• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2133811
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 12716 , 15:04:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ท้าวกุเวร คติรากเหง้าแห่งความร่ำรวยขององค์จตุคามรามเทพ

 

       นานกว่า 2 ปีมาแล้ว ที่กระแสความนิยม เทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ ฟีเวอร์หรือเทรนด์ใหม่ของผู้คนในสังคมไทย  ผ่านกระบวนการสื่อสาร(Multimedia) อันทรงประสิทธิภาพผสมกับความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ในสภาพการแก่งแย่งกันมีชีวิตในสังคมปัจจุบัน  สนองรับกับคติปรัชญาความต้องการ "โชคลาภ ร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา" เป็นคติ (Theme) หลัก ของการบูชาองค์จุตุคามรามเทพโดยเนื้อแท้ ในสังคมที่การพัฒนายังกระจุกอยู่แต่ในเมือง การคอรัปชั่นสูง และการศึกษาที่ยังวนเวียนอยู่กับหอคอยงาช้าง โอเน็ต เอเน็ต และความลักหลั่น

..

         พระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ เป็นใคร มาจากไหน ไฉนจึงสามารถอำนวยความร่ำรวยอันเป็นเป้าหมายหลักให้แก่ผู้ที่บูชา (โดยเฉพาะผู้สร้าง อันนี้รวยจริง แต่รุ่นหลัง ๆ เริ่มลดความรวยลง)  ได้ถึงขนาดนี้ 

       หลายกระแสความรู้ วิชาการและผู้คนในสังคมอุดมปัญญา ก็พยายามอธิบายถึงเรื่องราวความเป็นมา มองปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ เป็นภาพสะท้อนของความเสื่อมถอย งมงาย ไร้เหตุผล และความอ่อนแอของสังคมพุทธศาสนาในประเทศไทย

        แต่ในแง่มุมหนึ่งของผม  "คติชนวิทยาและปรัชญาความเชื่อ" ของผู้คนที่นับถือและบูชาจตุคามรามเทพ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของศตวรรษที่ 20 นี้เลย พวกเขาก็ยังดำเนินรอยตามผู้คนในสมัยโบราณ ที่มีความเชื่อและคติธรรม มุ่งหวังในความร่ำรวยและความสุขจากเงินทองในชีวิตปัจจุบัน ปรากฏในแต่ละนิกาย ลัทธิและศาสนาอย่างชัดเจน

.

            คติรากเหง้าแห่งความร่ำรวยปรากฏชัดในความเชื่อโบราณกว่า 3,000 ปี  (ก่อนพุทธศักราช 500 ปี) เริ่มต้นจาก ท้าวกุเวร เทพชั้นรองในนิกายบูชาพระศิวะหรือไศวนิกายของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นเทพผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดิน และราชาหรือกษัตริย์ของเหล่ายักษ์ ทรงนำความมั่งคั่งร่ำรวยมาสู่ผู้บูชา มักเป็นรูปบุรุษประทับ พระอุทร(พุง)ใหญ่พลุ้ย ทรงถือถุงเงิน ด้านหลังจะมีหม้อเงินหม้อทองอยู่ข้างซ้ายและขวา

.

ภาพ ท้าวกุเวร จากตราประทับดินเผา อายุในราว 2,000 ปี ที่แล้ว พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

..

        จากหลักฐานทางโบราณคดี ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบรูปเคารพแบบต่าง ๆ ของท้าวกุเวรเป็นตราประทับดินเผา หรือเป็นรูปแกะสลัก รูปหล่อโลหะ สืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

..        

          ท้าวกุเวร เป็นเครื่องรางของขลังของเหล่าพ่อค้าวาณิช และชาวอินเดียโบราณที่เดินทางข้ามมหาสุมทรตามสายลมทะเล เข้ามาในตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในภูมิภาคสุวรรณภูมิเพื่อแสวงโชคจากการค้าขายในโลกใหม่ โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ อันได้แก่ สุวรรณภูมิ นั่นเอง

..

ภาพ ท้าวกุเวร จากเมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสรรค์ อายุในราว 1,800 - 2,000 ปี

 

 

           คติความร่ำรวยจากท้าวกุเวร ในความเชื่อของไศวนิกาย ส่งต่อมายังพุทธศาสนา ในยุคต้น ราว 1,800 ปีที่แล้ว (พุทธศตวรรษที่ 8) จากท้าวกุเวรเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ถูกลดบทบาทลงมาในศาสนาพุทธให้กลายมาเป็น "ท้าวชุมพลหรือชัมภล"  ผู้เป็นราชาแห่งยักษ์ เป็นเทพผู้เฝ้าทรัพย์ในดิน เป็นเทพแห่งความร่ำรวยและมั่งคั่งเช่นกัน เป็นการหยิบยืมสัญลักษณ์ที่มีประโยชน์มาจากฮินดู 

..        

