• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 2535925
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 12241 , 14:16:30 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน BlueHill โหวตเรื่องนี้

โอยสะลา อบสะเรด นังตะเภาเหาะกับพระเจ้าสุริยะวรมัน

เมื่อเรื่องเล่า นิทานและตำนาน ช่วยเติมเต็มความหัศจรรย์ให้กับมหาปราสาทนครวัด

                   ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ย่างก้าวเข้าสู่มหาปราสาทนครวัด สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ในอุษาคเนย์ ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ความประทับใจในครั้งแรกเมื่อรถโดยสารได้นำพามาพบเห็นภาพของหมู่ยอดมหาปราสาท กำแพงและคูน้ำขนาดใหญ่ในเบื้องหน้า .....คงจะไม่พ้นเรื่องของความมหัศจรรย์ในความยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ในอดีตได้สรรค์สร้างเขาพระสุเมรุขึ้นบนพื้นพิภพได้อย่างอลังการและเหมาะสมลงตัวยิ่ง มหาปราสาทที่เป็นเสมือนเทวาลัยสำหรับเหล่าเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์

                  ถึงแม้เนื้อหาในประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี หรือ วิชาการใด ๆ ที่สั่งสอนหรือเล่าขานสืบต่อมา จะสามารถอธิบายให้เห็นภาพของความรุ่งเรือง เรื่องราวของประวัติศาสตร์ราชวงศ์ กษัตริย์กับการปกครองและสงครามของปราสาทนครวัดได้ดีเช่นไรก็ตาม....... แต่เสน่ห์ของปราสาทนครวัดกลับอยู่ที่จินตนาการและแรงบันดาลใจจากภาพฝันแห่งอดีตของผู้มาเยี่ยมเยือน มาท่องเที่ยว ที่หวังจะได้พบเห็น หวังที่จะได้สัมผัสและเข้าใจในวิถีชีวิตของมนุษย์ผู้ก่อสร้างมหาปราสาทแห่งนี้ในอดีตกาลมากกว่า

                บางเวลาของการเดิน อารมณ์และความสบายใจก็พาให้เราได้หวนนึกถึงความสำคัญของ เทพปกรณัม ตำนานท้องถิ่น นิทานเรื่องเล่า ที่เป็นดังเสียงแว่วมาตามสายลมที่พัดผ่านมา ในระหว่างที่กำลังเดินบนสะพานขนาดใหญ่ระยะทางกว่า 200 เมตร ข้ามคูน้ำที่ล้อมรอบสรวงสวรรค์ น้ำที่ใสดังกระจกกำลังสะท้อนภาพของหมู่ปราสาทและท้องฟ้า มันเป็นดังจินตภาพของตำนาน
"เขาพระสุเมรุ " ในยามที่มหาเทพนารายณ์กำลังใช้ปั่นปานจักรผันกวนเกษียรสมุทร ............ พระอินทร์ให้เหล่าเทวดาเที่ยวเก็บยาที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มาทิ้งลงในทะเลน้ำนม เพื่อสร้างน้ำอมฤต น้ำแห่งความเป็นนิรันดร โดยมีพญานาคราชเป็นสายเชือก........... มีเทพยดาชักนาดอยู่ทางด้านหาง เหล่ายักษ์ชักนาคอยู่ทางด้านหัว ระหว่างการกวนปรากฏสิ่งมงคลขึ้นมาก่อนเจ็ดอย่าง อันได้แก่ โคสุรภี ที่มีนมเนยติดตามมาด้วยมากมาย สุราวารุณี ต้นไม้หอมปาริชาต นางอัปสร ดวงจันทร์ที่พระศิวะหยิบฉวยไปทำปิ่นปักที่มวยผม พิษ ที่เหล่าอสรพิษเข้าแย่งดื่มกิน จนพระศิวะต้องแย่งดื่มเองเสียหมด ศอของพระองค์จึงไหม้เป็นสีดำ อย่างที่หกก็คือเทพธิดาพระศรีเทวี เสด็จนั่งประนมมือมาบนดอกบัว.......... และสิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรก็คือ สุรเทพมีผอบใหญ่ทูนอยู่เหนือเศียร นั่นก็คือน้ำอมฤต ........เทพเจ้าและเหล่ายักษ์ต่างเข้าช่วงชิงกัน.........

              ..............ตำนานแห่งเขาพระสุเมรุนำมาซึ่งความรู้สึกที่แสนจะอบอุ่นในคำอธิบายที่สนุกสนาน และหากลองนึกจินตนาการว่าเรากำลังยืนอยู่หน้าปราสาทนครวัดในยามที่แฝงตัวอยู่ในป่ารกชัฏ ท่ามกลางสัตว์ป่า เราจะรู้สึกตื่นเต้นเช่นไร หากตอนนั้นเรากำลังเดินทางผจญภัยมาค้นพบอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่หายสาบสูญไปในอดีตคงทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังท่ามกลางแมกไม้ ให้เราค้นหาคำตอบมากมาย ความเข้าใจในความรู้สึกหลากหลายของความเป็นนครวัดนี้เองกระมัง ที่อาร์โน ทอยบี ถึงกับต้องอุทานออกมา ยามเมื่อพบเห็นมหาปราสาทนครวัดเป็นครั้งแรก ว่า “SEE ANGKOR WAT AND DIE”
               
             ถึงชีพชีวาวายก็ไม่เสียดาย  หากได้แม้เพียงชาย แลมอง"นครวัด"เพียงสักครั้ง!!!!!!

