• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2253117
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2552
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 15442 , 14:43:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

           หากนับประวัติศาสตร์ ....ของการขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อศึกษา เรียนรู้และวิเคราะห์หลักฐานจาก “ชุมชนโบราณ” ในครั้งแรก ๆ ของ “ประเทศสยาม” ……“พงตึก” ก็น่าจะถูกนับอยู่ในอันดับแรก ๆ  

.

          ราวกลางเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2470  หนังสือพิมพ์กรุงเทพ ฯ เดลิเมล์ ได้พาดหัวข่าวว่า“ชาวนาราชบุรี ได้ขุดพบโครงกระดูกขนาดใหญ่ท่ามกลางพระพุทธรูปเงินและทอง” และเล่ารายละเอียดของการขุดพบสมบัติอันมีค่ามากมายจากกรุศิลาแลง เริ่มต้นจากกุลีจีน 5 คน ตามด้วยชาวบ้านอีกหลายสิบคน

           “ ....ประชาชนที่ได้ทราบเรื่องการค้นพบนี้ก็พากันไปยังสถานที่แห่งนั้นเพื่อขุดหาทรัพย์สมบัติอื่นๆ อีก  และได้ทำลายโครงกระดูกนั้นเสีย  เพื่อแบ่งแจกกันคนละเล็กละน้อย….”

.

          ข่าวการขุดพบ พระพุทธรูปขนาดใหญ่น้อย ทั้งเนื้อโลหะและดินเผา แผ่นทองคำ และ “หัวกะโหลกมนุษย์ ขนาดโตเท่าบาตร” พาให้ชาวพระนครพากันตื่นเต้นไปพักหนึ่ง

.

.

         ในเวลานั้นยังไม่มี “กรมศิลปากร” มีแต่ “ราชบัณฑิตยสภา” ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเป็นนายก ฯ (ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) เป็นหน่วยงานรัฐแห่งเดียวที่เกี่ยวข้อง

. 

          เมื่อพระองค์ได้รับข่าวจากหนังสือพิมพ์ จึงมอบหมายให้ “ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์” ภัณฑรักษ์ของสภา เดินทางไปสืบสวนในเบื้องต้น พบของโบราณมีค่าที่ชาวบ้านยึดครองไว้ ทั้งชวาลาโรมันทำด้วยสำริด  รวมถึงหลักฐานที่มีค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอีกจำนวนมาก เมื่อมีหลักฐานชัดเจน ราชบัณฑิตยสภาจึงมีมติให้มีการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่ “พงตึก” ในทันที

.

.

          การขุดค้นทางโบราณคดีที่พงตึก ดำเนินต่อเนื่องเนื่องมาสองครั้ง จากครั้งแรกในปี 2470 ที่มีศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เป็นหัวหน้าทีมศึกษา ต่อมาในปี 2478  ดร. ควอริชเวลส์ แห่งสมาคมค้นคว้าโบราณคดีของอินเดีย (The Greater Indian Research Committee) ได้ขออนุญาตทำการขุดค้นเมืองโบราณใน “วัฒนธรรมทวารวดี” ที่ปรากฏในประเทศไทย  3 แห่ง คือที่พงตึก อู่ทองและเมืองศรีเทพ

          บทสรุปของการศึกษาเมืองโบราณที่พงตึก สรุปได้ว่า “เมืองพงตึก” เป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดี อายุในราวราวพุทธศตวรรษที่   11  เป็นชุมชน “แวะพัก – ทางผ่านชั่วคราว” (บ้างก็ค้างคืน) ของกองคาราวาน ที่ประกอบด้วยผู้คนมากมายหลายสถาน รวมถึงนักเดินทางแสวงโชค บน “เส้นทางโบราณ” ที่เชื่อมโยงการติดต่อระหว่างสุวรรณภูมิกับวัฒนธรรมอินเดีย – กรีก - โรมัน ตามเส้นทางถนน “ทางบก (ทางเกวียน)” จากอ่าวเบลกอลเข้ามาทางช่องเขาของด่านพระเจดีย์สามองค์ ลงสู่ลำน้ำแควน้อย ตัดเข้าสู่แควใหญ่และแม่น้ำแม่กลอง

.

.

