• virayuthniyomchat
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 125633
  • ส่ง msg :
  • โหวต 842 คน
หมายเหตุจากชุมชน
เล่าเรื่อง แม่น้ำ ภูมิปัญญา อาหาร บทเพลง ภาพถ่าย วัฒนธรรม และผู้คนบน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม 2550
Posted by virayuthniyomchat , ผู้อ่าน : 3699 , 20:49:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ถ้าใครต่อใครทุกวันนี้ว่าอยากจะไปเยือนและสัมผัสกับสถานที่แห่งไหนมากที่สุดในแถบลุ่มน้ำโขงนี้ คำตอบที่ได้ยินบ่อยๆนั่นก็คือ ธาตุพนม-นครพนม บั้งไฟพญานาค-หนองคาย นครวัดนครธม-กัมพูชา น้ำตกคอนพะเพ็ง-ไนแองการาแห่งเอเชีย วัดพู-แขวงจำปาสัก ...และอีกชื่อหนึ่งที่ไม่พลาดสักครั้งนั่นก็คือ "หลวงพระบาง..ลมหายใจแห่งล้านช้าง" ลมหายฝยเฮือกสุดท้ายที่กำลังถูกล้อมรอบการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก ไหลแรงปานกระแสน้ำโขงที่ไม่ยอมปราณีใคร...

แน่นอนครับย่อมไม่ธรรมดา....กับคำถามที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคนที่ได้มีโอกาสไปเยื่อมเยือน "ยุ้งฉางของล้านช้าง" ที่พยายามจะเก็บไว้อย่างดี

กับวันนี้  วันที่จิตใจผู้คนและวัตถุจากยุคล่าอาณานิคมถูกจัดวางอย่างลงตัว และเหมาะสมกับยุคสมัย

ผู้ไปเยือนหลวงพระบางถึงกับอุทานออกมาว่า "ช่างคล้ายกับเชียงใหม่เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว"

แต่กระนั้นผู้เขียนมีโอกาศได้ไปเยือนหลวงพระบางมา 2  ครั้ง จึงบันทึกความงดงามมาร่วมกันสัมผัสกลิ่นอายที่เขาว่ากันว่า..ช่างงดงามเหลือเกิน

รู้จักหลวงพระบาง

เมืองหลวงพระบาง (Louangphabang; ลาว) เป็นที่ตั้งของแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน ห่างจากนครหลวงเวียงจันทร์ประมาณเกือบ 400 กิโลเมตร หรือ ประมาณ 5-6 ชั่วโมงจากรถยนต์ส่วนตัว

ชาวลาวในเมืองหลวงพระบาง เป็นชนเผ่าที่เรียกว่า "ลาวกาว" ถิ่นที่อยู่เดิม คือ บริเวณเมือง"ศรีสตนาคนหุต" หลวงพระบาง หรือ "แคว้นล้านช้างร่มขาว" เมืองหลวงพระบางเคยเป็นนครหลวงของลาว มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองมะม่วงรู้หาว มะนาวรู้โห่" ภูมิประเทศในแคว้นลาวเหนือนี้ เป็นภูเขาล้อมรอบ หาที่ราบได้ยากแม้แต่กลางเมืองหลวงพระบางเองก็มีภูเขาชื่อพูสีอยู่กลางเมือง อันเป็นที่ตั้งของ "พระธาตุจอมพูสี" 

ส่วนชื่อเมือง "หลวงพระบาง" นั้น เป็นเพราะเมืองหลวงพระบางนั้นเป็นเมืองหลวงของ "อาณาจักรล้านช้าง" สมัยก่อน จึงได้ชื่อว่า"เมืองหลวง" ส่วนคำว่า "พระบาง" นั้นคือมีพระพุทธรูปยืนชื่อ "พระบาง" อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จึงรวมชื่อเป็น "เมืองหลวงพระบาง"

เดิมทีเมืองหลวงพระบางมี "พระราชวังหลวง" อันเป็นที่ประทัปของ "เจ้ามหาชีวิต" หรือ "พระเจ้าอยู่หัว" และพระราชวงค์เมื่อครั้งอดีต

ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรืออันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ในขณะที่มรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ

แต่หลวงพระบางทั้งเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักษ์รักษาที่ดีที่สุดใน"อนุรักษ์ความเก่าแก่ดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ( The best preserved city in South-East Asia )

