening night of my life, the night of the 17th of March, 1959. At that time, my life really was in danger. I still remember the alertness of mind I felt as I stepped out of the Norbulingka Palace in disguise, dressed in a Tibetan layman’s clothes. All my efforts to calm down the situation in Lhasa had failed. A huge crowd of Tibetans had gathered outside the Norbulingka Palace, wanting to block any attempts on the part of the Chinese military to take me away. I had tried my best, but both sides, the Chinese and the Tibetans, were deeply entrenched in their positions. Of course, the Tibetan side was deeply devout and was trying to protect me.” The Dalai Lama paused and looked reflective as he recalled the devotion of his people and their self-sacrifice for his safety.
.
The spontaneous gathering of Tibetans outside Norbulingka Palace was the culmination of days of uprising against the Communist Chinese occupation by the Tibetan people that first began on March 10, 1959. This time, the public had come to prevent the Chinese authorities from taking the Dalai Lama away from Norbulingka Palace, supposedly for his own personal safety. Something had to happen. The situation was explosive and the Dalai Lama knew that it could only lead to a massacre.
.
(Page 166-167)
========
“ก่อนหน้านี้ฉันได้เล่าถึงคืนที่หลบหนีจากโนร์บูลิงกา” ทะไลลามะกล่าว คราวนี้ท่านย้อนกลับมาที่ประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งเผชิญกับความกลัวตาย “สำหรับฉันแล้ว คืนนั้นเป็นคืนที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของฉัน คืนวันที่ ๑๗ มีนาคม ๑๙๕๙ นั้นเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของฉันตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง ฉันยังจำความรู้สึกตื่นกลัวในใจขณะที่ก้าวออกจากพระราชวังโนร์บูลิงกาด้วยการอำพรางตัว ใส่เสื้อผ้าแบบสามัญชนทิเบต ความพยายามทั้งหลายของฉันที่จะทำให้สถานการณ์ในลาซาสงบลงกลายเป็นเรื่องล้มเหลว ฝูงชนชาวทิเบตจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ด้านนอกพระราชวัง เพื่อขัดขวางไม่ให้กองทัพจีนเอาตัวฉันไปไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ฉันพยายามอย่างดีที่สุด แต่ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายชาวทิเบตต่างปักหลักกันอย่างเหนียวแน่นในที่ของตน แน่นอนว่าทางฝ่ายทิเบตนั้นเต็มไปด้วนศรัทธาอย่างลึกซึ้งและพยายามที่จะปกป้องฉัน” ทะไลลามะนิ่งไปด้วยท่าทีใคร่ครวญเมื่อระลึกถึงการอุทิศตัวของประชาชนของท่าน และการที่พวกเขายอมสละชีวิตตนเองเพื่อความปลอดภัยของท่าน
.
การมารวมตัวกันของชาวทิเบตนอกโนร์บูลิงกาโดยไม่มีการคาดการณ์มาก่อนในครั้งนี้นับเป็นจุดวิกฤติที่สุดของการต่อต้านชาวทิเบตต่อการยึดครองของจีนซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ๑๙๕๙ ครั้งนี้มวลชนมาชุมนุมเพื่อป้องกันมิให้ทางการจีนนำตัวทะไลลามะไปจากพระราชวังโนร์บูลิงกา ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของท่าน จะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นจนได้ สถานการณ์พร้องปะทุ และทะไลลาะรู้ดีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การสังหารหมู่
.
(หน้า ๑๕๘-๑๕๙)

ความคิดเห็นที่ 13 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

คห ๑๒
ขอบพระคุณนะคะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 12 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 13/03/2018 เวลา : 07.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

10-11

คุณ..เวลาสวัสดิ์..คะ
หากสะดวก กรุณาบอกที่บล็อกของวันนั้นๆ
หนูจะนำภาพนี้ และเบื่องต้นมาลงอีกครั้ง ช่องคอมเมนท์ ลงยาวๆ ได้ค่ะ ที่จริงแบ่งเป็นสอง สาม ก็ได้ โพสต์ต่อเนื่องไปเลยน่ะค่ะ

กราบขอบพระคุณนะคะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 11 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 12/03/2018 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

ค่อนข้างยาว.. หากตัดแบ่งลงช่อง​ คห.. จะทำให้เสียอรรถรส​ ความไม่ต่อ​ อาจส่งผลให้ได้รับพรจากความเก็นองค์ท่านได้ไม่เท่าที่ควรจะรับค่ะ..

