• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2233290
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน 2550
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 9801 , 12:12:27 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

        ปราสาทบันทายฉมาร์ หรือ "บันเตียฉมาร์" (Banteay Chhmar) ในภาษาเขมรแปลว่า “ปราสาทน้อย” หรือ "ป้อมเล็ก" ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ห่างจากเมืองศรีโสภณไปทางทิศเหนือ ประมาณ 63 กิโลเมตร เส้นทางไปปราสาทเป็นถนนดินลูกรัง ถึงไม่มีรถบรรทุกวิ่งจอแจ แต่ก็มีสภาพสมบุกสมบันไม่น้อย รถที่เหมาะสมก็คงเป็นประเภท 4 WD แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากว่าจ้างรถมอเตอร์ไซค์จากเมืองศรีโสภณไปเที่ยวชมปราสาทบันทายฉมาร์กันเพราะสะดวกและทันใจกว่าครับ

.

       อีกเส้นทางหนึ่งสู่ปราสาทบันทายฉมาร์ เราสามารถเดินทางจากอำเภอตาพระยาเข้าไปตามเส้นทางถนนสาย 69 ของประเทศกัมพูชา ระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร ถนนดินลูกรังยังเป็นผิวโลกพระจันทร์อยู่ มีข่าวดีแว่วมาว่า ทางจังหวัดสระแก้วกำลังดำเนินการประสานงานกับทางฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวไปกลับหนึ่งวัน โดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ใช้เพียงบอร์เดอร์พาสและค่าเข้าชมประมาณ 5 ดอลลาร์ ครับ

.

.

        เพื่อนชาว OKNation คนไหนสนใจก็เตรียมตัวเตรียมสะสมเวลากันไว้นะครับ เพราะไม่แน่ว่า โครงการ Blog Trip  Workshop ประสานรักในครั้งต่อ ๆ ไป อาจจะเลือก Routing เมืองสระแก้ว โปรแกรม 2 วัน 1 คืน  เพื่อไปเยือนปราสาทบันทายฉมาร์ แบบเช้าไปเย็นกลับโดยไม่ต้องมารอทำวีซ่ากัน ขากลับมานอนที่สระแก้ว แวะเยือนอุทยานแห่งชาติปางสีดาหรือปราสาทสด๊อกก๊อกธมก็ค่อยตกลงกันอีกที (ยังไงผมก็จะต้องไปอยู่แล้ว)

.

        “ปราสาทบันทายฉมาร์” สถาปนาขึ้นโนสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือ “มหาปรมสุคตบท” อันเป็นพระนามภายหลังสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศแด่ “เจ้าชายศรีนทรกุมาร” พระโอรสผู้วายชนม์ ดังเช่นที่พระองค์ได้สถาปนาปราสาทพระขรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระราชบิดา สถาปนาปราสาทตาพรหมหรือ "ราชวิหาร" ขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา (ภายในปราสาทตาพรหมประดิษฐานรูป “พระนางชัยราชจุฑามณีเทวี” แทนความหมายพระชนนี ไว้ภายใต้รูปเทวีปรัชญาปารมิตาผู้เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งปวง )

.

.

        จากการตีความจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ สรุปได้ว่าปราสาทแห่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับพระราชโอรสคนสำคัญ คือ “เจ้าชายศรีนทรกุมาร” โดยตรง บ้างก็เชื่อกันว่าพระองค์ได้ครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพระเจ้าอินทรวรรมันที่ 2

.

        แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เชื่อว่า พระองค์น่าจะสิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าแล้วในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมัน ปราการน้อยบันทายฉมาร์นี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศต่อดวงวิญญาณ ทั้งเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิของเจ้าชายศรีนทรกุมารและเป็นที่ฝังศพของราชองค์รักษ์ผู้ภักดีทั้งสี่ตรงบริเวณมุมของศาสนสถาน จากข้อความในจารึกที่ว่า  “ เมื่อภรตราหูผู้ทรยศ ต้องการจะยึดพระราชวัง บรรดาทหารที่รักษาพระนครก็พากันหลบหนีไป เจ้าชายต้องทรงออกรบเอง สัญชักอรชุน และสัญชักศรีธรเทวาปุระ ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าชายและถูกฆ่าตายต่อพระพักตร์ เจ้าชายจึงทรงทุบที่จมูกของภรตราหูและฆ่าผู้ทรยศตาย ต่อจากนั้นยศอำเตง จึงถูกพระราชทานให้แก่สัญชักทั้งสอง เจ้าชายได้ทรงสร้างรูปสลักของทหารทั้งสองขึ้น และได้พระราชทานข้าวของเงินทองอย่างมากมาย รวมทั้งเกียรติยศให้แก่ครอบครัวทั้งสองด้วย...”

.

.

        ปริศนาก็ตามมาอีก “ภรตราหู” ในจารึกนั้น เป็นใครกันแน่ ? จารึกพิมานอากาศบอกไว้เพียงว่า ผู้ที่มาชิงบัลลังก์ในเมืองพระนคร คือขุนนางผู้หนึ่ง เขาได้สังหารพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่า "พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน" รายละเอียดอยู่ใน Entry http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/09/entry-1  นี้ครับ

.

        เจ้าชายศรีนทรกุมารไม่ได้เอาชนะ "ภรตราหู" ตนนี้อย่างแน่นอน เพราะพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ถูกปลงพระชนม์และขุนนางคนนั้นก็ขึ้นครองราชย์แทน แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพจามเข้ามายึดครองเมืองพระนคร  ล้วเจ้าชายหนุ่มรบเอาชนะ"ราหู"ตนไหน ?  บ้างก็ตีความไปว่า เจ้าชายสามารถเอาชนะ “ภรตราหู” อันเป็นอุปมา หมายถึงความชั่วร้ายหรือความขัดแย้งในอำนาจการปกครอง ซึ่งในความเป็นจริง ก็อาจจะการปราบกบฏชาวนา กบฏพระญาติที่พระตะบอง ในช่วงต้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ? หรืออาจจะเป็นการร่วมศึกกับพระราชบิดาในพระราชสงครามกับกองทัพจามปาอันลือลั่น ?

.

.

        เรื่องราวอันเป็นปริศนาของเจ้าชายศรีนทรกุมารหลายตอน ปรากฏอยู่บนภาพสลักนูนต่ำ ที่ดูเหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวมากมายผ่านกาลเวลาและยุคสมัยบนผนังกำแพงหินทรายของปราสาทมาให้เรารับรู้ ร่วมกับเรื่องราวของมหาสงครามเกียรติยศและยุทธนาวากับกองทัพจามปา ภาพวิถีชีวิตของผู้คนชาวเขมรโบราณ และภาพสลักทางศาสนาของ “ลัทธิโลกเกศวร” ที่นับว่าเป็นจุดเด่นหรือไฮไลท์สำคัญของปราสาทบันทายฉมาร์นี้ด้วยครับ

.

.

         เมืองบันทายฉมาร์ เป็นเมืองที่มีสำคัญทางตอนเหนือ ในเขตอิทธิพลชั้นในของเมืองพระนครหลวงหรือนครธม ตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคา (Royal Road) เชื่อมโยงเมืองพระนครกับเมืองวิมายะปุระหรือเมืองพิมายในเขตที่ราบสูง ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่  2 x 2.5 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าปราสาทนครวัดสองเท่า แต่เล็กกว่าเมืองพระนครธม ( 3 x 3 ตารางกิโลเมตร) เล็กน้อย ด้วยความใหญ่เป็นอันดับสอง จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อบันทายฉมาร์ที่แปลว่า “ป้อมน้อย” หรือ “ปราสาทเล็ก” (ทำไมไม่ตั้งชื่อว่า “อังกอร์ฉมาร์” ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ไม่รู้)

.

.

         เมืองบันทายฉมาร์จัดเป็นหัวเมืองใหญ่ มีการชลประทานจัดการน้ำด้วยการขุดสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “บาราย” ทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเพื่อใช้กักเก็บน้ำสำหรับชุมชน ตรงกลางของบารายทางทิศตะวันออกเป็นเกาะ มีปราสาทหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ สันนิษฐานว่าเป็นปราสาทในคติ “เกาะราชยศรี" อันมีม้าพลาหะโพธิสัตว์เปรียบเสมือนยานพาหนะลำใหญ่ที่พาผู้คนสู่มรรคผลนิพพาน เช่นเดียวกับคติของปราสาทนาคพัน

.

       ปราสาทด้านในมีพื้นที่ประมาณ 250 x 250 ตารางเมตร ชั้นนอกรายรอบด้วยระเบียงคด ถัดเข้ามาเป็นกำแพงที่มีภาพสลักนูนต่ำสวยงาม ชั้นในเป็นระเบียงคด โคปุระ และซุ้มปราสาทเมรุทิศ ที่มีการแกะสลักรูปนางอัปสรา (Davatas) และลวดลายที่สวยงามสลับซับซ้อน ตรงกลางเป็นปราสาทประธาน มียอดปราสาทสลักเป็นรูปบุคคลสี่หน้า ลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทบายน

.

.

        ผังด้านในของปราสาทบันทายฉมาร์ มีความสลับซับซ้อน คล้ายคลึงกับผังของปราสาทเบงมาลา (Beng Mealea) ปราสาทพระขรรค์ และปราสาทตาพรหมแห่งเมืองกำปงสวาย คงเพราะเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันและในคตินิยมเดียวกัน

.

.

       คติความเชื่อในการสร้างปราสาทบันทายฉมาร์ ตามความคิดของผม (ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด) สร้างขึ้นใน"ลัทธิโลเกศวร" อันเป็นลัทธิความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธนิกายวัชรยานกับศาสนาฮินดูนิกายตันตระ ในอัตราส่วน 60 % - 40 % เทพเจ้าของฮินดูและคติความเชื่อหลายอย่างถูกนำมาใช้ แต่ก็ใช้อยู่ภายใต้คติความเชื่อของพุทธศาสนาวัชรยาน เรียกว่า “วัชรยานตันตระ” มี “พระมหาไวโรจนะ หรือ อาทิพุทธะ” เป็นพระพุทธเจ้ามีอำนาจสูงสุดในบรรดาเหล่าพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพเทวดาทั้งหลาย

.

       มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า ลัทธิฮินดูที่ผสมผสานอยู่ในวัชรยานตันตระของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น เป็นฮินดูแบบ “ไวษณพนิกาย” ที่บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ เราจึงเห็นภาพสลักเรื่องราวเทพปกรณัมของพระนารายณ์ มหากาพย์รามายณะ ร่วมอยู่กับเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในปราสาทเทวาลัยที่สร้างในสมัยนี้  นั่นก็คงเป็นเพราะ ไวษณพนิกายได้เปลี่ยนแปลงนำเอา "พระพุทธเจ้า" มารวมเป็นอวตารหนึ่งของ “นารายณ์สิบปาง” การบูชาพระนารายณ์เป็นเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้าทางหนึ่ง นิกายนี้จึงเข้ากันได้ดีกับพุทธศาสนาวัชรยานตันตระ มากกว่าไศวะนิกายที่ดูจะไม่มีจุดร่วมใด ๆ แต่อย่างไรนั้น เทพปกรณัมของพระศิวะก็ยังมีภาพสลักปรากฏอยู่บ้างในบางส่วนของปราสาทที่สร้างขึ้นในยุคนี้ แต่ก็เป็นส่วนน้อยมากครับ

          มนตราแห่งปราสาทวัชรยานตันตระ จึงเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสูงสุดมหาไวโรจนะและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แทนความหมายด้วยรูปสลักใบหน้าของผู้ที่อำนาจสูงสุดแห่งโลกในเวลานั้น คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บนยอดปราสาท รวมถึงรูปเคารพต่าง ๆ ทั้ง พระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เทพเจ้าทั้งในความเชื่อของฮินดูและความเชื่อของวัชรยาน ต่างก็มาผสมผสานกันเป็นภาพแกะสลักมากมายในปราสาทแห่งนี้ครับ

.

.

        เริ่มจากภาพสลักสำคัญบนหน้าบันของประตูด้านหนึ่งและอีกหลาย ๆ ด้าน มีรูปบุคคลกำลังดีดพิณทางซ้ายมือ ตามความเชื่อโบราณแล้ว หากเราได้ยินเสียงขับขานกาพย์ฉันท์ประกอบเสียงดนตรีอันไพเราะ 24,000 โศลก ท่านจะสามารถบรรลุสู่สรวงสวรรค์ หากเรามีจินตนาการ เราก็จะได้ยินเสียงดนตรี ท่วงทำนองและเสียงภาษากาวุยอันศักดิ์สิทธิ์นั้น แว่วมาตามสายลมที่พัดผ่านไปทั่วปริมณฑลของปราสาท บอกเล่าเรื่องของ "ฤาษีวาลมิกิ" ผู้รจนาคัมภีร์ "รามายณะ" อันศักดิ์สิทธิ์

.

                            วาลมิกิ ครั้ง            เดินไพร
                    พบกระเรียนคู่ ฤทัย          ระทดเศร้า
                    ถูก พรานประหารใจ         อำมหิต
                    ท่านจึ่งสาปแช่งเจ้า          นิษาท ด้วยผรุสวาจ์ 

.

.
         พระฤๅษีวาลมีกิ เดินทางไปสู่สำนักพระฤๅษีนารถ เพื่อสนทนาไต่ถามถึง บุคคลสำคัญในโลกว่าใครเป็นผู้แกล้วกล้าในสามภพ พระฤๅษีนารถหรือฤๅษีนารอดได้เล่าประวัติของพระรามอวตารแห่งองค์พระวิษณุให้สดับโดยตลอด ครั้นเดินทางกลับก็มาพบพรานยิงธนูใส่นกกระเรียนที่กำลังรื่นเริงอยู่กับคู่ของตน ฤๅษีวาลมีกิ เกิดสลดใจสมเพช จึงกล่าวคำสาปพรานนั้นว่า “นิษาท พรานเอย เจ้าอย่าได้ถึงความมั่นคงแล้วเป็นเวลานานปี เพราะได้พรากคู่นกกระเรียนซึ่งหลงเพลินในกาม”
.

        เมื่อเดินทางต่อมาสักพักจึงหวนระลึกในเหตุการณ์ ก็เสียใจ ด้วยมิใช่กิจของตน ท้าวมหาพรหม จึงปรากฏกายขึ้น แล้วปลอบใจว่า "แท้จริงคำสาปนั้นเป็นความหมายในทางสรรเสริญพระวิษณุเจ้าที่ทรงปราบยักษ์ แปลว่า.. มานิษาท ข้าแต่พระผู้เป็นที่ประทับแห่งพระลักษมี พระองค์ได้ถึงซึ่งความมั่นคงแล้วเป็นเวลานานปี เพราะได้พรากคู่ยักษ์สองตนซึ่งหลงเพลินในกาม" (การาญจ แปลความได้ทั้ง ยักษ์และนกกระเรียนครับ)

.

.

         ด้วยความรู้สึกสังเวชสลดใจ “ฤาษีวามิกิ” จึงได้เปล่งถ้อยคำอุทานด้วยมีอารมณ์สะเทือนใจโดยไม่รู้ตัว เป็นเสียงโอดครวญที่มีจังหวะลีลา มีความหมายงดงาม แล้วพรรณนาเรื่องราวของพระรามที่ได้ฟังมาจากฤาษีนารอดออกมาด้วยความไพเราะ ฤาษีวาลมิกิก็รู้สึกประหลาดใจเป็นยิ่งนัก จึงกล่าวขึ้นว่า “อะไรหนอที่เราเปล่งออกมา” เสียงที่เปล่งออกมานั้นจึงถูกเรียกว่า “กาพย์” ครับ

        ภาพสลักเรื่องราวของการก่อเกิดรามายณะ ที่ฤาษีวาลมิกินั่งสลัดรับฟังฤาษีนารอด เริ่มต้นจากความน้อยใจของ "นนทก" บนสรวงสวรรค์ ที่ใช้ “นิ้วเพชร” แก้แค้นการกระทำของเหล่าเทวดา จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาปราบ แล้วก็กลายมาเป็นพันธะสัญญา “เจ้าจงมีสิบพักตร์ ยี่สิบกร ข้านี้จะตามราญรอน สั่งสอนเจ้าด้วยมนุษย์เพียงสองมือ” ภาพสลักนี้กำลังเล่าเรื่องพระนารายณ์ตัดหัวนนทก ให้ไปเกิดเป็นทศกัณฐ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ "รามายณะ"

      (แก้ไข : 2554) มีผู้รู้ติว่า ควรจะเป็นรามายณะตอน "อุตตรกาณฑ์" ที่มีเรื่องราวว่า ....ครั้งหนึ่ง มีพราหมณ์อาวุโสเดินอุ้มศพบุตรชายมาที่ประตูพระราชวังของพระราม พลางร้องไห้คร่ำครวญว่า ทำไมอยู่ดีๆ บุตรชายของตนซึ่งเพิ่งอายุได้ ๕ ขวบต้องมาตายก่อนเวลาอันควร การตายอย่างนี้ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อนในราชอาณาจักรของพระราม คงเป็นเพราะพระรามมีมลทินความผิดอะไรสักอย่างที่ทำให้บุตรชายของตนต้องตาย ข้าแต่พระราม พระองค์จงได้ดโปรดนำชีวิตบุตรชายของเราคืนกลับมาด้วย ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ (คร่ำครวญอีกยาวมาก) พระรามได้ทรงสดับคำของพราหมณ์อาวุโสนั้นก็ได้ทรงนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับวสิษฏะ วามเทพ มรรกัณเฑยะ เมาทคัลยะ กัศยปะ กาตยายนะ ชาพาลิ เคาตมะ และนารทะ นารทะได้กราบทูลพระรามว่า เหตุที่บุตรชายของพราหมณ์ดังกล่าวตาย เพราะว่ามีคนวรรณะศูทรมาบำเพ็ญตบะ แล้วนารทะได้อธิบายต่อไปว่า ในกฤตยุคนั้น มีแต่คนวรรณะพราหมณ์ที่บำเพ็ญตบะ ในเตรตายุคจึงได้เพิ่มให้คนวรรณะกษัตริย์สามารถบำเพ็ญตบะได้อย่างพราหมณ์ ส่วนในทวาปรยุคนี้ ก็ได้เพิ่มให้คนวรรณะไวศยะ (แพศย์) สามารถบำเพ็ญตบะได้ด้วย คนวรรณะศูทรในยุคนี้ ยังไม่สามารถบำเพ็ญตบะได้ จนกว่าจะเข้าเขตกลิยุคเมื่อไร คนวรรณะศูทรจึงจะบำเพ็ญตบะได้อย่างวรรณะอื่นๆ ว่าแล้วนารทะก็กราบทูลพระรามรีบเสด็จออกค้นดูว่า มีฤาษีตนใดที่เป็นคนวรรณะศูทร ก็ให้กำจัดเสียอย่าให้เป็นมลทินแห่งทวาปรยุค พระรามจึงเสด็จโดยบุษบกออกตามหาฤาษีวรรณะศูทร จนกระทั่งไปพบฤาษีตนหนึ่ง ชื่อ สัมพูกะ ณ อาศรมที่อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาไศวละ ใกล้ทะเลสาป สัมพูกะกำลังบำเพ็ญเอาหัวยืนต่างเท้า พระรามไม่รอช้ารับสั่งถามทันทีว่า สัมพูกะเกิดในวรรณะใด สัมพูกะตอบทันทีว่า ตนเกิดในวรรณะศูทร พระรามได้ยินดังนั้นก็ได้เอาพระแสงดาบตัดศีรษะสัมพูกะทันที..."
.

