• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 221
  • จำนวนผู้ชม : 2080907
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 10441 , 11:40:20 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

      See Angkor and Die !!!  

      ผมเลียนแบบหัวเรื่องมาจาก ต้นตำหรับคำอุทานอันมีชื่อเสียง "อุ้ย!!" ของนักธรรมชาติวิทยา " อาร์โน ทอยบี " เมื่อครั้งแรกที่เขาเดินทางเข้ามาพบหมู่ปราสาทนครวัดในศตวรรษที่ 17 ครับ

.

      ปราสาทอังกอร์ธม หรือปราสาทนครธม เป็นมหาปราสาทขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในกลุ่มปราสาทของเมืองยโศธรปุระหรือเมืองพระนครหลวง สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชาอันเกรียงไกรในภูมิภาคสุวรรณภูมิ แห่งอาณาจักรกัมพุชเทศโบราณ หรือจะเรียกว่า เจนละ, เขมร, ขอม ก็ไม่แตกต่างกันนัก

.

.

       ในยุคเริ่มแรกของการค้นพบปราสาทกลางป่ารกชัฏ  ชาวตะวันตกได้จัดให้มหาปราสาทอังกอร์ธม เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาปราสาททั้งหลายของเมืองเขมร ก็ด้วยเพราะศิลปะการแกะสลักและรูปแบบการก่อสร้างที่ดูหยาบ ไม่ละเอียดลออ ต่างไปจากปราสาทในยุคหลังเช่นนครวัด ที่มีพัฒนาการลวดลายสวยงามในระดับคลาสลิคแล้ว (ตามความเข้าใจเดิม)

.

       จนเมื่อฝรั่งเศสได้เข้ามาครอบครองแหลมอินโดไชน่า และได้ตั้ง " สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ " ขึ้น เพื่อทำการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศในอาณานิคม จึงได้มีการศึกษาอย่างจริงจังและลำดับการคลี่คลายรูปแบบศิลปะจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ให้สอดรับกับเรื่องราวในจารึกต่าง ๆ ที่ค้นพบ

           ศิลปะบายนที่เคยเชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด จึงหล่นมาอยู่ในยุคเกือบสุดท้าย !!!

.

.

ยุคก่อนเมืองพระนคร

ศิลปะแบบพนมดา (ตามชื่อกลุ่มโบราณสถาน) ในพุทธศตวรรษที่ 10 -11

ศิลปะแบบสมโปร์ไพรกุก (ตามชื่อกลุ่มโบราณสถาน) ในพุทธศตวรรษที่ 11 -12

ศิลปะแบบไพรกเมง (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 10 -11

ศิลปะแบบกำแพงพระ (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 12 – 13

สมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ

ศิลปะแบบกุเลน (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 13 – 14

สมัยเมืองพระนคร

ศิลปะแบบพระโค (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 14

ศิลปะแบบบาแค็ง (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 14

ศิลปะแบบเกาะแกร์ (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 14

ศิลปะแบบแปรรูป (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 14

ศิลปะแบบบันทายสรี (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 15

ศิลปะแบบคลังหรือเกลียง (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 15 - 16

ศิลปะแบบบาปวน (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 16

ศิลปะแบบนครวัด (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 16 – 17

ศิลปะแบบบายน (ตามชื่อปราสาท) ในพุทธศตวรรษที่ 17 – 18

ศิลปะสมัยหลังบายน

.

        คติศาสนาความเชื่อของเขมรโบราณจากสมัยศิลปะพนมดามาจนถึงศิลปะแบบบาปวน นิยมบูชาลัทธิไศวะนิกายหรือลัทธิการบูชาพระศิวะมายาวนาน จากอิทธิพลเริ่มแรกของอินเดียที่เข้ามาในพุทธศตวรรษที่ 10  ปราสาทในยุคสมัยนี้จึงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระศิวะเสียเป็นส่วนมาก

.

        เลยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัยของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2  จึงได้เริ่มฟื้นฟูลัทธิไวษณพขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ กลายมาเป็นการสร้าง “บรมวิษณุโลก” หรือ "มหาปราสาทนครวัด" สุดอลังการนั่นเอง

.

        หลังจากสมัยนครวัด บ้านเมืองของเขมรพระนครหลวง เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากครับ   ภายหลังจากสวรรคตของพระเจ้าสูรยวรมันที่  2 พระเจ้าธรณิทรวรมันที่ 2  ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ

        ในช่วงปลายรัชกาล พระองค์กลับมอบราชบัลลังก์แห่งพระนครหลวง ให้กับพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ที่มิใช่ญาติพี่น้องโดยสายเลือดแต่อย่างใด โดยที่เจ้าชายหนุ่มขุนศึกวรมันผู้เป็นพระโอรสก็เห็นดีเห็นงามด้วย !!!! 