            ตำนานและเรื่องเล่า ของมหาปราสาทนครวัด ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 18 ดูเหมือนจะได้มาจากหลักฐานอันน้อยนิด ที่
โจวต้ากว้าน(Chou Ta – Kuan) ผู้เดินทางร่วมมากับราชฑูต เพื่อมาเกลี้ยกล่อมให้ชาวเจนละ ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หงวน บันทึกไว้เมื่อปลายศตวรรษที่ 13 หลังจากการมาเยือนอุษาคเนย์ของมาโคโปโปโลผู้โด่งดังในช่วงต้นศตวรรษ ................บันทึกของโจวต้ากว้านคือหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่องราวของผู้คนในดินแดนล้าหลัง ป่าเถื่อน(Barbarians) โจวต้ากว้านบันทึกเรื่องราวของชาวเจนละ ชาวเสียม ชาวจาม ในช่วงยุคเสื่อมถอย รวมทั้งวิถีชีวิตประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลายของชนกลุ่มต่าง ๆ ที่อาศัยในพระนครหลวง

                เมื่อปี ค.ศ. 1860 อังรี มูโอต์ Henri Mouhot นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักนครวัด – นครธม
" ......ในฐานะสิ่งก่อสร้างที่เป็นดั่งชาวโรมันมาสร้างทิ้งไว้..... "  ภาพลายเส้นและบทกวีของเขาบรรยายให้เห็นภาพของปราสาทหินหลายแห่งที่ปรักหังพังอยู่ท่ามกลางแมกไม้ป่าดงดิบ และสัตว์ป่า นครในตำนานที่จมหายอยู่ในความลึกลับแห่งนี้ "......เป็นดั่งนฤมิตรศิลปทางสถาปัตยกรรม ซึ่งอาจไม่มีสิ่งก่อสร้างอื่นใดที่สร้างมาแล้วหรือที่จะสร้างต่อไปในโลกเสมอเหมือนได้......"  ภาพลายเส้นและคำบรรยายของเขา ได้นำมาสู่การศึกษาและค้นคว้าทางวิชาการและประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างจริงจังโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศในเวลาต่อมา


                   เมื่อเราเดินผ่านโคปุระเข้ามาสู่สะพานนาคที่ทอดตัวยาวสุดสายตาเข้าสู่ปราสาทชั้นใน ผู้คนและเด็ก ๆ ชาวเขมรต่างเข้ามาห้อมล้อม เพื่อจุดประสงค์ในการขายและการขอ ภาพคำถามของอดีตแห่งชนชั้นก็เกิดขึ้นในใจอีก หากเป็นในสมัยเมื่อพระนครวัดยังคงรุ่งเรืองอยู่ คนเหล่านี้รวมทั้งตัวเราเอง ยังมีสิทธิที่จะได้เข้ามาชื่นชมและท่องเที่ยวภายในมหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้หรือไม่ .........ผู้คนในสมัยนั้นใช้แรงงานมากมายในการสร้างปราสาท ........จะเกิดความยากจน ............โรคระบาดและความอดอยาก เหมือนหรือแตกต่างกันไปจากปัจจุบันอย่างไร หากเราได้เคยอ่านบันทึกของโจวต้ากว้านมาแล้ว คำตอบต่าง ๆ ก็คงจะถูกประยุกต์มาสร้างรอยยิ้มและสีสันในการถามและตอบคำถามนั้นให้กับตัวเองเป็นแน่

                เมื่อชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาครอบครองกัมพูชาในครั้งแรก ๆ ถามต่อชาวเขมรว่า ใครคือผู้สร้างปราสาทนครวัด ปราสาทที่ซ่อนตัวอยู่ในท่ามกลางป่ารกและสัตว์ร้าย ชาวเขมรในยุคอาณานิคมต่างมองหน้ากันอย่างสงสัยแล้วก็จะตอบว่า “ พระอินทร์เป็นผู้สร้างกระมัง...” และเมื่อถามถึงรายละเอียดว่าพระอินทร์เป็นใคร สร้างทำไม ชาวเขมรในยุคนั้นก็คงจะได้แต่เกาศีรษะอย่างครุ่นคิดและตอบว่า “พระอินทร์สร้างปราสาทนครวัดให้เป็นที่อยู่ของพระราชโอรสและมเหสีของเขา... “ ชาวเขมรบางคนก็จะบอกว่า “ไม่ใช่พระอินทร์สร้างหรอก..... ปราสาทขนาดมหึมาหลังเนี้ย งอกขึ้นมาเองจากพื้นดิน... “ ตำนานของการสร้างจากคำบอกเล่าของชาวเขมรในยุคอาณานิคม ชวนในเรามองเปรียบเทียบกับภาพที่เห็นจากสายตาของปราสาทชั้นในขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ ณ เบื้องหน้า หากปราศจากอคติและความยึดมั่นใด ๆ เราก็คงจะเชื่อว่า พระอินทร์หรือเทพเจ้าเท่านั้นแหละ ที่จะสามารถสร้างความมหัศจรรย์แห่งนี้ได้ เพราะหากเราเชื่อมั่นในจินตนาการว่าเป็นมวลเทพเจ้าสร้าง
........

         ...........ขณะนี้เราก็กำลังยืนอยู่บนสรวงสวรรค์ของพระองค์ ท่ามกลางสายลมแห่งตำนาน......

         ............แต่หากเราเชื่อในวิชาการและหลักฐานทางโบราณคดีจนขาดจินตนาการของสายลมแล้ว เราก็เพียงกำลังยืนอยู่บนปราสาทหินขนาดใหญ่ที่สร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่สองในราวพุทธศตวรรษที่ 17 .......เท่านั้น!!!!


