• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 185
  • จำนวนผู้ชม : 1810143
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1563 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 25839 , 15:45:03 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

       เรื่องราว"สัมผัสย้อนเวลา"ในวันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรม OK Trip  "หัวใจติดดาบ.. ..บล๊อกเกอร์พันธุ์ใหม่...ก้าวที่๒ Workshop แบบ โอเค๊ โอเค...." ตามรายละเอียดกิจกรรมประสานรักใน Blog ของคุณเฟิงสุ่ย ครับ

.

         ด้วยจังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นจุดหมาย Workshop ของ OK Trip ในครั้งแรกนี้ เป็นดินแดนที่มีความหลากหลาย ทั้งทางธรรมชาติและนิเวศวิทยาที่โดดเด่น วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันตั้งแต่ยุคก่อนมีมนุษย์จนถึงยุคประวัติศาสตร์  ความมั่งคั่งและร่ำรวยทรัพยากรการท่องเที่ยวนี้ เป็นจุดขายและเสน่ห์สำคัญ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยว "ทุกประเภท" จากทั่วสารทิศเข้ามาลองสัมผัสกับ "แผ่นดินมหัศจรรย์" แห่งนี้อย่างไม่เคยขาดสายเลยครับ

.

         Topics สำคัญ ของการท่องเที่ยว OK Trip  ในครั้งนี้ อยู่ที่เรื่องราวสำคัญสองถึงสามเรื่อง เรื่องหลักเป็นเรื่อของ "ปราสาทเมืองสิงห์" กับ “ปริศนาอำนาจแห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ เป็นเรื่องราวของความแตกต่างทางศาสนาที่หลายคนไม่เคยรู้ แต่มันกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

. 

        เรื่องที่สองก็คงเป็น “ประวัติศาสตร์นอกกรอบ” กับเรื่องราว"ตำนานสมเด็จพระนเรศวร"  ที่ยังมีสิ่งที่คาดไม่ถึงในรัชสมัยของพระองค์อีกมากมาย "คาดไม่ถึง"อย่างไรนั้น เราก็จะไปพูดคุยกันแบบชิว ชิว ตอนที่ไปเยือนสถานที่ถ่ายทำมหากาพย์ภาพยนตร์ไตรภาค ค่ายสรุสีห์ อำเภอบ่อพลอย “ใคร ใคร่ขี่ช้าง ขี่ ใครใคร่ขี่ม้า ขี่ ใครใคร่ถ่ายรูปขุนทหาร แลพระราชวัง ถ่าย .... Blogger หน้าใส”

.

         เรื่องที่สาม ถ้าเวลายังมากพอก็ OK เราอาจจะได้ไปเยือน “อุทยานประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ” สัมผัสกับเรื่องราวของ"ยุทธมหาสงคราม"ครั้งสุดท้ายระหว่างกรุงสยามกับกรุงอมรปุระ ซึ่งมีจุดชี้ขาดความเป็นความตายครั้งสำคัญของการสงครามอยู่ที่ “สมรภูมิลาดหญ้า” แห่งนี้ครับ

.

         อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกัน แต่ใน Entry นี้ ผมจะขอนำเพื่อนชาว OKNation และท่านที่สนใจ ร่วมเดินทางสัมผัสย้อนอดีตกันอีกครั้ง ครั้งนี้เราจะเดินทางไปสัมผัสกับเรื่องราวของ "สงคราม 9 ทัพ" สงครามใหญ่ต้นแผ่นดินรัตนโกสินทร์  "..ถ้าหากพ่ายแพ้ในวันนั้น สยามจะสิ้นแผ่นดินและตกอยู่ในสภาพเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในวันนี้ ..."

.

         บอกกันก่อนอีกครั้งนะครับว่า เรื่องราวอาจจะยาวพอควร  “ใครใคร่อ่าน อ่าน ใครใคร่เม้นท์ เม้นท์ ใครใคร่เยือน ใคร่แวะ  ใคร่ ...Blogger  หน้าใส” เรื่องราวของผมเป็นความคิดและมุมมองของผมเองบนพื้นฐานของข้อมูลทั่ว ๆ ไป จะมีส่วนเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้างในเอกสารหรือตำราเรียน หากท่านใดคิดว่าเป็นอย่างไร เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย นั่นท่านคงต้องคิดเอง เลือกเอง แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่า “กรุณาอย่างเชื่อผม ผมคิดเอง” เป็นแค่อีกมุมมองในความคิดของท่านเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสรุปครับ

.

         นับแต่การเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 เป็นต้นมา กรุงรัตนอังวะก็อยู่ในความวุ่นวาย  เริ่มจากการสงครามกว่า 3 ปีกับกองทัพแมนจูที่ยกทัพเข้ามาทางยูนนาน และการก่อกบฏของพวกมอญในพม่าตอนล่างยืดเยื้อมาถึงปี 2316 ซึ่งนั่นก็ช่วยให้สยามมีเวลามากพอในการเยียวยาตนเองจากความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งก่อน

.

        ถึงปี 2318 อังวะก็ได้ยกกองทัพใหญ่นำโดยขุนพลเฒ่า"อะแซหวุ่นกี้" และขุนพลผู้น้อง"แมงแยงยางู" กลับมาอีกครั้ง เพื่อหวังจะทำลายกรุงธนบุรี มิให้ชาวสยามตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามมารบกวนหัวเมืองเชียงแสนและหวังจะยึดเชียงใหม่ที่เสียไปคืนจากธนบุรีให้ได้

.

        ในความเห็นของผม สงครามในครั้งนี้ธนบุรีจวนเจียนจะพ่ายแพ้อีกครั้งครับ ด้วยกองทัพของอะแซหวุ่นกี้ สามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์จำต้องนำไพร่พล ครัวเมือง ตีฝ่าหนีไปตั้งหลักทางเมืองเพชรบูรณ์ด้วยเหตุเสบียงกรังร่อยหรอ กองทัพพม่ารุกคืบต่อลงมาเกือบถึงค่ายของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ยกขึ้นไปตั้งรับที่นครสวรรค์ ซึ่งผลของสงครามก็ยังไม่ชัดว่า ธนบุรีจะต้านทัพพม่าไหวไหม เพราะกำลังพลก็พอ ๆ กัน

.

