• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 1108
  • จำนวนผู้ชม : 225849
  • ส่ง msg :
  • โหวต 436 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 275 , 08:21:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน february26 โหวตเรื่องนี้

 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
 
 
 


ไม่ใช่แค่ “ไทยรักษาชาติ (ทษช.)” ที่คอพาดเขียงเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงพรรค “ตระกูลเพื่อ” อื่นๆ ที่อาจโดนลากขึ้นลานประหาร ในฐานะ “ฮั้วกัน” ในการเลือกตั้ง ภายใต้การครอบงำของ “คนนอก” อย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เร่ร่อนเป็นสัมภเวสีหนีคดีแต่คอยบัญชาการศึกเลือกตั้งอยู่นอกประเทศ

แม้ไม่มีใบเสร็จ แต่หลักฐานหลายอย่างเป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้ง “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติและเพื่อชาติ” เป็นพรรคหน่อเนื้อเดียวกัน และแบ่งกันเล่น ตามสูตร “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ที่หวังน๊อก “รัฐธรรมนูญมีชัย” ให้อยู่หมัด

เอาตั้งแต่รายชื่อกรรมการบริหาร รวมไปถึงผู้ก่อการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ล้วนแต่เป็น “สมุน” หน้าเดิมๆ จากพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น แม้ตัวหัวหน้าพรรค จะใช้ “เสี่ยป๋อม” ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พาณิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น 2 สมัย ลูกชาย เสริมศักดิ์-ระเบียบรัตน์ พงษ์พาณิช เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาว่าเป็น “พรรคตระกูลชินฯ” ก็ตาม

แต่เมื่อไล่เรียงดูรายชื่อ กรรมการบริหารพรรค ทั้งหมดแล้ว หน้า ทักษิณ ชินวัตร หรือกระทั่งคนอื่นๆในครอบครัวชินฯ ก็ลอยตามมาหลอกหลอนให้เห็นกันชัดแจ้งโดยไม่ต้องมีคำบรรยาย

ตั้งแต่ “เสี่ยไนท์” ฤภพ ชินวัตร ลูกชาย พายัพ ชินวัตร เป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 ทั้งที่ไม่เคยมีพรรษาด้านการเมืองแม้แต่น้อย

หรือ สุณีย์ เหลืองวิจิตร-พฤฒิชัย วิริยะโรจน์-พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1-4 กระทั่งกรรมการบริหารพรรค รุ่งเรือง พิทยศิริ-จุลพงศ์ โนนศรีชัย ล้วนแล้วแต่เป็นสตาฟท์ของตระกูลชินฯ มาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยนู่น

มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค ก็คือ ลูกชาย ยงยุทธ ติยะไพรัช แกนนำพรรคเพื่อชาติ ต้น ณ ระนอง รองเลขาธิการพรรคคนที่ 1 ก็ลูกชาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย วิม รุ่งวัฒนจินดา รองเลขาธิการพรรคคนที่ 2 รู้กันทั้งบ้างว่าคือทีมงานคนสนิทของ “คุณหนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ “เสี่ยเอิง” คณาพจน์ โจมฤทธิ์ รองเลขาธิการพรรคคนที่ 3 ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเพื่อนซี้สมัยเรียน ที่ “อุ๊งอิ๊ง”แพทองธาร ชินวัตร ส่งเข้าประกวดด้วยตัวเอง

ยังมี “เจ๊แซน” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูก เยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค และ วรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยา ธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็น เหรัญญิกพรรค

ยิ่งเรื่องของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ “เพื่อไทย” ซึ่งเป็นพรรคที่ถูกส่งลงมาเป็น ส.ส.เขต ส่ง ส.ส.ลงแข่งเพียง 250 ที่นั่ง จาก 350 เขต ขณะที่ “ทษช.” ทีแรกจะส่งแค่ 150 เขต ก่อนขยับมาเป็น 175 เขตในวันสุดท้าย ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ซ้ำกับของ “เพื่อไทย” เพื่อเลี่ยงการหารคะแนนกันเอง

แต่ก็ทับเขตกันบ้าง เพื่อเลี่ยงข้อหา “ฮั้วกัน” ไม่ให้ประเจิดประเจ้อ

เรื่องแบบนี้มันปิดไม่มิด ไม่ต้องไปไหนไกล กทม. 30 เขต พรรคเพื่อไทย ส่งแค่ 22 เขต ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 8 เขต บังเอิญอย่างเหลือเชื่อไม่ทับกันเลยซักเขต สำคัญที่ผู้สมัครของไทยรักษาชาติ ก็คนเพื่อไทยเก่าทั้งนั้น หลายคนเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554