            เราเดินผ่านโคปุระชั้นในตามระเบียงคดไปทางด้านขวา รูปสลักนูนต่ำที่เล่าเรื่องของการกวนเกษียรสมุทร การอวตารเป็นเต่าของพระนารายณ์ สวรรค์และเรื่องราวการวิวาทระหว่างเทพเจ้าและยักษ์ ห้องถัดไปเป็นเรื่องราวการสงครามของมนุษย์ระหว่างชาวเจนละร่วมกับชาวเสียมกำลังเข้าตลุมบอนกับชาวจาม ศัตรูทางตะวันออกตลอดกาลของชาวเจนละ เดินผ่านภาพสลัก เสียมกุกอันโด่งดังในแง่มุมของการตีความทางวิชาการ แต่ในสายลมของตำนานและเรื่องเล่าแล้ว ภาพของกองทัพชาวเสียมและชนชาติต่าง ๆ จากแดนห่างไกล เป็นหลักฐานทางจิตใจที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างชนกลุ่มชาติพันธุ์ บ่งบอกให้ชาวเขมรในปัจจุบันรู้อย่างชัดเจนว่า มีชนชาติใดที่พร้อมจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวกัมพูชา เฉกเช่น”เพื่อน” ที่ยืนเคียงคู่ในสงครามร่วมกับเพื่อน มาตั้งแต่ครั้งอดีต ระหว่างที่ยืนมองภาพ เหล่ามัคคุเทศก์ทั้งจากชาวกัมพูชาเองและชาวต่างประเทศ รวมทั้งชาวไทย ต่างก็เพียรพยายามอธิบายภาพตรงนี้ว่า เสียมกุกคือกองทัพไทย ?(This is Thai army….) แต่งกายด้วยกระโปรง เดินทัพไม่เป็นระเบียบ สันนิษฐานว่า.....เถียงกันอยู่ว่า... เป็นชาวสยามที่มาจากตรงนั้น ตรงโน้น......

         ........นี่แหละน้า.....วิชาการและประวัติศาสตร์ที่ยังคงละเลยต่อความสำคัญของเพื่อนและจิตใจที่สงบสุข มุ่งมองไปแต่ประวัติศาสตร์ของสงครามและความขัดแย้ง ..........

               ภาพกองทัพชาวเสียม หากถ้าช่างเขาแกะสลักภาพทหารเหมือนกันหมด แข็งทื่อ ดูเป็นระเบียบ แต่งกายเหมือนกัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรกันว่า ชาวเสียมไม่กลัวตาย รักสนุกและมองโลกในอารมณ์ดีได้ขนาดนี้ (ขณะกำลังไปทำสงคราม) และอย่างลืมนะว่า ชุดที่นักรบชาวเสียมใส่อยู่นั้น ทำมาจากผ้าไหม ผ้าไหมยกดอกและเครื่องประดับกายนั้นจะสวยงามหลากสีขนาดไหนจินตนาการและบันทึกของโจวต้ากว้านเท่านั้นที่จะบอกกับเราได้........


               ผ่านขึ้นมาชั้นบนของมหาปราสาท ชั้นที่เริ่มปรากฏเหล่าสตรีที่เรียกกันว่า นางอัปสราหรือเทพอัปสร เรียงรายอยู่มากมาย ..........มันทำให้เรารู้ทันทีว่าได้ก้าวขึ้นมาสู่เบื้องบนของสรวงสวรรค์........ ที่อยู่และสถิตของเหล่าเทพเจ้าแล้ว...........

              ภาพสลักของนางอัปสราแต่ละนางก็แตกต่างกัน ทั้งรูปร่างทรวดทรง หน้าตา ทรงผม เครื่องแต่งกายเครื่องประดับ รวมทั้งขนาดของหน้าอก!!!!!!

              จำนวนรูปสลักของเหล่าสตรีสวรรค์นี้ อาจารย์หม่อมสุริยวุฒิ เคยสอนว่า มีเทพธิดาอยู่ทั้งหมด 1,080 นาง และนางอัปสราอีกมากมาย ยังนับไม่หมด แต่หากใช้ตำนานและเรื่องเล่าของเทพปกรณัมมาอธิบาย ก็คงจะนับได้ไม่หมดหรอก......

             ........เพราะตราบใดที่เขาพระสุเมรุแห่งนครวัดนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในสภาวะกวนเกษียรสมุทรชั่วเดือนชั่วตะวัน เหล่านางอัปสรา สิ่งมงคลที่เกิดขึ้นมาเป็นอันดับที่สี่ จากการเสียดสีระหว่างเขาพระสุเมรุกับเกษียรสมุทร ต่างก็ยังคงเกิดขึ้นมาเสมือนดั่งปุยเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสรวงสวรรค์ของเทพเจ้า ........

              เมื่อเราเดินขึ้นมาถึงชั้นนี้ของปราสาทนครวัด ยามเมื่อเรานั่งพักแรงอยู่บนลานขนาดใหญ่ชั้นที่สอง ก็จะเห็นภาพสลักของพวกเธอบนกำแพงรายรอบตัว หากนั่งสงบใจและปล่อยให้สายลมและกลิ่นอายของสวรรค์เป็นผู้อธิบาย เราก็กำลังเห็นภาพของนางอัปสราที่งดงามมากมาย กำลังร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะขับกล่อมอารมณ์และร่ายรำไปตามจังหวะของเสียงเพลง ประสานดังไปทั่วสรวงสวรรค์ในชั้นนี้........ เสียงขับขานของเธอช่างไพเราะจัง

            ........นางอัปสราแห่งมหาปราสาทนครวัด เปลือยหน้าอกมันแวบแทบทุกนาง เหตุเกิดจากเวลาและกาลสมัยของผู้คนที่ต้องการเชยชม....แม้เพียงนิดก็ยังดี อัปสรแปลตามศัพท์ว่า " ผู้กระดิกในน้ำ " เป็นเหล่าสุรางคณาในสรวงสวรรค์ เป็นผู้ที่มีรูปโฉมงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ กำเนิดทีเป็นจำนวนมากมายหลายโกฏิจากการกวนเกษียรสมุทรเพื่อเอาน้ำอมฤต ระหว่างเทวดาและยักษ์ เมื่อการกวนสิ้นสุดลงจึงเกิดการแย่งชิงนางอัปสราเป็นโกลาหล เหล่าเทพเจ้าจึงต้องมาตกลงกันว่านางอัปสราเป็นสมบัติกลางของสวรรค์ ใครเอาไปครอบครองเพียงผู้เดียวไม่ได้ นางอัปสราจึงกลายมาเป็น  " สุรางคณา " หรือผู้บำเรอเทวดา แต่เราคงไม่ต้องไปเห็นอกเห็นใจเธอมากนัก เพราะนางอัปสราเองก็เพียงพอใจที่จะไม่ต้องเป็นของใครคนเดียว นางก็มีนิสัยที่รักใครไม่จริงจัง มีมารยายั่วยวน มีจริตจก้านกิริยากระชดกระช้อย ฉลาดให้ชายลุ่มหลง ในคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ " อาถรรพณ์เวท " จึงมีบทที่ว่าด้วยมนตร์ป้องกันเสน่ห์ของนางอัปสราเอาไว้ด้วย.......


