• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 2555148
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 20654 , 15:12:13 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ทางแก้ว โหวตเรื่องนี้

@  อยุธยายศยิ่งฟ้า                        ลงดิน   แลฤา

อำนาจบุญเพรงพระ                       ก่อเกื้อ

เจดีย์ละอออินทร                            ปราสาท

ในทาบทองแล้วเนื้อ                       นอกโสม

พรายพรายพระธาตุเจ้า     เจียนจันทร์  แจ่มแฮ

ไตรโลกเล็งคือโคม                         ค่ำเช้า

พิหารระเบียงบัน                           รุจิเรก   เรืองแฮ

ทุกแห่งห้องพระเจ้า                       นั่งเนือง ฯ

ศาลาอเนกสร้าง                        แสนเสา  โสดแฮ

ธรรมาสน์จูงใจเมือง                       สู่ฟ้า

พิหารย่อมฉลักเฉลา                       ฉลุแผ่น   ไส้นา

พระมาสเหลื่อมเหลื่อมหล้า             หล่อแสง ฯลฯ

@ อยุธยายศโยกฟ้า                        ฟากดิน

ผาดดินพิภพดยว                            ดอกฟ้า

แสนโกฏบยลยิน                             หยากเยื้อ

ไตรรัตนเรืองเรืองหล้า                    หลากสวรรคฯ

อยุธยาไพโรจใต้                          ตรีบูร

ทวารรุจิยงหอ                                สรหล้าย

อยุธยายิ่งแม้นสูร                             สุระโลก  รงงแฮ

ถนัดดุจสวรรคคล้ายคล้าย                แก่ตาฯ

@ ยามพลบสยงกึกก้อง                    กาหลแม่ฮา

สยงแฉ่งสยงสาวทรอ                     ข่าวชู้

อยุธยายิ่งเมืองบน                           มาโนช  กูเอย

เขตรตระหลบข่าวรู้                        ข่าวยาม

        “กำสรวลสมุทร” ในบทที่กล่าวถึงความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา  มีความเชื่อในหมู่นักวิชาการว่าเป็น "วรรณกรรม" ที่มีมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา แต่มีการแต่งเติมต่อกันมาในหลายสมัย จนกลายมาเป็น "กำสรวลศรีปราชญ์"ในสมัยสมัยพระนารายณ์

.

        จากสัมผัสย้อนอดีต ของมหาราชธานี "กรุงศรีอยุธยา" ก่อนวันดับสูญจาก  Blog   http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/07/05/entry-1 ที่แล้ว ในวันนี้ผมจะขออนุญาตพาเพื่อนชาว BlogOKNation ร่วมเดินทางย้อนสู่อดีตอันไกลโพ้นอีกครั้ง

.

       สัมผัสครั้งนี้ เป็นการย้อนอดีตเพื่อไปสืบสวนและร่วมกันค้นหา "ความจริง" จากเรื่องราวที่เป็นข่าวคราวในสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องราวของ "พระมาลาทองคำ" หรือ "เครื่องศิราภรณ์ทองคำ" ที่ไปปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์อาเซียนอาร์ต ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

.

        ผ่านไปกว่าสองปีแล้วที่ข่าวคราวของพระมาลาทองคำเงียบหายไป หลายคนก็ให้เกิดความสงสัย ทำไมยังไม่มีการทวงคืนและตอนนี้พระมาลานั้นอยู่ที่ไหน ?

.

      ในช่วงแรกของเหตุการณ์หลายคนคงยังจำกันได้กับข่าวเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยรัฐบาลที่แล้วเป็นโต้โผใหญ่ ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจพิสูจน์ว่าศิราภรณ์ทองคำนั้น เป็นของไทยหรือไม่

.

       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ที่ต่างก็ล้วนเชี่ยวชาญกันเป็นหนักหนา มีการอ้างถึง "เครื่องทอง" จาก"กรุ"หลวงกรุงศรีอยุธยา ที่ค้นพบโดยการขุดอย่างถูกต้องและลักลอบขุดในเวลาเดียวกัน

        "กรุวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา" จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อใช้อ้างอิงของคณะกรรมการและสื่อมวลชน ในการอ้างความเป็นศิลปะอยุธยา "แบบคิดเองเออเอง" โดยใช้วิธีการเทียบเคียงลวดลายและการขุดกรุได้ในเมืองไทย

.

       โดยลืมไปว่า กรุวัดราชบูรณะ ถูกลักลอบขุดและขโมยโดยมี "ตำรวจ" เป็นต้นทาง ลืมความจริงว่า กรุวัดราชบูรณะนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพระมาลาทองคำนั้นเลย !!!

.

       จากการสำแดงฤทธาของกรรมการผู้มีอาวุโส แต่อ่อนประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงของการค้าวัตถุโบราณระดับโลก จึงทำให้ข่าวคราวของพระมาลาทองคำ "บิดเบือน" 

.

         พยายามโยงให้พระมาลาทองคำนั้นเป็นของกรุวัดราชบูรณะโดยการ "อุปมา" หรือ "ติ้งต่าง" !!!

.         

       และการบิดเบือนนั้น ทำให้หลายคนในประเทศไทยที่อ่านข่าวสารแบบผ่าน ๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ยังคงคิดว่า  "ในเมื่อเป็นของกรุวัดราชบูรณะ แล้วทำไมประเทศไทยเราถึงไม่ทวงคืนเสียที"

.

          ทวงคืนไม่ได้หรอกครับ เพราะมันไม่ใช่ของกรุวัดราชบูรณะ !!!

.   

        แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น เรามาถกกันต่อในตอนท้ายของการเดินทางไปสัมผัสย้อนอดีตจะดีกว่าครับ แต่ก็บอกกันไว้ก่อนว่าเรื่องราวของผม เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าจะไม่ไปเหมือนกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ท่านได้ยินมาจาก "ผู้รู้" ทั้งหลาย ก็ขออย่าได้เชื่อผมล่ะกัน เพราะเรื่องของผมเป็นเรื่อง "นอกกรอบ" ครับ

.

