• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 199
  • จำนวนผู้ชม : 1839423
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1569 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2552
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 42246 , 11:44:08 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

           “….ปัญหาข้อสำคัญของเมืองศรีเทพ ยังไม่มีใครแม้แต่ตัวฉันเองได้เคยแตะต้อง ถ้ามีใครเอาใจใส่ตรวจดูบ้างก็จะดี คือ

.

           เมืองศรีเทพเพียงแต่ซากที่เหลืออยู่ เห็นได้ว่าต้องเคยเป็นราชธานี แม้เพียงประเทศราช ต้องเป็นที่อยู่ผู้คนพลเมืองมาก ถ้าไม่ถึงล้านก็ต้องกว่าแสน ได้ข้าวที่ไหนกิน ถ้าว่าโดยทางปัญญาพอคิดเห็นได้ ท้องที่ภายนอกเมืองศรีเทพคงเป็นไร่นาออกไปไกลเปรียบง่าย ๆ ก็อย่างเมืองลพบุรี นานั้นมันหายไปไหนเสียหมด จะเป็นด้วยเกิดเปลี่ยนแปลงโลกธาตุในแถวนั้น ให้แห้งแล้งฝนไม่ตกเหมือนแต่เดิม หรือด้วยเหตุอันอื่นใด..... “

              รับสั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (จาก ต. อมาตยกุล 2504)

.

          เมืองโบราณที่มีนามว่า “ศรีเทพ” เป็นเมืองรูปวงกลมคู่แฝด ที่มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแต่ละระดับวัฒนธรรมและเทคโนโลยี มาตั้งแต่ 3,000 ปี หรือ 500 ปี ก่อนพุทธศตวรรษ มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 19 พัฒนาการจากยุคหิน มาสู่ยุคเหล็ก เข้าสู่ชุมชนใหญ่ในวัฒนธรรมแบบอินเดีย พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองและกลุ่มรัฐเริ่มแรกในวัฒนธรรมทวารวดี รัฐและอาณาจักรในวัฒนธรรมเจนละและขอม ตามลำดับ

.

.

         เมืองศรีเทพตั้งอยู่ในเขตตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ  จังหวัดเพชรบูรณ์ ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 240 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ 120 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนลุ่มน้ำสำคัญคือ “ลุ่มน้ำสัก” หรือ “แม่น้ำป่าสัก” และ “ลุ่มน้ำเหียง” ที่เคยเป็นแม่น้ำสักสายเก่าในยุคโบราณไหลผ่านเมืองทางทิศตะวันตก

.

.

          เมืองโบราณคู่แฝดนี้ มีคูน้ำและกำแพงเชิงเทินล้อมรอบ ที่ขุดดินจากคูน้ำขึ้นมาทำเป็นกำแพงดิน มีช่องประตูอยู่ 13 ช่อง  "เมืองใน" เป็นเมืองยุคแรก "เมืองนอก" เป็นเมืองที่ขยายตัวในยุคหลัง จึงมีร่องรอยของการเสริมปราการด้านบนด้วยศิลาแลงเช่นเดียวกับเมืองในวัฒนธรรมขอมทั่วไป

.

          ในยุคแรก ราวต้นพุทธศตวรรษ บริเวณลุ่มน้ำป่าสักแห่งนี้ เป็นชุมทางของถนนเชื่อมโยงภูมิภาคตะวันตกและตะวันออกของภูมิภาคสุวรรณภูมิ เป็นชุมชน ”โคตรตระกูล” ที่มีหมู่บ้านรวมกันเป็นกลุ่ม กระจัดกระจายอยู่อย่างหนาแน่นในยุคเหล็กเมื่อราว 2,000 ปีที่แล้ว

.

           เมื่อวัฒนธรรมอินเดียพร้อมผู้คนต่างชาติพันธุ์จากแดนไกล เดินทางตามเส้นทางการค้าดั่งเดิมเข้ามาสู่ภูมิภาค เกิดการปะทะสังสรรค์ (Interaction) ระยะเวลายาวนานกว่า 3 – 4 ศตวรรษ กลุ่มชนโพ้นทะเล พื้นเมืองและลูกผสมเริ่มกลืนกลาย (Assimilation) ผสมผสานสังคมและวัฒนธรรมจนกลายเป็นพวกเดียวกันหรือใกล้เคียงกันในพุทธศตวรรษที่ 11 “เมืองโบราณรูปวงกลม” จึงกำเนิดขึ้นเป็น “เมืองเริ่มแรก” ที่มีระบบการปกครอง การจัดสรรทรัพยากรและการค้า ท่ามกลางชุมชนเก่าแก่ที่แวดล้อมอยู่

.

.

          ลักษณะเช่นนี้ คือ “กระบวนการ” ของการกำเนิดเมืองเริ่มแรกในยุคปรากฏการณ์ “วัฒนธรรมทวารวดี” ทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ครับ

.

          เมืองโบราณศรีเทพ ในยุครุ่งเรือง เป็นเมือง “ชุมทางการค้าและพาณิชย์” ในเขตภูมิภาค มี “ถนน” ศิลาแลง เชื่อมต่อไปทางทิศเหนือทางประตูหนองบอน และทางทิศใต้ทางประตูหนองกรดหรือประตูมะกัก

.