.

        อาจเป็นเพราะความสนิทสนม หรือความเป็น "พี่น้องร่วมสาบาน" ในรุ่นราวคราวเคียงกัน และพระเจ้าธรณิทรวรมันก็คงเห็นว่า เพื่อนคนนี้มีความเหมาะสมกว่าลูกของตนซึ่งยังเยาว์ปัญญานัก ซึ่งก็น่าจะมีการตกลงถวายสัตย์กันไว้แล้วในระดับหนึ่งว่า จะให้พระโอรสหนุ่มของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อ

.

       แต่เหตุการณ์กลับมิใช่เป็นเช่นนั้น วันหนึ่งในขณะที่ขุนศึกหนุ่มวรมันกำลังทำสงครามกับอาณาจักรจามปาทางทิศตะวันออก ก็ได้รับข่าวร้ายว่าขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งได้รวบรวมเหล่าขุนทหารก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจ สังหารพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกัตริย์พระนามว่า " พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน "

.

       ขุนศึกวรมันในวัยหนุ่ม จึงรีบนำทัพกลับมาหมายแก้วิกฤตการณ์ปฏิวัติ แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้ พระองค์ไม่สามารถนำกองทัพเข้าเมืองได้ พระนครหลวงยโศธรปุระตกอยู่ในอิทธิพลของกษัตริย์องค์ใหม่เสียแล้ว พระองค์จึงจำต้องถอยทัพไปตั้งหลักที่แถบเมืองกำปงสวาย !!!

.

       ความอ่อนแอและความแตกแยกของชนชั้นปกครองแห่งยโศธรปุระเป็นมูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ เมื่อกองทัพจามปาได้ยกไพร่พลเรือล่องเข้ามาตามทะเลสาบเขมรหรือ " โตนเลสาป " จากการนำทางโดยพ่อค้าชาวจีน ดอดเข้ามาตีเมืองพระนครตามเส้นทางแม่น้ำเสียมเรียบ โดยที่ชาวเจนละยังมิทันได้ตั้งตัว

.

       พระนครหลวงยโศธรปุระในวันนั้นกลายเป็นทะเลเพลิง ผู้คนล้มตายมากมาย อำนาจแห่งกษัตริย์สมมุติเทพในประวัติศาสตร์อันยาวนานสูญสลายไป !!!

.

       Gossip กันว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี่เองแหละที่ได้ทรง ”ทำสัญญาลับ”ปล่อยให้ศัตรูของเจนละอย่างจามปา สามารถนำกองทัพเข้ามาโค่นล้มศัตรูที่พระองค์ชิงชัง ศัตรูที่บังอาจตั้งตนเป็นกษัตริย์เทวราชาในเมืองพระนคร !!! 
            

     ซึ่งก็ไปสอดรับกับการที่จามปาได้สถาปนากษัตริย์ขึ้นปกครองเมืองพระนครพระนามว่า " อินทรวรมันที่ 4 "  อยู่ยาวนานกว่า 10 ปี และกลับเปิดโอกาสให้ขุนศึกวรมัน ที่ควรเป็น "หอกข้างแคร่"  ได้มีโอกาสซ่องสุมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไว้โดยไม่ได้มีการปราบปรามหรือกวาดล้างให้สิ้นซากแต่อย่างใด

.

     การปล่อยปะละเลยในครั้งนี้  ชะรอยจะเป็นหลักฐานการ " ยืมมือศัตรู ฆ่าศัตรู " อย่างที่  " อู๋ซานกุ้ย "  แม่ทัพราชวงศ์หมิงแห่งด่านซังไห่กวาน เคยปล่อยให้กองทัพแมนจูรุกเข้าตีปักกิ่งเพื่อปราบโจรกบฏที่เข้ามายึดพระราชวัง และบังอาจมาทำร้ายนางอันเป็นที่รัก!!!

.

       แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกัน เมื่อขุนศึกหนุ่มวรมัน ได้ทราบถึงความเดือดร้อนและความทารุณโหดร้ายที่ประชาชนชาวเจนละในเมืองพระนครได้รับ ภายใต้การปกครองของชาวจาม จึงทรงตัดสินใจนำกองทัพเข้าตีเมืองพระนครในช่วงเวลาอ่อนแอที่สุดของจามปา และทรงได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่เหนือสมรภูมิทางน้ำที่ปราสาทพระขรรค์

.

      ในยามนี้พระองค์ทรงรังเกียจระบอบเทวราชาของฮินดูเสียแล้ว เพราะมันเปื้อนด้วยเลือด”พสกนิกร”ของพระองค์เอง !!!

.