             .............เมื่อปีนบันไดที่ดูจะตั้งใจสร้างให้สูงชัน ให้มนุษย์ปีนป่ายขึ้นไปอย่างยากลำบากมาถึงชั้นที่สาม ชั้นบนสุดของยอดเขาพระสุเมรุที่สถิตของเทพเจ้าชั้นสูง นางอัปสราในชั้นนี้สวยงามแปลกตาและแต่งกายด้วยเครื่องประดับมากขึ้นกว่าชั้นที่แล้ว สายลมอ่อนพัดพาให้เรามาถึงจุดสุดยอดของมหาปราสาทในตำนาน ที่ ๆ เหล่าชาวยุโรปเคยเล่าขานถึงอย่างประทับใจ...................


           ...............ระหว่างพักเหนื่อยและหานั่งเงียบ ๆ ในมุมต่าง ๆ ก็พาให้เกิดจินตนาการและคำถามมากมาย ผู้สร้างนครวัดหรือพระเจ้าสุริยวรมัน สร้างสวรรค์ขึ้นมาเพื่ออะไร หินทรายจำนวนมากมายปานภูเขานี้มาจากไหน จะต้องใช้ช่างสลักและแรงงานที่มีและไม่มีฝีมือมากมายเพียงใด คำถามและความคิดที่เพลิดเพลินในขณะที่สายตายังคงชื่นชมกับเหล่านางฟ้า นางอัปสราบนสรวงสวรรค์แห่งนี้ พาให้นึกถึงเรื่องราวของนิทานเรื่องเล่า ที่กล่าวถึงนครวัดโดยตรงเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่ปะติดปะต่อขึ้นจากเรื่องเล่าของชาวเขมรโดย อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่น่าจะเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจ ในคราวเยือนเขมรของอาจารย์คึกฤทธิ์ อาจารย์(คุณครู) อบ ไชยวสุ อาจารย์ประยูร จรรยาวงษ์ อาจารย์ประหยัด(ศรี) นาคะนาท ดังปรากฏเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนอาณานิคมฝรั่งเศสจากหนังสือ " ถกเขมร " เมื่อปีพ.ศ. 2496 นิทานนครวัดนี้ ถูกถ่ายทอดลงบนหนังสือ "เพื่อนนอน" ในปี พ.ศ. 2502 ในชื่อเรื่องว่า " เรื่องสั้นสมัยหิน "  โดยเริ่มต้นของเรื่องเป็นฉากของนครวัดและเรื่องราวของความเป็นมาของอัปสรารูปหนึ่งท่ามกลางรูปสลักของนางอัปสราจำนวนมากที่ประดับอยู่เรียงราย แต่ในมุมมืดมุมหนึ่งที่มืดมิดของปราสาทนครวัดชั้นที่สามนั้น ปรากฏนางอัปสรารูปหนึ่งที่โดดเด่น งดงาม ดูมีชีวิตเกินกว่านางอัปสรารูปอื่น ๆ ผู้พบเห็นจะต้องใช้เวลานาน กว่าที่จะปรับสายตาให้เห็นภาพของนางได้อย่างชัดเจนในความมืดนั้น และตรงนี้แหละที่เรากำลังนั่งพักและเล่านิทานเรื่องนี้ ดัดแปลงในแบบของตัวเอง เพื่อตอบคำถามการสร้าง " มหาปราสาทนครวัด " ที่ยังค้างคาใจอยู่มากมาย......

 



                "....เมื่อราว 700 กว่าปีมาแล้ว พระเจ้าสุริยะวรมัน ผู้ครองพระนคร มีพระราชประสงค์ ที่จะประกาศเผยแพร่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก จึงโปรดให้เกณฑ์แรงงานราษฎรมานับหมื่นนับแสน เพื่อสร้างปราสาทนครวัดแห่งนี้.........

                   ในจำนวนคนที่ถูกเกณฑ์มามีศิลปินช่างสลักหินหนุ่ม อายุ 19 ปี มีชื่อว่านายโอยสะลา(แปลว่านายแจกหมาก) นายโอยสะลาเป็นหนุ่มน้อยที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้หญิง เพราะเห็นผู้ใหญ่ ผู้มีวาสนาที่มีอายุมาก ๆ เขามีสาว ๆ กัน โอยสะลาจึงพาให้คิดว่าเขาเก็บตัวเองไว้ทำเรื่องสาว ๆ ตอนอายุมากกว่านี้จะดีกว่า ส่วนในตอนนี้ก็หาอย่างอื่นทำไปก่อน ด้วยความที่โอยสะลาเป็นคนบริสุทธิ์จากสตรีเพศ กำลังกายและกำลังใจของเขาจึงทุ่มเทให้กับงานศิลปะการสลักหินให้ปราสาทนครวัดทั้งหมด.......