 

.

            สภาพโดยรวมของปราสาทบันทายฉมาร์ปรักหักพังลงมามาก ยังไม่มีการบูรณะ ยอดปราสาทหลายหลังพังลงมาเหลือหน้าพระมหาไวโรจนะ(อาทิพุทธะ)เพียง 3 ยอด ระเบียงคดและโคปุระ หลังคาก็ถล่มลงมาเป็นกองหินระเกะระกะ หน้าบันหลายแห่งก็พังลงมา หลายส่วนก็ดูเหมือนว่าจะยังสร้างไม่เสร็จเช่นเดียวกับปราสาทหินในยุคร่วมสมัยครับ

.

.

        บนสันกำแพงและสันหลังคาประดับ"บราลี" สลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว อันเป็นคติที่นิยมในสมัยนั้น เราพบ"บราลี"รูปแบบนี้ตั้งแต่ในประเทศกัมพูชาจรดมาถึงวัดมหาธาตุเมืองราชบุรีเลยครับ !!!

.

.

.

          หน้าบันหลายแห่ง สลักเป็นภาพของพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาโรค "พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต" ผู้มีวรรณะกายสีน้ำเงิน อันเป็นพระพุทธเจ้าในคตินิยมเฉพาะในอาณาจักรเขมรโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีรูปชายหญิง อันมีความหมายถึงผู้คนทั้งมวล แสดงการเคารพอยู่ทางซ้ายและทางขวามือ

.

.

         ในอีกมุมหนึ่ง เป็นภาพจากคุณไกด์เถื่อน (OSK109) แสดงภาพบุคคลบนหน้าบัน ซึ่งน่าจะเป็นภาพของทศกัณฐ์ ผู้มี10 เศียร 20 กรในมาหกาพย์เรื่องรามเกียรติ์ มีกุมภกรรณเฝ้าอยู่ด้านข้าง หรืออาจจะเป็นภาพเทวีปรัชญาปารมิตา 11 เศียร 22 กร พระชนนนีของเหล่าพระพุทธเจ้า ในฐานะศักติหรือผู้เป็นพลังเบื้องหลังแห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ก็อาจเป็นได้

.

.

         ภาพสลักนูนต่ำบนกำแพงด้านนอกทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ เป็นเรื่องราวทางโลกหรือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจริงในยุคนั้น เช่น ภาพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับเจ้าชายศรีนทรกุมารสังเกตการณ์หรือกำลังซุ่มโจมตีข้าศึกอยู่บนเนินเขา

.

.

        ภาพการยกทัพ ครัวทัพเขมรและกองทัพจาม

.

.

.

        ภาพสงครามทางบกที่มีช้างเป็นยุทธพาหนะสำคัญ ภาพสงครามยุทธนาวาในทะเลสาบเขมรกับกองทัพจามที่มีเรือรูปหัวสัตว์สวยงาม แต่ก็คงไม่น่าจะได้ใช้ในการรบจริงเพราะเป็นภาพสลักเกียรติยศ จึงเอาภาพเรือให้สวยไว้ก่อน

.

.

.

.

.

        ภาพเจ้าชายศรีนทรกุมารกำลังต่อสู้กับภรตราหูผู้ทรยศ

.

.

          ภาพราชองครักษ์นำหัวผู้ทรยศมาถวาย

.

.

        ภาพท้องพระโรงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กำลังรับแขกเมืองชาวต่างประเทศ โดยมีเจ้าชายศรีนทรกุมารภาพกำลังแนะนำหรือเป็นล่าม

.

.

        ภาพพราหมณ์สาธุกำลังบูชาศิวลึงค์

.

      

.  

            ไฮไลท์สำคัญของปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ที่รูปสลักนูนต่ำบนกำแพงด้านทิศตะวันตก เป็นภาพปกรณัมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของลัทธิ "โลกเกศวร"จำนวน 6 องค์ตามคัมภีร์ของศาสนา ซึ่งยังไม่เคยพบรูปสลักวัชรยานตันตระเช่นนี้ที่ไหน นอกจากที่ปราสาทบันทายฉมาร์แห่งนี้เท่านั้นครับ

.

        รูปแสดง “อานุภาพ” ของพระโลเกศวร 6 ภาพ แสดงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันไป รูปสลักข้างประตูด้านขวา เป็นภาพของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 32 กร " หรืออาจจะหมายถึง "พระมหาไวโรจนะ" พระพุทธเจ้าสูงสุด มือขวาด้านหน้ามีพระโลเกศวรประทับ มือซ้ายด้านหน้าถือหม้อน้ำอมฤต แสดงมุทราแห่งอำนาจเหนือพระพุทธเจ้าทั่งปวง  โดยมีพระธยานิพุทธะประทับอยู่ในเรือนปราสาท และมานุษิพุทธะหรือเหล่าพระโพธิสัตว์ ประทับในชั้นต่อมาล้วนกำลังถวายการเคารพ

.

