*/
  • พันพูมิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : bai_bai74@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-19
  • จำนวนเรื่อง : 57
  • จำนวนผู้ชม : 151447
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
  • โหวต 27 คน
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 25 มีนาคม 2555
Posted by พันพูมิ , ผู้อ่าน : 6263 , 13:48:56 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน มะอึก , BlueHill และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

             ยลรอยเก่า...เขาถ้ำเสือ

           

                                                   พระถ้ำเสือแกะสลักหินวัดเขาถ้ำเสือ

                 วัดเขาถ้ำเสือ  ตั้งอยู่ตำบลจระเข้สามพัน  อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี  

                  ดินแดนแห่งนี้มิใช่สถานที่ทางพระพุทธศาสนาของชาวบ้านจระเข้สามพันหรือชาวพุทธโดยทั่วไปเท่านั้น  แต่เป็นแอ่งโบราณสถาน  อู่ประวัติศาสตร์ของชาวสุวรรณภูมิในอดีตที่เราทุกคนควรเข้าไปสัมผัสรูปเงาของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง  อิฐ  ศิลาแลงกองระเกะระกะ ซึมซับบรรยากาศของวันเก่าที่ยังไม่ถูกรบกวนจากโลกปัจจุบันมากนัก

             

                                             ประตูเก่าวัดเขาถ้ำเสือ

            ภูมิประเทศของวัดเขาถ้ำเสือเป็นแนวเทือกเขาเชื่อมกันหลายลูกที่พาดตัวอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเขตอำเภออู่ทอง  แม้จะไม่ใช่เทือกเขาใหญ่โตโอฬาร  แต่ก็มีลักษณะสลับซับซ้อนไปด้วยเพิงผาหน้าถ้ำ โตรกธารร่องน้ำในอดีต และร่องรอยกิจกรรมมนุษย์หลายยุคหลายสมัยเป็นสายโซ่สืบทอดกันมา  ชาวบ้านเรียกบริเวณนั้นว่า “เขาคอก”  เนื่องจากพบโบราณสถานคอกช้างดินและซากอาคาร ฐานพลับพลา  ฐานเจดีย์เมื่อสมัยพันปีก่อน  รวมทั้งสันเขื่อนโบราณหรือ “ถนนท้าวอู่ทอง” ตามคำกล่าวของชาวบ้าน    

                                             วัดเขาถ้ำเสือ

           

               ชาวบ้านจระเข้สามพันนับถือกันว่าวัดเขาถ้ำเสือเป็น “วัดป่าอรัญวาสี” สถานที่ห่างไกลจากชุมชนที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส  นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าวัดเขาถ้ำเสือและบริเวณโดยรอบนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ลึกลับและแรงอาถรรพ์ที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรง   ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแล  ทำนุบำรุงสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ด้วยแรงกายใจอันเปี่ยมศรัทธา จนกระทั่งได้รับการยกฐานะจากสำนักสงฆ์ขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของสงฆ์ดังปรากฏในปัจจุบัน 

             

                     ทางน้ำจากเขาถ้ำเสือไหลลงแม่น้ำจระเข้สามพันด้านทิศใต้

                  ความเป็นมาของ “เขาถ้ำเสือ” ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน

                  ลุงสุ่น  ศรีเหราอายุ 96 ปี(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)เคยเล่าไว้ว่า...

              เมื่อครั้งกระโน้น  ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองหลายสิบปี  ชาวบ้านขึ้นไปหาของป่าคือมูลค้างคาวที่ถ้ำบริเวณเขาคอก  ซึ่งเป็นป่าดงรกชัฏ  ปกคลุมหนาแน่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า  โดยเฉพาะเสือที่ชอบเข้าไปอยู่ตามถ้ำต่าง ๆ  ซึ่งคนที่ไปหาของป่าต้องระวังเป็นพิเศษ  ภายในถ้ำที่มืดสนิทและอับชื้นและเป็นที่อาศัยของฝูงค้างคาวจำนวนมาก  โดยมูลค้างคาวนั้นเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับชาวนา  ชาวไร่  ในสมัยที่ปุ๋ยเม็ดบรรจุกระสอบประทับยี่ห้อยังไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดดังปัจจุบัน  

                 ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณที่อยู่เหนือ “เขาคอก” ขึ้นไปนั้นว่า “เขาถ้ำเสือ”

               ทุกครั้งที่เก็บกวาดมูลค้างคาวลงในถุงมักจะมีพระพิมพ์ดินเผาสีออกแดงเนื้อแกร่งติดมาด้วยทุกครั้ง  คราบองค์พระเป็นลักษณะดินทรายดำละเอียดผสมมูลค้างคาว  ต่อมาพบว่าบางองค์มีสีออกเทาอมดำ  สภาพขององค์พระโดยทั่วไปหากมองด้วยสายตาของคนรุ่นปัจจุบันถือว่าไม่สวย   ไม่มีลวดลายการตกแต่งใด ๆ ขาดชั้นเชิงอ่อนช้อยทางศิลปกรรม  นอกจากรูปทรงที่บ่งบอกว่าเป็นองค์พระเท่านั้น  ชาวบ้านพร้อมใจกันขนานนามว่า “พระถ้ำเสือ” โดยเอกฉันท์  เพราะได้มาจากถ้ำที่เคยพบเสือ