        "ความสำคัญ" ของเรื่องพระมาลาทองคำไม่ได้อยู่ที่ตัว "สิ่งของที่มีค่าเป็นทองคำ" แนวคิดของผมเห็นตาม "อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม" ที่ท่านได้เสวนาให้ความรู้ในโครงการของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ข้อมูลและภาพส่วนหนึ่งของเรื่องนี้มาจากการเสวนาในครั้งนั้นครับ 

.

       แนวคิดของท่าน คือ อยากให้เราได้มองอะไรมากไปกว่าเครื่องทองโบราณเพียงชิ้นเดียว แต่ให้มอง "คุณค่า" ที่เชื่อมโยงจากพระมาลาทองคำไปสู่ความสำคัญของ "พระมหาธาตุ" อันเป็นหัวใจและเสาหลักของชุมชน บ้านเมือง รัฐหรืออาณาจักรมากกว่า

.

       เพราะปัจจุบัน พระมหาธาตุในอยุธยาเกือบทั้งหมด ถูกลักลอบขุดหาสมบัติโดยผู้มีอำนาจรัฐและถูกขุดโดยชอบธรรม นำพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชาแต่โบราณ มาตั้งจัดแสดงในพิพิพิธภัณฑ์

.

       จาก"ความศักดิ์สิทธิ์" ที่ผู้คนในราชอาณาจักรยุคสมัยหนึ่งกลายมาเป็นเพียงวัตถุโบราณทรงคุณค่า เพื่อให้คนไทยที่เป็นชาว "พุทธ" และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาเที่ยวชม

        สิ่งที่เห็นหรือจัดแสดงอยู่ตรงหน้านั่นแหละ คือสิ่งที่ชาวพุทธทั่วทุกแว่นแคว้นจากอดีตสมัยสิ้นพระพุทธองค์ต่างแย่งชิงเพื่อนำกลับไปนมัสการ "สูงสุด" ยิ่งกว่าพระมหาเศวตรฉัตรแห่งบัลลังก์พระจักรพรรดิเสียอีก

.

       เราต่างหลงลืม "พระมหาธาตุ" อันเป็นสัญลักษณ์เตือนใจในพระธรรมคำสอนแห่งพระศากยมุนีเจ้า ในโลกแห่ง "เศรษฐกิจการท่องเที่ยว"ไปเสียแล้ว

.

        นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศก็สงสัย ทำไมพุทธวัฒนธรรมของไทย จึงต่างไปจากพม่าและลาวคนละเรื่อง ของไทยเน้นแต่เรื่อง"เปลือก"!!!!

.         

       สิ่งที่เป็นแก่นแท้ในพระพุทธศาสนาและการ "ฝึกปฎิบัติ"ธรรม กลายมาเป็นสินค้าราคาสูงดาษดื่นและพระสงฆ์ก็เน้นไปทางโลกของละเม็งละคร....โลกจอมปลอม!!!!

.

       พระมหาธาตุ พระบรมธาตุ คือพระสถูปอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีสิกธาตุ พระบรมธาตุและพระธาตุ ในความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิ"เถรวาท" ที่สืบเนื่องมาจากเกาะลังกา หรือจะเรียกว่านิกาย "ลังกาวงศ์" ของผู้คนและรัฐในลุ่มน้ำต่าง ๆ ของอุษาคเนย์

.

        "กรุ" ก็คือห้องเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นภายในสถูปเจดีย์เพื่อบรรจุพระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องราชูปโภค และสถูปสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ คติการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุมีที่มาจากอินเดีย แต่เดิมนั้นพระสถูปเริ่มต้นจาก "เนินดินหลุมฝังศพ" เมื่อมีพุทธศาสนาแล้วจึงมีการสร้างสถูปขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

      ต่อมาจึงเกิดคติความเชื่อที่ว่าเมื่อครบ ๕,๐๐๐ ปี หรือหนึ่งกัลป์ พระพุทธศาสนาจะถึงแก่การสิ้นสุด จึงมีการสร้างพระพิมพ์ขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ โดยตั้งหวังให้ผู้คนในอนาคตที่มาพบพระสถูป จะได้นำไปบูชาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาสืบต่อไป ในยุคสมัยต่อมาจึงมีการถวายสิ่งของมีค่าประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะ"ทองคำ" บรรจุในสถูปพร้อมกับพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเป็นการ"พุทธบูชา"

        พระเครื่องที่เคยบรรจุอยู่ในกรุ ก็ถูกคนในยุคปัจจุบันขุดขึ้นมาใช้ค้าขายแจกจ่ายเลี่ยมใส่กัน แทนที่จะสร้างพระเพื่อบรรจุกรุสืบพระศาสนา ทำราวกับว่าพระพุทธเจ้าสิ้นกัลป์ 5,000 ปีไปแล้ว! !!!

.

        ในสมัยอยุธยาไม่มีพระเครื่องใช้กันครับ เครื่องรางของขลัง ก็จะเป็นผ้ายันต์ ตะกรุด ผ้าประเจียด ผ้าแดง ตะกรุดลงยา พระเครื่องปลุกเสกเพิ่งมานิยมในช่วงรัตนโกสินทร์นี้เอง พระเครื่องโบราณสร้างขึ้นเพื่อเป็น "พุทธบูชา" เท่านั้น

       ส่วนที่ห้างพระเครื่องชอบอ้างเรื่องพุทธคุณ ความศักดิ์สิทธิ์อะไรให้กับพระจากกรุโบราณนั้น เป็นการ "แต่งคติความเชื่อ(นิทาน)" ให้ใหม่ โดยคนในรุ่น 40 – 70 ปีที่แล้วครับ

.

      กรุงศรีอยุธยา ในวันที่บ้านเมืองรุ่งเรืองถึงขีดสุดก่อนการล่มสลาย มีพระมหาธาตุที่สืบเนื่องย้อนอายุมายาวนานเป็นหลักของอาณาจักรครับ

.