      ระบอบการปกครองที่ทั้งศัตรูกบฏและพวกจามได้มาสวมรอยใช้ปกครองผู้คนในอาณาจักรที่ควรจะเป็นของพระองค์โดยชอบธรรม

     ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทลังกา มหายานและวัชรยานตันตระ จึงเป็นตัวเลือกใหม่ ตัวเลือกที่จะต้องเหมาะสมในการนำมาประยุกต์ใช้ ที่สามารถแทนความหมายการแผ่พระราชอำนาจแห่งองค์กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และไม่เคยพ่ายแพ้เช่นพระองค์

.

.

       กษัตริย์ต้องยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าใด ๆ ในศาสนาฮินดูเดิม แต่เถรวาทและมหายาน ไม่อาจตอบสนองความต้องการของพระองค์ได้

.

       เมื่อ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองแผ่นดิน พระองค์จึงได้เลือกพุทธศาสนานิกาย "วัชรยานตันตระ" ที่มีเรื่องราวของเหล่าพระโพธิสัตว์ผู้ทรงพลังอำนาจเหนือเหล่าเทพเจ้า มาใช้เป็นระบอบการปกครองใหม่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์

.

       อาณาจักรใหม่ ที่ไม่เคยโดนช่วงชิงหรือเคยพ่ายแพ้แก่จามปา อาณาจักรแห่งพระโพธิสัตว์สูงสุด และพระองค์ก็คือพระโพธิสัตว์พระองค์นั้น!!! 

.

     ด้วยปรัชญาของนิกายวัชรยานตันตระเปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถบำเพ็ญบารมีขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์สูงสุดเหนือพระศากยมุนีได้  ในขณะที่พระโพธิสัตว์ในลัทธิมหายานนั้นจะอยู่ใต้พระสมณโคดม ยิ่งเป็นศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทลังกาแล้ว ไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าพระศากยมุนีเจ้าในโลกมนุษย์ได้อีกแล้ว

.

       วัชรยานตันตระมีส่วนผสมของฮินดูตันตระในรายละเอียดการบำเพ็ญภาวนาและท่องสวดมนตรา เหล่ามานุษิพุทธะและโพธิสัตว์พุทธะ ล้วนมีอำนาจเหนือเทพเจ้าฮินดู  เช่นพระโพธิสัตว์ไตรโลกยวิชัยต้องคอยกำหราบพระศิวะ  พระหริหริวาหนะอยู่เหนือพระนารายณ์ พระโพธิสัตว์มาริจี มีอำนาจขนาดสามารถทำลายล้างพระพรหมได้!!!

      เมื่อมองกลับมาที่ปราสาทหน้าบุคคล 4 ทิศ จำนวนกว่า 29 ยอด อันเป็นเอกลักษณ์ของอังกอร์ธม ที่มัคคุเทศก์ส่วนมากจะอธิบายกันว่า เป็นภาพ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" และเป็นเค้าพระพักตรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

.

.

       พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สถาปนาพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าพระโพธิสัตว์ และธยานิพุทธ ทั้ง 5 พระองค์ (หนึ่งในนั้นคือพระพุทธเจ้าในมหายานในนาม พระอมิตาภะ)   นั่นคือพระองค์ทรงเป็นดั่ง “พระมหาไวโรจนะ” หรือพระ ”อาทิพุทธ” พระพุทธเจ้าสูงสุดแห่งจักรวาลสากลนั่นเอง

.

       และใบหน้าของเหล่ารูปเคารพพระโพธิสัตว์วัชยานทุกองค์ก็คือใบหน้าของพระองค์เช่นกัน พระองค์จึงสถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง!!!

.

.

      วัชรยานตันตระ ให้ความสำคัญกับพลังแห่งเพศหญิงที่เป็นพลังเบื้องหลังของบุรุษ เช่นเดียวกับฮินดูตันตระ  จึงเกิดรูปเคารพหญิงขึ้นมาแทนมโนภาพ " ติ้งต่าง "  หรือ " บุคคลาฐิษฐาน "  ในพิธีกรรมการสวดภาวนามนตรา  พลังหรือศักติของเพศหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ “พระนางปรัชญาปารมิตา” มโนคติในเรื่องของปัญญาอันเลิศล้ำ

.

    ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พลังแห่งหญิงเป็นเกื่อหนุนอำนาจแห่งเพศชายเสมอ !!!

      รูปเคารพของวัชรยาน ไม่ใช่รูปเคารพเพื่อการกราบไหว้บูชาครับ เป็นเพียงมโนภาพบุคคลาฐิษฐาน เพื่อการบรรลุสู่เป้าหมายพระธรรม  รูปเคารพแต่ละรูปจะทำหน้าที่แค่เป็นองค์ประกอบในการ " เพ่งมอง " สวดมนตรา การใช้ท่ามุทราและมณฑลบูชา ซึ่งเป็นวิถีศาสนกิจของวัชรยานตันตระ

.

