• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2188577
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 7604 , 13:14:33 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           วันนี้ผมก็ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ชาว BlogOKnation มาร่วมท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศเมืองสุรินทร์ถิ่นแดนอีสานใต้กับเรื่องราว "ตีความ" ที่อาจจะดูเป็น "นิทาน" ของผมอีกครั้ง เพื่อร่วมกันไข "ปริศนา" ภาพแกะสลักมุมหนึ่งของปราสาทหินหลังเล็ก ๆ แต่มีความโดดเด่น งดงาม และกำลังบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในอดีต โดยที่หลายคนที่เคยได้ไปเยือน "ไม่รู้ตัว"

         ปราสาทหินบ้านพลวง ที่เรากำลังจะไปเยี่ยมเยือนนี้ ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท ตามถนนสายสุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 900 เมตร มีป้ายบอกทางเข้าไปถึงตัวปราสาทได้โดยสะดวกครับ

.

        ปราสาทหินบ้านพลวง เป็นปราสาท”สรุก” หรือศาสนสถานศูนย์กลางประจำชุมชนโบราณ  ซึ่งมักจะสร้างขึ้นเป็นหลังเดี่ยว สามหลังหรือห้าหลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปราสาทหลังกลางจะเป็นที่ประดิษฐาน "ศิวลึงค์" อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาฮินดูลัทธิบูชาพระศิวะหรือ "ไศวะนิกาย" ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 

.

.

         ปราสาทหินบ้านพลวงเป็นปราสาทหินขนาดเล็กได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี 2514 - 16 โดยวิธีการ "อนัสติโลซิส" (การรื้อมาและประกอบเป็นจิ๊กซอว์ขึ้นไปใหม่ เสริมโครงสร้างและรากฐานใหม่ หินส่วนไหนขาดก็เติมหินใหม่เข้าไปให้สมบูรณ์ โดยไม่ขัดแย้งกับลวดลายศิลปะเดิมของปราสาท) โดย นาย แวนส์ เรย์ ซิลเดรส นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ที่กำลังทำงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกสมัยโบราณอยู่

.
        เขาเดินทางสำรวจปราสาทหินมามากมาย ก็ยังไม่ถูกใจ เพราะหลายแห่งเป็นปราสาทแบบ "อโรคยศาลา"  จึงไม่มีลวดลายศิลปะการแกะสลักหินให้ศึกษามากนัก จนได้มาพบกับปราสาทหลังหนึ่งในสภาพพังทลาย ทับถมเป็นเนินดินในป่ารกชัฏ ใกล้กับบ้านพลวง

.

       ภาพแรกที่เห็นคือลวดลายของหน้าบันที่อยู่เหนือเนินดิน มีรูปเทพเจ้าสลักอยู่สวยงาม เขาจึงเกิดความสนใจ และต้องการที่จะบูรณะขึ้นมาใหม่ตามแนวคิด "อนัสติโลซิส" ที่นิยมใช้กับการบูรณะปราสาทในช่วงนั้น

.

        ซิลเดรส  ทำเรื่องขออนุญาตกรมศิลปากรและได้รับทุนจากมูลนิธิวิจัยโซเดย์ แห่งสหรัฐอเมริกา มาเป็นงบประมาณในการบูรณะปราสาทบ้านพลวงประมาณ  6 แสนบาทในปี 2514 

.
          ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทหลังเดี่ยว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนด้านอีก  3 ด้านทำเป็นประตูแกะสลักหินเป็นรูปประตูลายไม้ หรือประตูหลอก ตัวปราสาทก่อมร้างด้วยหินทราย ด้านบนเรือนธาตุสร้างด้วยอิฐซึ่งพังทลายลงมาจนหมดแล้ว จึงเหลือตัวปราสาทเพียงครึ่งเดียว มีคูน้ำเป็นรูปตัวยู ( U ) ล้อมรอบ ใกล้เคียงกันมี "บาราย"  หรือสระน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาก่อน

.

.

