• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 2535905
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 19500 , 13:59:46 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

            .......ผมไม่สนหรอกครับว่า ประวัติศาสตร์ไทยจะสร้างขึ้นจากอะไร จากตำนาน ความเชื่อ ความหลงไหล พระราชนิพนธ์ ความงมงาย ไสยาศาสตร์หรือพระราชพงศาวดาร

       ในปัจจุบันเราเองก็มีสิทธิในการมองหรือศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม ประวัติศาสตร์ที่ใช้หลักฐานเดียวกัน หลักฐานแวดล้อมจากต่างประเทศและหลักฐานของคู่สงคราม ที่มีมากขึ้นกว่าเดิมให้เลือก

       ภาพประวัติศาสตร์ของ"ชาติ" ในความคิดของผม มันเปลี่ยนไปแล้ว ......จากที่ผมใช้ "วิธีการ" เดียวกัน แต่แตกต่างมุมมอง เพราะผมปราศจากสิ้น.......ต่อส่วนได้ส่วนเสียของการใช้ประวัติศาสตร์นั้นเพื่อ"รับใช้" สิ่งใดเช่นในอดีต

      ภาพของขุนทหารอยุธยาผู้เจ็บช้ำ สูญเสียมาตุภูมิ  ......และพ่ายแพ้อย่างยับย่อย ในสงครามเกียรติยศ  " ยุทธภูมิสุริยาศน์อมรินทร์ 2310 " ถูกภาพของ"ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง" บดบังด้วยวีรกรรม "จอมปลอม" ที่แต่งเติมขึ้นในสมัยของผู้มีอำนาจและ "วาทการ"

      ผู้ต่อรบกว่า 14 เดือน จนถึงวันสิ้นพระนคร เจ็บปวด แสนเจ็บปวดและเจ็บช้ำ ต้องมาอัปยศอดสูด้วยลูกหลานประนามว่าอ่อนแอและขลาดเขลา  ไม่มีแม้กระทั้งอนุสาวรีย์ของทหารหาญอยุธยาผู้วายชนม์ ในฐานะของ "ผู้แพ้" ในสงคราม

       คนไทยอาจจะยังคงติดนิสัยใจคอ ดูถูก ซ้ำเติมและประนาม"ผู้แพ้"ในสังคมไทยด้วยกันในทุกเรื่องทั้งการเมือง เศรษฐกิจและการกีฬา จนถึงทุกวันนี้ ......

      "ผู้ไม่เข้าใจความพ่ายแพ้ ย่อมไม่อาจจะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ได้" ประวัติศาสตร์ของมนุษย์สอนไว้เช่นนี้........เสมอมา   

        และ "หากยิ่งไม่เข้าใจใน"หัวใจ"ของผู้พ่ายแพ้(ที่เป็นคนไทยด้วยกัน)แล้ว ยิ่งยากและห่างไกล...ที่จะเข้าใจในคำว่า "สมานฉันท์" ในสถานการณ์ปัจจุบัน"

      และนี่คือที่มาของ ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา ใน Concept ของ Blog นี้

     อีกมุมมองหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ  เลย.......เพราะมันไม่เคยคิดจะไปรับใช้ใคร

 ยุทธภูมิสุริยาศน์อมรินทร์ 2310

"แม้เลือดหยดสุดท้ายกูไหลสิ้น....อย่าได้หมิ่น .....หมายศรีอยุธยาชาติ... เป็นทาสมึง”

        เรื่องราวแทนอนุสรณ์สถาน...แห่งวีรกรรม"ไพร่"ทหารหาญอยุธยาในประวัติศาสตร์ของสงครามครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ยุทธภูมิสุริยาศน์อมรินทร์ ในปีพ.ศ. 2310 ในแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือเจ้าฟ้าเอกทัศน์ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศฐ์ พระเชษฐาร่วมมารดาของเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ หรือเจ้าฟ้าอุทุมพร(กรมขุนพรพินิจ) กับการศึกครั้งสุดท้ายของอโยธยา 

       หาก "ความจริง"ของเรื่องนี้ปรากฏอยู่ ขออุทิศแด่มหาวีรกรรมแห่งมหากษัตริย์และเหล่าทหารหาญผู้พ่ายแพ...........แต่ไม่เคยมีอนุสาวรีย์.....ในประวัติศาสตร์ไทย