      วัชรยานตันตระยังบัญญัติให้มีการใช้เวทย์มนตร์ เรียกว่า “ธารณี” ประจำหรือเฉพาะองค์พระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ  ซึ่งมนตรานั้นจะเป็นภาษาลับที่เรียกว่า “ตันตระ” แตกต่างกันไปในแต่ละองค์

       ซึ่งในทางชั่วร้าย มนตราอาถรรพ์เวทย์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อการ "สาปแช่ง" ดังปรากฏเป็นหลักฐานจารึกสาปแช่งข้าราชการที่คิดคดทรยศและศัตรู อยู่หลายแห่ง

.

      อีกทั้งยังมีการบัญญัติ “มุทรา” หรือการกรีดนิ้วแสดงท่ายกมือดุจปางของพระพุทธรูป ซึ่งมีมากกว่า 250 มุทรา เป็นการเครื่องหมายหรือท่วงท่าแห่งอำนาจลี้ลับ พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งมีท่ามุทราผสมกันต่อเนื่องหลายมุทรา เป็นภาษาลับเฉพาะองค์ ท่ากรีดนิ้วมุทราที่สำคัญคือ สมาธิมุทรา อภัยมุทรา วิตรรกะมุทรา ฯลฯ

.

     นอกจากนี้ วัชรยานตันตระยังมีการบัญญัติ "มณฑลบูชา" หรือ "มนตรเวที " เพื่อการบูชาพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่ง มีกฎเกณฑ์แบบแผนของเครื่องบูชา การจัดบริเวณพิธี อุปกรณ์และ การใช้ " ยันต์มันดารา " (Mandala)

        มหาปราสาทอังกอร์ "ธม"  ก็คือมณฑลมันดารายักษ์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นมุดตอกมหึมาบนพื้นพิภพเพื่อจุดประสงค์ในการปกครองพระราชอาณาจักรของพระองค์ เฉกเช่นผู้ครอบครองจักรวาลสูงสุด ครับ !!!!

.

.

       ผังของปราสาท "ประธาน"  มีการสร้างเป็นอาคารรูปวงกลมเป็นครั้งแรกในศิลปะแบบเขมร ตามแบบมณฑลตันตระ เช่นเดียวกับที่ ปราสาทนาคพันที่มีปราสาทรูปวงกลมอยู่กลางมหาสมุทร รายล้อมด้วยสระสี่เหลี่ยมทั้ง 4 ทิศ

.

.

      มณฑลบูชาขนาดใหญ่นี้ สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการบูชา "พระมหาไวโรจนะ" โดยตรง ยอดปราสาทคือใบหน้าของพระองค์อันหมายถึงทรงเป็นพระมหาไวโรจนะผู้ยิ่งใหญ่เหนือเหล่าเทพเจ้าดั่งเดิม เหนือพระพุทธเจ้า มานุษิพุทธะและพระโพธิสัตว์ทั้งมวลในคติศาสนานั่นเอง

.

      ยันต์มันดาราขนาดใหญ่ของวัชรยานตันตระนอกจากที่นครธมแล้ว ยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่มีการใช้คติปรัชญาของวัรยานตันตระในการสร้างยันต์ยักษ์ขนาดใหญ่ เพื่อประกาศอำนาจแห่งอาณาจักร

      นั่นคือมหามันดารา " บุโรพุทโธ " ในเกาะชวากลางของประเทศอินโดนิเชียครับ !!!

.

.  

    วัชรยานแบบชวา ในพุทธศตวรรษที่ 15 ดูจะคงแบบแผนดั่งเดิมตามบัญญัติและหลักคำสอนของวัชรยานตันตระจากนาลันทาหรือโอริสาในอินเดียมากกว่าวัชรยานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18

.

     ในขณะที่วัชรยานแบบของเขมร ซึ่งอยู่ในสมัยหลังกว่า มีการประยุกต์สร้างรูปโพธิสัตว์มีอำนาจเพิ่มเติมหลายองค์ เช่น พระโลเกศวรเปล่งรัศมี  นางปรัชญาปารมิตา พระวัชรสัตว์พุทธะ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระวัชรธร ฯลฯ แต่ในบุโรพุทโธของชวากลาง กลับนิยมสร้างพระเจดีย์บรรจุพระธยานิพุทธะและให้พระอาทิพุทธะอยู่ในฐานะพระพุทธเจ้าสูงสุดของมณฑลมันดารา แผนผังจักรวาลที่ชวาจึงคล้ายคลึงกับนิกายวัชรยานสายที่แพร่ไปทางธิเบตและเนปาลมากกว่าของกัมพูชา

.

