• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2272697
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน 2553
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 32030 , 17:17:14 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน INDYLOVE , มะอึก และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

            หายหน้าหายตากันไปหลายเดือน ก็เพราะหนีเที่ยวไปแอบตะลอนทัวร์ สำรวจและเก็บข้อมูลชุมชนโบราณชุมชนปัจจุบันที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางราชมรรคา มาครับ  เส้นทางนี้ชื่อกันว่า เป็น “ถนน” ที่ปรากฏหลักฐานตาม “จารึกปราสาทพระขรรค์” แห่งเมืองพระนครหลวง ที่เสียมเรียบไงครับ

.

            ที่ไปบุกป่าผ่าถนนโลกพระจันทร์ ผมก็ได้พบว่า จริง ๆ แล้วถนนโบราณก็ยังคงเหลือพอให้เห็นอยู่บ้างหลายแห่ง แต่จะโบราณไปถึงยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือไม่นั้น น่าจะตอบได้เกือบ 80  เปอร์เซ็นต์ ว่าบางแนวถนนน่าจะใช่เลยครับ เพราะบังเอิญตอนที่ตากแดดตัวดำเข้าไปลูบ ๆ คลำ ๆ ก็จะพบกับวัตถุโบราณในยุคนั้น โผล่ขึ้นมาทักทายหลายต่อหลายแห่ง ตรงใกล้ ๆ กับแนวที่เป็นคันดินเก่า คันดินที่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ถนนในโลกทัศน์ของคนยุคใหม่ มันเป็นเพียงแนวคันดินที่มีพื้นบนเป็นหลุมเป็นบ่อ มีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะ จนถึงรก และหลายแนวคันดินก็ถูกไถทำไร่ทำนากันไปเยอะ จนแทบไม่มีเหลือรอดเลยครับ

.

            หลายแห่งก็เล่ากันตรงที่แนวคันดินนั้นว่า นี่แหละถนนโบราณ บางทีคนเล่าก็เมา แต่บังเอิญดันเป็น “ผู้ใหญ่บ้าน” (ชื่อบ้านถนนน้อยนี่แหละ แฉซะเลย)  มันคือ “ทางเกวียน” ของผู้คนที่เดินทางไปขายของที่เขมรต่ำ (ขะแมร์กรอม) โดยผู้คนในอีสานใต้ ที่ถูกเรียกว่า ชาวเขมรบุรีรัมย์ หรือเขมรสูง (ขะแมร์ลือ)

.

            หลายหมู่บ้านยังคงมีถนนโบราณ จะโบราณแค่ไหน มันก็คงเป็น “ถนน” ที่เชื่อมต่อระหว่างสองภูมิภาค โดยมีช่องเขาบนเทือกเขาพนมดงรัก (ดองเร็ก – ดองแร็ก – ไม้คาน – ไม้คานหาม) จำนวนมากมายให้เลือกใช้ แต่จะใช้ช่องไหน ก็คงจะต้องดูว่า ในช่วงเวลานั้น ช่องไหนปลอดภัย ใช้ได้ ช่องไหนอันตราย ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงข้ามไปมา

.

           ระหว่างเส้นทาง ที่ต้องบุกป่าผ่าหลุมบนถนนและโคลนเลนเพื่อเข้าไปให้ถึง ผมได้ไปพบไปคุยกับคนเก่าแก่ตามที่ต่าง ๆ ก็พบว่า คนไทยในชนบทยังคงมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และโอบอ้อมอารีเช่นเดิม ถึงแม้ว่า โลกจะเปลี่ยนไป หลากหลายคำถามก็มักจะถูกยิงใส่คนแปลกหน้าของหมู่บ้าน เช่น “มาทำอะไรหรือ” “ถ่ายรูปไปทำไมหรือ”  (พ่อคนแปลกหน้า) ผมก็ตอบแบบง่าย ๆ ตามแต่จังหวะและโอกาสจะพึงให้ตอบอย่างไร ก็ตอบอย่างนั้น ตอบแบบขำ ๆ

.

          หลายเรื่องราวมากมายที่เก็บรวบรวมมา ล้วนเป็นความรู้ที่คิดว่า "ใหม่" ผมได้คำตอบว่า ถนนมีจริง มีถนนที่ใช้เกวียนเป็นพาหนะจริง และเส้นทางราชมรรคามีจริง แต่มันไม่ใช่เส้นทางเดี่ยวที่มีปราสาทแบบวหนิคฤหะ หรือที่เรียกว่า “บ้านมีไฟ” – “ธรรมศาลา” ตั้งอยู่ แต่มันเป็น “เครือข่าย” ของชุมชนแต่ละยุคสมัย มากกว่า 120 ชุมชน (เท่าที่เห็น) บนเครือข่ายถนนบก และเครือข่ายทางน้ำสำคัญในเขตอีสานใต้ ทั้งลำปลายมาศ ลำปะเทีย ลำทะเมนชัย ลำนางรอง ห้วยเมฆา ห้วยเสว  ลำชีน้อย และอีกมากมายหลายลุ่มน้ำ ทุกเครือข่ายลำน้ำเชื่อมโยงกัน และมีเมืองหรือชุมชนโบราณตั้งเรียงรายอยู่ในทุกเส้นทางน้ำ

.

.

ประตูตาเมือนเปิดตั้งนานแล้วครับ ศุภศรุตรายงาน

.

          ถนนราชมรรคา จึงเป็นเพียงเส้นทางบกที่ต้องอาศัยเครือข่ายเก่าแก่ของกลุ่มบ้านเมืองในอีสานใต้ในยุคก่อนหน้า มาเป็นฐานรากเชื่อมโยงบ้านเมืองระหว่างเมืองพิมายกับเมือง "ศรียโศธรปุระ" เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยเมืองพระนครหลวง(พระนครธม) จึงมีการสร้างที่พักคนเดินทาง ธรรมศาลา ตรงจุดที่เป็น “ทางแยก” (Juntion) หรือ “ชุมทาง”(Juncture) สำคัญในยุคก่อนหน้า

.

          เอาเป็นว่า มีถนนโบราณมากมายที่ตัดไปตัดมาเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงบ้านเมืองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 เลยละกัน เส้นทางเริ่มชัดเจนสุดก็คือ เส้นทางที่เดินทางจากเมืองศรียโสธรปุระมายังพิมาย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16

.

          บ่นมาซะยาวอีกแล้ว ทั้งหมดที่เสนอมา ก็เป็นเพียงข้อ “คิดเห็น” ของผมเช่นเดิม จะคิดอย่างไรต่อก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านนะครับ มาเข้าเรื่องตามที่จั่วหัวไว้ดีกว่า

.

.

ศุภศรุตข้ามชายแดนไปเหยียบถิ่นเขมรมาแล้ว

.

          ระหว่างที่เดินหน้าแห้ง ตัวดำ ทรัพย์เริ่มจาง ทางไม่ดี ก็บังเอิญไปได้ยินเรื่องเล่าขานของหลายหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ตามแนวที่เคย “สันนิษฐาน” ว่า เป็นเส้นทางโบราณราชมรรคา มีเนื้อเรื่องที่คล้ายคลึงกันก็คือ เป็นตำนานที่ว่าถึง “ท้าวพรหมทัตและนางอรพิม”

.

           ระหว่างที่สรุปข้อมูลงานสำรวจจนนอนละเมอเป็นท่ากดคีย์บอร์ด  ก็ขอแอบรีแล็ค มาเล่าเรื่องราวนิทานหรือตำนานบนเส้นทาง “ราชมรรคา” เพื่อให้ท่านที่ชอบเรื่องนอกกรอบ นอกมุม ได้ลองอ่านเพลิน ๆ (และคงไม่เพลินเท่าไหร่ สำหรับ Blog ไม่อินเทรนด์นี้)

.

           เรื่องเล่า นิทานพื้นบ้าน นิทาน มุขปาฐะ คติชนวิทยาและตำนาน ล้วนแต่เป็นการ “เล่าเรื่อง” หรือ “ถ่ายทอด” ข่าวสารข้อมูลบางอย่างให้สืบต่อกันมา โดยไม่รู้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากที่แห่งใด หรือใครกันเป็นคนแรกที่เล่าเรื่องนี้ และใครเป็นคนที่เล่าต่อมา  เรื่องราวเหล่านี้จึงไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอ ที่จะนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ที่มุ่งเน้นการหาคำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์หรือ “ความจริง” ได้

.

           แต่เรื่องราวของนิทานตำนานพื้นบ้าน อาจให้รายละเอียดข้อมูลสำคัญทาง “สังคมและวัฒนธรรม” รวมทั้งสะท้อนภาพของ “วิถีชีวิต” ของผู้คนในอดีต ได้ดีกว่าการใช้หลักฐานทางโบราณคดีที่อาจเน้นแต่เพียงความจริงในแง่มุมเดียว เรื่องราวที่ปรากฏในตำนานนั้นอาจจะเคยเป็นเรื่องจริงในครั้งหนึ่ง อาจเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ในอีกครั้งหนึ่ง หรือเป็นเรื่องที่ฟังต่อมาจากผู้อื่นอีกทีแล้วนำมาเล่าต่อแบบแต่งเติมเสริมความ แต่ทุกเรื่องล้วนแต่อธิบายความเป็นมาและสามารถทำให้เห็นภาพของชีวิตผู้คนในสถานที่ ที่ร้างราผู้คนไปแล้ว อย่างเช่น โบราณสถาน เนินดินหรือโคกดินเก่าแก่ หรือซากของอะไรก็ไม่รู้ที่มีอยู่ก่อนหน้าการเข้ามาตั้งบ้านเรือนบนทำเลที่เคยเป็นชุมชนดั้งเดิมของผู้คน ที่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นใคร

.

           การสร้างตำนาน นิทาน และเรื่องเล่า เพื่ออธิบายสถานที่ หรือเป็นเรื่องราวที่ผูกเรื่องของบุคคลสำคัญที่มีชื่อตามคัมภีร์ทางศาสนา มาสร้างเป็นเรื่องราวใหม่ เพื่ออธิบาย “ซาก” ของสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อาจรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นอะไร เป็น “กลบท” หรือ “กลวิธี” ของสังคมโบราณ ในการผนวกรวมสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่มาสู่ความเป็นต้นเค้า หรือ “รากฐาน” ของชุมชนใหม่ เหมือนกับว่า ชุมชนนั้นได้อธิบายอดีตของพื้นที่บริเวณนี้ ให้เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนในยุคก่อนหน้า ทำให้เป็น “ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า มุขปาฐะ” และเล่าสืบต่อกันมา และด้วยวิธีการนี้เอง การครอบครองผืนดินซ้อนทับตรง “ซาก” ที่เคยมีผู้คนโบราณอาศัยอยู่แล้วจึงจะสมบูรณ์แบบ

.

