• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 1065
  • จำนวนผู้ชม : 214994
  • ส่ง msg :
  • โหวต 417 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม 2561
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 544 , 12:06:25 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน แม่หมี , สำรวจฟ้า และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์

 

 
ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ Tokyo University of Foreign Studies

 
ครั้งสุดท้ายในสมัยเฮเซ

วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นองค์ปัจจุบันแห่งสมัยเฮเซ (平成;Heisei) ปีนี้พระองค์มีพระชนมายุ 85 พรรษา และเป็นปีสุดท้ายที่ญี่ปุ่นฉลองวันพิเศษนี้ 
เพราะอีกไม่กี่เดือนรัชสมัยของพระองค์จะสิ้นสุดลง และญี่ปุ่นจะเริ่มศักราชใหม่ในฤดูใบไม้ผลิปี 2562 โดยมีจักรพรรดิองค์ใหม่ 

การอภิปรายเกี่ยวกับวันที่แน่ชัดของการสละราชสมบัติมีมาพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้านี้กระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การกะเกณฑ์ให้วันสุดท้ายของปี 2561 เป็นวันสิ้นสุดสมัยเฮเซ เพื่อให้ปีหน้าฟ้าใหม่สามารถเริ่มใช้ตัวเลขปีศักราชใหม่ได้โดยที่เอกสารหลายชนิดและปฏิทินไม่เกิดความสับสน
 
เพราะในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น นอกจากใช้ปีคริสต์ศักราชแล้วยังใช้เลขปีตามรัชสมัยแบบญี่ปุ่นด้วย อย่างปีนี้คือปีเฮเซ 30 เป็นต้น
 
ดังนั้น หากเปลี่ยนรัชสมัยกลางปี จะทำให้เกิดตัวเลขขึ้นมาอีกตัวหนึ่งในปีเดียวกันด้วย ดังนั้นแนวคิดที่จะให้ปีเฮเซสิ้นสุดในวันสิ้นปีจึงมีเหตุผลที่เข้าใจได้ แต่ด้วยเหตุผลอีกหลายอย่าง จากสำนักพระราชวังและความเหมาะสมทางสังคม การกำหนดวันสละราชสมบัติจึงตกอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
 
ประชาชนเข้าเฝ้าฯ 23 ธันวาคม 2561 ราว 83,000 คน มากที่สุดในสมัยเฮเซ
 

 

ผลสรุปสุดท้ายคือ สมัยเฮเซจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2562 และศักราชใหม่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 (แต่ ณ ขณะนี้วันที่ 24 ธันวาคม 2561 ยังไม่มีการประกาศชื่อศักราชใหม่อย่างเป็นทางการ เท่าที่มีคือข่าวลือเท่านั้น)
 
หมายความว่าจากสิ้นปีนี้ไป สมัยเฮเซจะมีระยะเวลาอีก 4 เดือนในปีหน้า สิริเวลาประมาณ 30 ปีโดยจะมีถึงปีเฮเซ 31 และหยุดกลางคัน เพื่อใช้ชื่อใหม่เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์
 
เหตุที่จะเริ่มตอนต้นเดือนพฤษภาคมนั้น เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่เดือนเมษายนปี 2562 มีวันครบรอบเสกสมรส 60 ปีของสมเด็จพระจักรพรรดิซึ่งตรงกับวันที่ 10 เมษายน (และเพื่อให้เป็นอนุสรณ์ในขณะที่ยังทรงเป็นจักรพรรดิ การสละราชสมบัติก็น่าจะมีหลังจากนั้น) ซึ่งเรื่องนี้พระองค์ก็มีพระราชดำรัสถึงด้วยพระองค์เองเช่นกัน

และเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพครั้งสุดท้ายในรัชสมัย สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชดำรัสราว 16 นาทีเกี่ยวกับช่วงเวลา 30 ปีของพระองค์ในฐานะจักรพรรดิ พระองค์ทรงแสดงความรู้สึกย้อนถึงช่วงเวลาเหล่านั้น และคงด้วยความผูกพันกับพระราชกรณียกิจและพสกนิกรที่จะต้องทรงลาจาก พระสุรเสียงจึงฟังแหบเครืออยู่หลายช่วง
 