          แต่ก็เป็นโชคดีของแผ่นดินสยาม ที่พระเจ้าเซงพยูเชงหรือมังระผู้พิชิตกรุงศรีอยุธยา เกิดสวรรคตกะทันหัน กองทัพต่าง ๆ ถูกเรียกกลับไปอังวะเพราะเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างกัน อะแซหวุ่นกี้ เมื่อถอนทัพกลับไปอังวะก็ประสบชะตากรรม ผมจำได้เพียงว่า เขาน่าจะถูกประหารชีวิต จากผลพวงของการเมืองในราชบัลลังก์

.

           พระเจ้าจิงกูจา (Singu Min) " เซงกูเมง" พระโอรสของพระเจ้ามังระ ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 19 ปี  ทรงปราบบรรดาผู้ต่อต้าน ทั้งพระญาติพระวงศ์และเหล่าขุนนางด้วยความรุนแรง หลายคนถูกลดอำนาจหรือส่งไปอยู่หัวเมืองที่ห่างไกล แต่พระเจ้าอาอย่างพระเจ้าปดุง ก็ยังโชคดีหน่อยถูกส่งให้ไปควบคุมตัวที่เมืองสะกาย ที่ตั้งอยู่อีกด้านฟากหนึ่งของแม่น้ำอิระวดีเท่านั้น

.

           พระเจ้าจิงกูจา ครองอังวะได้ประมาณ 4 ปี ก็ถูกรัฐประหารโดยพระเจ้ามองหม่องผู้น้อง โอรสของพระเจ้ามังระ โดยมีขุนนางและเชื้อหลายคนเข้าร่วมรวมทั้งอะแซหวุ่นกี้ (ซึ่งก็เป็นผลทำเขาถูกประหารโดยพระเจ้าปดุงภายหลังเกิดเหตุการณ์ “รัฐประหารซ้อน” ) แต่การรัฐประหารในครั้งนี้ก็เพียงช่วยพระเจ้ามองหม่องมีสิทธิในราชบัลลังก์ได้เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น เพราะพระเจ้าลุงที่ถูกเนรเทศไปเมืองสะกายอาศัยจังหวะความชุลมุนความวุ่นวาย ยกทัพกลับมาทวงราชบัลลังก์คืนในทันที

.

          ในปีพ.ศ. 2325  อันเป็นปีสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ของชาวสยาม ก็เป็นเวลาเดียวกัน ที่ "พระเจ้าโบดอพญา หรือพระเจ้าปดุง (Bodawpaya)" ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองแผ่นดินกรุงรัตนอังวะ !!!

.

          พระเจ้าปดุง เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์แห่งสุดท้ายของพม่า ทรงเป็นพระโอรสลำดับที่ 5 ใน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พระองค์มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า "ปโดงเมง" หมายถึง "พระราชาจากเมืองปโดง" แต่มีพระนามที่เป็นที่เรียกขานในพม่าภายหลังว่า "โบดอพญา" (Bodopaya) อันมีความหมายว่า "เสด็จปู่ "

.

.

          เมื่อเริ่มรัชกาล พระองค์ก็โปรดให้ย้ายพระราชวังและสร้างเมืองหลวงใหม่ที่อมรปุระ (Amarapura) ทางเหนือประมาณกว่า 10 กิโลเมตรเหนือกรุงอังวะเดิมตามคำแนะนำของโหรหลวงที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองมณีปุระ  และทรงสั่งให้ทุบทำลายบ้านเรือน เปลี่ยนเส้นทางเดินของแม่น้ำให้ไหลเข้ามาท่วมเมืองอังวะเดิม และให้นำไม้สักของพระราชวังกรุงอังวะจำนวน 1,208 ต้นมาสร้างเป็นสะพานอูเป็ง (U Bein Bridge) จนปัจจุบัน กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานมุ่งตรงไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจี ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ที่มีชื่อสะพานว่า อูเป็ง นั้น  มาจากชื่อของขุนนางผู้เป็นแม่กองคุมการก่อสร้างสะพานครับ

.

.

            พระเจ้าปดุง ได้เริ่มทำสงครามประกาศพระราชอำนาจใหม่ โดยการเอาชนะอาณาจักรยะไข่หรืออารากัน (Arakan) ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของพม่าที่ไม่เคยครอบครองได้มาก่อนได้สำเร็จ ได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีหรือพระมหาเมี๊ยะมุนี อันเป็นพระพุทธรูปประจำชาติของพม่าในปัจจุบันจากยะไข่มาประดิษฐานไว้ที่นครมัณฑะเลย์  

.

.

          รวมทั้งนำรูปสำริดศิลปะเขมร ที่อยุธยาปล้นมาจากเมืองพระนครหลวงของเขมร แล้วพระเจ้าบุเรงนองนำไปจากกรุงศรีอยุธยา ยะไข่ปล้นชิงไปจากหงสาวดีหลังสมัยพระเจ้านันทบุเรงอีกที และหลังจากได้ไปท่องเที่ยวมาหลายอาณาจักร ในที่สุดรูปสำริดเขมรก็กลับมาอยู่ที่ลุ่มน้ำอิระวดีอีกครั้ง (สงสัยว่ารูปสำริดมี"อิทธิฤทธิ์" อะไรดีนักหนาจึงไม่ถูกหลอมทิ้ง ขนไปขนมากันอยู่ได้)

.

.

         เมื่อเอาชนะอาณาจักรที่ไม่เคยพ่ายอย่างอารากัน เป็น Ego ครั้งสำคัญที่พาให้พระองค์เกิดความฮึกเหิมได้ใจ ไร้สามัญสำนึกที่จะประมาณศักยภาพของไพร่พละกำลังรบที่แท้จริง พระองค์ถึงกับทรงประกาศว่า "เราจะทำสงครามเพื่อพิชิตโมกุล (อินเดีย) จีน และโยเดียให้ได้ " 

.

         ลุถึงปี พ.ศ. 2327 พระเจ้าปดุง สั่งเกณฑ์กองทัพจำนวนกว่า 120,000 คน ซึ่งนับเป็นไพร่พลที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า – สยามยุทธ์ จัดเป็น 9 ทัพ แยกเป็น 5 เส้นทาง หมายตีกรุงรัตโกสินทร์ให้ย่อยยับเช่นเดียวกับอารากันและมณีปุระ

.

.