            ถึงแม้ตำนาน หรือเรื่องเล่าเพื่ออธิบายสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานนั้นจะอิงกับชื่อของบุคคลตามคัมภีร์ศาสนา หรือ ชื่อของบรรพบุรุษของกลุ่มชน ทุกเรื่องก็ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่หาความจริงและความถูกต้องได้ยาก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของนิทานตำนานพื้นบ้านก็คือ หลักฐานแบบไม่ตั้งใจทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและมานุษยวิทยา กับภาพ “จินตนาการ” (Images) ของแหล่งโบราณคดีในครั้งแรกที่ยังไม่ถูกทำลายหรือยังถูกใช้งานต่อภายหลังสิ้นสุดอำนาจของผู้ปกครองเดิม

.

            การผูกเรื่องของสถานที่ต่าง ๆ ไว้ในตำนาน ทำให้เห็นร่องรอยของการติดต่อสื่อสาร การเชื่อมโยงและ “การเดินทาง” ระหว่างบ้านเมืองของกลุ่มชนผู้แต่งตำนานที่เข้ามาอยู่ใหม่ว่า ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มีเครือข่ายของบ้านเมืองที่อ้างอิงเป็นตัวละครอยู่ในตำนานอีกหลายบ้านเมือง ซึ่งทุกบ้านเมืองนั้นก็ล้วนแต่เคยเป็นบ้านเมืองที่เคยมีตัวตนจริงจากซากของสิ่งก่อสร้างในอดีต       

.

            ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไท – ลาว ตระกูล ไทเบิ้ง ไทยโคราชหรือไทยนางรอง ที่ตั้งถิ่นฐานในเขตอีสานใต้ ต่างมีตำนานสำคัญที่เล่าต่อกันมาในหลายสำนวน ตามชื่อเรื่อง “ท้าวพรหมทัต นางอรพิมและเจ้าชายปาจิต” ตำนานนี้จึงน่าจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเส้นทางราชมรรคาในอดีตไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

.

           ในตำนาน บอกเล่าเรื่องราวของการเดินทางบนเส้นทางไปในแต่ละเมือง ซึ่งเส้นทางเหล่านั้นในความเป็นจริง อาจเคยเป็นเส้นทางเก่าแก่ที่กลุ่มชาติพันธุ์ไท – ลาว ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในภายหลัง จึงนำมาผูกเป็นเส้นทางในนิทานท้องถิ่นของตน ซากบ้านเมืองและปราสาทหินในยุควัฒนธรรมเขมร ก็ถูกนำมาใช้เป็นบ้านเรือนหรือเมืองที่ปรากฏในตำนานอีกด้วย

.

           ชุมชนตามเส้นทางโบราณ อาจมีชื่อคล้องจองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำนาน และตำนานได้กลายมาเป็นหลักฐานว่า ณ จุดใด เคยมีซากของวัตถุ หรือแหล่งโบราณคดีอะไรปรากฏอยู่เมื่อประมาณกว่า 300 ปี ที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยหลังจากการสิ้นสุดของวัฒนธรรมเขมรเมื่อประมาณ 700 ปีที่ผ่านมา ช่วงตลอดระยะเวลา 400 ปีของบ้านเมืองในเขตอีสานใต้ที่หยุดนิ่ง มันได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ตำนาน นิทานและเรื่องเล่าจึงอาจเป็นคำอธิบายได้ดีที่สุด

.

         เรื่องราวในตำนาน “ท้าวพรหมทัต นางอรพิม และเจ้าชายปาจิต” อาจจะเรียกว่าเป็น “ตำนานราชมรรคา” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเนื้อหาเป็นเรื่องราวการ "ชิงรักหักสวาท" ของบุคคลจากสองเมืองใหญ่ คือ เมืองพิมายและเมืองพระนครธม ที่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแล้ว ทั้งสองเมืองก็คือต้นทางและปลายทางของ “เส้นทางราชมรรคา” สายเหนือที่มีอยู่จริงในยุคพุทธศตวรรษที่ 15 – 19 นั่นเอง

.

.

ประตูเมืองพระนครหลวง ชัยศรีปุระ หรือพระนครธมทางทิศใต้

ในตำนานคือเมืองนครธม เมืองพรหมพันธ์นคร หรือเมืองอินปัตถา

บ้านเกิดของเจ้าชายปาจิต

.

          หากเรื่องราวของตำนาน “ท้าวพรหมทัต นางอรพิม และเจ้าชายปาจิต” เป็นเพียงตำนาน หรือเรื่องเล่าเก่าแก่ ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลา 400 ปีที่อีสานใต้ซบเซาและร้างรา แต่การเดินทางของผู้คน เส้นทางการอพยพเพื่อไปหาทำเลที่ตั้งถิ่นฐาน การค้าขายสินค้าท้องถิ่นระหว่างเขมรสูงและเขมรต่ำจะต้องเกี่ยวข้องและรับรู้ถึงการมีตัวตนของ “ถนนโบราณ” เส้นทางจากเมืองพิมายในเขตเขมรสูงไปสู่เมืองพระนครธมในเขตเขมรต่ำ ซึ่งอาจไม่ได้หยุดนิ่งไปเช่นเดียวกับอำนาจของราชวงศ์มหิธรปุระ ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ยังคงถูกใช้งานสืบต่อมาจนถึงยุคสมัยที่กลุ่มชาติพันธุ์ไท – ลาว ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนซ้อนทับเนินชุมชนโบราณเดิม

.

         ถนนราชมรรคายังคงถูกใช้งาน อีกทั้งเรื่องราวของ “ราชวงศ์มหิธรปุระ” ที่เคยเรืองอำนาจในเขตนี้ก็ถูกนำมาดัดแปลงแก้ไข ให้กลายมาเป็นตำนานที่มีสำนวนแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน บนฉากของสถานที่ ที่เคยมีเส้นทางราชมรรคาพาดผ่านเมื่อครั้งในอดีตนั่นเอง

.

.

ปราสาทหินพิมาย ตามตำนานคือเมืองพาราณสีที่มีท้าวพรหมทัตปกครอง

และได้นำนางอรพิมมาขังไว้ในปราสาท

.

         ตำนานเมืองพิมายที่ดูจะอิงกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนาแบบท้องถิ่น เล่าว่า “ท้าวปาจิตต์”  คือ “พระโพธิสัตว์” ที่จุติลงมาเป็นโอรสเจ้าเมืองพรหมพันธ์นคร จนถึงวัยหนุ่มได้ออกเดินทางไปหาคู่ครองถึงเมืองพาราณสี พบหญิงหม้ายกำลังตั้งท้อง มีแสงอาทิตย์ทรงกลดเป็นเงาบังนางไว้ ท้าวปาจิตต์ก็รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของคู่ครองของตน คือ นางอรพิม ท้าวปาจิตต์จึงอาสาทำงานช่วยจนนางอรพิมโตเป็นสาว อายุ 16 ปี จึงได้นางเป็นภรรยา ท้าวปาจิตต์ขอลาแม่ยายไปเยี่ยมบิดา นางอรพิมจึงถูก “พรหมทัตกุมาร” แห่งกรุงพาราณสีฉุดไปขังไว้ในปราสาท ท้าวปาจิตต์จึงตามมาฆ่าพรหมทัตกุมาร พานางหลบหนีไปพักใต้ต้นไทรกลางป่า พรานมาเห็นนางอรพิมสวยมากจึงลอบฆ่าท้าวปาจิตต์และฉุดนางขึ้นหลังควายไป นางอรพิมออกอุบายเอาดาบฟันคอพรานตายแล้วกลับมาคร่ำครวญถึงท้าวปาจิตต์ พระอินทร์จึงมาชุบชีวิตท้าวปาจิตต์ แล้วให้แท่งยาวิเศษแก่นางอรพิม พอเดินทางต่อไป เณรเห็นนางอรพิมพ์รูปสวย จึงหลอกให้พรากจากสามีอีก นางเที่ยวหาสามีจนถึงจัมปานคร อธิฐานขอให้เป็นชายและชื่อปาจิตต์ นางช่วยชุบชีวิตธิดาเจ้าเมืองจัมปานคร เจ้าเมืองยกธิดาและยกเมืองให้ ปาจิตต์ขอออกบวช ให้สร้างศาลาและวาดรูปเป็นเรื่องราวที่นางพลัดพรากจากสามี สั่งให้คนแอบสังเกตคนที่มาพัก หากใครดูรูปแล้วร้องไห้ ให้รีบไปบอก ในที่สุดเมื่อท้าวปาจิตต์มาที่ศาลาดูรูปแล้วร้องไห้ นางและสามีจึงได้พบกัน และกลับไปครองเมืองพรหมทัต

.

.

รูป "ท้าวพรหมทัต" ตามตำนานราชมรรคา

กลางคูหาปราสาทที่เรียกว่า

 "ปรางค์พรหมทัต" ภายในมณฑลในปราสาทหินพิมาย

.    

             ส่วนนิทานพื้นบ้านอีกสำนวนหนึ่งเล่าว่า กษัตริย์เมืองพระนครธมแห่งเขมร มีโอรสชื่อ เจ้าชายปาจิตต์ เดินทางหาคู่ผ่านมาตามลำน้ำมูล พบนางบัวมีเงาบัง (พระอาทิตย์ทรงกลด) ก็อยู่อาสาทำงานจนคลอดนางอรพิม โตเป็นสาว เจ้าชายจึงกลับนครธมนำขันหมากมาสู่ขอ ท้าวพรหมทัตผู้ครองเมืองวิมายบุรีได้ข่าวว่านางอรพิมมีรูปโฉมงดงามเป็นที่พอพระทัย จึงบังคับให้นางเป็นภรรยา พอเข้าใกล้นางก็ตัวร้อนเป็นไฟ นางขอผัดเวลาไป 7 วัน เจ้าชายปาจิตต์มาพอดีแต่เข้าใจผิด จึงเทขันหมากทิ้งลงน้ำ ตามนางอรพิมเข้าไปในเมืองวิมายบุรี อ้างว่าเป็นพี่ชายนาง แล้วลอบฆ่าท้าวพรหมทัต พานางกลับเมืองพระนครธมด้านทิศใต้ น้ำกำลังไหลเชี่ยว เณรออกอุบายให้ทั้งสองพลัดกัน นางออกอุบายหนีเณร มาพบพราน ออกอุบายฆ่าพราน ในที่สุดก็ได้พบกัน แล้วกลับมาทำพิธีเผาศพท้าวพรหมทัต เพื่อให้ชาวเมืองวิมายบุรีหายโกรธ แล้วจึงกลับเมืองพระนครธม

.