      ผมใช้บันทึกของชาวกรุงศรีอยุธยาที่มีชื่อว่า "คำให้การหลวงประดู่ทรงธรรม" เป็นแผนที่เดินทางของเรา ร่วมกันนมัสการพระมหาธาตุ"หลักแห่งพระนคร" ทั้ง 5 แห่ง ทั้งใน Blog นี้และในความเป็นจริงหากท่านมีเวลาเดินทางไปครับ

.

       " ....อนึ่ง ซึ่งเป็นหลักกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาราชธานีนั้นคือ พระมหาปราสาทสามองค์กับพระมหาธาตุวัดพระราม 1 วัดหน้าพระธาตุ 1 วัดราชบูรณะ 1 แลพระมหาเจดียสถานวัดหลวงศุภสวรรค์ 1 วัดขุนเมืองใจ 1 ...”

.

         เริ่มต้นที่วัดพระราม จากความเห็นของผมเอง วัดพระราม "น่าจะ" สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ด้วยการพบเครื่องประดับอาคารที่ทำจากหินทราย รากฐานที่เป็นศิลาแลงและมีการค้นพบรูปพระวัชรสัตว์พุทธะอันเป็นคตินิยมของเขมรโบราณในยุคพุทธศตวรรษที่ 18 ลงมา

.

        วัดพระรามน่าจะเคยเป็น"อโรคยศาลา"ในคติวัชรยานบายน ก่อนจะถูกแปลงเป็นพระปรางค์มหาธาตุ ในคติเถรวาทในราวพุทธศตวรรษที่ 20 และมีการสร้างวิหารรายและเจดีย์ทิศในสมัยต่อมาและมีการบูรณะใหญ่อีกครั้งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ

        วัดนี้ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางพระนครครับ เป็นมหาธาตุสำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยาในยุคกลาง - ปลาย แต่ด้วยมีการลักลอบขุดขโมยพระบรมธาตุ พระเครื่อง เครื่องทองและเครื่องพุทธบูชาทั้งหลายออกไปหมดแล้ว "กรุ"ของวัดพระรามจึงดูจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษเช่นดังที่พบที่วัดราชบูรณะ

.

         ที่พิเศษสุดก็คือ ปรางค์มหาธาตุวัดพระรามเคยเป็นรูโบร๋ว เพราะได้รับเกียรติเป็นเป้าซ้อมปืนใหญ่ให้กับทหารมณฑลอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 5 !!!

.

      วัดหน้าพระธาตุ หรือวัดมหาธาตุ วัดนี้สร้างขึ้นในยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 เดิม "น่าจะเป็น" ศาสนสถานในลัทธิไศวะนิกาย เช่นเดียวกับปราสาท "ศาลพระกาฬ" ที่ลพบุรีหรือ"ลวะปุระ" แต่มีการดัดแปลงเป็นศาสนาสถานแบบวัชรยานบายนในพุทธศตวรรษที่ 18 ก่อนถูก" รื้อ" และสร้างใหม่เป็นพระมหาธาตุในพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งก็มีการสร้างกรุลึกลงไปจากระดับพื้นรากฐานเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

       ร่องรอยของ "หินทรายสีเทา" จำนวนมาก ทั้งที่ใช้เป็นโครงสร้าง แกะสลักลวดลายเป็นเครื่องประดับพระปรางค์และเป็นหินทรายที่กลายมาเป็นชิ้นส่วนพระพุทธรูป เป็นหลักฐานของการปรับเปลี่ยนดัดแปลงปราสาทแบบเขมรมาเป็นพระปรางค์คล้ายกับมหาธาตุลพบุรี ที่ยังมียอดไม่สูงนัก โดยใช้หินศิลาแลงจากปราสาทเก่ามาเป็นรากฐานขนาดใหญ่

       พระปรางค์วัดมหาธาตุเป็นคติการสร้างปรางค์รุ่นแรกของอุษาคเนย์ เป็นการเลียนแบบการสร้างปราสาทศิลปะเขมรโบราณ เราจึงสามารถพบ "ศิลปะ" พระปรางค์มหาธาตุได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น!!!                                

       ชิ้นส่วนของปราสาทแบบเขมรเดิมถูกนำมาใช้สร้างเป็นเครื่องประดับพระสถูปทรงปราสาทในยุคแรกของการสร้าง ในขณะหินทรายส่วนที่เหลือก็ถูกนำมาสร้างเป็นพระพุทธรูปหินทรายที่เรามักจะเห็นวางกองเป็นชิ้นส่วน นั่นก็เพราะแต่ละชิ้นคือ"หินหนึ่งก้อน"ของหินโครงสร้างปราสาทนั่นเอง

       จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 มีความนิยมการสร้างปรางค์ให้มีทรงสูงชะลูดขึ้นจากเดิม เรียกว่าทรง "ฝักข้าวโพด" พระปรางค์วัดมหาธาตุจึงถูกดัดแปลงเสริมความสูงขึ้นในยุคนี้ และมีการสร้างวิหารสี่ทิศขึ้นด้านบน

       ด้วยการแบกน้ำหนักมานานกว่า 200 ปี พระมหาธาตุก็พังลงในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 !!!

       ในช่วงทศวรรษที่ 2500 มีการขุดค้นอย่างไม่เป็นวิชาการและเร่งรีบในสมัยของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม เพื่อ"กู้" พระบรมสารีริกธาตุ และก็สามารถนำพระบรมสารีสิกธาตุออกมาจากกรุได้เป็นผลสำเร็จ

      เป็นการขุดพบพระบรมสารีริกธาตุจากพระมหาธาตุ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย!!!

.

       ในขณะเดียวกันก็มีความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เพราะในช่วงเวลาขุดกรุวัดมหาธาตุนั้น กรุวัดราชบูรณะกลับถูกตำรวจร่วมกับนักขุดกรุ บุกรุกเข้าไปขโมยสมบัติโบราณและเครื่องทองพุทธบูชา เป็นผลให้ พระบรมสารีริกธาตุของวัดราชบูรณะหายสาบสูญไปตลอดกาล !!!