         พระองค์ทรงเป็นจอมทัพของทัพหลวง โดยตั้งฐานบัญชาการที่เมืองเมาะตะมะ เมืองท่าอ่าวเบงกอล อันเป็นชุมทางทัพเข้าตีบ้านเมืองสยามในครั้งก่อน แต่เมื่อพระองค์เสด็จจากอมรปุระมายังเมืองเมาะตะมะแล้ว ก็ทรงทราบว่าทางหัวเมืองเบงกอลไม่สามารถเตรียมเสบียงและปัจจัยในการสงครามได้ทันภารกิจ พระองค์ทรงพระโรธมากถึงขนาดขว้างหอกซัดเข้าใส่แม่ทัพใหญ่ที่รับผิดชอบในภารกิจท่ามกลางที่ประชุมพลทันที และพระองค์ก็ยังทรงละเลย นิ่งเฉย หรือจะเรียกว่าไม่ทรงสนพระทัยกับข้อด้อยทางทหาร ที่ก่อให้เกิดความไม่พร้อมของกองทัพใหญ่โดยรวม ซึ่งนั้นก็คือสัญญาณแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมหากองทัพที่จะตามมาในอีกไม่ช้านี้ครับ !!!

.

           ทัพทั้งเก้า แยกเป็น ทัพที่ 1 มี แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพ มีทั้งทัพบก ทัพเรือ จำนวนพล 10,000  เรือกำปั่นรบ 15 ลำลงมาตั้งที่เมืองมะริด ให้ยกทัพบกมาตีหัวเมืองไทยทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพรลงไปจนถึงเมืองตะกั่วป่าลงไปจนถึงเมืองถลาง แต่แมงยีแมงข่องกยอตายเพราะถูกหอกซัดในที่ประชุมพล เกงหวุ่นแมงยีมหาสีหะสุระ อัครมหาเสนาบดีจึงขึ้นเป็นแม่ทัพที่ 1 แทน

.
           ทัพที่ 2 มี อนอกแฝกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพถือพล 10,000 ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้าทางด่านบ้องตี้มาตีกวาดหัวเมืองสยามฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี แล้วให้ลงไปใต้เพื่อไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ที่เมืองชุมพร
.

          ทัพที่ 3  มี หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ ถือพล 30,000 ยกมาทางเมืองเชียงแสนให้กวาดลงมาทางเมืองนครลำปางและหัวเมืองแม่น้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย ให้ลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพ ฯ
.

         ทัพที่ 4 มี เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพ ถือพล 11,000  ยกลงมาตั้งที่เมืองเมาตะมะ เป็นทัพหน้าเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์
.

.

         ทัพที่ 5 มี เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพ ถือพล 50,000 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหนุนเข้าตีกรุงเทพ ฯ เมื่อทัพที่ 4 ทัพหน้าเปิดทางให้แล้ว  
.

        ทัพที่ 6 มี ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่าศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพ ถือพล 12,000 มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเป็นทัพหน้าที่ 1 ของทัพหลวงที่จะยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์

. 
        ทัพที่ 7 มี ตะแคงจักกุ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันชอ) เป็นแม่ทัพ ถือพล 11,000 มาตั้งที่ เมืองเมาะตะมะเป็นแม่ทัพหน้าที่ ๒ ของทัพหลวง 

.
        ทัพที่ 8  มี พระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ เป็นกองทัพหลวง จำนวนพล 50,000 

.

        ทัพที่ 9 มี จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ ถือพล 5,000 ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาะแขวงเมืองตาก เมืองกำแพงเพชร ให้ลงมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพ ฯ 

.

.       

          ทางฝ่ายกรุงเทพ ฯ เมื่อได้ทราบข่าวการระดมไพร่พลเข้าสู่สงครามที่เมืองเมาะตะมะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดให้ประชุม เสนาบดี ขุนนางและขุนทหารเป็นการเร่งด่วน ทรงประเมินว่า กองทัพของฝ่ายพม่าในครั้งนี้มีจำนวนมาก แต่ก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่กรุงเทพ ฯ เช่นเดียวกัน พระองค์จึงให้ระดมไพร่พล ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 70,000 คน แบ่งกำลังตั้งรับตามแนวเข้าสู่กรุงเทพทั้ง 4 เส้นทางหลักโดยแบ่งเป็น 

. 

           ทัพที่ 1 ให้ กรมพระราชวังหลัง ( เวลานั้นยังดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์) เป็นแม่ทัพถือพล 15,000 ขึ้นไปตั้งรับอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ อย่าให้เพลี่ยงพล้ำ มิให้ถอย ประวิงเวลายันทัพเหนือของพม่าให้ได้นานที่สุด  ( 15,000 ตั้งรับ 3,5000 )

.
         ทัพที่ 2 มีกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ ถือพล 30,000 ให้ไปตั้งที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า) สกัดทั้ง  5  กองทัพ ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ 

.
         ทัพที่ 3 ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) กับ เจ้าพระยายมราช ถือพล 5,000 ไปตั้งรับอยู่ที่เมืองราชบุรี เพื่อรักษาทางลำเลียงยุทธปัจจัยของกองทัพที่ 2 และคอยสกัดกองทัพพม่าที่อาจจะยกขึ้นมาจากทางเมืองทวาย

. 
         ทัพที่ 4 เป็นทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมหาราชเป็นจอมทัพ  ระดมไพร่พลเตรียมพร้อมที่ชานพระนคร จำนวนพล 20,000 เศษ เป็นทัพหนุน พิจารณาจากสภาพการณ์จริง หากการศึกทางด้านใดเพลี่ยงพล้ำ ก็จะยกไปช่วยในทันที

. 

.

         กองทัพใหญ่ของฝ่ายพม่ามีปัญหามากมายครับ ทั้งการตั้งแนวลำเลียงเพื่อส่งเสบียงกรังและยุทธปัจจัยจากแนวหลังสู่ทัพหน้าก็เป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งความไม่ชำนาญในภูมิประเทศและการติดต่อประสานงานระหว่างกองทัพที่ห่างไกลกันก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้หลายทัพที่เกณฑ์มาจากหัวเมืองประเทศราชของอมรปุระขาดศักยภาพในการทำสงครามกับสยาม คือมีแต่ปริมาณแต่ขาดคุณภาพ แต่กระนั้น ปริมาณที่มีศักยภาพในการรบจริง ๆ ของกองทัพพม่า ก็ยังมีจำนวนมากกว่าของฝ่ายกรุงสยามอยู่ดี และทัพเหล่านั้นก็ได้เร่งรุดยกทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์แล้ว 

.