          ...........ในวันหนึ่ง ในขณะที่หนุ่มน้อยโอยสะลากำลังแกะสลักหินทรายในรูปราชสีห์ ที่ระเบียงรอบนครวัดชั้นล่างอย่างเพลิดเพลินจนลืมตัว ก็มีเสียงของนายช่างใหญ่ดังมาจากด้านหลังของเขาถามว่า 

               " เจ้าหนุ่มน้อย ...เจ้าชื่ออะไรกันรึ ...."  โอยสะลารีบก้มลงแสดงความเคารพ และตอบชื่อของตนแก่นายช่างใหญ่ผู้เป็นนาย 

                " โอยสะลาหรือ.... ชื่อแปลกดี แต่ไม่แปลกเท่ากับฝีมือสลักหินของเจ้าที่แตกต่างไปจากช่างสลักคนอื่น..."   เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ โอยสะลาก็ให้ตกใจยิ่งขึ้น เขาก้มลงหมอบและคิดว่า ฝีมือที่แตกต่างของเขาช่างเลวทรามสิ้นดี อีกสักครู่เขาคงจะถูกคุมขื่อคาครบห้าประการ ถูกเฆี่ยนสักร้อยหนึ่งหรือห้าสิบครั้ง ถ้าเคราะห์ดีก็ได้ทำงานต่อ ถ้าเคราะห์ร้าย เขาคงถูกส่งตัวไปเป็นกุลีตัดก้อนหินที่เขาพนมคอแลน (กุเลน - ลิ้นจี่) แล้วใส่ตะเฆ่ชักลากมายังนครวัด หินแต่ละก้อนก็ใหญ่โตแค่เท่าบ้านหนึ่งหลัง ต้องใช้คนชักลากเป็นร้อย ๆ มีผู้คุมคอยถือแส้โบยหลังเพื่อเร่งสตีมอีก คิดเพียงแค่นี้ ช่างหนุ่มโอยสะลาก็แทบอยากจะละลายเป็นน้ำแทรกตัวไปตามก้อนหินเสียจะดีกว่า แต่การณ์กลับมิใช่อย่างที่เขาคิด นายช่างกล่าวชมฝีมือการแกะสลักของเขาว่ามีชีวิตชีวา หางราชสีห์ราวจะกระดิกได้ และปากที่อ้าคำรามอยู่นั้นทำให้เขาแทบจะได้ยินเสียงคำรามของราชสีห์จริง ๆ ........

                  ...........เมื่อโอยสะลาได้ยินคำชมจากหัวหน้านายช่างแกะสลัก ก็พอที่จะหายใจได้อย่างเต็มปอด นายช่างใหญ่ได้นำโอยสะลาให้ขึ้นมาชั้นที่สามของปราสาท และให้เขาแกะสลักรูปอัสราในมุมมืดมุมหนึ่ง 

              "....เอ็งจะปล่อยฝีมือให้จ้ำบ๊ะยังไงก็ได้เพราะมันอยู่ในความมืด เห็นจะไม่เป็นที่อนาจารกระมัง…. แล้วฝีมือของเอ็งที่ดีกว่าของคนอื่นก็จะไม่บาดตาเขาด้วย…."  

 

         ว่าแล้วนายช่างใหญ่ก็เดินจากไป โอยสะลานั่งมึนงงอยู่ในความมืดนั้นจนเมื่อคุ่นตากับความมืด เขาได้มาพบกับชายแก่คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิสลักขอบผนังอยู่ ชายแก่ผู้นั้นชื่อ "อบสะเรด"  และเมื่อสายตาของโอยสะลาเริ่มค้นเคยกับความมืดมากขึ้น เขาจึงพบว่า ผนังที่ผู้เฒ่าอบสะเรดกำลังแกะสลักลวดลายกนก กิ่งก้านอยู่นั้น ดูเหล่าต้นไม้เลื้อยประหนึ่งกำลังมีชีวิตงอกงามชูช่ออยู่จริง ๆ แต่ละกิ่งแต่ละก้านดูอ่อนไหวราวกับจะถูกลมพัด ใบกนกแต่ละใบนั้นแบบบางปานประหนึ่งว่าเพียงถูกมือก็ช้ำ ผู้เฒ่าอบสะเรดคือศิลปินแกะสลักชั้นครูที่ถูกไล่ขึ้นมาแกะสลักในมุมมืดเช่นเดียวกับเขา ช่างหนุ่มจึงได้ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับครูเฒ่าในมุมมืดเดียวกันนั้นเอง

               โอยสะลานำปัญหาเรื่องการแกะสลักสตรีรูปนางอัปสรามาปรึกษาครูอบสะเรด เพราะเขาแกะสลักเป็นเพียงแค่สัตว์ ไหนเลยจะสามารถแกะสลักสตรีที่งดงามดั่งอัปสราที่ได้รับมอบหมายงานได้    

             "....มันจะไปยากง่ายอะไรวะ...."  ครูเฒ่ากล่าว

          ".... นางอัปสรามันก็ผู้หญิงเท่านั้นเอง เองหลับตาลองนึกถึงภาพผู้หญิงแล้วก็ปล่อยมือลงไปบนหิน ประเดี๋ยวก็ได้นางอัปสราตัวหนึ่ง ง่ายจะตายไป..."  แต่ปัญหาของโอยสะลาหนุ่มน้อยก็คือ 

                เขาไม่เคยรู้จักผู้หญิง!!!!!! 

               เขารู้จักแต่สัตว์พวกช้าง พวกม้า  ครูเฒ่าให้นึกงง .....จึงถามลูกศิษย์หนุ่มว่า

             "....ลื้ออายุเท่าไหร่แล้วว่ะ....."

           " สิบเก้าครับ....... ผมไม่เคยมี.....อะไร......กับผู้หญิง" 

              ...... ปัญหาทั้งหมดก็คลี่คลายลงในทันที ครูเฒ่าสอนลูกศิษย์หนุ่มว่า

             " ....ศิลปะมันเกิดมาจากชีวิต มันเลยมีชีวิต ครูอบสะเรดชอบปลูกต้นไม้ เขาจึงรู้จักต้นไม้ในทุกการงอกงาม ทุกอิริยาบถ เวลาสลักหิน เขาก็เอาวิญญาณของต้นไม้ใส่เข้าไป หินมันก็มีชีวิต มีวิญญาณ ศิลปินที่แท้จริงไม่ลอกแบบธรรมชาติ แต่สร้างศิลปะขึ้นด้วยมือของตัวเอง แต่ชีวิตมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าศิลปะไม่มีชีวิตมันก็ไม่เป็นศิลปะ เราต้องให้ชีวิตมันก่อน ถ้าอยากจะให้นางอัปสรามีชีวิต ก็ต้องออกไปเรียนชีวิต ต้องรู้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไรเสียก่อน…..จึงจะสลักอัปราให้มีชีวิตได้....."