ในวันที่ 23 ธันวาคมสื่อมวลชนญี่ปุ่นทำข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และในโอกาสนี้จึงขอนำพระราชดำรัสมาเผยแพร่เป็นภาษาไทย (คำแปลทั้งหมดในฉบับไม่เป็นทางการ) เพื่อให้เห็นภาพรวมในช่วง 3 ทศวรรษของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านความทรงจำของสมเด็จพระจักรพรรดิว่าเป็นอย่างไร


 

พระราชดำรัสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 85 พรรษา

เมื่อมองย้อนช่วง 1 ปี ย่อมมิอาจลืมได้ว่าเกิดภัยพิบัติมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา ประชาชนมากมายเสียชีวิต หรือตกอยู่ในสภาพที่องค์ประกอบพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตดังที่เคยมีมานั้นสูญเสียไปเพราะหลายสาเหตุ เช่น ฝนตกหนักเฉพาะจุด แผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น
 
ข้าพเจ้าได้รับรู้ลักษณาการแห่งภัยพิบัติเหล่านั้นผ่านทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ หลังจากไปเยี่ยมเยียนพื้นที่ประสบภัยหลายแห่งก็ได้เห็นสภาพความเสียหาย จากภัยพิบัติในสถานที่จริงและพบว่าพลังของธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดคิด
 
ข้าพเจ้าหวังให้ประชาชนทั้งหลายผู้ประสบความเสียหาย สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิมโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ก็ขอแสดงความอาลัยต่อผู้คนที่เสียชีวิต

หากจะว่าไป ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าออกเยี่ยมเยียนพื้นที่ประสบภัยคือปี 2502 ตอนนั้นคือการไปยังพื้นที่ประสบภัยไต้ฝุ่นอ่าวอิเซะในฐานะผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ

บัดนี้ช่วงสิ้นปีกำลังใกล้เข้ามา และวันสละราชสมบัติของข้าพเจ้าในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็กำลังจะมาถึง นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ ข้าพเจ้าได้ใช้วันเวลาแสวงหาบทบาทอันเหมาะสมในฐานะจักรพรรดิ ผู้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น โดยธำรงบทบาทในสถานะนั้นมากระทั่งวันนี้ และจนกว่าจะถึงวันสละราชสมบัติก็ประสงค์จะแสวงหาบทบาทเช่นนั้นต่อไปโดยตลอด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาคมนานาชาติอยู่ในโครงสร้างสงครามเย็นระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ทว่าในฤดูใบไม้ร่วงปีแรกของสมัยเฮเซ [พ.ศ. 2532] กำแพงเบอร์ลินพังทลายลง และสงครามเย็นก็ถึงกาลสิ้นสุด เกิดความหวังขึ้นมาว่าประชาคมนานาชาติเหล่านี้คงจะได้ต้อนรับช่วงเวลาแห่งสันติภาพ
 
ทว่าความเคลื่อนไหวของโลกหลังจากนั้นมิได้ดำเนินไปในทิศทางที่หวังไว้เสมอไป ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก บ้างเกิดข้อพิพาททางชาติพันธุ์ บ้างเกิดการเผชิญหน้าสืบเนื่องจากศาสนา ซ้ำยังมีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตมากมายเพราะการก่อการร้าย นอกจากนี้ยังมีผู้อพยพย้ายถิ่นมากมายดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างทุกข์ทรมาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ข้าพเจ้าสะเทือนใจ