.

ลำปลายมาศ ลำน้ำสำคัญในเครือข่ายชุมชนโบราณตามแนวเส้นทางราชมรรคา

ตามตำนานเล่าว่า เป็นที่เจ้าชายปาจิตทิ้งสินสอดทองหมั้นให้ไหลไปตามน้ำ

.

.

เขาปลายบัด ภูเขาไฟเก่าแก่ทางทิศใต้ของเทือกเขาพนมรุ้ง

ที่เล่าในตำนานว่า เป็นบ้านของ “นางบัว” มารดานางอรพิม

และเป็นเป็นสถานที่ที่นางอรพิมหนีมาซ่อนตัว

.

.

ปราสาทโบราณบนยอดเขาปลายบัด ที่อาจมีอายุถึงพุทธศตวรรษที่ 15

และถูกบูรณะในยุคพุทธศตวรรษที่ 17

.

            อีกตำนานหนึ่งก็เล่าคล้ายคลึงกันว่า ท้าวปาจิตเป็นโอรสเจ้าเมือง “อินทปัตถา” เมื่อถึงวัยที่จะต้องแต่งงาน บิดาก็หาสตรีโฉมงามมาให้เลือก แต่ท้าวปาจิตก็ไม่ถูกใจ จึงขอออกเดินทางเพื่อแสวงหาคู่ครองด้วยพระองค์เอง แล้วท้าวปาจิตก็ออกเดินทางไปพร้อมกับทหารคู่ใจ ครั้นมาถึงหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง ก็พบกับหญิงท้องแก่เดินสวนทางมากลางแดดแต่มีกลดทิพย์บังแสงแดดให้จึงรู้ว่าในท้องของนางเป็นผู้มีบุญตามที่พราหมณ์ได้บอกเอาไว้ ท้าวปาจิตจึงขออาศัยอยู่ด้วย นางและสามีก็ยินดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับชาวนาสองผัวเมีย ท้าวปาจิตก็ช่วยเหลือการงานทำไร่ไถ่นาและก็เอ่ยขอว่า ถ้าคลอดออกมาเป็นผู้หญิง จะขอไปเป็นชายา ในที่สุดก็คลอดออกมาเป็นผู้หญิงจริง ๆ ท้าวปาจิตตั้งชื่อให้ว่า “อรพิม” เวลาผ่านไปจนนางอรพิมโตเป็นสาว ท้าวปาจิตจึงขอลากลับบ้านเมืองไปแต่งขันหมากมาสู่ขอ

.

.

ฐานจตุรมุขศิลาแลงของพลับพลาริมน้ำเค็ม หน้าเมืองพิมายทางทิศใต้ ที่

เรียกกันตามตำนานว่า “ท่านางสระผม”

.

.

"บารายศรีสูรยะ" หรือ "สระเพลิง" เชิงเขาพนมรุ้ง

เป็นทั้งแนวถนนราชมรรคาในยุคโบราณ

และเป็นเส้นทางในตำนาน ที่เล่าว่า ท้าวพรหมทัตเดินทางมาตั้งค่ายพักแรม

พื่อจะไปนำตัวนางอรพิมมาเป็นมเหสี

.

           วันหนึ่งนางอรพิมไปเล่นน้ำกับเพื่อน (ที่ท่านางสระผม) นางนึกสนุกจึงเอาเส้นผมใส่ผอบลอยน้ำไป จนถึงมือของพระเจ้าพรหมทัต กลิ่นหอมของเส้นผมนั้นทำให้ “ท้าวพรหมทัต” หลงใหลสั่งให้ทหารออกตามหาเจ้าของเส้นผม เมื่อพบนางอรพิม ทหารจึงจับตัวกลับไปเพื่อถวายท้าวพรหมทัต ระหว่างทางนางอรพิมคิดถึงท้าวปาจิตจึงร้องไห้ไม่ยอมเดินทางต่อ จึงเรียกที่นั้นว่า "บ้านนางร้อง" (อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์) ทหารก็พยายามฉุดกระชากให้นางเดินทางต่อ จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นางกระโดดหนีเข้าไปหลบในป่า จึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า "บ้านปะเต็ล" (เป็นภาษาเขมรแปลว่า กระโดดโลดเต้น) ทหารก็รีบไล่ตามโดยพยายามปิดล้อมหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า "บ้านไผ่ล้อม" แต่ก็ยังไม่ได้ตัวนาง นางอรพิมหนีกระเจิดกระเจิงไปซ่อนอยู่ในถ้ำจนทหารหาไม่พบ จึงเรียกว่า "เขาปลายบัด" (บัดเป็นภาษาเขมรแปลว่า หาย) แต่แล้วในที่สุดทหารของท้าวพรหมทัตก็ตามหาตัวนางจนเจอ

.

            เมื่อนางเข้ามาอยู่กับท้าวพรหมทัตแล้ว แต่ท้าวพรหมทัตก็ไม่สามารแตะต้องตัวนางได้ เพราะถ้าเข้าใกล้นางจะรู้สึกร้อนเป็นไฟด้วยแรงอธิฐานของนาง

 ฝ่ายท้าวปาจิตก็ได้ยกขบวนขันหมากมาตามคำพูดแต่เมื่อทราบว่านางอรพิมถูกท้าวพรหมทัตเอาตัวไปแล้วก็เสียใจมากสั่งให้เทข้าวของเงินทองของหมั้นให้หมด เรียกบริเวณนั้นว่า "เสราะแบจาน" (บ้านทุบจาน) ส่วนสินสอดทองหมั้นก็ไหลไปตามน้ำ จึงเรียกว่า "ลำมาศ" หรือ "ลำปลายมาศ" แล้วท้าวปาจิตก็สั่งให้ขบวนเดินทางกลับ แล้วพระองค์และทหารคนสนิทก็ออกเดินทางไปยังเมืองของท้าวพรหมทัต

.

.

สถูปสมัยทวารวดีกลางเมืองโบราณกงรถ จังหวัดนครราชสีมา

ที่ตำนานเล่าว่า เจ้าชายปาจิตได้นำรถมาทิ้งไว้

.

.

เทือกเขาพนมรุ้ง ฐานที่มั่นของราชวงศ์มหิธรปุระบนเส้นทางราชมรรคา

ตามท้องเรื่องเป็นบ้านของ “นางบัว” มารดานางอรพิม

.

          ท้าวปาจิตเดินทางมาถึงในวันอภิเษกสมรสพอดี จึงบอกกับทหารเฝ้าประตูวังว่าเป็นพี่ชาย เมื่อนางอรพิมเห็นท้าวปาจิตจึงร้องว่า "พี่มาแล้ว" ภายหลังเพี้ยนเป็น "พิมาย" (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา) ท้าวปาจิตและนางอรพิมจึงวางแผนมอมเหล้าเหล่าทหารและท้าวพรหมทัต พอตกค่ำนางอรพิมก็ลอบปลงพระชนม์ แล้วพากันหนีไป เมื่อทหารพากันฟื้นจึงพากันออกติดตาม เมื่อพบนางอรพิม ทหารจึงยิงธนูสกัดเอาไว้แต่ไปถูกกลางหลังของท้าวปาจิตจนท้าวปาจิตสิ้นใจ

ร้อนถึงพระอินทร์ได้ชวนพระวิษณุแปลงกายเป็นงูกับพังพอนกัดกันอยู่ใกล้ ๆ นาง เมื่องูถูกพังพอนกัดตาย พังพอนก็ไปกัดรากไม้มาพ่นให้งู แล้วงูก็ฟื้น แล้วก็สลับกันตาย สลับกันกัดรากไม้พ่นแล้วก็ฟื้น ทำให้นางอรพิมทราบสรรพคุณวิเศษของรากไม้นั้น นางจึงรักษาท้าวปาจิตจนฟื้น ทั้งสองจึงพากันเดินทางกลับเมืองของท้าวปาจิตและนำรากไม้วิเศษไปด้วย

.

.

ปราสาทหินพิมาย อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 15

ในคติ "มูรติทั้ง 8 แห่งองค์พระศิวะ"

แล้วมาสร้างใหม่ในยุคราชวงศ์มหิธรปุระในพุทธศตวรรษที่ 16

แล้วมาสร้างเป็นปราสาทสามหลังตามคติ "วัชรยานไตรลักษณ์" ในพุทธศตวรรษที่ 18

แต่ในตำนานราชมรรคา ปราสาทองค์ใดคือที่ขังโฉมงามนางอรพิมกันหนอ ?

.

          เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่สามารถจะข้ามไปได้ พอดีเห็นเณรพายเรือผ่านมา จึงขอให้เณรพาข้ามแม่น้ำ แต่เณรกลับหลงใหลนางอรพิมจึงออกอุบายว่าเรือลำนี้เล็กให้ไปทีละคน โดยไปส่งท้าวปาจิตก่อน แล้วค่อยกลับมารับนางอรพิม แต่เณรกลับไม่ไปส่งนางที่ที่ท้าวปาจิตคอยอยู่ เมื่อนางอรพิมเห็นความไม่ซื่อของเณรจึงบอกว่านางอยากกินผลมะเดื่อ เณรจึงปีนขึ้นไปเก็บให้ นางจึงเอาหนามมาสุมไว้ที่โคนต้นมะเดื่อ แล้วพายเรือไปหาท้าวปาจิต เณรลงมาไม่ได้จึงกลายเป็น "แมลงหวี่" อยู่ที่ต้นมะเดื่อตลอดมา

.

.

ซากแนวกำแพงและคูน้ำของเมืองโบราณบ้านไทรออ อำเภอหนองหงส์

เล่ากันว่าเป็นบ้านเมืองของนางอรพิม จึงเรียกชื่อกันในท้องถิ่น

.

