• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 225
  • จำนวนผู้ชม : 2324773
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน 2554
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 18621 , 23:13:05 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , BlueHill และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

17 ปราสาท “วหนิคฤหะ - ที่พักคนเดินทาง – ธรรมศาลา”

บน “เส้นทางราชมรรคา” สายเหนือ

.

เรื่อง – ภาพ :
วรณัย พงศาชาลากร
: 9 พฤศจิกายน 2554
จำนวน 224 ภาพ ขนาดเนื้อหา 42 หน้า A4

.

อ้างอิง :
วรณัย พงศาชลากร เอกสารกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
Lunet de Lajonquière : Monuments du Cambodge (1907)
Louis Finot : Dharmaçâlâs au Cambodge (1925)
ศาสตราจารย์ มจ. สุภัทรดิส ดิสกุล (1994)
PREAH KHAN Conservation Project (1995)
Dr. Panjai Tantatsanawong Dr.Surat Lertlum : Living Angkor Road Project (2007)
Google Earth : Khmersearch
site-archeologique-khmer.org
Blogs.yahoo.co.jp
Angkor.main.jp
angkor-ruins.com
blog.andybrouwer.co.uk

khmer.kuradashieigakan.com

.

         หลังจากที่ผมได้เคยเขียนเรื่องราวของ “ปราสาทวหนิคฤหะ” หรือ ธรรมศาลา - บ้านมีไฟ เมื่อเดือนธันวาคม 2550 ที่เคยได้เล่าถึงการออกสำรวจตามหาปราสาทเรือนคูหายาว 9 หลัง ที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางราชมรรคาในฝั่งประเทศไทยไปแล้ว

.

          ใน Entry ใหม่นี้ ก็คงเป็นภาคต่อของเรื่องราว ปราสาทวหนิคฤหะ – บ้านมีไฟ ตามแนวเส้นทางราชมรรคา (ตอนเหนือ) ในฝั่งของประเทศกัมพูชา ซึ่งก็มีครบทั้ง 8 แห่ง รวมเป็น 17 แห่งตามที่ปรากฏในจารึกครับ

.

         ไหน ๆ ก็จะเขียนเรื่องราวน่าเบื่อ (อีก)แล้ว ก็เลยจะขอเขียนให้ Update ข้อมูลมากที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายความว่า บทความใน Entry นี้ จะมีเนื้อหาและรูปภาพมากมาย (ตามแบบฉบับศุภศรุต) ท่านที่สนใจเรื่องราว “นอกกรอบ” และ “ เรื่องราวไม่น่าเชื่อ” ก็คงจะต้องมีความพยายามในการ “แกะ”เนื้อหาและ “อดทน” อ่าน “อะไรก็ไม่รู้ !!! ” กันหน่อยนะครับ

.

วหนิคฤหะ : จากจุดเริ่มแรก

.

         เริ่มเรื่องของ “ตัวตน” ปราสาทเรือนคูหายาว – วหนิคฤหะ (ที่ไม่ใช่เพียงนวนิยายถนนราชมรรคา) ก็คงเริ่มต้นกันในปี 1937 เมื่อ Mr. Maurice glaize แห่งสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ ได้ค้นพบจารึกหินทรายหลักหนึ่งในบริเวณคูหาด้านทิศเหนือของปราสาทพระขรรค์ ปราสาทที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองพระนครธม จารึกหินที่พบมีความสูง 1.35 เมตร กว้าง 58 เมตร ทั้ง 4 ด้านปรากฏภาษาสันสกฤต 72 บรรทัด แต่งเป็นมาตราฉันท์ (ฉันทลักษณ์) 7 แบบ รวมทั้งหมด 179 บท

.

.

.

จารึกปราสาทพระขรรค์ (The Preah Khan Inscription)

.

         นี่อาจจะเป็นครั้งแรกของการศึกษาเรื่องราวแห่ง “ถนนราชมรรคาและอาคารรูปทรงประหลาด” นับย้อนจากปี 1900 เมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองและเริ่มทำการสำรวจ ศึกษา ซากปราสาทหินใหญ่น้อยมากมายในรัฐอารักขา(Protectorate Country) อย่างจริงจังในประเทศกัมพูชาครับ
.

         และภายหลังที่ฝรั่งเศสเข้าครอบครองประเทศกัมพูชาในปี 1907 หลังจากนั้นเพียง 2 – 3 ปี สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française d'Extrême-Orient หรือ EFEO) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม ก็ได้เข้ามาดูแลเหล่าปราสาทโบราณที่มีอยู่มากมาย ได้จัดตั้งสำนักงาน “โครงการอนุรักษ์เมืองพระนคร” (Conservation d’ Angkor/Angkor Conservation Office) ขึ้นที่ชานเมืองเสียมเรียบและที่บริเวณเมืองโบราณนครธม ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์คนแรกที่มีชื่อว่า ฌอง คอมไมย์ (Jean Commaille 2451 - 2459)
.

Jean Commaille

.

         พันตรี ลูเนต เดอ ลาจองกิแยร์ (Lunet de Lajonquiere) นายทหารแห่งกองทัพฝรั่งเศส ร่วมกับสำนักฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ ได้ทำการเดินเท้าสำรวจและได้เริ่มจัดทำบัญชีรายชื่อของปราสาทเขมรโบราณ มาตั้งแต่ก่อนปี 1900 และได้นำมาตีพิมพ์ เผยแพร่เป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1907 แต่ก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ต่อมาในปี 1913 นายปาร์มังตีเอร์ (Parmentier) ได้จัดทำบัญชีปราสาทหินเขมรโบราณเพิ่มเติม ตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในปีเดียวกัน
.

คณะสำรวจของ พันตรี ลูเนต เดอ ลาจองกิแยร์

.

Heri Parmentier

.

         ลาจองกิแยร์ ได้จัดทำแผนที่แนวถนนโบราณ (Ancient Roads) จากเมืองพระนครธมไปยังเมืองพิมาย และกำหนดให้อาคารสถาปัตยกรรมตามรูปแบบปราสาทที่มีลักษณะเฉพาะที่ตั้งอยู่ตามแนวถนนโบราณ ให้เรียกว่า "โบราณสถานแบบปราสาททัพเจย (Toap Chey Pr.)” ตามที่ได้เดินเท้าสำรวจพบรูปแบบของปราสาทหินที่มีเรือนคูหายาวนี้นอกเมืองพระนครพบบนเส้นทางโบราณจากเมืองพระนครไปทางทิศตะวันออก ระหว่างมหาปราสาทเบงมาเลีย (Beng Mealea) และเมืองกำปงสวาย (Kampong Svay) เป็นครั้งแรกครับ

.

.

.

.

แผนผังโบราณสถานแบบทัพเจย ที่ลาจองกิแยร์บันทึกไว้

จาหนังสือ Inventaire descriptif des monuments du Cambodge

.

.

.

.

.

.

.

ซากปราสาททัพเจย (Toap Chey Pr.) ในปัจจุบัน

.
         ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot) ได้จำแนกลักษณะโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางถนนโบราณจากเมืองพระนครธมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตก แล้วเสนอว่าปราสาทหินที่มีห้องคูหายาว หันหน้าทางทิศตะวันออก ก่อสูงเป็นยอดปราสาททางทิศตะวันตกของตัวอาคาร ผนังด้านทิศใต้มีช่องหน้าต่าง 5 ช่อง ผนังทิศเหนือมีช่องหน้าต่างหลอก (ทำลวดลายเลียนแบบหน้าต่างแต่ไม่มีการเจาะช่อง) อีก 5 ช่อง เรียกว่า "ธรรมศาลา"  (Dharmasala) อันมีความหมายถึงอาคารของผู้เดินทางไปจาริกแสวงบุญซึ่งต้องอาศัยที่พักระหว่างทาง ซึ่งเขาเชื่อว่าคือปราสาทเรือนคูหายาวตามแนวถนนโบราณเหล่านี้
.

Louis Finot

.

         จนถึงปี 1923 อ็องเดร มาลโรซ์ (Andre Malraux) นักเขียนหนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลศิลปะในดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณที่น่าพิศวง ได้เดินทางเข้ามาสู่เมืองเสียมเรียบ และได้ลักลอบขโมยเอาภาพสลักนางอัปสราอันเลื่องชื่อจากปราสาทบันทายสรีออกไป แต่ในที่สุดเขาก็ถูกจับได้และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาณานิคม

.

Andre Malraux

.

         แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะเป็นชาวฝรั่งเศสและมีเส้นสายในปารีส เขาจึงได้รับการปล่อยตัวอย่างรวดเร็ว จนถึงปี 1930 เขาจึงเริ่มต้นเขียนนวนิยายเลื่องชื่อ La Voie royale อันมีรากฐานมาจากแรงบันดาลใจในวัยเด็ก จากการเข้าชมศิลปะตะวันออกที่พิพิธภัณฑ์กิเมต์ (Musee Guimet) และจากหนังสือผจญภัยจากแดนไกลที่มักจะกล่าวถึงปราสาทพระราชวังรกร้าง รวมกับประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงเข้าไปฝังตัวอยู่ในเมืองเสียมเรียบและได้ลักลอบขโมยโบราณวัตถุออกมา
.

.

         นวนิยาย La Voie royale แปลเป็นไทยในชื่อ “ราชมรรคา” เป็นเรื่องราวที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวเนื่องกับการเมืองและการประณามการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส อันมาจากเหตุการณ์ความคับแค้นที่เขาถูกจับกุมดำเนินคดีที่กัมพูชา และในหนังสือยังกล่าวถึงเส้นทางศิลาแลงระหว่างเมืองพระนครกับเมืองพิมาย ที่มีปราสาทกระจัดกระจายอยู่มากมาย แรกทีเดียวเขาก็ตั้งใจมาสำรวจตามเส้นทางถนนโบราณสายนี้ด้วย แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว เขาจึงเปลี่ยนไปศึกษาปราสาทใหญ่ในเมืองเสียมเรียบแทน

.

.

         หลังจากที่เขาเดินทางกลับสู่ฝรั่งเศส อ็องเดร มาลโรซ์ ได้กลายมาเป็นนักประพันธ์เรืองนาม นักการเมืองที่มีชื่อเสียง และเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaull)
.

         ชื่อของ “ราชมรรคา - เส้นทางราชมรรคา” หรือ “ถนนราชดำเนิน” (Royal Roads – Royal Route) จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกของ “ถนนโบราณ” จากเมืองพระนครธมไปยังเมืองพิมาย (วิมายะปุระ) นับจากนวนิยาย La Voie royale เริ่มแพร่หลายในปี 1932 เป็นต้นมาครับ !!!

.

Mr. Maurice glaize

.

         จนถึงปี 1937 ที่ Mr. Maurice glaize ได้ค้นพบจารึกปราสาทพระขรรค์ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาเรื่องราวของเส้นทางราชมรรคาและบ้านมีไฟตามเส้นทางต่าง ๆ จากเมืองพระนครอย่างจริงจัง
          ในปี 1941 ศาสตราจารย์จอร์จ เซแดส (George Coedès) จากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ ได้เริ่มต้นแปลข้อความฉันทลักษณ์ในจารึกปราสาทพระขรรค์มาเป็นภาษาฝรั่งเศส

.

.
         ปี 1966 ศาสตราจารย์ มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงแปลจารึกปราสาทพระขรรค์จากภาษาฝรั่งเศสมาเป็นภาษาไทย ตีพิมพ์ในวารวารศิลปากร ปีที่ 10 เล่ม 2 ปี 1966 และทรงเขียนบทความเรื่อง “ที่พักคนเดินทางในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7“ ในปี 1994 ครับ

.

         ชื่อของ “วหนิคฤหะ” ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ โศลกที่ 122 ถึง 123 มีข้อความแปลว่า “...บนเส้นทางจากเมืองยโศธรปุระ ไปยังราชธานีของประเทศจามปา (พระองค์ได้ทรงโปรดให้สร้าง) ที่พักคนเดินทางพร้อมด้วยไฟ (วหนิคฤหะ – บ้านมีไฟ) จำนวน 57 แห่ง....

.
         ....จากราชธานี (ยโศธรปุระ) ไปยังเมืองวิมาย (มี) ที่พักพร้อมด้วยไฟ 17 แห่ง ….
.

         .....จากราชธานีไปยังเมืองชัยวดี จากเมืองนี้ไปยังเมืองชัยสิงหวดี จากที่นั่นไปยังเมืองชัยวีรวดี จากที่นั้นไปยังเมืองชัยราชคีรี จากเมืองชัยราชคีรีไปยังเมืองศรีสุวีรปุรี จากเมืองนั้นไปยังเมืองยโศธรปุระ ตามทางเดินนั้น มีที่พักพร้อมไฟ 44 แห่ง มีแห่งหนึ่งที่ศรีสุริยบรรพต (พนมจิสอร์) แห่งหนึ่งที่เมืองศรีวิชยาทิตยปุระ แห่งหนึ่งที่เมืองกัลยาณสิทธิกะ….”

.

         โจวต้ากวาน (Chou Ta Kuen) ทูตแห่งราชวงศ์หงวน (มองโกล) ที่เข้ามาในราชอาณาจักรกัมพุชเทศในช่วงปี พ.ศ. 1839 - 1840 ได้บันทึกชื่อของอาคารหนึ่งที่อยู่บนถนนไว้ว่า “บนถนนสายใหญ่เหล่านี้ มีที่พักคนเดินทางเหมือนสถานีม้าใช้ของประเทศเรา สถานที่เหล่านั้นเรียกว่าเซนมู (สถานี)” ซึ่งน่าจะมีความหมายเดียวกันกับชื่อ “วหนิคฤหะ” ตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์

.

.

         ศาสตราจารย์ มจ. สุภัทรดิส ดิสกุล ได้ทรงอธิบายความเรื่อง “วหนิคฤหะ” (บ้านมีไฟ – ธรรมศาลา) ไว้ว่า “วหนิคฤหะเป็นอาคารไม้ แต่มีปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงตั้งอยู่เป็นที่สังเกต คือมีปราสาทเป็นที่ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งเป็นที่พึ่ง ที่บูชาของผู้เดินทางตั้งอยู่ในห้องทางทิศตะวันตก ปราสาทแบบนี้มุขค่อนข้างยาวออกไปทางทิศตะวันออก มีหน้าต่างหลายบานเฉพาะผนังทางทิศใต้ของมุข อาคารศิลาแลงแห่งนี้บางครั้งก็แสดงให้เห็นว่านำแท่งศิลาเก่ามาใช้ในการก่อสร้างใหม่ เพราะยังคงมีลวดลายเก่าสลักอยู่ และบางครั้งก็มีรูปพระพุทธรูปปางสมาธินั่งอยู่ในซุ้ม(เรือนแก้ว)หลายองค์ตั้งอยู่บน(สัน)หลังคาของมุขที่ยื่นออกมาทางด้านทิศตะวันออกด้วย ไม่ปรากฏว่าได้ค้นพบกำแพงล้อมรอบ มุขนั้นยาวมีเนื้อที่มากจนทำให้สงสัยว่าจะให้ผู้เดินทางเข้าพักภายในมุขนั้นด้วยหรือไม่”

.

          ชื่อเรียกของปราสาทแบบ “วหนิคฤหะ” นอกจากจะใช้ชื่อ “ธรรมศาลา” (Dhamasala) ตามแบบอย่างที่ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot) ใช้เรียกไว้แต่แรก ยังมีชื่อที่นักวิชาการและนักเขียนหลายท่าน เรียกชื่อของ “วหนิคฤหะ” หรือ “ธรรมศาลา” แตกต่างกันออกไป แต่ทุกชื่อก็ยังคงความหมายคล้ายคลึงกัน ชื่อที่ใช้เรียก ก็มี บ้านมีไฟ ที่พักคนเดินทาง เรือนไฟ อัคนีศาลา เรือนแห่งแสง บ้านแห่งแสง ศาลามีไฟ ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Dharmasala (ธรรมศาลา),House of Fire (บ้านแห่งไฟ), Rest House with fire for Travelers (เรือนพักของผู้เดินทาง - ที่พักคนเดินทาง)หรือ Resting house constructed (อาคารที่พัก)

.

วหนิคฤหะ : ที่พักคนเดินทางบนเส้นทางราชมรรคาสายเหนือ
.

         จากประวัติศาสตร์การสำรวจ การศึกษาและการแปลความจารึกปราสาทพระขรรค์ ทำให้เราทราบถึงพระกรณียกิจสำคัญในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชาแห่งจักรวรรดิกัมพุชเทศ ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1724 – 1761 พระองค์ทรงโปรดให้มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่น้อย สร้างรูปเคารพและพระพุทธรูปในลัทธิวัชรยานเพื่อนำไปประดิษฐานตามเมือง “วิษัยนคร” ในเขตพระราชอำนาจเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในสมัยของพระองค์ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านสาธารณสุขให้กับไพร่ฟ้าประชาชนตามแนวทางการปฏิบัติโพธิญาณเพื่อบรรลุสู่พระโพธิสัตว์ โดยโปรดให้มีการสร้าง “อโรคยศาลา” (Arogayasala) ขึ้นจำนวน 102 แห่ง ทรงโปรดให้มีการปรับปรุงถนนสายต่าง ๆ รวมทั้งให้มีการสร้างอาคารที่พัก “วหนิคฤหะ” ขึ้นจำนวน 121 แห่ง ไว้เป็นระยะ ๆ ตามเส้นทางสำคัญทั่วพระราชอาณาจักร
.