          ด้วยเพราะชุมชนพงตึกเป็นเพียง “ชุมชนกลางทาง” หรือชุมชน “ท่าข้าม” แม่น้ำแม่กลอง ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองโบราณต่าง ๆ ในยุคทวารวดี ทั้งเมืองคูบัว เมืองนครปฐม กำแพงแสน เมืองสิงห์  ดอนตาเพชรและเมืองอู่ทอง ไม่มีพัฒนาการขึ้นเป็น “เมือง” จึงไม่ปรากฏร่องรอยของคูน้ำและกำแพงดินรูปวงกลมล้อมรอบเช่นเดียวกับเมืองโบราณในยุคเดียวกัน

.
         และด้วยเป็นเพียงเมืองผ่าน หลักฐานที่ค้นพบที่เมืองพงตึกจึงมีไม่มากและกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ  หลักฐานสำคัญของพงตึกที่ก็คือ โบราณสถานหมายเลข 1 โบราณสถานหมายเลข 2 พระพุทธรูปฝีมือช่าง “อมราวดี” อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 7 – 9  พระพุทธรูปขนาดเล็กศิลปะแบบ “คุปตะ” หล่อด้วยสำริด อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11   และ ชวาลา(ตะเกียง) โรมัน “สัญลักษณ์” สำคัญของเมืองพงตึก

.

.

         โบราณสถานหมายเลข 1 เป็น ซากอาคารก่อที่ใหญ่ที่สุดในเมืองพงตึก มีผังอาคารเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 14.40 เมตร ยาว 21.70 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 2.5 เมตร สร้างด้วยศิลาแลง  มีบันไดขึ้นอยู่ตรงกลางด้านตะวันออกเฉียงใต้เพียงด้านเดียว  ด้านข้างทำเป็นมุขเหลี่ยมเล็ก ๆ ยื่นออกมา บนฐานมีเศษของฐานเสาศิลาแลง มีรูสำหรับสอดเสาไม้อยู่หลายต้น กระจัดกระจายอยู่บนอาคาร

.

.

.

         ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ให้ความเห็นไว้ในหนังสือ “Journal of the Siam Society” ว่า “....ซากโบราณสถานนี้ ถ้าจะดูกันอย่างผิน ๆ แล้ว จะทำให้ระลึกถึงสิ่งชนิดเดียวกันกับที่อนุราธปุระในประเทศลังกา

.

           .....ถ้าหากว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นวิหาร หรือห้องประชุมพระสงฆ์ทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในประเทศลังกาแล้ว สิ่งก่อสร้างที่ได้พบในสวนกล้วย(ปัจจุบันเป็นดงสัก) คงจะต้องเกี่ยวข้องกับซากโบราณสถานแห่งนี้ด้วย และคงจะเป็นสถูปฐานสี่เหลี่ยมหรือวิหาร หรือปูชนียสถานอย่างอื่น “

.

.

.

.

         โบราณสถานหมายเลข 1 ในอดีตดงกล้วย(ที่ตอนนี้กลายเป็นดงสัก) ผมสันนิษฐานว่า เป็นฐานของ “วิหารหอพระ” (Chapel – Shrine) หรือศาลพระภูมิ ที่ตั้งของรูปเคารพสำคัญขนาดใหญ่ หรือสถูปขนาดย่อม  ยอดเป็นเรือนไม้แบบอาคารไม้ศิลปะทวารวดี (ดูรูปแบบจากใบเสมาเมืองฟ้าแดดสูงยาง) ไม่ได้เป็นเป็นวัด แต่มีผู้ดูแล วิหารจะตั้งอยู่กลางชุมชน ใกล้กับลานค้าขายหรือ “ตลาด” ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักเดินทาง กองคาราวาน ผู้คนจากไกลจะมาหยุดแวะพัก มาพบปะกัน ก่อนเดินทางต่อไปยัง อู่ทองและนครปฐม

.

.

.

.

.

         โบราณสถานหมายเลข 2 ตั้งอยู่ทางทิศใต้ เรียกกันว่าบ้านนายมา  (ปัจจุบันเป็นบ้านของนายจรูญ  แย้มพยนต์) เป็นฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  กว้างด้านละ  6  เมตร  ตรงกลางมีฐานที่ตั้งรูปเคารพขนาดใหญ่  พบหินศิลาแลงส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยปูนปั้นค่อนข้างหนากระจายตัวอยู่โดยรอบ ฐานอาคารนี้เคยมีร่องรอยการปั้นปูนประดับอย่างสวยงาม บางชิ้นก็เป็นสถูปยอดแหลม

.