.

       ....หรือชิ้นส่วนของพระบรมสารีริกธาตุอาจจะตกหล่นในระหว่างความรีบเร่งระหว่างการรื้อค้นนำเครื่องทองขึ้นไปจากกรุ ตกหล่นอยู่ในพระปรางค์นั้น ? 

        ตกหล่นบนพื้นดินของกรุ ให้นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นลงไปเหยียบย่ำพระพุทธองค์เพื่อเป็นการบูชา "การท่องเที่ยว" !!! 

...

        วัดต่อมาคือวัดขุนเมืองใจ อยู่ริมถนนสายหลักจากสะพานโรจนะ ถ้าใครไม่สังเกตก็จะไม่รู้ว่านี่คือวัดมหาธาตุหลักอันเป็น"ศรี"ของพระนครอีกแห่งหนึ่งในอดีต

.

        อาจารย์ น ณ ปากน้ำ เชื่อว่า วัดขุนเมืองใจเป็นวัดที่สร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาด้วยศิลปะและการเรียงอิฐที่เก่าแก่เรียกว่า"ศิลปะอโยธยา"

.

       วัดขุนเมืองใจ มีการสร้าง "ซ้อนทับ" หลายยุคสมัย ตั้งแต่ยุคต้นจนถึงยุคปลาย แต่สภาพของสิ่งก่อสร้างในวัดถูกทำลายและมีร่องรอยการรื้อถอน การรื้ออิฐไปขาย การลักลอบขุดกรุโดยการใช้เชือกรั้งพันรอบองค์ระฆังแล้วใช้รถลากให้ล้ม หรือพันเชือกกับต้นไม้ใหญ่แล้วตัดต้นไม้ให้ล้มลง พระเจดีย์ก็จะถล่มลงมา

.

         แล้วจึงค่อยคุ้ยหาสิ่งของมีค่าที่คนโบราณนำมาบรรจุกรุไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา!!!

.        

          วัดขุนเมืองใจจึงไม่เคยพบกับพระบรมสารีริกธาตุ เครื่องทอง หรือเครื่องพุทธบูชาใดมายาวนานแล้ว  ปัจจุบันมีการบูรณะเป็น "แหล่งท่องเที่ยว" จากซากกองอิฐและกากปูนที่เคยเป็น"มหาธาตุ"ที่สวยงาม

...

        เรามาเยือนพระมหาเจดียสถานวัดหลวงศุภสวรรค์ เจดีย์วัดสบสวรรค์ หรือเจดีย์ศรีสุริโยทัยที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ผู้สร้างประวัติศาสตร์สยามอีกพระองค์หนึ่งได้ถวายพระนามให้ไว้ จากความประทับใจในพงศาวดารที่ไปเหมาะเจาะลงตัวกับวรรณกรรม "โจนออฟอาค" สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

.

       เจดีย์วัดสบสวรรค์ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะช่วงอยุธยาตอนกลาง มีการเพิ่มเติมซุ้มจระนำเพื่อแปลงเป็นคติเขาพระสุเมรุในช่วงอยุธยาตอนปลาย

       วัดสบสวรรค์ เป็นวัดใหญ่ปรากฏในแผนที่ของชาวต่างประเทศ ต่อมาเป็นที่ตั้งของกรมทหารปืนใหญ่และกลายมาเป็นโรงเหล้า มีการรื้อถอนและทำลายวัดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเจดีย์ทรงลังกาที่เชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างเป็นพุทธบูชาถวายแก่พระศรีสุริโยทัย ก็ถูกทำลายโดยการเป็นเป้าซ้อมยิงปืนใหญ่

          แหม ทหารปืนใหญ่อยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ขยันซ้อมกันซะจริง ๆ ก็เจดีย์มันมีมากมายจะพังไปซักสิบยี่สิบองค์จะเป็นไรไป !!!

.       

       ในราวปี 2532 มีการบูรณะใหญ่พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จึงพบร่องรอยของการ "ซ่อม" กรุพระมหาธาตุในสมัยรัชกาลที่ 6 ตรงบริเวณแกนฉัตรใต้ปล่องไฉน เหนือบัลลังก์ยอดองค์ระฆัง

.

       เมื่อขุดตามรอยเดิมเข้าไป ก็พบกับพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์แก้วควอทซ์ พร้อมเครื่องพุทธบูชาทองคำ จำนวนไม่มากตามศิลปะที่ดูไม่ปราณีตละเมียดละไมในการสร้างมากนัก น่าจะสร้างขึ้นในช่วงกลางถึงปลายอยุธยาคือในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมา เพราะมีรูปแบบแข้งสิงห์และทองดุนลายไม่ใช่การถักทองขึ้นรูปแบบเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะ

      ซึ่งก็หมายความว่า คติในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ได้เปลี่ยนแปลงย้ายขึ้นมาอยู่ส่วนยอดขององค์ระฆังของพระเจดีย์ตามคติเดิมในอินเดียในช่วงศิลปะอยุธยาตอนกลางมาแล้ว ไม่เหมือนกับคติเดิมในสมัยการสร้าง "มหาธาตุ" อยุธยาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ที่เลียนแบบการฝังสิ่งสำคัญจากฮินดูตันตระเขมรที่จะฝังยันต์มันดารา ทองรูปมงคลและสิ่งของมีค่าไว้ใต้ดินกึ่งกลางของฐานปราสาท

. 

       ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุวัดสบสวรรค์ก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับพระบรมสารีริกธาตุอื่น ๆ ในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา!!!

.

.

        วัดสุดท้ายใน 5 วัดหลักแห่งพระนคร คือวัดราชบูรณะ วัดนี้สร้างขึ้นหลังวัดมหาธาตุไม่นานนัก ในคติความเชื่อที่ยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเขมรโบราณอยู่อย่างมากมาย ปรางค์ประธานวัดราชบูรณะสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคต้น ๆ ของกรุงศรีอยุธยา

.