"ภาพ" และ "คำ" เล่าเรื่องเมืองหลวงพระบาง


พระราชวังหลวงพระบาง และหอพระบาง
ซึ่งตั้งอยู่ทางขึ้นภูษีทางบันไดด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ใกล้กับที่ตั้งของ พระราชวัง มีถนนศรีสว่างวงค์สายเล็กๆคั่นเอาไว้นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินเที่ยวชมพระราชวัง ค่าเข้าชมที่นี่คนละ 10,000 กีบ ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่ของเมืองหลวงพระบาง พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1904 เพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงค์ ลักษณะ เป็นศิลปะแบบลาวผสมฝรั่งเศส มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และ สร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น ห้องโถงด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐาน พระบางซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของลาว องค์พระสูง 83 เซนติเมตร พระหัตถ์แสดงปางอภัยมุทรา หล่อขึ้นด้วยทองคำ บริสุทธิ์เกือบทั้งองค์ รวมน้ำหนักทั้งสิ้นราว 43 ถึง 54 กิโลกรัม คามตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นที่เกาะสิงหลเมื่อราวศตวรรษ ที่ 1 เจ้าฟ้างุ้ม ทรงได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรมาอีกต่อหนึ่ง แต่ก็ต้องตกไปอยู่ในเมืองสยามถึงสองครั้ง ปี 1779 และ 1827 จน ปี 1867 พระบาทสมเด็จพระจอเกล้าฯจึงทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานกลับคืน ไปให้ภายในห้องยังมีฉากลับแลผ้าไหมปักลวดลาย ด้วยฝีมือ ประณีตและงาช้างแกะสลักอีกไม่น้อยที่เหลือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ภาพบุดคล บรรณาการจากต่างชาติ และ งานศิลปะมากมายและงานประดับกระเบื้องอยู่รอบๆตัวอาคาร และ ยังมีโรงละครภายในราชวัง ตรงข้ามหอพระบางซึ่งเย็นวันนี้จะมีการแสดง พระลักษณ์ พระราม ในเวลา 18.00 น. เป็นการแสดงของนักเรียน ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดการแสดงไม่นานนี้เองซึ่งใช้เวลาที่นี่ ต้องก่อน 11.00 น. เพราะพระราชววังจากปิดรับประทานอาหารเที่ยง และ นอนพัก ซึ่งที่นี่จะเปิดอีกที ก็ประมาณ 13.00 น.

 

พูสีี เป็นยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง การได้เดินขึ้นไปบนยอดภูษีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ และเห็นสายน้ำโขง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง 328 ขั้น ตลอดทางขึ้นร่มรื่นไปด้วยต้นจำปา (ดอกไม้ประจำชาติลาว) หรือที่บ้านเราเรียกว่าต้นลั่นทม
    พูสี มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง ครั้นเมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าภูฤาษี หรือภูษีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีนักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าภูษี อาจหมายถึง พูสีึซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง
    พระธาตุพูสีี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช 2337 พระธาตุนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสีี บนความสูง 150 เมตรพระธาตุนี้มองเห็นได้แต่ไกลแทบจะทุกมุมเมืองของหลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น สูงประมาณ 21 เมตร ช่วงที่พระธาตุนี้งดงามที่สุดคือช่วงตอนบ่ายแก่ๆแสงแดดจะกระทบองค์พระธาตุเป็นสีทองสุก รอบๆพระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบิน ส่วนด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ช่วงที่คดเคี้ยวเข้าหากันในกลีบเขาและจากยอดภูสียังมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง พระธาตุจอมษีมิได้เป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดียวบนยอดภูษี ยังมีสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่งเช่น วัดถ้ำพูสี วัดป่าแค วัดศรีพุทธบาท วัดป่ารวก

วัดเชียงทอง
      ตั้งอยู่บนถนนโพธิสารราช ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงพอดี วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและสวยงาม ได้รับการมาเยือนชมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากที่สุดก็ว่าได้ นักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทอง เป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว วัดเชียงทองสร้างขึ้นก่อนหน้าที่ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทร์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงค์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนา แบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้ง และลาดลงต่ำมากจนแลดูค่อนข้างเตี้ย พระโพธิสารราชเจ้า ทรงสร้างวัดเชียงทองขึ้นในปี ค.ศ. 1560 และมีฐานะเป็นวัดหลวงในพระราชูปถัมภ์เรื่อยมาจนถึงปี 1975 ติดกับพระอุโบสถมีวิหารเล็กๆหลังหนึ่งเรียกกันว่า "วิหารแดง" ภายในประดิษฐฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่งามแปลกตากว่าที่อื่นใดด้วยสัดส่วน จีวรที่จีบเป็นริ้วโค้งออกมาทางด้านนอกตรงเหนือช้อพระบาท และ พระหัตถ์ซึ่งรองรับพระเศียรไว้อย่างสง่างาม และอ่อนช้อย พระพุทธรูปองค์นี้เคยถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1931 และ ไปประดิษฐานอยู่เวียงจันทร์หลายสิบปีก่อนกลับคืนสู่หลวงพระบางในปี ค.ศ.1964