โดยมีข่าวมาตลอดว่า “เพื่อไทย” เก็บเขต “ทษช.” เก็บคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งการส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ไม่ให้ชนกันเอง คือ หมากเกมหนึ่งที่เหมือน “รู้กัน”


 
 
แม้แต่ตอนจัดโผว่า ใครควรอยู่พรรคไหน ใครลงเขต ใครลงปาร์ตี้ลิสต์ ช่วงนั้น “คนแดนไกล”ยังบินมาใกล้ประเทศไทย ตามที่มีรายงานว่า มาเคาะ มาจัดทัพให้

หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหลังจากนั้นคือ ส.ส.เขต ที่ได้รับเลือกแน่จะยังอยู่กับ “เพื่อไทย” ขณะที่พวกปาร์ตี้ลิสต์กระโดดหนีมาอยู่กับ “ไทยรักษาชาติ” เกือบทั้งหมด

อีกหลักฐานยืนยันว่า ชายชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เกี่ยวข้องกับ “ทษช.” ที่ตัวย่อแทนที่จะใช้คำหน้าทั้งหมดว่า “ทรช.” แต่กลับใช้ “ทษช.” ซึ่งชวนให้ตีความว่าเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” แล้ว ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค บรรดากรรมการบริหารพรรค ทษช.ก็เข้าไปประชุมหารือกันที่ ตึกชินวัตร 3 ที่เป็นของตระกูลชินวัตร เป็นสถานที่หารือ อันเป็น “วอร์รูม” เดียวกับที่แกนนำพรรคเพื่อไทยนิยมใช้บ่อยๆ

แบบนี้ ทษช. คือ พรรคทักษิณชัวร์ป๊าบล้านเปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ให้หลังวันประวัติศาสตร์ หลัง ทษช.กระทำการมิบังควร เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระทั่งตกดึกทุกอย่างคลี่คลาย เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง “ทักษิณ” เองก็โพสต์ทวิตเตอร์ ซึ่งตีความได้ว่า กำลังพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ทษช.

“Chin up and keep moving forward! We learn from past experiences but live for today and the future. Cheer up! Life must go on!”

แปลเป็นไทยใจความว่า “จงเชิดหน้าและก้าวต่อไป เราเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต แต่มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้และอนาคต เป็นกำลังใจให้ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป!” อันยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องดังกล่าว


 

“ทักษิณ” อยู่ในสถานะ “คนนอก” ของพรรค การเข้ามาแทรกแซง หรือแสดงให้เห็นว่า เกี่ยวข้อง มันจะทำให้เข้าข่าย “มาตรา28” แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560กำหนดไว้ชัดมาก

“ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

และโทษของการให้ “คนนอก” มาครอบงำ-บงการคือ “ยุบพรรค”

เท่ากับว่า มันมีทั้งสองดอกที่ “ทษช.” จะโดนนอกเหนือจากมาตรา 92แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560ที่ “กกต.” ส่งให้ศาลวินิจฉัยกรณีเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ข้อหา “เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ขณะเดียวกัน แม้จะมีเรื่อง “อ่อนไหว” เกิดขึ้น “ทษช.” ในฐานะ “ตัวต้นเรื่อง” กลับไม่แสดงท่าทีหรือสำนึกในความรับผิดชอบแต่อย่างใด นอกจากออกแถลงการณ์น้อมรับพระราชโองการฯ เพียงอย่างเดียว กลับไม่ได้มีการทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งตามหลักเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกระเทือนคนไทยแบบนี้ ปกติทุกคนต้องรู้โดยสามัญสำนึกว่าต้องรีบกระทำ แต่ “ทษช.”ไม่

นี่ไม่นับรวมถึงเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคสมควรต้อง “สำนึก” ด้วย “การลาออก” หรือประกาศ “ยุบพรรค” อันเป็นวิถีที่สมควรทำ

แน่นอน ไม่ใช่เพราะ “ทำอะไรไม่ถูก” หากเป็นเพราะยังไม่มี “คำสั่งจากเจ้าของพรรคตัวจริง” ลงมาว่าจะทำอย่างไรดี ทุกอย่างจึงดูเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่

นอกจากนั้นอีก 1 ใบเสร็จที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ โพสต์ของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาว“ทักษิณ” หลังจาก ทษช.ดันทำ“ฟาล์ว” ที่เข้าไปขอบคุณกำลังใจคนที่คอมเมนต์ทวิตเตอร์ของ “ทักษิณ”

“ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ที่ปิดชื่อเพราะไม่อยากให้ใครโดนผลกระทบอะไรจากคนรอบข้างนะคะ เข้าใจดีว่าการเมืองมีทั้งคนรักและคนเกลียด อยากจะขอบคุณสำหรับทุกข้อความที่ส่งมาเลยค่ะ” ทั้งยังตอบคนที่เข้ามาบอกว่า รักคุณอิ๊งและสนับสนุนชินวัตรเสมอนะคะด้วยว่า “ขอบคุณนะคะ ชีวิตต้องไปต่อเนาะ”


 
 
อันเป็นการสื่อให้เห็นว่า “ทษช.” เกี่ยวข้องกับ “ตระกูลชินวัตร” และแสดงถึงความเป็นผู้นำของพรรค และยอมรับเต็มๆว่า “ป๊าษิณ” มีเอี่ยวกับความปั่นป่วนในประเทศผ่านความเคลื่อนไหวของพรรคไทยรักษาชาติ

หนักไปกว่านั้น พวกเขายังเดินหน้าฟาดงวงฟาดงาใส่ “กกต.” ที่มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค หรือท้วงว่า ไม่ได้กระทำผิดอะไร อันเป็นการแสดงท่าทีที่ “แข็งกร้าว” ไม่ถูกต้อง อันเป็นการตัดสินใจเปิดเกมรุกและส่งสัญญาณ “สู้ไม่ถอย” ที่ชัดเจนในตัวเอง


 
 
ขณะที่ฟาก “เพื่อชาติ” แม้จะส่งลง 350 เขต โดยไม่สนว่า จะทับซ้อนกับ “เพื่อไทย-ทษช.” หรือไม่นั้น แม้เหมือนอยู่กันคนละพรรค หนำซ้ำ เสี่ยตู่-“จตุพร พรหมพันธุ์” กับ เสี่ยเต้น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ยังแตกหักกันเอง เป็นรอยลิ่มความขัดแย้ง

ทว่า การหาเสียงของ “เพื่อชาติ” ที่มี “จตุพร” และ ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นกองเชียร์ ก็ใช้ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นเครื่องหมายการค้าในการหาเสียง โดยเฉพาะคำพูดของ “ยงยุทธ”ที่ไปปราศรัยที่ จ.พิษณุโลก

“เราได้พยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4 หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อชาติ” 6 มกราคม 2562

นอกจากนี้ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค “เพื่อชาติ” เองหลายคน ยังพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” กว่าสิบคน เพื่อให้รู้ว่า พรรคนี้เป็นพรรคของ “ทักษิณ” เฉกเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย และพรรค ทษช.

จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ที่ต้องเปลี่ยนชื่อให้ภรรยาเพื่อให้ทุกคนจำง่าย

“ผมต้องเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็นยิ่งลักษณ์แล้วล่ะ เนื่องจากความจริงและต้องยอมรับว่าผมศรัทธาในตัว ท่านนายกฯทักษิณ มาก และผมศรัทธาในตัวท่านนายกฯยิ่งลักษณ์มาก ดังนั้น ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อภรรยามาเป็นยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ”

กรณีของ “เพื่อชาติ” แม้ “ทักษิณ” หรือ “ยิ่งลักษณ์” จะไม่เคยพูดถึง แต่การที่ “เพื่อชาติ” ใช้ยุทธศาสตร์เปลี่ยนชื่อ ให้คล้องกับอดีตนายกฯ สองคนที่หลบหนีคดีอยู่ เกินกว่า10คน ก็เป็นการจงใจให้เห็นว่า พรรคนี้เป็นของ “สองศรีพี่น้อง” ซึ่งเป็นการชี้นำอย่างชัดแจ้ง

อันจะเข้าข่าย“ครอบงำ”หรือ“บงการ”ก็ได้

ยิ่งพอสถานการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่สู้ดี ทำให้ภาษีของพรรคเพื่อชาติ ดูดีขึ้นถนัดตา ด้วยมีแต้มต่อเตรียมการปูพรมส่งผู้สมัคร ส.ส.ไว้ทั่วประเทศ หากพรรคไทยรักษาชาติมีอันเป็นไปในเร็ววันจริง พรรคเพื่อชาติก็กลายมาเป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญในการเติมเต็มพื้นที่ที่หายไปของพรรคเพื่อไทย ในการกอบโกยแต้มอัพจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แทนพรรคเพื่อไทยที่คงได้ไม่มากเท่าไร


 
 
