• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2231911
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม 2553
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 46041 , 10:29:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

          หลายท่านที่ชอบเป็นนักเดินทาง ท่องเที่ยวและถ่ายภาพไปตามวัดวาอาราม หรือโบราณศาสนสถาน หากเคยไปเที่ยวชม “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว” ในกรุงเทพ ฯ ท่านก็คงจะเคยพบเห็น และมักจะนิยม คลิก คลิก เพื่อ “ถ่ายภาพ” เหล่า “ยักษ์ – ยักษา” ตัวละครฝ่ายอธรรมในมหาวรรณกรรม “รามเกียรติ์” ที่ต่างกำลังทำท่าแยกกางขา ยกแขนขึ้นทำท่า “แบก” พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีทองอร่ามตา ที่ตั้งเป็นคู่อยู่ด้านหน้า “ปราสาทพระเทพบิดร” ปราสาทผังจัตุรมุขทางทิศตะวันออก

           จาก มุมมองการถ่ายภาพของเหล่ายักษ์ ที่เรียงรายอยู่รอบฐานพระเจดีย์ในเชิงศิลปะที่สวยงาม หลายคนก็คงยังไม่รู้ว่า เหล่า “ยักษ์แบก”ทั้งหลายนี้ มีความหมายและที่มาอย่างไร ทำไมต้องมาอยู่ที่ฐาน ไกด์บางคนก็เล่าไปว่า ยักษ์เหล่านี้ก็คือวงศายักษ์ที่แพ้ศึกพระราม จึงถูกลงโทษให้มาแบกพระเจดีย์

         แต่จะเชื่อ หรือจะฟังกันมาอย่าไร ก็ไม่ผิดนักหรอกครับ ในเรื่องนี้ผมก็เลยขออนุญาตท่านผู้อ่าน เล่าเรื่อง “ความเป็นมา” อันยิ่งใหญ่และยาวนาน ของ “ยักษ์ผู้แบกพระเจดีย์”  ในมุม “นอกกรอบ” ที่อาจจะช่วย “เติมเต็ม” ให้ภาพถ่ายที่สวยงามกับความสุขที่ได้รับจากการท่องเที่ยวของท่าน มี “เรื่องราว คุณค่า ความหมาย และมีชีวิต” เพิ่มเติม

          เหตุที่ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่และยาวนาน ก็เพราะ “ยักษ์ผู้แบกพระเจดีย์” ที่วัดพระแก้ว หรือตามโบราณสถานเก่าแก่  - วัดทางพระพุทธศาสนา อีกหลายแห่งทั่วประเทศไทย ต่างล้วนมี “รากฐาน” กำเนิดเกิดขึ้นมาจาก “คติความเชื่อ” (Theme – Beliefs) ในเรื่องของเทพเจ้า “แอตลาส” (Atlas) ตาม  “ตำนานเทพปกรณัม (Methodology)” อันเก่าแก่ของอารยธรรมกรีก - เมดิเตอริเนียน เมื่อกว่า 4,000 ปี ที่แล้วมาเชียวครับ

     การเดินทางอันยาวไกลของ “ยักษ์แบก - แอตลาส” จากดินแดนอารยธรรมกรีก – เมดิเตอริเนียนที่ไกลโพ้น เข้ามาสู่ดินแดนแหลมทองลุ่มน้ำ “สุวรรณทวีป” อันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน จะมีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรนั้น ตามมาเที่ยวกับผมได้เลยครับ !!!     

          เทพเจ้า “แอตลาส” เป็นเทพเจ้าลูกผสมระหว่างเทพและยักษ์อสูร เป็นโอรสของ “เทพไออาพิทัส” เทพแห่งสงคราม กับ “คลิมีน” เทพธิดาแห่งมหาสมุทร ในสายวงศ์ตระกูลยักษ์อสุรา “ไททัน” (Titans) (ชื่อเดียวกับรุ่นของรถกระบะบางยี่ห้อนั่นแหละครับ)