เมฆหมอกแห่งการสิ้นสุด .....ได้มาเยือนแล้ว

        เมื่อสงครามย่างเข้าเดือน 4 หลังฤดูน้ำหลากผ่านไป มันเป็นเวลานานกว่า 13 เดือนล่วงมาแล้ว ที่ทหารหาญอโยธยามิอาจตั้งแนวรับปะทะทัพพม่าได้ ค่ายยายจันและค่ายหัวรอ ค่ายสุดท้ายของแนวรับด้านนอกพระนครตรงป้อมมหาไชย และสะพานคูขื่อป่าสัก ถูกทัพหน้าอังวะและทัพสวามิภักดิ์จากลุ่มแม่น้ำปิงเข้าตีกระหนาบจนมิอาจต้านทานได้อีกต่อไป ทหารหาญศรีอยุธยาทัพพระยามหามนตรี แตกทัพกระเจิดกระเจิงข้ามคลองคูเมืองเข้าสู่พระนคร อโยธยาสูญเสียไพร่พลพร้อมศัสตราวุธเป็นจำนวนมาก เหล่าไพร่ทหารอิดโรยและเสียขวัญ บ้างก็หลบหนี บ้างก็ทุรนทุรายจากพิษบาดแผลฉกรรณ์ บ้างก็เหม่อลอยแทบเป็นบ้าเสียสติ.........

      ........เมื่อยุทธศาสตร์และยุทธวิธีสงครามของเหล่าเสนาทหารอโยธยาผิดพลาดจนสิ้นแล้ว กองทัพผสมอังวะกว่า 70,000 ไพร่พล ก็รุกเข้าตั้งค่ายรายล้อมชิดติดกำแพงพระนคร หมายเผด็จศึกทำลาย “เมืองที่มิอาจต่อรบได้ ” อย่างกรุงศรีอยุธยาให้ราบคาบ

          ค่ายใหญ่ของพม่าตั้งทัพอยู่ที่ ดอนวัดสีกุก และดอนปากประสบ โดยมีเนเมียวเสหบดีเป็นแม่ทัพใหญ่ ส่วนค่ายย่อยหน่วยไพร่ราบ ไพร่ม้า ไพร่ช้างและไพร่ปืนใหญ่ ต่างก็รุกคืบเข้ายึดพื้นที่ดอนวัดหน้าพระเมรุ ตรงข้ามพระราชวังหลวง ตั้งฐานปืนใหญ่ที่วัดท่า วัดการ้อง .........เผาตำหนักและสร้างค่ายที่เพนียด บุกเข้าตีค่ายทหารอยุธยาที่วัดสามพิหาร เกาะวัดมณฑป วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ ทางทิศเหนือและตะวันออกใกล้กับประตูข้าวเปลือก...........

         ...........ส่วนทางด้านทิศใต้และตะวันตก ทหารอังวะผู้ฮึกเหิมได้บุกเข้าเข้ายึดค่ายของทหารศรีอยุธยาไว้ได้ทั้งหมด ค่ายวัดภูเขาทอง วัดกระชาย วัดเต่า วัดสุเรนทร์ วัดแดง วัดพลับพลาไชย   ..............ค่ายจีนสวนพลูถูกตีแตกในคืนที่ 19 ค่ายวัดไชยวัฒนาราม ถูกตีแตกใน 8 คืนของการต้านศึก  ค่ายเซ็นโยเซฟ บ้านโปตุเกส บ้านฮอลันดา ...... ........ต่างล้วนถูกพม่าที่แยกกำลังเป็น 27 ส่วน กระจายตัวเข้าโจมตีอย่างโหดเหี้ยม วันสุดท้ายของอโยธยา .....ใกล้เข้ามาทุกขณะ