                                       พระถ้ำเสือจากกรุวัดเขาถ้ำเสือ

                นักเก็บของป่าชาวจรเข้สามพันได้ทยอยแจกจ่ายพระถ้ำเสือให้ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง  เพื่อนฝูง เพื่อกราบไหว้บูชา  เพื่อเป็นศิริมงคลในครอบครัว   ครั้นต่อมาคนที่ได้พระถ้ำเสือไปครอบครองต่างยืนยันถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์   สิ่งเหนือธรรมชาติที่มักจะสำแดงฤทธิเดชให้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะความปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ   จนกระทั่งเรื่องราวเหล่านั้นร่ำลือระบือออกไปปากต่อปากอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

                ในที่สุดพระถ้ำเสือที่ปนเปมากับมูลค้างคาวจากถ้ำที่เหม็นอับก็กลายเป็นพระหายาก  ราคาแพง และกลับกรายเป็นสิ่งสวยงามลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ

                 อย่างไรก็ตาม  นอกจากพระถ้ำเสือแล้ว  ภายในวัดเขาถ้ำเสือยังมีอะไรอีกไม่น้อยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งคู่ควรกับคำว่า “มรดกทางวัฒนธรรม” เป็นอย่างยิ่ง

                

            สระสุรพล - ศรีนวล   สมบัติเจริญ  บนเขาถ้ำเสือ   เมื่อครั้งยังมีชีวิต ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ เคยไปทอดกฐินที่วัดเขาถ้ำเสือ   ชาวบ้านจระเข้สามพันจึงตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์

       เส้นทางไปวัดเขาถ้ำเสือที่แยกจากถนนมาลัยแมนคือเส้นทางเดียวกับที่ไปวนอุทยานพุม่วง-โบราณสถานคอกช้างดิน  ห่างจากสามแยกบ่อพลอยประมาณ 300 เมตร  เลี้ยวขวาไปตามถนนคอนกรีต พอถึงทางโค้งแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเป็นทางขึ้นวัดเขาถ้ำเสือ  ถนนค่อย ๆ ยกตัวสูงไปทางด้านทิศตะวันตกแล้ววาดโค้งพุ่งขึ้นทางด้านทิศเหนือด้วยความลาดชันพอให้ตื่นตกใจเล็กน้อย เรียกสติสัมปชัญญะมาเผชิญสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน   ลานวัดขนาบแน่นด้วยลักษณะของธรรมชาติ  โดยมีภูเขาตั้งเป็นกำแพงอยู่ทางด้านทิศตะวันตก  กิ่งแมกไม้ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณที่เรียกว่าอาวาสอันเป็นที่พำนักของผู้เอาชนะตน  ใบไม้สีเขียวระบัดพัดพลิ้วอยู่เบื้องบน  ส่วนด้านล่างเกลื่อนกร่นด้วยใบไม้แห้งกองพับถมพอกพูนตามการเคลื่อนหมุนของโลก 

                     

                                             ลักษณะภายในถ้ำเสือ

                        ขณะนั้น  สรรพสิ่งในไพรพฤกษ์เสียดสีกันเป็นสำเนียงแว่ว ๆ มาจากที่ใดสักแห่ง 

                      ท่วงทำนองอ่อนโยนและเย็นคล้ายเสียงร่ายมนตราดังก้องมาจากถ้ำที่ยังไม่ถูกค้นพบ   ใครจะรู้ได้ว่าความเป็นนิรันดรอาจถูกผนึกแน่นไว้ตามเพิงผาลับแลที่ใดสักแห่ง  บางวิถีทางดึกดำบรรพ์อาจยังคงดำรงอยู่ตามปกติ

                     อาคารก่อสร้างสมัยใหม่สำหรับประกอบพิธีกรรมสำหรับคนยุคใหม่ผุดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บนฐานสูงต่ำของธรรมชาติ   ถึงกระนั้น วิถีแห่งป่าก็ยังเผยร่างและทอดเงาให้เห็นอยู่ทั่วไป  กุฏิพระธุดงค์หลายหลังซึ่งเรียงรายอยู่ทางเชิงเขา ลักษณะผุพัง ทรุดโทรม  เก่าแก่กำลังได้รับการซ่อมบำรุง  เพื่อฟื้นสภาพให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง  ถึงกระนั้น  กลิ่นไอเก่า ๆ ของเครื่องไม้ กระเบื้องหักชวนให้คิดถึงกาลเวลาที่ผ่านมาไม่นานนัก  เมื่อเทียบกับซากอิฐ  ซากหินสมัยทวารวดีเมื่อพันปีก่อน  แต่เสนาสนะเมื่อวันวานเหล่านี้ก็บ่งบอกได้ดีทีเดียวว่ามันได้ผ่านแดดฝน ผ่านร้อนหนาวมาอย่างน้อยหนึ่งชั่วอายุคน 

                   

                   

                                             กุฏิพระธุดงค์อยู่ในระหว่างซ่อมแซม

                    ร่องรอยของหนึ่งชั่วอายุคนกำลังจะมอดไหม้ไปกับสายลม……..