ส่วนกรณี“เพื่อไทย” และ “ทษช.” อันนี้ เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะการรู้เห็นเป็นใจ แบ่งปันกันเล่น หรือการฮั้ว แม้กติกาจะเปิดให้ทำได้ แต่การเดินที่สอดประสานเป็นสองขา มันแจ่มชัดจนปุถุชนทั่วไปสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องคิดลึกซึ้งอะไร

งานนี้เลยต้องจับตาว่า “นายใหญ่” จะแก้เกมอย่างไร ในเมื่อทำตัวเองเดินสู่จุด “วิกฤติ” ไม่ใช่แค่เพียง “ทษช.”ที่โดน แต่พรรคลูกข่ายอาจจะไม่เหลืออะไรเลย

ต้องจับตาดูการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญว่า จะสาวลึกถึงแค่ไหน ไต่สวนประเด็นนี้เพื่อขยายผลหรือไม่ ซึ่งถ้ามีโอกาสที่จะยุบ “3 พรรค” มีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน

เรื่องดังกล่าวมันเหมือนเตะหมูเข้าปากหมา โดยที่ “ท็อปบูต” ไม่ต้องออกแรงอะไรจนให้ใครนินทาว่า กลั่นแกล้งได้ ในเมื่อ “ตระกูลเพื่อ” เดินเข้าสู่จุดนั้นเอง

และหากเป็นเช่นนั้น ท่าทีของ “นายใหญ่” ที่ชัดเจนว่าสู้ จะใช้คะแนนสงสารเล่นเกมแรง ปลุกม็อบอีกครั้งหรือไม่ เหมือนที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ฮึ่มๆ เอาไว้ว่า อย่าล้ำเส้น อันเป็นประกาศิต ที่ปริศนาพาให้ขนลุกถึงปฏิบัติการ “แอ่น แอ๊น” เป็นคำเตือนบอกว่า อย่าได้ขยับ เพราะฝั่งนี้มีของและยาแรงที่พร้อมตอบโต้ ไม่ให้ได้ผุดได้เกิด

หากแผนปลุกม็อบ “ถูกบล็อก” อีกหมากที่จะแก้เกมได้คือ เทคะแนนไปให้พรรคพันธมิตรที่ยังอยู่ แต่ปัญหาคือ พรรคเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ หรือ พรรคเสรีรวมไทย นั้น “สั่งไม่ได้” แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ไพ่ที่น่าเกลียดที่สุดที่จะเล่นคือ ในเมื่อ “พรรคตระกูลเพื่อ” สูญพันธุ์ทางการเมือง ก็ปลุกคะแนนที่หายไปให้เปลี่ยนเป็น “โหวตโน” เพื่อล้มการเลือกตั้งเสีย เพื่อสกัดไม่ให้ “พลังประชารัฐ” ที่ดันก้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สุขสมใจ

เป็นการตอบโต้และเอาคืนด้วยการ “ล้มเลือกตั้ง” โดยบัตรลงคะแนน

เพราะการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งนั้น จะต้องมีคะแนนสูงหรือมากกว่าคะแนนในช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” หรือ Vote No ด้วย ผู้สมัครผู้นั้นจึงจะได้รับการเลือกตั้ง

แต่ถ้าได้คะแนนสูงสุด แต่มีคะแนนน้อยกว่า “คะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน” ผู้สมัครรายนั้นจะไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น กกต. จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้น โดยที่ผู้สมัครทุกรายในเขตนั้นๆ จะไม่มีสิทธิสมัครอีกในการเลือกตั้งครั้งใหม่

ถ้า “ทักษิณ” เลือกเล่นหน้านี้ ไม่ต้อง Vote No ทั่วประเทศหรอก เอาเน้นๆ สัก 30-40 เขต ไม่ให้มีผู้แทนฯครบ 95% ที่ กกต.รับรอง แค่นี้ก็เปิดสภาฯไปต่อไม่ได้ ถ่างถ่วงสถานการณ์ให้วุ่นเข้าไว้ จะได้มีเวลาต่อรองเรื่องของตัวเอง ซึ่งจะทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพและเกิดความโกลาหลขึ้นมาในฉับพลันทันที

เพียงแต่สิ่งที่ “ทักษิณ” ต้องคิดให้หนักคือ เกม Vote No ก็ใช่ว่าจะ “เข้าทาง” ตัวเองเสมอไป เพราะถ้าการเมืองไปต่อไปได้ บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ทุกพรรคก็จะ “ตายหมู่” และเมื่อนั้น “รัฐบาลลุงตู่” ก็มีความชอบธรรมเต็มร้อยในการที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป 
 
 
ขอบคุณ MGR Online
 
สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    



[ Add to my favorite ] [ X ]