          ศาสนาพุทธสายเถรวาท นิกายมูลสรรวาสติวาท ได้มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้กับอดีตท้าวกุเวร โดยให้มาทำหน้าที่ใหม่ คอยประสาทพรความร่ำรวยและโชคลาภให้กับผู้มาบูชาสักการะพระสถูปขององค์พระศากยมุนี  

.

         ตำแหน่งของท้าวชุมพลจึงย้ายมาอยู่ข้างประตูทางเข้าพระสถูป หรืออยู่เหนือประตูทางเข้าศาสนสถาน ซึ่งก็คือตำแหน่งของ”ทวารบาล”นั่นเอง

ภาพ ท้าวชุมพล ปูนปั้นประดับข้างบันไดทางขึ้นพระสถูปจุลประโทนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15

.

 

             แต่ในยุคสมัยนั้น ศาสนาพราหมณ์ฮินดูยังมีอิทธิพลทางวัฒนธรรม สังคมและการปกครองของรัฐต่าง ๆ ในอินเดียอยู่มาก ชาวพุทธโบราณจึงยังไม่กล้าเอาเทพเจ้าชั้นสูงของชาวฮินดูมาทำหน้าที่ทวารบาลเช่นในสมัยหลัง ๆ

        ศาสนาพุทธแตกสายเป็นนิกายต่าง ๆ กว่า 18 นิกาย สายหลักอย่างเถรวาท หรือ สถวีรวาทิน ไปเจริญสืบเนื่องต่อที่เกาะลังกา ส่วนนิกายมหายาน ก็เจริญเติบโตในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ และส่งอิทธิพลต่อไปยังเอเชียตะวันออก พระโพธิสัตว์หรือเทวดาแบบของพุทธที่ไปยืมเทพเจ้าในสวรรค์แบบฮินดูมา ก็เกิดขึ้นมากมายในปรัชญาของมหายาน พระโพธิสัตว์สูงสุด คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระมหาไวโรจนะ ส่วนพระพุทธเจ้าก็มีมากมาย ทั้งที่เป็นพระอมิตาภะ โพธิสัตว์พุทธะ มนุษยพุทธิ พระพุทธองค์ในเถรวาทกลายเป็นเพียงอมิตาภะ หรือศากยมุนี 

.. 

       พุทธศาสนาลัทธิมหายาน แยกนิกายย่อยไปอีกหลายสาย สายหนึ่งเรียกว่า "วัชรยานตันตระ" เข้ามาสู่สุวรรณภูมิในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 พระโพธิสัตว์ในลัทธินี้ มีมากมายเกินคณานับ มีพระมหาไวโรจนะเป็นราชาของเหล่าพระตถาคต พระโพธิสัตว์ในรูปแบบและเป้าหมายต่าง ๆ มีขึ้นมากมาย คติความเชื่อของวัชรยานเน้นความสำเร็จทางโลกมากกว่าทางธรรมเช่นในสายของเถรวาท

 

       ตรงนี้แหละที่ "ท้าวชุมพล" ของเถรวาท ได้เข้ามาบทบาทในฐานะของเทพเจ้ามหายานผู้ประทานความร่ำรวยแก่ผู้ศรัทธาลัทธิวัชรยาน 

ภาพ เมื่อพุทธศาสนาสายมหายาน นิกายวัชรยานตันตระ เข้าไปสู่วัฒนธรรมศรีวิชัยและกัมพูชา เกิดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่มีรูปของพระธยานิพุทธะปางสมาธิประดับอยู่ที่มวยผม อันเป็นต้นแบบ ของจตุคามรามเทพในปัจจุบัน

           ในขณะที่ พุทธศาสนาอีกสายคือเถรวาท เน้นเรื่องความสำเร็จทางธรรม เข้าสู่เกาะลังกา ชาวท้องถิ่นลังกาได้แอบนำเอาเทพเจ้าของฮินดูมาใช้ เพื่อเป็นอุบาย ให้กับผู้นับถือพราหมณ์ฮินดูเดิม ได้ไม่รู้สึกแปลกแยกเมื่อต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ

...

       ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 หรือ 800 ปีที่แล้ว ศาสนาพุทธสายลังกา หรือที่เรียกกันว่า "ลังกาวงศ์" ได้นำเทพ ขันธกุมาร หรือ พระกฎรคาม (Kataragama) ภาษาบาลีใช้คำว่า ขัตตฺคาม หรือ ขัตตุคาม และพระราม อันเป็นความประทับใจในบทบาทของเทพเจ้าผู้ปราบความชั่วร้ายในมหากาพย์รามายณะ ด้วยอิทธิฤทธิ์และความกล้าหาญของสองเทพเจ้า ที่อยู่คนละนิกายของฮินดู พุทธศาสนาสายลังกาวงศ์ จึงเอามาใช้เป็นผู้รักษาพระสถูป พระอารามแห่งพระพุทธองค์ ........

