• vinitvadee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2017-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 1292
  • จำนวนผู้ชม : 281266
  • ส่ง msg :
  • โหวต 553 คน
ยามเราสรวลสำรวลรื่น โลกก็ชื่นชมผสม
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ ก็จำเศร้าแต่เราเดียว (กฤษณา อโศกสิน) มาคุยกันพลันเบิกบานใจ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/vinnapatra
วันเสาร์ ที่ 14 กันยายน 2562
Posted by vinitvadee , ผู้อ่าน : 420 , 07:50:01 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน แม่หมี , สำรวจฟ้า และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ทำไมวันนี้ต้องซื้อ

โดย: โรม บุนนาค

 

เรืออรรคราชวรเดช
 
เรืออรรคราชวรเดช
 

เคยเล่าเรื่องเหลือเชื่อไปแล้วว่า ในยุคกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ จักรพรรดิญี่ปุ่นเคยอ้อนวอนขอปืนใหญ่และดินปืนไทยว่าเยี่ยมที่สุด เมื่อไม่ได้ไปจนถึงสมัยพระเจ้าทรงธรรมก็ยังอ้อนวอนมาอีกครั้งว่า “บัดนี้มีรับสั่งในพระเจ้ากรุงญี่ปุ่นให้แจ้งมายังท่านว่า พระองค์ต้องพระประสงค์จะได้ปืนใหญ่ในประเทศอันมีเกียรติของท่านอย่างที่สุด
 
ถ้าท่านช่วยนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามให้ทรงทราบพระประสงค์ และโปรดประทานสักสองสามกระบอกในปีหน้านี้แล้ว พระองค์จะทรงยินดีและนับว่าเป็นเอกลาภอย่างยิ่ง ทั้งดินปืนในประเทศของท่านก็เป็นดินปืนชนิดที่ดีอย่างประหลาด...” 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๖ ทูตทหารบกอังกฤษมาเห็นรถเกราะที่ช่างไทยสร้าง เข้าประลองยุทธเสือป่าในปี ๒๔๖๒ เกิดความทึ่ง แต่อยากจะแสดงความฉลาดเสียหน่อยท้วงว่าใช้ปืนผิดขาด เมื่อคนออกแบบอธิบาย ก็เลยขอจับมือยอมรับว่าตัวเองโง่ไปหน่อย 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ ต่อรัชกาลที่ ๘ ไทยยังสร้างเครื่องบินรบเอง และสร้างถึง ๒๐๐ กว่าเครื่อง จนมีเครื่องบินรบมากกว่าทุกประเทศในเอเซีย เข้าทำสงครามเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีน แม้คู่ต่อสู้มีตำแหน่งถึงจ้าวเวหาของยุโรป เรียกว่าครั้งแรกก็ท้าชิงกับแชมป์โลกเลย แต่ฝรั่งเศสกลับเป็นฝ่ายขอสงบศึก

วันนี้จะขอเล่าความเก่งเหลือเชื่อของคนไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่สร้างเรือรบใช้เครื่องยนต์แบบยุโรปขึ้นเองเป็นลำแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ โดยสร้างจากความรู้ที่กางตำราภาษาอังกฤษที่เพิ่งเรียนเท่านั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีชาวยุโรปกลับเข้ามาเมืองไทยอีกครั้ง หลังขาดหายไปตั้งแต่สิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงผนวชเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ จึงทรงขอให้มิชชันนารีอเมริกันมาช่วยสอนภาษาอังกฤษที่วัดบวรฯ
 
ซึ่งนอกจากพระองค์จะทรงศึกษาเองแล้ว ยังมีคนหนุ่มหัวก้าวหน้ามาเรียนด้วยอีกหลายคน 

เมื่อศึกษาจนสามารถอ่าน เขียน พูด ได้แล้ว หลายคนก็เปิดหน้าต่างให้แสงจากโลกตะวันตกส่องเข้ามา ด้วยการสั่งหนังสือวิชาการต่างๆ มาศึกษาด้วยตนเองตามความสนใจของตน
 