            นางอรพิมตามหาท้าวปาจิตไม่พบ จึงพายเรือตามหาจนถึงเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อเมืองครุฑราช นางจึงเข้าไปอาศัยที่ศาลาโรงทานของเศรษฐี ในโรงทานนี้มีโรงศพอยู่และภายในมีศพที่ยังคงสภาพ นางอรพิมจึงเอารากไมวิเศษนั้นชุบชีวิต จึงทราบว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นคือนางปทุมเกษรเป็นธิดาเศรษฐี แล้วนางปทุมเกษรก็ขอติดตามนางอรพิมไม่ยอมกลับบ้าน ทั้งสองเป็นหญิงและเกรงกลังอันตรายจึงอธิษฐานขอให้กลายร่างเป็นชาย โดยนำผมที่ตัดไว้ไปฝากไว้ที่ต้น "ช้องนาง" นำขาไปฝากไว้กับต้น "ขานาง" แล้วนำนมไปฝากไว้ที่ต้นงิ้ว (บางสำนวนก็เล่าว่า นางอรพิมนำนมทั้งสองข้างไปไว้ในป่า กลายเป็นต้น "นมนาง" นำแก้มทิ้งไปในป่ากลายเป็นต้น "แก้มอ้น” ทิ้งโยนี กลายเป็นต้น "โยนีปีศาจ")

.

.

.

ซากปราสาทอิฐเก่าแก่ พังทลายลงในดงไม้

กับบารายหนองประจิต บารายขนาดใหญ่ในวัฒนธรรมเขมร

บ้านหนองเสม็ด ตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง

ก็ใช้ชื่อตามตัวละครเอก “เจ้าชายปาจิต” ในตำนาน

.

            เมื่อเดินทางมาถึงเมืองพาราณสี พบว่าประชาชนร้องไห้กันถ้วนทั่ว สอบถามได้ความว่าเจ้าหญิงของเมืองนั้นถูกงูกัดสิ้นพระชนม์ นางอรพิมในร่างชายจึงไปช่วยชุบชีวิต เจ้าเมืองจะยกเจ้าหญิงให้และแบ่งเมืองให้ครองครึ่งหนึ่งแต่นางอรพิมไม่รับขอลาบวช และขอให้เจ้าเมืองสร้างโรงทานและเขียนภาพเล่าเรื่องราวของตนกับท้าวปาจิตไว้ที่โรงทาน นางอรพิมบวชอยู่นานจนเป็นพระสังฆราชแห่งเมืองพาราณสี

.

             วันหนึ่งมีทหารไปบอกนางอรพิมว่ามีชายแปลกหน้าพอเห็นภาพแล้วก็ยืนร้องไห้จนสลบ นางจึงสั่งให้นำตัวเข้าพบ ก็พบว่าเป็นท้าวปาจิต แล้วนางก็อธิฐานขอให้ร่างกลับเป็นหญิงด้วยความรัก แล้วนางก็พาท้าวปาจิตเข้าไปกราบทูลเจ้าเมืองพาราณสีถึงความจริง จึงมอบพระธิดาให้ท้าวปาจิตแทน ท้าวปาจิต นางอรพิม นางปทุมเกษรและพระธิดาของเจ้าเมืองออกเดินทางกับเมืองของท้าวปาจิตและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

.

.

ศาลเจ้าพ่อพญาดินดำ กลางเนินเมืองโบราณบ้านจะบวก

 ที่ตั้งของหลักหินตามตำนาน และเป็นที่แวะพักของนางอรพิม

ลักหินทรายคู่ยังคงตั้งอยู่หน้ามณฑปปราสาทของศาล

ตั้งแต่ครั้งที่เจ้าชายปาจิตสั่งให้ปักไว้

.

             และตำนาน “ท้าวพรหมทัต นางอรพิและเจ้าชายปาจิต” ในสำนวนของ “ตำนานเมืองนางรอง” ก็เล่าว่า ชื่อ“นางรอง” นั้น มาจากตอนที่ นางอรพิมพ์หนีท้าวพรหมทัตเจ้าเมืองพิมายมากับท้าวปาจิต  โอรสเจ้าเมืองนครธม นางอรพิมพ์นั่งร้องไห้เพราะท้าวปาจิตต์ถูกงูกัดตายที่นี่  เลยเรียกเมืองนี้ว่า “นางร้อง”  แล้วเพี้ยนมาเป็น “นางรอง”

.

            ตำนานเมืองนางรองอีกสำนวนหนึ่งเล่าว่า สมัยของพระเจ้าชัยวรมันแห่งนครธม  พระองค์มีพระราชโอรสองค์หนึ่งนาม เจ้าชายปาจิตต์  เมื่ออายุ ครบ 18 ชันษา โหรได้ทำนายไว้ว่าหญิงที่จะมาเป็นพระชายาของเข้าชายยังไม่ถือกำเนิด  และอยู่ห่างจากนครธมมาก  บิดามารดาของหญิงผู้นั้นเป็นคนธรรมดา  ทำไร่อยู่ที่ภูเขาแห่งหนึ่ง  สันนิษฐานว่าเป็นเขา  “ไปรบัด (ปลายบัด)” หรือ “เขาพนมรุ้ง”  เวลานี้จวนถือกำเนิดจากครรภ์มารดาแล้ว  ควรจะให้มีผู้พิทักษ์รักษาความปลอดภัย

.

. 

ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาท"ศิริศะ" เพื่อการบูชาพระศิวะบนเขาไกรลาส (สมมุติ)

เป็นฐานอันมั่นคงของราชวงศ์มหิธรปุระตั้งแต่ยุคพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1

ที่เชิงเขาเป็นที่ทำนา "กัลปนา"

ตำนานบางสำนวนเล่าว่าเป็นบ้านของมารดานางอรพิม  

.

            เจ้าชายปาจิตต์เชื่อในคำทำนายนั้นจึงออกตามหา  โหรกราบทูลเพิ่มเติมว่า  บิดามารดาของหญิงผู้นั้นมีอายุเกินหกสิบปีแล้ว  มารดาของหญิงนั้นไม่ว่าจะย่างเท้าไปทิศไหนก็จะมีคนกั้นร่ม หรือสัปทนให้เสมอ  แต่จะมีเพียงท้าวปาจิตต์เท่านั้นที่แลเห็นนาง  ที่อยู่ของหญิงผู้นี้อยู่ทางทิศพายัพของนครธม  ต้องเดินด้วยเท้าหลายวันจึงจะถึง  เมื่อเจ้าชายเดินทางมาทิศตะวันตกได้พบม้าลักษณะงามตัวหนึ่ง (แซะลออ เป็นภาษาเขมร แปลว่า ม้างาม)  ครั้นถึงเมืองนางรองที่บ้านหินโคน สืบเสาะได้ความว่าที่เขาพนมรุ้งมีคนทำไร่ และมีลักษณะดังคำทำนายอาศัยอยู่จริง  จึงได้เดินทางไปและแจ้งให้บิดามารดาของนางทราบโดยละเอียด

.

.

ในตำนานกล่าวถึง "ทุ่งอรพิมพ์" ใกล้บ้านหนองทองลิ่ม

ที่นั่นก็ยังคงมีเศษซากของปราสาทอิฐในวัฒนธรรมแบบเขมรตั้งอยู่

.

            ต่อมาเจ้าชายได้แจ้งเรื่องไปยังพระราชบิดาที่นครธม  จึงให้เกณฑ์ผู้คนตัดถนนฝังหลักเขตจากเขาพนมรุ้งไปถึงนครธม (ดังปรากฏหลักหินมาถึงทุกวันนี้ที่บ้านจะบวก  ตำบลนางรอง 1 หลัก  บ้านหินโคนน้อย 1 หลัก  และที่บ้านหินโคนดง 1 หลัก รวม 3 หลัก  หลักหินที่ฝังไว้นี้สันนิษฐานว่าคงฝังเป็นระยะทาง 400 เส้น ต่อ 1 หลัก  ทางหรือถนนที่สร้างขึ้นไว้นั้น  น่าจะเป็นทางเดินช่องแซะละออทุกวันนี้  แต่เพี้ยนมาเป็นช่องสายออหรือช่องกุ่ม)

.

            หลังจากหญิงชาวไร่คลอดบุตรหญิงออกมาจนมีอายุครบ 16 ปี  มีรูปโฉมงดงามมาก ตั้งชื่อว่า นางอรพิมพ์  เจ้าชายหลงใหลรักใคร่ในตัวนางมากจึงเตรียมที่จะอภิเษกตามราชประเพณี

.

            กล่าวถึงอีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองพิมาย  ผู้ครองนคร คือ ท้าวพรหมทัต  ครองเมืองหน้าด่านดูแลต่างพระเนตรพระกรรณของพระเจ้านครธม (สันนิษฐานว่าเมืองพิมายเดิมน่าจะเรียกว่าพี่มา  สาเหตุมาจากนางอรพิมพ์ เมื่อพบกับเจ้าชายปาจิตต์ก็อุทานออกมาว่า พี่มา  เมื่อนานเข้าก็เพี้ยนเป็นพิมาย จนทุกวันนี้)  ท้าวพรหมทัตมีความร้อนรุ่นใจใคร่ออกไปเที่ยวป่า  รอนแรมมาจนถึงพนมรุ้ง  ตั้งค่ายพักแรมที่ริมสระน้ำใหญ่เรียกว่า “สระเพลิง (เพลง)” (อาจเป็นบารายศรีสูรยะ  บ้านหนองบัวราย อ.ประโคนชัย)  อยู่ทางทิศตะวันออกของปราสาทหิน  เมื่อได้ขึ้นไปบนปราสาทก็พบหญิงสาวโฉมงาม  จึงอยากได้นางไปเชยชม  จึงได้ให้ทหารไปฉุดคร่านางมาจากบิดามารดาและทหารของเจ้าชายปาจิตต์จนสำเร็จ  ท้าวพรหมทัตนำตัวนางอรพิมพ์ไปยังเมืองพิมายโดยไม่รู้ว่านางเป็นคู่หมั้นของท้าวปาจิตต์  ระหว่างที่เดินทางมาถึง “บ้านจะบวก” นางอรพิมพ์ได้ขอร้องให้ท้าวพรหมทัตหยุดพักการเดินทาง เพื่อหาโอกาสส่งข่าวให้เจ้าชายปาจิตต์ทราบ  แต่ท้าวพรหมทัตไม่ยอม  ครั้นเดินทางมาถึงลำน้ำทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนางรอง  นางอรพิมพ์ได้ลงจากช้างและนั่งร้องไห้ที่ริมฝั่งน้ำ  ครวญถึงบิดามารดาและเจ้าชายปาจิตต์  ต่อมาได้เรียกลำน้ำนี้ว่า ลำน้ำนางร้อง  และเพี้ยนมาเป็นลำน้ำนางรอง  ภายหลังจากหยุดพักพอสมควรแล้วก็เดินทางต่อจนถึงเมืองพิมายโดยที่มีทหารของเจ้าชายปาจิตต์สะกดรอยตามไปจำนวนหนึ่งและอยู่ปะปนไปกับผู้คนในเมืองเพื่อหาโอกาสช่วยเหลือและรอเจ้าชายยกทัพมาสมทบ

.