          หลายครั้งที่มีการเล่ากันเพื่อเชิดชูพระเกียรติยศจนเกินจริงที่ว่า ศึกนี้เป็นศึกใหญ่ที่ฝ่ายกองทัพพม่าน่ากลัวและได้เปรียบเพราะมีกำลังพลมากกว่าฝ่ายกรุงเทพฯ แต่ในความเห็นผม ศึกนี้หากวัดกันระหว่างกองทัพและจำนวนไพร่พลที่ปะทะกันจริง ๆ แล้วก็พอ ๆ กันครับ เพราะทัพใหญ่เกือบ 100,000 คน ที่เป็นกองหนุนและทัพหลวงของพม่านั้น แทบจะไม่ได้เข้าร่วมรบด้วยเลย !!! 

.

.

            มหายุทธสงคราม 9 ทัพนี้   “กรมพระราชบวรสุรสิงหนาทหรือวังหน้าพระยาเสือ” ทรงเป็นผู้พิชิตศึกอย่างแท้จริง เพราะผลจากการรบในยกแรก ทำให้กองทัพใหญ่จำนวนมหาศาลของฝ่ายพม่าติดอยู่ในช่องเขาและต้องเผชิญกับกลศึกมากมายในสงครามจองโจรแบบ"จารยุทธ์" เคลื่อนที่ไปข้างหน้าก็ไม่ได้เพราะทัพหน้าถูกตรึงอยู่กับที่ มีทางเดียวคือต้องถอยทัพ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้กองทัพเรือน 100,000  ไม่มีโอกาสได้เข้าต่อรบ !!!

.

        "สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า" จังหวัดกาญจนบุรี ที่ราบกว้างใหญ่ระหว่างแม่น้ำแควใหญ่กับลำน้ำตะเพิน จึงถือเป็นสมรภูมิสำคัญที่จะชี้ขาดความเป็นความตายให้กับชาวสยามในสงครามครั้งนี้ครับ !!! 

.

          ยุทธศาสตร์การสงครามของพระองค์ คือ “การสกัดกั้น” ตรึงกำลังผ่ายศัตรูให้ตั้งมั่นอยู่ที่เสียเปรียบ และกักกันมิให้กองทัพใหญ่ตามออกมาจากช่องเขาได้ พระองค์จึงเร่งเคลื่อนทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปตั้งค่ายชักปีกกาอุดทางออกของช่องเขาบรรทัดของทุ่งลาดหญ้า ก่อนที่ทัพของพม่าจะมาถึง เพราะถ้ามาถึงได้ก่อน พม่าก็จะสามารถขยายพลรบในที่ราบกว้าง จัดทัพใหม่เก็บเสบียง ทัพหนุนจะตามออกมา กองทัพพม่าจะกลายเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาในทันที !!!

. 

.

          กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงได้พระยาแจ่งและกองทัพมอญสวามิภักดิ์ซึ่งมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดีมาช่วยรบ  กองทัพสยามตั้งค่ายชักปีกกา ขุดสนามเพลาะ ปักขวากหนาม ตั้งปืนกะระยะยิง และส่งทหารไปร่วมกับทัพมอญขึ้นไปสกัด ถ่วงเวลาที่ด่านกรามช้าง !!!

.

           เมื่อกองทัพที่ 4 ของพม่ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ผ่านเมืองไทรโยคเข้ามาทางเมืองท่ากระดาน ตีด่านกรามช้างแตกอย่างยากลำบาก จึงยกเข้ามาเผชิญกับกองทัพของกรมพระราชวังบวร ฯ ที่ตั้งค่ายรอรับอยู่แล้ว ฝ่ายพม่าจึงเร่งตั้งค่าย ปลูกหอรบประจันหน้ากับฝ่ายไทยบนเชิงเขาซึ่งดูจะได้เปรียบด้านความสูงกว่า แล้วนำปืนใหญ่ขึ้นหอสูงยิงถล่มค่ายของฝ่ายสยาม จนยากจะหาที่ปลอดภัยจากกระสุนปืนใหญ่ฝ่ายพม่า ไพร่พลสยามเริ่มเสียขวัญและเริ่มระส่ำระสาย แต่ด้วยความเด็ดขาดของผู้กรมพระราชวังบวร ฯ ที่ทรงประกาศว่า หากใครถอยหนีหรือไม่ยอมสู้รบ ให้ลงโทษอย่างหนักโดยจับตัวใส่ครกขนาดใหญ่และโขกให้ร่างแหลกละเอียด ซึ่งนั่นก็ทำให้ไพร่พลหันหน้ากลับมาฮึดสู้กับฝ่ายพม่าอีกครั้ง

.

.

         ปืนใหญ่ของฝ่ายพม่าก็ยังระดมยิงใส่ค่ายสยามอย่างรุนแรง กรมพระราชวังบวร ฯ จึงคิดค้นกลยุทธ์ใหม่โดยประยุกต์ปืนใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทรงให้ตัดไม้ยาวสองศอก เสียบเข้าปลายกระบอกปืนใหญ่แทนลูกกระสุน แล้วยิงใส่ค่ายพม่าจนหอรบปืนใหญ่ของพม่าพังลงมาทั้งหมด

.

.

          ในระหว่างสงคราม ทรงนำทหารส่วนหนึ่งออกจากค่าย ไปปฏิบัติการสงครามกองโจร "จารยุทธ์" ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของข้าศึก ซึ่งพระองค์ก็ได้มอบหมายให้ “พระองค์เจ้าขุนเณร” เป็นผู้คุมกองโจรไปปฏิบัติการ มีหน้าที่ปล้นสะดมขบวนลำเลียงของพม่าที่พุไคร้ ช่องแคบแควน้อย ซึ่งก็สามารถยับยั้งและปล้นสะดมขบวนลำเลียงของพม่าได้สำเร็จ ทำให้ค่ายทัพหน้าพม่าขาดเสบียงอาหารและกระสุนดำที่จะยิงต่อสู้กับฝ่ายไทย

.