          ชาวบ้านเล่าว่า สมัยก่อนพอจะเห็นถนนปูด้วยศิลาแลงกว้างประมาณ 4 เมตร ออกไปจากประตูเมืองทั้งทางเหนือและทางใต้ เรียกกันว่า “ถนนแข่งม้า” ยาวเข้าไปในป่า แต่ไม่รู้ว่าไปสิ้นสุดที่ใด ปัจจุบันก็พอจะเห็นแนวบ้าง จึงทำให้รู้ว่า เมืองศรีเทพเป็นเหมือน “ชุมทาง” (Hub) ขนาดใหญ่ของเส้นทางเดินคาราวาน ติดต่อเชื่อมโยงผู้คน “ใจกลางภูมิภาค” อุษาคเนย์ มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 หรือ 1,600 ปีมาแล้ว

.

           ชื่อของเมือง “ศรีเทพ” เป็นชื่อใหม่ครับ เดิมชาวบ้าน (ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จากทางหัวเมืองลาว - อีสานอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์) จะเรียกเมืองโบราณแห่งนี้ว่า “เมืองไพศาลี” (ไพศาล + บุรี แปลว่า “เมืองใหญ่” ) หรือเมือง “อภัยสาลี” ตามคำบอกเล่าของพระธุดงค์ ที่นำชื่อมาจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

.

          หลักฐานจากจารึกสุโขทัย กล่าวถึงเมืองในลุ่มน้ำสักว่ามีอยู่ 2 เมือง คือเมืองลม (หล่มเก่า) และเมือง “บาจาย” ครับ

.  

          ในครั้งที่สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จขึ้นไปประพาสเมืองศรีเทพในปี 2447 เพื่อสืบหาเมืองโบราณที่มีชื่อปรากฏใน “สารตรา” บอกข่าวการสวรรคตของรัชกาลที่ 2 ไปยังเมืองในเขตลุ่มน้ำป่าสัก แต่พระองค์ก็ค้นหาไม่พบ คงมีแต่เมือง “วิเชียรบุรี” ที่ยกระดับขึ้นมาจากเมืองศรีเทพเดิมในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากความดีความชอบของ “พระศรีถมอรัตน์” ในคราวศึกพระเจ้าเวียงจันทน์ และทรงมาพบเมืองร้างขนาดใหญ่กลางป่าใกล้บ้าน “นาตะกรุด” แห่งนี้

. 

         เมืองร้างไพศาลี (ไพสาลี) หรือเมือง “บาจาย” จึงถูกเรียกกันใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” ตามข้อ “สันนิษฐาน” ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่นั้นมา แต่ก็เรียกกันอยู่ในเฉพาะแวดวงชนชั้นสูงและนักวิชาการโบราณคดี ส่วนชาวบ้านก็ยังคงเรียกเช่นเดิม

.

         “ข่าวคราว” ของเมืองโบราณแห่งลุ่มน้ำสัก ได้ไปปรากฏครั้งแรกในหนังสือ London Illustrated News เดือนมกราคม 1937 (2480) ลงข่าวว่า “ดร.ควอริช เวลส์ แห่งสมาคมสืบค้นวัฒนธรรมของอินเดีย (The Greater Indian Research Committee) ได้ค้นพบเมืองโบราณในป่ารกชัฏ ที่เชื่อว่าเป็นมหานครเก่าแก่ที่สุดกว่านครใด ๆ ในแหลมอินโดไชน่า “

.

           ซึ่งทางรัฐบาลไทย โดย “หลวงวิจิตรวาทการ” ก็ได้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงว่า “เมืองศรีเทพนั้น แท้จริงก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาตั้งแต่ครั้งที่กรมพระยาดำรง ฯ เสด็จไปสืบหา แม้กระทั้งที่ดร. เวลส์ ที่มาขออนุญาตทำการขุดค้นสำรวจ เพื่อตรวจสอบหา “วัฒนธรรมอินเดีย” ใน “ทวารวดี” ก็ยังได้มาขอความเห็นจาก “หลวงบริบาลบุรี” ว่า ควรไปขุดที่ไหนบ้าง” จึงไม่ใช่การค้นพบของชาวอังกฤษแต่อย่างใด"

.

           จาก ปี 2447 จนมาถึงวันนี้ กว่า 105 ปี เมืองโบราณบาจาย – ศรีเทพ ได้ผ่านประวัติศาสตร์ของกระบวนการ สำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณปฏิสังขรณ์ ศึกษา วิจัย และ “สร้างใหม่” เปิดเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา

.    

           เมืองศรีเทพเป็นเมืองโบราณรูปวงกลมที่มีเรื่องราว “ซ้อนทับ” ของผู้คนในช่วงเวลาต่าง ๆ มากมาย  เมืองรูปวงกลมขยายออกไปทางทิศตะวันออก เป็นเมืองคู่ ”แฝด” แสดงให้เห็นการต่อเนื่องในพัฒนาการของ “บ้านเมือง” อันยาวนาน

.

          อีกมุมหนึ่ง เมืองศรีเทพในความเห็นของผมคือเมือง “ฝาแฝด” กับเมือง “ลพบุรี” หรือ “ละโว้ – ลวปุระ” ในลุ่มน้ำลพบุรี (และอีกหลายเมือง ที่มีปรากฏการณ์วัฒนธรรมขอมไปซ้อนทับบนชุมชนทวารวดีดั่งเดิมกลายเป็นเมืองคู่) ทั้งสองเมืองมีรูปแบบการวางผังเมืองเหมือนกัน มีแม่น้ำทางทิศตะวันตก เหมือนกัน มีการขยายเมืองออกไปทางตะวันออกเหมือนกัน และมีเส้นทางการติดต่อของ “ถนน” โบราณเชื่อมโยงถึงกัน

. 

          สองนครนี้ คือมหานครคู่แฝดแห่ง “อาณาจักรลึกลับ” อาณาจักรที่ถูกลืมเพราะ “อคติ” ในชนชาติ !!!

.