        ปราสาทหินบ้านพลวง ถึงจะสร้างขึ้นตามแผนผังการวางยันต์มันดาราในคติจักรวาลสากล ตามลัทธิฮินดู แต่ก็มีการผสมผสานลัทธิบูชาพระกฤษณะมาร่วมอยู่ไม่น้อยครับ

        และด้วยฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ของปราสาทหินบ้านพลวงนี้ ทำให้มีข้อสันนิษฐานกันว่า ปราสาทบ้านพลวงน่าจะมีความตั้งใจสร้างเป็นปราสาท 3 หลังบนฐานเดียวกันในครั้งเริ่มแรก แต่ก็คงเกิดเหตุการณ์สำคัญเช่น สงคราม โรคระบาด ความแห้งแล้ง การย้ายถิ่นฐาน ที่ล้วนส่งผลให้การก่อสร้างปราสาทสรุกหยุดชงักไป

.

          แม้แต่ปราสาทที่เห็นอยู่ก็ยังแกะสลักไม่เสร็จนะครับ!!!

.

        "หน้าบัน" ทางทิศตะวันออกอันเป็นด้านหน้าขององค์ปราสาท แกะสลักเข้าไปในตัวเรือนปราสาท อันเป็นเทคนิคที่ความนิยมกันในพุทธศตวรรษที่ 16 เพราะหากใช้หินมาทำเป็นหน้าบันแยกออกมา จะต้องเพิ่มฐานและโครงสร้างหินมารองรับอีกจำนวนมาก ซึ่งเงื่อนไขนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับชุมชนที่มีจำนวนประชากรไม่มากนัก

.

.

         ภาพแกะสลักเป็นเรื่องราวของเทพปกรณัม (Mythology) "พระกฤษณะ" กำลังยกเขาโควรรธนะ ป้องกันผู้เลี้ยงวัว โคปาลและโคปีพรรคพวกของพระองค์  จากฝนกรดที่พระอินทร์โปรยลงมา ท่านจะเห็นภาพโคปาลและโคปี รวมทั้งรูปวัว แกะสลักอยู่ที่หน้าบันอย่างชัดเจน

.

        เมื่อสังเกตดี ๆ ผมก็ให้นึกขำ ช่างโบราณดันไปแอบบแกะภาพกระรอกกระแตและกวางป่ามาไว้เหนือใบระกาก้านต่อดอกพันธุ์พฤกษา ซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นคติในลัทธิความเชื่อใดในการสร้างปราสาทองค์ไหนของวัฒนธรรมเขมร ก็เห็นจะมีแต่ที่นี่แหละครับ

.

.

      หน้าบันทางทิศเหนือ ท่าทางจะเป็นช่างแกะสลักคนละคนกันกับทางทิศตะวันออก รูปสลักจึงกลายมาเป็นเทพเจ้าประจำทิศเหนือแทน ซึ่งก็คือท้าวกุเวรประทับบนคชสีห์

.

      หน้าบันทางทิศตะวันตก เพิ่งเริ่มจะแกะสลักและหยุดไป ไม่สลักต่อ ซึ่งตามคตินิยมแล้ว "น่าจะ" ตั้งใจสลักเป็นรูปพระวรุณทรงหงส์

.

       หน้าบันทางทิศใต้ เป็นรูปบุคคลในท่านั่ง "มหาราชาลีลาสนะ" บนหน้าเกียรติมุข ซึ่งตามคติความเชื่อของฮินดู ควรจะเป็นพระยมทรงกระบือ

       กลับมาที่ด้านหน้าปราสาททางทิศตะวันออกกันอีกครั้ง จะมีรูปสลักของทวารบาลถือกระบองในซุ้มเรือนแก้ว บริเวณย่อมุมขององค์ปราสาททางซ้ายและขวาของประตู ยังแกะสลักไม่เสร็จครับ

. 

          และดูเหมือนว่า รูปสลักของทวารบาลถือกระบองทั้งทางด้านหน้าและรูปทวารบาลกับนางอัปสรทางทิศใต้นี้ จะไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมกับองค์ปราสาทอย่างแน่นอน เพราะรูปแบบศิลปะแตกต่างไปอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะแกะสลักในสมัยบายน พุทธศตวรรษที่ 18 มาแล้ว !!!

.