         พระศรีนครรินทราชาธิราช เป็นกษัตริย์ที่บันทึกของราชวงศ์หมิงเรียกว่าพระนครอินทร์ เป็นผู้นำช่างฝีมือชาวจีนมาเป็น "ครู" ฝึกการปั้นสังคโลกและเครื่องปั้นดินเผาให้กับชาวเสียม

.

       แต่ประวัติศาสตร์ไทยก็ยังคงพยายามยัดเยียดบิดเบือนให้กลายเป็นพระร่วงให้กลายเป็นพ่อขุนรามคำแหงตามแบบเรียนและในสื่อสารประเภทสารคดีเด็ก ๆ อยู่วันยังค่ำ !!!!

.

        วัดราชบูรณะ น่าจะสร้างทับไปบนปราสาทวัชรยานบายนเขมรเดิม โดยรื้อและดัดแปลงให้กลายมาเป็นมหาธาตุ  ใช้วิสดุศิลาแลงเป็นโครงสร้างหลักและปั้นปูนปั้นประดับแบบอยุธยายุคกลิ่นอายวัฒนธรรมเขมรที่ดัดแปลงลวดลายมาเป็นศิลปะของตนเองแล้ว

.

       ด้วยเป็นการสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชาถวายแด่พระศากยมุนี ในคติโบราณ ปรางค์วัดราชบูรณะจึงเป็นที่สะสมเครื่องบูชา พระเครื่องและสิ่งของมีค่ามากมายจากทุกหัวเมืองแว่นแคว้น ในพระราชอาณาจักร "ศรี"อยุธยา ซึ่งผู้ที่รวบรวมแว่นแคว้นมาเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังมีการติดต่อสัมพันธ์กับจักวรรดิจีนในราชวงศ์หมิงก็คือพระศรีนครรินทราชาธิราช

.

.

       ปรางค์องค์นี้ เป็น "มหาธาตุ" ที่พระราชโอรสเจ้าสามพระยา หรือขุนหลวงพระงั่ว สร้างถวายเป็นการทำบุญถวายแด่พระราชบิดา พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สวรรคตไปแล้ว

.

       เครื่องทองทั้งหลาย จึงเป็นเครื่องราชูปโภค เครื่องราชกุธภัณฑ์ พระมาลาทองคำ จุลมงกุฎ พระแสงดาบ ทั้งจำลองและเป็นของจริงก็หลายชิ้น

       ซึ่งนั่นก็ควรเป็นเครื่องทองของ"พระศรีนครินทราชาธิราช" พระมหากษัตริย์ผู้รวบรวมเสียมหลอและเสียมหู่ ให้เป็นเสียมหนึ่งเดียวครับ !!!

.

      เครื่องทองวัดราชบูรณะถูกลักลอบขุดปล้นขโมย โดยมีนายตำรวจเป็นต้นทางให้นักขุดกรุลงไปทำงานอย่างเร่งร้อน

      ด้วยอารามรีบร้อน ข้อมูลที่ได้จากคนขุดจึงสับสน และพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชาวไทยก็หายสาบสูญไปตลอดกาล!!!

.

.

         กรุวัดราชบูรณะแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นบนเป็นที่เก็บพระพุทธรูปเป็นองค์ ๆ  และพระเครื่องพระพิมพ์  พระพิมพ์บางส่วนเป็นของคนจีนมีจารึกเขียนไว้ด้านหลัง เชื่อว่า ข้าราชการ ขุนนาง ประชาชน พ่อค้า คหบดีในแว่นแค้วนมีส่วนร่วมในการนำพระพิมพ์มาบรรจุถวายเป็นพุทธบูชาร่วมกัน จึงพบพุทธศิลป์ทั้งสุโขทัย ลพบุรี สุพรรณบุรี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 – 20 มาร่วมบรรจุกรุไว้มากมาย

.

.

.        

       กรุชั้นที่สองนั้นมีซุ้ม 4 ทิศและมีภาพเขียน"พระอดีตพุทธเจ้า  24 พระองค์" อันเป็นคติศาสนาและศิลปกรรมของลังกาวงศ์ บริเวณชั้นนี้พบเครื่องทองนานาชนิด รวมทั้งเครื่องราชกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์

.

        กรุชั้นที่สาม เป็นที่เก็บสร้างพระปรางค์จำลองและสถูปพระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้งลวดลายดุนทองของสัตว์และภาพมงคล อันยืนยันได้ว่า นี่คือสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระพุทธองค์โดยแท้

.

        พระเครื่องเนื้อโลหะต่าง  ๆ โดยเฉพาะเนื้อชินและพระพุทธรูปหน้าตักจำนวนมาก กรมศิลปากรนำมาแบ่งขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินไปสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเจ้าสามพระยา

.

.

.

        เราเดินทางสัมผัสย้อนอดีตมาครบ 5 พระมหาธาตุอันเป็นหลักเป็น"ศรี"แห่งอยุธยากันจนยาวนานแล้วครับ  ก่อนจะจบการเดินทาง ผมขอวกกลับไปพูดถึงเรื่อง "เครื่องศิราภรณ์ทองคำ" อีกครั้ง กับข่าวล่าสุดและมุมมองของผม

.

         หลังจากที่กลุ่มคนหาเสียง หาประโยชน์จากความ "รักชาติ" ไม่สำเร็จ ในความพยายามเชื่อมโยงพระมาลาทองคำกับกรุวัดราชบูรณะ และการทวงคืนสมบัติของชาติเพราะหลักฐานการเทียบเคียงลวดลาย งานฝีมือช่างและเทคนิคการผลิตเครื่องทองนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

.        

       คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรมมีข้อสรุปสุดท้ายก่อนที่จะมีมติร่วมกันตัดสินใจยกขโยงเดินทางไปท่องเที่ยวดูงานที่พิพิธภัณฑ์อาเซียนอาร์ต ซานฟรานซิสโก จุดเกิดเหตุ

        ข้อสรุปก็คือ ศิราภรณ์ทองคำเป็นของไทยอย่างแน่นอน เป็นศิลปะแบบล้านนา สมัยเชียงแสน โดยเทียบลวดลายกับเทวรูปที่พบ แต่เพื่อความแน่นอนก็จะต้องเดินทางไปพิสูจน์เนื้อทองคำว่าใช่ของกรุวัดราชบูรณะหรือไม่ .......เอาเข้าไป!!! 

.

         แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่เกิดเหตุ 19 กันยายนเสียก่อน   งบประมาณจึงไม่ได้ถูกล้างผลาญไปเพื่อการท่องเที่ยวในครั้งนั้น และกรรมการก็สิ้นสุดวาระลง ไม่มีใครจะไปทวงถามหรือตามหาพระมาลาทองคำกันอีกเลย เพราะไม่มีค่าเดินทางและผลตอบแทน !!!

.

       พระมาลาทองคำ หรือ ศิราภรณ์ทองคำ ด้านบนเป็นลายกลีบบัวมีไส้ข้างใน ด้านข้างเป็นลายก้านขดที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นลายใบไม้ ตรงกลางเป็นลายดอกไม้ (ดอกโบตั๋น ?) ลายดอกสี่กลีบ ลายไข่มุก ลายไข่ปลา ลายดุนประจำยามหรือลาย "ทับทรวง" เป็นอิทธิพลของศิลปะที่ได้รับมาจากจีนและเปอร์เซีย พบทั้งในล้านนา สุโขทัย อยุธยา  ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา

.

        ด้วยเทคนิค ลวดลายและฝีมือของศิราภรณ์ทองคำ ซึ่งส่วนใหญ่ป็นงานดุนลาย อีกทั้งการประดับอัญมณี ยังห่างชั้นจากเครื่องทองกรุวัดราชบูรณะมาก จึงมีหลายคนในคณะกรรมการ (ซึ่งก็มาถามความเห็นผม) สรุปว่า "พระมาลาทองคำ"นั้นเป็นของปลอม !!!

.

         กรรมการที่มาถามผม อยู่ในฐานะ"นักวิชาเกิน" มีประสบการณ์พบเห็นสิ่งของในตลาดค้าวัตถุโบราณทั้งในและต่างประเทศมาร้อยแปด

 

       ที่สำคัญการปลอมแปลงวัตถุโบราณเพื่อนำไปขายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกมีอยู่จริงนะครับ !!! 

.

         ความอ่อนแอในองค์ความรู้ด้านมืดของคณะกรรมการ จึงพยายามโยงให้ศิราภรณ์นั้นเป็นของไทยให้ได้เพียงเพราะความ "เหมือน" กับศิลปะที่มีในประเทศ  โดยละเลยต่อเรื่องจริงในขบวนการสร้าง "วัตถุโบราณเลียนแบบ" ที่มีประวัติศาสตร์ควบคู่กันมากับพิพิธภัณฑ์ 

.

       "พระมาลาทองคำ" ในความคิดของผมตอนนั้น จึงเป็นของปลอมที่สร้างแต่งแบบอยุธยาเพื่อหลอกขายพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศครับ!!!

.

.

พระมาลาทองคำ และถนิมพิมพาภรณ์ที่ยืมจากประเทศไทยไปจัดแสดง 

ภาพจาก manager online

.

       แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ถกกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาส่งรูป "เจ้าหญิงอยุธยา" วัตถุโบราณในความครองครองของเอกชนมาให้ดู ทำให้ผมกลับไปพินิจพิเคราะห์เครื่องทองในยุคปลายของอยุธยา ที่นิยมสร้างโดยเทคนิคการดุนลาย ดังเช่นตัวอย่างเจดีย์จำลองในกรุเจดีย์วัดสบสวรรค์ที่ผมนำรูปมาให้ดูด้วยแล้ว

.

      เจ้าหญิงอยุธยาใส่ศิราภรณ์รูปร่างใกล้คียงกัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า หากศิราภรณ์ทองคำดังกล่าวสร้างขึ้นในช่วงกลางถึงปลายกรุงศรีอยุธยาล่ะ จะมีศิลปะแบบใด ลายจีนลายประจำยามทับทรวงและลายโบตั๋นซึ่งก็พบมากมายในศิลปกรรมของยุคนี้ ?

.

       เป็นไปได้ไหมที่ศิราภรณ์นี้ จะเป็นของเจ้าหญิงหรือพระราชินีพระองค์ใดองค์หนึ่งของช่วงกลางมาจนถึงปลายกรุงศรีอยุธยา ที่ถวายพระมาลาเป็นการ"พุทธบูชา"ในกรุของพระสถูปเจดีย์ใด เจดีย์หนึ่งจากร้อยกว่าสถูปเจดีย์ที่มีหลักฐานว่า"กษัตริย์"โปรดให้สร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ?

.

         เป็นไปได้ไหม....ครับ!!!!

         ที่สำคัญ เรื่อง Gossip ที่ติดใจผมมานานก็คือ ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ เคยมีการลักลอบขุดกรุปล้นพระบรมสารีริกธาตุ โดยผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง เอาเครื่องทองและเครื่องพุทธบูชามากมาย ขนเป็นรถสิบล้อสามคัน จาก "กรุ" วัดพระศรีสรรเพชญ กรุหลวงที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา.........หายไปไม่เหลือร่องรอย

.

       แต่ก็มีการขุดพบพระสถูปจำลองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและสิ่งของพุทธบูชาส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่ ในเจดีย์ทางทิศตะวันออก....

.