.

.

        รูปสลักทางด้านซ้ายของประตู เป็นภาพของ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร" ในฐานะผู้เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลสากล คัมภีร์การันฑวยูหสูตรกล่าวว่ามีเทพเจ้า 12 องค์ออกมาจากพระองค์ ทั้งพระพรหม (พระพาหา) พระนารายณ์ พระมหาเทพ พระอินทร์ (รากพระเกศา) พระวรุณ (พระอุทร) พระพาย (โอษฐ์) พระยม พระอาทิตย์ พระจันทร์(พระเนตร) พระปฤถิวี (พระบาท) พระสุรัสวดี (พระทนต์) พระลักษมี (พระชานุทั้งสอง) รูปสลักแทนด้วยวงกลม 11 วง รายล้อมรอบพระองค์

.

.

        ภาพที่สามเป็นภาพสลักการแสดงอานุภาพ ในฐานะแห่งโพธิสัตว์ผู้ปกป้องและเป็นที่พึ่งแห่งมวลมนุษย์ ปรากฏเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 10 กร  ผู้คนในทุกชนชั้นล้วนต่างกำลังถวายการเคารพบูชา  “....พระองค์เป็นประหนึ่งวิญญาณของจักรวาลที่ได้เปล่งประกายสารัตถะแห่งการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากภาวะทั้งปวง   และความรอบรู้ชั้นสูงสุดยอดที่จะเผยแผ่ให้คงอยู่ได้ยาวนานตลอดไปด้วยจำนวนมากมายที่มีอยู่ของบรรดาพระพุทธองค์ทั้งหลายอันอยู่รอบพระวรกาย....” 

.

.

        ภาพที่สี่ เป็นภาพการแสดงอานุภาพแห่งองค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 6 กร หรือมุทรา “เปล่งรัศมี” แสดงความยิ่งใหญ่ ในคัมภีร์การันฑวยูหสูตร  กล่าวไว้ว่า  “....ด้วยเพียงพระโลมา 1 เส้นของพระองค์ก็มีอานุภาพมากกว่าพระพุทธเจ้า 62 เท่าของจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา นอกจากนั้นในขุมพระโลมาแต่ละขุมของพระองค์ ยังมีคนธรรพ์อยู่เป็นจำนวนพัน อีกขุมหนึ่งมีฤาษีอยู่เป็นจำนวนล้าน ผู้ที่ออกมาจากพระโพธิสัตว์เปล่งรัศมีจึงมีทั้งเทวดา คนธรรพ์ ฤาษี และพระพุทธเจ้าอีกมากมาย...” ทางด้านซ้ายเป็นภาพพระวัชริน ทางขวาเป็นภาพ เทวีปรัชญาปารมิตา ศักติของพระอวโลกิเตศวร และพระเหวัชระ ยิดัมหรือเทพผู้พิทักษ์พุทธศาสนาวัชรยานตันตระ มีหน้าที่ในการปราบภูตผีปิศาจสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้ทำอันตรายมนุษย์ และรูปอัปสรา นางกำนัลกำลังถวายความเคารพ 

.

.  

        ภาพที่ห้า เป็นภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร คัมภีร์อมิตายูรธยานสูตร กล่าวว่า ประภามณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรประกอบด้วย พระพุทธเจ้า 500 พระองค์ แต่ละองค์แวล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ 500 พระองค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็ยังแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดาอีกเป็นจำนวนมาก

.

.

       ภาพสุดท้ายเป็นภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร ถือ วัชระ อังกุศ หนังสือ สังข์ จักร ลูกประคำ หม้อน้ำอมฤต และดาบ ในฐานะที่ทรงมีอานุภาพเหนือพระมหาเทพศิวะและพระนางอุมา รวมทั้งเทพเจ้าทั้งหลายของศาสนาฮินดูในสรวงสวรรค์

.

. 

         ปราสาทบันทายฉมาร์น่าจะหยุดก่อสร้างและถูกทิ้งร้างลงหลังสมัยพระเจ้าอินทรวรรมันที่ 2 พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยเพราะพระองค์อ่อนแอ ไม่มีพระราชอำนาจเฉกเช่นพระราชบิดา อาณาจักรเขมรเริ่มเสื่อมลงเป็นอย่างมากในรัชกาลนี้ ก็คงเพราะมาจากการเกณฑ์แรงงานไปสร้างปราสาทหินจำนวนมากในสมัยพระราชบิดา ระบบการควบคุมน้ำในบารายใหญ่ก็เริ่มล้มเหลว แสงยานุภาพทางทหารก็ตกต่ำ จนกองทัพเขมรต้องถอนกำลังออกจากเมืองวิชัย เมืองหลวงของอาณาจักรจามปา พร้อมกับการเสื่อมอำนาจควบคุมในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและในที่ราบสูงโคราช

.

.        

         เมื่อสิ้นผู้คนและมนตรา ปราสาทที่เคยบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่แห่งลัทธิโลเกศวร ก็ถึงแก่กาลดับสลายกลายเป็นซากป้อมปราการร้าง เมื่อเวลาผ่านไป ป่ารกก็กลับเข้ามายึดครอง ทั้งต้นไม้ใหญ่นานาชนิด รากไม้และเถาวัลย์ต่างขึ้นชอนไชไปทั่วร่องหินเป็นที่สำราญ จากลำเล็กก็เติบโตขยายราก ดันหินส่วนประกอบชั้นล่างให้หลุดออก ส่วนบนก็ถล่มลงตามมา กลายเป็นกองหินศิลาปราสาทที่ซ่อนตัวอยู่ในไพรสณฑ์

.

.

        จนเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น พื้นที่ของปราสาทบันทายฉมาร์อยู่ในเขตควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ “เขมรเสรี” แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตัวปราสาทมากนัก คงเป็นเพราะเรื่องราวของ “สุสาน”แห่งเจ้าชายและขุนศึกทั้งสี่ ที่ฝรั่งเศสเคยบอกเล่าเป็นตำนานฝังใจ ได้ช่วยก่อให้เกิดจินตนาการของภูตผีปีศาจในท่ามกลางเงาทะมึนของกองหิน ใบหน้าบนยอดปราสาท เถาวัลย์และต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุม คอยหลอกหลอนจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ !!!

.

.

       เมื่อประมาณปี 2001 ภายหลังจากวารสาร “THE EARTH 2000” ได้นำเสนอเรื่องราวของปราสาทบันทายฉมาร์ พร้อมรูปภาพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในคติอานุภาพต่าง ๆ สู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรก (หลายภาพใน Entry นี้ นำมาจากหนังสือเล่มนี้ครับ)ได้ไม่นาน  รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร กำแพงส่วนที่มีรูปสลักที่สามและรูปสลักที่สี่ตาม Entry นี้ ได้ถูกรื้อถอนปล้นสะดมโดยขบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ ที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับทหารเขมรเสรีในขณะนั้น ตามออเดอร์ของผู้มีอำนาจและเงินตราในกรุงเทพ ฯ แต่ในที่สุดพระอวโลกิเตศวรผู้ทรงอานุภาพก็ได้กลับคืนมา รัฐบาลไทยจึงได้ส่งมอบพร้อมโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมากกลับสู่ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันรูปพระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีที่ถูกโจรกรรมทั้งสองรูปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงพนมเปญ

.

        ไม่ใช่แค่รูปสลักสองรูปบนกำแพงเท่านั้นนะครับ หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศกัมพูชาสงบลง การลักลอบกะเทาะทำลายเพื่อโจรกรรมโบราณวัตถุจากปราสาทหินต่าง ๆ ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คงเพราะโบราณวัตถุหินทรายแกะสลักศิลปะเขมรยังมีเสน่ห์ มนต์ขลัง ชวนให้หลงใหลเป็นที่ต้องการของเหล่าเศรษฐีและผู้สะสมทุนนิยมทั่วโลกอยู่เสมอ

.

.

        แม้แต่ฤาษีวาลมิกิ มุนีผู้ขับกล่อมบทโศลกกาพย์ฉันท์แห่งเทพเจ้า

ให้กับปราสาทบันทายฉมาร์มายาวนาน

ก็ยังไม่รอดจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ !!!

. 

เพลงบรรเลงประกอบ "ระบำลพบุรี"

. 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
มะอึก วันที่ : 18/04/2008 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

มือพระนารายณ์สวยงามมาก
ผมจะได้ดูของจริงหรือไม่ครับอาจารย์?

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 23/11/2007 เวลา : 15.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/puprasit
puprasit

นี่ก็รายงานศิลปวัฒนธรรมขั้นคุณภาพสูง ขอปรบมือ และโหวตให้ขะรับ

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
HOF วันที่ : 22/11/2007 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/HOF

น่าไปมากครับ ยิ่งไปกับผู้รู้ จะทำให้การไปดูรู้เรื่องมากขึ้น สนุกมากขึ้นครับ มีความคืบหน้าแจ้งด้วยน่ะครับ
ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
siampatriot วันที่ : 16/11/2007 เวลา : 12.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

อาจารย์ครับ ปราสาทนี้ไม่คุ้นตาเลยจริงๆ ครับ ภาพสลักเจ๋งๆ เยอะมาก ผมชอบภาพแนวโพธิสัตว์ที่มีแขนเยอะๆ นี่จริงๆ เลย เสียดายจังเลยนะครับที่เค้าเอาไปเก็บไว้ในพิภิธภัณฑ์ซะนี่ ถ้าไปก็คงอดดู อดถ่ายรูป

ขอลงชื่อตัดหน้าชาวบ้านเข้าไปลำดับแรกได้มั๊ยครับ อยากไปมากๆ ครับ ยังไม่มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับชาวโอเคเนชั่นซักครั้งเลย คราวนี้ไม่อยากพลาดเลยจริงๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
มะอึก วันที่ : 10/11/2007 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

โปรแกรมนี้น่าสนใจ จุดนั้นผมเคยไปแค่ตาพระยาครับ

เสียดายโครงการเมืองกาญจน์ครับ ติดภาระกิจจริง ๆ
ขอรอชมภาพสนุก ๆ และเรื่องราวที่มีความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
ลุงฟาง วันที่ : 10/11/2007 เวลา : 09.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/semtele

.......มันเกิดบนโลกเราจริงๆหรือ.......

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 23.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

แวะมาอ่านเรื่องราวดีดี ให้ได้เก็บไปคิดครับ

ลอยกระทงปีนี้ ผมมีข้อเสนอดีดีมาฝากครับ

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
minmint วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradiso

เห็นอาจารย์เป็นหัวเร่ียวหัวแรงของทริปเมืองกาญจน์แล้ว minmint ตั้งใจว่า จะพยายามเคลียร์คิวให้ได้เลย ถ้าเป็นไทแล้วจะสมัครให้เร็วที่สุดค่ะ หวังว่าจะ ยังไม่ปิดเร็วนัก อยากร่วมทริปด้วยจริง ๆ ค่ะ และถ้าอาจารย์จัดไปไหนอีก รบกวนป่าวประกาศนะคะ ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ยอมพลาดเลย ตอนนี้ก็...เยี่ยมบ้านอ่านงานอาจารย์ปลอบใจไปก่อน ขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
ราษีไศล วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

หวัดดีเย็นวันศุกร์ครับผม ขอบคุณที่แวะไปทักทายราษีไศลครับ

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
ไอดิน-กลิ่นฝน วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SHOWGirls
เด็กฉลาด ชาติเจริญ

น่าไปจังเลยค่ะ ได้ศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีโบราณ
เรียนรู้ความมหัศจรรย์ในความสามารถของคนสมัยเก่า

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
saleman วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saleman

เข้ามาหาความรู้ครับ อาจารย์ อยากไปทำงานแบบนี้มากเลยครับ ตำแหน่งลูกหาบว่างไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
นายตะเกียง วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 18.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitakeing

ไม่ผิดหวังที่ติดตามเรื่องของอาจารย์ ทั้งภาพและความรู้แจ่มทั้งนั้น ..อยากทีโอกาศติดสอยห้อยตามไปด้วยจัง

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 17.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

Rout #1 ยังไม่ Start .....Rout#2 เรอ่มรับจองแล้วหรือครับอาจารย์ ยังไงผมก็จองไว้ก่อนแล้วกันครับ....วันเวลาถ้าไม่ตรงกับวันหยุดของผมค่อยว่ากันอีกที....