         "ทับหลัง" หรือหินใหญ่กดทับหลังประตูเพื่อถ่ายน้ำหนักของหินโครงสร้างปราสาทด้านบนไปทางซ้ายขวา ด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของปราสาทนี้ สลักเป็นรูป "พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือเกียรติมุข ยึดท่อนพวงมาลัยที่คายออกมาจากปาก"  พระอินทร์เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก และเป็นเทพเจ้าที่ท้องถิ่นอีสานใต้โบราณให้ความสำคัญก่อนที่ลัทธิไศวะนิกายและไวษณพนิกายจะมามีอิทธิพลอย่างเต็มตัว

.

         จึงมักปรากฏรูปของพระอินทร์ทรงช้าง ในทับหลังหรือหน้าบันทางเข้าหรือทางทิศตะวันออกของปราสาทหินทุก ๆ แห่ง นัยยะคือ"ความหมายมงคลของพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ (Fertility Ritual)"

.

        ทับหลังทางทิศเหนือเป็นรูปสลักเทพปกรณัมรูป "พระกฤษณะกำลังรบกับนาคกาลียะ" เมื่อครั้งนาคกาลียะได้พ่นพิษลงหนองน้ำของหมู่บ้าน ทำให้เหล่าโคปาล โคปีและโคทั้งหลายดื่มกินไม่ได้ พระกฤษณะจึงได้ออกมาต่อสู้กับนาคอย่างดุเดือด

. 

.

      ทางด้านตะวันตกทับหลังด้านนี้ยังไม่ได้เริ่มแกะสลักรูปใด ๆ ครับ ดูเหมือนว่าทิศด้านหลังจะเป็นทิศสุดท้ายในการแกะสลักของทุกปราสาทหินเสมอ ๆ !!! 

.

         ด้านทิศใต้ เป็นทับหลังรูป"พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร" จริง ๆ แล้ว ด้านนี้ควรจะเป็นรูปสลักของพระยมทรงกระบือมากกว่า หรือรูปบุคคลด้านบนเหนือขึ้นไปที่หน้าบันจะเป็นรูปพระยมแล้ว

.

.

         แต่ทำไมช่างโบราณจึงเอาพระอินทร์มาไว้ในตำแหน่งนี้ ทำไมไม่เอาเรื่องราวเทพปกรณัมของพระกฤษณะมาใส่ไว้  มีปริศนา ความหมายหรือเหตุผลใดซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ?!!!

.

      เมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบของรูปสลักที่หน้าบัน เราจะพบรูปสลักของสัตว์นานาชนิดรวมอยู่ในภาพทับหลังอันศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทแห่งเทพเจ้า

.

.

        ภาพเล่าเรื่องของสัตว์ชั้นต่ำ ทั้ง ฝูงลิงที่มาเกาะอยู่บนช่อเฟื่องอุบะแทนความหมายภาพฝูงลิงในป่า หงส์ ห่านหรือนกน้ำ กำลังจับปลากินอย่างมีความสุข โดยมีจระเข้แอบจ้องมองอยู่อย่างหิวกระหายในบึงน้ำใหญ่ แม่ม้าพาลูกมาเล็มหญ้า มีเสือคอยจ้องมองอยู่ด้านหลัง  วัวนอนหมอบอยู่ทางซ้ายและขวา และสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งแรด หมูป่า และช้าง ในภาพแกะสลักที่ลบเลือน

        เป็นครั้งแรกที่ปรากฏภาพแกะสลักของ "สัตว์ป่า"และ"สัตว์เลี้ยง" ที่สามารถสะท้อนเรื่องราวทาง "วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" ให้เห็นสภาพแวดล้อมในอดีตของดินแดนแถบนี้

.     

       ว่ามีทั้งหนองน้ำ ป่า สัตว์ป่านานาชนิดรวมทั้งจระเข้ !!!!

.

.

      และก็เป็นครั้งแรก ที่ภาพของสัตว์ชั้นต่ำได้มาสลักร่วมอยู่บนปราสาทที่อุทิศถวายแก่เทพเจ้า ซึ่งจะไม่ปรากฏในปราสาทใหญ่เพราะไม่ถูกต้องตามหลักคติปรัชญาทางศาสนา

.