         มื่อกองทัพหน้าถูกตรึงอยู่ที่หน้าช่องเขาบรรทัด ทัพที่ 6 ทัพที่  7 ของพม่าที่ยกตามมาก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงต้องตั้งทัพอยู่รออยู่ในหุบเขา แม้ทัพหลวงของพระเจ้าปดุงเองซึ่งเป็นทัพที่ 8 จะยกเลยด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาแล้ว ก็ต้องหยุดทัพไม่สามารถเดินหน้าต่อเข้ามาได้ อีกทั้งยังขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนัก แต่ก็ต้องแบ่งเสบียงบรรทุกช้างข้ามเขาไปให้กองทัพหน้า ก็ยังถูกฝ่ายไทยซุ่มโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงอีก จนทหารพม่าโดยเริ่มอดอยาก เจ็บป่วย เป็นไข้ป่าและเริ่มล้มตายไปทีละคน

.

          ขณะที่กองทัพของกรมพระราชวังบวรฯสู้รบติดพันอยู่กับพม่าที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปริวิตกว่าจะยันทัพพม่าไม่อยู่ จึงได้เสด็จยกทัพหลวงมาถึงทุ่งลาดหญ้า แต่กรมพระราชวังบวร ฯได้กราบทูลว่า พม่าอดอยากมากพออยู่แล้ว อย่าทรงวิตกเลย อีกไม่นานก็จะแตกแล้ว ขอให้เร่งเสด็จกลับไปตั้งมั่นที่พระนคร ด้วยเกรงว่าทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางอื่นจะฝ่าด่านเข้ามาได้ จะได้ยกไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที

          เมื่อแนวหลังของทัพหน้าถูกตัดขาดโดยกลศึกสงครามกองโจร จนเกิดความอดอยากและเสียขวัญไปทั่วค่ายพม่า กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงใช้กลยุทธ์หลอกฝ่ายพม่า โดยให้ทหารลอบออกนอกค่ายในเวลาค่ำคืน  แล้วให้ตั้งทัพถือธงทิวเดินเป็นกระบวนกลับมาในตอนเช้า ส่งเสียงสดชื่นอึกทึก ฝ่ายพม่าอยู่บนที่สูงกว่า เห็นกองทัพไทยมีกำลังหนุนเพิ่มเติมมาเสมอ ก็ให้ครั่นคร้ามจนเสียขวัญหนัก เมื่อถึงเวลาสุกงอมและเหมาะสมแก่แวลา กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท ก็ทรงประกาศปลุกขวัญแก่ไพร่ทหารว่า “ พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่าเราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป”      

.

           17 กุมภาพันธ์ 2328 กองทัพสยามก็เข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่าย พร้อมทั้งใช้ปืนลากล้อระดมยิงสนับสนุนอย่างหนักตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ทัพหน้าที่ 4 และทัพที่ 5  แตกกระเจิงจนหมดทุกค่าย ไพร่พลสยามไล่ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือต่างก็วิ่งหนีกระจัดกระจาย แต่ก็ถูกกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณรเข้าตีซ้ำเติม จับเชลยริบศาสตราวุธกลับมาเป็นจำนวนมาก ในพงศาวดารพม่ากล่าวว่า "ไทยตีค่ายพม่า แตกที่แนวรบทุ่งลาดหญ้านั้นทหารพม่ากำลังอดอยากอิดโรย ถูกไทยฆ่าตายและจับเป็นเชลยทั้งนายและไพร่พล ประมาณ 6,000 คน"

.

.

           เมื่อพระเจ้าปดุงทราบว่ากองทัพหน้าแตกพ่ายกลับมาอย่าสะบักสะบอม อีกทั้งเสบียงอาหาร ก็ขัดสนมาก ไพร่พลของทัพหนุนก็เป็นไข้ป่าเจ็บป่วยล้มตายกันมาก เห็นควรว่าหากจะนำทัพเข้าต่อรบอีก ขวัญและกำลงใจของกองทัพก็ไม่มีเหลือแล้วจะพาให้ยับย่อยมากกว่านี้ จึงสั่งให้เลิกทัพ ทั้ง 5 ทัพ ไพร่พลรวมกว่า 100,000 คน ถอยกลับไปเมืองเมาะตะมะเสียในทันที

.

           ส่วนทัพที่ 2 ของพม่า เมื่อด่านบ่องตี้ ก็เข้ามาตั้งทัพอยู่ที่เขางูราชบุรี ด้วยขาดการติดต่อจึงไม่รู้ว่าทัพหน้าได้แตกพ่ายไปแล้ว จึงยังคงคุมเชิงอยู่ โดยที่ทัพที่ 3 ของสยามก็ไม่รู้ข่าวว่าพม่าเข้ามาถึงเขางูแล้ว จนเมื่อกรมพระราชวังบวร ฯ เสร็จจากศึกทุ่งลาดหญ้าแล้วยกทัพหมายช่วยหัวเมืองทางใต้ ก็ผ่านมาบังเอิญเข้าปะทะกับทัพพม่าที่เขางูโดยไม่ทันรู้ตัว จึงเกิดการรบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน ทัพที่ 2 พม่าจึงแตกพ่ายกลับไป

.

. 

          เมื่อนำทัพกลับพระนครได้ 6 วัน ทรงปรึกษากับพระเชษฐาธิราช แล้วทรงแยกทัพเป็นสองทัพใหญ่ กรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกทัพลงมาช่วยเหลือหัวเมืองปักษ์ใต้ที่ถูกพม่ายึดครอง ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกทัพขึ้นหนุนทัพสยามทางภาคเหนือ 

.

           กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท ทรงยกไปตั้งทัพปะทะพม่าที่ไชยา และตีเมืองนครศรีธรรมราช และในที่สุดกองทัพของชาวสยามก็สามารถขับไล่และทำลายกองทัพพม่าที่เหลืออีก 3 ทัพออกไปจากผืนแผ่นดินไปได้จนสิ้น....“เก้าทัพต้องยับย่อย” ลงแล้ว

.

           ส่วนพระเจ้าปดุง เมื่อพ่ายแพ้ศึกในมหายุทธสงคราม 9 ทัพกลับไป ก็มีแต่ความอัปยศอดสู เพราะไม่เคยทำสงครามพ่ายแพ้ผู้ใดมาก่อน เพิ่งมาแพ้ต่อสยามเป็นครั้งแรก ปีต่อมาก็ยังส่งกองทัพใหญ่หวังจะมาแก้มืออีก แต่ก็ต่อรบได้เพียงสามวัน ในสมรภูมิสามสบและท่าดินแดง ค่ายพม่าก็แตกพ่าย ไพร่ทหารล้มตายเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2330  พระองค์ก็ยังคงดื้อดึงที่จะส่งกองทัพกลับมาหมายจะยึดหัวเมืองเหนือคืนจากสยามอีกครั้ง ก็ถูกกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทขับไล่ออกไปอีก

.