          “ตระกูลไททัน” เป็นตระกูลยักษ์อสูรสาแหรกที่ “เก่าแก่ที่สุด” ในอารยธรรมกรีก ที่มีกำเนิดเริ่มต้น “ตำนาน (Myth) -  คติความเชื่อ” ยาวนานกว่า 4,000 – 5,000 ปี ตระกูลนี้ เป็นลูกหลาน ของ “เทพอูรานัส (Ouranos)” ผู้ปกครองแผ่นดินสวรรค์โอลิมปัส กับ “นางจีอา (Gaea)” เทพีแห่งพื้นพิภพ

         ในยุคต่อมา เมื่ออารยธรรมกรีกในภาค “มนุษย์” แปรเปลี่ยนแกนอำนาจของ “ผู้ปกครอง”  ตำนาน “เทพปกรณัม” ของเหล่าเทพเจ้าก็ได้เกิดการ “สร้างเรื่อง” ผลัดเปลี่ยนผู้ครองโอลิมปัสใหม่ เล่าผ่านเป็นเรื่องราวของ “มหาสงคราม” ระหว่างเทพเจ้าครั้งใหญ่

           เมื่อเทพเจ้า “โครโนส”อรสเทพอูเรนัส สายตระกูลไทตันอสูรได้สังหารพระบิดา และขึ้นปกครองสรวงสวรรค์โอลิมปัส เหล่าเทพอสูรไตตันได้ปกครองสวรรค์ในยุคแรก  ๆ

         ต่อมาได้เกิด “มหาสงคราม” ระหว่างเทพเจ้ายุคใหม่ ที่มี “ซูส” หรือ “ซีอุส” โอรสของโครโนสเอง กับเหล่าเทพเจ้าเก่าแก่ตระกูล “ไททัน” ที่มี เทพบิดา “โครโนส” เป็นผู้นำ

        ในมหาสงคราม “เทพแอตลาส” ผู้เป็นหลานเทพบิดาโครโนส ลูกครึ่งยักษ์อสูร เป็น ”จอมทัพ” คุมไพร่พลไททันเข้าต่อกรกับเทพเจ้ารุ่นใหม่

          มหาสงครามแห่งเทพ “ผู้ครองฟ้า” กินเวลายาวนาน มีการทำลายล้างอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายไปทั่วทุกหัวระแหง จนในที่สุด ฝ่ายเทพรุ่นใหม่อย่าง “ซีอุส – ซุส” (Zeus) ก็สามารถเอาชนะพระเทพบิดา ”โครโนส” ได้เป็นผลสำเร็จ 

         และเมื่อฝ่าย “อสูรไททัน” เป็นฝ่ายปราชัย เทพซูสในฐานะผู้ชนะ ก็ได้ลงโทษบรรดาเหล่าเทพเจ้าผู้แพ้ด้วยการทรมานให้ได้รับทุกขเวทนาในขุมนรก “ตรุทาร์ทะรัส”

          และด้วยเทพ “แอตลาส” ผู้เป็นขุนทัพฝ่ายไททัน จึงต้องโทษทัณฑ์ที่หนักหนากว่าผู้อื่น โดยจะต้องมาทำหน้าที่ “แบกสวรรค์ไว้บนบ่า” ไปตลอดกาล !!!

          เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชื่อของ “แอตลาส” อสูรผู้พ่ายแพ้ที่เก่าแก่ ได้เลือนหาย “สาบสูญ” ไปจากความทรงจำของอารยธรรมมนุษย์ แต่โชคดีที่มีนักปรัชญา นักคิดภูมิศาสตร์ชาวเบลเยียม นาม เกอราดุส เมอร์คาเทอร์ (Gerardus Mercator) ได้นำ “ชื่อ” เทพผู้แบกสวรรค์ มาใส่ไว้บนหน้าปกหนังสือ  "Atlas, or Cosmographical Meditations on the Frame for the World and its Form” นับเป็นหนังสือ “แผนที่โลก" ที่มีทันสมัย ก้าวหน้าในยุคศตวรรษที่ 16 เขาได้วางรูปเทพแอตลาสที่กำลังแบกสวรรค์ (ลูกโลก) ไว้บนหน้าแรกเคียงคู่กับชื่อหนังสือ เพื่อเป็นการสดุดี

          และด้วยเหตุผลนี้ ชื่อของ “แอตลาส” จึงได้กลายมาเป็นชื่อหนังสือ “แผนที่โลก” เป็น “แบบแผน” ที่ผู้คนในรุ่นหลังจะเรียกหนังสือประเภทนี้ว่า “แอตลาส” สืบต่อมาจนถึงในทุกวันนี้ครับ !!!