       แต่ที่ปราสาทบ้านพลวง กลับพบการแหกกรอบความเชื่อ เมื่อช่างท้องถิ่นได้นำความประทับใจใน "บ้านเกิด" อันอุดมสมบูรณ์ของตน มาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาในเรื่องของ "พระอินทร์" เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์

.

        กลายมาเป็นภาพสลักหินของเรื่องราว "ป่าไม้และสัตว์ป่า" จากสภาพแวดล้อมในยุคเขมรโบราณจริง ๆ ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยครับ !!!

.

       ส่วนภาพสลักตามคติความเชื่อ คือภาพของใบหน้า"เกียรติมุข" หน้าของสิงห์มีแต่ฟันบนไม่มีกรามล่าง บางครั้งก็จะมีลิ้นแลบออกมา มือถือท่อนพวงมาลัยทั้งสองข้าง

.

       ภาพของเกียรติมุขหรือหน้ากาล เป็นร่องรอยของการบูชายันต์ "หัวสัตว์" เพื่อความอุดมสมบูรณ์เพื่อบูชาเจ้าแม่ดินในยุคสมัยบรรพกาลก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก

.

       จนเมื่อลัทธิฮินดูไศวะนิกายได้นำหัวตัวพลีกรรมบูชานี้มาใส่ในคติความเชื่อ มีเรื่องเล่าว่า "เกียรติมุขหรือหน้ากาล" เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งความโกรธแห่งองค์พระศิวะ เกียรติมุขเกิดจากคิ้วของพระองค์จึงกระโดดออกมาแล้วกัดกินตัวเองแม้กระทั้งขากรรไกรจนหมดสิ้น เหลือแต่หัวท่อนบนลอยไปมา

.

        เกียรติมุข จึงแทนความหมายของการโกรธ คือการกัดกร่อนจิตใจและร่างกายของตนเอง หรือ "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" นั่นเอง

.

        เกียรติมุข กลายมาเป็นศิลปะเพื่อสื่อความหมายเตือนใจให้กับผู้พบเห็นได้เข้าใจในความมืดบอดของอารมณ์โกรธา ดังคำรำพันของพระศิวะที่ว่า

.

        ".... เจ้าเกียรติมุขเอ๋ย เจ้าเกิดจากความโกรธของข้า แล้วข้าได้รู้แล้วว่าความโกรธนั้นจักทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเองยังกัดกินได้จนหมด ต่อไปนี้เจ้าจงไปเป็นเกียรติมุข สถิตยังเทวสถานเพื่อเป็นคติเตือนใจสาธุชนให้ได้เห็นอำนาจของความโกรธ จะได้ยับยั้งทำลายเสีย มิให้เกิดโทสะขึ้น โลกจะได้ไม่เบียดเบียนกัน และเป็นที่อันเต็มไปด้วยความสงบสุข....."

.

      เกียรติมุขจึงกลายมาเป็นความหมายมงคล ช่างศิลปะโบราณได้แต่งเติมรูปมือเข้าไปบางครั้งก็เติมแต่งเป็นตัวสัตว์ ท่อนพวงมาลัยที่คายออกจากปาก แทนความหมายของ "น้ำ" ที่ไหลออกมาสู่เรือกสวนไร่นา ลวดลายพันธุ์พฤกษา ลายก้านต่อดอกในศิลปะการแกะสลักที่พลิ้วขึ้นไปด้านบน แทนความหมายของ "ข้าว"หรือ "ธัญญาหาร" ที่เติบโตเหลืองอร่าม อุดมสมบูรณ์เต็มท้องทุ่ง

.

      ภาพความหมายนัยยะแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มีหน้ากาลอยู่ตรงกลางนี้ จึงเป็นที่นิยมในศิลปะของสังคมที่มีการเพาะปลูก"ข้าว" เช่นเขมรโบราณมายาวนาน และส่งต่อมายังศิลปะของไทยในยุคต่อมา

.

        ปริศนาภาพแกะสลักบนทับหลังที่ปราสาทบ้านพลวง ก็คือความหมายของความมงคลในพืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะเติบโต หล่อเลี้ยงผู้คนและชุมชนอันเป็นฐานของบ้านเมือง รายล้อมด้วย แหล่งน้ำ ป่าไม้และพรรณสัตว์นานาชนิดนั่นเอง

.