อย่าง “เจ้าฟ้าน้อย” กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ซึ่งต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์คู่ในรัชกาลที่ ๔ ทรงสนใจวิชาทหาร สั่งตำราปืนใหญ่และทรงแปลเป็นภาษาไทยเพื่อใช้ในกองทัพ ทั้งยังทรงแปลหนังสือเกี่ยวกับการทหารและเครื่องจักรไว้อีกหลายเล่ม
 
ในปี พ.ศ.๒๓๙๐ ทรงดัดแปลงเรือลำหนึ่งให้เป็นเรือกลไฟลำแรกของไทย มีล้อใบพัดน้ำด้านข้าง ใช้เป็นเรือรบ นำออกอวดโฉมในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม อันเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกาพอดี หนังสือพิมพ์ “The New York Tribune” ได้นำพระปรีชาสามารถในเรื่องนี้ไปลงพิมพ์สดุดี

นักเรียนอังกฤษรุ่นแรกอีกคนคือ หลวงนายสิทธิ์ ซึ่งก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ ท่านสนใจเรื่องเรือเป็นอันดับแรก เพราะบิดาคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ ปกครองหัวเมืองชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก
 
จึงสั่งตำราเรือกลไฟมา แล้วไปกางตำราต่อเรือกำปั่นรบที่เรียกว่าเรือกำปั่นบริค ที่จันทบุรีในขณะที่ท่านอายุเพียง ๒๗ ปีเท่านั้น นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ.๒๓๗๘ พระราชทานชื่อว่า “แกล้วกลางสมุทร” ถือได้ว่าเป็นเรือกลไฟลำแรกที่ต่อในไทย ฝรั่งเรียกกันว่า “เรือแอเรียล”

นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ มิชชันนารีอเมริกันผู้นำวิทยาการแผนใหม่มาสู่เมืองไทย ได้บันทึกไดอารีกล่าวถึง “เรือแกล้วกลางสมุทร” ไว้ว่า

“วันนี้ได้ขึ้นไปชมเรือบริค (เรือใบสองเสา) ชื่อแอเรียล ซึ่งเป็นเรือบริคลำแรกที่ได้ต่อขึ้นในเมืองไทย และผู้ต่อได้นำมาจากจันทบุรีเมื่อสองสามวันนี้เพื่อถวายพระเจ้าแผ่นดิน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คนไทยต่อเรือแบบยุโรป เมื่อพิจารณาดูแล้ว ประกอบกับความคิดที่ว่าแบบที่ขุนนางผู้นี้ใช้อยู่ ก็เห็นจะไม่สู้ดีนัก และความรู้ในวิชาการต่อเรือของท่านก็คงเก็บเอาที่โน่นที่นี่บ้าง
 
ข้าพเจ้าจึงขอยอมรับว่า เรือบริคลำนี้เป็นวัตถุพยานแสดงให้เห็นอัจฉริยะในการช่างของขุนนางหนุ่มผู้นี้ ว่ามีเหนือผู้อื่นทั้งหมดในเมืองไทย และถ้าจะเอาท่านไปเทียบกับคนฝรั่ง ก็จำต้องยอมนับท่านเข้าในจำพวกคนยุโรปผู้เฉียบแหลมผู้หนึ่ง
 
ท่านผู้นี้กำลังต่อเรืออยู่ที่จันทบุรีหลายลำ มีระวางบรรทุกตั้ง ๓๐๐-๔๐๐ ตันทั้งนั้น เมื่อคนชั้นปกครองในเมืองไทยมีความกระหายที่จะเรียนรู้ความเจริญแบบยุโรปเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้พวกเราเกิดมีใจมุมานะที่จะอยู่และปฏิบัติกิจการของเราต่อไปเป็นอันมาก...”

ในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ หลวงนายสิทธิได้ต่อเรือกำปั่นเสร็จอีก ๔ ลำ ได้แก่ เรือรบวิทยาคม เรือรบวัฒนานาม (แอโร) เรือจินดาดวงแก้ว (ประเภทเรือบาร์ก ชื่อว่า ซักเซส) เรือลำที่สี่ชื่อ เทพโกสินทร์ (ประเภทเรือขิป ซึ่งเป็นเรือของแม่ทัพหน้าคราวยกไปตีเมืองบันทายมาศ) 

เนื่องจากมีเรือกำปั่นใบแบบฝรั่งหลายลำ จึงจำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศ มาช่วยฝึกสอนวิชาเดินเรือให้แก่คนไทย ใน พ.ศ. ๒๓๘๐ โปรดเกล้าฯ ให้จ้างชาวอังกฤษชื่อ กัปตันทริกซ์ มาสอนวิชาเดินเรือทั้งเรือรบและเรือเดินสินค้า 

ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ หลวงนายสิทธิได้สร้างเรือกำปั่นแบบฝรั่งขึ้นอีกหลายลำ ได้แก่ เรือราชฤทธิ (พ.ศ. ๒๓๘๔) เรือสยามภพ (พ.ศ. ๒๓๘๕) เรือโผนเผ่นทะเล (พ.ศ. ๒๓๙๒) และเรือจรจบชล (พ.ศ. ๒๓๙๓)

หลวงสิทธินายเวร รับราชการมี ความดีความชอบมากจึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นโดยลำดับ ได้เลื่อนเป็น จมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก พ.ศ. ๒๓๘๔ เพิ่มสร้อยนามของท่านเป็น จมื่นไวยวรนาถภักดีศรีสุริยวงศ์

พ.ศ. ๒๓๙๓ โปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็ก อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นมหาดเล็ก "คู่บุญ" ในรัชกาลที่ ๓ เพราะท่านเป็นผู้หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ต่อเรือพระที่นั่งลำใหญ่ที่สุดขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๐๖ เดิมมีชื่อ “เรือบรมราชวรฤทธิ์” ต่อมาได้พระราชทานนามใหม่ว่า “เรืออรรคราชวรเดช” เรือพระที่นั่งลำนี้เป็นเรือกลไฟจักร ๒ ปล่อง ใหญ่กว่าเรือกลไฟพระที่นั่งทั้งปวงที่มีอยู่ในเวลานั้น
 
ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้กระบวนเสด็จไปได้ในเรือลำเดียว ไม่ต้องกะเกณฑ์พาหนะให้ลำบาก ลักษณะเป็นเรือยอชต์ ตัวเรือไม้ ระวางขับน้ำ ๖๐๐ ตัน ความเร็ว ๑๒ นอต เป็นเรือจักรช้าง ยาว ๖๔.๖๑ เมตร กว้าง ๖.๐๙ เมตร มีพื้น ๒ ชั้น มีปืนใหญ่ ๒ กระบอก
 
ถือกันว่าเป็นเรือยอร์ชสำหรับพระราชา ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินไปในในที่ต่างๆทั้งในรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ ทั้งยังโปรดเกล้าฯให้สร้างอู่ต่อเรือขึ้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯขึ้นหลายอู่

การทหารเรือของไทยซึ่งเริ่มเปลี่ยนโฉมเข้าสู่สมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้โรยราจนหายไปหมดสิ้นจนต้องซื้อเขาใช้ทุกอย่างในวันนี้ เช่นเดียวกับเครื่องบิน และรถเกราะ แต่ก็เริ่มมีความหวังขึ้นอีกในยุคนี้ ที่เราสามารถต่อเรือตรวจฝั่งขึ้นใช้เอง สร้างเครื่องบินฝีกบินเองได้ และสร้างรถเกราะส่งไปขายต่างประเทศ แม้จะเป็นของเอกชนก็ตาม
 
ซึ่งต่อไปเราก็คงพัฒนาจนสามารถลดงบประมาณด้านการซื้ออาวุธป้องกันประเทศลงได้
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ
 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 14/09/2019 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

น่าเสียดายที่ไม่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนตามเทคโนโลยี่ไม่ทัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]