     แผนผังมณฑลมันดาราของปราสาทนครธมมีแบบแผนมาจากการก่อสร้างปราสาทแบบฮินดูเพื่อบูชาเทพเจ้าในยุคก่อนหน้า จึงเกิดการผสมผสานการวางผังมณฑลของจักรวาลรูปผังสี่เหลี่ยมกับรูปวงกลมได้อย่างลงตัว

      หากจะบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ศรัทธาในพุทธศาสนาลัทธิมหายานอย่างที่พูดกันบ่อยครั้ง ก็เห็นจะผิดจากความเป็นจริงไปมาก เพราะพระองค์นิยมในคติวัชรยานตันตระเพื่อนำมาใช้กำหราบลัทธิการปกครองแบบเทวราชเดิมที่พวกจามเอาไปใช้ในช่วงที่ยึดครองเมืองพระนครของพระองค์

.

      ปราสาทที่สร้างในสมัยของพระองค์จะมีก็แต่รูปในศิลปะเทพเจ้าฮินดูที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งเป็นเทพชั้นรอง และเหล่าพระโพธิสัตว์รวมทั้งพระพุทธเจ้าพระอมิตาภะปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้วและปางนาคปรก  แต่ไม่เคยพบรูปสลักพระสงฆ์ในชีวิตประจำวันโกนศีรษะ ทั้งที่ก็มีรูปสลักแสดงชีวิตประจำวันของชาวเขมรอยู่ในระเบียงของปราสาทใด ๆ

.

     หรือพระสงฆ์ในอาณาจักรของพระองค์ก็คือเหล่าพราหมณ์ตันตระที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้ทำพิธีไสยศาสตร์และเวทมนตร์ในพิธีกรรมเร้นลับของวัชรยานตันตระมากกว่าจะเป็นพระสงฆ์แบบที่เราเห็นในปัจจุบัน

.

      พระสงฆ์มีผมแบบพราหมณ์ ถือวัชระสามง่ามและกระดิ่ง !!! 

. 

      พิธีกรรมลี้ลับแห่งตันตระจะช่วยให้อำนาจของพระองค์บรรลุเป้าหมาย ในทางโลก คือได้ครอบครองพระราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ตลอดกาล

. 

.     

      เมื่อสิ้นสมัยของพระองค์ คติศาสนาฮินดูก็กลับมามีอิทธิพลต่อราชสำนักเช่นเดิม เพราะพระมหาไวโรจนะได้ดับสูญไปพร้อมกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว 

      แสดงให้เห็นว่าคติความเชื่ออันเป็นรากฐานของเมืองพระนครไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากลัทธิฮินดู ไศวะนิกายหรือไวษณพนิกายมาเป็นพุทธศาสนามหายานอย่างที่อธิบายกันในทางวิชาการ

.

       เพียงแต่ ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์แค่นำเอาปรัชญาของวัชรยานตันตระมาใช้เป็น "ระบอบ" ในการปกครอง ในการสร้างพระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเท่านั้น

          

        ถึงแม้จะมีการทุบทำลายรูปเคารพที่เป็นพระมหาไวโรจนะหรือที่เรามองเป็นรูปสลักพระพุทธเจ้าปรากฏกระจายตัวไปทั่วในเขตเมืองพระนครธม แต่ก็มีลักษณะของการเลือกทุบทำลาย เพราะไม่ได้มีการทำลายพระโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ

.

.

       นั่นก็แสดงให้เห็นว่า  การเลือกทุบทำลายรูปสลักพระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีความขัดแย้งรุนแรงในคติความเชื่อศาสนา อย่างที่เคยเข้าใจกัน

.

      แต่เพราะกษัตริย์พระองค์ต่อมาที่เป็นพระราชโอรส คงต้องการแก้ไขหรือถอดมนตราอำนาจลี้ลับตันตระ และคงไม่อยากให้พระมหาไวโรจนะของพระราชบิดา มายิ่งใหญ่กว่าพระศิวะหรือพระวิษณุ อันเป็นระบอบการปกครอง

เทวราชรากฐานของพระราชอาณาจักรนั่นเอง !!!!   

.

      การสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าสูงสุดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ส่งผลมาถึงศิลปวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นคือการรับเอาคติที่พระมหากษัตริย์สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้เข้ามาสู่คติพื้นฐานทางพุทธศาสนา

.

       แต่พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทลังกาหรือหินยานของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ยอมให้ใครยิ่งใหญ่ไปกว่าพระศากยมุนีเจ้าอีกแล้ว  ในสมัยต้นอยุธยา รัฐต่าง ๆ ในภูมิภาคสุวรรณภูมิจึงได้สร้างเรื่องพุทธประวัติตอนปราบ "ท้าวชมพูบดี" ขึ้นมาใหม่ เพื่อมารองรับรูปเคารพและคติพระทรงเครื่องกษัตริย์ของวัชรยานตันตระที่กระจายตัวอยู่ทั่วดินแดนที่เคยอยู่ในอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เดิม

.