             ครูเฒ่าอบสะเรดจึงพาหนุ่มโอยสะลา ไปเรียนรู้ชีวิตและ "ต้นแบบ"นางอัปสราในยามค่ำคืนแทบทุกคืนในเมืองพระนคร โอยสะลากลายเป็นชายหนุ่มที่รู้จักผู้หญิง ศิลปินหนุ่มทุ่มเทชีวิตและวิญญาณ ลงมือแกะสลักรูปนางอัปสรา ในมุมมืดนั้นอย่างต่อเนื่องจนเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์



          ............  วันหนึ่งในขณะที่โอยสะลายังคงกำลังเก็บรายละเอียดของรูปนางอัปสราอยู่นั้น พระเจ้าสุริยะวรมัน ก็ได้เสด็จออกมาตรวจการก่อสร้างปราสาทนครวัด แวดล้อมด้วยเหล่าเสนา อำมาตย์เป็นจำนวนมาก

          ...........ระหว่างทางที่เสด็จมาถึงปราสาทชั้นบนที่โอยสะลากำลังทำงานอยู่ เกิดพายุฝนตกลงมาห่าใหญ่ พระเจ้าสุริยะวรมันจึงเสด็จมาหลบฝนตรงระเบียบใกล้ ๆ กับมุมมืดของช่างหนุ่ม ระหว่างนั้นเกิดฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้บริเวณภายในปราสาทสว่างขึ้นเป็นครั้งคราว

         ...............คราวหนึ่งขณะที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายต่อฝนที่ตกลงมาผิดเวลานั้น ทรงหันมองไปยังมุมมืดฟ้าก็แลบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นางอัปสราของช่างหนุ่มก็ปรากฎโฉมขึ้นต่อหน้าพระเจ้าสุริยวรมันในพริบตาเดียว

             "...เฮ้ย...!!!!!! " เกราะพระอาทิตย์ (สุริยะวรมัน)เจ้าชีวิตของเมืองพระนคร ทรงอุทานขึ้นขณะที่สะดุ้งพระองค์ 

               " ใคร ใคร..(บังอาจ)ไปเอาผู้หญิงมายืนไว้ในมุมมืด ๆ ........จุดคบไฟขึ้น เร็ว…..จุดคบไฟมาเดี๋ยวนี้ ฉันเห็นผู้หญิงนางนั้น...กับตาฉันเอง….”เมื่อสิ้นพระสุรเสียง คบไฟจำนวนมากก็สว่างไสวขึ้นราวกับนัดไว้ และในมุมมืดของรูปสลักนางอัปสรานั้นก็สว่างไสวขึ้นดุจกลางวันในทันที ทรงเบิกพระเนตรไปที่นางอัปสราของช่างโอยสะลา ทรงร้องขึ้นว่า

             "โอว ! อุ๊บ! อู๊วว์ บรื๊อว์! ซี๊ด! .....ฉันทนดูไม่ได้ จริง ๆ เฮ้ย ใครสลักรูปนี้กันวะไปเอาตัว(มัน)มาเดี๋ยวนี้....." 

            โอยสะลาแทบจะสิ้นลมและนึกถึงกาลอวสานของชีวิต เมื่อแขนกำยำของนายช่างใหญ่จับเขาโยนไปหมอบกราบต่อหน้าเจ้าแห่งชีวิตพระนครท่ามกลางเหล่าตำรวจทหารและราชมัลที่ตามเสด็จ "เจ้ารึคือผู้สลักรูปนี้ ...." พระเจ้าสุริยะวรมันตรัสถามนายโอยสะลา 

         ".. ข้า .....ข้าเทวะเจ้า…" โอยสะลาตอบด้วยเสียงสั่นเคลือและหวาดกลัว ระหว่างนั้นนายช่างใหญ่รีบก้มลงหมอบกราบทูลแก้ตัวว่า ได้ใช้ให้นายโอยสะลามาแค่ปัดกวาดเศษหินทรายบนปราสาทชั้นบนเท่านั้น แต่มันบังอาจเข้ามาสลักผนังเอง โทษของนายโอยสะลาคือตายเท่านั้น

              แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นที่โอยสะลาหวาดกลัว พระเจ้าสุริยะวรมัน กลับกล่าวชมเชยในฝีมือการแกะสลักและทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นราชศิลปิน สังกัดพระราชวังหลวง แต่ก็ทรงแอบตรัสสั่งโอยสะลาว่า 

            " ......หึ...หึ... คนที่เป็นนางแบบให้เจ้าสลักรูปนางอัปสรารูปนี้ เจ้าพาหาข้าหน่อยสิ..." ราชศิลปินให้กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างมาก เพราะรูปนางอัปสราที่ตนแกะสลักนั้น นำส่วนประกอบมาจากผู้หญิงหลาย ๆ คนที่ตนสัมผัส พระเจ้าสุริยะวรมันให้เขานำ  " ต้นแบบ"  มาถวายภายในเจ็ดวันมิฉะนั้น จะไม่รับรองความปลอดภัย

            ราชศิลปินโอยสะลา พร้อมที่จะตายเพราะจนปัญญาที่จะหานางอัปสรามาถวาย จึงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างที่สุขสบาย อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะได้อะไรก็ได้ มีห้องส่วนตัวอันมีฝาผนังปิดทอง มีฟูกหมอนอันอ่อนนุ่ม มีข้าทาสคอยรับใช้ปรนนิบัติ แต่พอวันที่สี่ เขาก็เริ่มที่จะร้อนใจเพราะความกลัวตายเสียแล้ว เขาเที่ยวเดินตามหา”ต้นแบบ”เพื่อนำมาถวายเจ้าชีวิต ตามท้องตลาดในวัง จนถึงวันที่หก โอยสะลาจึงรีบไปรับครูอบสะเรดจากนครวัดมากินเหล้า พอหมดเหล้าไปสองกั๊ก ห่อหมกคิ้วปลาเทโพ ( ปลาเทโพในทะเลสาบเขมรตัวมันโต เพียงคิ้วมันก็ทำห่อหมกได้ )  หนุ่มโอยสะลาก็กล่าวลาครูอบสะเรดเป็นครั้งสุดท้าย .......