        ที่สำคัญปราสาทบ้านพลวง ยังมี "พระอินทร์" เป็นเทพเจ้าในคติศาสนาฮินดู มาเป็นผู้สนองตอบต่อคำสวดวิงวอน  และทรงยอมประทับให้หมู่ภาพของสัตว์ชั้นต่ำให้มาอยู่รายล้อม เพื่อให้ผู้ที่มาบูชาที่เทวสถานแห่งนี้จะได้มีความสุขใจ และมั่นใจในผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตถัดไป

.

       ความมั่นใจในความอุดมสมบูรณ์ทั้งใน  "ความเชื่อ" (เทพเจ้า) ที่อยู่คู่กับ "ความจริง" (สัตว์ชั้นต่ำ น้ำ ป่า) ที่เขาจะได้ใช้ผลผลิตเหล่านั้นเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย และครอบครัวอันเป็นที่รักตลอดไป

.

.

      หากท่านมีโอกาสไปเที่ยวชมปราสาทหินบ้านพลวงอีกครั้ง อย่าลืมแวะไปมุมทิศใต้ของปราสาทเพื่อชมรูปสลักที่มีความหมาย จะกราบไหว้บูชาหรือให้ความเคารพอย่างไร ก็สุดแล้วแต่จะทำกันครับ

.

          แต่ก็อย่าลืมขอ "ความอุดมสมบูรณ์" ให้กับชีวิตของท่านด้วยล่ะกัน !!!





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
chawa วันที่ : 21/05/2008 เวลา : 00.53 น.
Mixed & Matched

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
แม่สีไฟ วันที่ : 27/08/2007 เวลา : 21.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ting

แถวนี้เคยผ่านค่ะแต่ไม่ได้แวะเล๊ย!
แถวอีสานใต้มีอะไรน่าสนใจมากนะคะ
แต่แม่สีไฟจำชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อ
ทางศาสนาไม่ค่อยจะได้ ชอบลืมจังค่ะ

คราวนี้ไปไหนต้องพกคู่มือติดไปด้วยล่ะ
จะได้เข้าใจกับเขามากขึ้นหน่อยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 18 (0)
saleman วันที่ : 25/08/2007 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saleman

เยี่ยมมากเลยครับพี่

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 25/08/2007 เวลา : 15.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

ลวดลายจำหลักที่ปราสาทบ้าพลวงนั้นปรานีตสวยงามยิ่งนักครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
บาง...เยื่อเคย วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/samwa


มีโอกาสจะแกะรอย(จากเอนทรี่นี้)ไปดูมั่ง..

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Jui วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 09.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

ได้ความรู้มากเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
falcon วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 00.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/falcon
"ศิลปะอยู่เหนือพลัง ผู้ใดทิ้งศิลปะย่อมเอาตัวไม่รอด" บาจรีย์ เขตร ศรียาภัย

แจ่มเลย
ผมเพิ่งอ่านเรื่องเกี่ยวกับ เกียรติมุข ของ ไมเคิล ไรท์ มาพอดี

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Patong วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 00.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Patong

ได้สาระและความบันเทิงไปพร้อมๆ กันทีเดียวค่ะ
อ่านไปฟังเพลงไปเหมือนได้เข้าไปอยู่ร่วมสมัยเลย

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
มหรรณพ์ไสว วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mahansawai
 

เยี่ยม และเปี่ยมคุณค่าครับ
(ดีใจที่ได้บล็อกดีๆอย่างนี้ไปเป็นบล็อกเพื่อนบ้าน)

ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
shogun วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shogun

อืม...เป็นอีกมุมมองของมิติ ที่ผมเคยผ่านตาแต่มิได้สนใจในรายละเอียด

ขอบคุณหลายๆๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

แฟนประจำ ครับ... สุดยอดทั้งภาพและข้อมูล เที่ยวหน้าปราสาท ศีขรภูมิ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
naitiwa วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...