         การพัฒนาปรับปรุงเส้นทางโบราณในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 น่าจะมีรากฐานมาจากแนวโครงข่ายเส้นทางสัญจรดั้งเดิมในยุคสมัยก่อนหน้าพระองค์ราว 300 - 400  ปี ซึ่งน่าจะเริ่มต้นในสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (Yasavarman I) ผู้สถาปนาเมืองพระนคร “ยโศธรปุระ” (ศูนย์กลางพนมบาแค็ง - ยโศธรคีรี)ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา “เครือข่าย”เส้นทางเก่าเดิมถูกปรับปรุงเพื่อผลทางการเมืองการปกครอง การเชื่อมโยงและควบคุมหัวเมืองแว่นแคว้นในจักรวรรดิ (Empire) ให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเพื่อการค้า การขนส่งและถนนสัญจรของผู้คน

.

         เส้นทางโบราณที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ หรือ “เส้นทางราชมรรคา” ตามชื่อที่นิยมเรียกใหม่ จากอิทธิพลของ นวนิยาย La Voie royale ในจารึกกล่าวไว้ว่ามีอยู่ทั้งหมด 5 สายครับ
.

.

ประตูเมืองพระนครธม (นครชยศรี) ด้านทิศเหนือ

.

         เส้นทางสายราชมรรคาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย คือเส้นทางสายเหนือ ที่ออกจากเมืองพระนครธม ที่ประตูทิศเหนือผ่านปราสาทพระขรรค์ ถึงปราสาทตาเมือน มีระยะทางประมาณ 118.2 กิโลเมตร จากปราสาทตาเมือนมายังประตูเมืองพิมายทางทิศใต้ มีระยะทาง 126.7 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 253.9 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางพบปราสาทในรูป “วหนิคฤหะ” ทั้งหมด 17 แห่ง ที่มีการสำรวจพบปราสาทในรูปแบบวหนิคฤหะอยู่ในฝั่งราชอาณาจักรกัมพูชา 8 แห่ง และปราสาทเรือนคูหายาวรูปแบบแผนผังใกล้เคียงกันในยุคก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 อีก 1 แห่ง ปราสาทวหนิคฤหะตามแนวเส้นทางในฝั่งเขมรต่ำหรือประเทศกัมพูชา เริ่มต้นจากทางทิศเหนือของปราสาทรพะขรรค์ คือ ปราสาทพระผตุ (Prasat Preah Ptu) ทางเหนือปราสาทพระขรรค์ จังหวัดเสียมเรียบ

.

.

ปราสาทพระผตุด้านทิศใต้

.

.

หลังคาพังถล่มลงทับถมในคูหา

.

         ปราสาทพระผตุ เป็นวหนิคฤหะหลังแรก เมื่ออกจากเมืองพระนครหลวง สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหมด หน้าต่างของปราสาาท ทำเป็นช่องลมลูกกรงทั้ง 2 ด้าน ดูแตกต่างไปจากปราสาทวหนิคฤหะหลังอื่น ๆ ที่จะทำหน้าต่างเฉพาะทางทิศใต้ ส่วนทางทิศเหนือจะทำเป็นกำแพงทึบ

.

.

ปราสาทด้านทิศใต้ จะเห็นช่องหน้าต่างทำเป็นช่องลูกกรง เรือนปราสาทพังทับถม

.

.

ปราสาทด้านทิศตะวันตก

.

.

ปราสาทด้านทิศเหนือ ทำหน้าต่างเป็นลุกกรงแบบเดียวกับทิศใต้

.

         ปราสาทวหนิคฤหะหลังที่ 2 จากเมืองพระนคร คือ ปราสาทสัมปู (Prasat Sampeou) ตำบล Svay chek อำเภอ Angkor Thum จังหวัดเสียมเรียบ ครับ

.

.

ด้านทิศตะวันตกของปราสาท

ที่หน้าบันมีร่องรอยของการเข้าเครื่องไม้ เป็นศาลาหน้าจั่ว

.

.

ทับหลังด้านทิศตะวันตก มีรูปแบบคล้ายกับที่พบที่ปราสาทตาเมือน

แกะสลักทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว ด้านซ้ายขวาจะมีรูปบุคคลชายหญิงนั่งอัญชุลี

แต่ก็ถูกขูดลบทำลายไปในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8

.

.

ปราสาทด้านทิศใต้ ที่หันออกสู่เส้นทาง ยังมีรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์

.

          ปราสาทสัมปู จัดเป็นปราสาทที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด นับจากปราสาทวหนิคฤหะทั้ง 17 หลัง ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลง ใช้หินทรายเป็นตัวค้ำยันโครงสร้างและแกะสลัก องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมีลักษระเดียวกับปราสาทต้นแบบที่ปราสาทพระขรรค์ แต่ไม่มีลายละเอียดการแกะสลักมากนัก ซึ่งก็อาจจะใช้เทคนิคการฉาบปูนขาว ทำปูนปั้นประดับหรือวาดสีแทน

ด้านหน้าทิศตะวันออก ที่หน้าบันมีร่องรอยการเจาะรู เพื่อเข้าโครงไม้หลังคาหน้าจั่ว อย่างที่พบในหลายปราสาท เป็นร่องรอยของศาลาไม้ที่เชื่อมต่อออกมาจากตัวปราสาทที่ทำจากหินครับ

.

.

ผนังทับด้านทิศเหนือ ไม่มีลวดลายแกะสลักหลงเหลือ

.

.

ดินทับถมที่ช่องหน้าต่างทางทิศใต้

.

.

เรือนธาตุปรสาท ประตูหลอกและหน้าบันทางทิศใต้

.

.

ภายในเรือนคูหาปราสาท

.

.

การเรียงหินแบบถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างหลังคาและเรือนธาตุองค์ปราสาท

.

         ปราสาทหลังที่สามบนเส้นทางราชมรรคาฝั่งเขมรต่ำ คือ ปราสาทเสมานติง (Prasat Seman Teng) ตำบล Kouk Doung อำเภอ Angkor Chum จังหวัดเสียมเรียบ สภาพในปัจจุบัน พังทลายลงมาเป็นส่วนใหญ่ครับ
.

.

.

ประตูหลอกด้านทิศเหนือของปราสาทเสมานติง ใช้หินทรายวางเป็นคานรับน้ำหนัก

.

.

ภายในคูหา หลังคาและหนังหน้าต่างพังถล่มลงมาทั้งหมด

เหลือเพียงผนังกำแพงทึบทางทิศเหนือบางส่วน (มุมมองทางทิศตะวันตก)

.

.

ซากปราสาทกลางป่าไผ่

.

         ปราสาทหลังที่ 4 จากเมืองพระนครหลวง คือ ปราสาทโคกโอจรุง (Prasat Kuok O Chrung) ตำบล Srae Khvav อำเภอ Angkor Chum จังหวัดเสียมเรียบ สภาพในปัจจุบัน พังทลายลงมาทั้งหมด เหลือเพียงส่วนปนังเพียงเล็กน้อย
.

.

ช่องหน้าต่างทางทิศใต้

.

.

ประตูด้านหน้า ทิศตะวันออกของปราสาทโคกโอจรุง

.

.

.

.

ผนังปราสาททางทิศเหนือของปราสาท

.

         ปราสาทหลังที่ 5 คือ ปราสาทกุกมอน (Prasat Kokmon) ตำบล Chrouy Neang Nguon อำเภอ Srei Sman จังหวัดเสียมเรียบ ตัวปราสาทยังมีโครงสร้างที่สมบูรณ์คล้ายกับปราสาทสัมปู
.

.

.

.

สภาพทางทิศตะวันออกและช่องหน้าต่างทางทิศใต้ของปราสาทกุกมอน

ยังไม่พังทลายเหมือนปราสาทหลังอื่น ๆ

.

.

ภายในเรือนคูหาปราสาท มองจากฝั่งตะวันออก (ด้านหน้า)

.

.

ปราสาททางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

.

.

ช่องประตูทางฝั่งเรือนธาตุปราสาท ทิศตะวันตก

.

.

มุขด้านหน้าทางทิศตะวันออกของปราสาทกุกมอน

ยังมีชิ้นส่วนของทับหลัง (ถูกทุบทำลาย ?) รูปแบบ (Form)เดียวกับปราสาทสัมปู ปราสาทพรหมเกล

ปราสาทตาเมือน และปราสาททมอ (ฝั่งประเทศไทย)

ด้านบนหน้าบัน มีรูเจาะเข้าไปเป็นแนวหน้าจั่ว

ใช้สำหรับยึดโครงไม้หลังคา ของศาลาไม้ที่เชื่อมต่อกัน

.

         ปราสาทหลังที่ 6 คือ ปราสาทพรหมเกล (Prasat Prohm Kel) ตำบล Cheung Tien อำเภอ Chong Kel จังหวัดอุดงมีชัย ข้ามชุมทางน้ำขนาดใหญ่ ตรงสะพานสเปียนโต๊ป (Spean Top) และ สเปียน โอ ทร็อค (Spean O Tlok)

.

.

.

ปราสาทพรหมเกล ผนังหน้าต่างด้านทิศใต้ ตัวเรือนธาตุของปราสาทยังไม่พังทลายลงมา

ส่วนหลังคาของเรือนคูหาพลังถล่มลงมาทั้งหมด

.

.

ปราสาทพรหมเกล ผนังทึบด้านทิศเหนือ

.

.

มุขด้านหน้าทางทิศตะวันออก

.

.

ทับหลังที่เหลืออยู่ทางทิศตะวันตก (เรือนปราสาท)

.

.

บราลี (ทับหลังคานหลังคา)รูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้วของปราสาทพรมเกล

ก็มีร่องรอยขูดลบออก

.

         ปราสาทหลังที่ 7 จากเมืองพระนครหลวง คือ ปราสาทอัมปีล (Prasat Ampil) (ปราสาทหนองเพลิง - ปราสาทมะขาม) ตำบล Bos sbov อำเภอ Samrong จังหวัดอุดงมีชัย ปราสาทหลังนี้อยู่ในเขตชนบทของกัมพูชา การเดินทางเข้าถึงในปัจจุบันทำได้ลำบากหน่อยครับ

.

.

.

ปราสาทอัมปีล ฝั่งทิศใต้และฝั่งทิศเหนือ เรือนคูหาปราสาทพังทลายไปบางส่วน.

.

.

มุขด้านเหน้าทางทิศตะวันออกของปราสาท ชั้นหลังคาพังทลายลงมาทั้งหมด

.

         ปราสาทหลังสุดท้าย ในฝั่งประเทศกัมพูชา คือ ปราสาทโคกเพนอ (Prasat Kok Phnov) (ปราสาทสเสโป - ปราสาทมะตูม) ตำบล Kouk Khpos อำเภอ Banteay Ampil จังหวัดอุดงมีชัย
         ปราสาทโคกเพนอ (พะนอ - มะตูม) ในปัจจุบัน มีสภาพพังทลายคล้ายกับปราสาทหนองกงในฝั่งประเทศไทย คงเหลือเพียงผนังทึบฝั่งทิศเหนือ ส่วนประกอบอื่น ๆ พังทลายลงมาทับถมทั้งหมดครับ

.

.

.

ผนังฝั่งทิศเหนือของปราสาทโคกเพนอ

.

.

.

ชิ้นส่วนหินทรายประดับปราสาท

.

         ตามเส้นทางราชมรรคาสายเหนือฝั่งประเทศกัมพูชา ยังปรากฏปราสาทอีกหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ก่อนทางขึ้นสู่ช่องเขาตาเมียง(เมือน) เรียกว่า ปราสาทจาน(Prasat Chan) อยู่ในเขตการปกครองของตำบล Kouk Mon อำเภอ Banteay Ampil จังหวัดอุดงมีชัย มีซากปรักหักพังเป็นเรือนคูหายาว ตัวปราสาทสร้างด้วยหินทราย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 (พอ ๆ ปราสาทตาเมือนธม) อาจจะสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเรือนพักของผู้เดินทาง (Rest House with fire for Travelers) ก่อนข้ามช่องเขาขึ้นไปยังเขตขแมร์ลึ - ลือ (เขมรสูง) แต่ไม่ใช่ปราสาทในรูปแบบเดียวกับปราสาท "วหนิคฤหะ" ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์อย่างแน่นอนครับ

.

         ส่วนในประเทศไทยมีการค้นพบโบราณสถานในรูปแบบปราสาท “วหนิคฤหะ” ตามแนวเส้นทางราชมรรคาสายเหนือ หรือถนนโบราณในยุควัฒนธรรมเขมร ทั้งหมด 9 หลัง ครับ

.

         ต่อจากปราสาทโคกเพนอ ข้ามเทือกเขาพนมดองเร็ก ปราสาทหลังแรกคือ ปราสาทฅาเมือน (Prasat Ta Muan ) ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 18 ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

         ปราสาทวหนิตฤหะตาเมือน ได้รับการบูรณะด้วยวิธีการ“อนัสติโลซิส” (Anastylosis) มีมุขเชื่อมออกไปทางทิศตะวันออกเป็นทางยาวกว่า 12 เมตรมีหน้าต่างด้านทิศใต้จำนวน 5 บาน หลังคาพังทลายไม่ได้รับการบูรณะขึ้นไปใหม่ มีประตูด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านทิศตะวันออกมีทับหลัง
สลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต ปางสมาธิ และมีบุคคลหญิงชายก้มกราบอัญชุลีอยู่เบื้องซ้ายและขวา

         คำว่าตาเมือน มีความหมาย ว่า “ไก่หาย” มีเรื่องเล่ากันว่า มีพรานตามล่าไก่ป่า และไก่ป่าหายเข้าไปในกองหินปราสาท นอกจากนี้ปราสาทตาเมือนยังมีอีกชื่อหนึ่งว่าปราสาท “บายกรีม” แปลว่า “พุ่มบายศรี” (ข้าวบิณฑ์) ด้วยเพราะตัวปราสาทมียอดแหลมฐานกว้างเหมือนกับบายศรีในพิธีสู่ขวัญครับ

.

.

.

ทับหลังด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือน

สลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคตในซุ้มเรือนแก้ว

ด้านข้างมีรูปบุคคลาชายหญิงสอดแทรกอยู่ในลวดลายพรรณพฤกษา

ทับหลังนี้ จัดได้ว่าเป็นทับหลังของปราสาทวหนิคฤหะที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาปราสาททั้ง 17 หลังตามแนวเส้นทางราชมรรคาสายเหนือ

.

.

.

.

ภายในเรือนคูหาปราสาท

.

.

ปราสาทตาเมือนฝั่งเรือนธาตุปราสาท ทางทิศตะวันตก

.

         ปราสาทหลังที่สอง นับต่อมาจากปราสาทตาเมือน คือ ปราสาททมอ (Prasat Tamor) ตั้งอยู่ที่บ้านละหานทรายเก่า หมู่ 2 ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

.

ผนังทางฝั่งทิศใต้ของปราสาททมอ

.

.

         ปราสาทวหนิคฤหะทมอ ตั้งอยู่ระหว่างชุมชนอุตสาหกรรมโบราณขนาดใหญ่กลุ่มบ้านโคกยางใกล้ลำห้วยเสวระยะห่างประมาณ 2.8 กิโลเมตร กับชุมชนโบราณกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องเคลือบดินเผา บ้านถนนน้อย บ้านละหอกตะแบง บ้านโตง
         ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ รอบปราสาทมีสระน้ำรูปยาวเป็นตัว U ล้อมรอบอยู่ 1 สระเว้นทางด้านตะวันออกไว้เป็นทางเดิน และยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างออกไปประมาณ 45 เมตรอีกหนึ่งแห่ง
ใกล้เคียงกันมีบึงน้ำขนาดใหญ่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 70 เมตร เรียกว่า
“ฝายน้ำล้นปราสาททมอ”
         ชื่อของปราสาททมอ มาจากสภาพแวดล้อมที่เป็นปราสาทหิน คำว่า “ทมอ” แปลว่าหิน ในภาษาเขมร

.

.

ลายพรรณพฤกษาและลายก้านขดบนเศษชิ้นส่วนทับหลังด้านหน้าทางทิศตะวันออก

.

.

         ปราสาททมอเป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และใช้หินทรายสีเทา (Gray Sandstone) ที่มีสนิมเป็นสีเหลืองเป็นส่วนประกอบโครงสร้างบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท มีการนำแท่งชิ้นส่วนหินทรายหลายชิ้น จากปราสาทหลังอื่นมาตกแต่งใช้ประกอบเป็นกรอบหน้าต่าง
         ถึงหลังคาและตัวปราสาททมอจะพังทลายลงมาเป็นกองหินเช่นเดียวกับปราสาทวหนิคฤหะหลังอื่น ๆ แต่ผนังทั้งสองด้านยังคงมีความสมบูรณ์ ทั้งฝั่งที่เป็นผนังกำแพงของมุขคูหายาวทางทิศเหนือ ที่สูงขึ้นถึงระดับชั้นรองหลังคาด้านบนเหมือนกับที่ปราสาทหนองตาเปล่ง และฝั่งที่เป็นผนังสลับช่องหน้าต่างทางทิศใต้ที่ยังมีหน้าต่างเรียงอยู่ครบ 5 ช่อง
         ส่วนเรือนธาตุปราสาทนั้นพังทลายลงมาทั้งหมด เหลือเพียงส่วนผนังของห้องครรภคฤหะ ที่มีซุ้มประตูประตูหลอกทางทิศใต้ขึ้นไปถึงชั้นหน้าบันศิลาแลงที่ไม่ปรากฏโกลนของลวดลายใด ๆ

.

.

         ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างออกไปประมาณ 700 - 800 เมตร มีร่องรอยของเนินที่ตั้งชุมชนโบราณติดกับแนวถนนโบราณ (ราชมรรคา) ที่ผ่านออกจากปราสาทไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปยังชุมชนโบราณบ้านถนนน้อย บ้านตาปาง

.

         ปราสาทวหนิคฤหะหลังที่สาม คือ ปราสาทบ้านบุ (Prasat Ban Bu) ตั้งอยู่ที่บ้านบุ หมู่ 17 ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
.

.

.

         ปราสาทวหนิคฤหะบ้านบุ ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ ห่างจากคลองปูนที่อยู่ทางทิศใต้ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ห่างจากขอบบาราย “ศรีสูรยะ” 1.2 กิโลเมตร มีสระน้ำขนาดเล็กทางตะวันออกเฉียงใต้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ รวม 3 สระ มีชุมชนโบราณที่ถูกซ้อนทับเป็นบ้านเรือนในปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงหลายแห่ง ทั้งชุมชนบ้านบุ บ้านโคกสูง บ้านโคกเครือ และบ้านจรเข้มาก ที่ยังปรากฏหลักฐานของบารายและแนวถนนโบราณอยู่   

         ชื่อของปราสาทบ้านบุ มาจากคำว่า “บุ” ที่แปลว่า “ป่า” ในภาษาขแมร์ลือ (เขมรสูง)
         ปราสาทบ้านบุเป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และใช้หินทรายสีเทา เทาอมเหลือง (Gray Sandstone) เป็นส่วนประกอบโครงสร้างบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท มีการนำแท่งชิ้นส่วนหินทรายหลายชิ้นที่มีลวดลาย จากปราสาทหลังอื่นมาประกอบเช่น ลายดอกไม้ที่กรอบประตูทิศตะวันออก หรือใช้แผ่นหินที่มีลวดลายกลีบบัวเป็นแถวมารองรับชั้นหลังคาด้านทิศใต้
.

.

          ถึงหลังคาและตัวปราสาทบ้านบุจะพังทลายลงมาเป็นกองหินเช่นเดียวกับปราสาทวหนิคฤหะหลังอื่น ๆ แต่ผนังทั้งสองด้านยังคงมีความสมบูรณ์ ทั้งฝั่งที่เป็นผนังกำแพงของมุขคูหาทางทิศเหนือ และฝั่งที่เป็นผนังสลับช่องหน้าต่างทางทิศใต้ ส่วนเรือนธาตุปราสาทนั้นพังทลายลงมาทั้งหมด เหลือเพียงส่วนผนังของห้องครรภคฤหะ ที่มีซุ้มประตูทั้งที่เป็นประตูจริงด้านทิศตะวันตกและประตูหลอกทางทิศใต้
         ปราสาทบ้านบุได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากร สภาพของปราสาทจึงไม่ได้เป็นกองหินระเกะระกะ หินประกอบโครงสร้าง ทั้งที่เป็นหินทรายและศิลาแลงที่มีลวดลายและไม่มีลวดลายได้ถูกนำไปจัดเรียงไว้บริเวณลานทางทิศใต้
         ที่ปราสาทบ้านบุ ยังคงพบชิ้นส่วนรูปประติมากรรมและภาพสลักประดับปราสาทหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ชิ้นส่วนของบัวกลุ่มยอดปราสาท พวยระกาหน้าบัน ท่อนพวงมาลัยหน้าบัน ชิ้นส่วนทับหลัง กรอบหน้าต่างที่มีรูเดือยของเสาลายลูกมะหวด ฐานรูปเคารพ รวมทั้งโกลนรูปพระพุทธเจ้าปางสมาธิในซุ้มสามเหลี่ยม
         ใกล้เคียงกับปราสาท ยังหลักฐานของถนนโบราณ 3 แนวถนน แนวแรกเป็นถนนเส้นตรงที่แยกออกมาจากหัวคันบาราย “ศรีสูรยะ” ใกล้ชุมชนโบราณรอบปราสาทกุฏิฤๅษีหนองบัวราย ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร แนวที่สอง เป็นเส้นทางเก่าที่ชาวบ้านเล่ากันว่าเป็นทางเกียนโบราณ ออกจากบ้านหนองบัวราย ขนานกับถนนแนวแรก ไปบรรจบกันที่บารายของชุมชนโบราณบ้านบุ ถนนในแนวนี้ถูกปรับปรุงด้วยการถมกรวดลูกรังทับในยุคปัจจุบัน ถนนแนวนี้ห่างจากตัวปราสาทบ้านบุ ประมาณ 400 เมตร
         ถนนโบราณแนวที่สามแยกออกมาจากหนองบัวราย ขนานกับแนวถนนที่สองเป็นมุมโค้ง ไปบรรจบกับแนวถนนแรกที่บารายของเนินชุมชนโบราณบ้านบุ คนในท้องถิ่นเล่าว่า จะมีถนนแยกจากใต้บ้านโคกเครือไปข้ามคลองปูนทางทิศใต้ เชื่อมต่อไปยังชุมชนโบราณรอบทะเลเมืองต่ำ ถนนแนวที่สามใต้บ้านโคกเครือนี้ มีระยะห่างจากตัวปราสาทบ้านบุประมาณ 800 เมตร
         ชิ้นส่วนหินโครงสร้างของปราสาทบ้านบุส่วนหนึ่ง ได้ถูกบรรทุกเกวียนไปยังวัดโคกสูง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตั้งแต่เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว เพื่อจะนำไปเตรียมใช้กรุขอบบ่อน้ำภายในวัด แต่ด้วยเพราะปริมาณหินมีไม่มากพอ จึงไม่ได้ใช้ จึงวางจัดเรียงไว้ใต้กุฏิ และหอระฆังภายในวัด มาจนถึงในทุกวันนี้

.

.

.

ลายดอกไม้ กรอบประตูด้านหน้าที่รื้อนำมาจากปราสาทหลังอื่น ๆ

.

         ปราสาทหลังที่สี่ คือ ปราสาทหนองกง – ปราสาทโคกปราสาท (Prasat Prasat Nong Kong) บ้านหนองกง หมู่ 1 ตำบลหนองกง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
.

.

.

         ปราสาทวหนิคฤหะหนองกง ตั้งอยู่กลางทุ่งนาข้าว ใกล้ลำปะเทียที่ห่างออกไปประมาณ 400 เมตรทางตะวันออก ห่างจากหมู่บ้านหนองกงประมาณกว่า 2.7 กิโลเมตรตามระยะทางถนน ไม่มีเมืองโบราณอยู่ใกล้เคียงนอกจากโคกเนินใกล้เคียงทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 12 - 15 เนิน เป็นที่ตั้งของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรในยุคร่วมสมัย จากหลักฐานมีการลักลอบขุดพบเครื่องเคลือบแบบบ้านกรวดเป็นจำนวนมากและเศษภาชนะที่ยังพบกระจัดกระจายอยู่บนเนิน ใกล้กันยังปรากฏแนวถนนโบราณบนขอบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เป็นแนวถนนโบราณบนคันบารายจากเนินที่อยู่อาศัยผ่านตรงไปทางปราสาทตามแนวทิศใต้
         ปราสาทหนองกงเป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และใช้หินทรายสีเทา (Gray Sandstone) เป็นส่วนประกอบโครงสร้างรับน้ำหนักบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท หลังคาและตัวปราสาทหนองปล่องพังทลายลงมาเป็นกองหิน คงเหลือส่วนของผนังมุขทางด้านทิศเหนือที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่เพียงเล็กน้อย ชิ้นส่วนหินแท่งใหญ่ ที่เคยเป็นส่วนประกอบโครงสร้างรับน้ำหนัก กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ
           ปราสาทหนองกง ไม่พบรูปประติมากรรมหรือภาพสลักทางคติความเชื่อใด ๆ หลงเหลืออยู่ คงมีแต่ชิ้นส่วนหินทรายสีขาวเป็นแท่งที่เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนของทับหลังปราสาทวางอยู่ทางทิศตะวันตกของกองหินปราสาท มีชิ้นส่วนหินแท่งใหญ่ ที่เป็นส่วนประกอบโครงสร้าง กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ ส่วนในบริเวณที่เป็นห้องครรภคฤหะ ก็มีร่องรอยการขุดหาวัตถุโบราณหลายจุดไปทั่วบริเวณ ส่วนผนังทางด้านเหนือ พังทลายลงจนเหลือแค่กำแพงผนังขึ้นไปถึงหลังคาชั้นลดเพียงเล็กน้อย ยังคงมีลวดลายคิ้วบัวหลงเหลืออยู่

.