..

       ........ซึ่งมันตรงพอดีกับตำแหน่งทวารบาลเดิมของท้าวชุมพลในพุทธศาสนา ที่มีคติความเชื่อในการอำนวยพรโชคลาภลแความร่ำรวย  เรียกได้ว่า มัน Match กันได้พอดิบพอดี.......

.

            ส่วนท้าวกุเวร ในพุทธศาสนาสายเถรวาท ก็นำไปแปลงเป็นท้าวเวสสุวรรณ เปลี่ยนหน้าที่ไปทำอย่างอื่นซะ แต่ก็คล้าย ๆ กันตรงที่เป็นราชายักษ์ และมีความรวย จะได้ไม่ต้องมาซ้ำกับท้าวชุมพลอีก

..

            เมื่อรูปปั้นหรือรูปเคารพ ไปตั้งอยู่ที่ส่วนทางเข้า..... เฝ้าทางขึ้น หน้าที่แต่สมัยโบราณ คืออำนวยโชคลาภและความร่ำรวยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ  

..

           พระขันธกุมารและพระราม เทพเจ้าที่ฝ่ายลังกาวงศ์ผู้สร้างสถูปนำมาใช้งานเฝ้าทางขึ้นหรือประจำทิศ ของพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  ก็เป็นสิ่งพบเห็นในคติความเชื่อจนถึงปัจจุบัน ที่เข้าใจได้ง่าย

ภาพ เทพเจ้าที่กลายมาเป็นทวารบาล คติเช่นเดียวกับจตุคามรามเทพ ประตูไม้สลักจากวัดพระศรีสรรเพชญ อยุธยา

.

.

         จากหลายความเชื่อ นิกายและศาสนา ที่มีพัฒนาการ หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว โดยยึดเอาคติปรัชญาโชคลาภและความร่ำรวยจากสมัยโบราณของผู้เฝ้าประตูพระสถูปเป็นหลักใหญ่  ผสมผสานกับพระโพธิสัตว์วัชรยานบ้าง มหายานบ้าง แต่มุ่งหมายจะให้เป็นพระศากยมุนีเท่านั้น  แล้วเติมด้วยความประทับใจของสองเทพเจ้าผู้อาจหาญของฮินดูที่ลังกายืมมาในครั้งแรกสร้างพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาเป็นส่วนผสมรอง 

           

          จตุคามรามเทพจึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

..

 

         ผมเชื่อเสมอว่า ผู้บูชาองค์"จตุคามรามเทพ"ทุกคน ไม่ได้สนใจรายละเอียด สนแต่ว่า จะเป็น "อะไรก็ได้" ที่ใส่เข้ามาในเหรียญพระรูปวงกลม จะเป็นพระรามเทพ จะเป็นขันธกุมาร จะเป็นพระโพธิสัตว์ จะเป็นทวารบาล หรืออะไรก็แล้วแต่......... 

      "ทุกคนยังรำลึกเป็นภาพแห่งตัวแทนของพระพุทธองค์เสมอไม่ว่าจะอยู่ในรูปใด"........  แต่ก็ไปเน้นที่คติปรัชญา ซึ่งคติปรัชญาหลักของรูปเคารพนั้น ก็เคยเป็นคติที่ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณของพุทธศาสนาโบราณ นั่นก็คือ การมุ่งความสำเร็จทางโลก ด้วยความร่ำรวยและมีโชคลาภ

..

      จตุคามรามเทพ คือร่องรอยของกลบทและอุบายแห่งอดีต ที่พุทธศาสนาใช้เพื่อที่จะให้ผู้คนหันมาบูชาและยึดถือคำสอนของศาสนาของตน โดยใช้คติความร่ำรวยจากอดีตของท้าวกุเวรมาเป็นตัวนำหรือตัวล่อ  ........ ก็เพียงเท่านั้น !!!

            





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สมพร วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ait9119

เป็นมุมมอง และความเชื่อ ของแต่ละบุคคล .. ผมน้อมรับฟัง เพื่อประเทืองสติปัญญาครับ ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
CoOliO วันที่ : 16/07/2007 เวลา : 15.36 น.