          เรื่องราว “นิยายนอกกรอบ” ของมหานคร “บาจาย – ศรีเทพ” และ “มหานครลวปุระ” จะเล่ากันเป็นฉากเป็นตอนในคราวต่อไป และถ้ามีโอกาสในวันใด ผมก็อยากจะเชิญชวนผู้อ่านทุกท่าน เข้าร่วมการท่องเที่ยวเชิง “สำรวจ” โดยปลดแอก “พันธนาการทางวิชาการ” ที่ล้อมกรอบให้ “เชื่อ” และ “หลง” ในมุมของความเป็น “ชาติ” ที่เพิ่งปรากฏขึ้นไม่ถึง 100 ปีที่แล้ว.....ด้วยกัน

.

          น้ำลายฝอยเรื่องราวบางส่วนของเมืองโบราณ ”ศรีเทพ” มาจนเปียกชุ่มแล้ว ก็ขอเริ่มไขปริศนามหาสถูปพันปี “เขาคลังนอก” กันเสียทีครับ

.

.

          ชาวบ้าน (เชื้อสายลาว – อีสาน ย้ายเข้ามาใหม่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์) รู้จัก “เขาคลังนอก” กันมานานแล้วครับ เพราะดูสัณฐานเป็น “ภูเขาใหญ่” ที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ มีเศษอิฐและศิลาแลงกระจัดกระจายหนาแน่นอยู่ทั่วทั้งบริเวณ เนินเขาลูกนี้ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือของเมืองศรีเทพประมาณ 2 กิโลเมตร  ใครผ่านไปมาก็แลเห็นได้ง่าย เขา “คลังใน -  คลังนอก” แต่เดิมชาวบ้านจะเรียกว่า “เขานอก – เขาใน” แต่เจ้าหน้าราชการหัวเมือง คิดจินตนาการว่าเป็นที่ “เก็บทรัพย์สมบัติ” ก็เลยไปตั้งชื่อใหม่ให้ชาวบ้านเรียกตาม ว่า “เขาคลังนอก” 

.

.

         เมืองศรีเทพ เป็นเขต “ขุมทรัพย์” โบราณ ด้วยรอบ ๆ เมือง เป็นแหล่งฝังศพของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในยุค 2,500 – 2,000 ปี จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ชุมชน ในหลุมศพก็มี “ลูกปัด” ทั้งหิน แก้ว โมเสค และเครื่องพลีกรรมหม้อ ไห กำไล ให้ไว้ไปใช้ในโลกหน้า แต่เมื่อมีลูกปัด ก็มีการลักลอบขุด รอบเมืองศรีเทพจึงกลายเป็น “สวรรค์” ของนักค้าวัตถุโบราณมานานแล้ว

.

.

           ยิ่งรูปสลัก “ประติมากรรม” โบราณเก่าแก่ ทั้งรูป "ธรรมจักร" ขนาดเล็กไปจนใหญ่ รูปประติมากรรมบุคคลทางความเชื่อในศาสนาและส่วนประกอบสถูปศิลา ก็ถูกทิ้งให้กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

.

           ชาวบ้านดั้งเดิมเล่าว่า รูปสลักธรรมจักรที่เมืองศรีเทพนี้ ...มีมากมาย แต่ละชิ้นมีร่องรอยของการถูก ”ทุบ”เพื่อ “ทำลาย” มาตั้งแต่ครั้งโบราณ ไม่ใช่เพิ่งจะถูกทุบเมื่อเร็ววัน รูปประติมากรรมบุคคลเกือบทั้งหมด ก็ถูกทุบทำลายไม่ค่อยสมประกอบ แต่ก็สามารถนำ “ชิ้นส่วน” มาต่อกันได้ เอาไปขายต่อได้

          รูปธรรมจักรและยอดสถูปจำนวนมาก ถูก “ขน - เคลื่อนย้าย” ออกไป ชาวบ้านที่ทำไร่และไปพบกับธรรมจักรศิลา ฝังอยู่ในไร่นา ก็จะมีคนมาขอ “ซื้อ” ในราคาไม่สูงนัก แต่ “ราคา” นี้ก็นับว่ามากหากเป็นที่ห่างไกล ....อย่างศรีเทพ

.

          ในครั้งก่อน ชาวบ้านจะสร้างบ้านอาศัย “ซ้อนทับ” อยู่ในเมืองโบราณ โบราณวัตถุ เล็กน้อย ๆ  วัตถุโบราณที่ทำจากหิน ซึ่งเป็นวัสดุมาจาก “อินเดีย” จำนวนมาก โดยเฉพาะ “ธรรมจักร” และ “กวางหมอบ” ก็จะมี “ใบสั่ง” จาก “ราชการ” และ “ผู้มีอำนาจ” ที่ต้องการสะสม “วัตถุทางวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่” อยู่เสมอ

.

            เรียกว่า หากมีของ พร้อมรับซื้อทันที !!! 

.

           “ธรรมจักร” ที่เหลือให้เห็นอยู่ในวันนี้ จึงมีจำนวนไม่มากนัก แต่ในยุคบุกเบิก หินสลักอันเป็นสัญลักษณ์ของการปฐมเทศนาใน “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน”  ชาวบ้านยืนยันว่า มีอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่วเมืองศรีเทพ.... แต่วันนี้  มันแทบไม่เหลืออีกแล้ว

.