.

.

         ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีศาลเพียงตาหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้กับผนังมุขคูหาส่วนที่เหลือของปราสาท สภาพในปัจจุบันได้รับการแผ้วถางวัชพืชและดินที่ปกคลุมกองหินออกจนดูโล่ง มีต้นใหญ่น้อยขึ้นให้ร่มเงาอยู่ประปราย ถนนทางเข้าก็ได้รับการซ่อมแซมใหม่ด้วยหินเกล็ดคลุก สามารถขับรถเข้าถึงตัวปราสาทได้ง่ายกว่าแต่ก่อน
         ชื่อของปราสาทหนองกง เดิมชื่อปราสาทโคกปราสาทหรือปราสาทท้าวกง ที่มาจากชื่อของบ้านหนองกง ชาวบ้านมาพบเนินปราสาทหินร้าง ก็จินตนาการไปว่าเป็นปราสาทที่อยู่ของพวก “ท้าวพระยา” ผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยก่อน ประกอบกับบนเนินชุมชนที่อยู่อาศัยและเนินดินโดยรอบเนินโคกปราสาทก็มีการพบเครื่องมือเครื่องใช้ ภาชนะและเครื่องประดับกระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเรียกตัวโคกปราสาทว่าเป็น “ปราสาทของท้าวกง” หรือ “ปราสาทท้าวกง”
 

.

.

ลวดลายคิ้วบัวบนผนังด้านในของปราสาทหนองกง

.

         ถัดต่อจากปราสาทหนองกง คือ ปราสาทหนองปล่อง (Prasat Nong Plong) ตั้งอยู่ที่บ้านหนองยาง หมู่ 5 ตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์

         ปราสาทวหนิคฤหะหนองปล่อง ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ป่าชุมชนของบ้านหนองยางและบ้านหนองปล่อง มีลำนางรองไหลผ่าน ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร ไม่มีเมืองโบราณอยู่ใกล้เคียงนอกจากโคกเนินใกล้เคียงทางทิศใต้และตะวันออก ที่เล่ากันว่าเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรในยุคร่วมสมัย มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กทางทิศใต้ เป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และใช้หินทรายสีเทา (Gray Sandstone) เป็นส่วนประกอบโครงสร้างบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท หลังคาและตัวปราสาทหนองปล่องพังทลายลงมาเป็นกองหิน คงเหลือส่วนของผนังมุขทางด้านทิศเหนือที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่เพียงเล็กน้อย ชิ้นส่วนหินแท่งใหญ่ ที่เคยเป็นส่วนประกอบโครงสร้างรับน้ำหนัก กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ หินศิลาแลงโครงสร้างปราสาทบางส่วนได้ถูกนำมาเรียงเป็นแนวกำแพงด้านทิศเหนือและตะวันออก

.

.

.

.

         ที่ปราสาทหนองปล่อง ยังคงพบชิ้นส่วนรูปประติมากรรมและภาพสลักหลงเหลืออยู่บ้าง เช่น ชิ้นส่วนของบัวกลุ่มยอดปราสาท พวยระกาหน้าบัน ชิ้นส่วนทับหลัง กรอบหน้าต่างที่มีรูเดือยของเสาลายลูกมะหวด และบราลีทับคานหลังคารูปพระพุทธเจ้าในซุ้มอานุภาพ (เรือนแก้ว) รวมถึงภาชนะเครื่องเคลือบบ้านกรวดแบบ “ไหเท้าช้าง” ส่วนผนังทางด้านเหนือ พังทลายลงจนเหลือแค่กำแพงผนังไม่ขึ้นไปถึงหลังคาชั้นลด
         ปราสาทหนองปล่องในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตติดกับสำนักสงฆ์วัดโคกปราสาทบนที่ดินโบราณสถานของกรมศิลปากร เนินหินที่พังทลายยังมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมดูร่มรื่น บนเนินกลางกองหินมีการนำหินโครงสร้างหน้าต่างมาวางเรียงที่พื้นเพื่อเป็นฐานของพระพุทธรูปที่ย้ายออกไปแล้วหรือใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาแทนพระเจดีย์ ด้านทิศเหนือมีศาลเพียงตาหรือศาลปู่ตาของชุมชนไท – ลาวที่ตั้งอยู่รายรอบ ทั้งบ้านหนองยาง บ้านหนองใหญ่ บ้านหัวลาวและบ้านหนองปล่อง บริเวณด้านหน้ากองหินมีผู้นำศาลพระภูมิเจ้าที่แบบเรือนไม้จำลอง พระพุทธรูปปางประจำวันเกิดหลายองค์มาวางเรียงไว้ เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้กราบไหว้ บูชาสักการะ
         เดิมปราสาทวหนิคฤหะหนองปล่อง อยู่ในเขตบ้านหนองปล่อง จึงใช้ชื่อว่า “หนองปล่อง” ตามชื่อของชุมชน ต่อมามีการจัดแยกเขตการปกครองของบ้านหนองปล่องและบ้านหนองยางออกจากกัน โดยแยกบ้านหนองยางและตัวปราสาทไปอยู่ในเขตตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง มาจนถึงในปัจจุบัน

.

.

.

เศษชิ้นส่วนหินทรายที่มีลวดลายแกะสลักคงเหลืออยู่บ้าง

.

         ปราสาทหลังที่หก นับจากเทือกเขาพนมดองเร็กเข้ามา คือ ปราสาทหนองตาเปล่ง (Prasat Nong Ta Plaeng) ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาทเทพสถิตย์ หมู่ 13 ตำบลช่อผกา อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์

         ปราสาทวหนิคฤหะหนองตาเปล่ง หรือ ปราสาทเทพสถิตย์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของห้วยลำมาศ ไม่มีเมืองโบราณใกล้เคียง นอกจากโคกเนินโดยรอบ 2 – 3 แห่งที่เล่ากันว่าเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรในยุคร่วมสมัย มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 แห่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ เป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และใช้หินทรายสีเทา (Gray Sandstone) เป็นส่วนประกอบโครงสร้างบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท หลังคาและตัวเรือนปราสาทหนองตาเปล่งพังทลายลงมาเป็นกองหิน คงเหลือส่วนของผนังมุขทางด้านทิศเหนือที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่บางส่วน มีชิ้นส่วนหินแท่งใหญ่ ที่เคยเป็นส่วนประกอบโครงสร้างรับน้ำหนัก กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ หินศิลาแลงโครงสร้างปราสาทบางส่วนได้ถูกนำมาเรียงเป็นแนวกำแพงด้านทิศเหนือและตะวันออก
         ถึงปราสาทหนองตาเปล่ง จะไม่พบรูปประติมากรรมแต่ยังมีภาพสลักหลงเหลืออยู่บ้างตรงส่วนของปลายหน้าบันและประตูหลอกของเรือนปราสาททางด้านทิศเหนือ เป็นภาพของพวยระกา นาคปลายหน้าบัน ที่ดูเหมือนจะสลักไม่เสร็จ หรืออาจสลักเป็นโกลน (Frame) เพื่อใช้ปูนตำน้ำอ้อย ปั้นประดับลวดลายทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมในแบบแผนของวหนิคฤหะที่ยังคงปรากฏบนผนังมุขที่เหลืออยู่ ทั้งชั้นรองรับหลังคา หลังคาชั้นลด ลายคิ้วบัวและส่วนย่อมุมด้านหน้า แต่ไม่ปรากฏลวดลายของหน้าต่างหลอกบนผนังคูหามุข

.

.

.

         ตัวปราสาทในปัจจุบันดูเงียบสงบและวังเวง รอบปราสาทเคยเป็นทีตั้งของวัดปราสาทเทพสถิตย์ อันเป็นชื่อที่มาของชื่อเรียกปราสาทว่าปราสาทเทพสถิตย์ตามชื่อของวัด ปัจจุบันวัดได้ย้ายออกไปจากตัวปราสาทไปตั้งอยู่ติดกันทางทิศตะวันออกด้วยเหตุผลทางกฎหมายของกรมศิลปากร ในบริเวณปราสาทยังคงมีรูปพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย พระสาวกอุ้มบาตร บริเวณด้านหน้ากองหินปราสาท และรูปปั้นที่ทำจากปูนซีเมนต์ฝีมือคนในท้องถิ่น นำรูปแบบมาจากละครทีวีเรื่อง “สังข์ศิลป์ชัย” ตั้งอยู่โดยรอบ
         หลวงพ่อแก้ว ที่จำวัดอยู่เล่าว่า ปราสาทหนองตาเปล่งเคยมียอดปราสาทขึ้นไปสมบูรณ์ มีจารึกภาษาโบราณอยู่ที่กรอบประตูด้านหนึ่ง แต่เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ได้มีกลุ่มคนจากจังหวัดสุรินทร์ นำช้างมาล้อม ลากรื้อเรือนปราสาทจนพังถล่มลงมาเพื่อค้นหาวัตถุโบราณ เล่ากันต่อมาว่าขุดได้พระไปหลายองค์
         เดิมปราสาทหนองตาเปล่ง ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของบ้านหนองตาเปล่ง จนถึงราวปี พ.ศ. 2536 จึงมีการแยกชุมชนออกเป็นบ้านปราสาทเทพสถิตย์ ตามชื่อของวัดปราสาทเทพสถิตย์ ปราสาทหนองตาเปล่งจึงย้ายมาอยู่ในเขตบ้านปราสาทเทพสถิตย์จนถึงในปัจจุบัน

.