ท่ามกลางความเป็นไปของโลกดังข้างต้น ญี่ปุ่นได้ก้าวเดินต่อมาในยุคหลังสงคราม ตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงนั้น ข้าพเจ้าอายุ 11 ปี และในปี 2495 ขณะที่ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี มีพิธีบรรลุความเป็นผู้ใหญ่ [ขนบญี่ปุ่นปัจจุบันถือว่าอายุ 20 ปีคืออายุบรรลุนิติภาวะ แต่กฎมณเฑียรบาลให้ถือว่าอายุบรรลุนิติภาวะของจักรพรรดิ มกุฎราชกุมาร และรัชทายาทลำดับที่ 1 ของจักรพรรดิ คือ 18 พรรษา] ต่อด้วยพิธีสถาปนามกุฎราชกุมาร
 
ในปีเดียวกันนั้นสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโกเริ่มมีผล ญี่ปุ่นกลับเข้าสู่สังคมโลกได้สำเร็จ ข้าพเจ้าจำได้ว่า เราได้ต้อนรับเหล่าเอกอัครราชทูตและอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ที่ทยอยกันมาประจำการที่ประเทศของเรา
 
หลังจากนั้น ในปีถัดมาข้าพเจ้าเข้าร่วมพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ระยะนั้นในช่วงเวลากว่าครึ่งปี ข้าพเจ้าเดินทางเยือนหลายประเทศ และนับจากนั้นในช่วง 65 ปีที่ผันผ่าน ด้วยความพยายามของประชาชนทุกคน
 
ประเทศของเราก้าวหน้าทีละเล็กละน้อยท่ามกลางประชาคมนานาชาติ สร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองสืบมา ปี 2496 หมู่เกาะอามามิได้รับการส่งมอบกลับคืน ปี 2511 หมู่เกาะโองาซาวาระได้รับการส่งมอบกลับคืน และปี 2515 โอกินาวะได้รับการส่งมอบกลับคืนมาได้สำเร็จ โอกินาวะนั้นประสบความยากลำบากมายาวนานโดยแท้ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามด้วย
 
ข้าพเจ้าพร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีเยือนโอกินาวะ 11 ครั้งรวมทั้งในสมัยที่ยังเป็นมกุฎราชกุมาร โดยพยายามทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโอกินาวะเรื่อยมา ความรู้สึกของเราเรื่องการเอาใจใส่ต่อความเสียสละที่ประชาชนโอกินาวะสู้ทนแบกรับมาตลอดหลายปีนั้น ต่อแต่นี้ไปก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางสภาพเช่นนั้น ญี่ปุ่นเข้าสู่สมัยเฮเซ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ได้ต้อนรับช่วงเวลาอันเป็นหมุดหมายว่าด้วยวาระครบ 50 ปี, 60 ปี และ 70 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าคิดมาตลอดว่าสิ่งสำคัญคือ การไม่ลืมชีวิตมากมายที่สูญเสียไปในสงครามโลกครั้งที่ 2
 
สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของญี่ปุ่นหลังสงครามที่สร้างขึ้นจากความเสียสละมากมายและความพยายามอันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของประชาชนญี่ปุ่น, และการส่งต่อประวัติศาสตร์นี้อย่างถูกต้องไปสู่ผู้คนที่เกิดหลังสงคราม ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจยิ่งนักที่สมัยเฮเซจะจบลงในฐานะยุคสมัยที่ไร้สงคราม
 

 

และข้าพเจ้าไม่อาจลืมการเดินทางโดยมีสมเด็จพระจักรพรรดินีไปกับข้าพเจ้า เพื่อเยือนไซปันในวาระครบ 60 ปี และเยือนเกาะเพลิลิวของปาเลาในวาระครบ 70 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีต่อมาก็เยือนคาลีรายาในฟิลิปปินส์เพื่อคารวะผู้เสียชีวิตในสงคราม สมเด็จพระจักรพรรดินีและข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณทุกประเทศที่ต้อนรับพวกเราด้วยมิตรจิตมิตรใจอันอบอุ่น

เรื่องต่อมาที่ยังคงอยู่ในใจของข้าพเจ้าคือภัยธรรมชาติ ในสมัยเฮเซเกิดภัยพิบัติหลายครั้งในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดของยอดเขาฟูเง็นในภูเขาไฟอุนเซ็นเมื่อปี 2534, แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งแถบตะวันตกเฉียงใต้ของฮอกไกโดและสึนามิที่ซัดเข้าสู่เกาะโอกูชิริเมื่อปี 2536
 
ไปจนถึงแผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิงอาวาจิปี 2538 [แถบโกเบ] และแผ่นดินไหวใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นปี 2554 [ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นแถบจังหวัดฟูกูชิมะ แต่ชื่อทางการของภัยพิบัตินี้ ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า “ตะวันออก”] ภัยพิบัติเหล่านี้ทำให้ชีวิตของผู้คนมากมายถูกพรากไปและส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอีกนับไม่ถ้วน
 
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจแสดงความเสียใจลึกซึ้งออกมาเป็นถ้อยคำได้หมด แต่ข้าพเจ้าก็ชื่นใจที่ได้เห็นว่า ในสภาพความยากลำบากนั้น ความรู้สึกเกื้อกูลกันในหลากหลายด้านอุบัติขึ้นในหมู่ประชาชน
 
เช่น กิจกรรมอาสาสมัครระหว่างประชาชน อีกทั้งความตระหนักในการเตรียมพร้อมและในขีดความสามารถของการรับมือภัยพิบัติก็กำลังเพิ่มขึ้น และข้าพเจ้าปลื้มใจเสมอที่ได้เห็นผู้คนร่วมมือร่วมใจกันฝ่าฟันไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยยามเกิดภัยพิบัติ

ทั้งสมเด็จพระจักรพรรดินีและข้าพเจ้าต่างก็คิดมาตลอดว่า หน้าที่ที่สำคัญของพวกเราคือการเอาใจใส่ผู้ที่เผชิญกับความยากลำบากอย่างผู้ทุพพลภาพเป็นอาทิ กีฬาบุคคลทุพพลภาพเริ่มในยุโรปด้วยวัตถุประสงค์เพื่อบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
 
แต่พวกเราหวังอยู่เสมอว่าขอบข่ายของกีฬานั้นจะขยายกว้างออกไป ให้บุคคลทุพพลภาพสามารถเพลิดเพลินกับกีฬาได้ด้วยตนเองและผู้ที่ชมก็เพลิดเพลินไปด้วยได้ ข้าพเจ้าตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ขณะนี้ได้เห็นทุกคนสนุกไปกับการแข่งขันกีฬาบุคคลทุพพลภาพทั่วประเทศที่จัดในประเทศทุกปี รวมไปถึงพาราลิมปิกส์ด้วย

ปีนี้ครบ 150 ปีนับตั้งแต่คนญี่ปุ่นอพยพย้ายถิ่นไปทำงานหรือตั้งรกรากในต่างแดน ในระยะเวลาดังกล่าว คนญี่ปุ่นจำนวนมากที่ย้ายถิ่นออกไปยังคงทำงานแข็งขันโดยได้รับความเกื้อหนุนจากคนในประเทศใหม่ที่ตนไปอยู่ และได้ปฏิบัติงานในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมนั้น
 
เมื่อคิดถึงความพยายามของคนเชื้อสายญี่ปุ่นแล้ว ข้าพเจ้าได้ให้ความสำคัญต่อการไปพบปะผู้คนเหล่านั้นเท่าที่จะทำได้เมื่อเยือนประเทศต่าง ๆ และในช่วงหลายปีมานี้ก็มีชาวต่างชาติมาทำงานในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เมื่อครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดินีกับข้าพเจ้าเยือนฟิลิปปินส์และเวียดนาม
 
เราก็ได้พบกับเหล่าบุคคลที่พยายามจะบรรลุเป้าหมายในการมาทำงานที่ญี่ปุ่นให้ได้ในอนาคต ด้วยตระหนักในใจว่าคนเชื้อสายญี่ปุ่นอาศัยอยู่ที่ประเทศอื่นในฐานะสมาชิกผู้แข็งขันของสังคมนั้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศนั้น ๆ
 
