• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 1225
  • จำนวนผู้ชม : 254371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 498 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 389 , 09:02:35 น.  
หมวด : สัตว์เลี้ยง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สำรวจฟ้า , Chaoying โหวตเรื่องนี้

โดย: ผู้จัดการออนไลน์
 
 
ขอบคุณภาพ FB : Shin Arunrugstichai
 
ขอบคุณภาพ FB : Shin Arunrugstichai

เปิดมุมน่ารัก “มาเรียม” พะยูนน้อยขวัญใจโซเชียลฯ ขี้เซา-อ้อนเก่ง-ขี้หยอก หลังล่าสุดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเจอพิษแมงกะพรุนจนบาดเจ็บหลายราย ด้านสัตวแพทย์ เปิดใจ ลำบากแต่มีความสุข ยกมาเรียมเป็นผู้จุดประกาย “ความร่วมมือ” แห่งท้องทะเล!

#SurvivalTogether “พะยูน” ต้องรอด!

“ความยากลำบากในการดูแลมาเรียม คือการต้องอยู่ในน้ำตลอดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ศักยภาพทางร่างกายต้องพร้อม อย่างน้อยต้องว่ายน้ำเป็น ต้องมีทักษะการเอาตัวรอด รวมถึงการเรียนรู้อันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสัตว์มีพิษ อย่าง แมงกระพรุน และปลากระเบน”

“หมอล็อต - ภัทรพล มณีอ่อน” สัตวแพทย์สัตว์ป่าชื่อดัง หนึ่งในผู้ร่วมภารกิจดูแลลูกพะยูนพลัดหลงจากฝูงในครั้งนี้ เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ถึงความยากลำบากและอุปสรรคในการช่วยเหลือว่า ไม่เพียงแต่ต้องมีสภาพร่างกายที่มีความพร้อมเท่านั้น แต่ทักษะการเอาตัวรอดจากสัตว์อันตรายก็สำคัญไม่แพ้กัน

“สำหรับผม เรื่องสภาพแวดล้อมในการดูแลคืออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ทะเลหรือสัตว์บกที่พลัดหลง กำพร้า บาดเจ็บ หรือป่วย การช่วยเหลือดูแลก็คือต้องอยู่ในพื้นที่ถิ่นอาศัย หรือในบ้านของสัตว์ชนิดนั้น นี่จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะสัตว์จะไม่เครียดเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมของเขา

เราพยายามใช้ธรรมชาติเป็นที่รักษา เรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด” กรณีของมาเรียมเอง เราใช้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่เขาอยู่เป็นที่ดูแลรักษา แม้มันจะดีที่สุดสำหรับตัวสัตว์ แต่มันจะเลวร้ายสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ยิ่งผมเองผมอยู่ในป่า อยู่บนต้นไม้ หลบอยู่ในถ้ำ


 

ขอบคุณภาพ FB : Kongkiat Kittiwatanawong
 
ขอบคุณภาพ FB : Kongkiat Kittiwatanawong
 

แต่พอมาดูแลสัตว์ทะเล เราก็ต้องอยู่ในน้ำทะเล ฉะนั้น ศักยภาพทางร่างกายก็ต้องพร้อมอยู่เสมอ อย่างน้อยต้องว่ายน้ำเป็น ต้องมีทักษะการเอาตัวรอดในภาวะน้ำขึ้น-น้ำลง -คลื่นลมแรง หรือภาวะที่ต้องเดินในพื้นทะเลที่มีโขดหิน การพายเรือ รวมถึงการเรียนรู้อันตรายที่จะเกิดขึ้น เช่น แมงกะพรุน ปลากระเบน หรือสัตว์อันตรายต่างๆ

ในขณะเดียวกันความยากลำบากในการดูแลมาเรียม คือการต้องอยู่ในน้ำตลอดทั้งวันอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หรือเวลาที่มีแดดหรือลมแรง เราไม่สามารถทาครีมกันแดดได้ เพราะสารเคมีพวกนี้จะไปปนเปื้อนที่ตัวสัตว์ได้ ส่งผลต่อสุขภาพได้ ตอนนี้ผมก็เลยกลายเป็นพี่ “มาเมี่ยม” กับน้อง “มาเรียม” (หัวเราะ)

สำหรับภารกิจในการดูแลหมอล็อตเผยว่ามีตั้งแต่การป้อนนม, พาออกกำลังกาย และฝึกกินหญ้าทะเล ซึ่งหญ้าทะเลนี่แหละคืออาหารหลักที่พะยูนต้องกินหลังจากที่เลิกกินนมไปแล้ว

“เรากำลังฝึกให้มาเรียมหัดกินหญ้าทะเล ซึ่งจะเป็นอาหารหลักหลังจากที่มาเรียมหย่านม ต้องฝึกให้เขารู้จัก ให้เขากินเองได้ หลังจากช่วงที่มาเรียมกินนม กินหญ้าทะเลเรียบร้อยก็จะมีกิจกรรมออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะท้องอืด โดยจะให้เขาว่ายน้ำกับแม่ส้ม นั่นคือเรือสีส้ม เราจะพายเรือและเขาจะว่ายน้ำตาม

ตอนนี้มาเรียมอยู่ห่างจากฝูง 150 เมตรครับ จุดที่มาเรียมอยู่คือที่ฝูงอยู่ มาเรียมเองอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับพะยูนตัวอื่นๆ แต่ผมก็คิดโดยหลักแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นสัตว์สังคม จะมีความพึ่งพาเอื้ออาทรระหว่างกัน ตอนที่ผมขึ้นเขาไปสำรวจฝูงพะยูน เราเห็นมีคู่แม่-ลูกในฝูงพะยูนด้วย ซึ่งลูกพะยูนตัวนั้นก็ขนาดเท่ามาเรียมเลย

เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะเหมือนช้างหรือเปล่า ที่แม่ช้างรับลูกช้างกำพร้าตัวอื่นมาเป็นลูกแล้วดูแล เราก็ยังหวังว่าพะยูนแม่ลูกคู่นั้น วันหนึ่งอาจจะรับมาเรียมไปดูแล ไปอยู่ด้วยก็ได้”

แน่นอนว่าการช่วยเหลือพะยูนน้อยตั้งแต่การป้อนนม ฝึกกินหญ้า และพาออกกำลังกาย ได้ทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยว่า การเข้าช่วยเหลือของทีมเจ้าหน้าที่ที่กล่าวมา จะส่งผลต่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสัตว์ในอนาคตหรือไม่ ซึ่งหมอล็อตบอกเลยว่า เป็นการฝึกความพร้อมก่อนเข้าสังคม และเพราะกำพร้านี่แหละ มนุษย์จึงต้องเข้ามาดูแล


 
 

“ไม่เกี่ยวครับ เหตุผลที่เราดูแลมาเรียมในพื้นที่เขาเลือกมาอยู่ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเล เป็นจุดที่เหมาะสมและที่สำคัญเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูนอีกหลายตัว ดังนั้น การที่เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพะยูนตัวอื่นๆ การใช้สัญชาตญาณในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมจะค่อยๆ เกิดขึ้นมาเอง

เราหวังผลในอนาคตในเรื่องของการปรับตัว หรือการฟื้นฟูสัญชาตญาณของมาเรียมในการดำเนินชีวิตสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป้าหมายคือเราจะช่วยให้เขารอดใช่ไหม การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะโดยธรรมชาติมาเรียมจะมีแม่คอยให้ความอบอุ่น ดูแล ให้นม ระวังภัย หรือสอนการเอาตัวรอด

แต่พอเขาไม่มีแม่ มนุษย์นี่แหละจะเป็นคนดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะป้อนนม ดูแลสุขภาพ การพาออกกำลังกาย การช่วยเหลือเวลาที่เกยตื้น ทั้งหมดดูแลโดยคน แต่ก็ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาดูแลนะ ต้องเป็นคนเหล่านี้ ในช่วงเวลาอันสั้นเราต้องการช่วยเหลือเขาให้รอดชีวิต”

อ้อนเก่ง-ขี้แกล้ง-นอนกรน

“พอหลับแล้วทางเจ้าหน้าที่ก็จะลำบากหน่อย ลำบากตรงที่เมื่อถึงเวลากินนมจะต้องไปปลุก ต้องไปควานหากันว่ามาเรียมอยู่ไหนลูก ต้องตามหากันทุกเช้า”