.

        ถึงจะไม่ให้พระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่ไปกว่าพระพุทธเจ้าศากยมุนี แต่เถรวาทก็มี "กลบท" อันแยบยล ให้กษัตริย์สามารถเลี่ยงบาลีมา "เทียบเท่า" พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในทางโลกได้ ในรูปแบบพระทรงเครื่องกษัตริย์ หรือพระพุทธจักรพรรดิราช !!!!

.

. 

         อีก "กลบท" หนึ่งเพื่อการอธิบายรูปพระวัชรสัตว์ของวัชรยานก็คือกษัตริย์สามารถเป็นพระพุทธจักรพรรดิราชผู้ครองชมพูทวีปทั้ง 4 ในกัลป์ที่พระพุทธเจ้าไมตรยะยังไม่ได้ลงมาจุติได้  ดังปรากฏใน "ไตรภูมิพระร่วง" ของสุโขทัย เพียงแต่กษัตริย์พระองค์นั้นจะต้องครอบครองชมพูทวีปและแก้วจักรพรรดิ 7 ประการ ให้ได้

.

       และนี่คือคตินิยม ที่เป็นต้นเหตุของ "สงครามช้างเผือก" ในสมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งอยุธยา เมื่อพระเจ้าตะเบงชะเวตี้แห่งหงสาวดี ต้องการเป็นพระจักรพรรดิราชครองชมพูทวีป ช้างเผือกก็คือช้างแก้วหนึ่งในแก้ว 7 ประการของจักรพรรดินั่นเอง!!!!!

.

.

       วิชาเกิน “นอกกรอบ” ในมุมมองของผม ถึงตายก็ไม่เสียดายครับ เพราะได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องของ จากอังกอร์ธมสู่พระพุทธจักรพรรดิราชและสงครามช้างเผือกนี้ ให้เพื่อนชาว Blog ได้ปวดหัวกันอีกครั้ง !!!!

.

        นี่พยายามเขียนสรุปให้สั้นที่สุดแล้วนะครับเนี่ย !!!

เพลง "เขมรพายเรือ" จาก Blog คุณสอนสุพรรณครับ       





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
มะอึก วันที่ : 18/04/2008 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมตามมาทำการบ้านก่อนเดินทาง

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
siampatriot วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

เอ... ?? สงสัยผมจะลืมลงชื่ออ่านบล๊อกนี้ไป เลยแวะมาลงชื่ออีกทีครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
joeyman วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

ถูกใจจริงๆครับเรื่องราวประวัติศาสตรื ถึงจะงงชื่อพระพุทธะทั้งหลาย แต่ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

"...พลังแห่งหญิงเป็นเกื่อหนุนอำนาจแห่งเพศชายเสมอ !!!"

ชอบจังค่ะ

...
จริงๆ เข้ามาหาเหตุผลสนับสนุนว่า...
ทำไมแม่สีไฟหลงรักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มานานแล้วน่ะค่ะ


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 11/08/2007 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ภาพที่ 2 เป็นมุมเดียวกับที่สมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพหม่อมเจ้าพูนพิสมัยดิศกุล หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ และหม่อมเจ้าหญิงพิลัยเลขา ประทับฉายพระรูป เมื่อปี พ.ศ.2467 แต่ภาพที่ปรากฏในBlog ไม่มีใบหน้าบายนทางขวามือ เนื่องจากผู้ถ่ายแพนกล้องมาทางซ้าย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Yamalee วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MusicAndMovie
S-S-Say Say Say Say what you wanna say ^^   

ข้อมูลแน่นมากเลยค่ะ
ขนาดเรียนเอกประวัติศาสตร์มา
บางข้อมูลยังไม่เคยเรียนเลย
อยากไปเห็นกับตาตัวเองจังค่ะ
ทั้งนครวัดและนครธม
ไปไกลที่สุดก็แค่ เขาพระวิหารเอง
ตอนที่มหาวิทยาลัยให้ทัศนศึกษา
**ขอAddเป็นเพื่อนบ้านด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 12.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinn

สวัสดีค่ะ...เข้ามาทักทายทำความรู้จักค่ะ

ข้อมูลครบถ้วน ภาพประกอบชัดเจนดีค่ะ

เป็นโบราณสถานอีกแห่ง ที่อยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ข้อมูลสุดยอดเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ชอบอ่านเรื่องแนวนี้ เลยมาขอสมัครเป็นเพื่อนบ้านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

จุมเรียบสูร................สวัสดีแบบกัมพูชา อ่านแล้วได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของบรรพบุรุษและได้กลิ่นอายจากภาพบรรยากาศอันมีมนต์ขลังแห่งเมืองพระนคร