ห้องข้างประตูเมืองพิมายทางทิศใต้ เห็นการเรียงหินและการนำเสานางเรียงของปราสาทหินพิมายมาใช้เป็นเสาพื้นและคานประตู

ประตูเมืองพิมายมีรูปแบบเดียวกับประตูเมืองพระนครธม

ท้าวพรหมทัตจะนำนางอรพิมมาขังที่นี่หรือเปล่า

หรือ เจ้าชายปาจิตต์จะมาหลอกทหารยามว่าเป็นพี่ชายของนางอรพิมที่ตรงประตูนี้

.

          ฝ่ายเจ้าชายปาจิตต์ยกทัพมาตามเส้นทางเดิม โดยไม่หยุดพักทั้งกลางวันและกลางคืน ผ่านบ้านแซะ (เมืองครบุรี)  สระประทีป  และมาสว่างที่บ้านเสิงสาง (อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ปัจจุบัน)  แล้วเดินทางมาถึงลำน้ำลงเรือที่บ้านวังบุกระถิน (ลำปลายมาศในปัจจุบัน)  เห็นข้าราชบริพารของท้าวพรหมทัตเตรียมเรือขันหมากไว้สองลำ  เห็นดังนั้นจึงโกรธแค้นท้าวพรหมทัตมาก จึงจมเรือขันหมากเสียในลำนำนี้ (ลำน้ำนี้จึงได้ชื่อว่า ลำปลายมาศ เพราะมีทองขันหมากจมอยู่มากมาย)  และเปลี่ยนจากการไปทางเรือไปทางรถม้าแทน  เมื่อถึงบ้านกงรถก็ทิ้งรถไว้  ที่นี่จึงได้เรียกว่า “บ้านกงรถ” มาจนทุกวันนี้ (บ้านกงรถ อยู่ในเขต ต.กงรถ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา)  จากนั้นเจ้าชายได้ปลอมตัวเป็นคนสามัญ เดินทางต่อไปยังเมืองพิมายตามหานางอรพิมพ์จนพบ  เมื่อพบกันครั้งแรกนางอรพิมพ์ได้อุทานด้วยความยินดีว่า “พี่มาแล้ว” ถึง 3 ครั้ง  หลังจากนั้นเจ้าชายจึงได้ฆ่าท้าวพรหมทัต  และนำตัวนาวอรพิมพ์กลับเมืองนครธม  โดยเดินทางผ่านทุ่งกระเต็นในปัจจุบัน  ซึ่งห่างจากเมืองพิมายมาไกลมาแล้ว  และได้มีการเลี้ยงฉลองเต้นรำกันที่ทุ่งแห่งนี้  จนเรียกขานว่า ทุ่งกระเต้น ต่อมาเพี้ยนเป็น ทุ่งกระเต็น  

.

.

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงภาพของเมืองโบราณรูปวงกลมที่มีชื่อว่า "เมืองกงรถ"

ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 19 ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี

ถูกวัฒนธรรมแบบเขมรเข้าซ้อนทับในพทธศตวรรษที่ 15

ที่กลางเมืองมีสถูปโบราณและเคยพบธรรมจักรศิลาและวัฒนธรรม"หินตั้ง"

.

            รุ่งขึ้นได้เดินทางผ่านเส้นทางเดิมและวกมาทางทิศตะวันออกจนถึงทุ่งแห่งหนึ่งก็หยุดพักผ่อน  ซึ่งทุ่งนี้ต่อมาเรียกว่า “ทุ่งอรพิมพ์”  ซึ่งอยู่ใกล้บ้านหนองทองลิ่ม  ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณ 100 เส้น  จากนั้นออกเดินทางต่อไปถึงบ้านแซะละออเข้าสู่นครธม และได้อภิเษกกับนางอรพิมพ์เป็นกษัตริย์กับมเหสีในที่สุด

.

            ตำนานเรื่อง “ท้าวพรหมทัต นางอรพิมและเจ้าชายปาจิต” จากสำนวนต่าง ๆ ที่ล้วนแต่มีเนื้อเรื่องที่คล้ายคลึงกัน มีชื่อในเรื่องราวตามตำนานที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับสถานที่ โบราณสถาน ชุมชนโบราณ ที่มีอยู่จริงหลายแห่ง คือ

  • เมืองนครธม คือ เมืองพระนครธม พระนครหลวงหรือชัยศรีปุระ ที่สร้างขึ้นในยุคพระจ้าชัยวรมันที่ 7 พร้อมกับการปรับปรุงถนน “ราชมรรคา” ขึ้นมาใหม่ จากเครือข่ายเส้นทางเดิมในยุคก่อนหน้า
  • เมืองพิมาย คือ เมืองโบราณที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย ที่เล่ากันตามชื่อคำอุทาน ”พี่มาแล้ว”  คือตอนที่นางอรพิม เรียกท้าวปาจิตต์ตอนกลับมา ในตำนาน แต่ชื่อที่ปรากฏในจารึกเรียกว่า “วิมาย - วิมายะปุระ”

.

.

ปรางค์พรหมทัต ในมณฑลศักดิ์สิทธิ์ด้านในของปราสาทหินพิมาย

ตอกย้ำตำนานการมีตัวตนของท้าวพรหมทัต ผู้หลงรักนางอรพิมจับใจ

จนก่อให้เกิดตำนานพื้นบ้าน

อาจจะมีอยู่จริงในจินตนาการยามเมื่อท่านได้ลองไปนั่งติดฝนอยู่คนเดียวสัก 1 ชั่วโมง

ภายในปรางค์ หน้ารูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (จำลอง)

ที่มีละอองฝนโปรยปรายและน้ำหยดลงมาจากยอดปราสาท

แบบที่ผมได้สัมผัสมาแล้ว

.

  • บ้านนางร้อง  หรือ เมืองนางรอง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
  • เขาปลายบัด คือ เทือกเขาปลายบัด ทางทิศใต้ของเทือกเขาพนมรุ้ง บนยอดเขาปลายบัดมีปราสาทในวัฒนธรรมเขมร ตั้งแต่ยุคพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 2 แห่ง
  • ลำปลายมาศ คือ ลำน้ำที่เจ้าชายปาจิตต์เทขันหมากทิ้ง เป็นลำน้ำสำคัญในเครือข่ายชุมชนโบราณจำนวนมาก ตามแนวเส้นทางราชมรรคา
  • เขาพนมรุ้ง คือภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางราชมรรคา มีหลักฐานโบราณคดีพบชุมชนโบราณในอิทธิพลของราชวงศ์มหิธรปุระ จำนวนกว่า 150 แห่ง ตั้งอยู่โดยรอบ บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของปราสาทเขาพนมรุ้ง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18
  • บ้านจะบวก คือ ชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองนางรองทางทิศใต้ เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี ถูกซ้อนทับโดยกลุ่มชนในวัฒนธรรมเขมร ที่กลางเนิน มีศาลเจ้าพ่อพญาดินดำ ปรากฏหลักหินทราย 2 หลักตรงตามตำนาน
  • สระเพลิงหรือสระเพลง บ้านหนองบัวราย อำเภอประโคนชัย เป็นบารายขนาดใหญ่ เชิงเขาพนมรุ้ง และมีหลักฐานว่า บนคันขอบบารายทางทิศเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของถนนราชมรรคาที่เป็นแนวลงมาจากชุมชนโบราณประทัดบุ
  • หมู่บ้านสำเร็จ หรือ หมู่บ้านสัมฤทธิ์ คือหมู่บ้านที่นางบัวอาศัยอยู่
  • ทุ่งอรพิมพ์ อยู่ใกล้กับ บ้านหนองทองลิ่ม ซึ่งเป็นชุมชนโบราณในยุคพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 ปรากฏหลักฐานของซากฐานปราสาทเก่าที่สร้างด้วยอิฐ ฐานศิลาแลงและบารายประจำศาสนสถาน
  • ถนนนางคลาน คือ ถนนที่นางอรพิมหัดคลาน
  • บ้านนางเดิน คือ บ้านที่นางอรพิมหัดเดิน
  • บ้านกงรถ คือ บ้านที่เจ้าชายปาจิตต์ทิ้งรถเอาไว้ ปัจจุบันคือเมืองโบราณรูปวงกลมบ้านกงรถ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา   
  • ท่านางสระผม คือ ท่าน้ำที่นางอรพิมเคยอาบน้ำ สระผม ท่าน้ำนี้อยู่ริมลำน้ำเค็ม ทางทิศใต้ของเมืองพิมาย
  • เมรุพรหมทัต คือ สถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงท้าวพรหมทัต 

.

.

สถูปเจดีย์แบบทวารวดี (บูรณะต่อมาในยุคหลัง) กลางเมืองโบราณพิมาย

คือสถานที่ประกอบพิธีถวายพระเพลิงท้าวพรหมทัต ตามตำนานเมืองพิมาย  

.

            จากตำนาน “ท้าวพรหมทัต นางอรพิมและเจ้าชายปาจิต” ในสำนวนต่าง ๆ ที่เล่าขานสืบต่อกันมาทั้งหมดนั้น จะเห็นเค้าของโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด แต่ชื่อเรียกอาจไม่เหมือนกันไปตามท้องถิ่น เรื่องราวของตำนานได้บอกเล่าถึงการเดินทาง การติดต่อ และการแวะพักตามเมืองหรือชุมชนต่าง ๆ ทั้งเมืองพิมาย เมืองพระนครธม พนมรุ้ง ที่ล้วนแต่เป็นชุมชนโบราณ ที่มีความสำคัญบนแนวเส้นทางราชมรรคา

.

           การเดินทางในเนื้อเรื่องบางตอน ก็จะต้องข้ามลำน้ำ ซึ่งในความเป็นจริง เครือข่ายถนนโบราณก็ต้องอาศัยเครือข่ายของลำน้ำ เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างไกลด้วยเหมือนกัน

            ถึงเรื่องราวจะกล่าวถึงเส้นทางที่ตัวละครใช้เดินทางในเนื้อเรื่องแตกต่างไปจากหลักฐานทางกายภาพของเส้นทางราชมรรคา แต่ “ตำนาน” ก็ยังคงเป็นข้อยืนยันที่สำคัญว่า ผู้เริ่มเล่าเรื่องในสำนวนนี้ ไม่ได้ใช้ถนนราชมรรคาเดินทางในชีวิตจริงทั้งสาย แต่ได้ใช้เครือข่ายของเส้นทางถนนที่มีมากกว่าถนนเพียงเส้นเดียวในการเดินทางไปสู่เขตเขมรต่ำ เรื่องราวในสำนวนของเขา จึงได้นำประสบการณ์จากการเดินทางของตนเอง มาผสมบอกเล่าเป็นเส้นทางของเจ้าชายปาจิตต์ ว่า “ได้ออกจากเมืองพระนครธมทางทิศพายัพ” (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งนั่นก็ตรงกับแนวของเส้นทางราชมรรคาสายเหนือที่มีอยู่จริง แต่การเดินทางกลับไปผ่านช่องแซะลออหรือแซร์ออ ที่อยู่ห่างไปทางใต้ในเขตจังหวัดสระแก้ว (หรืออาจะเป็นเมืองโบราณไทรออ ตำบลเสาเดี่ยว อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์) แทนที่จะใช้ช่องเขาตาเมือน ที่เป็นช่องเขาของถนนราชมรรคา หรือช่องเขาหลายช่องบนเทือกพนมดงรักในเขตจังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ร่องรายการเดินทางของผู้คน บนเส้นทางสายราชมรรคา

ปรากฏเป็น "รอยสึกลึกจนเป็นร่อง" ที่มีการวางหิน (เสานางเรียง) ที่มีความแข็งกว่าหินทรายสีแดงมาบังคับร่องของล้อเกวียน ประตูเมืองทางทิศใต้ของเมืองพิมาย

ซึ่งเป็นทิศด้านหน้าของเมือง

หากใช้จินตนาการตามตำนานราชมรรคา ผู้คนที่เดินเข้าออกผ่านประตูนี้เพื่อกลับไปยังเมืองพระนครธม คงมี เจ้าชายปาจิตต์ โอรสพระเจ้าชัยวรมัน กับนางอรพิม รวมอยู่ด้วย

.

            ตำนาน เรื่อง “ท้าวพรหมทัต นางอรพิมและเจ้าชายปาจิต” นี้ อาจมีส่วนช่วยอธิบายภาพของวิถีชีวิตและช่วย “สร้างจินตนาการ” (Imaging) ถึงเรื่องราวของผู้คนในหลากหลายวัฒนธรรม ที่เคยอาศัยอยู่ตามแนวเส้นทางราชมรรคาในอดีต ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แขมร์ลือ แขมร์กรอม ไท – ลาว ไทยอีสาน ไทเบิ้ง ไทยนางรอง ไทยโคราช มาจนถึงคนไทยในปัจจุบัน ได้ดีกว่าการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพียงด้านเดียว

.

            และด้วยเพราะความสำคัญของเรื่องราวที่อาจเป็นเพียง เรื่องเล่า นิทานตำนานพื้นบ้าน แต่กลับแฝงด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงมากมาย ตำนานเรื่องนี้จึงควรถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งของ  “ตำนานราชมรรคา” ด้วยเช่นกัน !!!

 

          คิดถึงกันก็ช่วยลงชื่อว่าเข้ามาเยี่ยมแล้ว ด้วยนะครับ  หุ หุ

 

ปล. ตำนานเรื่อง “ท้าวพรหมทัต นางอรพิมพและท้าวปาจิตต์” นี้ สามารถหาอ่านได้จาก Internet หลายแห่งครับ




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
สิริปตี วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 01.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

ทำไง จะจำได้หมดคะอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
ni_gul วันที่ : 05/12/2011 เวลา : 04.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

รู้ชื่อหนังสือแล้วค่ะ ...

หนังสือการศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องอิทธิพลกลอนอ่านในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่ โดย ทิพวัน บุญวีระ กองวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2541
เล่มนี้มีครอบครองอยู่ ... เปรียบเทียบกลอน 2 เรื่อง หน้าต่อหน้า บทต่อบท ...ดีทีเดียว ... ได้รู้เรื่องเกร็ดของสมุดไทยและงานของสุนทรภู่เป็นสมุดไทยมากมายหลายเล่มที่อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ และยังอ่านค้นกันไม่หมด...แสดงถึงความนิยมต่อผลงานของสุนทรภู่นั้นมีมากอักโขน่าทึ่งจริงๆ คุณทิพวัน บุญวีระ ยังได้เน้นให้เห็นความโดดเด่นของสุนทรภู่ในด้านการพรรณนาชมนกชมไม้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่นำมาใช้หลายเรื่องและงดงามแตกต่างจากที่เคยนิยมในยุคนั้น ลองอ่านที่ตัดตอนแล้ว ที่
http://www.happyreading.in.th/article/detail.php?id=682 [ต้นแบบ"กลอนสุนทรภู่" มาจาก"กลอนอ่าน"ตำนานปราสาทพิมาย (จังหวัดนครราชสีมา) สมัยกรุงธนบุรี]
อ่านๆๆ สนุกดีค่ะ

ตำนานปราสาทหินพิมาย กับ ปาจิตกุมาร ...
สนุกดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 16.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

อ่านจนเพลินเลยครับ เยอะจนจะกลายเป็นพงศาวดารได้เลยนะเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
พัฒนากรคนสวย วันที่ : 06/11/2011 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sunshineday15

ขอบพระคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ขออนุญาตแบ่งปันไว้ในเครือข่าย FB ด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
เดือนสิบสอง วันที่ : 05/12/2010 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/museum-rung
 National Museum ( * - * )..Rung.. ( * - * )

หวัดดีค่ะ คุณศุภศรุต เสียดายไม่ทักทายกันเลย..เปิดเข้ามาดูช้าไปหน่อย ช่วงเช้าคนเยอะค่ะ บ่ายหาย...อิอิ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 29/10/2010 เวลา : 20.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

แวะมาทักทาย มาเยี่ยมเยียนค่ะ

ห่างหายไปจากบลอกเลยนะคะ สบายดีไหม

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
simplelife วันที่ : 14/09/2010 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/simplelife

แวะมาทักทายค่ะ อ.วรนัย
ขอบคุณนะคะที่เข้าไปช่วยเสนอแนะความเห็น
การเวียนเทียนกลางน้ำ ถือเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรม
ของการท่องเที่ยวค่ะ เข้าใจดี
และยังรู้สึกเสียดายที่เรามุ่งหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อสนอง
ความต้องการบริโภค
มากกว่า วัฒนธรรมที่งดงามและเป็นรากของสังคม

ยังคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวและรับความรู้จากอาจารย์
เมื่อไรจะจัดเที่ยวอีกคะ ส่งข่าวด้วยค่ะ
ตอนนี้เริ่มคิดจะเที่ยวลึกๆ ในเรื่องพุทธ และวัด พม่า ค่ะ
อาจารย์มี โปรแกรม ไหมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 12/09/2010 เวลา : 00.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ไปนางรอ(ง)
มีพูดกันถึงตำนาน นางอรพิม กับท้าวปาจิต ด้วยละ

คิดถึง ศุภศรุตจูเนียร์

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
ช.พิพัฒน์ วันที่ : 11/09/2010 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawas

ขอขอบคุณท่านอาจารย์ศุภศรุตครับ ผมอีกคนหนึ่งที่ติดตามผลงานของอาจารย์ครับ

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
ปรัตยา วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 22.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

อืมมม ส่วนสูงใกล้เคียงกะผมเลย สงสัยต้องวัดกันเป็นมิลลิเมตร





ความคิดเห็นที่ 29 (0)
วิตามินบี วันที่ : 31/08/2010 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  



ความคิดเห็นที่ 28 (0)
วิตามินบี วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 17.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


คุณลุงหายไปเลยนะคะ

เมื่อไหร่จะจัดทริปไปเที่ยวอีกละคะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
สิริปตี วันที่ : 30/07/2010 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

มาพาดพุง นม ถั่งเหลือง หนูซะงั้น
ก็ถามอ.เจี๊ยบ คืนก่อนไปแล้วว่าใช้นมถั่วเหลืองได้ไหม
อ.บอกว่าได้ นู๋ก็หยิบไปเลยค่ะ น่าจะมีสารอาหารมากกว่านมวัวนะคะ ไม่ท้องเสียด้วยอ่ะ

พวกเรา พวกลาว พวกราว รอไปพม่า หรือไปไหนตาใจอาจารย์มาหลายเพลงแล้วนะคะ
เมื่อไหร่จะเปิดทริปซะที เก้บเงินจนเงินหมดไปหลายรอบแล้วค่ะ

สิริ-ระมาด คนเดิม อิอิ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
สิริปตี วันที่ : 30/07/2010 เวลา : 14.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

มาพาดพุง นม ถั่งเหลือง หนูซะงั้น
ก็ถามอ.เจี๊ยบ คืนก่อนไปแล้วว่าใช้นมถั่วเหลืองได้ไหม
อ.บอกว่าได้ นู๋ก็หยิบไปเลยค่ะ น่าจะมีสารอาหารมากกว่านมวัวนะคะ ไม่ท้องเสียด้วยอ่ะ

พวกเรา พวกลาว พวกราว รอไปพม่า หรือไปไหนตาใจอาจารย์มาหลายเพลงแล้วนะคะ
เมื่อไหร่จะเปิดทริปซะที เก้บเงินจนเงินหมดไปหลายรอบแล้วค่ะ

สิริ-ระมาด คนเดิม อิอิ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ni_gul วันที่ : 29/07/2010 เวลา : 23.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ที่นี่เราเคยคุยกันทางไฮกุเรื่องเขาพระวิหาร
http://www.oknation.net/blog/taimahayan/2009/09/30/entry-1

และนี่คือตัวอย่างจากนิกุลคนเดียว

#มหาวิหาร (กวีไทไฮกุ)

เพื่อประชาร่มเย็น (๕)
...ศรัทธาที่สร้าง...ร้างนานแล้ว (๗)
ยังเสร็จสามเกลอโฉด (๕)

(น่ากลัวยิ่งกว่าการเมืองระหว่างประเทศ...มันคือ...โลภ-โกรธ-หลง)
...
..
.
#กำขี้ดีกว่ากำตด? (กวีไทไฮกุ)

ห้าสิบปี บ่มีไผแตะ (๕)
พอเริ่มแกะ เพื่อนเรากร้าวรุก (๗)
พา...อด... ทั้งตด-ขี้ (๕)
...
..
.
#"นิทาน?" (กวีไทไฮกุ)

ตาอินกะตานา (๕)
เคยหาปลามาร่วมกินกัน (๗)
ปลาลงข่ายตาอยู่! (๕)
...
..
.
#"อนาคตมหาวิหาร" (กวีไทไฮกุ)

กำแพงหนารายรอบ (๕)
เขตทับซ้อน...มรดกโลก (๗)
ฉนวน...เปรี๊ยะวิหาร!(๕)
...
..
.
ni_gul
ขอบคุณญาปู่ไทเซนค่ะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ni_gul วันที่ : 29/07/2010 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

สวัสดีค่ะ
เคยอ่านหนังสือของกรมศิลป์ เป็นหนังสือที่คล้ายรายงานการค้นคว้าสมุดไทยในหอสมุดแห่งชาติที่เปรียบเทียบนิทานคำกลอนกับกลอนของสุนทรภู่อยู่เล่มหนึ่ง อ่านผ่านๆ ตา ดูเหมือนว่าเกียวกับนิทานคำกลอนเรื่องเจ้าชายปาจิตตี ยุคกรุงธนต่อต้นรัตนโกสินทร์ มีเรื่องราวที่คล้ายกับเรื่องจันทโครพปะปนด้วยเรื่องที่นางในผอบต้องคำสาบกลายเป็นชะนี ว่าเป็นเรื่องที่สุนทรภู่ในวัยรุ่นได้อ่านได้ร้องและเลยนำมาดัดแปลงเป็นเรื่องพระอภัยมณีและเรื่องอื่นๆ ในแนวทางของตัวสุนทรภู่เอง เพราะบางตอนในการชมจันทร์ ชมธรรมชาติดูของสุนทรภู่จะคล้ายกันมากกับกลอนเก่าเเร่องนี้ ตอนนั้นสนใจแต่สุนทรภู่ค่ะ เลยเลอะเลือนค่อนไปทางไม่แน่ใจแต่คุ้นในคำเจ้าชายปาจิต...ปาจิตตี?.... จะเป็นเจ้าชายปาจิตกับนางอรพิม ที่เล่าถึงนี้หรือเปล่าคะ?
แผนกวรรณคดีกับโบราณคดีเขาคุยกันไหมคะเรื่องนี้? เล่าให้อ่านบ้างสิคะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 23/07/2010 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

นิทานปรำปรา มุขปาฐะ ได้ฟังได้อ่านแล้วสนุก
ยิ่งสนุกมากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องเล่าของท้องถิ่นที่เราเกิด...

ด้วยแรงบันดาลใจ จากอาจารย์ ศุภศรุต นี่แหละ
ตอนกลับบ้าน ผมจึงให้แม่ และป้า เล่านิทานให้ฟังอีกครั้ง
ถึงที่มาของชื่อสถานที่ต่างๆ ที่อ้างอิงมาจากเรื่องเล่า
ขวานฟ้า เขานางฟ้า คลองกรูด แท่นบรรทม...ฯลฯ

ผมว่าจะใช้ความสามารถอันน้อยนิด ช่วยเขียนบันทึกไว้
ก่อนที่เรื่องเล่านี้จะหายไป พร้อมกับคนเฒ่าคนแก่
(แต่ยังไม่ค่อยมีเวลาเขียน อิ อิ)

--------------------
อ่านถึงตรงนี้ แล้วยิ้มขำๆๆ
เมื่อนางอรพิม เห็นท้าวปาจิต จึงร้องว่า "พี่มาแล้ว"
ภายหลังเพี้ยนเป็น "พิมาย"
ฮะ ฮะ ฮ่า
บทนี้เป็น มุขปาฐะ ที่ต่อเติมเกินแน่นอน ใช่ไหมครับ อ.จารย์
"พี่มาแล้ว"...นี่มันเป็นภาษาไทยแต้ๆ
ในยุคสมัยนั้น นางอรพิม คงจะไม่พูดภาษาไทย
แบบนี้นะคร๊าบบบ
----------------------------

มาบ้านนี้ด้วยความคิดถึง อ.จารย์
อยู่ยาววววว จนเน็ทตัดทุกที
แล้ว อ.จารย์ จะไม่แวะไปบ้านหลังน้อยๆ
ของอะหนึ่ง บ้ า ง เ ห ร อ ค รั บ...

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ป้ารุ วันที่ : 20/07/2010 เวลา : 22.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมามีอาการสะอึกบ้างมั้ยคะ
เมื่อชาวโอเครวมตัวกันต้องถามถึงอาจารย์เจี๊ยบกันตลอดเวลา (ลัคกี้ด้วยค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
องครักษ์ วันที่ : 20/07/2010 เวลา : 13.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchon
M. CC.  Save Bird Save Habitat

เนื้อหาก็ยาว ตอบคอมเมนท์ก็ยาว แต่ผมก็ชอบ ที่ชอบกว่าก็คือ การได้เห็นลีลาบรรยาย ได้ฟังเรื่องจากปากอาจารย์ มัน มันส์ กว่ามากคับ...555

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
siampatriot วันที่ : 03/07/2010 เวลา : 08.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ตามรอยซะเหนื่อยเลย...
เปิดทริปซะทีซิครับอาจารย์....

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 02/07/2010 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ห่วงหาอยู่ครับที่หายไปนาน กลับมา ...สืบสานตำนาน เส้นทาง “ราชมรรคา” น่าสนใจมากครับ... "นางอรพิม ทิ้งโยนี กลายเป็นต้น "โยนีปีศาจ" เธอทิ้งอย่างกระจัดกระจาย ความงามทำให้เธอถูกยื้อแย่งเป็นตำนานน่าสนใจยิ่ง ครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
BlueHill วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เห็นด้วยกับคห. 9 ครับ
คุณลุงจะพาพวกเราสัญจร นอกกรอบไปที่ไหนหรือเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
มะอึก วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ความคิดเห็นที่ 12
ศุภศรุต
.
.
ไหล่...บ่า....
ราชาศัพท์เรียกว่า....."พระอังสา"

ที่อาจารย์เรียกว่า..."พระไหล่"...ก็เท่ห์ดีเหมือนกันนะครับ.

ส่วนปลายจะงอยบ่า....
ราชาศัพท์เรียกว่า......"พระอังสกุฏ"
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
มะอึก วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


.

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
มะอึก วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เมื่อคืนที่ผ่านมา
ผมได้อ่านเรื่องนี้แล้ว 1 จบ แต่จิตไม่มีสมาธิพอ เพราะใจจดจ่อที่ทีมบราซิล
.
เช้านี้เข้ามาอ่านเอาเรื่องอีกแล้ว 1 จบ
เรื่องอยู่ในจดหมายน้อย
.
.
ขออนุญาตนั่งทานกาแฟสักครู่.....ผมจะอ่านเอาความครับอาจารย์
.
ส่วนผมจะกล้าเม้นท์เป็นประการใด ?...
บอกตามตรงว่าไม่กล้ามีความคิดเห็นต่าง...
แปลว่า...ส่วนใหญ่จะเชื่อตามที่อาจารย์เล่า สันนิษฐานและตั้งข้อสังเกต
.
ยิ่งอาจารย์มีความคิดเห็นนอกกรอบไปจากประวัติศาสตร์ที่เขาเขียนไว้เท่าไหร่?
ผมมีแนวโน้มรับฟังคล้อยตาม....
.
.
ขอบพระคุณครับ
.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ขอตอบคุณni_Gul ครับ

ในความเห็นผม อาณาจักรกัมโพศของชาวขแมร์กรอม (ขอม) ไม่ได้เป็นอาณาจักร แต่เป็นระดับ จักรวรรดิที่มีแว่นแคว้นแยกกันปกครอง
การล่มสลายของจักรวรรคดิ ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มันเสื่อมลง เพราะกลุ่มผู้ปกครองสูงสุดไร้ความสามารถ
การควบคุมน้ำ (ในบาราย)ก็ล้มเหลว
การเก็บภาษี ก็จำกัดวงแคบลง
การทหารก็อ่อนแอ ไม่สามารถระดมแว่นแคว้นได้เช่นยุคพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ชัยวรมันที่ 7 แห่งราชวงศ์มหิธรปุระ
กลุ่มแว่นแคว้นไกลออกไปทางตะวันตกก็ต่างชาติพันธุ์
ทางตะวันออกก็มีไดเวียด เข้ากวาดล้างจามปา
กลุ่มผู้นำทางเศรษฐกิจแยกตัวหนีลงไปตั้งสถานีการค้าที่จัตุรมุข (อุดงมีชัย)


เมื่อจักรวรรดิเล็กลง ก็เข้าสู่ยุคอาณาจักรขอมในพุธศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ได้เข้มแข็ง หรือมีอำนาจเช่นในอดีต

บ้านเมืองเก่าที่ถูดยึดครอง ก็เริ่มแยกตัว แม้ในเขตรอบที่ราบทะเลสาบเขมรเองก็แยกออกจากกัน

ประชากรแยก การเกณฑ์แรงงานก็แยกจนต้องหยุดการสร้างปราสาทหิน ไม่ใช่เพราะหยุดเอง แต่กลุ่มคนไม่ได้เป็นเนื้อจักรวรรดิเดียวกันอีกแล้ว

ในทางความเชื่อ ก็แตกออกเป็นเสี่ยง ทั้งเถรวาทลังกา เถรวาทมหายาน มายาน วัชรยาน ฮินดู ก็ไม่เหมือนกันในแว่นแคว้นที่เคยร่วมในจักรวรรดิ

ผู้ปกครองเดิม ก็แยกตัว ทั้ง ลวปุระ ทั้งพิมาย (มหิธรปุระ-กลุ่มวัชรยานและกลุ่มฮินดู) ทั้งสุโขทัย ทั้งอโยธยา ทั้งสุวรรณปุระ แม้กระทั้งสิงหปุระ ที่เคยขึ้นกับเมืองแม่โดยตรง ก็ยังเอาตัวไม่รอดกลายเป็นเมืองร้าง


เมื่อไม่มีคน ศูนยืกลางจักรวรรดิ ที่วันนี้กลายเป็นเมืองโบราณของเทพเจ้า ก็ร้างผู้คน เป็นเพียงเมืองสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ที่ไม่มีจริง

บารายก็ไม่มีใครขุดลอก ตื้นเขิน น้ำมามากก็ล้น กำแพงก้พัง เก็บกักน้ำไม่อยู่

ไม่มีคนดูแล หรือมีไม่เพียงพอ วัชพืช ยุง และโรคภัยก้กลับมา ไม่อยู่ดีกว่า ย้ายเมือง

น้ำแล้ง ไม่ค่อยมีผล เพราะภูมิภาคโตนเลสาบเป็นที่รับน้ำจากพื้นที่โดยรอบอยู่แล้ว ยากที่จะแห้ง ยิ่งลดระดับยิ่งดี จะได้ปลูกข้าวตรงที่น้ำลดนั่นแหละ