หมอล็อต เล่าถึงนาทีประทับใจที่มาเรียมได้เข้ามาสร้างรอยยิ้มให้เจ้าหน้าที่และเหล่าอาสาสมัคร แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคและความท้าทายเข้ามาทดสอบอย่างมาก แต่ในความเหน็ดเหนื่อยก็มีเรื่องดีๆ ให้ชื่นใจอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือความน่ารักของเจ้ามาเรียมที่มีมาให้แปลกใจอยู่เป็นประจำ

“ช่วงนี้มาเรียมเริ่มเรียนรู้เรื่องคลื่นทะเลแรง-น้ำขุ่น มาเรียมเริ่มปรับตัวไปนอนที่ใต้ทะเลลึก นอนตรงพื้นใต้ทะเลใกล้โขดหินเพราะคลื่นน้อย พอหลับแล้วทางเจ้าหน้าที่ก็จะลำบากหน่อย

แต่ตอนนี้เราเริ่มจับจุดได้แล้วว่ามาเรียมจะนอนอยู่ที่เดิม หาไม่ยาก แต่ช่วงแรกๆ ตอนที่เขาปรับตัวเองกับคลื่นลมแรง เขาจะนอนใต้ทะเลซึ่งตอนนั้นหายากมาก

แต่ทุกวันนี้เราจดไว้ว่าเราเจอเขาจุดไหนก็จะหาได้ง่าย ส่วนอีกเรื่องคือช่วงนี้เป็นช่วงที่มาเรียมถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งบ่อย เวลาเขานอนหลับตอนกลางคืนช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง เขาจะนอนในที่ที่น้ำไม่ลึก

แต่ด้วยความที่อาจจะขี้เซาหน่อย เพราะกลางวันก็กินแล้วก็เล่นน้ำ เวลาหลับก็อาจโดนน้ำทะเลซัดเข้ามาติดชายฝั่ง จะมีเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าระวังดึกๆ ตีหนึ่ง ตีสองก็จะมาช่วยกเอามาเรียมลงทะเลกัน”

นอกเหนือไปจากความขี้เซาหลับลึกของเจ้ามาเรียมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตามหาตัวอยู่ทุกเช้า หมอล็อตยังบอกเล่าประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้สัมผัสตัวมาเรียมให้ฟังด้วยว่า เป็นภาพความทรงจำที่ไม่มีวันลืม แถมเจ้าพะยูนน้อยยังนอนหลับอย่างว่าง่ายในอ้อมแขนของเขาด้วย


 

 

“การกรนคือการที่เขาหายใจออกมาแล้วมันเป็นฟอง บางทีก็มีเรอบ้างเพราะเขาเพิ่งกินนมอิ่ม ส่วนที่นอนในอ้อมกอด ผมพูดตรงๆ เลยนะในวิดีโอที่มาเรียมนอนในอ้อมกอดผม นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสพะยูนเลยนะ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผมเลยที่มีโอกาสได้ลงทะเลมาดูแลพะยูน ครั้งแรกที่แตะตัวเขาก็ตื่นเต้นอยู่แล้ว

ผมจับและเรียนรู้การป้อนนม ผมตั้งข้อสงสัยตั้งแต่เริ่มอยู่แล้วว่ากินนมยังไง มันกินไปแล้วได้น้ำทะเลเข้าไปไม่เค็มเหรอ (หัวเราะ) ก็จะมีคำถามอยู่

ส่วนวิธีการให้นมของทีมสัตวแพทย์ เขาจะนำถุงมือคนมาทำจุกนม โดยตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นนิ้วมือมา ตรงแกนกลางของนิ้วมือจะใส่สำลีและมีท่อสายน้ำเกลือ เราก็กรอกนมไปตามท่อสายน้ำเกลือ

ถือเป็นการประยุกต์จุกนมให้กับลูกสัตว์ที่เหมาะสม ผมก็รู้สึกชื่นชมและประทับใจการดูแลตรงนี้ ระหว่างที่เขากินนมเสร็จก็ถึงเวลาที่เขาต้องนอน ผมก็อุ้มมาและให้หัวเขาตะแคงมานอนตรงหัวไหล่ผม เพราะถ้าสอดมือใต้ท้องและให้เขานอนตรงๆ เขาจะลอยอยู่บนน้ำไม่ได้อยู่ตรงแขนเรา

ซึ่งนั่นคือพฤติกรรมที่ผมได้เรียนรู้มาว่าลูกพะยูนเวลาที่จะหลับ ตัวเขาจะต้องแตะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะคือตัวการันตีความอุ่นใจของเขา อย่างถ้าเขามีแม่ก็จะนอนใต้ท้องแม่ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่เขาก็จะนอนใต้ท้องเรือแม่ส้ม ถ้าไม่นอนใต้อ้อมแขน เขาก็จะนอนตรงหว่างขาของพี่ๆ เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร

มุมน่ารักอีกเหตุการณ์ที่ผมชอบคือ เวลาที่เขาว่ายน้ำตามแม่ส้ม เขาจะผุดซ้ายที ขวาที ม้วนตัวเป็นเกลียว ดูเขามีความสุข บางทีก็โผล่มาเล่นซ่อนหา โผล่ทางซ้ายของเรือแล้วก็จะพ่นน้ำออกมา ดำหายไป สักพักก็มาโผล่ด้านขวาของเรือแล้วก็พ่นน้ำออกมาอีก เขาจะขี้เล่น ขี้หยอก

ทุกครั้งพอถึงตอนค่ำที่เราจะต้องจากกัน มาเรียมจะว่ายรอบเอว ม้วนใต้ขา เหมือนรู้ว่าเราจะกลับ แล้วก็มาดันๆ ให้เราลงน้ำทะเลไม่อยากให้กลับ เขาขี้อ้อนมากๆ ครับ

ผมก็คิดนะถ้าผมมีลูกจริงๆ ก็คงเลี้ยงลูกรอดแหละ (หัวเราะ) อย่างตอนที่อุ้มเขา เราก็ตื่นเต้นเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะอุ้มได้ วันนั้นเป็นการหลับที่นานด้วย ผมยืนอุ้มเกือบๆ ชั่วโมงได้”


 
 

อย่างไรก็ดี การช่วยเหลือพะยูนกำพร้าตัวนี้ หมอล็อต ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยมาเรียมเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเผ่าพันธุ์ของมัน และการอนุรักษ์พะยูนในอนาคตอีกด้วย แถมยังยกให้เจ้ามาเรียมเป็นผู้จุดประกายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนเลยทีเดียว

“นี่คือประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกมากๆ เราก็ซึ้งในน้ำใจของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าฯ ชาวบ้านประชาชนหมู่เกาะลิบงที่มาช่วยเหลือกัน ให้ความร่วมมือกันอย่างดีเลยครับ

มันเป็นภาพที่สวยงามของความร่วมมือกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน การช่วยเหลือไม่ใช่แค่ว่าโฟกัสไปที่มาเรียมอย่างเดียว เพราะเป้าหมายของเราคือถ้ามาเรียมรอด พ่อเขาก็ต้องรอด แม่เขาก็ต้องรอด รวมถึงเผ่าพันธุ์เขาก็ต้องอยู่รอด

ตรงนี้ก็จะมีการต่อยอดเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรพะยูน ซึ่งทางชุมชน ชาวบ้าน นักวิชาการ ก็เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนกัน ผมว่าเป็นการระดมความรู้ที่น่าตื่นเต้นมาก ผมว่าเป็นอะไรที่งดงามมาก มาเรียมเป็นผู้จุดประกายความร่วมมือแห่ง “ความหวัง” ในครั้งนี้

ผมว่ามาเรียมคือภาพจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของงานอนุรักษ์พะยูน การช่วยเหลือมันก็จะเป็นจิ๊กซอว์เหมือนกัน คนนี้ช่วยต่อตัวหนึ่ง คนนี้มาต่ออีกตัวหนึ่ง สุดท้ายการช่วยเหลือทีละเล็ก ทีละน้อย แม้กระทั่งเรื่องกำลังใจมันก็ทำให้เป็นภาพของมาเรียม ภาพของพะยูนที่เติมเต็มได้”

ข่าวโดย MGR Live
ขอบคุณภาพ FB : ภัทรพล ล็อต มณีอ่อน, Shin Arunrugstichai, Kongkiat Kittiwatanawong
 
 
ขอบคุณ MGR Online - MGR Live
 
สิริสวัสดิ์วุธวารค่ะ




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]