สถานการณ์ยังสับสนยิ่งนัก

            ...........เพลานี้สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ยืนบัญชาการรบป้องกันพระนคร บริเวณค่ายผนบประตูข้าวเปลือกด้านทิศเหนือ ท่ามกลางเหล่าแม่ทัพนายกองน้อยใหญ่ที่เหลือรอดจากการสังหารของอังวะในศึกนอกพระนคร ต่างปรึกษาหารือกันว่าจะแก้ไขยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการป้องกันพระนครจากภายในได้อย่างไร .......ทรงมีรับสั่งให้ปืนขนาดต่าง ๆ ที่อยู่บนเชิงเทินรอบกำแพงพระนครและบนป้อมทุกป้อม ยิงสกัดการข้ามน้ำของทหารพม่าทุก ๆ ทางอย่างแข็งขัน  มิให้ข้าศึกสามารถผ่านขวากหนามข้ามคูน้ำมามาได้โดยสำเร็จ

          ........... ช่วงคราวหนึ่ง มีกระแสรับสั่งให้พระยามหามนตรีและมหาดเล็กหุ้มแพร นำกำลังทหารจำนวนหนึ่งตีหนีออกไปตามทิศใต้ เพื่อไปขอกำลังจากหัวเมืองตะวันออก เขมรและกำลังของกรมหมื่นเทพพิพิธ มาขนาบรบค่ายพม่าด้านนอกเพื่อหักทางทิศตะวันออกให้จงได้ และมีรับสั่งให้เจ้าพระยาท้ายน้ำ หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี กรมพระนครบาลนำไพร่ทหารแยกเป็นออกเป็นหลายกลุ่ม ตีหนีออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตรงประตูเกาะแก้ว เพื่อไปขอกำลังจากหัวเมืองนครศรีธรรมราชและปัตตานีทางใต้ ให้มาช่วยกระหนาบศึกพระนคร

          ..........ครั้นเมื่อพระองค์มองมาที่หลวงยกกระบัตรคนหนึ่งที่อยู่ห่างจากพระองค์มากพอสมควร ทรงตรัสชื่นชมและทอดพระเนตรเห็นความรุ่งเรืองของหลวงกระบัตรผู้นั้นในอนาคต แต่ยังมิได้พบหน้าอย่างชัดเจน ทหารม้าเร็วนำสารเข้ามากราบทูลว่า ทหารพม่าที่ตั้ง 3 ค่าย อยู่ทางสะพานคูขื่อป่าสัก ตรงกับป้อมมหาไชยข้ามน้ำเข้ามามากผิดปกติวิสัย มีการขุดดินพูนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก พวกพม่าอังวะกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ? จึงมีรับสั่งให้ปืนใหญ่ระดมยิงให้มากกว่าเดิม พร้อมทั้งรับสั่งให้ส่งทหารออกไปทำลายค่ายที่ข้ามมาในทันที พระยากลาโหมจึงรีบกราบทูลว่า กำลังทหารส่วนป้อมมหาไชยนั้นยังมิเพียงพอที่จะรักษาเชิงเทินค่ายป้อม ไม่สามารถรวบรวมไพร่ทหารออกไปตีค่ายพม่าที่เข้ามาประชิดได้อีกในช่วงเพลาอันใกล้นี้ ................ยังมิทันที่จะได้มีรับสั่งต่อ ทหารม้านำสารอีกนายหนึ่งก็ฝ่าวงล้อมของเหล่าราชองครักษ์ เข้ามากราบทูลข่าวว่า พระราชวังหลวงถูกปืนใหญ่ถล่มไฟไหม้อย่างหนักในหลาย ๆ จุด จึงมีรับสั่งให้ย้ายเหล่าสนมนางในออกมาอยู่ในพระตำหนักสระแก้วและสวนกระต่ายที่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญโดยเร็ว .............ในค่ายบัญชาการรบมีแต่ความวุ่นวายและโกลาหล ทหารม้านำสารเข้ามารายงานข่าวจากหลาย ๆ ทิศทาง มากมายและสับสน เหล่าทหารองครักษ์ พระตำรวจหลวง มหาดเล็กหุ้มแพรและขุนนางชั้นต่าง ๆ เดินกันไปมาอย่างขวักไขว่ในค่ายรบประตูข้าวเปลือกในพระนคร มีรับสั่งให้ขุนทหารหลวงบางส่วน ตั้งค่ายรับศึกภายในพระนครด้านทิศเหนือ บริเวณด่านผนบหน้าวัดมหาธาตุราชบูรณะเป็นการเร่งด่วน และให้ยิงปืนใหญ่แลปืนน้อยประจันหน้ากับค่ายวัดพระเมรุ ค่ายวัดศรีโพธิ์ของพม่าอังวะ

     .............แล้วยังทรงมีรับสั่งอีกมากมาย............มากมายเสียเหลือเกิน...........