เมื่อกลุ่มอโยธยา รวมกับกลุ่มละโว้และกลุ่มอู่ทอง สุวรรณปุระ เป็นกลุ่มใหญ่ในนามศรีรามเทพนคร ก็เลยย้อนกลับไปเปลี่ยนศูนยืกลางจากเมืองพระนครธม มายังอโยธยา (คล้ายกับจามปามายึดพระนครธมนั่นแหละ)
แล้วก็ขนทุกอย่าง รวมทั้งไพร่ทาสประชาชน กลับมาด้วย

แล้วประกาศว่า ศูนย์กลางจักรวาลแห่งใหม่ อยู่ที่นี่ "กรุงทวารวดีศรีอยุธยา"

สรุป : ระยะกว่า 100 ปี มีหลายปัจจัย ที่ทำให้อาณาจักรกัมโพศที่เคยเติบโตถึงระดับจักรวรรดิ "ล่มสลาย" ครับ

หุ หุ


ความคิดเห็นที่ 13 (0)
YingeXtreme วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yingextreme
ก่อเกิดชีวิตไทยขาดเหลือยังเกื้อกูลแบบอย่างที่สมบูรณ์พร้อมเพียงผูกพันด้วยเรายังเป็นคนไทยที่มีใจดวงเดียวกัน พ่อที่มีคือพระองค์ท่านรักกันไว้ไม่ไหวหวั่นก้าวเดินไปในหนทางพอเพียง We love The King We love Thailand

หายไปนานจริงๆด้วยค่ะ ขอบคุณที่พาเที่ยวและข้อมูลความรู้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ขอบคุณทุกท่านที่ยังคิดถึงกัน
เร็ววันนี้เราคงได้ไปเที่ยวนอกกรอบกันอีกครับ

ตอบ ครูแดง ก่อน
ในปราสาทไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกครับ
แต่มันช่วยให้มี "สมาธิ"

และบังเอิญมันคงเป็นความโชคดี ตามประสาคนชอบสิ่งที่เป็น "มงคล" ให้กับชีวิต

คงจำตอนที่ไปเขาพนมกุเลน แล้วครูหน่องเอา "น้ำถั่วเหลือง" ไปบูชาเอกมุขลึงค์ แทนที่จะเป็น "นมวัว" ที่ปฏิบัติกัน
ตอนนีพระศิวะท่านก็คงยังมึนอยู่

บังเอิญหรือจงใจก็ไม่รู้ น้ำที่หยดลงมามากเข้าก็เป็นสายน้ำเล็ก ๆ มันไหลมาจากยอดปราสาท ปราสาทที่หมายถึงเรือนแห่งเทพเจ้าและพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าบนสรวงสวรรค์

น้ำมาจากท้องฟ้า เป็นน้ำบริสุทธิ์ เพราะทางฮินดูจะถือว่า น้ำเป็นสื่อแห่งความเจริญงอกงาม น้ำที่เกิดจากกลางหาวจะเป็นมงคล

น้ำที่เกิดจากกลางหาว ? ก็น้ำมะพร้าวยังไงครับ
เขาจะใช้น้ำทะพร้าวในพิธีกรรมที่เป็นมงคล รวมทั้งนำมาล้างหน้าศพ เพื่อล้างอดีตและความไม่ดีออกไป

น้ำฝนจากฟ้า คือน้ำบริสุทธิ์ที่เหนือกว่าน้ำมะพร้าว แต่ต้องไหลลงตรงลงมา ( คล้ายกับน้ำจากพนมกุเลน ที่ไหลผ่านศิวลึงค์"ไงครับ)

มันไลลงมาตรงพระเศียร และพระไหล่ (จำราชาแซบไม่ได้) ลงมาสู่ฐานรูปเคารพที่มีร่องโสมสูตร ? เล็ก ๆ

ตรงตามหลักการบูชา น้ำที่ผ่านจากสวรรค์ ผ่านปราสาท ลงมาสู่รูปเคารพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผมได้นำมาประพรม และเดินสมาธิโดยรอบ

ขอให้สิ่งที่จะเกิด เป็นความดี เช่นที่พระองค์ (และกษัตริย์ของแผ่นดิน)ได้กระทำเพื่อปลดทุกข์ของไพร่ฟ้า ข้าทาสประชาชน จากความทุกข์ระทมของทะเลแห่งสังสารวัฎ
(ปะมาณว่าเอามาจากจารึกอโรคยศาลา)

เช่นความดีที่องค์พระโพธิสัตว์จะกระทำเพื่อช่วยมวลสัตว์โลก
น้ำมงคลนี้ อาจทำให้ผม มีความที่ดีงาม และพร้อมจะเดินรอยตาม พระโพธิสัตว์วรมัน ในการช่วยเหลือมวลมนุษย์ ( คงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน หุหุ)

เป็นเหตุผลไหมครับ ครูแดง
หุ หุ


ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Patui วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aparat



นั่งอ่าน...เกือบชั่วโมงแน่ะ..
เคยได้ฟัง..ได้ยิน..ได้เล่นละคร มาแล้ว (ก็คนเคยอยู่โคราชน้อ)
เอนทรี่นี้มีค่าควรค่าแก่การศึกษาโบราณคดี...
ศิลปากรมาเห็นคงยิ้มร่า...มีคนมาซัดเซาะเสาะหา..ไม่ต้องเหนื่อยแรง...
ประหยัดงบประมาณไปเยอะ...

.
ขอบคุณ อ.เจี๊ยบมาก...คิดถึงเสมอนะคะ...


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ni_gul วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

คิดถึงค่ะ
อ่านคร่าวๆ ก่ิอน
เดี๋ยวมาอ่านต่อค่ะ
จะไปชวนเพื่อนมาอ่านด้วย
ราชมรรคา เรื่องนี้น่าสนใจมากค่ะ
อจ. คะ อ่านใน เนชันแนลจีโอ ฉบับราชมรรคา ที่มีแถมแผนที่
แล้วเกิดติดใจกังขาว่า การล่มสลายของราชอาณาจักรขอมโบราณนั้นเป็นเพราะภัยแล้งแบบที่เกิดกับแม่โขงในตอนนี้หรือเปล่าคะ? น้ำแห้ง? เขื่อนแตก? หรือการชลประทานเจ๊ง? จริงแท้แค่ไหนคะ?
เขามีสันนิษฐานไว้นิดเดียวเอง น่าสนใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

ไม่ได้อ่านเรื่องของ.. คุณลุง..มานานแล้วนะคะ แฮะๆ

เต็มอิ่มเลยค่ะ ..

ว่าแต่ว่า คุณลุงมาเปิดตัวเล่าประวัติศาสตร์แบบนี้ .. คุณลุงจะพาพวกเราสัญจร นอกกรอบไปที่ไหนหรือเปล่าคะ

หรือว่าคุณลุงจะพาไป เขาพระวิหาร

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
เป๊ปซี่ วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 07.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Pepsi8

...นานๆมาทีเอาซะยาวตามแบบฉบับอาจารย์เจี๊ยบเลยนะครับ...

...อ่านไปๆยังไม่จบไว้ค่อยมาอ่านต่อนะครับอาจารย์...

...ขอตัวไปกินข้าวเช้าก่อน...

...เขาว่ามันสำคัญ...!!!

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
จ่าจินต์ วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 07.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jawee
@..จ่าจินต์...ตำรวจบ้าบุญ..เล่ม 2...คลอดแล้วครับ..พิมพ์จำนวนจำกัด..@

จ่ามาจองไว้ก่อนครับ..
พอดีเข้าเวรเช้า..
กลับจากเวร..จ่าจะมาละเลียดอ่าน.
แค่เม้นส์ครูแดงก็อยากอ่านแล้ว..
สบายดีนะครับผม..

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ครูแดง วันที่ : 29/06/2010 เวลา : 07.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-ตั้งใจอ่านจนจบค่ะ(หลังจากสวดมนต์แล้ว)ทำให้อ่านได้อารมณ์ละเมียดละไม....

-รัก โลภ โกรธ หลง นี่มันทำร้ายและทำลายคนมาทุกยุค ทุกสมัย แต่เราก็ยังยินดีในรัก......

-ฟังตำนานของอาจารย์แล้ว...ถ้าแยกพิจารณาทีละมุม....ก็จะเห็น กิเลสแต่ละตัว ...........

-ทำให้ได้รับรู้ว่า "กิเลสต่างๆ ก่อให้เกิด เรื่องราว ตำนาน นิทาน ....มากมาย

................................................................ง
-จุดนี้ทำให้ครูแดงเกิดกิเลส "อยากฟังต่อค่ะ"

-"ปรางค์พรหมทัต ในมณฑลศักดิ์สิทธิ์ด้านในของปราสาทหินพิมาย ตอกย้ำตำนานการมีตัวตนของท้าวพรหมทัต ผู้หลงรักนางอรพิมจับใจ จนก่อให้เกิดตำนานพื้นบ้าน อาจจะมีอยู่จริงในจินตนาการยามเมื่อท่านได้ลองไปนั่งติดฝนอยู่คนเดียวสัก 1 ชั่วโมง

ภายในปรางค์ หน้ารูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (จำลอง)

ที่มีละอองฝนโปรยปรายและน้ำหยดลงมาจากยอดปราสาทแบบที่ผมได้สัมผัสมาแล้ว

.............................................................

-ถึงยังไงก็ยังมีนิสัยผู้หญิง อยากฟังเรื่อง อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารค่ะ

.



-

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Louvorian วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 18.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/louvorian

ห๊ายยยยยยไปนานมากๆ ดีใจที่กลับมาแล้วกับเรื่องราวยาวๆที่อุตส่าห์ไปค้นคว้ามา ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
tengpong วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ยังอ่านไม่หมด

แต่ว่าเอ๊...ผมคลับคล้ายคลับคราว่า เคยเห็นอาจารย์ที่ไหนมาก่อนน้าาาาาา

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 17.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

อ่านไป .. คิดถึงตอนที่ได้ก้าวเท้าออกเที่ยวด้วยกัน ...

ที่สำคัญ ทำให้ระลึกได้ว่า ยังไม่ได้โพสบทความตอนที่ไปเขมรเลย ... คงได้ฤกษ์เสียที ... 2 ปีแล้วมั้ง

คิดถึงนะคะอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ภาพชัด งาม เนื้อหา ลีลาคมคายเช่นเดิม

ศุภศรุตตัวจริง รายงานไดเยี่ยมยอดครับ
..

สวัสดีครับ ลักกี้


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 28/06/2010 เวลา : 17.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เดี๋ยวมาอ่าน(ต่อ)...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]