          และด้วยอิทธิพลของหนังสือแผนที่โลก ที่มีที่มาจากเรื่องราวตำนานแห่งเทพผู้แบกสวรรค์ไว้บนบ่า นามของเทพ “แอตลาส” ก็ได้กลายมาเป็น  “ชื่อ” กระดูกสันหลังของมนุษย์ ตรงข้อต่อแรก ช่วงต่อระหว่างคอกับบ่าของมนุษย์ ในวงการแพทย์อีกด้วย

          ส่วนรูปลักษณ์งานศิลปกรรมในยุคคลาสลิค “เฮเลนิสติค” (Hellenistic)  ก็มักจะนิยมสร้างเป็นรูปบุคคลเสมือนจริงทำท่าแบก “โลกกลม” ที่แทนความหมายถึง “สรวงสวรรค์” และในยุคกลางของยุโรป รูป “ลูกโลก” บางแห่งก็จะเปลี่ยนไปเป็น รูป “เสาค้ำโลกา” แทนลูกกลม ซึ่งทั้งหลายก็ล้วนแต่แทนความหมายของ “แอตลาส” อสูรไททันผู้พ่ายแพ้ ...ทั้งสิ้น !!!

          จนเมื่อเกิดปรากฏการณ์ “กรีโอ-บุดดิสซึ่ม  (Greco-Buddhism)” อันเป็นช่วงเวลาของการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่าง วัฒนธรรมเฮเลนิสติค (Hellenistic) ของชาวกรีกในยุโรป กับวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาในอินเดียเหนือ ที่ยาวนานกว่า 800 ปี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 2 (ราว 2,300 ปี) จนถึงพุทธศตวรรษที่ 10 ครอบคลุมอาณาเขตการผสมผสานในเอเชียกลางอันเป็นที่ตั้งของประเทศอัฟกานิสถาน ปากีสถานและอินเดียเหนือในปัจจุบัน

          การผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างกรีก กับพุทธศาสนา เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ครั้งที่ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชา” (Alexzander The Great) แห่ง “กรีก - มาซีโดเนีย” ได้ยกกองทัพกรีกผสม เข้าสู่อินเดียเหนือ ใน ปี 334 ก่อนคริสตกาล

           “การผสมผสานวัฒนธรรมระหว่าง กรีก กับพุทธศาสนา หรือ กรีโอ –บุดดิสซึ่ม” ได้ส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงกับวัฒนธรรม แนวคิด อุดมคติ ปรัชญาและรูปแบบทางศิลปกรรม ในอินเดียเหนือ

           คติตำนานแห่งเทพเจ้าของกรีก ก็เป็น "ศิลปวัฒนธรรม" เรื่องหนึ่ง ที่ถูกถ่ายทอดมาผสมผสานในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ฮินดูในอินเดียเหนือพร้อม ๆ กัน

          ตำนาน “ผู้แบกสวรรค์” ใน “เทพปกรณัม” ของกรีก อย่างเรื่องราวของเทพ “แอตลาส” ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “คติปรัชญา” ทางพุทธศาสนาในยุคแรกเริ่มของการผสมผสานทางวัฒนธรรมนั่นเอง !!!