กลับพระราชวังหลวง เตรียมตัวตีฝ่าวงล้อม

         .........พระเจ้าเอกทัศน์เสด็จกลับมาที่วังหลวง พระที่นั่งสุริยามรินทรมหาปราสาท ท่ามกลางเปลวเพลิงและเสียงปืนใหญ่ที่กระหน่ำยิงอย่างผิดสังเกต นางสนมกำนัลต่างย้ายเข้าไปพำนักทางตำหนักสระแก้วและสวนกระต่ายตามบัญชา  พระองค์โปรดให้มีการประชุมปรึกษาเหล่าขุนนางและเสนาทหารองครักษ์ให้เตรียมพร้อมในการตีฝ่าวงล้อมทางทิศใต้หากหน่วยของพระยามหามนตรี สามารถตีฝ่าออกไปได้จริง ขุนนางผู้ใหญ่ทูลขอให้ชลอการเสด็จหนีจนกว่าจะทราบข่าวทัพหัวเมืองตะวันออกและใต้เสียก่อน .............อย่างไรก็ดี ขุนนางผู้ใหญ่บางคนก็เสนอให้พระองค์ยอมสวามิภักดิ์กับอังวะในช่วงเวลาที่คับขันนี้ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศ์นอมรินทร์ มีรับสั่งเชิงพิโรธว่า “ หากพม่ามีปีกข้ามคูคลองหอรบที่เป็นดังปราการเหล็กแห่งทวารวดีเข้ามาได้เท่านั้น เราจึงจะยอม แต่หากในเพลานี้ เราหายอมอ่อนข้อให้ไม่ “ 

    ..............ขุนนางในกรมพระสัสดีถวายรายงานแก่พระองค์ว่าไพร่ทหารคงเหลือราว 40,000 คนภายในกำแพงพระนคร แต่เสบียงอาหารนี้นั้นอาจจะอยู่ได้อีกไม่เกินเดือน

        ...........พระเจ้าเอกทัศน์เสด็จเข้าบรรทมท่ามกลางเสียปืนใหญ่ระดมยิงและเสียงกรีดร้องตกใจของนางสนมกำนัล ทรงโอบกอดพระมเหสีแล้วปลอบใจต่าง ๆ นานา โดยทรงสัญญาว่าจะรีบชนะศึกในครั้งนี้ให้เร็วที่สุด เหล่านางในต่างขอเข้าเฝ้าร่วมบรรทมด้วยเพราะความหวาดกลัว........
อย่างที่สุด

          .........ในคืนนั้น พม่าเกือบจะลุถึงจุดหมายในการขุดรากกำแพงพระนครตรงกำแพงส่วนของแนวกำแพงสะพานหัวรอคูขื่อป่าสักแล้ว....!!!!!!!



เสด็จหนีเมื่อข่าวทัพพม่าบุกเข้ามาในพระนคร

            ราวตี 4 ของวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 5 ( เมษายน วันเนาสงกรานต์ ) พม่าอังวะก็สามารถบุกเข้าพระนครได้ เมื่อแผนพระ "มโหสถบัณฑิต" ที่เคยใช้กับเมืองกำแพงเพชร บรรลุสู่ความสำเร็จ ทัพสวามิภักดิ์ทัพหน้าจากลุ่มแม่น้ำปิง ลอดกำแพงเข้าสู่พระนคร กำแพงอีกส่วนหนึ่งถูกเผารากจนพังทลายลง ทหารพม่าทัพกองหน้าและไพร่สวามิภักดิ์ต่างกรูกันเข้าในช่องที่พังทลายลงนั้นอย่างกับห่าฝน

       ....การบุกเข้ากำแพงพระนครได้นี้ ไม่มีขุนทหารอยุธยาผู้ใดได้คาดคิดมาก่อน!!!!!!