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เมธา วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

ขอบคุณครับ คุณนี่เชี่ยวชาญข้อมูลด้านนี้มากเลยนะครับ
พวกยันต์มันดารา อ่านแล้วน่าทึ่ง ทำให้นึกถึงตำนานเทพและไสยศาสตร์ขอมอันลือลั่น หุหุ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ประเด็น 1 พิมพ์แก้ไขแล้วครับ
- ยโศธรปุระ สถาปนาโดยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ย้ายจากหริหราลัย โลเลย มีปราสาทบาแค็งเป็นศูนยก์กลางของเมือง
- ปราสาทนครธมสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และสถาปนา"เมือง"นครธมขึ้นใหม่ ทับซ้อนไปบนเมืองพระนครหลวงเดิม

ประเด็นที่ 2 ลัทธิไศวะ มีอิทพลต่อศิลปวัฒนธรรมของเขมรโบราณมาโดยตลอด
จนเมื่อมีการฟื้นฟูลัทธิไวษณพโดย ท่านรามานุจในอินเดีย
ก็ได้ส่งอิทธิพลมายังเขมรในพุทธศตวรรษที่ 17

ปราสาทนครวัดเป็นปราสาท ศิริศะ ที่สร้างอุทิศถวายพระนารายณ์ จึงมีการสลักเรื่องราวรามยณะ นารายณ์สิบปาง สงครามกุรุเกษตรของพระกฤษณะ และเรื่องราวของพระกฤษณะ ไว้โดยรอบ

ด้านบนปราสาทมีรูปพระวิษณุครุฑพ่าห์ เป็นประธานหลัก
และมีการสร้างรูปเคารพเช่นเดียวกันนี้จำนวนมากในสมัยของพระองค์

ปราสาทนครวัด ไม่น่าใช่สุสาน ตามความเชื่อของชาวฝรั่งเศสที่ฝังใจกับอารยธรรมอียิปต์ครับ
แต่จะเป็นอะไรนั้น ผมก็ไม่กล้าฟันธง จนกว่าจะศึกษาคติปรัชญาหลังความตายของคัมภีร์ต้นตำหรับในอินเดียก่อน

ประเด็นที่ 3
ราชสำนักยังคงมีรากฐานของฮินดูอยู่โดยปกติ แต่พระเจ้าชัยวรมันเปลี่ยนเฉพาะระบอบการปกครอง รายละเอียดของพิธีกรรมกษัตริย์ ก็ยังเป็นของฮินดูตันตระโดยปกติ

การทุบทำลายรูปพระพุทธเจ้ามีคำอธิบายมาก แต่ไม่มีใครพูดเรื่องคตินิยมทางความเชื่อกันเลยครับ

ภาพพระโพธิสัตว์ในรูปของพระมหาไวโรจนะ อาจจะเป็นรูปพระพรหมได้ ในคติฮินดู

พระโพธิสัตว์มากมายถูกลดความสำคัญ แปลงให้เป็นเทพเจ้าชั้นรองได้
แต่ภาพสลักพระพุทธเจ้าอาทิพุทธ วัชรสัตว์ มหาไวโรจนะ และธยานิพุทธะในรูปปางสมาธินาคปรก หรือในซุ้มเรือนแก้ว มีความหมายอยู่เหนือเทพเจ้าฮินดู

ตรงนี้ครับที่ต้องทำลายครับ

เพราะหากไม่ทำลายพระ"หลัก"สูงสุดของปราสาทในยุคก่อน ทำลายยันต์มันดาราเดิมที่ตอกสลักไว้บนแผ่นดิน กษัตริย์องค์ใหม่ก็ไร้อำนาจของเทพเจ้า และยากจะปกครองผู้คน

จึงสังเกตว่า ไม่มีการรื้อปราสาทหรือทุบทำลายรูปพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะออกมานอกเขตพระนครหลวงมากนัก

ทำลายแค่หัวใจของยันต์มันดารา"หลัก" พลังของยันต์มันดารา ในอโรคยศาลาทั่วราชอาณาจักรที่เหลือก็จะเสื่อมลงไปเอง

ผลข้งเคียง"ในความเชื่อ"ก็คืออาณาจักรก็แยกย่อยไป สุโขทัย ลพบุรี อโยธยา สุพรรณภูมิ เพชรบุรี ก็เป็นอิสระหลังจากยันต์ยักษ์ถูกถอดออกไป

ขอบคุณครับที่ร่วมแจม แล้วจะกลับไปชมเรื่องนครวัด นครธมที่ Blog นะครับ





ความคิดเห็นที่ 5 (0)
BlackandWhite วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 16.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blackandwhite



ครบถ้วนกระบวนความ ต้องกลับมาอ่านอีกรอบแล้วครับเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปุ๊บปั๊ป วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 15.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/champions

เคยอ่านมาบ้างค่ะ

แต่ไม่ค่อยจำ

เพียงจับใจความได้ว่า

เป็นความสามารถของผู้ครองเมืองที่น่าทึ่งเลยทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
naitiwa วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...