         ใกล้เคียงกัน ก็พบฐานอาคาร ก่อด้วยศิลาแลงเป็นรูปวงกลม วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 9 เมตร ด้านบนมีร่องรอยของอิฐแตกหักกระจัดกระจาย

.

.

.

.

          โบราณสถานหมายเลข 2 นี้ น่าจะเป็นวัดขนาดเล็ก ในพุทธศาสนาแบบเถรวาทมหาวิหารลังกา ดังที่ ศาสตราจารย์เซเดส์ สันนิษฐานไว้ว่า ฐานสี่เหลี่ยมคือวิหาร และ ฐานวงกลม ก็คือสถูป

.

          โบราณวัตถุชิ้นสำคัญของพงตึกคือ พระพุทธรูปศิลปะ “อมราวดี” พระพุทธรูปศิลปะ “คุปตะ” และ ชวาลา(ตะเกียง) โรมัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เชื่อว่าสิ่งของทางพระพุทธศาสนาขนาดเล็กนี้ เป็นของผู้คนนักเดินทาง ที่ติดตัวเดินทางผ่านเข้ามายังพงตึก

.

          หลายคนอาจจะมาตั้งรกรากจน “สิ้นชีวิต” ที่พงตึกแห่งนี้ !!!

.

         นั่นก็เพราะพงตึกมีเรื่องราวการขุดพบ “โครงกระดูกมนุษย์” ขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นชาว"กรีกลูกผสม" และ สุสานของผู้วายชนม์ กระจัดกระจายตัวไปทั่วบริเวณ

.

           โครงกระดูกมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่ อาจเกี่ยวข้องกับ “ชวาลาโรมัน” ที่มีชื่อเสียง เพราะถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์ยุคต้นของสุวรรณภูมิ ตะเกียงโรมันของพงตึกจะถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ

.

           ตะเกียงโรมันสำริดนี้ ศาสตราจารย์ยอร์ช  เซเดส์เป็นผู้พบเจอจากชาวบ้านหลายคนที่เข้ามาขุดหาสมบัติในพงตึก  “...ในขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางไปสำรวจที่พงตึก  มีชายคนหนึ่งได้เชิญให้ข้าพเจ้าเข้าไปพบพร้อมกับเอาชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผาออกมาให้ดู  ชายอีกคนหนึ่งเอาโถดินเผาออกมา  อีกคนหนึ่งเอาวัตถุสำริดชิ้นหนึ่งออกมาให้ดู  วัตถุชิ้นนี้มีลวดลายสะดุดตาตั้งแต่แรก....

. 

           .....ต่อมาข้าพเจ้าได้พบกับชายแก่คนหนึ่ง นำภาชนะโลหะมาวางไว้กับพื้น ข้าพเจ้าก็ทราบในทันทีว่า นั่นมันคือตะเกียงน้ำมันแบบกรีก - โรมัน เพียงแต่ด้ามถือหลุดหายไป  จึงเอาชิ้นสำริดที่ได้ไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ขอลองต่อเข้าด้วยกัน และท่ามกลางความประหลาดใจของเจ้าของ ตะเกียงและด้ามนั้นต่อกันได้พอดี  ข้าพเจ้าต้องเจรจาอยู่นาน  และจ่ายเงินไปบ้าง จึงได้ตะเกียงนี้เข้ามาที่กรุงเทพ ฯ ….. “

.

         “ชวาลาโรมันสำริด” เป็นตะเกียงน้ำมัน ศิลปะแบบ กรีก – โรมัน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 6 เชื่อว่าผลิตขึ้นในช่วงราชวงศ์ “ปโตเลมี” แห่ง “นครอเล็กซานเดรีย” ตรงปลายมีที่ใส่ไส้ตะเกียง ด้ามจับทำเป็นรูปลายต้นปาล์ม  มีรูปปลาโลมา  2  ตัว หันหน้าเข้าหากัน  ด้านบนตะเกียงมีฝาเปิดสำหรับใส่น้ำมัน เป็นรูปใบหน้าของเทพเจ้า “เซเลนัส” (Silenus)

.