          ..........สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ตกพระทัยเป็นยิ่งนัก เมื่อทหารม้าเร็ววิ่งควบฝ่าวงล้อมและเหล่าขุนนางทหารมาที่พระที่นั่งอย่างไม่เกรงกลัวพระอาญาในตอนเช้ามืด แจ้งให้ทราบข่าวว่าทัพพม่าฝ่าแนวป้องกันของค่ายผนบวังหน้าที่ป้อมมหาไชย วัดฝางและจำปาพลได้แล้ว กำลังเข้าปะชิดค่ายคลองข้าวเปลือกและกระจายกำลังไปทั่วพระนครทุกทิศทาง เสียงศึกรบกัมปนาทและควันไฟพวงพุ่งอยู่ใกล้ที่ประทับเข้ามาทุก ๆ ขณะ จึงทรงมีรับสั่งให้เร่งส่งทหารจากฟากตะวันตกและใต้ที่ก็ไม่สามารถมาช่วยได้ทันแล้ว ให้ไปตั้งรับที่ค่ายหน้าวัดมหาธาตุ ..........แต่ทุกอย่างก็ดูจะสายเสียสิ้นแล้ว เพราะค่ายด่านวัดมหาธาตุเสียทีแก่พม่าไปเมื่อรุ่งสาง และเมื่อมีทหารนำสารจากจุดต่าง ๆ เข้ามารายงานว่า ทหารพม่าและทหารสวามิภักดิ์ต่างบุกฝ่าขวากหนามข้ามคูเมืองเข้าตีประตูพระนครทุกด้านพร้อม ๆ กัน บ้างก็สามารถทะลวงเข้ามาภายในพระนครได้แล้ว จึงเกิดเหตุความวุ่นวายโกลาหลภายในพระนคร ทหารอโยธยาด้านอื่น ๆ ก็พลันมิได้ทันได้ระวังตัว ถูกตีโอบจากด้านหลังพ่ายศึกอย่างรวดเร็ว ประตูหลาย ๆ ด้านถูกเปิดออก โดยเฉพาะด้านตะวันออก ทหารบนเชิงเทินต่างรบอย่างมิได้ย่อท้อ แต่ก็มิอาจต้านกำลังทหารพม่าที่ไหลเลื่อนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

         ...........ตลอดจนช่วงเพลาบ่าย ไพร่ทหารแตกกระจายจากตะวันออกมาสู่ตะวันตก ใกล้พระราชวังหลวง แนวต้านปะทะอยู่ที่หน้าประตูพระราชวังและสนามหลวง พระเจ้ากรุงสยามจึงทรงเข้าไปเตรียมพระองค์ในชุดสงครามเกราะหนังขลิบทอง คล้าย ๆ กับชุดขององครักษ์ เพื่อพลางตัว แล้วจึงเสด็จหนีภัยไปทางตะวันตกของพระนครที่ดูจะปลอดภัยมากที่สุดในยามนี้ กรมทหารล้อมวังราชองครักษ์คุ้มกันพระองค์และพระญาติส่วนหนึ่งลงมาจากพระที่นั่ง เสด็จผ่านทางประตูมหาโภคราชของพระบรมมหาราชวัง ลงเรือผ่านคลองท่อ เร่งเดินทางไปยังพระราชวังหลัง........

          ........ทัพอังวะ หักเข้าสู่วัดพระศรีสวรรเพชญแล้วในเวลาเดียวกัน!!!!!