ความคิดเห็นที่ 10 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 12/03/2018 เวลา : 15.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

คห​๙.🙏ขอบพระคุณค่ะ.. ที่จะนำมาลงคือ​ ความเห็น​ มุมมองขององค์ทะไลลามะท่านค่ะที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว.. หากเหตุปัจจัยอำนวย.. จะนำมาให้อ่านค่ะ..

ความคิดเห็นที่ 9 ..เวลาสวัสดิ์.. ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 23.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

7-8

คุณ..เวลาสวัสดิ์..คะ

กราบขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ
หากมีข้อมูลอะไรที่พอจะเมตตาแบ่งปันกัน
โปรดนำมาลงได้ตลอดเวลาเลยนะคะ

หนูเข้าบล็อกไม่ได้ แถบขวาช่วงแบ่งต่อจากเนื้อเรื่องเป็นสีดำไปช่วง ลองพยายามจนได้ตอนนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

เรื่องในเอ็นทรีนี้.. อ่านแล้ว.. มีบางสิ่งจะขออนุญาตนำมาลงแบ่งปันค่ะ​ แต่ติดด้วยข้อขัดข้องทางระบบและสัญญาณบางอย่าง​ หากเหตุปัจจัยเอื้อจะนำมาลงค่ะ​ ขอบพระคุณค่ะ🙏

ความคิดเห็นที่ 7 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

คห​ ๖
🙂 กังหันชัยพัฒนาที่ หมุนติ้ว​ ๆๆ​ๆๆ อาจพอยับยั้งน้ำเสียได้บ้างแต่ก็ยังไม่ทันการ😔 ก็คงอาศัย กงจักรแห่งธรรม​ ไปด้วย🙏🙂?

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
vinitvadee วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 12.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

สวัสดีค่ะ

บ้านเรา แตะไปตรงไหน มันโกงทั้งนั้น
โกงแบบหน้าด้านๆ โกงทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เรื่องที่คุณปากไก่ไม่สนใจเลย ก็มาจากโกงทั้งนั้น

ส่วนเรื่องนักศึกษาสาวน้อย เด็กดี อาจาน บ่ดีค่ะ

ชีวิตสั้น แม่น้ำสิยืนยาวแล้วเต็มไปด้วยสิ่งโสโครกที่ไอ้พวกอายุสั้นมันทิ้งลงไป

"ขอบพระคุณที่เห็นว่า พระดีไม่สะสม เหมือนกันเลยค่ะ" _/\_

สิริสวัสดิ์อาทิตยวาร สิริมานสวัสดิ์วัฒนานะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
vinitvadee วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบพระคุณ คุณ..เวลาสวัสดิ์.. ค่ะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
vinitvadee วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

3

ขอบพระคุณ คุณปากไก่ค่ะ
ความจริงแท้เลยค่ะ "พระแท้ไม่สะสม"

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน ไม่สะสมทรัพย์อื่นใดนอกจากหนังสือ ยังประโยชน์ต่อผู้อยู่ทางหลัง

สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ก็ไม่มีสมบัติอันใด
นี่สิพระจริงพระแท้ นอบน้อมกราบไหว้โดยสนิทใจ
สาธุ _/\_

ความคิดเห็นที่ 3 vinitvadee ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ปากไก่ วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 10.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinso

การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่จากคนเล็กๆ
แม้จะไม่สำเร็จ แต่ได้ใจจากคนทั้งโลก
พระแท้ไม่สะสม
พระสะสมไม่ใช่พระ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
vinitvadee วันที่ : 11/03/2018 เวลา : 08.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

ขอบพระคุณ

น้าสิงห์
พี่นิกุล ค่ะ _/\_

ความคิดเห็นที่ 1 สำรวจฟ้า ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 10/03/2018 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2


นกสวย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]