        "พระมาลาทองคำ" อาจจะออกมาจากรุนี้หรือกรุไหน ๆ ก็ได้ เพราะในยุค 2480 – 2510 เป็นยุคสมัยแห่งการปล้นขุดกรุจากสถูปเจดีย์ทั่วประเทศเพื่อหาพระเครื่องและสมบัติมีค่าสมัยโบราณ เจดีย์มากมายเป็นรูโบ๋รว ประมาณว่าเจดีย์สถานจำนวน 1 ใน 3 ของพระเจดีย์ทั่วประเทศทั้งหมดถูกรื้อทำลายลงมาเป็นกองอิฐ ที่รอดอยู่ก็เพิ่งมาอุดซ่อม"รู"โดยกรมศิลปากรเมื่อในราวปี 2510 เป็นต้นมา

.

       สุดท้ายของสัมผัสย้อนเวลา "ปรากฏการณ์พระมาลาทองคำ" คงไม่สามารถทำให้ประเทศไทยของเราไปทวงคืนวัตถุโบราณทั้งชิ้นนี้และชิ้นไหน ๆ จากทั่วโลกได้ ด้วยเพราะคงไม่มีหลักฐานจากโจรคนไทยหรือข้าราชการมีสีคนไหนออกมาเป็นพยานบอกว่า ฉันเคยไปล้อมเจดีย์ถล่มลงมาแล้ว พบโน้น พบนี่ หรือ ฉันถ่ายรูปของที่พวกฉันปล้นจากพระสถูปวัดศรีสรรเพชญมาด้วยล่ะ จากวัดราชบูรณะมาด้วยล่ะ เอาไปเป็นหลักฐานสิ ฯลฯ........คงไม่มีอย่างแน่นอนครับ

.

        ผมว่า การที่ประชาชนเริ่มให้ความสนใจในการทวงคืนสมบัติของชาตินับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ควรทบทวนจากกระแสการตื่นตูมในครั้งนี้ก็คือ การสร้างพื้นฐานความเข้าใจทางวัฒนธรรม ก่อนที่จะทวงคืน เราคงจะต้องตรวจสอบความเป็นมาของโบราณวัตถุแต่ละชิ้นนั้น รวมทั้งย้อนกลับมาดูว่าตัวเราเองในสมัยหนึ่งก็มีการขุดทำลายเพื่อนำไปขายโดยคนรุ่นพ่อรุ่นปู่ของเรา เราให้ความสนใจกับสมบัติที่เรามีหรือหลงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด ถ้าเรารักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมของเราจริง และมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้  ค่อยคิดต่อสู้กับภายนอก และจะไม่มีโบราณวัตถุชิ้นใดของชาติตกไปอยู่ในมือของชาวต่างประเทศโดยทุจริตได้อีกเลยครับ

.

          ส่วนวัตถุโบราณอันทรงคุณค่าที่ออกไปอยู่ภายนอกแล้วนั้น ก็ควรมีการใช้ประโยชน์จาก "ปัญหา" ด้วยการสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับยุคสมัยและเผยแพร่ภาพลักษณ์ทางพุทธศาสนา  ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านการจัดแสดงและนิทรรศการ"ผสมโรง"ไปทั่วโลกพร้อมกันโดยไม่ยึดติดอยู่กับเพียง "วัตถุ" ที่จะต้องการทวงคืนเท่านั้น .................

.

        แล้วชาว Blog ล่ะครับ ช่วยกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของ "ชาติ" กันได้แค่ไหนแล้ว

.

         อย่างน้อย การมาร่วมสัมผัสย้อนเวลาในครั้งนี้ ก็คงจะช่วยให้ชาว Blogได้มองเห็นมรดกของ "ชาติ" เราที่ยังหลงเหลืออยู่ .....ไม่มากก็น้อย

.

       นี่แหละครับงานที่ผมชอบ !!!!

    




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ธาตุดินน้ำลมไฟ วันที่ : 09/07/2008 เวลา : 01.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/omikami

เพราะเป็นอย่างนี้
จึงต้องทวงสัญญา ก่อนมาเกิด ว่า
จะเกิดมาทำความดี

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
NickyNick วันที่ : 26/08/2007 เวลา : 13.49 น.
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nickynick
เกร็ดท่องเที่ยวและเรื่องเล่าทั่วไปภาคกลาง,ตะวันออก,ชลบุรี

ยังไม่ได้อ่าน
ขอเปิดบริสุทธิ์ตรงนี้ก่อน เพิ่งเข้ามาคอมเมนท์แรกกับโอเคเนชั่นนะเนี่ยะ

เดี๋ยวจะคลำทางไปบล็อกใหม่ เอ หน้า Default คลิกตรงไหนเอ่ย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
joeyman วันที่ : 20/08/2007 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

อ่านแล้วก็เศร้าใจนะครับ คนไทยทำเอง พังเอง

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
โนบิตะ! วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sakda2009

อย่าสร้างมลทิน
ในใจให้กับใคร..
ด้วย....อารมณ์มือสอง.
ดีคับทุกคน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Supawan วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 17.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอขอบคุณจากส่วนลึกของหัวใจค่ะ สำหรับน้ำใจ และความห่วงใยที่มอบให้

สุภาวัลย์

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

ความหมายของคำว่า "วัฒนธรรม" ถูกบิดเบือนไปนานแล้ว
ตั้งแต่วัฒนธรรมเงินตราและ การท่องเที่ยวเข้ามา
ยังไม่นับผู้มีปํญญาในการโกงสมบัติชาติโดยไร้ร่องรอย
จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเราไม่รู้เรา
แต่มีเขามารู้เรา

ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่
แต่คนลืมความใหญ่ยิ่งของชาติ
หนังสือเรียนยังบิดเบือนประวัติศาสตร์
แล้วเด็กไทยรุ่นหลังจะรู้ข้อเท็จจริงได้อย่างไร

ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่อยากจะเข้าใจอะไร
เห็นแต่จะทำอย่างไรให้แปรรูปวัฒนธรรมเป็นเงินตรา

เศร้าจัง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
มารูโกะ วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 16.30 น.