            ...........เมื่อพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จถึงพระราชวังหลัง ทรงรับสั่งให้จัดการรวบรวมไพร่ทหารเพื่อตีฝ่าออกไปโดยพลัน ........ทันใดนั้น ทหารม้าเร็วประตูตะวันตกก็วิ่งเข้ามาแจ้งข่าวว่า ทัพมอญสุพรรณบุรีและราชบุรี ทหารสวามิภักดิ์พม่า ได้ยกข้ามคูฝ่าขวากหนามเข้าสู่ประตูใหญ่ท่าวังหลังแล้ว ให้พระองค์เร่งเสด็จหนีไปทางอื่นเถิด ................ แต่มิทันจะกล่าวจบสิ้นกระบวนความ ทหารม้าพม่าพร้อมปืนคาบศิลาจำนวนมาก เข้าปะทะกับทหารองครักษ์ที่พยายามรวบรวมกันตั้งวงล้อมนำพระเจ้าเอกทัศน์เสด็จหนี เกิดการปะทะกันขั้นตะลุมบอน เสียงดาบและปืนดังสลับกันเป็นโกลาหลใกล้ประตูใหญ่ท่าน้ำ เจ้าสวานโปงนำไพร่ทหารมอญวิ่งฝ่าเข้าสู่พระราชวังหลัง โดยไม่ได้คิดว่ากษัตริย์อยุธยาศรีเทพทวารวดีจะประทับเตรียมหนีอยู่ที่ตรงนั้น ส่วนนายทัพพม่า  พละนันทจอถิง มางยีไชยสู เตชะพละจอและพระราชบุรี ต่างก็เข้ารุมรบกับกลุ่มทหารหลวงองครักษ์ .............การรบที่วุ่นวายโกลาหล ไม่รับรู้ว่าใครเป็นใครที่บริเวณประตูใหญ่ท่าวังหลัง

           ...........พลันเมื่อสิ้นเสียงปืนเสียงหนึ่ง ร่างของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศ์นอมรินทร์ก็ล้มลงสวรรคตในทันที โดยทหารหมู่ใหญ่ของอังวะ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ปะทะกับทัพองครักษ์ของกษัตริย์อโยธยาอยู่ ทหารองค์รักษ์มีจำนวนน้อยกว่าต่างล้มตายเป็นราชพลีและได้ยอมจำนนในที่สุด

ถวายพระเพลิงบรมศพ กษัตริย์แห่งอโยธยา

           เมื่อทหารอังวะสามารถเข้ายึดครองและควบคุมส่วนต่าง ๆ ของพระนครจนสิ้นแล้ว กองทัพพม่าได้จำตรวนทหารอโยธยาที่เหลือกว่า 20,000 คนไว้ตามที่ตั้งค่ายต่าง ๆ รวมทั้งเข้าปล้นสดมภ์ยึดทรัพย์ ศัสตราวุธจากพระราชวังหลวง วัดวาอาราม รวมทั้งบ้านเรือนราษฎร

         ..........หน่วยทหารหลวงพม่าเข้าควบคุมเชลย ไพร่ ทหาร ขุนนาง พระญาติพระวงศ์ และสนมกำนัล เนเมียวเสหบดีแม่ทัพใหญ่ชาวล้านนาแห่งอังวะ ให้สอบสวนพระญาติพระวงศ์รวมทั้งสนมนางในว่าพระเจ้าเอกทัศน์เสด็จไปอยู่ที่ไหน แต่ก็หามีผู้ใดล่วงรู้ว่าเสด็จสวรรคตเสียแล้ว จึงมีคำสั่งให้ไปรับตัวพระเจ้าอุทุมพรมาจากวัดประดู่ทรงธรรม จนรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ทหารม้าเสื้อเกราะแดงทอง สังกัดกรมราชองครักษ์หลวงอังวะ ได้นำเจ้าฟ้าสอสาน พระอนุชาของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์พระองค์หนึ่งที่ถูกลงพระอาญาให้เป็นตะพุ้งหญ้าช้าง มาสอบสวน ได้ความว่าเห็นพระองค์เคลื่อนขบวนหนีไปทางทิศตะวันตก จึงให้จัดทหารออกค้นหาร่วมกับขุนนางอโยธยาและพระญาติพระวงศ์จำนวนหนึ่ง จึงได้มาพบพระบรมศพนอนสวรรคตอยู่ที่บริเวณประตูตะวันตก ทันทีที่พบพระบรมศพ แม่ทัพใหญ่พม่าได้สั่งการให้เหล่าขุนทหาร ทหารหลวง ไพร่ทหาร และไพร่ราบของพม่าอังวะทั้งหมดก้มลงแสดงความเคารพพระบรมศพกษัตริย์แห่งทวารวดีศรีอยุธยาเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมปรารภว่า

          “...พระเจ้าเซงพยูเชงไม่ได้มีพระราชประสงค์ให้จับพระองค์แบบไร้ชีวิตเช่นนี้ หากแต่ต้องการจับพระองค์แบบขัตติยราชา เฉกเช่นจักรพรรดิราชพึงจะสามารถกระทำ เพื่อเป็นพุทธราชาแห่งชมพูทวีป ...“