วัดแสนสุขาราม

       ในบรรดาวัดท้งหมดวัดแสนสุขารามนั้นที่เป็นเจ้าของ พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่
องค์เดียวในเมืองหลวงพระบาง เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกสร้าง ภายหลังหลวงพระบางแยกออกจากนครเวียงจันทร์เมื่อ 11 ปีที่แล้วเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งก่อนหน้านั้นบริเวณที่สร้างวัดแสนสุขารามมีวัดเก่าอยู่ก่อนหน้านั้นสร้างขึ้นเมื่อ คริสตวรรษที่ 15 พระยืนที่สูงและใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง มีพระพักตร์ที่งดงามผ่องแผ้ว ข้างหอพระยืนมีหอรอยพระพุทธบาทจำลอง ส่วนพระอุโบสถดูงดงามอลังการด้วยการ
ทาสีแดงและเขียนภาพสีทองลงบนพื้นแดงภายในมีการตกแต่งประดับประดาที่มีสีสัน
สวยสดงดงามหาที่ติ พระประธานมีความงามชดช้อย


วัดใหม่สุวรรณภูมาราม
      ชาวหลวงพระบาง เรียกสั้นๆว่า วัดใหม่ ซึ่งมีอายุในต้นศตวรรษ ที่ 19 และ เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชลาว มาก่อน อุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยเครื่องไม้มีหลังคาซ้อนกัน ห้าชั้นตามแบบหลวงพระบาง กำแพงพระระเบียงด้านหน้า ทำเป็นลายรดน้ำปิดทองเล่าเรื่องรามายณะและพระเวสสันดรชาดก พระบางเคย ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 และ ในวันปีใหม่จะมีการแห่แหน พระบางออกมา ให้ประชาชนได้สักการะบูชากันที่นี่ ปัจจุบันวัดใหม่ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

ตลาดม้ง
เป็นตลาดของชาวม้งที่อาศัยอยู่บริเวณรอบหลวงพระบาง เป็นชนกลุ่มน้อย กลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญ และ มีบทบาทในประเทศลาวมาก ตลาดม้งเป็นตลาดที่ เป็นสินค้าจากชาวเขาเผ่าม้งของลาว เช่น ผ้าทอปักลวดลายต่างๆ เช่น ปลอกหมอน กระเป๋า ผ้าห่ม เสื้อผ้า และ เครื่องเงิน ที่มีราคาถูกและ ย่อมเยา "ถ้ำติ่ง" ซึ่งเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวนิยมจะมาแวะเยี่ยมชม ค่าเข้าชมถ้ำ ก็คนละ 8000 กีบ หรือ 20 บาท ก็ได้ ถ้ำติ่งประกอบด้วย 2 ถ้ำแยกด้านขวาไปถ้ำติ่งลุ่ม (ล่าง) แยกซ้ายไปถ้ำติ่งเทิง (บน) ถ้ำติ่งลุ่ม หรือ ถ้ำติ่งล่างนั้น สูง 60 เมตรจากพื้นน้ำมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื้นเล็กๆมีหินงอกหินย้อย แต่ไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากมายหลายขนาด ส่วนมากเป็นพระยืนซะส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่ได้เล่าให้เราฟังว่า "สมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงวิญญาณ ผีฟ้า ผี แถน และ เทวดาผาติ่ง ถ้ำติ่งแสดงถึงยุคแห่ง การปฏิวัติทางความเชื่อของชาวลาวในอดีตที่เคยนับถือผีพระเจ้าโพธิสารราชทรงเลื่อมใสพุทธศาสนา เป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามา และ ทรงใช้ถ้ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ทางพุทธศาสนา มีการค้นพบพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในคริสตวรรษที่ 18-19 กว่า 2500 องค์ ส่วนใหญ่ทำจากไม้ เมื่อตอนค้นพบใหม่ๆมีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงิน และ ทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด" ส่วนถ้ำติ่งบนนั้นต้องเดินขึ้นไปบนเขาขึ้นบันไดประมาณ 200 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ มีห้องสุขาให้ไว้ คอยบริการสำหรับนักท่องเที่ยว สะดวกสบายมาก ถ้ำติ่งบนเป็นถ้ำไม่ค่อยลึกเท่าไร มีพระพุทธรูปอยู่มนถ้ำแต่ไม่มากเท่ากับถ้ำติ่งล่าง