           ตลอดระยะเวลา 17 ปีนับแต่ปี 2328 – 2345 พระเจ้าปดุงผู้ยิ่งใหญ่ได้ทุ่มเทกำลังทางทหารและทรัพย์สินมากมายในความพยายามอย่างไร้ผลถึง 5 ครั้งที่จะเอาชนะต่อชาวสยาม ดังเช่นที่พระเจ้าเซงพยูเชงหรือมังระเคยพิชิตมาแล้ว ความอวดดีและหลงทะนงตนในครั้งนี้ จักรวรรดิราชาพม่าจึงต้องสูญเสียดินแดนเชียงใหม่และหัวเมืองเหนือที่เคยเป็นเมืองขึ้นให้แก่อาณาจักรสยามอย่างถาวร

.

          ในเวลาเดียวกัน รัฐมอญ กะเหรี่ยงและยะไข่ ล้วนต่างได้ก่อกบฏแข็งข้อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อต่อต้านกับการขูดรีดภาษีและเสบียงเพื่อไปใช้ในการสงครามตลอดเวลา

.

          เมื่อไม่สามารถสร้างตนเป็นจักรพรรดิราชาแห่งโลกจากการ "พระราชสงคราม" ยึดครองแว่นแคว้นรอบด้านได้เฉกเช่นกษัตริย์พม่าในอดีต พระเจ้าโบดอพญาผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีจึงหันมาเสริมสร้างพระเกียรติยศโดยทรงประกาศตัวเป็น “พระโพธิสัตว์สูงสุดแห่งโลก” แทนจักรพรรดราชาผู้ครองชมพูทวีป ทรงประกาศตนเป็นองค์ศาสนนูปถัมภกพระพุทธศาสนาด้วยความพยายามสร้างมหาสถูปขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองมินกุน (Mingun) ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำอิระวดีจากเมืองอมรปุระขึ้น

.

.

         จากองค์ศาสนูปถัมภก กลายมาเป็นความหมกมุ่น หลงใหล คลั่งไคล้ ในความเชื่อทางศาสนา จนละเลยความรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมือง นำพม่าเข้าไปสู่ยุคเสื่อมถอย เกิดความเหลื่อมล้ำ การคอรับชั่นและโจรปล้นสะดมกระจายไปทั่ว กษัตริย์แห่งรัฐฉานก็ถูกทำลายเกียรติยศ จนนำไปสู่ความไม่ศรัทธาต่อราชวงศ์คองบองและการปราบกบฏชายแดนอินเดียจนเกิดเป็นกรณีพิพาทกับอาณานิคมของอังกฤษที่จิตตะกอง

.

           ความหมาย “เก้าทัพต้องยับย่อย” ของผม จึงไม่ได้หมายถึงเพียง สงครามเก้าทัพที่ฝ่ายพม่าต้องถอยทัพกลับไปทั้ง ๆ กำลังพลยังเหนือกว่ามาก แต่ความยับย่อยในความหมายของผม เริ่มต้นจาก"สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า" ที่สร้างความเสื่อมถอยให้กับมหาจักรวรรดิผู้เคยพิชิตกรุงศรีอยุธยาในครั้งต่อ ๆ มา

.

          “ทุ่งลาดหญ้า” ที่กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาททรงใช้กลศึกและสงครามกองโจร"จารยุทธ์" ตรึงทัพหน้ากักทัพใหญ่กว่าแสนให้ละลายหายไปในพริบตา ทั้งไพร่พลและขวัญกำลังใจ แม้แต่พระเจ้าปดุงผู้เกรียงไกรยังต้องถอนทัพกลับไปอย่างอดสู ราชวงศ์คองบองสิ้นความอหังการ เสื่อมพระเกียรติยศแห่งราชาเหนือราชา จนต้องหันไปพึ่งพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้พระเจ้าปดุงเข้าใจในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากการสร้างตนเป็นราชาเหนือพระพุทธเจ้าและราชาเหนือโลกในฐานะพระโพธิสัตว์เท่านั้น

. 

           ซึ่งนั่นก็ได้นำไปสู่ "ความยับย่อย"ของพม่า เมื่อไม่สามารถเอาชนะใจประเทศราชและแว่นแคว้นที่เคยยึดครอง ปวงประชาราษฎร์ของพม่าก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

. 

           "เก้าทัพต้องยับย่อย" คือจุดเริ่มต้นที่ไปสู่การย่อยยับในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของพระเจ้าปดุง พ่วงไปถึงความเสื่อมถอยของพม่าในทุก ๆ ด้าน ถือเป็นสัญญาณครั้งสำคัญของจุดเริ่มต้นแห่งการสิ้นสุดราชวงศ์คองบองในเวลาต่อมา

.

          พระเจ้าปดุง เสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2362 ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ของราชอาณาจักรสยาม รวมระยะเวลาการครองราชย์นานถึง 37 ปี !!!

.

           สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ) ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดตองปุแล้วถวายเป็นพระอารามหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นพุทธบูชาในการพระราชสงคราม ที่พระองค์ทรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง ทั้งในสงครามเก้าทัพ ปี 2328  ศึกท่าดินแดงและสามสบ ปี2329 และสงครามที่นครลำปางป่าซาง ในปี 2330  และได้โปรดให้บรรจุพระเนื้อดินดิบ"วัดชนะสงคราม" ไว้ในกรุพระเจดีย์เพื่อถวายเป็นเครื่องพุทธบูชาหลังจากที่ต้องสังเวยชีวิตผู้คนมากมายเพื่อปกปักษ์รักษาแผ่นดินเอาไว้

.

.

           ซึ่งผมก็โชคดีครับที่ได้พระเครื่องจากกรุวัดชนะสงครามมาไว้ในครอบครองหลายองค์ พระเครื่องที่มีคติ “ชนะสงคราม”ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อรำลึกถึงชัยชนะในมหายุทธสงครามครั้งสำคัญของเราชาวสยาม !!!