ข้าพเจ้าก็หวังว่าประชาชนญี่ปุ่นจะสามารถต้อนรับผู้มาทำงานในญี่ปุ่น ในฐานะสมาชิกของสังคมเราได้อย่างอบอุ่นด้วย นอกจากนี้ จำนวนชาวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นก็กำลังเพิ่มขึ้นทุกปี ข้าพเจ้าหวังว่าผู้มาเยือนเหล่านี้จะได้เห็นญี่ปุ่นด้วยสายตาของตนเองและเข้าใจประเทศเราลึกซึ้งยิ่งขึ้น และหวังว่าความปรารถนาดีกับมิตรภาพจะได้รับการส่งเสริมระหว่างญี่ปุ่นกับนานาประเทศ

เดือนเมษายนปีหน้าจะครบวาระ 60 ปีการเสกสมรสของสมเด็จพระจักรพรรดินีกับข้าพเจ้า สมเด็จพระจักรพรรดินีอยู่เคียงข้างข้าพเจ้ามาโดยตลอด เข้าใจความคิดของข้าพเจ้า และสนับสนุนข้าพเจ้าตามสถานะและกิจที่ข้าพเจ้าปฏิบัติในฐานะจักรพรรดิ และได้อุทิศตนอย่างยิ่งยวดให้แก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เช่น พระจักรพรรดิโชวะ เลี้ยงดูโอรสธิดารวม 3 คนมาด้วยความรักใคร่ทะนุถนอมยิ่งนัก
 
เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่า ข้าพเจ้าพบกับผู้ที่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีในขณะนี้ หลังจากข้าพเจ้าเริ่มเส้นทางชีวิตในฐานะสมาชิกวัยผู้ใหญ่ของจักรพรรดิวงศ์ได้ไม่นานนัก และด้วยสายสัมพันธ์ผ่านความไว้ใจอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าได้ขอให้สมเด็จพระจักรพรรดินีติดตามข้าพเจ้าไปยังที่ต่าง ๆ ยามเดินทางด้วย
 
ตั้งแต่บัดนั้นจวบจนบัดนี้ ข้าพเจ้าได้เดินทางกับสมเด็จพระจักรพรรดินีในฐานะเพื่อนร่วมทางชีวิตเรื่อยมา ขณะนี้เมื่อการเดินทางในฐานะจักรพรรดิกำลังจะสิ้นสุดลง ข้าพเจ้าปรารถนาจะแสดงความขอบคุณจากส่วนลึกที่สุดของใจต่อผู้คนมากมายที่ยอมรับและสนับสนุนข้าพเจ้า ในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
 
และข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักต่อสมเด็จพระจักรพรรดินี ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยเป็นคนคนหนึ่งในหมู่ประชาชนแต่เป็นผู้ที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้กับข้าพเจ้า และตลอด 60 ปีก็ยังคงอุทิศตนให้แก่จักรพรรดิวงศ์และพสกนิกรญี่ปุ่น

จากนี้ไปในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าพเจ้าจะสละราชสมบัติ ยุคสมัยใหม่จะเริ่มต้น ข้าพเจ้าขอขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้คนมากมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเตรียมงาน มกุฎราชกุมารซึ่งจะเป็นจักรพรรดิในรัชสมัยที่จะตามมา และเจ้าชายอากิชิโนะซึ่งจะให้การสนับสนุนจักรพรรดิองค์ใหม่ ต่างก็สั่งสมประสบการณ์มามากมาย
 
ข้าพเจ้าคิดว่าทั้งสองจะก้าวเดินไปบนเส้นทางของตนได้เท่าทันกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยรักษาไว้ซึ่งขนบประเพณีแห่งจักรพรรดิวงศ์

ปีนี้กำลังจะสิ้นสุด ข้าพเจ้าหวังให้ปีที่จะมาถึงเป็นปีที่ดีสำหรับประชาชนทั้งหลาย


มกุฎราชกุมารองค์ปัจจุบัน
 
มกุฎราชกุมารองค์ปัจจุบัน

เจ้าชายอากิชิโนะ (แฟ้มภาพ)
 