สนุกมากค่ะ หลงเข้ามาบล็อกนี้แล้วหาทางกลับออกไปยากจริงๆ ขอเป็นแฟนพันธุ์แท้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
siampatriot วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

อ่านแล้วสะเทือนใจครับ... ทำไมไม่เห็นคุณค่ากัน ของพวกนี้หาที่ไหนได้ ทุกอย่างมีชิ้นเดียวทั้งนั้น การขุดทำลายทำกันไปได้ยังไง เราเองเดินเที่ยวชมสะดุดอิฐหินก้อนหนึ่งเรายังตกใจกลัวว่าจะทำให้เสียหาย
ที่บอกว่ากรมศิลปากรนำพระเครื่องส่วนหนึ่งแบ่งขายเพื่อนำเงินมาสร้างพิภิธภัณฑ์นี่ยิ่งรับไม่ได้เลยครับ ไม่รู้ว่าเป็นรมต.หรืออธิบดีคนไหนสั่ง คิดได้ไง
เสียดายโบราณสถานทุกวันนี้เหมือนรอคอยวันที่จะพังลงมา ถ้าล้มลงมาทั้งองค์เค้าก็จะไม่สร้างใหม่แล้วใช่มั๊ยครับ...
ว่าแต่ว่าพระมาลาทองคำนี่ ถ้าปลอมจริงเค้าคงลงทุนมากเลยนะครับ อย่างน้อยทองก็น่าจะเป็นทองจริง หนักเท่าไหร่ไม่รู้ อัญมณีก็น่าจะเป็นของจริง ไม่รู้ว่าการตีขึ้นรูปสลักลายนี่ยากแค่ไหน ใช้เวลานานแค่ไหน
แล้วเค้าจะมั่นใจได้ยังว่าถ้าทำขึ้นมาแล้วไปเสนอขายนี่จะมีคนซื้อ พวกฝรั่งมันจะตรวจดูไม่ได้หรือครับว่าของชื้นนี้อายุซักกี่ปี หรือโง่ซื้อแล้วก็เลยต้องหลอกตัวเองว่าของจริง...แล้วเค้าลงประวัติของพระมาลาทองคำว่าไว้บ้างรึเปล่าครับว่าเป็นของใครมาจากไหน...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
feng_shui วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 12.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

แวะมาชื่นชม ศิปะ อันหาค่าไม่ได้
และทักทายเจ้าของบล๊อกค่ะ
เย้...ติดเพลลงหน้าบล๊อกด้วย แจ่มค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
nithivoragul วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 11.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nithivoragul


ขอบคุณที่นำความรู้ดีๆ มาให้อ่านกันครับ
ผมเห็นด้วยตามที่ อ.ศรีจักรว่าทุกประการเลย
ว่าเครื่องทอง พระเครื่องโบราณเหล่านั้น
สร้างขึ้นเพื่อให้เราระลึกถึงคำสอน
ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่น่าเศร้าที่เรา คนไทย ที่เรียกว่าตัวเองว่าเป็นเมืองศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของโลกแท้ๆ
กลับแห่เหินเอาแต่รูปเคารพบูชาที่ม่งเน้นไปในทางรำรวย
แคล้วคลาด ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย
บางทีการที่องค์พระธาตุ ที่นครศรีธรรมราช
อาจจะเป็นสัญญาณให้เราหันมาตระหนักในคุณค่าที่แท้จริง
ของ "พุทธศาสนา" จริงๆก็ได้

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Dogstar วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 06.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ชอบงานเขียนชิ้นนี้มาก
ขอบคุณค่ะที่มีเรื่องดีๆให้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
กำปงพิราเทวี วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 06.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kampong
  ก ร ะ เ ป๋ า ห ม า ก แ ห่ ง ก า ร เ ดิ น ท า ง ข อ ง ห ม่ อ ม   

อิอิ ^^


ตอนมีข่าว เราก็คิดอยู่แหล่ะว่าน่าจะไม่ใช่ของแท้เนอะคะ ทรงกับลายมันแปลกๆ ผิดส่วน และกระด้างไปหน่อยอ่ะ


....................


ส่วนพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์แก้วควอทซ์ เราได้ไปดูมาแล้วล่ะค่ะ ที่ในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา อยู่ในกระจกในห้องอีกที ห้องนี้ติดแอร์ซะด้วย ประตูทางเข้าเป็นเหล็กหนาเกือบฟุต เหมือนเดินเข้าไปในตู้เซฟเลยอ่ะค่ะ



************


ขอบคุณมากสำหรับภาพเก่าของพระบาง และพระนอนจักรสีห์ นะคะ ^^



ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Sydneychocolatier วันที่ : 16/08/2007 เวลา : 02.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bakingclub
May the Chocolate be with you!!!

ชาวสยามแต่โบราณเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม ใจบุญสุนทาน มักจะถวายของมีคุณให้เป็นพุทธบูชาเสมอๆ แต่ชาวสยามสมัยนี้ มักจะเอาบรรพบุรุษมาหากินอยู่เสมอ แถมยังไม่รักษาอีกต่างหาก น่าอายเสียจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

สุดยอดทั้งภาพ และเนื้อหา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

วัตถุโบราณมรดกทางวัฒนธรรมสมัยอยุธยา โดยเฉพาะเครื่องทองถือเป็นงานประณีตศิลป์ที่หล้ำค่า ศิลปะทุกชิ้นควรแก่การดำรงคงอยู่คู่กรุงศรี เพื่อการศึกษาและเรียนรู้ทางวัฒนธรรมความเป็นมาของอดีต เครื่องทองทุกชิ้นน่าจะอยู่ในแผนดินอันเป็นแหล่งวัฒนธรรมของชิ้นงานนั้น อย่างการจากไปของพระมาลาทองคำอันเป็นสมบัติหล้ำค่าสมัยกรุงศรีที่ควรจะอยู่ในกรุงศรี แต่กลับได้อยู่ในอ้อมกอดของต่างชาติ นี่เป็นเพราะความไม่รู้และไม่เข้าในถึงความรักและความหวงแหนในมรดกความเป็นชาติ..........ดังนั้นต้องช่วยกันนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]