              " ครู....มะรืนนี้ผมก็จะไม่ได้พบครูอีกแล้ว วันนี้วันที่หกผมยังหาผู้หญิงเหมือนนางอัปสราถวายไม่ได้ พรุ่งนี้วันที่เจ็ดก็คงหาไม่ได้...."

             "...เฮ้ย...! ลื้ออย่าไปท้อแท้อย่างงั้นสิวะ…"ครูอบสะเรดกล่าว " ในเมื่อหาไม่ได้ เจ้าก็ไปหาอีตัวที่มันเหมือนในสปิริตไปถวายซี......อั้วพาลื้อไปเรียนรู้นางอัปสราที่ไหน ลื้อก็ไปหาเอาที่นั้นก็แล้วกัน ไม่เห็นจะยากอะไรนี่หว่า เลือกเอาไปถวายซักคนยังดีกว่าไม่ถวายเลย....."

           "......ครูหมายถึงคนไหนล่ะ...."  ศิลปินหนุ่มถาม

               " .....ก็นังตะเภาเหาะไง..."  สิ้นคำแนะนำของครูเฒ่า โอยสะลาร้องเสียงหลง

               ".........ตายแล้ว ! ก็นังตะเภาเหาะนั้นมันตัวร้ายที่สุดเลยนี่ครู ! คนสร้างนครวัดกี่หมื่นกี่แสนก็เป็นแฟนมันทั้งนั้น ขืนผมเอาไปถวาย....."

                ครูเฒ่าตัดบทขึ้นมาทันที  "....ก็เพราะไอ้เหตุนี้แหละ เจ้าจึงควรเอานางตะเภาเหาะไปถวาย.......ช่างสลักนางอัปสรากี่ร้อยคนมันก็เป็นแฟนนังตะเภาเหาะทั้งนั้น นางตะเภาเหาะมันจึงต้องมีส่วนเหมือนนางอัปสราที่นครวัดมากกว่าคนอื่น เชื่ออั๊วเถิดน่า ! ถ้าเจ้าไม่ไปหานางอัปสราไปถวายภายในเจ็ดวันก็ต้องตายแน่ ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าเจ้าพานางตะเภาเหาะไปถวาย เจ้าก็ยังพอมีทางรอดครึ่งต่อครึ่งว่ะ ..."

            ........... ด้วยเหตุนี้ ราชศิลปินจึงได้นำนางตะภาเหาะห่อคลุมหน้ามิดชิดไปถวายพระเจ้าสุริยะวรมัน และกราบทูลพระองค์ว่า รูปนางอัปสราของเขาสลักอยู่ในที่มืด พระองค์จึงควรทอดพระเนตรนางตะเภาเหาะสองต่อสองในที่มืด จึงจะได้รับรสแห่งความงามอันแท้จริง เมื่อถวายเสร็จ นายโอยสะลาก็รู้ถึงวาระแห่งความตายของตนเป็นแน่แท้จึงกลับไปนอนรอความตายอยู่ห้องนอนของตน .....

                  ผ่านไปหกวัน พระเจ้าสุริยะวรมันก็ยังมิได้ออกว่าราชการตามปรกติ คงปิดทวารเงียบอยู่ในห้องพระบรรทม พอถึงวันที่เจ็ด ก็มีพระราชโองการให้นายโอยสะลาเข้าเฝ้าในห้องบรรทม ราชศิลปินเห็นพระองค์บรรทมอยู่อย่างอิดโรย พระองค์เหลือง พระเนตรกลวง รับสั่งเรียกอย่างแผ่วเบา "................โอยสะลา .....โอยสะลา ....โอย...!" โอยสะลาที่พร้อมรับความตายอยู่แล้วจึงคลานเข้าไปถึงข้างพระที่

                  ".......โอยสะลา ! ฉันตั้งให้เธอเป็นวรมหาศิลปิน มีเงินเดือนเป็นทองคำเดือนละพันชั่ง อยากได้อะไรอีกก็บอกฉัน ฉันจะปลูกปราสาทให้เธออยู่หลังหนึ่ง ไปไหนขี่เสลี่ยงทองกั้นกลดทองเจ็ดคัน ต่อไปเธอมีหน้าที่สร้างนางอัปสราให้ฉันคนเดียวเข้าใจไหม อย่างที่เธอทำมาแล้ว นางอัปสราจริง ๆ ไม่ใช่หิน มีเนื้อมีหนัง มีหัวใจ วิเศษจริงโอยสะลา ดีจริงจริ๊ง....โอยสะลาดีเหลือเกิน โอย.........!!!!!  "         ......"


 
                จบจาก นิทานเรื่องเล่าร่วมสมัยนี้ ความรู้ทางวิชาการเล็กน้อยในสมองก็ได้กลับคืนเข้ามา อธิบายเรื่องราวเพิ่มเติมอีกว่า รูปแกะสลักนางอัปสราเหล่านี้แกะสลักขึ้นเลียนแบบวิถีชีวิตจริงของผู้หญิงในสมัยพระนครวัด เมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว บันทึกของโจวต้ากว้าน ก็กล่าวถึงการเปลือยอกของเหล่าสตรีในทุกชนชั้นของชาวเจนละ "...ทุกคนนับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมาทั้งชายและหญิงมุ่นมวยและเปลือยท่อนบน ใช้ผ้าพันเอว เมื่อออกไปนอกบ้านก็เพิ่มผ้าผืนใหญ่หนึ่งผืนพันทับผ้าผืนเล็กเข้าไว้ เรื่องผ้าที่นุ่งนั้นมีชั้นอันดับอยู่มาก...."