.

.

           OK trip ในครั้งแรกนี้ หากเรามีโอกาสพอเหมาะกับเวลา เราจะไปเยือนสมรภูมิลาดหญ้า จุดเริ่มต้นของมหาวีรกรรม"เก้าทัพต้องยับย่อย" ของพระองค์กันอย่างแน่นอนครับ

.

เพลงประกอบละครสายโลหิต

ใช้เพื่อประกอบเ Entry มิได้ใช้เพื่อการค้า สนใจโปรดสนับสนุนสินค้ามีลิขสิทธิ์

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
captain.Jack วันที่ : 06/01/2010 เวลา : 16.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mafia

อยากให้สีต่าง ๆ ที่ทะเลาะกันอ่านบ้างว่าที่นี้ประเทศไทยไม่ใช้ของใครคนใดคนหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
thit วันที่ : 31/01/2009 เวลา : 20.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thitsaden

การศึกในครั้งนั้นพม่าพ่ายศึกด้วยหมายจะทำศึกให้จบโดยเร็วและกำลังไพร่พลบริบูรณ์แต่เนื่องด้วยการที่ยกทัพมาเป็นสายถึงเก้าสายการบังคับบัญชาย่อมจะเกิดความล่าช้าไปในทุกทัพ
ไทยเรารบชนะได้ด้วยกลศึก กองทัพใดเสียกำลังบำรุงกองทัพนั้นจักล่ม การแยกสายมานี้ก็มีผลวิธีการเดียวกันนี้
เหมาเจ๋อตุงก็ได้ใช้ในสงครามกับกองทัพก๊กมินตั๋งโดยทำลายข้าศักที่มีกำลังน้อยทีละกองมองหาชัยภูมิที่ได้เปรียบแล้วกำลังพลก็ไม่มีผลต่อการรบ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 07.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

ตามมาอ่านเรื่อง สงครามเก้าทัพของอาจารย์ สนุกมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
siampatriot วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

อ่านแล้วขนลุกครับ ตื้นตันใจกับบรรพชนไทยที่ต้องต่อสู้กับศัตรูชาติ เพื่อรักษาแผ่นดินไทให้เป็นปึกแผ่นตราบชั่วลูกหลาน
เสียดายที่ลูกหลานโคตรชั่วบางคนที่เข้ามาสู่อำนาจทางการเมื่องเพื่อกอบโกยโกงกินชาติ
ขอสาบแช่งพวกนี้ครับ

ปล. เสียดายจังครับ ไม่ได้ร่วมทริปนี้ เพิ่งจะเข้ามาเห็นว่ามีกิจกรรมกัน อีกอย่างผมก็ต้องไปต่างจังหวัดด้วย เลยขอลงชื่อจองทริปหน้าไว้แล้วครับ เก็บหมดทุกบล๊อกแล้วครับ บันทายฉมาร์น่าสนมากๆ ขอลงชื่อไว้เป็นลำดับแรกได้มั๊ยครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
feng_shui วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

มาตลบรอบ ๒ น้ำจิ้มปรุงรส ดูท่าทะกลายเป็นApatizerอย่างเลิศเลยค่ะ อาจารย์





อ่าน นานนนนนนนนนน มากส์


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

'จารย์...ยั่วน้ำลาย กระตุ้นต่อมขา กันหรือเปล่านี่
โหไปวันเดียว เที่ยวตั้งหลายที่แน๊ะ คุ้ม 999 บาท
จะเป็นชะโงกทัวร์ มั๊ยเนี่ย หลายที่จัง

อย่าลืมพกโทรโข่ง ไปบรรยายด้วยนะครับ'จารย์

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
tirannor วันที่ : 04/11/2007 เวลา : 11.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tirannor
ธีรนร นพรส

เพิ่งเห็นครับ มีบล็อกดีดีอยู่ที่นี่ด้วย

ขอบคุณครับที่ไปเยี่ยมผม ซึ่งทำให้ผมได้รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยอีกด้วย

ที่จริงเรื่องสงครามเก้าทัพเคยเรียนมาแล้วตอนเด็กๆ แต่ไม่ละเอียดเท่านี้

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
หัสดีลิงค์ วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hatsadeling

อ่านแล้วได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า "ความไม่พร้อมของตนย่อมก่อให้เกิดความผิดพลาดได้" ดังเช่นพระเจ้าปดุงแห่งพม่า
ขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
minmint วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 03.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradiso

อาจารย์ขา ชื่นชมนักวิชาการนอกกรอบผู้รู้จริงมานานแล้ว
ได้ส่งไปให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ กลุ่ม ancientism ที่ web / fineart
ของกรมศิลปากร ทุกคนชอบมากฝากขอบคุณอาจารย์ด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
นักข่าวเกียร์ว่าง วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 00.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/reporter2526
"อยากเป็นนักเขียน ต้องหัดตั้งไข่จากการเขียน"

ทำกราฟิคในกูเกิ้ลเอิทเจ๊งมากเลยครับ รู้จักใช้เทคโนโลยีแบบนี้ต้องโหวตให้ครับ (ด้วยความชื่นชม)

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
วิตามินบี วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 23.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


ประวัติศาสตร์ของชาติ
เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ไว้ค่ะ
ขออ่านทีละครึ่งนะคะ

บีหายหน้าไปหลายวัน
เพราะไปทอดกฐินที่เชียงราย
เพิ่งกลับมาค่ะ
เลยแวะเอาบุญใหญ่มาฝากคุณ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
pnokeox วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pnokeox
แล้วแต่จะจัด..

อ่านอร่อย ได้รสชาดมากเลยครับ..

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

สวัสดีวันศุกร์ ขอให้มีความสุข

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่มีมาแบ่งปันกัน
อากาศเริ่มเย็นแล้ว ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ

มาชวนไป.......................





ชมจันทร์กันครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 20.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ข้อมูลประวัติศาสตร์ ยอดเยี่ยมเป็นที่สุดอีกเช่นเคย

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
มะอึก วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เข้ามาเพื่อบอกว่า ดึก ๆ จะเข้ามานั่งอ่านสัก 1 ชัวโมงครับ

ชอบอยู่แล้วเรื่องที่ท่านเขียน ไม่เคยเบื่อ แต่ต้องทำพิธีอ่านทุก ๆ ครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
Jui วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 20.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

ขอบคุณสำหรับความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ต้องหาอ่านจากที่ไหน

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
Patong วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 20.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Patong

น่าเสียดายที่ไปไม่ได้...