           เมื่อเสร็จความพระบรมศพ เนเมียวผู้แม่ทัพใหญ่จึงมีคำสั่งเรียกให้นายทัพหน่วยที่เข้ารบปะทะกับเหล่าองครักษ์และฝ่าวงล้อมของพระเจ้ากรุงสยาม นายทัพพม่า และพระราชบุรีเข้ามารายงานด้วยสำนึก จึงมีคำสั่งให้ประหารชีวิตนายทัพในทันที เหตุเพราะการสังหารกษัตริยราชา เป็นการขัดพระราชโองการศึกของพระเจ้ามังระในพันธะแห่งจักรพรรดิราช ทำให้เสื่อมพระเกียรติยศไปทั่วแว่นแคว้น แต่ได้ปูนบำเหน็จให้กับลูกเมียที่บ้านเกิด ในความดีความชอบที่ได้พึงกระทำ แล้วจึงสั่งให้เชลยศึกศรีอยุธยาที่เหลืออยู่ นำพระบรมศพไปถวายพระเพลิงที่วัดพระศรีสรรเพชญ พร้อมกับสั่งให้จัดการเฉลิมฉลองกองทัพในชัยชนะที่พระเจ้าช้างเผือกแห่งอังวะสามารถเข้าทำลาย เมืองที่มิอาจต่อรบได้ ลงราบคาบฉะนี้ ..............


".......ฤดูใดก็ได้เล่นเกษมสุข            แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา

ตั้งแต่นี้แลหนาอกอา                อยุธยาจะสาบสูญไป

จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว            ดังดวงแก้วอันสิ้นแสงใส

นับแต่วันจะยับนับไป                    ที่ไหนจะคงคืนมา......."

เพลงยาวไทยรบพม่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท "วังหน้าพระยาเสือ"

มหาดเล็กหุ้มแพรของเรื่องนี้





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
BlueHill วันที่ : 13/07/2011 เวลา : 21.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมพลาดอ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไรหนอ อาจารย์เจี๊ยบ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
มะอึก วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เมื่อทราบว่าใครจะเป็นนายกคนต่อไป
ผมต้องเข้ามานั่งอ่านเรื่องนี้ของอาจารย์อีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ภูฟ้าเล วันที่ : 20/07/2007 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hanui

เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ดีมาก ประวัติศาสตร์ไทยคือบทเรียนให้ลูกหลานเรียนรู้ และนำมาปรับใช้กับชีวิตในปัจจุบัน

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
เก่งกิ่งไผ่ วันที่ : 20/07/2007 เวลา : 16.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pharichaidaoudom

จะว่าไปก็เห็นด้วยนะ พระเจ้าเอกทัศน์ คงไม่อยากให้อยุธยาเสียแก่ อังวะ และก็คงไม่นึกว่าถ้า อังวะหักเอาอยุธยาได้จะเผาเสียป่นปี้ แต่เขาว่ากันว่า ตอนทัพอังวะเผา อยุธยาธานีก็หาได้เสื่อมโทรมเช่นที่เห็นในปัจจุบันนี้ไม่ หากแต่ตอนหลังพวกที่มาขุวัดขุดทองขุดเจดีย์เอาสมบัติต่างหากที่รุมโทรมอยุธยาของแท้ ใช่ไหมครับ
พระเจ้าเอกทัศน์ถูกเรียกว่าขุนหลวงขี้เรื้อน ซึ่งท่านจะเรื้อนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่เท่าที่ผมรู้มา King อยุธยาก็เป็นโรค "อย่างผู้ชาย" ในบั้นปลายกันทั้งนั้นมิใช่เหรอ ถามนะครับคุณศุภศรุต
ก็อย่างว่าคนชนะพูดได้ คนตายพูดไม่ได้ ใครอยู่แล้วอยากสร้างความชอบธรรมเขาก็ต้องเหยียบต้องย่ำ คนตายเป็นธรรมดา อนิจจัง

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
วิตามินบี วันที่ : 19/07/2007 เวลา : 15.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


สงคราม ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน
ก็น่ากลัวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
อิศรา วันที่ : 19/07/2007 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phakri