            ปรากฏการณ์ “คลั่ง” สะสมประติมากรรมโบราณ ในยุคปรากฏการณ์ “ทวารวดี” ขยายตัวไปเป็นวงกว้าง ผู้คนชั้นสูงและคหบดี ข้าราชการและผู้มีอำนาจรัฐ อย่างกรณี ของนาย จิม ทอมสัน ราชาผ้าไหมไทยผู้โด่งดังที่หายตัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ความหลงใหลในศิลปกรรม ”ทวารวดี” ของเขา ได้ก่อให้เกิด “โศกนาฏกรรม” ต่อ เหล่ารูปสลักในถ้ำหินปูน บนเขาโดดความสูงกว่า 1,500 เมตร  นามว่าถ้ำ “ถมอรัตน์” ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองศรีเทพ

.

  

.

         รูปสลักแห่งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ แห่งลัทธิ “มหายาน” ทั้ง 11 รูป ได้ถูกกะเทาะเอาเฉพาะส่วนใบหน้าและพระกรออกไปในค่ำคืนหนึ่ง !!!

.

          เมื่อทนต่อแรงกดดันจากหลักฐานที่มัดแน่นไม่ไหว ในเดือน ตุลาคม 2505 นายจิม ทอมสัน จึงได้มอบใบหน้าของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์กลับคือสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

.

.

            "...ถ้าจะนำสิ่งของเหล่านี้ออกแสดงในพิพิธภัณฑสถาน กระหม่อมไม่ประสงค์จะออกนามกระหม่อม นอกจากนี้ยังมีพระพักตร์ เศียรที่ชำรุดและอื่นๆ รวมอยู่ในหีบด้วย ของเหล่านี้ได้มาจากในถ้ำ 2 แห่งบนเขาถมอรัตน์ กระหม่อมยังมีส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปนาคปรกศิลา (ประมาณ 28 ชิ้น) กระหม่อมเข้าใจว่ามาจากบริเวณเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้ทิ้งลงมาจากหน้าผา ถ้าพิพิธภัณฑสถานสนใจ กระหม่อมจะส่งมาให้ในโอกาสต่อไป..."

.

          ถ้ำถมอรัตน์ เป็นถ้ำโบราณที่โดดเด่น ดังที่ ดร. ควอริช เวลล์ กล่าวไว้ว่า ”มันเป็นถ้ำคูหาศิลปกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สะท้อนให้เห็นแสงเรืองรองของอารยธรรมในดินแดนแถบนั้นในสมัยโบราณ“ แต่มันก็ได้ถูกทำลายไปอย่างถาวรตลอดกาลแล้ว

.

         ก่อนปี 2550 “เขาคลังนอก” ก็ประสบเหตุการณ์ “ลักลอบ” ขุดหารูปประติมากรรมและทรัพย์สินอันมีค่า เป็นหลุม “โพรงลึก” ทั่วไปทั้งเนินเขา จะหนักก็อยู่ตรงกลางเนิน ที่เป็นยอดของสถูปก่ออิฐ ชาวบ้านเล่าว่า ในการลักลอบขุดในยามค่ำคืน เคยมีการพบรูปประติมากรรมประดับเจดีย์ เป็นพระพุทธรูปยืนและปูนปั้น ประกอบเรื่องราวของ “ปู่โสม” เฝ้าสมบัติที่ดูเป็นเหมือนนิยาย แต่ชาวบ้าน (ซึ่งเคยเป็นคนขุดคนหนึ่ง) ก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นเรื่องของคนในพื้นที่ที่เป็นเพื่อนกันขึ้นไปขุดหาสมบัติ แต่สุดท้ายก็ฆ่ากันตายเองเพราะ “ความโลภ”

.

.

.

.

           ในยุคบุกเบิก นักโบราณคดีชาวต่างประเทศ สันนิษฐานว่า “เขาคลังใน – เขาคลังนอก” เป็นฐานของปราสาทแบบ “พีระมิด” ในศิลปะแบบขอมโบราณ ที่นิยมสร้าง “เขาไกรลาส” ไว้ที่จุดศูนย์กลางของเมือง

.

           ในปี 2551 กรมศิลปากร ได้ทำการขุดลอกหน้าดิน ขุดค้นและทำการศึกษาทางโบราณคดี เผยโฉม “สิ่ง” ที่ซ้อนอยู่ใต้เนินดินมานานนับพันปี

.

.

.

           เมื่อ “สถูปโบราณ” ปรากฏขึ้นแก่สายตา ทั้งความสมบูรณ์ของตัวอาคาร รูปแบบศิลปกรรมอินเดีย ที่ไม่เคยปรากฏในที่แห่งใดของอุษาคเนย์ และขนาดที่ใหญ่โต ก็ได้สร้างความ “ตื่นตะลึง” และความ “แปลกใหม่” ให้กับวงการโบราณคดีและการท่องเที่ยว

.

          ก็จะไม่ให้ตื่นตะลึงได้อย่างไรล่ะครับ  ในเมื่อมหาสถูปแห่งนครบาจายแห่งนี้ มีขนาด ความยาวฐานด้านละ 64 เมตร  ใหญ่กว่าพีระมิดที่ "เกาะแกร์" ที่มีความยาวเพียง 55 เมตร !!!

.

.

.

          ชวนให้ตื่นตะลึงต่อมาก็คือ “แผนผัง” ของมหาสถูป มีสัณฐานรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีการ “ยกเก็จ” หรือ “เพิ่มมุม” ในแต่ละด้าน ใช้ “ศิลาแลง” เป็นวัสดุหลัก แต่ละก้อนก็สัมผัสได้ถึงความ “ละเมียดละไม” ในการตัดแต่งก้อน “แลง” จากใต้ธรณี มาบรรจงตัดเป็นก้อนโกลน เข้าเหลี่ยมเข้ามุมได้อย่างคมกริบ

.

.