           รูปประติมากรรมของเทพ “แอตลาส” ได้เริ่มถูกนำมาใช้ประดับฐานของอนุสรณ์สถานทางพุทธศาสนา ในความหมาย “สรวงสวรรค์” ของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ แทน "สวรรค์โอลิมปัส” (Olympus) ของมหาเทพ “ซุส” อันเป็นความหมายเดิม

 

         “หลักฐาน” ประติมากรรม “ยักษ์แบก” รุ่นแรก มีเหลืออยู่ไม่มากนัก ชิ้นงานที่สวยงาม เป็นรูปเทพแอตลาสกำลังแบกอนุสรณ์ทางพุทธศาสนา 2 ชิ้น ศิลปะแบบ “เบคเตรีย” (Bactria) อายุกว่า 2,000 ปี พบที่เมืองฮัดดา (Hadda) ใกล้ลุ่มน้ำสินธุ แคว้นคันธาราฐ ประเทศอัฟกานิสถาน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมท์ (Guimet) ประเทศฝรั่งเศส

         ศิลปกรรมตามคติเทพ “แอตลาส” อาจ “ปรากฏ” ขึ้นครั้งแรกในอินเดียเหนือในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 3  (ประมาณ 2,200 ปีมาแล้ว) ในช่วงยุคของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” ราชวงศ์โมลียะ เทพ “แอตลาส” ได้กลายเป็น “ยักษ์แบก” ในศิลปะแบบ “โมลียะ - ศุงคะ – สาญจี” แต่ก็มีเครื่องแต่งกายอยู่ในรูปของชนพื้นเมืองอินเดียเหนือครับ

          รูปลักษณ์ที่เป็นรูปเทพเจ้ากรีก เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเป็นศิลปะอินเดียมากขึ้น ในช่วงยุคนครตักสิลา (Taxila) ที่ศิลปกรรมผสมผสานแบบ “กรีโอ – บุดดิสซึ่ม” กำลังรุ่งเรืองมากที่สุด

            “นครตักสิลา” เป็นมหานครใหญ่แห่งลุ่มน้ำ “สินธุ” (Hindus)” ตั้งอยู่ในประเทศปากีสถาน อยู่ห่างจากเมืองราวัลปินดี (Rawalpindi) ไปทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยเมืองโบราณสำคัญสามแห่ง คือ เนินภีร์ (Bhir Mound) เมืองสิรกัป (Sirkap) และเมืองสิรสุข (Sirsukh) มีวัดทางพุทธศาสนา ขนาดใหญ่ เช่น วัดธรรมราชิกา (Dharmarajika) วัดโมห์ราโมราดู  (Mohra Moradu) และวัดจอเลียน (Jualian) ตั้งอยู่นอกเมืองบนเทือกเขาทางด้านทิศตะวันออก

           ที่วัด “จอเลียน” บนเนินเขาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ”สิรกัป”  มีหลักฐานประติมากรรมที่เก่าแก่ของเทพ “แอตลาส ตกแต่งเป็นลวดบัวตามแบบศิลปะกรีก – โรมัน รวมถึงการตกแต่งด้วยเสาติดผนัง ประดับพระพุทธรูปปูนปั้นครับ

          ฐานของสถูปบริวารที่วัด “จอเลียน” นับได้ว่าเป็นศิลปกรรม “กรีโอ – บุดดิสซึ่ม” ที่สำคัญ ปรากฏเป็นงานปูนปั้นใน “ศิลปะแบบคันธาระ“ (Ghandara) ราวพุทธศตวรรษที่ 4 – 6

         

          ฐานสถูปปริวาร มีลักษณะเป็นฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น(คล้ายคอนโดมิเนียม หุหุ) รองรับด้วยฐานกลมด้านบน  ฐานแต่ละชั้นประดับไปด้วยเสา “โครินเธียน” ติดผนังขนาดเล็ก รองรับคานซึ่งมีขื่อปลอมแบบกรีก - โรมัน (Dentils) แต่ละช่องประดับด้วยซุ้มทรง "กูฑุ" สามวง (ซุ้มบัญชรทรงเกือกม้า) สลับกับซุ้มทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปแสดงมุทรา พระโพธิสัตว์ปูนปั้น และบริวารที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่อง

          ในระหว่างชั้นมีการแทรกชั้นแคบ ๆ สำหรับประดับรูป “ยักษ์แบก” หรือ “เทพแอตลาส” (Altas) ตามคติผู้แบกสวรรค์ของกรีก สลับกับลาย “ช้างแบก” (สัตว์พื้นเมือง  คติสัตว์มงคล ผู้มีพละกำลัง) ตามคติพื้นเมืองของอินเดียเหนือและบางสถูปก็มีลวดลาย “สิงห์แบก” (สัตว์พื้นเมือง - คติสัตว์มงคล ผู้มีอำนาจ) 

 

          รูป “ช้างแบก” ในศิลปะคันธาระที่วัดจอเลียนนี้ จัดได้ว่าเป็นรูปประติมากรรมช้างแบกฐานสถูปเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในศิลปกรรมผสมผสานแบบกรีก – พุทธศาสนาครับ !!!

        เมื่ออิทธิพลทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ได้เดินทางตามเส้นทางลมมรสุม “พระมหาชนก” ในมหาสมุทรอินเดียเข้ามาสู่ดินแดน “สุวรรณภูมิ” ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 เป็นต้นมา เทพ “แอตลาส” ผู้แบก “สวรรค์โอลิมปัส” ที่กลายมาเป็น “สวรรค์แห่งเขาพระสุเมรุ” มีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประทับในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ตามคติพุทธศาสนา (สายมหายาน)นั้น  ก็ได้เดินทางเข้ามาสู่ “สุวรรณภูมิ” ในยุคปรากฏการณ์วัฒนธรรมแบบอินเดีย “ทวารวดี” ครับ

ยักษ์แบก - แอตลาส ที่เมืองโบราณอู่ทอง สุพรรณบุรี

         เมื่อมาถึง “สุวรรณภูมิ” แผ่นดินทองแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เทพ “แอตลาส” ก็ได้เปลี่ยนเปลี่ยน “รูปลักษณ์” กลายมาเป็นรูป “ยักษ์แบก” ประติมากรรมปูนปั้นประดับฐานสถูปเจดีย์ในศิลปะแบบ “ทวารวดี  (Daravati)” ที่มีรูปร่าง ส่วนสัดและเครื่องแต่งกาย ดูเหมือนเป็นยักษ์แคระ “เตี้ยอุ้มค่อม” ใส่ต่างหูใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะ แนวคิดทางศิลปะพื้นเมืองไม่ได้สนใจเรื่องหลักสรีระวิทยา จากท่ายักษ์ที่ก้ม ย่อตัว งอตัว ยื่นหน้า กลายมาเป็นยักษ์แคระหรือ “คนแคระ”ที่มีพุงโย้ออกมา ขายักษ์แคระก็แยกออก แสดงท่ากำลังออกแรงยกของหนัก ส่วนคานฐานของพระเจดีย์ก็จะอยู่ในระดับเดียวกับ “บ่าและมือ” ที่ยกขึ้นมาในท่า “แบก” 

ยักษ์แบก - แอตลาส ที่เมืองโบราณคูบัว ราชบุรี

         “ยักษ์แบก – แอตลาส” ในยุคสมัยวัฒนธรรม ”ทวารวดี” ได้สลัดภาพของเทพเจ้า “แอตลาส” แบบกรีกดั่งเดิม ออกไปจนหมดสิ้น !!!

         ศิลปกรรม “ยักษ์แบก” ในยุคต่อมา จึงได้หลงลืม “คติ – ตำนาน” ของเทพแอตลาสไปจนหมดสิ้น กลายร่างเป็น “ยักษ์แบก” ที่เหมือนคนแคระ “ลงพุง” ไปโดยสมบูรณ์แบบครับ

 ยักษ์แบก - แอตลาส ที่เมืองโบราณนครปฐม

          รูปประติมากรรม “แอตลาส-ยักษ์แบก” ในยุคทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 – 15) พบหลักฐานในซากโบราณสถานหลายแห่ง เช่นที่เมือโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี  เจดีย์ทุ่งเศรษฐี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมืองโบราณนครปฐม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ที่ยังคงความสมบูรณ์ ประดับอยู่ที่ฐานของอาคารศาสนสถานในทุกวันนี้  ก็คงต้องเป็นที่ฐานมหาวิหาร “เขาคลังใน” เมืองโบราณ “ศรีเทพ” จังหวัดเพชรบูรณ์ครับ

 

          มหาวิหาร “เขาคลังใน” ในเมืองโบราณศรีเทพ ที่ฐาน “ศิลาแลง” ยังคงหลงเหลือลวดลายปูนปั้น “แอตลาส – ยักษ์แบก” รวมทั้ง “สิงห์และช้าง” ประดับอยู่รอบฐานอาคาร  มีร่องรอยการดัดแปลง “คติ” เดิม จากที่เป็นเพียง “ยักษ์แบก” ในรูปของ “บุคคล” และ "สัตว์มงคล" อย่างช้างและสิงห์ ในรูปของสัตว์แบกทั่วไป ในยุคพันปีนี้ได้มีการนำเอา “ศีรษะ” ของช้าง สิงห์ ที่เป็นสัตว์มงคลดั้งเดิม รวมทั้งศีรษะของลิง ควายหรือวัว สัตว์มงคลในยุคหลังหรือสัตว์มงคลพื้นเมือง มาสวมแทนศีรษะของ “ยักษ์แคระ” ช่วยกันแบกอาคารตามคติ “สรวงสวรรค์” ในพระพุทธศาสนามหายาน

        อีกทั้งยังมีการเอายักษ์ไปประยุกต์แต่งตัวเป็น “เทพยดา ที่กำลังทำท่า “เหาะเหินเดินอากาศ” แสดงความหมายว่า อาคารศาสนสถานที่ “เทพยดา” แบกอยู่นั้น ก็คือ “สรวงสวรรค์” ที่อยู่สูง “ขึ้นไป” กว่าการเหาะของ “เทพยดา” นั้นเอง

          คติยักษ์แบกจากยุควัฒนธรรมทวารวดี ได้ถูกถ่ายทอดมามาในยุคหลัง แต่  “ตัวละคร” ใน “คติความเชื่อ” เดิม ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย ในช่วงสมัยขอม - เขมร เรื่อยมาจนถึงกรุงศรีอยุธยา มีการผสมผสานคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาสายต่าง ๆ และลัทธิพราหมณ์ – ฮินดูกันอย่าง “ซับซ้อน” (Complex)  รูปของ “สิ่งมงคล” ที่เข้ามา “แบก” อาคารทางศาสนาก็มีมากขึ้น เช่นรูปครุฑ รูปเทพธิดา รูปหงส์ ฯ ที่สืบเนื่องมาจากรูปเทพยดาในยุคสมัยวัฒนธรรมทวารวดี

         แต่กระนั้น รูป “ยักษ์แบก” ก็ยังเป็นที่นิยมในคติการ “แบก” อาคารอันศักดิ์สิทธิ์ สูงค่าหรือศาสนสถานที่สำคัญเช่นฐานพระวิหาร ฐานพระพุทธรูปสำคัญ ฐานโบสถ์ ฐานใบเสมา ฐานสถูปเจดีย์ ก็ยังคงนิยมมีรูปของยักษ์แบก แต่ “คติ – ความคิด” ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ในยุคหลัง “ยักษ์แบก” มาจาก “อิทธิพล” ของมหากาพย์ “รามเกียรติ์” ที่เข้ามาแทนที่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมา

ยักษ์แบก - แอตลาส สมัยอยุธยา ที่วัดราชบูรณะ

          รูปยักษ์แบก ในความหมาย “ยักษาในวงศ์วานของท้าวราพณาสูร หรือ ทศกัณฐ์”  เข้ามาแทนที่ “ยักษ์แบก – แอตลาส” เดิม จากยักษ์ที่เคยมีรูปแบบเดียวกัน กลายมาเป็นรูปยักษ์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป

 ยักษ์แบก - แอตลาส สมัยอยุธยาตอนปลาย วัดสระบัว เพชรบุรี

         เมื่อการสร้างรูป “แบก” มีความละเอียด ไม่สะดวกในการสร้างเป็นจำนวนมากในยุคสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มีการสร้างวัดวาอารามมากมาย ช่างโบราณในยุคกลางถึงปลายกรุงศรีอยุธยา จึงได้นำเอา “รูปสิงห์” เฉพาะส่วน “แข้งขา” และ “หน้าอกขนสามเหลี่ยม” มาประยุกต์ทำเป็นฐาน “แข้งสิงห์” ในฐานเจดีย์แบบ “ย่อมุมไม้”  แทนการปั้นปูนประดับแบบเดิมที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก

         ประติมากรรมรูป “ยักษ์แบกพระเจดีย์" ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาจนถึงปัจจุบัน มีหน้าที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะนอกจากจะต้องเป็นผู้ “แบก” สรวงสวรรค์  ทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถาน และอาคารศักดิ์สิทธิ์ ตามคติโบราณเมื่อสองพันปีที่แล้ว

 ยักษ์แบก - แอตลาสรุ่นใหม่ ที่ฐานพระธาตุนาดูน มหาสารคาม

       ในวันนี้ ต้องคอยทำหน้า “แยกเขี้ยว” ตักเตือนสาธุชน ให้มีความ "สำรวม" เกรงกลัว ไม่ทำสิ่ง “รุ่มร่าม” ในยามที่เข้าไปเที่ยวชมศาสนสถาน !!! 

          และหน้าที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของ “ยักษ์แบก – แอตลาส” ก็คงหนีไม่พ้นการ “ฉีกยิ้ม” และ "โพสท่า เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่ชอบมาถ่ายภาพในมุมมองต่าง ๆ เพื่อศิลปะและความสวยงามตามอารมณ์ “สุนทรีย์ศิลป์” ของแต่ละท่านไงล่ะครับ

 

หนักจังวุ้ย !!!!

          เมื่อรู้เรื่องราวของยักษ์แบก - แอตลาสเช่นนี้แล้ว ไปเที่ยววัดวาอารามหรือโบราณสถานในยุค “ทวารวดี” ครั้งต่อไป ก็อย่าลืมไปแวะชม “ยักษ์แบก - แอตลาส” ผู้เดินทางมาจากดินแดนแสนไกลกันนะครับ !!!





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
WIC!!WIC!! วันที่ : 14/03/2012 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thingtoyou

ชอบมากครับ ได้ใจขึ้นเป้นกอง //เพราะแอบเชียร์เหล่าเทพอยู่ครับ//เก่งจริงๆกล้าใช้เทพแบกสวรรค์ คือเข้าใจว่าเหล่าเทพสร้างวัฒนธรรมนี้ก่อนหน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
เผ่าไท วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 00.36 น.
คนไท

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
BlueHill วันที่ : 24/03/2010 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เรื่องนี้ อ่านสนุกจริง ๆ ครับอาจารย์
เคยอ่านเรื่อง แอตลาส เหมือนกันครับ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเชื่อมโยงกับของไทยเราได้

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
Pakorn วันที่ : 24/03/2010 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toppersa

งานเขียนของอาจารย์ อ่านสนุก ได้ความรู้ ความบันเทิง ครบถ้วนเลยครับ

ขอติดตามงานของอาจารย์ต่อไปครับ

ขอขอบคุณอาจารย์ สำหรับงานเขียนดีๆ ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ITPro วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 22.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/itpro


ทำไมไททันถึงแพ้ซูส

ทำไมทศกัณฐ์ถึงแพ้พระราม...

หรือเพราะเป็นเผ่าพันธุ์ยักษ์จึงต้องพ่ายแพ้เรื่อยไปครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีึครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
sawarin วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 22.31 น.

เรื่องน่าสนใจมากเลยค่ะ..ขอเอาความรู้นี้ไปบอกต่อเพื่อนๆ นะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
อาคม วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 22.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/akom

ชอบเรื่องนี้ครับ บางครั้งผมก็เป็นคนแบกโลกทั้งใบเหมือนกัน พอคิดได้ก็วาง...ไม่หนักดี...ขอบคุณครับสำหรับเรื่องดีดี +1

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สิริปตี วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 21.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.