แต่ติดตามจากบล้อกของคุณก็สุดคุ้ม

โห... ข้อมูลแน่นปึ๊ก... หากตำราประวัติศาสตร์สมัยเรียนเป็นแบบนี้คงรักวิชานี้อีกเป็นกองเชียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
Dogstar วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

อ่านไปหนึ่งจบแล้วนะ เดี่ยวจะมาหารายละเดียดอีกสักสองรอบ
เพราะว่าชื่อแม่ทัพนายกองพม่าชื่อจํายากค่ะ
เนื้อเรื่องภาพประกอบยอดเยี่ยม
บอกอีกที งานเขียนของคุณต้องรวมเล่ม
ถ้าเป้นเล่มแล้วช่วยบอกด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

สารภาพว่าเสียดายมากค่ะ ที่ไม่ได้ไปร่วมทริปด้วยค่ะ
ขัอมูลคุณภาพคับบล็อกจริงๆค่ะ อ่านแล้วเชื่อหมดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
จิ้งจก วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ryuki2007

สุดยอดครับ อ่านแบบวางตาไม่ลงเลยเหมือนได้ดูหนังสงครามเลย เห็นกลยุทธ์ในการอุดช่องเขาทางด่านเจดีย์สามองค์แล้วให้นึกถึงหนังเรื่อง 300 ที่กองทัพสปาต้าร์อุดช่องเขาแบบเดียวกันเลย แถมยังไม่นับรวมการล่อหลอกอย่างกับกลศึกในสามก๊กที่ให้ทหารลอบออกจากค่ายในยามค่ำคืนแล้วเดินกลับมาในรุ่งเช้าราวกับว่ามีกองหนุนเข้ามาว่าแล้วก็ไปหาข้อมูลเรื่องพระกรุวัดชนะสงครามมาแจมครับ จากเว็บของเพื่อน http://www.amulet2u.com/board/q_view.php?c_id=3&q_id=4263&PHPSESSID=8c66862fad6fae79a

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

เห็นความเหน็ดเหนื่อยของเหล่าบรรพชนเเล้วรู้สึกเกิดความหึกเฮิมในการที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่จะตอบแทนคุณแผ่นดิน
เป็นเกียรติที่น่ายกย่องบูชาสรรเสริญยิ่งหนักของวีรบุรุษผู้กอบกู้สยามประเทศ
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ZhouYu วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ZhouYu
Dik Dik Family 

น่าสนใจมากครับเรื่องนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ไอดิน-กลิ่นฝน วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SHOWGirls
เด็กฉลาด ชาติเจริญ

ขอบพระคุณค่ะ ที่เข้าไปรับ Tag ถ้าได้ศึกษาแล้ว
ไม่ยากหรอกค่ะ เพราะคุณพี่ทำอะไรที่ยากกว่านี้มาเยอะ

เรื่องนี้ ตัองอ่านกลับไปกลับมาหลายรอบค่ะ เพราะมี
ข้อมูลสำคัญหลายเรื่องเลย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 17.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้


ยอดเยี่ยม...ตามเคย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ดุจดังฯคนจร วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nomadicman

แวะมาอ่านอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ครับ

ผมว่า...
จริงๆแล้ว ในสมัยนั้นยังมีฐานะเป็นเพียงแค่รัฐเท่านั้น
หาได้ใช่ประเทศกันจริงจังอย่างวันนี้
สงครามไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งใดนอกจากความสูญเสีย
หากเรายึดเอาความเคยีดแค้นชิงชังแต่หนหลังเป็นที่ตั้ง
ก็ไม่มีประโยชน์อะไร...

น่าจะมีการชำระประวัติศาตร์ร่วมกันใหม่อย่างจริงจังในหลายๆเรื่องนะครับ
ไม่ใช่ปล่อยคาราคาซังให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มคนบางกลุ่มที่รู้วิธีนำไปใช้ประโยชน์

ชำระด้วยข้อเท็จจริง
ชำระด้วยความจริง...
คงจะดีนะครับ...

ด้วยมิตร

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
sat11 วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saturday11


เป็นประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุกค่ะ

ชอบกลอุบายที่หลอกให้เข้าใจว่ามีกองหนุนเยอะ
คงทำให้ข้าศึกใจฝ่อไปเยอะเลยค่ะ




ความคิดเห็นที่ 5 (0)
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 17.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/folkner
..เขียนเพลง เขียนกวี ชีวิตนักดนตรีบ้านนอก..


:::::อ่านได้ครึ่งหนึ่งแล้วครับ หยุดหายใจเดี๋ยวมาอ่านต่อ::::::

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
biggo2004 วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 16.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/biggo2004

ผมว่าน่าจะทำเป็นละครอีกน๊ะครับ จำได้ว่าดูสมัยเด็กๆ
สมบัติเป็นรัชการที่ 1 ฉัตรชัยเป็นกรมพระราชบวรสุรสิงหนาท รอนบรรจงสร้างเป็นหน่วยจรยุทธ์ ไตรภพเป็นแม่ทัพเรือพม่า สนุกมากครับ ยิ่งดูยิ่งรักชาติมากขึ้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายสิบหมื่น วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 16.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namsean
หากแม้นไม่ตายเสียก่อน...ฉันจะคืนสู่รากเหง้าลูกชาวนา

คงต้องใช้เวลานานโขทีเดียวกว่าจะอ่านจบ
ลงชื่อไว้ก่อนนะครับอาจารย์
สุดยอดครับ
+1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เจ้าอารมณ์ วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimeiei
http://www.jaoarom.com


ยาวจริง ๆ นะคะเนี่ย แต่ก็พยายามตั้งใจอ่าน
ที่สำคัญอยากไปทัวร์กับเพื่อน ๆ จังเลย
แต่คงจะยากน่าเสียดายจริง ๆ

...............................................
มีเวลาแวะไปให้กำลังใจแม่ไอ้เหงาหน่อยนะคะ
http://www.oknation.net/blog/pimeiei/2007/11/01/entry-1

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 15.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

อุแม่เจ้า อลังการรรรรร

ว้าวววววววววว

กรี๊ดดดดดดดดดดส์


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]