           ที่ฐานศิลาแลง มี “มุข” ยื่นออกมาเป็น “กระเปาะ” หรือ “ยกเก็จ” ทำเป็นรูป “ซุ้มบัญชร” อาคารจำลองที่มีเสาประดับหลายขนาด  วางซ้อนลดหลั่นกันโดยรอบ ซุ่มอาคารเหล่านี้แทนความหมายของ “ปราสาท” ของเหล่า “พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์” ที่อยู่รายรอบ “สรวงสวรรค์” ตาม “มณฑล” แห่ง “พระอาทิพุทธเจ้า” ใน “ลัทธิมหายาน” นั่นเอง

.

.

.

ซุ้มบัณชรรูป "เกือกม้า" หรือ "กูฑุ"

เจดีย์หมายเลข 26 หมู่ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves)

ในอินเดียเหนือ - ตะวันตก

.

.

.

           ยอดบนของแต่ละซุ้มปราสาท หรือ “ศิขร”นั้น มีซุ้มรูปเกือกม้าที่เรียกว่า "กูฑุ (Kudus)" ศิลปะแบบอินเดียดั่งเดิม เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็น “เรือน” หรือ “ที่อยู่” อันได้แก่ "ปราสาทของเหล่าเทพเจ้า" รูปแบบของซุ้มปราสาทยอดกูฑุ มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ฐานเสาธรรมจักร (?) ศิลาขนาดใหญ่ ที่พบในเขตเมืองนครปฐมโบราณ ที่มีรูปซุ้มบัณชรปราสาทโดยรอบฐานยกเก็จ ซึ่งมีความหมายเดียวกัน นั่นคือที่สถิตของเหล่าเทพยดาที่แวดล้อมสรวงสวรรค์นั่นเอง

.

.

ฐานธรรมจักร (?) หินชีสต์อินเดียสีเขียวขนาดใหญ่ทำเป็นฐานยกเก็จหรือมุขยื่น

มีเรือนปราสาทและยอดซุ้มบัญชร ที่มีใบหน้าเทพยดา ศิลปะแบบอินเดียดั่งเดิม

มีลักษณะทาง ประติมานวิทยา "Iconology" คล้ายคลึงกับ "มหาสถูปเขาคลังนอก"

.

.

มุมมหาสถูปทางทิศตะวันตก

.

.

มุมทางทิศเหนือ

.

           ฐานของมหาสถูปเขาคลังนอก เป็นฐาน "ศิลาแลง" 2 ชั้น สูงประมาณ 5 เมตร ไม่ปรากฏร่องรอยของปูนปั้นประดับอย่างที่พบที่ “เขาคลังใน” ชั้นบนเป็น “ลานประทักษิณ” (ประกอบพิธีกรรม เดินวนรอบ) มีฐานอิฐรับยอดเจดีย์อีก 1 ชั้น รวมเป็น 3 ชั้น  มีบันไดทางขึ้นสู่ด้านบนทั้ง 4 ทิศ บันไดมีผนังข้างเป็นชั้นรองเครื่องไม้หลังคา ปากทางขึ้นราวบันไดมีฐานของรูปสลักที่น่าจะเป็นรูปสิงห์คู่ ฐานโค้งเป็นบัว คล้ายกับศิลปะของกรีก - โรมัน  ลานประทักษิณชั้นบนสุดของแต่ละทิศมี "ซุ้มประตูโค้ง" ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มุมของกำแพงแก้ว ก่อศิลาแลงเป็นฐาน เพื่อรองรับเจดีย์ขนาดเล็กที่ประดับไว้ตามมุม

.

.

.

.

.

.

.

.

กำแพงแก้ว และซุ้มประตูด้านบนลานประทักษิณ

.

.

มุมของชั้นประทักษิณ ก่อเป็นฐานสถูปประดับมุม

.

ซุ้มประตูทางขึ้นด้านบนลานประทักษิณ

.
           สถูปด้านบนก่อสร้างด้วยอิฐ  มีฐานเขียงเรียบ เหนือขึ้นเป็นฐานบัวมีร่องรอยการก่อ ลดมุม ลดชั้นและยกเก็จตามมุม ซึ่งควรถือเป็นชั้นที่ 3 ของมหาเจดีย์ ในชั้นนี้มีร่องรอยของการประดับองค์เจดีย์ด้วยปูนปั้น

.

.

ทางเดินเชื่อมต่อจากซุ้มประตู มายังองค์สถูป

.

.

.

.

          ในส่วนของฐานสถูปที่สร้างด้วยอิฐชั้นบนทางทิศตะวันออก ระหว่างการขุดค้น ได้พบรูปประติมากรรม พระพุทธรูปประทับยืน “ปางวิตรรกะมุทรา” หรือ “ปางแสดงธรรม 2 พระหัตถ์” สลักขึ้นจากหินชีสต์อินเดียสีเขียวอ่อน ขนาดสูง 57 ซ.ม. กว้าง 16 ซ.ม.

          “ปางแสดงธรรม 2 พระหัตถ์” เป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปกรรมแบบทวารวดีครับ จึงทำให้เราพอจะ “ไขปริศนา” อายุการสร้างของมหาเจดีย์องค์นี้ได้แม่นยำมากขึ้น

.

.
          เหนือขึ้นไปจากฐานอิฐ ด้านบนสุดน่าจะเป็นสถูป “ทรงโดมกลม” ที่เรียกว่า “อัณฑะ” (ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “องค์ระฆัง”) “สถูป” มีความหมายถึงเนินดินที่พูนขึ้นเหนืออัฐิของผู้ตาย (ส่วน ”เจดีย์” ก็คือ “อุเทสิกะเจดีย์” เป็นที่เสมือนระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระพุทธบาทและพระพุทธรูป) ด้านบนสุดเป็นฐาน “บรรลังก์” ที่พัฒนาศิลปะขึ้นมาจากรูปของ “รั้ว” ที่ล้อมรอบ “เศวตฉัตร” เครื่องยศแห่งพระพุทธองค์

.