                   โดยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาขนาดย่อม  นอกจากโถงถ้ำการเปรียญที่เรียกว่า “ถ้ำเสือ” แล้ว  ยังมีถ้ำเล็ก ถ้ำน้อยเป็นองค์บริวารกระจายกันอยู่ในตำแหน่งไม่ห่างกันนัก  เหมาะสำหรับสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายและจิตใจ จึงน่าจะเป็นทั้งนิวาสสถาน และเทวสถานของกลุ่มคนชั้นสูงในอดีต  เช่น หัวหน้าชุมชน  นักบวช   นักพรต  ซึ่งเป็นเสมือนแสงประทีบส่องทางให้เพื่อนมนุษย์ที่พักอาศัยอยู่ต่ำลงไปตามเชิงเขาและที่ราบลุ่มอันเต็มไปด้วยจระเข้และสัตว์เลื้อยคลานนานาพันธุ์ 

               นอกจากนี้ยังมีร่องรอยสถานที่เก็บกักน้ำอยู่บนเขาถ้ำเสืออีกหลายแห่ง  เชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนโดยรอบภูเขานี้อย่างไม่ต้องสงสัย   เพราะสายน้ำบริสุทธิ์จากแอ่งหินธรรมชาติบนเขานี้เองที่ถูกส่งลงไปยังสระขนาดใหญ่ด้านล่างที่เรียกกันว่า “คอกช้างดิน”  ดังนั้น  ผู้ควบคุมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อันเป็นปัจจัยสำคัญในการบริโภค  ในการเกษตร  ในการรักษาโรคภัยรวมทั้งปกป้องภูติพรายต่าง ๆ  ย่อมเป็นใครไม่ได้นอกจากกลุ่มผู้นำทางการปกครอง และทางศาสนา

               ความสมบูรณ์ของหลักฐานในอดีตที่วัดเขาถ้ำเสือ  จึงไม่เพียงตั้งสมมุติฐานไปตามประเพณีกระบวนการวิจัยเท่านั้น  แต่ทว่า,มีหลายภาพของเหตุการณ์กำลังประติดประต่อขึ้นในจินตนาการ เหมือนกับการประมวลผลข้อมูลในคอมพิวเตอร์  กระทั่งพบความชัดเจนของเรื่องราวและผู้คนที่ย่ำเดินและส่งเสียงจอแจ  ผืนผ้าสีขาว  สีดำค่อย ๆ กระจ่างขึ้น  ผู้คนเหล่านั้นอาจไม่คุ้นเคยกับสายตาปัจจุบัน  แต่ก็ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงอันตราย  หากอธิบายตรงนี้ก็คงได้ความว่า ผู้คนเหล่านั้นไม่อยู่ในสมรรถนะใด ๆ ที่จะเข้ามาทำอันตรายใครได้  ไม่ว่าจะโดยวิธีพิสดารอย่างไร  สิ่งที่เป็นอันตรายสำหรับเราก็คือความกลัวของเราต่างหากซึ่งอาจจะทำให้วิ่งเตลิดเลยลงหุบเหวโดยนึกว่าปลอดภัย

                

              

                 ประตูสวรรค์ หรืออาจจะเป็นคุกขี้ไก่/ขี้นก  เพราะมีลักษณะเป็นประตูไปสู่ห้องที่เปิดโล่ง มีกิ่งไม้ปกคลุมเป็นหลังคา  ใช้เป็นที่พักอาศัยได้ของคนในยุคหิน

                ผู้คนที่เดินออกมาจากจินตนาการในยามนี้คือสายโลหิตของผองชนในปัจจุบัน  พวกเขาเกี่ยวดองกับพวกเราในหลายกรณี  เช่น การเดินแกว่งแขน  การก้มตัว  ลักษณะการแสดงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์  โดยเฉพาะท่วงทำนองเสียงสวดอันรื่นไหลและชวนเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก...

 

                    โกลนพระจากหินปูนบนเพิงผาด้านทิศเหนือ

             รายนามนักโบราณคดีท้องถิ่น อาจารย์สมใจ และภิกษุ จำนงค์

ผู้คนพบโพลนพระ  ในปี พ.ศ.2510



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Ae^ วันที่ : 26/03/2012 เวลา : 14.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ภาพโกลนพระดูน่าทึ่งมาก

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกแม่ลำดวน วันที่ : 25/03/2012 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FriendlygirL
         Leave Well Enough Alone        

มีคุณค่าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์มากๆ เลยค่ะ

โหวตให้กับเรื่องราวอันทรงคุณค่า

+++++

................

เข้ามายลรอยเก่า ของเขาถ้ำเสือค่ะ

สวัสดีค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน