• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2233841
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 26309 , 13:09:28 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

        หลายครั้งครับที่ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมงานพิธีกรรม (Ritual) ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทย ทั้งในฐานะของนักวิจัย นักท่องเที่ยว บังเอิญผ่านไป หรือในฐานะของญาติพี่น้องสุดพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความสัมพันธ์ที่ดันเข้าไปฝังตัวเก็บข้อมูลในหมู่บ้านนานวันจึงได้นับญาติเกี่ยวดองกัน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนามว่า “บ้านโคก” ชุมชนใหญ่ของ “กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง” ที่นี่เป็นสนามวิจัยเพื่อฝึกฝนการเก็บข้อมูลทางมานุษยวิทยาที่สำคัญของหลายมหาวิทยาลัยในอดีต ทั้งศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหิดล ฯลฯ แต่ที่นี่ก็คือบ้านอีกหลังหนึ่งของผมครับ

.

       บ้านโคก เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณและตลาดท่าพระยาจักรประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร (อยู่ที่ว่าจะเข้าทางไหน) เป็นชุมชนชาว "ลาว" ที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมากระจัดกระจายในเขตภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคเหนือ เพื่อค้นหาภูมิประเทศที่เหมือนกับบ้านของเขาในอดีตครั้งอยู่ในอาณาจักรหลวงพระบาง ที่ต้องมีป่าเขา แม่น้ำและทุ่งราบสำหรับเพาะปลูกข้าว หลายคนคงสงสัย ชาวลาวเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไหร่..... อ่านต่อเลยครับ

.

.

     การเข้ามาของคนลาวในสมัยโบราณมีอยู่สองลักษณะด้วยกันคือ อพยพเข้ามาเองและถูกกวาดต้อนเข้ามา ที่อพยพมาเองก็จะเป็นพวกทางอีสาน สมัยโบราณยังไม่มีพาสปอร์ตและยังไม่พรมแดนนะครับ  พวกเขาจึงสามารถเดินทางกระจัดกระจายกันไปมาได้อย่างสะดวก เพื่อหาถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์หรือลี้ภัยสงคราม ส่วนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามานั้น ก็เพราะในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนชาวกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าอังวะกวาดต้อนกลับไปเกือบหมด บ้างก็ไปอยู่มัณฑะเลย์ บ้างไปอยู่ไทยใหญ่ ทุ่งราบภาคกลางของสยามจึงเกือบร้าง ผู้คนไพร่ฟ้ามีเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อขาดแคลนแรงงาน การผลิตอาหารก็ไม่มีประสิทธิภาพ  การสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ก็เป็นไปได้ยาก

.

         สงครามโบราณเป็นสงครามแบบจารีต เมื่อชนะศึกก็จะกวาดตอนผู้คนไพร่ฟ้าราษฎรของบ้านเมืองที่พ่ายแพ้นั้นกลับไปยังดินแดนของตน เพื่อนำไปใช้เป็น “แรงงาน” ในการพัฒนาอาณาจักรให้รุ่งเรือง ส่วนที่จะฆ่าแบบล้างผลาญก็มีหลายครั้ง เช่นกรณีของตาเมอเลน หรือเจงกีสข่าน แต่แถวสุวรรณภูมินี้ไม่ค่อยมีครับ เพราะคนมันมีน้อย ฆ่าหมดก็ไม่มีแรงงานเหลือ

.

         เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทำสงครามกับกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือลานช้าง อันเป็นที่รวมของอาณาจักรเวียงจันทร์และหลวงพระบางเข้าด้วยกัน ก็ได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองลาว เข้ามาไว้เป็นแรงงานรอบพระนครในรอบแรก ๆ

. 

         เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่ครับ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็เป็นเมืองร้าง ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเชียงแสนและพม่าจนเกือบหมด กลุ่มคนสายพระเจ้ากาวิละจากลำปางเข้ายึดครองแทน ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 จึงทรงนำทัพจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปกวาดต้อนผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายจากแคว้นสิบสองปันนาและชาวลาวเหนือลงมาเป็นชาวเชียงใหม่และล้านนาในปัจจุบัน รวมทั้งนำลงมาไว้รอบพระนคร เช่น ชาวไทยวน ที่คูบัว ราชบุรีไงครับ

.

        ครั้งถึงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 3  เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสองอาณาจักรขึ้น ในปีพุทธศักราช 2369  สงครามครั้งนี้เรามักจะ "ดูถูก" เมืองลาวเขาว่าเป็นกบฏ แต่ชาวลาวมองว่า “เจ้าอนุวงษ์” คือมหาวีรบุรุษและเป็นศึกเพื่อกู้เอกราช (ยิ่งกว่าจูมง) ซึ่งหากศึกษาอย่างเข้าใจแล้วก็จะพบว่า เรามี "อคติ" เรื่องชาตินิยมแอบแฝงไว้มากมายในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนี้ ข้อสรุปสั้น ๆ ของผมก็คือ "เจ้าอนุวงษ์นำทัพลาวหวังจะเข้ามาเอาชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาครั้งรัชกาลที่ 1 กลับบ้านเกิด"

.

        เมื่อสยามชนะสงครามเพราะชาวลาวที่เสวยสุขอยู่ที่โคราช เปลี่ยนใจหันกลับมาสวามิภักดิ์กับกรุงเทพ ฯ เวียงจันทน์จึงต้องถูกทำลายยับย่อย ดังพระราชดำรัสของรัชกาลที่สามความว่า “ เมืองเวียงจันทน์นี้เป็นกบฏมาสองครั้งแล้ว ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเป็นเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับไปทำลายล้างเสียให้สิ้น”

.

       และงานศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่า “...ตัวเมืองหลวงได้ถูกทำลายราบเรียบจนเป็นเมืองร้าง ยกเว้นแต่วัดวาอารามบางวัด ผู้คนพลเมืองก็ให้ไล่ต้อนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม...” 

.

        "....สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก เป็นเหตุให้ประชาชนชาวลาวหลายเผ่าพันธุ์โยกย้ายที่อยู่อาศัยครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์นั้นก็ได้กวาดต้อนครอบครัวพวกลาวเลียงจันทน์มาไว้ที่เมืองลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครชัยศรี......"

.

       ชาวลาวจากดินแดนที่เรียกว่า “ภูคัง” ก็ถูกกวาดต้อนมาด้วย ซึ่ง ลาวภูคัง หรือลาวเต่าเหลืองจาก "เมืองหลวงพระบาง" นี้ ก็คือชาวลาวครั่งบ้านโคกในปัจจุบันครับ เชื่อกันว่าชื่อลาวครั่งกร่อนเสียงมาจากลาวภูคังนั่นเอง

.

        แต่ก่อนจะมาถึงบ้านโคกที่อู่ทอง กลุ่มชาวลาวครั่ง อพยพเคลื่อนย้ายกันไม่มีทิศทางชัดเจน แต่ส่วนมากจะอพยพไปตามเส้นทางเดินทัพโบราณ กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งที่ด่านซ้าย จังหวัดเลย เรียกตัวเองว่า “ลาวด่าน” อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ก็มีชาวลาวครั่งอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน เรียกตัวเองตามชื่อสภาพแวดล้อมว่า “ลาวโนนปอแดง” “ ลาวหนองเหมือน” 

.

       ชาวลาวอีกหลายกลุ่มที่แตกต่างกันตามถิ่นฐานเดิม บางส่วนก็อพยพตามเส้นทางภูเขาจากอำเภออู่ทองขึ้นยังไปยังด่านช้าง และเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตหุบเขาของอำเภอบ้านไร่ อำเภอทัพทัน เรียกตัวเองว่า"ลาวทัพคล้าย"  ก็เป็นกลุ่มลาวครั่งอีกกลุ่มหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะรู้จักชื่อเสียงของสินค้าขึ้นชื่อ OTOP  “ผ้าทอบ้านไร่” อันสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวลาวครั่งครับ

.

       การอพยพในช่วงแรก ๆ เมื่อพวนกันมาถึงเมืองสุพรรณบุรี ต่างก็แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานรวมกลุ่มตามชาติพันธุ์ของตน ทั้งลาวเวียง (ลาวหลวงจากเวียงจันทน์) ลาวโซ่ง (ไทดำหรือไททรงดำจากลาวเหนือแถบเดียนเบียนฟู) ลาวครั่ง ลาวกา  ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเตรียมพร้อมที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา เพราะเป็นเชลยสงครามและเป็นชนกลุ่มน้อย จึงไม่มีความแน่นอน หลายกลุ่มอพยพกระจายตัวไปตั้งถิ่นฐาน บุกเบิกที่ทำกินในพื้นที่ใหม่ ๆ เช่นชาวลาวครั่งจากพนมทวน และสองพี่น้อง ก็ได้อพยพขึ้นไป พรหมพิราม วังทองของจังหวัดพิษณุโลก บ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์  วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท  กำแพงแสน และนครปฐม

.

        ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5  จึงชัดเจนว่ามีลาวครั่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองอู่ทองเป็นครั้งแรก  เมื่อ “นายกองแดง” นำกลุ่มญาติพี่น้องจากชัยนาทและสุพรรณบุรี มาตั้งชุมชนที่บ้าน "หนองตาสาม" กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ของชาวลาวครั่ง

.

         เมื่อชุมชนลาวครั่งใหญ่ขึ้น จึงมีการขยายตัวออกไปหักร้างถางพงเพิ่มเติม จนมีกลุ่มหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่โคกป่าละเมาะ ที่มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ ทั้งเสือ ช้าง จิ้งจอก อีเก้ง แต่ที่มีมากที่สุดคือ"กระต่าย" ชาวลาวจึงเรียกโคกป่านี้ว่า “โคกขี้กระต่าย” นานวันเข้า พื้นที่ป่าก็กลายมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งข้าว โคกป่าละเมาะกลายมาเป็นโคกห้างนา เป็นเนินเลี้ยงวัวควายชั่วคราว จนกลายมาเป็นหมู่ “บ้านโคก”อย่างถาวรในเวลาต่อมา

.

.

       ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นของประเทศไทย มีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายผสมอยู่มากมายครับ หลายคนไม่รู้และยังไม่เคยเข้าใจว่า กลุ่มชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจำนวนมหาศาลในอดีตนี่แหละก็คือคนไทยในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งที่ผสมผสานกับคนจีนและชาวสยามโบราณ หรือผสมแค่กับคนจีน อย่างที่มีบางคนบอกว่า คนไทยก็คือ “จีนปนลาว” ก็มีส่วนถูกไม่น้อย

.

        ชาวลาวครั่ง ที่บ้านโคกมีความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดมาเป็นวัฒนธรรมที่สวยงาม ตั้งแต่ครั้งอาศัยในหลวงพระบาง ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและความเชื่อในเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือความเชื่อในเรื่องของ "ผี" ครับ

.

         การนับถือ "ผี" มีอยู่สองแบบ คือ การนับถือผีเจ้านายและการนับถือผีเทวดา การถือผี จึงไม่ใช่เรื่องราวของ "ผี" น่ากลัวที่คอยหลอกหลอนผู้คนในวันฮาโลวีน หรือตามริมฝั่งน้ำ เช่นอิทธิพลของต่างประเทศ และวรรณกรรมร่วมสมัย แต่ผีของชาวลาวคือ “ผีดี” หรือผีบรรพบุรุษ ในความหมายเดียวกันที่เราจะเห็นผีบรรพบุรุษนี้ในทุก ๆ แห่งของประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ  เช่น "ผีตาโขน" ของชาวลาวครั่งที่ด่านซ้ายไงครับ ตอนนี้ผีบรรพบุรุษชาวลาวกำลังโกอินเตอร์ไปซะแล้ว

.

        ผีเทวดาเป็นวิญญาณของรุกเทวดาที่เคยคุ้มครองบ้านเมืองหลวงพระบาง นายกองแดงได้นำคณะไปอัญเชิญผีเทวดาจากศาลผีเทวดาอารักษ์ใหญ่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  มาตั้งไว้ที่บ้านนายกองแดงในสมัยเริ่มตั้งหมู่บ้านหนองตาสาม มี "คนต้น" เป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ คอยดูแลเลี้ยงภูตผี ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งนี้เฉพาะคนในตระกูลเดียวกันเท่านั้น

.

        ส่วนผีเจ้านาย เชื่อกันว่าผีของมูลนายหรือกษัตริย์ที่เคยปกครองหลวงพระบางมาในครั้งอดีต หรืออาจจะวิญญาณของบรรพบุรุษ ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว มี “กวน” เป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผี กวนจะเป็นทั้งผู้นำทางความเชื่อและผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนในเวลาเดียวกัน

         ชาวบ้านโคกจะนับถือผีเจ้านายมากกว่าผีเทวดาครับ สืบทอดต่อกันมาจากคนรุ่นที่แล้ว  การอยู่ร่วมกันของผีทั้งสองก็มิได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ผู้คนก็สามารถเลือกนับถือผีได้ตามความเหมาะสม แต่บ้านโคกจะจัดเฉพาะพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย ส่วนผีเทวดาจะไปจัดกันที่วัดหนองตาสามที่เป็นหมู่บ้านใหญ่เริ่มแรก เพราะยังมีผู้คนนับถือผีเทวดาอยู่มาก

.

        ทุกครั้งที่มีงานพิธีกรรมในรอบวงจรชีวิต(เกิด บวช แต่งงาน ตาย) ก็มักจะมาบอกกล่าวกับคนต้นหรือกวนให้ติดต่อกับผีเพื่อแจ้งข่าวสาร เรียกว่าพิธี “แปลงผีแปลงเรือน” เครื่องบูชาที่ใช้กับผีจะแตกต่างกัน  หากหนีตามกันหรือเกิดการ "ผิดผี" ขึ้น แล้วกลับมาส่งตัวในหมู่บ้าน ก็จะต้องเสียผีด้วยเหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว มาแปลงผีหรือขอขมาลาโทษ ในสมัยโบราณเรื่องของการผิดผี การชู้สาว การค้างคืนโดยไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมชาวลาวครั่ง แต่ปัจจุบันโลกมันไปเปลี่ยนไปมากแล้วครับ ..... ผีตามไม่ทันแล้ว !!! 

.

.

         งานเลี้ยงผีที่ผมไปเป็นประจำ จะจัดขึ้นในราวเดือน 7 ก่อนฤดูฝน โดย “กวน” จะเป็นผู้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน การจัดพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านายก็เพื่อเป็นการเซ่นสรวงบูชา สำนึกขอบคุณที่ผีเจ้านายได้ดูแลหมู่บ้านมาโดยตลอด เป็นการขอพรประจำปี ยังเป็นจังหวะดีของพิธีกรรมแก้บน หรือแปลงผีแปลงเรือน สำหรับบ้านที่จัดงานแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว บ้านที่มีลูกที่เกิดใหม่ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้คนในหมู่บ้านทำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ขอขมาลาโทษหรือขออนุญาตผีไว้ ถือเป็นการสะสางหนี้ที่มีต่อผีเจ้านายรวบยอดทั้งปีเลยครับ !!!

.

.

         งานพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้านาย จะเริ่มก่อนพิธีกรรมเลี้ยงผีเทวดา เพราะผู้คนในบ้านโคกให้ความนับถือมากกว่า งานเลี้ยงผีเจ้านายนี้จะไปจัดกันที่บริเวณ “หอเจ้านาย” พื้นที่กลางสาธารณะทางทิศเหนือของหมู่บ้าน โดยมี “กวน” เป็นผู้นำในพิธีกรรม และต้องมี "ร่างทรง" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของงานครับ

.

  

.        

       ผู้เฒ่าผู้แก่ของชาวครั่งจะเรียก “โซ้น” เป็นคำนำหน้าชื่อ มีหน้าที่สำคัญในการเตรียมตัวจัดงานเลี้ยงผีเจ้านาย ในเช้าวันแรก โซ้นต่างทยอยกันเข้ามาที่หอเจ้านาย เพื่อทำความสะอาดศาล ล้างพวงมาลัยพลาสติคที่ประดับอยู่และกวาดเศษใบไม้ โดยมีลูกหลานเข้ามาช่วยกันหลายคน

.

.

        หอเจ้านายของบ้านโคก เป็นพื้นที่ป่าโปร่งประมาณ 2 ไร่ มีศาลเพียงตาจำนวน 7 หลัง ด้านหน้ามีศาลเจ้าที่อยู่ศาลหนึ่ง ในระหว่างที่ผู้เฒ่าผู้แก่กำลังสาละวนกับการทำความสะอาดศาลเพียงตาและพื้นที่หอเจ้านาย ด้านนอกก็จัดเตรียมจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ และเวทีดนตรีหมอรำแคน ที่ได้เงินมาจากการสมทบทุนของผู้คนในหมู่บ้านตามกำลังฐานะ ส่วนในยามค่ำคืนแรกนั้นก็จะมีการจัดฉายหนังกลางแปลงที่บริเวณลานหน้าเจ้านายเพื่อชักชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนในหมู่บ้านรู้ว่า พรุ่งนี้จะมีงานแล้วนะ !!!

.

.

.

        ในช่วงเช้าของวันที่สองถือเป็นวันงาน ชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย ต่างจะอุ้มลูกจูงหลาน หิ้วหาบนำเครื่องบูชาทั้งที่เป็นอาหารคาวหวาน ดอกไม้และธูปเทียน รวมทั้งเครื่องแก้บนซึ่งก็จะมี "เหล้าขาว" เป็นเครื่องเซ่นสำคัญ มารวมตัวกันในบริเวณหอเจ้านาย ในช่วงแรกกวนก็จะจัดชุดเครื่องเซ่นไปเซ่นศาลเจ้าที่ก่อน เพื่อขออนุญาตจัดงาน หลังจากขออนุญาตเจ้าที่แล้ว ผู้ชายก็จะช่วยกันฆ่าหมูใหญ่ หนึ่งตัว และไก่อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อมาทำเป็นอาหารเซ่นสรวงบูชาและอาหารสำหรับผู้คนที่เข้ามาร่วมพิธีกรรมทุกคน (รู้สึกว่าจะทำเป็นลาบหมู)

.

.

.

.

.

        ชาวบ้านจะนั่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ ตามที่รู้จักคุ้นเคยกัน ผู้ชายจะแยกไปนั่งอีกทาง ผู้หญิงและเด็กจะนั่งแยกมาอีกมุมหนึ่ง 

.

.

.

         เมื่อถึงเวลาก็จะนำเครื่องเซ่นสังเวยของตนมาถวายให้กับ "ร่างทรง" ที่เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็นคนดีและสะอาด และเมื่อวิญญาณผีเจ้านายเข้าประทับร่างทรงแล้ว ร่างทรงก็จะนำบุหรี่ออกมาสูบชนิดมวนต่อมวน นั่งอยู่ทางหน้าของศาลเพียงตาใหญ่ซักพัก

.

.

         แล้วก็พลันลุกขึ้นวิ่งไปมารอบศาล ชนกิ่งหนามไผ่ ล้มกลิ้งไปมา โดยไม่แสดงความเกรงกลัวหรือเจ็บปวด ชาวบ้านเล่าว่า ร่างทรงจะวิ่งกลับไปหลวงพระบางที่ประเทศลาว จึงต้องมีผู้ไปเชิญร่างทรงให้กลับมาที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาก็ยังลุกนั่งไม่เป็นที่ กระสับกระส่าย ผู้คนก็นำเครื่องเซ่นมาแปลงผีแก้บนที่เคยขอไว้ โดยมีกวนเป็นผู้ติดต่อให้ เมื่อขอขมาต่อแถวกันจนหมดแล้ว ร่างทรงก็จะทำนายเหตุร้ายและทำนายการเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ให้กับผู้คนได้ทราบ แล้วก็จะเดินไปปะพรมน้ำมนต์ให้กับชาวบ้านทุกกลุ่มที่นั่งอยู่ในหอเจ้านายเพื่อเป็นสิริมงคล

.

.

.

         ชาวบ้านทุกเพศวัย ก็จะนำอาหารมานั่งทานกันในระหว่างรอการเข้าทรง ทั้งที่เป็นอาหารที่นำมาเองและอาหารที่ปรุงภายในศาล และก็จะออกมาที่โต๊ะจีนที่จัดไว้ หลายคนก็กลับบ้านกันไป

.

.

         ส่วนที่เหลือก็จะมาสนุกสนาน เฉลิมฉลองงานพิธีกรรม ด้วยดนตรีหมอรำแคน เหล้าขาว อาหารเซ่นสรวงและก็ออกมาร่ายรำในจังหวะแคนกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งผมได้ถือโอกาสควงสาวน้อย "รีเบคก้า" จากประเทศกัวเตมาลาออกไปร่วมรำเซิ้งด้วยอาการมึนเมา เพราะต้องดื่มและกินอย่างชาวบ้านไม่ให้แตกต่าง ......นั่นก็คือเทคนิคการวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” (Participant Observations) ครับ

.

.

.

.

        "ผีเจ้านาย" ในความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งที่บ้านโคก คือผีบรรพบุรุษที่ช่วยให้ผู้คนมีความมั่นคงทางจิตใจและสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต ให้มีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นคติชนสำคัญที่มีหน้าที่ธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติพันธุ์ไว้มิให้สูญหายไป ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความหมายก็ยังคงเดิมครับ

.

       ผีที่ผมไปงานเลี้ยงเป็นผีดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าลาวครั่งจะมีแต่ผีดีนะครับ ผีร้าย ผีน่ากลัวก็มีเยอะ ทั้งเรื่องราวผีเปรตตัวสูง ๆ ที่เดินมาขอส่วนบุญในหมู่บ้าน ผีร้ายที่คอยมารังควานทั้งผีปอบ ผีโป่ง แต่ผมว่าผมก็เจอมาหมดแล้วครับ เรื่องราวของ"ผี" ในหลาย ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้ ผมชอบศึกษาเรื่องนี้มาก ถึงจะขนลุกซู่และเสียวสยองบ้างในบางครั้ง !!!

.

        ในความเห็นของผม ....ผีเหล่านั้นมันเกิดขึ้นจากใจของเราเองครับ  หากเราคิดและทำชั่ว ผีร้ายก็ปรากฏ หากเราทำดี คิดดีและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ผีร้ายก็จะหายไป ....จากจิตใจของเรา 

.

        เมื่อเราทำดี เราคงจะได้เห็น ผีดี ๆ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายที่คอยคุ้มครองเราและสังคมไทยของเรา ให้กลับคืนมา ........

.

        ในวันนี้ ก็ยังไม่เคยเห็น"ผีดี" ท่านมานานแล้ว เห็นแต่ผีร้ายโดยเฉพาะผี "อำนาจ" และผี "การเมือง" ที่คอยเกาะกินแผ่นดิน เอารัดเอาเปรียบผู้คนอยู่ทุกวันจนอ่อนใจ  .....เมื่อไหร่มันจะตาย ๆ ไปให้หมดซักทีก็ไม่รู้

.

       อ้อ ! ........ลืมไป......มันเป็น “ผีร้าย” มันไม่มีวันตายอีกแล้ว !!!

.

เพลงบรรเลง ไทดำรำพัน โปรดอุดหนุนสินค้ามีลิขสิทธิ์

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
มะอึก วันที่ : 24/09/2012 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ของอาจารย์ ทำให้ผมรู้รอบ....
การได้ไปนอนพักค้างที่บ้านโคก และเดินไปที่หอเจ้านายเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ย. ด้วยตนเองกับอาจารย์ ทำให้ผมรู้แจ้ง
.
และเมื่อมาอ่านทบทวนเพิ่มเติมอีกครั้ง
เที่ยวนี้ผมรู้จริงเลยครับอาจารย์
.

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
wisoot_space วันที่ : 27/11/2007 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/artspace

ได้อ่านเรื่องราวน่าสนใจทั้งนั้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเมืองอู่ทอง

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
siampatriot วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 12.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

สมัยดึกดำบรรพ์มนุษย์ผสมพันธุ์กันในครอบครัว
ต่อมาก็ผสมพันธุ์กันในเผ่า ผสมข้ามเผ่า

สงคราม การกวาดต้อนผู้คน การอพยพ ทำให้เกิดการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่

ว่ากันว่า(ทฤษฎีอะไรไม่รู้)การผสมข้ามเผ่าพันธุ์ทำให้ไม่เกิดความใกล้ชิดทางสายเลือด ทำให้ฉลาด ไม่เป็นเอ๋อ เพราะงี้ล่ะมั๊ง คนไทยถึงฉลาด โกงกันเก่งแท้
(ถูกต้องรึเปล่าครับ)

อาจารย์ครับ ดีจังครับที่หมู่บ้านนี้ยังรู้ว่าตัวเองเป็นลาวอะไรมาจากไหน ผมเคยไปเจอแถวโพธารามแถววัดโบถส์ก็ลาวกันทั้งนั้น เว่าลาวจ้อยเลย แต่ถามว่าเป็นลาวที่ไหน ตอบไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำถามก็ไม่รู้ ตอบว่าลาวที่นี่แหละ ลาวมาแต่พ่อแต่แม่ปู่ย่าตายายแล้ว ก็เลยไม่กล้าถามต่อ เพราะว่ายังไม่ได้เข้าไป “การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” (Participant Observations) อย่างแท้จริง

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
NickyNick วันที่ : 11/11/2007 เวลา : 11.33 น.
เกร็ดท่องเที่ยวและเรื่องเล่าทั่วไปภาคกลาง,ตะวันออก,ชลบุรี

เรื่องพิธีกรรม ไม่ค่อยได้อ่าน เพราะไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วก็ไม่อยู่ในเรื่องที่สนใจ

แต่อ่านเรื่องชาติพันธุ์คนลาวที่อพยพจนมาอยู่ในที่ปัจจุบัน ของหลายเผ่าพันธุ์ รวมถึงที่นี่ ที่บ้านโคก แล้วมหัศจรรย์พันลึกจริงๆ

เลยย้อนนึกถึงรากของตัวเอง แทบไม่ได้เริ่มต้นอยู่ที่สุพรรณ

กลับอยู่ที่กลางสมรภูมิอยุธยา อยู่ที่บ้านแพนเสนา
อยู่ที่เมืองนนท์ อยู่ที่กรุงเทพฯ
อยู่ที่เมืองจีน จากหลายสาขาแบบที่ปะติดปะต่อไม่ได้
อยู่ที่เวียงจันทน์
อยู่ที่เมืองมอญ

แล้วก็หลอมรวมมาเป็นเรา.... ที่สุพรรณ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
NickyNick วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 16.03 น.
เกร็ดท่องเที่ยวและเรื่องเล่าทั่วไปภาคกลาง,ตะวันออก,ชลบุรี

ยังอ่านไม่จบครับ เพราะเพิ่งเปิดดูเมื่อสักครู่นี้เอง พรุ่งนี้จะขออนุญาตมาเปิดใหม่อีกครั้ง

แต่ขอออกความเห็นก่อนสักนิ้ด ผมมีโอกาสคุ้นเคยกับเพื่อนๆ ที่มีเชื้อสายนี้อยู่เยอะ พูดกันแบบไทยที่ไม่มีคำควบกล้ำว่า "ลาวคั่ง" ตอนนั้นไปทำงานอยู่ในอำเภอหนึ่งตอนเหนือของสุพรรณ ทำให้ทราบว่าลาวครั่งนี้กระจัดกระจายอยู่หลายแหล่งของเมืองสุพรรณ ไม่ใช่เฉพาะที่แถวนั้นแห่งเดียว และก็คงจะเป็นเพื่อนอพยพมารุ่นเดียวกับพวกบ้านดอนอู่ทองนี้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อก่อนรู้จักแต่ลาวเวียง ลาวพวน ลาวโซ่ง ไม่เคยรู้จักลาวครั่งเลย

หารู้ไม่ว่าเป็นลาวกลุ่มใหญ่โตที่มาอยู่เมืองสุพรรณ แต่ทำไมชื่อกลับไม่คุ้นหูเหมือนกับกลุ่มอื่นที่เอ่ยนามมาอย่างข้างบน

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
แม่หมี วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ชอบเทคนิคการวิจัยทางมนุษยวิทยาที่เรียกว่า


" การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม " ท่าทางจะสนุก แต่ถ้าแปลกๆและน่ากลัวคงไม่ไหวเหมือนกันค่ะ

ผีย่อหน้าสุดท้าย น่ากลัวสุดๆ ใช้หมอผีมาปราบไม่ได้แน่ๆค่ะ ช่วงนี้กลัวจังค่ะ หลอนจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
ราษีไศล วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 10.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

ขอบคุณครับสำหรับท่านศุภศรุตสำหรับคำชม ผมเขินเลยครับ ผมชื่นชอบการเดินทางครับแม้รายได้จะน้อยแต่ก็ไปแบบประหยัดด้วยมอไซค์ของผมครับท่าน
แต่ท่านก็เอาภาพจากgoogle earth มาลงด้วยบ่อยๆนะครับ ชอบท่องโลกแบบนี้เหมือนกันเหรอครับ ท่าน

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
มะอึก วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 08.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

คารวะครับท่านอาจารย์
.
ฟังเพลง และร้องคลอจนจบครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
เดนทิสเต้ วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 08.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nano

หวัดดีคะ เดนทิสเต้ กลับมาแล้วนะคะ พร้อมกับ
สุดท้าย.....จากผู้หญิงคนหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
เปมิกา วันที่ : 07/11/2007 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/peamika
   @  Τετραπέρατος   γάτος @

ชอบเรื่องจังเลยค่ะ...รู้มากกว่าเดิมเลยตอนนี้
อ่านแล้วเหมือนตอนเข้าเรียนวิชาจริยธรรมเลย..หนุกที่สุด
แล้วเดี๋ยวมาเยี่ยมอีกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 07/11/2007 เวลา : 13.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

โลกหมุนเร็ว เปลี่ยนแปลงเร็ว..ผีตามไม่ทันจริงเหรอคะ..
ง้านนู๋ก็มะต้องกลัวแล้วจิ..

ประวัติศาสตร์ คุณลุง น่าสนใจเสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ทราย วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 13.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/coolnews

ประเพณีแปลกมากๆ คะ ตื่นเต้นเร้าใจ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
รัตติกาลแห่งราตรี วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 12.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/happyIateekan
มีความสุขกับเวลาที่เป็นกลางคืนแห่งราตรีกาลไปบ้านหลังที่ 2" บ้านนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว. ( ก๊อปลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ ) http://www.oknation.net/blog/happylateekan

มาบ้านนี้ที่ไรมาได้ความรู้กลับไปทุกทีเลยครับ เรื่องราวน่าสนใจมากครับ ทำให้รู้ว่าชาวลาวที่อยู่ในประเทศไทยในจังหวัดต่างๆมาจากที่ไหน เช่นอพยบมา และก็ถูกกวาดต้อนมาครับ รวมถึงพิธีกรรมการนับถือผี และผู้นำทางจิตรวิญญาต่างๆด้วยครับ ที่ผมอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา อ.พนมสารคาม ที่นี่ก็มีกลุ่มของลาวพวนอยู่มากครับ...
ขอบคุณครับที่นำความรู้มามอบให้ศึกษาครับ...

จาก.รัตติกาลแห่งราตรี.1 และ 2 ครับ.?

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
feng_shui วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ตำนานอาจรย์ นี่!!! ซุด ย๋อด

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
kunbig95 วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 11.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kunbig99


ยอดเยี่ยมครับ ทีนี้คนที่อยู่ในเขตประเทศไทย มีบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย จะได้รู้ว่าอดิตความเป็นมาเป็นไปนั้นเป็นอย่างไร
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ล่ะเป็นอย่างไร เรียนเพื่อให้รู้ดี่ที่สุด

แต่วันนี้เราคนไทยจะทำอย่างไรดีที่จะรักษาประเทศชาติให้อยู่คู่โลกต่อไป ต่อจากนี้ไปเชื้อชาติเผ่าพันธ์จะถูกผสมกลมกลืนกันจนแยกไม่ออก(โดยเฉพาะคนไทยผสมได้ทุกเผ่าพันธ์ เป็นเผ่าพันธ์ประชาธิปไตยจริงๆครับ)

คนมีบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย(คนไทย)ไป
ผสมกับฝรั่ง ลูกเกิดมาจะเป็นอะไร
ผสมกับคนจีนลูกเกิดมาจะเป็นอะไร
ผสมกับชาวตะวันออกกลางลูกเกิดมาจะเป็นอะไร

จากนี้ไปเราคือคนไทยต้องรักกันจริงๆอย่าเลือกศาสนาและเผ่าพันธ์ และช่วยกันปกบ้านป้องเมืองไว้ให้กับลูกหลานสืบไปเนาะ

ติดตามครับเพื่อนบ้าน

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
นักรบนักรัก วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mymemory
สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วได้รับชัยชนะ นั่นคือการที่ คนดีๆนิ่งดูดาย ! !

เข้มแข็งเป็นเจ้า พ่ายแพ้เป็นโจร
การสู้รบขยายอาณาเขต ยึดครอง เป็นสิ่งปกติของสมัยโบราณ
(สมัยนี้ใช้อีกแนวทาง คือเอาอารยะธรรม กฎหมาย ข้อตกลงและ การค้าเข้าไปยึดแทนอย่างถูกต้องตามกฏหมายด้วย)

ดังนั้นผมคิดแย้งกับ ท่านเป๊บซี่ครับ

หากไทยไม่ขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่ไว้ในอดีต
ตอนนี้ เราอาจเหลือแค่ ด้านขวานสั้นกระจิ๋วหลิว แร้วววก็เป็นได้ครับ !!!!

(สรุป...โหดก็โหด วะ)

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

ดีมาก ยอดเยี่ยมเลยครับ โหวตให้

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
คุณนายหวี วันที่ : 06/11/2007 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hello

ทำไมความซวยต้องตกกับ หมู และไก่ด้าย ไม่เข้าใจ..

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
หัสดีลิงค์ วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hatsadeling

อาจารย์เอาเรื่อง ผี..ผี มาเขียนมั่งนะครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 21.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

อยากร่วมเมา และสนุกรำเซิ้งกับชาวบ้านด้วย....จัง!!

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
joeyman วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

กำลังเคลียร์งานตามอาจารย์ไปเที่ยวครับพ้ม...

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

ตอนเชือดหมูนั่นน่ากลัวจังเลยนะคะ
รีเบคก้าสวยจังค่ะ
ชอบตรงที่อาจารย์บอกว่าต้องดื่มและกินเพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่าง อ่านแล้วนึกถึงเรื่องเบื้องหลังหน้ากากเลยค่ะ ถึงว่าสิคะ ได้ข้อมูลเยอะเชียว อิอิ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ราษีไศล วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

very good

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 19.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8


เห็นไหมว่า....ชนชาติไทย....เราก็โหดร้ายไม่แพ้ "พม่า" หรอก เราโทษแต่พม่าว่าทำลายบ้านเมืองของเรา....แต่ไม่เคยดูตนเองว่าเราก็โหดร้ายและทำลายชนชาติอื่นเขาเหมือนกัน....ที่เวียงจันทน์ยังมีวัดพระแก้ว ที่ซึ่งพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ แล้วทัพไทยไปปล้นเขามา เผาวัดเขาด้วย ยังมีร้อยไหม้หลงเหลืออยู่ แต่ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว้ว่า เราไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมา....ดีนะนี่ตอนเราเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนจากอเมริกา...ลาวไม่เรียกร้องพระแก้วมรกตคืนจากเราบ้าง....ว่าแต่รีเบคก้าสวยนะอาจารย์.....แล้วเจอกันวันที่ 17 ครับ....

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 19.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

นี่และคือการเข้าถึงวิถีแห่งชีวิตอันเป็นชุมชนท้องถิ่นที่แท้จริงที่จะสามารถทำให้เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มคนเหล่านั้นได้อย่างน่าประทับใจไปชั่วกาล

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
มะอึก วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

อ่านได้ครึ่งหนึ่งแล้วครับอาจารย์ หิวข้าวตาลาย

เดี๋ยวจะมาทำสมาธิต่อครับพ้ม.......

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/LOSTGEO

สวัสดีครับอาจารย์..
การตีความประวัติศาสตร์โดยมีอคติเป็นตัวนำ..ก่อปัญหามาตลอดนะครับ..
ผมเคยไปทั้งลาว-พม่า-มาเลเซีย-เขมร และเห็นว่าทัศนคติบางอย่างที่เขามีต่อไทยก็ไม่ค่อยดีนัก...และเราก็มองเขาในสายตาไม่ต่างกันเท่าไหร่...อันนี้เป็นอย่างหนึ่งที่เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ...
................
เรื่องบ้านลาวครั่ง เพิ่งเคยได้ยินครับ ความรู้ใหม่อีกแล้ว..
ขอบคุณครับ....

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NARKA

คนไท น่าจะมีหลายชาติพันธ์ที่ผสมกัน ใช้ภาษาใกล้เคียงกัน
นอกนั้นน่าจะเป็นชาติพันธ์อื่นๆผสมกันเป็นประเทศ
ดินแดนเสียม หรือสยาม ก็คือดินแดนที่ผสมชาติพันธ์มากมาย
แต่คนไท จริงๆแท้ๆก็น่าจะมีพวกที่พูดใกล้ไทยนี่แหละเช่นลาว ไทยดำ ไทยสิบสองปันนา พวกนี้พูดภาษาไทยทั้งนั้น
ไทยตอนนี้เขาว่ามีอยู่ประมาณ75ชาติพันธ์หรือไงนี่ ทำไมมันผสมกันเยอะนักวะ ฮา
แต่ตอนผมอยู่แพร่ เคยร่วมงานเลี้ยงผี
คนแก่บนบานแป๊บเดียว บอกเห็นผีเดินเซ ให้ไปหยิบเหล้ามากิน ผีไปแล้ว(5นาที)เอากะแกซี่ ฮา

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
มารูโกะ วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

แบบว่าหนูอยากทำมั่งจัง “การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม” น่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Jui วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

เอนทรี้นี่ชอบเพลงครับ ไทยดำรำพัน ของ ก.วิเศษ ไม่ได้ฟังมานานแล้ว ผมเขียนชื่อนักร้องผิดไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ยุวดี วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuwym

ตามมาดูค่ะ
เมื่อวานเพิ่งกลับจากไปเยือนบ้านเมืองบัว ร้อยเอ็ด
เจอคุณป้าร่างทรงผีประจำหมู่บ้านเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ทวิน วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/twin

แวะมาเพิ่มเติมความรู้ครับ
*****************
แต่คุณศุภศรุตครับ เวียงจันทน์ ของลาวต้องเขียนแบบนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
joyjee วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/joyjee


ขอบคุณค่ะสำหรับบทความ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Supawan วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 13.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

แถวบ้านเกิดในอีสาน มีพิธีคล้ายๆอย่างนี้มากค่ะ เคยเห็นบ่อยๆตอนเป็นเด็ก รวมถึงพิธีที่ดำเนินการโดยยายทวดด้วยค่ะ .. ตอนนี้ไม่มีแล้ว

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นายตะเกียง วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 13.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitakeing

ยังมีพิธีกรรมแบบนี้หลงเลืออยู่อีกหรอครับ...ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกครับ..อาจารย์

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ส.สนสอาดจิต วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 13.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dreamup
ส.สนสอาดจิต


อ่านมาตั้งหลายผี มากลัวผีตอนท้าย ที่น่ากลัวที่สุด ตายยากตายเย็น เหลือเกินจริงๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 13.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ตามมาร่วมทำบุญครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
resstory วันที่ : 05/11/2007 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/resstory
The Nonsensical


ทรงพระเจริญ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]