          สูงสุดของเขาคลังนอก น่าเป็นรูปศิลาสลักศิลาขนาดใหญ่ ทำเป็น “เศวตฉัตร” ศิลา แห่งองค์พระพุทธเจ้า ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นแว่นชั้น ๆ  และพัฒนาศิลปะมาเป็น “ปล้องไฉน” เป็นปล้อง ๆ  บนยอดเจดีย์ในยุคต่อมาครับ

.

          ผมได้ไปพบกับยอดสถูปขนาดใหญ่ ทำจากหินชนิดเดียวกันกับพระพุทธรูปที่พบที่ฐานย่อเก็จ ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าอาวาสท่านเล่าว่า มีข้าราชการใหญ่นำมาถวาย บอกชัดเจนว่า .....มาจากเมืองศรีเทพ

.

          เสียดายที่ผมเอาลูกปัด (ใหม่) ไปร้อยปิดเอาไว้เอง และก็ไม่ได้ถ่ายรูปไว้แต่แรก ก็คงจะมีแต่รูปวาดมาอวด มาเดา มาสันนิษฐานกับท่านผู้อ่านว่า “ยอดสถูปศิลาเก่าแก่ที่วัดบุดดา" เมืองสิงห์บุรี อาจจะเป็นยอดฉัตรของมหาสถูปแห่งเมือง “ศรีเทพ” นี้.....ก็เป็นได้

.

.

.

          แต่ในความเป็นจริง ก็ยากที่จะสันนิษฐานคาดเดารูปแบบสถาปัตยกรรม เพราะส่วนของสถูปอิฐด้านบน ได้พังทลายลงมาทั้งหมดแล้ว ในวันนี้ก็คงเหลือแต่แกนในให้เราเห็น ..... ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นจึงเป็น “จินตนาการ” ของผมเองครับ

.

                ในภาพรวม มหาสถูป “เขาคลังนอก” มีรูปแบบการวางผังแบบมณฑลจักรวาล ตามคติความเชื่อในลัทธิมหายาน ฐานสามชั้น ( ศิลาแลง 2 อิฐ 1 ) อาจแทนความหมาย “ตรีกาย” ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ ธรรมกาย – สัมโภคกาย – นิรมาณกาย

.

.

            “มหาสถูป” น่าจะรับอิทธิพลการก่อสร้างมาจาก ราชวงศ์ “ไศเลนทร” บนเกาะชวา จึงมีความหมายของ “ประติมานวิทยา” เช่นเดียวกับ "มหาบุโรพุทโธ”  ที่เชื่อว่าแผนผังของบุโรพุทโธคือ “จักรวาล” และอำนาจของ “พระอาทิพุทธเจ้า” อันได้แก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงสร้างโลกในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แบ่งจักรวาลออกเป็น 3 ตอน

.

.

              ฐานชั้นล่างหมายถึง “กามธาตุ” ชั้นรองขึ้นไปคือ “รูปธาตุ” ชั้นบนสุดคือ “อรูปธาตุ" พระอาทิพุทธเจ้าของมหายานมี 3 รูป (ตรีกาย) ตรงกับธาตุทั้งสามนี้

.

.

           “ธรรมกาย” ตรงกับ “กามธาตุ” , “สัมโภคกาย” (ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์) ตรงกับ “รูปธาตุ” และ  “นิรมานกาย”  (ประกอบด้วยพระมนุษิพุทธะ) ตรงกับ “อรูปธาตุ”     

.

          ชั้นศิลาแลงก็จะมี “วิมานหรือปราสาทศิขร” ยอด “ซุ้มบัณชร” ทรงเกือกม้า เป็นที่ประทับของเหล่า พระโพธิสัตว์ ,พระมนุษิพุทธะสี่พระองค์ ได้แก่พระโกนาคมทางทิศตะวันออก, พระกัสสปะทางทิศใต้, พระศรีศากยมุนีทางทิศตะวันตก, พระศรีอาริยเมตไตรยทางทิศเหนือ ,พระธยานิพุทธะห้าพระองค์ คือ “พระอักโษภวะ" ปางมารวิชัยทางทิศตะวันออก, "พระรัตนสัมภวะ" ปางประทานพรทางทิศใต้, "พระอมิตาภะ" ปางสมาธิทางทิศตะวันตก” “พระอโมฆาสิทธะ" ปางประทานอภัยทางทิศเหนือ และ“พระธยานิพุทธไวโรจนะ” ปางปฐมเทศนา” ทิศเบื้องบน

.

          ชั้นบนสุด เป็นชั้น “อรูปธาตุ” ไม่มีตัวตน  เป็นที่สถิตของ “พระอาทิพุทธเจ้า” (อาทิหมายถึงต้นกำเนิดของสรรพสิ่งบนโลก) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้า “สูงสุด” ในคติพระพุทธศาสนานิกายมหายาน

.

          ขนาดของมหาสถูปเขาคลังนอก มีความกว้าง – ยาว เป็นครึ่งหนึ่งของ “มหาบุโรพุทโธ” ศิลปะของที่นี่จึงดูเหมือนจะผสมผสานระหว่างศิลปะดั่งเดิมของลัทธิ “มหายาน” ของอินเดีย กับศิลปกรรมแบบศรีวิชัยของ “มหาบุโรพุทโธ” 

.

.

.