เจ้าชายอากิชิโนะ (แฟ้มภาพ)

 
มองย้อนความทรงจำสมัยเฮเซจากพระราชดำรัส

ช่วง 30 ปีไม่ใช่เวลาสั้น ๆ และเกิดเหตุการณ์สำคัญมากมาย สมเด็จพระจักรพรรดิทรงรำลึกและเลือกบางเรื่องราวที่พระองค์มีพระราชดำริว่าน่าจะฝากไว้เป็นเสมือนคำลาต่อประชาชน เมื่อวิเคราะห์แยกแยะแล้ว จะเห็นได้ว่ามี 3 หัวใหญ่คือ
 
1) ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
2) สวัสดิภาพของพสกนิกรและ
3) คำขอบคุณที่มีต่อประชาชนและสมเด็จพระจักรพรรดินี

สองประเด็นแรกคงอธิบายภาพรวมความเป็นญี่ปุ่นของสมัยเฮเซได้ดี โดยเฉพาะช่วงต้นรัชสมัยนั้น ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงแสวงหาความยอมรับจากนานาชาติ ด้วยประวัติศาสตร์สงครามที่ทำให้ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์อยู่บ่อย ๆ
 
แม้กระทั่งทุกวันนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นทรงตระหนักดีในข้อนั้น และทรงเข้าใจว่าสถานะของพระองค์อยู่ในข่ายพลังทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นพลังอ่อนนุ่มนอกเหนือจากพลังเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นบรรลุได้นานแล้ว
 
พระองค์จึงทรงใช้หลายโอกาสเสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในหลายครั้งนั้นเป็นการเยือนอันเกี่ยวเนื่องกับสงครามในอดีตที่ญี่ปุ่นก่อไว้โดยตรง และจุดนี้จักรพรรดิองค์ต่อ ๆ ไปของญี่ปุ่นก็คงต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ส่วนด้านสวัสดิภาพของประชาชนนั้น เห็นได้ชัดว่าในช่วง 10 ปีหลังของสมัยเฮเซ ญี่ปุ่นประสบภัยธรรมชาติหนัก ๆ บ่อยกว่าเมื่อก่อน สมเด็จพระจักรพรรดิมิได้ทรงละเลยจุดนั้น ทรงออกเยี่ยมเยียมพื้นที่ประสบภัยเป็นระยะ
 
นอกจากนี้จุดหนึ่งที่น่าสังเกตคือ ทรงตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของกำลังทางเศรษฐกิจ ที่อาจจะถดถอยลงของด้วย จึงทรงระบุชัดถึงชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งคนญี่ปุ่นควรจะต้อนรับให้ดี เพราะสมัยที่ญี่ปุ่นยากจนก็เคยพยายามส่งคนออกไปทำมาหากินในต่างแดนเช่นกัน


 
 

แม้กระแสวิจารณ์สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นยังคงมีออกมาเป็นระยะ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าคนญี่ปุ่นผูกพันกับสถาบันนี้ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสที่ทรงแสดงความขอบคุณแล้ว ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยรู้สึกใจหายเพราะรู้ว่านี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายในโอกาสแบบนี้

คนบางคน ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่ปรากฏตัว คนรอบข้างก็อุ่นใจสบายใจ นี่คือความหมายของคำว่า “มิ่งขวัญ” และยิ่งถ้าเห็นหน้ากันมานาน ความผูกพันย่อมเกิดขึ้น พอถึงวันลาจาก ย่อมเกิดความรู้สึกยากที่จะบรรยาย
 
ตลอดระยะเวลาของพระราชดำรัสผ่านพระสุรเสียงแหบเครือ ที่ดูเหมือนพระองค์ทรงพยายามกลั้นไว้นั้น คนญี่ปุ่นที่ดูได้ฟังจึงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง และอึดอัดอยู่ในอก หรือบางคนถึงขั้นน้ำตาคลอไปด้วยก็มี


 
"ทรงพระเจริญ"


ขอบคุณ MGR online
ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ 
 
สิริสวัสดิ์ภุมวารค่ะ




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]