บ้านผานม ประมาณ 5 กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของตัวเมือง เป็นที่ตั้งของบ้านผานม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมแหล่งใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง ถ้าจะเปรียบก็น่าจะเป็นบ่อสร้างของเชียงใหม่ในอดีต บ้านผานมนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาน ประกอบด้วยบ้านผานมใหญ่และบ้านผานมเล็กซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชาวหลวงพระบางเรียกการทอผ้าว่า ตำแผ่น บ้านผานมจึงได้ชื่อว่า บ่อนตำแผ่น ภายในหมู่บ้านจะมีที่วางขายสิ่งทอและงานหัตถกรรม ชาวบ้านที่เป็นสตรีจะมีอาชีพทอผ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ แทบทุกบ้านจะมีกี่ทอผ้า ผู้หญิงเด็ก ๆ วัยรุ่นจะหัดเรียนทอผ้ากันทั้งหมู่บ้าน ส่วนพวกผู้ชายก็มักจะตีเครื่องเงิน พอเริ่มมีฝีมือใช้ได้ก็จะนำมาวางขายกันที่ ศูนย์หัตถกรรมตำแผ่นของบ้านผานม ซึ่งเป็นอาคารที่เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายสินค้าของหมู่บ้าน บ้านใดที่มีฐานะดีหน่อยก็จะทำหน้าบ้านของตนเองเป็นร้านขายสินค้า ลูกค้าที่มาอุดหนุนส่วนใหญ่มักจะเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งพลาดไม่ได้เลยที่จะมาช็อปปิ้งกันที่บ้านผา ในภาพแม่ค้าชาวไทลื้อ บ้านผานม นำผ้าทอมือมาขายยังตลาดมืดในเมืองหลวงพระบาง

เท่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "หลวงพระบาง" ยังคงมีอีกหลากหลายสิ่งที่ยังหามาให้ไม่หมด เดี๋ยวรอดูตอนหน้า จะนำ "สีสันผู้คน บนเมืองหลวงพระบาง" มาฝาก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
virayuthniyomchat วันที่ : 17/07/2007 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
virayuth

นายสิบหมื่น ใกล้ ไม่ไกล ข้ามโขงแป๊ปเดียวเองครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 07.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

บ้านอ้ายเมืองน้อง
ที่เฮาควรสิฮักษาควมสัมพันธ์อันดีไว้
ซุมือนี่ผมเองกะยังฮู้สึกว่า เทือกเถาเหล่ากอฝ่ายอีพ่อ มาจากฝั่งพู้นอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
virayuthniyomchat วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 00.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
virayuth

แม่สีไป ไปมายังครับ
Sigree มีเวลาก็หาอกาศไปนะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 00.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

สมกับเป็นมรดกโลกและมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจริงๆ...จะยืนยงก็คงขึ้นอยู่กับชาวลาวที่รู้เท่าทันโลก และหวังให้เป็นเช่นนั้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
virayuthniyomchat วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 20.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
virayuth

ผมว่า หลวงพระบาง น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตแห่งหนึ่งของโลกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Sigree วันที่ : 09/07/2007 เวลา : 01.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sigree
ขอกรุณาแห่งพระเจ้า อำนวยพรแด่ท่านทั้งหลาย

ผมชอบวังเจ้ามหาชีวิต มันมีเรื่องราวและมีชีวิตดี

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
virayuthniyomchat วันที่ : 07/07/2007 เวลา : 00.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/virayuth
virayuth

"หลวงพระบาง..เมืองในฝัน สวรรค์ของนักเดินทาง"
ครับสวยจริง ใครอยากไป ขอภาวนาให้ได้ไปภายในหนาวนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ภาพสวยจังครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
kibagnkok วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

ว่าจะไปสิ้นปีนี้หละ...หลวงพระบาง อยากไปมาตั้งนานแล้ว

จะรบกวนไหม ถ้าจะให้แนะนำสถานที่พัก ราคาถูกให้หน่อยได้ไหมครับ
อยากจะไปเที่ยวแบบลุยๆๆ กับเพื่อนนะ อยู่กันหลายๆๆวัน

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ชอบบรรยากาศที่นั่นค่ะ ภาพสวยจังเลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
coolwater วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

ภาพสวยจนติดใจน่าไปเที่ยวจังเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
fanggg วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fanggg

น่าไปเที่ยวจัง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

น้ำพุร้อนโป่งเดือด

น้ำพุร้อนโป่งเดือด แม่แตง เชียงใหม่ (ใช้เส้นทางเชียงใหม่ แม่ริม แม่มาลัย ปาย)

View All
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]