          ที่มีความเหมือนกับบุโรพุทโธ อีกอย่างหนึ่งก็คือ การปรากฏของ “ปลายหัวมกร (มะกะระ)” หรือ “ปลายมกรคลายสิงห์” สัตว์ชั้นสูงแห่งเทพเจ้าฮินดูที่นิยมสลักประดับตามปลายมุมฐานปัทม์ ก็มาปรากฏเป็นรูปโกลนแหลมเชิด ตามมุมต่าง ๆ ทั้งของซุ้มยอดกูฑุ และฐานทั่วไป

.

.

.

.

         หลายคนเมื่อมาเยือนและได้มาพบเห็นกับ “ยอดโกลนแหลมเชิด” นี้ ก็มักจะคิดถึง “รูปสลักมกรปลายมุม” ที่มหาบุโรพุทโธกันแทบทุกคน

. 

         เราจึงอาจเรียกมหาสถูปเขาคลังนอกว่า “บุโรพุทโธน้อย” หรือ “บุโรพุทโธเมืองไทย” ก็คงไม่น่าอายนัก หรือจะเรียกว่า “มหาพีระมิดทวารวดี” ก็คงได้

.

          ด้วยสถาปัตยกรรมมที่มีขนาดใหญ่และโดดเด่น สอดรับกับแนวคิดในเรื่อง “ค่ายชุมชนอาณานิคม” ของชาวอินเดียโบราณจากชมพูทวีป ที่เดินทางเข้ามาสู่สุวรรณภูมิ ในยุคพุทธศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา แต่ละ “กลุ่ม” มีการแข่งขันและแย่งชิงทรัพยากร แรงงาน และอำนาจการเมืองอยู่ตลอดเวลา (อ่าน”แนวคิด” ก่อนจะมาเป็น “ทวารวดี” ของผม ได้จาก Entry นี้ครับ http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/09/08/entry-1 )

.

          กลุ่มชนผู้สร้าง “เขาคลังนอก” น่าจะเป็น "ชาวอินเดียโพ้นทะเล" ที่มาอาศัยยังเกาะชวา แล้วเดินทางต่อมายังปากน้ำสัก เดินทางคาราวานมายังเมืองบาจาย – ศรีเทพ แล้วก็ได้ตั้งถิ่นฐานท่ามกลางชุมชน “โคตรตระกูล” พื้นเมืองและลูกผสมเก่าแก่ดั่งเดิม ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้วมากมายรอบบริเวณเขาคลังนอก ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีเมืองรูปวงกลมเกิดขึ้น

.

          ชาวอาณานิคมกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ศรัทธาในลัทธิ “มหายาน” เช่นเดียวกับที่มหาบุโรพุทโธบนเกาะชวา จึงได้สร้างมหาสถูปขึ้น “ครั้งแรก” ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 -13 ด้วยศิลปะแบบปาละ - โจฬะ (เรือนบัญชรศิขระกับยอดกูฑุ กูฏะ) ผสมกับศรีวิชัย - ชวา (ปลายมกร)

.

          แต่กลุ่มชนผู้ศรัทธาในลัทธิมหายาน ผู้รังสรรค์ศิลปะที่เขาคลังนอกและถ้ำถมอรัตน์ ก็คงมีอิทธิพลอยู่ได้ประมาณกว่าศตวรรษ เมื่อปรากฏกลุ่มอินเดียผสมชาวพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ ได้เข้ามาสู่พื้นที่ ก็ได้ “กลืน” มหาสถูปมหายาน แปลงฐานเจดีย์เดิม นำ ”ธรรมจักร” แบบนิกายเถรวาท เข้ามาประดิษฐาน (ปัจจุบันย้ายมาจัดแสดงกลางแจ้งอยู่ที่หน้าเขาคลังใน) “รื้อ”หรือ “ปฏิรูป” สถูปเก่าที่สร้างด้วยศิลาแลงและ “สร้าง” สถูปอิฐขึ้นใหม่ด้านบนตามแบบแผนเจดีย์ทวารวดีสายเถรวาท ปรากฏหลักฐานเป็นพระพุทธรูปปางวิตรรกะประดับองค์เจดีย์ที่ขุดพบ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีในยุคหลังพุทธศตวรรษที่  14 หรือราว 1,200 ปี มาแล้ว

.

          การเปลี่ยนแปลงมหาสถูป “เขาคลังนอก” เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้าง "มหาวิหารเขาคลังใน" ในช่วงเริ่มต้นของเมืองรูปวงกลม พัฒนาขึ้นเป็น “เมืองเริ่มแรก” ในภูมิภาคสุวรรณภูมิ

.

           แล้วจนถึงเมื่อ ...คราวหนึ่ง บ้านเมืองศรีเทพเริ่มเสื่อมถอย จากทั้งภัยธรรมชาติ ความแห้งแล้ง ศัตรูพืช โรคระบาด มนุษย์ และ “สงคราม” มหาสถูปเขาคลังนอกปรากฏหลักฐานร่องรอยของการทิ้งร้าง มีความขัดแย้ง มีการทุบทำลาย ประติมากรรมแตกหัก จนแทบไม่ปรากฏรูปสลักใด ๆ ที่สมบูรณ์หลงเหลืออยู่บนพื้นดิน

.

           เจดีย์แห่งพระ “อาทิพุทธเจ้า” ก็เริ่มพังถล่มลงรอบข้าง ผสมกับดิน อิฐ สายฝน ลมพายุ น้ำหลากและอากาศร้อนชื้น ได้เร่งนำพาให้ธุลีดินมาพอกพูนสะสม เป็นฐานรากให้ไม้ใหญ่น้อยเลื้อยไล่ไปทั่วบริเวณ เติบโตขึ้นเป็นป่ารกชัฏปกคลุมฐานมหาสถูป เก็บงำเรื่องราวในอดีตไว้เป็น “ปริศนา” ยาวนานมากว่าพันปี

.

           เชื่อว่าในวันนี้ ท่านผู้อ่านก็คงจะได้คลี่คลาย “ปริศนา” มหาสถูปพันปีแห่งเมืองศรีเทพนี้ ไปพร้อม ๆ กับเรื่องราว “นอกกรอบ” ที่ขอร้องให้ “อย่าเชื่อ” โดยเด็ดขาดแล้ว

.

          เอาเป็นว่า ผม “ชวน” ไปดูด้วยตาของตัวเอง ไปสัมผัสกับกลิ่นอายจริง ชมเรือนปราสาทยอด “วงเกือกม้า” ที่ประทับของเหล่าพระพุทธเจ้า พระมานุษิพุทธะ พระธยานิพุทธะ พระโพธิสัตว์ ท่องเที่ยว“บุโรพุทโธแห่งเมืองไทย” และชม “เมืองศรีเทพ” .......กันอย่าง “ถึงใจ” สักครั้ง.....เอาไหมครับ !!!

.

           โปรแกรมเที่ยว “นอกกรอบ” กับ Blogger ศุภศรุต

สนใจร่วม “ตะลอนทัวร์” อ่านรายละเอียดได้ที่  http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/09/24/entry-1

หากสนใจ ช่วยหลังไมค์หรือ E -  mail ด้วยนะครับ

       

.

ขอบคุณภาพประกอบบางภาพจากอินเตอร์เน็ต

และหนังสืออุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กรมศิลปากรครับ

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สิริปตี วันที่ : 02/10/2009 เวลา : 20.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

คุณค่าของประวัติศาสตร์
คนสมัยนี้ไม่รู้ รู้น้อย
ทำให้กลายเป็น
ที่ที่
มีรถขายไอศกรีม
แผงขายล็อตเตอรี่
รถขายขนม
ด้านหน้าของความงามเหล่านี้
เสียดายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
bon09 วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ขอไปเดินพิพิธเพลินด้วยคนหนึ่งนะครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
พลัม วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plumplum
ความรู้สึกของคนที่เราแคร์ สำคัญเสมอ...

ม่ะเคยไปง่ะ ...อยากไปๆ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

เนื้อหารูปภาพ สมบูรณ์แบบ ได้ความรู้เยอะเลยครับ มีโอกาสเมื่อไดไปเยือนแน่ครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

ผมตั้งใจจะไปครับ อาจารย์ ศรีเทพ ชื่อนี้ขึ้นบัญชีไว้แล้วครับ ต้องไป

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
bon09 วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 09.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

น่าสนใจมากค่ะ

อ่านแล้วทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นมากมายเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
feng_shui วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

พรุ่งนี้ จะให้อาจารย์พาแรลลี่พิพิธภัณฑ์...

.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ น่าสนใจมากจริงๆนะครับ

ผมไปสถานที่โบราณ ที่ไร จะนึกถึงคุณค่าของก้อนอิฐ แต่ละก้อน ว่า ในอดีตกาล เขาทำกันอย่างไรนะ
จิตวิญญาณ ของบรรพชน เก่งมาก

ครับ เส้นทางที่ คุณตรีฯผ่านมา กล่าวว่าขณะเดินทางไปศรีเทพ ไปพบชาวไทยเบิ้ง อพยพหนีแล้ง มาจาก ศรีเทพ เป็นกลุ่มๆ มาอยู่บ้านลุ่มข้าวโคกสำโรง ลพบุรี

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 07.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

26 กพ 2478 นายตรี อมาตยกุล เล่าถึงการเดินทาง ไปส่ง ดร.ครอริช เวลล์
และท่านเคยนั่งรถไปทางเกวียน ผ่านสถานที่ต่างๆ ผมนึกจะย้อนเส้นทางนั้นไปสักครั้ง
เมืองศรีเทพ น่าศึกษานะครับ
พรุ่งนี้ ผมต้องไปรับพี่ชาย ที่เดินทางกลับมาจากนิวยอร์ค
37 ปี แล้วที่ไปมีครอบครัวที่นั้น สามปีกลับครั้ง พี่คนนี้แหละที่เบิกทางให้ผม เพราะพ่อแม่ผมจนลูกหลายคน ผมเว้นวรรคการเรียน ไปนาน

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ป้ารุ วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 05.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

สงสัยจะต้องไปดูของจริงอีกครั้งล่ะค่ะ
เดี๋ยวกลับไปเช็คเวลาก่อนนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ศณีรา วันที่ : 26/09/2009 เวลา : 01.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

เยี่ยมครับ +1

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
wullopp วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

โหวตครับท่านอาจารย์........... // นี่เป็นบทความที่ทรงคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม // แถมยังมีเพลงประกอบที่เยี่ยมมากๆ ด้วย // ผมอยากให้คนไทยได้อ่านบทความนี้มากๆ เลย //

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มะอึก วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมตื่นเต้นมาก เมื่อได้เดินอยู่ในเมืองศรีเทพวันนั้น...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

ไปบ่อย.
แต่ก็สไตล์จ่าครับผม..
ถ่ายรูป..ไม่มีข้อมูล..
มาอ่านของอาจารย์.แน่นปึก..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

น่าสนใจมากค่ะ ... สักวันคงได้ไปเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/09/2009 เวลา : 11.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ผมเคยไปศรีเทพ 2 ครั้ง
จำอะไรแทบไม่ได้เลย
ทั้งที่กับคณะอาจารย์ศรีศักดิ์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      

[ Add to my favorite ] [ X ]