             หากจะกล่าวถึงนางอัปสราว่ามีความงดงามเพียงใด เราคงต้องเทียบเคียงไปกับเหล่าสาวชาววังและสาวผู้ดีที่โจวต้ากว้านบันทึกไว้ว่า "....พวกชาววังและพวกผู้ดีตามบ้านนั้น ที่เป็นผู้หญิงก็ผิวขาวประดุจหยก ทั้งนี้เนื่องจากไม่เห็นแสงตะวันกันเลย โดยทั่ว ๆ ไปแล้วผู้หญิงก็เหมือนกับผู้ชายคือใช้ผ้าผืนเดียวพันเอว เปลือยอกที่ขาวนุ่มนวลดุจเนยเหลว เกล้ามวย และเดินด้วยเท้าเปล่า แม้แต่พระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน "

                   การเดินทางท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่าง ๆ บางครั้ง หากเราสนใจและใส่ใจในเฉพาะเรื่องราวความเป็นจริง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ศิลปะ สนใจแต่วิชาการและการอธิบายแบบลำดับเวลาจากหลักฐานและรูปแบบความคิดทางวิทยาศาสตร์ บางทีเราก็อาจจะขาดซึ่งความสมบูรณ์ในเนื้อหา ขาดบางสิ่งบางอย่างของความเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ในอดีตไป

                      หากเราอยากจะเติมเต็มชีวิต และเพิ่มรสชาติของการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศให้สมบูรณ์แล้ว เราก็ไม่ควรละเลยต่อคติชนวิทยา นิทานพื้นบ้าน เรื่องเล่า ตำนานท้องถิ่น และนิทานร่วมสมัย สิ่งเหล่านี้ถึงจะหาความเป็นจริงและความถูกต้องแน่นอนไม่ได้ แต่ก็เพราะสิ่งเหล่านี้เองมิใช่หรือที่บ่งบอกให้เราได้รับ........และเรียนรู้ ความหลากหลายของผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละวัฒนธรรมที่ปรากฏเป็นเรื่องราวต่าง ๆ มากมายให้เราเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ ช่วยให้เราได้มีจินตนาการ ความฝันและความสุขทางจิตใจไปกับเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวของชนชาติเหล่านั้น ........

             .........ดังเช่นเรื่องเล่าโอยสะลา และตำนานนางอัปสรา ที่ช่วยเติมเต็มความมหัศจรรย์ให้กับมหาปราสาทนครวัด .....แห่งนี้




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มะอึก วันที่ : 18/04/2008 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมผ่านเรื่องนี้ของอาจารย์ไปได้ไงเนี่ย?...คลาสสิคมากขอบอก
โอยสะลา.......โอยสะลา........
.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เมธา วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

ชอบมากนิทานเรื่องนางอัปสรา เห็บมาเล่าอีกนะครับ เริ่มจะเป็นแฟนคลับบลีอคนี้แล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
nittaya วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 16.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Nittaya
เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน


แบบว่าเป็นคนชัยภูมิน่ะ เลยอยากเล่าเรื่องเจ้าพ่อพระยาแลให้ฟัง....

เจ้าเมืองคนแรกของเมืองชัยภูมิ คือ พระยาภักดีชุมพล (แล) เป็นผู้ที่สร้างบ้านแปงเมือง ชัยภูมิให้เป็นปึกแผ่น ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเหตุการณ์สำคัญ คือ เจ้าอนุวงศ์ แห่งนครเวียงจันทน์คิดกบฏ และได้ส่งคนมาเพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมพระยาภักดีชุมพล (แล) เข้าร่วม ในการกบฏครั้งนี้พร้อมกับให้จัดเสบียงกรังให้กับกองทัพเวียงจันทน์ แต่พระยาภักดีชุมพล (แล) หาได้เข้าร่วม ด้วยไม่ และขณะเดียวกันก็ทำการขัดขวาง ครั้นเมื่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ยึดเมืองนครราชสีมาได้แล้ว จึงได้ ส่งทหารมาจับตัวพระยาภักดีชุมพล (แล) ไปประหารชีวิต บริเวณที่นำพระยาภักดีชุมพล (แล) ไปประหารชีวิต คือ ตำบลหนองปลาเฒ่า อำเภอเมืองชัยภูมิ ใน พ.ศ. ๒๓๖๙ และเพื่อเป็นการรำลึกในคุณงามความดีของพระยาภักดีชุมพล (แล) ผู้ก่อตั้งเมืองชัยภูมิขึ้น และเป็นผู้ที่ยอมเสียสละแม้ชีวิต เพื่อรักษาไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ดังนั้น ชาวชัยภูมิจึงตระหนัก ถึงคุณงามความดีในข้อนี้ จึงร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ประดิษฐาน ณ ใจกลาง สี่แยกถนนหฤทัยตัดกับถนนบรรณาการ หน้าเทศบาลเมืองชัยภูมิ โดยหล่อเป็นรูปขนาดเท่าคนจริงในท่ายืน ถือหนังสือหันหน้าไปทางทิศใต้ บนฐานสูง ๒ เมตร ใจกลางจตุรัสคอนกรีต ชาวชัยภูมิทุกคนเคารพนับถือ ในพระยาภักดีชุมพล (แล) หรือเรียกกันว่า "เจ้าพ่อพระยาแล" มีการไปสักการะบูชาและบนบานศาลกล่าว เป็นประจำ

......

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
siampatriot วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 14.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

เอ...ทำไมรูปไม่ขึ้น เป็นหน้าขาวๆ เฉยเลย..
ไว้หาตำนานชัยภูมิมาเล่าให้ฟังมั่งนะครับ..
http://www.oknation.net/blog/siampatriot/2007/07/21/entry-1

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]