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 15.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

ได้ยินสรรพนามถึงความงามของภาพจำลักพระโพธิสัตว์และความยิ่งใหญ่ที่ปราสาทบันเตียฉมาร์แห่งนี้มานานแล้วครับ แต่ได้ทราบการเจาะลึกถึงเรื่องราวของโบราณสถานแห่งนี้แล้วเป็นที่น่าชวนให้เกิดความน่าฉงนสนใจมากยิ่งขึ้นของเมืองแห่งนี้
ในความเข้าใจตามภาษาเขมรเมื่อเทียบเคียงทั้งเขมรกัมพูชา และเขมรถิ่นไทยว่ากันว่า บันเตียฉมาร์ นั้นน่าจะหมายถึง ป้อมกำแพงที่ใช้สุ่มมองข้าศึกที่จะเดินทัพเข้ามาในแถบนี้
ซึ่ง บันเตีย แปลว่า ค่าย หรือ ป้อมปราการ
ฉมาร์ แปลว่า แมว ซึ่งเขมรฝั่งกัมพูชาใช้เรียกชื่อสัตว์ซึ่งเป็นคำโบราณ แต่เขมาถิ่นไทย ส่วนใหญ่แล้วรู้จักเรี่ยกสัตว์ชนิดนี้น้อยมาแต่ที่นิยมก้ใช้คำว่า มีว คล้ายกับคำว่าแมวของไทย ซึ่งมีแปลว่า แมว เช่นเดียวกัน
ดังนั้น บันเตียฉมาร์ จึง แปล่ว่า ค่ายหรือป้อมแมว หมายถึง ค่ายหรือป้อมกำแพงที่ใช้สุ่มมองข้าศึกที่จะเดินทัพเข้ามาในแถบนี้
ถึงอย่างไรก็ดีชื่อหรือความหมายตลอดจนความสำคัญของเมืองแห่งนี้ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเพียงแค่ชื่อหรือความหมายที่ใช้เรี่ยกในปัจจุบันแต่ต้องมองและวิเคราะห์ย้อนกลับไปถึงองค์ประกอบทางด้านศิลปกรรม จารึก แผนผัง บริบท ต่างๆที่มีความเกี่ยวพันธ์ ซึ่งจะทำให้ได้มาซึ่งความกระจ่างใรเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โบราณสถานอย่างเข้าใจถูกต้องต่อไป
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
โม้งหัวครก วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/think49
ข้าราชฯ

สวัสดีครับ น่าสนใจครับ

การเรียนรู้อดีต...ทำให้เกิดพลังใจ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
สิริปตี วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 11.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.


หายไปหลายวัน ติดภารกิจอบรมการอภิมานรายงานการประเมิน เพื่อคุณภาพการศึกษาไทยค่ะ อาทิตย์คิดว่าจะไปเที่ยวนิทรรศการของปราสาทหินพิมาย
ไม่รักแต่คิดถึงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
Kibangkok วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 11.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

ขอชมหน่อยนะครับว่า entry นี้่อ่านง่ายที่สุด
ตั้งแต่เยี่ยมบ้านหลังนี้มา อ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ
ไม่ต้องตีลังกาทำความเข้าในมากเหมือนเรื่อง
เก่าๆๆๆๆ

เรื่องเก่าๆๆๆ ของคุณพี่
อ่านไปงงไป วิชาการเยอะมากไปหน่อยนะครับคุณพี่
ไม่รู้่คนเขียนงงบ้างหรือเปล่าครับ

ขอโทษนะครับที่แสดงความคิดเห้นตรงไปหน่อย...
เป็นกำลังใจให้เขียนงานประเภทนี้ออกมาเยอะๆๆๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
Kibangkok วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..


อยากไปเที่ยวสถานที่แบบนี้บ้าง
แต่พอจะไปทีไร ผมต้องเปลี่ยนโปรแกรมทุกที
เพราะกลัวผี.... เค้าว่ามีจริงๆๆๆนะ
พี่ศุภรุตเคยได้ยินหรือเปล่า....เดินๆๆๆไป
มีผีมาจ๊ะเอ๋......

*********************

แวะมาอ่าน และแวะเอาการ์ดขอบพระคุณมา
ฝากครับ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ประเทศกัมพูชา มีปราสาทหิน หลายที่ล้วนยิ่งใหญ่
แต่ พัง พัง พัง อย่างน่าเสียดาย
แต่ที่นี่ รูปสลักนูนต่ำ ยังดูสมบูรณ์อยู่น๊ะครับ...จารย์

คงมีคุณพี่ ทหารหมวกแดง เฝ้าอยู่ เลยไม่ถูกลักขโมย

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 10.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruarob

เป็นไปได้ไหมครับที่ภรตราหูจะอยู่ในสถานะผู้รั้งเมืองประเทศราชของจาม แบบเดียวกับสุกี้พระนายกอง

โวทให้กับความเยี่ยมของเรื่องนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ทิพย์อาภา วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rpa


อดีตของ"บันเตียฉมา" ยิ่งใหญ่และมีมนต์ขลัง นะคะ

อรุณสวัสดิ์ค่ะ

เจ้าของบ้านนี้สบายดีนะคะ..


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
หัสดีลิงค์ วันที่ : 09/11/2007 เวลา : 04.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hatsadeling

ขอบคุณครับอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

น่าสนใจโปรแกรมของจังหวัดสระแก้ว กำลังประสานงานกับประเทศกัมพูชา ที่จะจัดเส้นทางท่องเที่ยวไปชมปราสาทบันทายฉมาร์ วานช่วยส่งข่าวชาวBlogด้วยครับ..

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
numouse_2007 วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 21.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numouse
ถ้าเราลดความ "เห็นแก่ตัว" ให้น้อยลงบ้าง อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ และถ้ายิ่งจัก "ยอม" บ้างคงจะดี


ได้ความรู้สุด ๆ ไปเลยค่ะ

เรื่องราวของ "กาพย์" "ทศกัณฐ์" เป็นอย่างนี้นี่เอง



ขอบคุณข้อมูลดี ๆ อย่างนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ยื่นใบสมัครครับ อยากไปนานแล้ว เขมร

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
Supawan วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอจองที่นั่งเลยค่ะ ... อ่านแล้ว ต้องตามไปดูๆๆๆๆ

พาไปทัวร์เสียมเรียบด้วยเลยค่ะ ... อยากกลับไปอีก

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ราษีไศล วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

ยอดเยี่ยมทุกๆเรื่องเลยนะครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

คุณลุงขา..
มีรูปนุงทำให้นู๋ ตกใจเป็นอย่างยิ่งง่ะ..ใจงี้หายแว๊ปปปโรย..

มีทหาร ใส่หมวกแดง หน้าแดงด้วย..
นู่ตาฟาด หรือป่าวคะ..

ปล. นู๋ปฏิบัติภาระกิจ ที่มอบมายแล้วนะคะ..
แต่ตอนนี้ ไม่รู้จะเหวี่ยง ไปหาใครง่ะ..
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet/2007/11/08/entry-1

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
เสือจุ่น วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 18.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tigerjun
สู่ฝัน กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน ติดตามข่าวได้ที่ Bangkok Bicycle Campaign

อยากไปบันทายฉมาร์ ตั้งแต่ได้อ่านเรื่องของปราสาทนี้ ที่คุณ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เขียนไว้นิตยสาร the earth 2000 เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสไปเสียที

ขอบคุณที่นำรายละเอียดมาบอกเล่าครับ
อิ่มมากเลยครับวันนี้

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ย่าดา วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 17.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

โอ ทำไมข้อมูลแน่นอย่างงี้ เก่งจัง
ย่าเคยแวะไปที่สด๊อกก๊อกธมค่ะเมื่อปีที่แล้ว
เขากำลังบูรณะอยู่ ไม่ทราบว่าทำไปได้ขนาดไหนแล้ว
ไปเที่ยวมาส่วนมากจะไม่ค่อยรู้อะไรมาก หากต้องการข้อมูลนี่หาได้จากไหนคะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
มารูโกะ วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 15.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

ว้าว สวยมากเลยค่ะ ถ้าจะจัดทริปขอเกาะไปด้วยคนนะคะ ใครก็ได้ที่มี 4WD เสียดายที่อดชมภาพที่ 3 และ 4 หินทรายที่นี่สีไม่เหมือนกันเพราะยังไม่ได้ทำความสะอาดหรือเปล่าคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ปฐม วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

ถ้าเรามีจินตนาการ เราอาจได้ยินเสียง

ถ้าได้ยินเสียงจริง ผมก็คงไม่อยู่อ่ะพี่

ผมวิ่งป่าราบแย้ว


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
แมวเหมียว วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wassanok

พวกที่โจรกรรมนี่น่าโดนคำสาปจังเลยนะคะ ของคู่แผ่นดินจะเอาไปประดับตามบ้านทำไม

ปราสาทนี้ยังไม่เคยไป อยากไปด้วยค่ะ
ต้องหาทางเกาะไปให้ได้เชียว

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
sat11 วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saturday11


คงต้องถามก่อน นี่หนูตัวเมียหรือตัวผู้

ถ้ามันตอบ ตัวเมีย แล้วค่อยตบล่ะกัน
.............................................

ไม่ต้องถามค่ะ...ตัวที่มากัด...เป็นตัวเมียแน่นอน


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
sat11 วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saturday11


ภาพสลักสวยมาก

เรื่องราวอาถรรพ์สามารถคุ้มครองการถูกรุกรานได้ระดับหนึ่ง แต่ใจที่ชั่วร้ายคงแข็งกว่าความหวาดกลัวเลยยังลอบเอามาครอบครองกัน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
raksanok วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raksanok
 raksanok เพราะควมสุขอยู่ทีใจ  www.sumbydesign.net

ขอบคุณค่ะที่อาจารย์นำเอาประวัติศาสตร์มาให้อ่าน

เพราะไม่ค่อยได้ศึกษาประวัติศาสตร์เท่ารัยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
หัสดีลิงค์ วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hatsadeling

น่าสนใจ และได้ความรู้ดีมากเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
veerin วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 13.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veerin

เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมายเลยค่ะ

เป็นเรื่องที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง

ทุก entry ในบล็อกนี้ ทรงคุณค่าค่ะ

+ 1 โหวตค่า

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Kati วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kati1789

สวัสดีครับ

แวะมาทักทาย
หลังจากการไปได้กว่าครึ่งเรื่อง
เพลินเพลินบันเทิงใจกับเรื่องราวของป้อมเล็กแห่งนี้

จะกลับมาอ่านอีกสักหลายรอบครับ
สำหรับมุมมองของสงครามและภาพสลักแห่งเกียรติยศ

ขอบคุณมากครับ
สำหรับเรื่องราวดีดีเช่นนี้
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Jui วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jui880

แวะมาดูแว้บตกเย็นจะตามไปอ่านครับ ขอแอ็ดไว้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ไม่เมนต์ครับ...โหวตให้เท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ทรายรุ้ง วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kartai
เกาะกูด science : กลุ่มเขียนข้าว http://www.oknation.net/blog/scienceteachวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6

มาเยี่ยมและมาชมโบราณสถานที่มีความขลังในตัวค่ะ
มีมนต์เสน่ห์แต่ก็ดูลึกลับนะค่ะ++

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

โอ้ มีทำวีซ่าด้วย
โยววววววววว ได้ไปเที่ยวประเทศนอก แร้ววววววววววว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
joyjee วันที่ : 08/11/2007 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/joyjee


ขอบคุณมากๆ น่ะจะ ให้ความรู้มากคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  



[ Add to my favorite ] [ X ]