.

.

ตระเปียง ( Trapeang - บ่อน้ำ) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทหนองตาเปล่ง

.

         ปราสาทลำดับที่เจ็ด คือ ปราสาทบ้านสำโรง (Prasat Ban Samrong) ตั้งอยู่ที่บ้านสำโรง หมู่ 2 ตำบลผไทรินทร์ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ครับ

         ปราสาทวหนิคฤหะสำโรง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของลำห้วยสำโรง มีเมืองโบราณบ้านสำโรงเก่าและบารายหนองใหญ่ขนาด 300 x 100 เมตร ห่างออกไปทางทิศเหนือประมาณ 600 เมตร ชื่อของปราสาทมาจากต้นไม้ที่มีชื่อว่า “ต้นสำโรง” เป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุ หินศิลาแลง (Laterite) และหินทรายสีแดง (Red Sandstone) เป็นวัสดุหลัก ใช้หินทรายสีเทาเพียงส่วนน้อย

         หินทรายแดงเป็นหินที่นิยมใช้ในเขตอำนาจของเมืองวิมายะปุระ มีคุณภาพต่ำเพราะมีแร่เฮมาไทต์ (Hematite) ผสมอยู่ในเนื้อหินทรายจนเป็นสีแดง เมื่อผ่านกาลเวลาก็จะเป็นสนิมในเนื้อหินและแตกตัวแยกออกจากกัน ประกอบกับรากไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตบนตัวปราสาทและตัวน้ำหนักหินที่มีรูพรุนเก็บน้ำ หินทรายแดงและหินศิลาแลงมีมวลที่แตกต่างกัน เมื่อเกิดปฏิกิริยาความร้อนจนทำให้เกิดการขยายตัวและหดตัวของทั้งน้ำและเนื้อหิน จะทำให้หินทรายแตกป่น ในขณะที่ศิลาแลงจะผุกร่อนเฉพาะผิวด้านนอก หินที่มีความแตกต่างกันแต่ถูกนำมาใช้ประกอบในโครงสร้างเดียวกันก็จะแตกแยกออก ทำให้ตัวหลังคาพังถล่มลงสู่โครงสร้างด้านล่าง กำแพงและหน้าต่าง ถูกบดอัดทับถมกันจนแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยากต่อการซ่อมแซมบูรณะ ส่วนหินทรายออกสีชมพู ที่มีคุณภาพดีกว่าก็ยังอยู่คงทนเป็นแท่งหินส่วนค้ำยันสำคัญ พังล้มลงมาอยู่ใต้กองหินและโดยรอบบริเวณกองหินปราสาท

.

.

.

         ที่ปราสาทสำโรง ไม่พบรูปประติมากรรมหรือภาพสลักทางคติความเชื่อใด ๆ หลงเหลืออยู่ คงมีแต่ชิ้นส่วนหินแท่งใหญ่ ที่เป็นส่วนประกอบโครงสร้างรับน้ำหนัก กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ ส่วนในบริเวณที่เป็นห้องครรภคฤหะ ก็มีร่องรอยการขุดหาวัตถุโบราณขนาดใหญ่ทั่วบริเวณครับ

.

.

.

ร่องรอยการขุดหาวัตถุโบราณและชิ้นส่วนหินทรายสีแดงที่ใช้เป็นโครงสร้างปราสาท

แตกหักกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ

.

         ปราสาทหลังที่แปด คือ ปราสาทห้วยแคน (Prasat Huai Khaen) ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยแคน หมู่ 1 ตำบลห้วยแคน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

ปราสาทวหนิคฤหะห้วยแคน ตั้งอยู่ใกล้บริเวณทางใต้ของห้วยแคน ใกล้กับจุดบรรจบกับลำห้วยตะเคียน มีชุมชนโบราณบ้านสระแร่ ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1.4 กิโลเมตร ชื่อของปราสาทมาจากที่ตั้งของปราสาทที่ตั้งอยู่ใกล้กับลำห้วย “แคน” เป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลา ที่ใช้วัสดุหลักคือ หินศิลาแลง (Laterite) ใช้หินทรายสีเทา สีเหลืองนวลและหินทรายสีแดง (Sandstone) เป็นส่วนประกอบโครงสร้างบริเวณกรอบหน้าต่าง กรอบประตู หน้าบันและประติมากรรมประดับปราสาท ตัวเรือนปราสาทห้วยแคนพังทลายลงมาเป็นกองหินทั้งหมด และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อปี 2549

.

.

.

.

         ปราสาทห้วยแคน ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ทั้งโครงสร้างในส่วนฐาน กำแพงผนัง เสารับหลังคา ตัวปราสาทและเรือนยอด ในขณะที่ใช้หินทรายในส่วนกรอบหน้าต่าง เสริมเสารองหลังคา หน้าบัน ทับหลัง เสากรอบประตู เสาประดับกรอบประตู บัวกลุ่มยอดปราสาท เครื่องบน รวมถึง “บราลี” ทับสันหลังคาเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มอานุภาพ (เรือนแก้ว)
         ชิ้นส่วนประกอบหน้าบัน ทับหลัง เสากรอบประตู และบัวกลุ่มยอดปราสาทที่เป็นหินทราย กับชิ้นส่วนก้อนศิลาแลงที่เป็นหลังคา ยังคงไม่ได้รับซ่อมแซมขึ้นไป คงวางเรียงทิ้งไว้ทางทิศใต้และตะวันตก
         บริเวณรอบปราสาท พบรูปประติมากรรมและภาพสลักบนชิ้นส่วนโครงสร้างที่เป็นหินทรายสีเทา หลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง เป็นหินแท่งชิ้นส่วนประกอบโครงสร้างของหน้าบัน ชิ้นส่วนของบัวกลุ่มยอดปราสาท ลวดลายพวยระกา นาคปลายหน้าบัน และลวดลายเสาประดับกรอบประตูที่ยังติดอยู่กับตัวปราสาททางทิศตะวันตกตามศิลปะแบบบายน รวมทั้งฐานรูปเคารพ 3 ฐานและร่องรอยของแท่นฐานรูปเคารพขนาดใหญ่บริเวณพื้นภายในคูหาของปราสาทที่มีการจัดเรียงหินเป็นแนวร่องระหว่างแท่นสองแท่น ที่ตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 6 - 8 เมตร ซึ่งอาจเป็นรางสำหรับน้ำมันเพื่อเดินไฟ ให้เกิดแสงสว่างตลอดช่องหน้าต่างของแนวคูหา ตามแนวคิดการใช้ประโยชน์ของ “บ้านมีไฟ - อัคนีศาลา” หรืออาจเป็นเพียงท่อรางโสมสูตร แท่นประกอบพิธีกรรมบูชาไฟ ทั้งหมดยังไม่มีข้อสรูปที่ชัดเจน
.

.

.

ชิ้นสลักแกะสลักหินทรายประดับปราสาท ที่ยังคงหลงเหลืออยู่

.

         ปราสาทหลังสุดท้าย หรืออาจจะนับเป็นหลังแรกจากเมืองพิมายก็ได้ คือ ปราสาทกู่ศิลาขันธ์ (Prasat KusilaKan) ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ศิลาขันธ์ หมู่ 4 ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

         ปราสาทวหนิคฤหะกู่ศิลาขันธ์ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างลุ่มน้ำห้วยทะยูง ห้วยฤๅษีและห้วยทะลุ มีเมืองโบราณหนองโกสีห์อยู่ทางทิศใต้ และมีบารายขนาด 100 x 60 เมตร ห่างออกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 270 เมตร ชื่อของปราสาทมาจากการตั้งใหม่โดยใช้สภาพของปราสาทที่เป็นหิน ผสมคำว่า “กู่” ที่แปลว่าปราสาทในภาษาลาว เป็นปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาที่ใช้วัสดุหินทรายสีเทาและหินทรายสีแดงที่มีคุณภาพต่ำ คล้ายกับที่ปราสาทสำโรง จึงมีสภาพพังทลายเป็นเนินทับถมขนาดใหญ่

.