น่าสนใจมากเลยครับ
โดยเฉพาะสิ่งที่ช่างพื้นถิ่นนำวิถีชีวิตมาแทรกใส่ไว้
ดูเหมือนจะมีในหลาย ๆ ครั้ง ที่ช่างพื้นถิ่น มักแทรกสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเดิม หรือความเชื่อเดิม รวมไปถึงอารมณ์ขันและ ฯลฯ ลงในคติความเชื่อหลัก ที่ได้รับกันมา

แหะ แหะ
เพิ่งอ่านเรื่องราวของ ปราสาทหินเมืองต่ำ ที่ บุรีรัมย์ พื้นที่อีสานใต้ ที่น่าสนใจไม่แพ้ พนมรุ้ง
แล้วก็ได้มาอ่านเรื่องนี้อีก
ผมคงจวนจะได้เวลา ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางอีกแล้วมั๊งครับ

แหะ แหะ
สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
siampatriot วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ปล. แฟนประจำทุกทาน ว่างๆ ย้อนไปอ่านเรื่องเก่าๆ ด้วยนะครับ เสียดายความรู้ เสียดายไอเดียตอนเปิดบล๊อกใหม่ๆ ข้อมูลแน่นเปรี๊ยะตั้งแต่เริ่มเลยครับ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
siampatriot วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

".... เจ้าเกียรติมุขเอ๋ย เจ้าเกิดจากความโกรธของข้า แล้วข้าได้รู้แล้วว่าความโกรธนั้นจักทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเองยังกัดกินได้จนหมด ต่อไปนี้เจ้าจงไปเป็นเกียรติมุข สถิตยังเทวสถานเพื่อเป็นคติเตือนใจสาธุชนให้ได้เห็นอำนาจของความโกรธ จะได้ยับยั้งทำลายเสีย มิให้เกิดโทสะขึ้น โลกจะได้ไม่เบียดเบียนกัน และเป็นที่อันเต็มไปด้วยความสงบสุข....."

ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับฮินดูเท่าไหร่ครับ พอจะจำได้บ้างว่ามีเทพหลักๆ องค์ไหนบ้าง คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่า แล้วกลายมาเป็นความเชื่อ กลายมาเป็นศาสนา มาเป็นงานศิลป์ตามโบราณสถาน ศาสนสถาน แต่ไม่เคยรู้ว่ามีการแฝงคำสอนต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วย ไม่รู้ว่าเป็นคำสอนที่มาตั้งแต่ต้น หรือคนสมัยหลังมาตีความกันเพิ่มเติมนะครับ...
โหวตอีกแล้วครับท่าน....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เรื่องและภาพสุดยอดจริงๆครับ
แถวนั้น(อีสานใต้) เป็นแหล่งท่องเที่ยวโยราณสถานดีๆมากครับ
ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ยาววววววววอีกแล้วครับท่าน...น่าสนใจ
(ค่อยตามกลับมาอ่านใหม่น๊ะ-หมดเวลาเล่นเน็ทแล้ว-ไปทำมาหากินต่อ)

ปล. ถ้าอยากให้เข้ามา ทางลัด แบบไวๆ ต้องไปฝากลิงค์ไว้ที่บล็อกเด้อ...555

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 13.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เยี่ยมสุดๆค่ะ .......
เรื่องเอาไอเดียใส่ไปในงานประติมากรรม นั้นมีเรื่องน่าสนุกเยอะนะคะ หามาเล่าอีกเยอะๆค่ะชอบ .....
ขอบคุณกับเรื่องที่คุณก็อัพบล๊อก(จนข้าพเจ้าอ่านไม่ทันเหมือนกันค่ะ) เพราะเรื่องมันต้องอ่านแบบใช้เวลาทุกentryเลยอ่ะค่ะ
รบกวนชม ในmsg ด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ราษีไศล วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

คราวหน้าราษีไศลต้องหาโอกาศไปแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แต้วรักยม วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sansanee
แต้วไร้ส้ม ณ บ้านกล้วย... 2527


สุดยอดเลยพี่ .....

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรีเปรม วันที่ : 23/08/2007 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preprem

ชุ่มชื้น..ทุก...ถ้วนหน้า...เทอญ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]