.

           รูป “ปลาโลมา” เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่อยู่ติดกับทะเล ในคติความเชื่อของกรีก โรมัน “ปลาโลมาคือพาหนะของผู้วายชนม์” นำไปสู่เกาะแห่งสรวงสวรรค์ เพื่อให้เทพเจ้าประทานความเป็นนิรันดร์ให้ ตะเกียงโรมันนี้จึงเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมแห่ง “ความตาย” อย่างไม่ต้องสงสัย

.

           การค้นพบหลุมศพของมนุษย์ที่มีโครงร่างใหญ่ ประกอบกับการพบตะเกียงที่มีหัวของเซเลนัส สวมมงกุฎเถาวัลย์  เทพเจ้าผู้เป็นโอรสแห่งพื้นดิน ผู้เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมแห่งความตาย

.

          ประกอบกับธรรมเนียมประเพณีโบราณของชาวกรีก  - โรมัน  ตะเกียงน้ำมันจะถูกใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาผู้ที่ตายไปแล้ว โดยมีการ “ตามไฟ” บนหลุมฝังศพเป็นครั้งคราว จึงพอจะปะติดปะต่อได้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อ พันกว่าปีที่แล้ว เคยมีลูกครึ่งชาวกรีก – โรมัน – อินเดีย ซึ่งอาจเป็นพ่อค้า นักบวช นักแสวงโชคหรือนักผจญภัย ใช้เส้นทางบกของช่องเขาตะนาวศรี ข้ามมายังจุดแวะพักที่พงตึก แล้วค่อยเดินทางต่อเข้ามายังตอนกลางของแผ่นดินสุวรรณภูมิ

            แต่ “บางคน” ก็อาจไม่โชคดีนัก จึงต้องมาสิ้นชีวิต ทอดทิ้งร่างไว้ที่พงตึกแห่งนี้ !!!

.

           เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่พงตึกจะไม่มีการค้นพบรูปสลัก“ธรรมจักร– กวางหมอบ” เช่นเดียวกับเมืองโบราณอื่น ๆ ก็คงเพราะพงตึกเป็นเพียงเมืองผ่าน รูปสลักต่าง ๆ ที่สำคัญจึงถูกลำเลียง “ผ่าน” ชุมชนนี้ไป คงเหลือแต่ “ระฆังหิน” ที่พบอยู่บริเวณโบราณสถานหมายเลข 1 และมักพบในที่ที่เคยมีหลักฐานของชุมชนโบราณสมัยวัฒนธรรมทวารวดีทุกแห่งในประเทศไทย

.

.

          อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ธรรมจักรศิลามีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก ยากลำบากในการขนย้าย เส้นทางลำเลียงรูปสลักธรรมจักรและรูปเคารพใหญ่ ๆ ที่นำเข้ามา จึงไม่ได้มาผ่านทางช่องเขาที่ตะนาวศรี แต่ใช้การล่องเรือเข้ามาสู่เมืองท่าโบราณในยุคนั้นโดยตรง

.

.

           ชื่อ “พงตึก”นั้นสันนิษฐานกันมาว่า “พง” มาจากพงหญ้าที่ขึ้นรกรุงรัง และ “ตึก” มาจากซากอาคารเก่าแก่ที่ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง ดังเรื่องราวที่ปรากฏใน “นิราศพระแท่นดงรัง” ของ “สามเณรกลั่น”  ศิษย์และบุตรบุญธรรมของ "สุนทรภู่" กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งไว้เมื่อปี พ.ศ. 2376                                    

                                         แล้วจากท่ามาถึงตรงคุ้ง พงตึก
                                    อนาถนึกสงสัยได้ไต่ถาม
                                    ท่านผู้เฒ่าเล่าต่อเป็นข้อความ
                                    ว่าตึกพราหมณ์ครั้งแผ่นดินโกสินราย
                                    แต่ตึกมีที่ริมน้ำเป็นสำเหนียก
                                    คนจึงเรียก พงตึก เหมือนนึกหมาย
                                    ถึงท่าหว้าป่าสองรังสองฝั่งราย
                                    กับเชิงหวายโป่งกลุ้มดูคลุมเครือ

.

.
           “บ้านพงตึก” ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง ฝั่งตรงข้ามกับถนนสายบ้านโป่ง-กาญจนบุรี  ขึ้นอยู่กับตำบลพงตึก  อำเภอท่ามะกา  จังหวัดกาญจนบุรี  มี “วัดดงสัก” ที่สร้างขึ้นในปี 2473 เป็นศูนย์กลางของชุมชน

.

.

         ที่ได้ชื่อว่า “วัดดงสัก”  ก็เพราะในยุคหนึ่งที่ยังมีสภาพเป็นสำนักสงฆ์ มีการปลูก “ไม้สัก” ขึ้นเป็นจำนวนมาก  “ไม้สัก” จึงกลายมาเป็นชื่อและสัญลักษณ์ของบ้านพงตึกตั้งแต่นั้นมา อีกทั้งยังมีการปลูกไม้ป่าอื่น ๆ  อีกกว่าหนึ่งพันต้น เพิ่มเติมจนเดิม จนกลายเป็นป่าร่มรื่น ทั้ง ไม้ประดู่ไม้แดง  เต็ง ตะเคียนทอง สำโรง  รัง  ตะแบก เสลา มะเกลือ  สะเดา  อ้อยช้าง  ตะคร้ำ  และมะค่า

.

 

.

          โบราณสถานของบ้านพงตึก ในวันนี้ กำลังอยู่ในภาวะ “เสื่อมโทรม” เป็นผลมาจากวิธีการ "จัดการโบราณสถาน" หรือ “การบริหารวัฒนธรรม” ที่ผ่านมา

            จากปี 2478 จนถึงวันนี้ กว่า 70 ปี ที่โบราณสถานบ้านพงตึกถูกขุดแต่งและบูรณะมาในหลาย ๆ ครั้ง มีร่องรอยของการจัดการบริเวณพื้นที่ ด้วยการจัดภูมิทัศน์ (Landscape) ด้วยการทำทางเดินล้อมรอบและทำรั้ว “เสาขุน” ล้อมรอบอาคาร  ซึ่งทั้งหมดกำลัง “เสื่อมสภาพ”

.

.

.

           การจัดภูมิทัศน์ โดยการใช้วัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เข้าไปประกอบใกล้กับโบราณสถาน ทำให้เกิดการ “ปลอมปม” ของวัสดุที่เป็นปูนซีเมนต์ หินโดโลไมล์ (หินบดถนน) เข้าไปยังพื้นดินเดิมของโบราณสถาน เหตุเพราะพังทลาย ขาดการดูแลรักษาโดยชุมชน

          การพังทลายของทางเดินตัวหนอน รั้วล้อมรอบที่เคยสวยงาม ก็พังลงไปผสมกับกองหินศิลาแลง อีกทั้งตัวซากอาคารที่เคยขุดแต่งอย่างสวยงาม ก็กระจุยกระจายจนหาเค้าเดิมแทบไม่ได้

.

.

         เมื่อขาดการดูแลรักษา อีกทั้งยังไม่มีการทำ “โบราณคดีชุมชน” ก็ยากที่จะมีใครจะเข้าไปช่วยกันดูแล ซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมโทรม

.

          ก็ขอเสนอความเห็นว่า ควรรื้อถนนทางเดิน และรั้วกั้นเตี้ย ๆ ออก เอาวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ "ของเดิม" รวมทั้ง “ขยะ” ที่มีอยู่มากมายออกจากบริเวณ  ตกแต่งต้นไม้ให้ร่มรื่น ตัดกิ่งให้สวยงาม ปลูกไม้พุ่มแทนที่รั้วเดิม

.          

           ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงบ้านพงตึกให้กลับมาเป็นโบราณสถานในร่มเงาไม้  ทางเดินเป็นดินธรรมชาติที่ยกตัวสูงกว่าดินโดยรอบ มีอาคารหรือซุ้มหลังคาหลังเล็ก ๆ ที่จะมีร่มเงาและผนังมากพอ อธิบายเรื่องราวของพงตึกให้มากกว่าเดิม พร้อมนำชิ้นส่วนที่ตกหล่นมารวมไว้ ในมุมหนึ่งของโบราณสถานหมายเลข 1

.

.

           สำหรับโบราณสถานหมายเลข 2 ควรจัดเรียงหินหรือนำวัสดุใกล้เคียงสมัยใหม่ (ศิลาแลง)มาจัดเรียงให้สมบูรณ์ดังเดิมเหมือนครั้งที่ขุดหน้าดินเปิดออกมา ไม่ต้องไปเป็นห่วงเรื่องของการศึกษาวิจัยเพราะมันได้ถูกขุดค้นและขุดคุ้ยไปจนหมดแล้ว !!! 

.

          ควรนำป้ายสันนิษฐาน รูปแบบและสร้างเรื่องราวเป็น “จินตนาการ” ต่อเนื่อง ให้ผู้ที่เที่ยวชมได้เห็นภาพของวิหารและสถูป ในที่ “ที่ตั้ง” ของมัน ไม่ใช่ต้องไปตามหาจากหนังสือที่พิมพ์ดูกันเฉพาะในกรมศิลปากร หรือในอินเตอร์เน็ต !!!

.

            ความเสื่อมโทรมของพงตึกในวันนี้ ก็คือการ “ถูกลืมเลือน” จากผู้คนในสังคม ตัวซากอาคารโบราณสถานก็ถูก ”ทำลาย” จากกาลเวลาและผู้คนที่ยังหวังสมบัติ “พระเครื่อง” สมัยทวารวดีที่มีราคาเรือนหมื่นเรือนแสน สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ถูกดัดแปลงแก้ไขมาทุกยุคทุกสมัย โดยมุ่งหวังจะให้มีคนมาเที่ยว แต่ก็ไม่มีรายละเอียดทั้งจากแผ่นภาพประกอบที่ชัดเจน หรือ จาก “ปาก” คำบอกเล่าของมัคคุเทศก์ตัวน้อยในท้องถิ่น

.

          “พงตึก”  คือสถานที่พบหลักฐานสำคัญ เชื่อมโยงภูมิภาคสุวรรณภูมิ ไปถึงนครอเล็กซานเดรีย ของอียิปต์ แต่ในวันนี้ มันได้กลายเป็นเพียงความภูมิใจเก่า ๆ  บนซากที่เสื่อมโทรมลงบน "ความไม่เข้าใจ" วิธีวิทยาของ “การจัดการวัฒนธรรม” โดยผู้ถืออำนาจ “รัฐ” อย่างแท้จริง !!!





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
คนทันข่าว วันที่ : 18/11/2009 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/5141020029

ยินดีที่ได้รู้จัก

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 09/09/2009 เวลา : 21.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

ของกรมศิลปากรเข้าไปสำรวจผมว่ายังไม่ถึงขนาดนี้
ของอาจารย์นี้นับว่าพลิกหน้าประวัติศาสตร์ภาพปหล่งโบราณคดีที่สำคัญแก่สายตาคนที่สนใจ

ชอบครับ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 31/08/2009 เวลา : 23.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

สวัสดีครับอาจารย์ นานมากกกก แล้วที่ไม่ได้มาสวัสดีกัน
เอาข่าวกฐินวัดพระขาว อยุธยามาฝากครับเชิญนะครับ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ชัชวัลย์พงศ์ยุทธนาธรรม วันที่ : 30/08/2009 เวลา : 23.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawan

อาจารย์ครับ
ขอบคุณมากครับที่นำมาให้อ่าน

พงตึก
คำว่า พง นั้นเห็นด้วย
แต่คำว่า ตึก แปล/หมายถึง น้ำ ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
Pro.Trainer วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyospun

แวะมาช็อปร้านนี้แล้วครับ มีของ Antique ที่ดีมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ขอโหวตให้ครับ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
LittleMonkey@^o^@ วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 19.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/monkeynoi

ว้าววว ข้อมูลแน่นปึ้กเลยค่ะอาจารย์

1vote!!!

ขอบคุณที่แวะไปเที่ยวเกาะหมากฯ นะคะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 19.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

โบราณคดีชุมชน ชุมชนโบราณคดี
น่าสนใจนะครับ (แต่ทำยากจัง)

สร้างให้ชุมชนรับรู้ที่มา ของแหล่งโบราณในถิ่นตน
จนเกิดความรัก...ช่วยรักษา
แต่อย่าไปหวังรายได้จากการท่องเที่ยวละ
เพราะแหล่งโบราณๆๆ คนเที่ยวน้อยยยย
ยิ่งไม่เหลือซาก ยิ่งไม่มีคนเที่ยวเลย
นอกจาก อ.ศุภ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
ตัวจี๊ด วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jeedty

ยอมรับเลยค่ะว่า ไม่ทราบประวัติของที่นี่เลย
แต่เรามีโอกาศได้ผ่านถนนเส้นนี้ด้วย

ว่าง ๆ ต้องไปดูบ้างแล้วหล่ะ
ขอบคุณมากค่ะ


ความคิดเห็นที่ 26 (0)
ท่านเจ้าคุณ วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 10.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
สุทธิคุณ กองทอง 

ขอบคุณครับ ขอแวะมาเยี่ยมยามสายๆครับ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
chedtha วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)


สวัสดีครับ อาจารย์ศุภศรุต

เมืองไทยเราไม่ค่อยดูแลโบราณสถานดีเท่าที่ควรเลยนะครับ
ผมเห็นที่เยอรมนี โบราณสถานบางแห่งอายุ 800-1,200 ปี ก็ยังคงสภาพเดิมไว้ได้
ส่วนที่ถูกทำลายไป ถ้าสร้างครอบขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมได้ เช่น Frauenkirche
ที่เมือง Dresden เขาก็สร้างขึ้นมาใหม่เหมือนของเดิมเปี๊ยบเลยครับ
แต่ใช้เงินจำนวนมหาศาลเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาททีเดียว

ส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่อาจารย์เพิ่งแวะไปชมนั้น
เขาสร้างจำลองแบบเดิมขึ้นมาให้ดูเหมือนเดิม
ลูกหลานได้เห็น และได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ภายในบ้านจัดเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆที่เคยใช้กันในสมัยยุคหิน และยุคบร๊อนซ์เมื่อหลายพันปีก่อน

อยากให้เมืองไทยเห็นความสำคัญของโบราณสถาน
ถ้าบูรณะ สร้างขึ้นมาใหม่ให้เหมือนแบบเดิมได้ น่าจะทำนะครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
WALKRALLYPRO วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 11.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/walkrallypro
THE1TRAINER GROUP

ขอบคุณอาจารย์ครับในฐานะคนพงตึกโดยกำเหนิด อยากให้ภาครัฐมีความคิดเหมือนอาจารย์จังครับ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 11.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

คุณศุภศรุตคะ เพิ่งเคยได้ยินคำนี้ พงตึก

ครั้งแรกเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
spyone วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก

รอ...อ่านงานที่พงตึกเพิ่มเติมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
wansuk วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

นั่งอ่านแล้วก็นึกภาพ...ถ้าเป็นอาจารย์บรรยายเองจะสนุกกว่านะคะ

น่าประหลาดใจอียิปต์กับสุวรรณภูมิแสนจะห่างไกลกันมาเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 08.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@


จ่าขออาสาตามไป
ด้วยคนครับ..
พี่มะอึก..

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ป้ารุ วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 07.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

เดี๋ยวตามไปค่ะอาจารย์
ป้ารุยังอยู่ก่อนประวัติศาสตร์...นู่นนนนน
มาสนับสนุนคุณสุ่ยกับคุณเต็งพ้ง

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
joeyman วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 01.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
สิริปตี วันที่ : 26/08/2009 เวลา : 00.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

ไปเป็นลูกมือของคนงาน คห.10 ด้วยคนค่ะ ค่าตัวไม่มี แถมหัวใจเต็มดวงด้วยเจ้า

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
feng_shui วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ไปเที่ยวต่างชาติจนเพลินเพลิด ลืมเที่ยวประวติศาสตร์บ้านเรา วนหลังต้องจัดทริปซแล้ว อาจารย์

ปล.มาดึกหน่อย แล้วก็จะไปแล้ว


ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สายธาร วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 23.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cyberfrogy
 http://www.facebook.com/groups/dhammayatrahttps://www.facebook.com/BAAN.RAI.SAITHARN http://www.oknation.net/blog/DigitalTour

ความเห็นเหมือนพี่ชาย ค.ห.ที่ 1 ครับผม

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ลีลาวดี2508 วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 23.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lelawadee
ศิลปะคู่ไทย เทิดไท้องค์ราชันย์

น่าเสียดายถ้าถูกลืมไปจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
รำพึง@ริมเล วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 22.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kodarayong

ช่วยกันดูแลใว้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

รูปใบหน้าของเทพเจ้า “เซเลนัส” (Silenus) แห่งกรีก มาอยู่ที่พงตึก น่าสนใจมากครับอาจารย์ สมัยโบราณคงเดินทางกันลำบากน่าดูกว่าจะมาถึง

.


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 21.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

โบราญสถานพงตึก อยู่ใกล้บ้านนิดมากเลยค่ะ แต่ก็อย่างที่ อาจารย์ว่า มันไม่มีการดูแล และไม่มีคำอธิบายเลย ทำให้คนที่ไม่ได้ศึกษาด้านโบราญคดี ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร และสิ่งที่ถูกพบ ก็เก็บแยกไปแล้ว ไปถึงสถานที่ ก็พบแค่ฐานอาคารอิฐ และ ไม้ที่กลายเป็นหิน เคยรู้ว่าขุดพบตะเกียงโรมัน แต่ไม่ได้เก็บไว้ หรือไม่มีพิพิธภัณฑ์อยู่ในบริเวณ รวมทั้งไม่มีคำอธิบายอีกด้วย
ถ้ามีการปรับปรุงก็ดีมากเลยค่ะ ชุมชนก็จะได้เรียนรู้ และเห็นความสำคัญในการร่วมกันดูแลรักษา

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
มะอึก วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 20.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

กรมศิลปากร...อ่านเรื่องนี้แล้วโปรดจัดงบประมาณเพื่อดำเนินการตามที่อาจารย์ศุภศรุตนำเสนอโดยด่วน
.
งานปรับปรุงชิ้นนี้...ควรมอบหมายให้อาจารย์ศุภศรุตเป็นผู้ดำเนินการควบคุมงาน....ด้วยเหตุผลที่ว่า อาจารย์ศุภศรุตเป็นคนราชบุรี
.
และผมขอสมัครเป็นคนงานด้วย 1 คนครับ...ค่าตัวไม่แพง...
.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สอนสุพรรณ วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen


อาจารย์ครับ...กรมศิลป์ ยังไงก็ยังเป็นกรมศิลป์เหมือนเดิม เขาเหนียวแน่นมาก ๆ เลยครับ...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
bon09 วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ขอบคุณที่นำข้อมูลดีๆมาให้อ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

นานมากเลยนะครับ ที่ไม่ได้อ่านเรื่องของเก่า ที่เคยรุ่งเรือง
สวัสดีครับ ผม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม


http://www.oknation.net/blog/kintaro/2009/08/25/entry-1
---------------------------
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็น่าเสียดายนะครับอาจารย์
ทำไมเราลืม และทำลายรากฐานโบราณกาลของเราเยี่ยงนี้
ชาวอโยธยาเศร้าใจยิ่งนัก

ขอคารวะท่าน หนึ่งจอก ที่นำเรื่องมาบอกกล่าว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
tengpong วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

จัดทริป ไปกันดีกั่วไม๊ครับอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 15.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เพิ่งเข้าออฟฟิส เปิดคอมฯ แต่เดี๋ยวต้องออกไปอีก เรื่องเก่ายังอ่านไม่จบ แต่รับรอง กลับมาอ่านใหม่ต่อให้จบ ไม่เฉไฉค่ะ

.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิปาง วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plas

ไม่น่าเชื่อนะคะ....

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กู่ วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ตะลึงลานเลยค่ะ

จากข้อมูลที่อาจารย์บรรยายมา
ถ้าเป็นที่ประเทศอื่น ป่านฉะนี้เขาคงหาทางงัดประวัติศาสตร์มาทำมาหากินให้กระฉูดแล้ว
ยิ่งเกี่ยวข้องกับฝรั่งด้วยแล้ว อือฮื้อ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/08/2009 เวลา : 14.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าสนใจมากครับ
คนไทยไม่ค่อย(หรือไม่เคย)สนใจประวัติศาสตรืแบบนี้หรอกครับ
คนไปเที่ยวอยุธยา ก็ไปดูพระวัดใหญ่
ไปขี่ช้าง
ไป ฯลฯ...
ไม่ได้ไปศึกษา"ราก"ของตัวเอง..

ขอบคุณเรื่องดีๆครับอาจารย์(หวาน)เจี๊ยบ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]