สวัสดียามเช้าค่ะ ขอบคุณค่ะที่ทักท่วงข้อบกพร่อง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ปรีเปรม วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preprem

มันส์................พะยะค่ะ....ให้ดี...เสริมคำพูดแบบยุคปัจจุบัน..รำพึงแบบเดกรุ่นใหม่หน่อย......โห่..จ๊าบบ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
pro วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somjai



ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนใกล้ฟ้า วันที่ : 17/07/2007 เวลา : 18.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konklaifa

สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
spyone วันที่ : 16/07/2007 เวลา : 11.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

ชอบมากมากนะคะที่ได้อ่าน ปกติก็ติดตามอ่านงานของอาจารย์สุจิตต์ และอาจารย์ศรีศักดิ์ อยู่บ่อย ๆ เสียดายนะคะ ไม่ใช่แค่คนแพ้หรอกค่ะที่ถูกประนา คนไทยเองนั้นส่วนมากก็เข้าตำรา เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนนางเสียเป็นส่วนใหญ่ การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ก็คับแคบเหลือเกิน ไม่มีที่ว่างให้คนมีความคิดต่างสักนิด ซ้ำร้ายคือ คนไทยบางคนยังคิดว่าตนอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตอยู่เลย เศร้าจริง ๆ ค่ะ แต่ได้อ่านงานคุณแล้วความเศร้าจางลง..ดีใจค่ะที่มีงานดีดีให้อ่าน ขอบคุณมากค่ะ

คนไทยอยู่ที่นี่ สุวรรณภูมิ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 16/07/2007 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

ได้รับรู้อีกแง่มุมของความรู้สึกของคนไทยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Dogstar วันที่ : 16/07/2007 เวลา : 06.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ทาอ่านเพื่อเสริมความรู้ค่ะเดี๋ยวต้องมาอีกรอบ
ลืมแว่นตาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
มะลิ วันที่ : 16/07/2007 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mali

ยอดเยี่ยมครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ชานบ้านชานเมือง วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 22.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/threenation


ภาคต่อแห่งกรุงสยาม
พระเจ้าตากสินสละราชสมบัติจริงหรือ

http://www.oknation.net/blog/threenation/2007/07/15/entry-2


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 21.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ยอดเยี่ยมมากครับ...ผมรักชาติมากขึ้นมากจริงๆนะครับ
ขออนุญาตโหวตให้นะครับ เพราะชอบมากครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
naitiwa วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 20.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...


ชอบใจจริง ๆ ครับ
ประวัติศาสตร์กระแสหลัก ถูกทำจนเสมือนจริง โดยนัยของการอธิบายบริบทหลัก ๆ ประการหนึ่ง เพื่อรับใช้อะไรประการหนึ่งหรือหลายประการ
เสียกรุงครั้งที่ ๒ ประวัติศาสตร์กระแสหลักปรุงแต่งเสียมากมาย ขณะที่ยังน่าสงสัยกับข้อเท็จและจริงที่มีอยู่

เคยได้คุยกับ อ.สุเนตร ในหลาย ๆ เรื่อง ได้ความรู้อีกหลาย ๆ มุม ที่อาจไม่ตรงกับกระแสหลักมากนัก แต่เสียดายที่การซึมซับความรู้ที่ได้มา เป็นไปแบบจำกัดจำเขียเสียเหลือเกิน

แหะ แหะ ขอรับ
สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
jimmyjet วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jimmyjet

ชอบมากๆครับ +1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อรุณ วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thinking-aloud

สนใจติดตามอ่านผลงาน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nithivoragul วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nithivoragul


อ่านจบแล้ว ทึ่งในฝีมือการแต่งจากข้อมูลมาเป็นสารคดีเชิงนิยายที่ให้ภาพได้อย่างสนุก
คุณศุภศรุตคิดว่าเป็นไปได้ไหม ? ที่คนสยามเราเองนี่แหละที่เผาทำลายเมือง เพราะในเมื่อจะเสียกรุงแล้ว
จะเก็บไว้ทำไมให้ข้าศึกได้ทรัพย์สินที่มีค่าไป
อันนี้ เป็นแค่จินตนาการ ลองคิดเล่นๆนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]