ฟังไว้ใส่หู เพื่อรู้ไว้จะได้ไม่โง่ครับ

กลัวศรัทธากลายเป็นงมงาย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เก่งกิ่งไผ่ วันที่ : 05/07/2007 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pharichaidaoudom

น่าสนใจมากทีเดียวครับ ถ้านักปราชญ์ราชบัณพิต พระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายจะช่วยกันรวมถึงพวกเราทุกคนนี่แหละ จะว่าใช้เป็นอุบายเพื่อดึงผู้คนให้มาอยู่ในศีลในธรรม ก็ดูจะเป็นวิทยาศาสตร์ไปหน่อย เอาเป้นว่า ท้าวจตุคามรามเทพ หรือทวาลบาล หรือขันธกุมาร หรือท้าวกุเวรุ อะไรก็ตามท่านคอยอำนวยผลให้คนคิดดี ทำดี พูดดี ไปสู่สถานที่ดี เช่นไปไหว้พระธาตุ พระสถูป ซึ่งดีกว่าไปอาบอบนวดเป้นไหน ๆ จตุคามจะศักดิ์สิทธิ์ประทาพร อำนวยผล ก้ต่อเมื่อเราเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรมองคืพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
จันทร์วารี วันที่ : 20/06/2007 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waranin
คือ..จันทร์วารี  : สวัสดี.. ม่านหมอกและหยาดน้ำค้าง/กลุ่มเขียนข้าว

อื่มได้ความรู้อีกเยอะเลย...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นายไขเคว็ดบ้านโคกหม้อ วันที่ : 20/06/2007 เวลา : 18.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khokmaw
ตำบลชายคลอง บ้านโคกหม้อ : พันธะชีวา นยะสหคาม (Community Life)

อธิบายได้ชัดด้วยฐานคติชนวิทยาครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
อรุณ วันที่ : 20/06/2007 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thinking-aloud

น่าสนใจครับ ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ความเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
จิ้งจก วันที่ : 19/06/2007 เวลา : 15.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ryuki2007

จนถึงวันนี้ผมก็ยังคิดว่า ผู้สร้างจตุคามรามเทพทั้งหลายไม่ได้คิดไกลไปถึงว่า พระองค์กลมๆ เหล่านี้จะเป็นกุโศลบายให้ได้น้อมนำจิตใจของผู้คนนึกไปถึงองค์พระศาสดาของศาสนาเลยซึ่งในที่นี้ก็มีศาสนาเดียวแน่นอน คือ ศาสนาพุทธ เพราะรูปองค์เทพเหล่านั้น หรือว่า ทวารบาลเหล่านั้นถูกวางไว้ที่ขั้นบันไดที่จะนำไปสู่พระบรมสารีริกธาตุ
......................................................
ผมคิดว่า จบแค่ตรงที่เป็นองค์เทพเท่านั้น น้อยคนที่จะคิดไปถึงได้ว่า ถ้าจะนับถือองค์เทพคู่นี้แล้วทำไมไม่นับถือสิ่งที่องค์เทพคู่ที่ว่านี้นับถือเล่า ซึ่งก็คือ พระพุทธองค์ในศาสนาพุทธของเรานั่นเอง ทั้งผู้สร้างและผู้บูชาต่างมีจุดประสงค์อยู่แค่ การบูชาแล้วจะส่งผลให้ร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมาแค่นั้นเอง ซึ่งก็ตอบสนองต่อปัญหาที่คนทั้งหลายกำลังประสบอยู่
......................................................
ยิ่งกว่านั้นก็คือ การแปลงจตุคามรามเทพจากเทพ ซึ่งน่าจะเป็นชั้นเทพทวารบาลกลายเป็นโพธิสัตว์ อันนี้ก็น่าสนใจ รูปแบบเดิมของจตุคามรามเทพนั้นก็คือ รูปแบบของปี พ.ศ. 2530 รูปลักษณะคล้ายกับทางเทพของไทยแบบพระพรหม หรือพระนารายณ์ คือ มี 4 กร พร้อมศาสตราวุธ
พอถัดมาในร่นที่ออกปลายปี พ.ศ. 2549 ซึ่งถือว่า เป็นการปรับเปลี่ยนโพรดักส์อย่างดีก็คือ การออกรูปแบบมาอย่างที่เห็นที่นำมาโชว์ในบล๊อกคือ รุ่นโคตรเศรษฐี โดยการทำรูปแบบออกมาเป็นแบบแคนอนของญี่ปุ่น หรือว่า กวนอิมแบบจีน และเพิ่มรูปพระพุทธเหนือพระนาลาฎ (หน้าผาก) และถ้าเป็นพระบูชาจะมีดอกบัวรองที่เท้า ซึ่งจากสัญลักษณ์ที่เห็นนี้ก็คือ พระโพธิสัตว์นั่นเอง เป็นการมิกซ์รูปแบบเข้ามาโดยเอารูปแบบของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือ กวนอิมเข้ามาบวกนั่นเอง
ปัจจุบันตำนานที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเลยแปลงท่านจากเทพมาเป็นพระโพธิสัตว์ไปในที่สุด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกพ่อดำ วันที่ : 19/06/2007 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kritsanasa

จริงเหรอครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]