ที่ศรีเทพก็แบกค่ะ

อ.เจี๊ยบ แบกแบบ Atlas รึป่าวคะ ขอดูบ้างอิ่

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ดอกดินบนถิ่นสูง วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 21.19 น.

สวัสดีครับ อ่านสนุกมากครับ ได้ความรู้มาก ๆ เลย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ศณีรา วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 20.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localbetong
  สิ่งเดียวที่จะทำให้คนชั่วชนะก็คือ " การที่คนดีนิ่งดูดาย "     

ขอบคุณสำหรับความรู้ที่เปิดโลกทัศน์ครับผม+1

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ปรัตยา วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

เอนทรีนี้อ่านสนุกมาก ขอบคุณครับ



ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ป้ารุ วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 15.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

โอ้ววววว...... อาจารย์แบกมาซะไกลเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
market วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 13.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

ยักษ์ของเราดูแบกแบบสบายๆนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
mukmik วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/raweekorn

เรื่องน่าสนใจมากเลยค่ะ ภาพก็เยอะด้วย รู้สึกลูกกะตาโตขึ้นอีกแยะเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
มะอึก วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


อาจารย์....อธิบายเรื่องยักษ์หลับ......จนผมเข้าใจ

ตัวนี้...."ยักษ์ตื่น".....ครับ
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
JoyGangster วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 12.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...

ขอบคุณสำหับความรู้ดี ๆ ค่ะ..

นึกว่าช่างเขาทำเพื่อความสวยงามเฉย ๆ ...

..แต่ดู ๆ แล้ว...ยักษ์ของเราสวยสุด...

...............

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 12.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

มาเพิ่มรอยหยักในสมอง..

สบายดีไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ยักษ์ก็คือ "ทวารบาล" หรือผู้เฝ้าประตู
ซึ่งในภาค "วิถีมนุษย์" ผู้ที่จะเฝ้าประตูสำคัญ จะต้องร่างกายกำยำ ใหญ่โตกว่าคนธรรมดา

จากภาพของผู้เฝ้าร่างใหญ่ ได้กลายมาเป็นศิลปะในรูปยักษ์

ยักษ์จึงมาเฝ้าหน้าประตูศาสนสถานครับ

บางแห่งก็สวม "คติ" เรื่องราวของยักษ์พี่น้อง ยืนเฝ้าคู่กัน
บางแห่งก็สวม "คติ" ยักษ์พ่อ ยักษ์แม่ (ยักษ์ผัว - ยักษ์เมีย"

ส่วนรูปยักษ์หลับ เป็นอารมณ์ขัน "สุนทรีย์" ของมนุษย์ ที่เอาความเป็นตัวตนจริงของ ยามเฝ้าประตู ที่มัก "หลับยาม" ไปแอบใส่ไว้ในงานศิลปะ

อย่างกับจะบอกเล่าว่า
"แม้แต่ยักษาก็ยังนิทรา แล้วมนุษย์มนาจะเหลืออะไร"

หุหุ



ความคิดเห็นที่ 4 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

มาฉุบ..
อ่านได้ครึ่ง
ทาง..
งานเข้าครับอาจารย์..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มะอึก วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 11.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


จากนี้ไป
เมื่อผมไปเดินชมตามโบราณสถานเห็นภาพยักษ์แบก..สิงแบก...ครุฑแบก...หรือนักการเมืองแบก

ผมจะเข้าใจเรื่องยักษ์แบกดียิ่งขึ้นครับ
.
.
อาจารย์อธิบายเรื่อง "ยักษ์หลับ" ตัวนี้ด้วยซีครับ
(จากวัดพระธาตุสุโทน..แพร่)
http://www.oknation.net/blog/phatchara/2008/04/03/entry-3
.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

อิ่มเอมสุนทรีย์ศิลป์ จาก ยักษ์แบก ช้างแบก ....เลยค่ะ ขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 23/03/2010 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

Myth

หาก..ยึดติดก็เป็นมายาได้ไหม อ.เจี๊ยบ

สวัสดียามสายค่ะ

ยังคงยุ่งอยู่หรือไม่?


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]