โอ...
สุดยอดครับ
อ่านแล้วได้อะไรมากมายเลยครับ
ขออนุญาตเก็บความเอาไปย่อยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เมธา วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

หมายเหตุข้อ 1 : พระเจ้าไชยะวรมันที่ 7 ได้สร้าง “นครธม” (Angkor Thom) หรือพระนครหลวงแห่งเมืองขอมขึ้นใหม่อีกครั้งราวปี พ.ศ.1700-1750 (โดยทับที่เก่าของ "พระนคร" เดิม ประมาณว่า บูรณะเมืองขึ้นใหม่)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เมธา วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/talkwithMetha

สวัสดีครับคุณวรณัย
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายซึ่งทำให้ผมรู้และได้อะไรเยอะมากขึ้นครับ เพิ่งไปนครวัด นครธมมาเมื่อปลายเดือนพฤษภาเหมือนกัน กำลังจะเขียนเรื่องเล่าอยู่พอดี รออ่านที่บล๊อคผมนะครับ
ผมมีประเด็นอยากให้คุณวรณัยเพิ่มเติมให้ หรือเช็คข้อมูลเพิ่มจากบทความที่คุณเขียน ดังนี้ครับ
1. "ปราสาทอังกอร์ธม หรือปราสาทนครธม เป็นมหาปราสาทขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในกลุ่มปราสาทของเมืองยโศธรปุระหรือเมืองพระนครหลวงที่สร้างในยุคในยุคพุทธศตวรรษที่ 15 สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชาอันเกรียงไกรในภูมิภาคสุวรรณภูมิ"
เข้าใจว่า พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นผู้สร้าง พระนคร(Angkor) ขึ้นก่อนในราวปี พ.ศ. 1450 (ศตวรรษที่ 15)ก่อนสุริยะวรมันที่ 2 จะสร้างนครวัด ในปี พ.ศ. 1650-1700 แต่กษัตริย์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของขอม คือ พระเจ้าไชยะวรมันที่ 7 ซึ่งได้สร้าง “นครธม” (Angkor Thom) หรือพระนครหลวงแห่งเมืองขอมขึ้นใหม่อีกครั้งราวปี พ.ศ.1700-1750
2. "เลยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 ในสมัยของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 จึงได้เริ่มฟื้นฟูลัทธิไวษณพขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ กลายมาเป็นการสร้าง “บรมวิษณุโลก” หรือ "มหาปราสาทนครวัด" สุดอลังการนั่นเอง"
อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ฟังมาว่า สูริยะวรมันที่ 2 ศรัทธาศาสนาพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่ ดังนั้นจึงสร้างนครวัดขึ้นโดยหันหน้าไปทางตะวันตก เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 หลังสิ้นพระชนม์ เพื่อยกพระองค์ขึ้นเสมอเหมือนเทพเจ้า ในพระนามหลังความตายว่า "บรมวิษณุโลก" อันเป็นปรางค์อวตารหนึ่งของพระนารายณ์
ลองเช๊คดูนะครับ
3. เรื่อง "มหาปราสาทอังกอร์ "ธม" ก็คือมณฑลมันดารายักษ์ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นมุดตอกมหึมาบนพื้นพิภพเพื่อจุดประสงค์ในการปกครองพระราชอาณาจักรของพระองค์ เฉกเช่นผู้ครอบครองจักรวาลสูงสุด ครับ !!!! "
ทไห้ผมได้ข้อมูลดีขึ้น แต่อยากให้เพิ่มเรื่องที่คุณเล่าว่า " เมื่อสิ้นสมัยของพระองค์ คติศาสนาฮินดูก็กลับมามีอิทธิพลต่อราชสำนักเช่นเดิม เพราะพระมหาไวโรจนะได้ดับสูญไปพร้อมกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว"..
เกี่ยวกับกษัตริย์สมัยต่อมาได้พยายามทำลายใบหน้าพระโพธิสัตว์โดยทำลายรูปปั้นในปราสาทบายนทิ้ง แต่ทำลายไปกว่าครึ่งมีคนทัดทานว่า สามารถเสริมดวงตาที่สามบนหน้าผากได้ ตามความเชื่อฮินดู จึงทำให้รูปหน้ายังเหลืออยู่แต่มีดวงตาที่สามเพิ่มไป..

ผิดถูกก็แลกเปลี่ยนกันนะครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]