.

.

ผนังปราสาทกู่ศิลาขันธ์ทางทิศเหนือ

.

         ที่ปราสาทกู่ศิลาขันธ์ ไม่พบรูปประติมากรรมหรือภาพสลักทางคติความเชื่อใด ๆ หลงเหลืออยู่ คงมีแต่ชิ้นส่วนหินที่เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนของบัวกลุ่มยอดปราสาทวางอยู่ทางทิศตะวันตกของกองหินปราสาท
         ตัวปราสาทในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์วัดบ้านกู่ศิลาขันธ์ ใกล้กับตัวกองหินปราสาท มีศาลเพียงตาไม้ และเจดีย์ซีเมนต์บรรจุอัฐิที่พบตามวัดทั่วไปในปัจจุบันอยู่ทางทิศเหนือ ใกล้ตัวศาลยังคงมีร่องรอยของการประกอบพิธีกรรมประจำปีอยู่

.

.

.

ซุ้มประตูด้านหน้า (ทิศตะวันออก)

.

.

ชิ้นส่วนของบัวกลุ่มยอดปราสาท

.

         ชาวชุมชนรอบปู่ศิลาขันธ์เชื่อว่า ปราสาทกู่ศิลาขันธ์เป็นสถิตของ “พ่อปู่เจ้ากู่” หรือ “พ่อปู่ขุนหาญ” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน จะมีงานสรงกู่ในทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 หรือในช่วงเดือนเมษายน โดยจะนิมนต์พระมาฉันเพลที่กู่ นำน้ำอบมาสรงกู่ ก่อกองทรายและจัดการแข่งขันบั้งไฟกับหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง งานสรงกู่จะมีเฉพาะในช่วงกลางวันไม่มีมหรสพสมโภชในช่วงค่ำ
         นอกจากนี้ กู่ศิลาขันธ์ยังมีสถานะเป็น ศาลผีประจำหมู่บ้าน ในช่วงประมาณเดือนหก จะมีพิธีกรรมการเลี้ยงผีบ้านและต่อด้วยเลี้ยงผีนา ด้วยเครื่องบูชา จานหวาน ดอกไม้ธูปเทียน หมากพลู เหล้าไหไก่ตัวและขอดหญ้าครับ

.

         จากข้อมูลการสำรวจภาคสนามและการศึกษาทางโบราณคดีจนถึงปัจจุบันสรุปได้ว่า ยังมีเส้นทางอีก 4 สาย แยกออกไปตามหัวเมืองสำคัญของอาณาจักร คือ เส้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ออกจากเมืองพระนครธม ไปยังโฉกครรคยาร์ (เกาะแกร์) ปลายทางอาจอยู่ที่ปราสาทวัดภู แขวงจำปาศักดิ์ มีระยะทาง 171 กิโลเมตร เส้นทางทิศสายตะวันตก ออกจากเมืองพระนครธมไปพนมสรก ปลายทางที่เมืองสวายจิก ในจังหวัดพระตะบอง ระยะทาง 90 กิโลเมตร เส้นทางทิศตะวันออกจากเมืองพระนครธมผ่านไปยังปราสาทเบ็งเมเลีย ปลายทางที่ปราสาทพระขรรค์แห่งเมืองกำปงสวาย ระยะทาง 95 กิโลเมตร และเส้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จากเมืองพระนครธม ผ่านหริหราลัย สมโบร์ไพรกุก (อีศานปุระ) ปลายทางที่เมืองกำปงธม ระยะทาง 120 กิโลเมตร ครับ

.
วหนิคฤหะ : คติความเชื่อและประติมานวิทยา
.

         ในมุมมองที่ “ไม่น่าเชื่อ” ของผม ผมคิดว่าชื่อของ “วหนิคฤหะ” ที่ปรากฏชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์นั้น น่าจะมีความหมายในเชิงมโนภาพ “บุคคลาธิษฐาน” มากกว่าชื่อทีมีความหมายแค่เพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้งานโดยตรง เช่น การจุดแสงไฟหรืออาคารที่พักเพียงด้านเดียว ชื่อที่น่าจะมีความหมายตรงกับ “วหนิคฤหะ” ก็คือ “ปราสาท – เรือน (คฤหะ) แสงแห่งอำนาจ (วหนิ) ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (สมันตสุข) ผู้ดูแลคุ้มครองแก่ผู้เดินทาง” ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนามหายาน ลัทธิวัชรยานตันตระ – โลเกศวร จากหลักฐานรูปสลักประดับอาคารที่มีความหมายเชิงประติมานวิทยา (Iconology) เป็นรูปแบบของการนำคติความเชื่อในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาสายมหายานตันตระ มาประยุกต์ใช้เป็น “ระบอบ” เพื่อการปกครองอาณาจักรใน “ทางโลก” และการปกครองทางจิตใจ ผ่านระบบคติความเชื่อทางทาง ”ธรรม” คล้ายคลึงกับระบอบธรรมราชาในอดีต
.

         เหตุผลสนับสนุนใน “มุมมอง” ของผมมาจาก เหตุการณ์ภายหลังการเสียเมืองพระนครหลวงให้กับอาณาจักรจามปา ในปี พ.ศ. 1720 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาจมองว่าระบอบเทวราชาของฮินดูที่เป็นระบอบปกครองเดิมของอาณาจักร ระบอบที่มีเทพเจ้าเทวะผู้ยิ่งใหญ่มากมาย ไม่อาจเป็นที่พึ่งทั้งทางโลก (อาณาจักร) และทางใจ (ศาสนจักร) ได้อีกต่อไป กษัตริย์ผู้เคยมีความยิ่งใหญ่เปรียบดังสมมุติเทพ เป็นพระศิวะหรือพระวิษณุ ผู้ทรงอานุภาพที่จุติบนพื้นโลก ในวันนี้คงเหลือแต่ซากปรักหักพังของเมืองพระนครหลวงที่เคยงดงาม ไม่หลงเหลือซึ่งอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว

.

.
         ประกอบกับการมีพระมเหสีที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างพระนางชัยเทวี และพระนางอินทรเทวี ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทลังกา มหายานและวัชรยานตันตระ จึงเป็นตัวเลือกใหม่ ที่เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้เป็น “ระบอบ” สามารถแทนความหมายการแผ่พระราชอำนาจแห่งองค์กษัตริย์พระองค์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลและไม่เคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใด

.
         กษัตริย์พระองค์ใหม่ที่จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าใด ๆ ในศาสนาฮินดูเดิม แต่คติแห่งอำนาจและอานุภาพของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและมหายาน ไม่อาจตอบสนองความต้องการของพระองค์ได้ทั้งหมด

.
         เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองแผ่นดิน พระองค์จึงได้เลือกใช้ “พุทธศาสนานิกายผสม” ที่เรียกว่า "วัชรยานตันตระ" ที่มีเรื่องราวของเหล่าพระโพธิสัตว์ผู้ทรงพลังอำนาจเหนือเหล่าเทพเจ้า มาใช้เป็นระบอบการปกครองใหม่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์

.

.

รูปสลักเหมือนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

พบที่โบราณสถานโกรลโรมัส (Krol Romeas) หรือ "คอกแรด"

ทางทิศเหนือของเมืองพระนครธม

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ

.

          อาณาจักรใหม่ ที่ไม่เคยโดนช่วงชิงหรือเคยพ่ายแพ้แก่จามปา อาณาจักรแห่งพระโพธิสัตว์สูงสุด และพระองค์จะปฏิบัติ “โพธิญาณ” เพื่อขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นบนโลก

.        

         ด้วยปรัชญาของนิกายวัชรยานตันตระเปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถบำเพ็ญบารมีขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์สูงสุดเหนือพระศากยมุนีได้ ในขณะที่คติพระโพธิสัตว์ในลัทธิมหายานนั้น พระโพธิสัตว์จะอยู่ใต้อำนาจบารมีของพระสมณโคดม ยิ่งเป็นคติของลัทธิเถรวาทลังกาแล้ว ไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าพระศากยมุนีเจ้าในโลกมนุษย์ได้อีกแล้ว
.

         “วัชรยานตันตระ” เป็นคติความเชื่อผสม ที่มีการปฏิบัติพิธีกรรมและความเชื่อของฮินดูตันตระในรายละเอียดของการบำเพ็ญภาวนาและท่องสวดมนตรา ผสมเข้ากับ คติมหายานแบบชวา ที่มีพระโพธิสัตว์ผู้เรืองอำนาจและบารมี และมีพระพุทธเจ้าในรูปของ “พระอาทิพุทธเจ้า” อันได้แก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงสร้างโลก แบ่งจักรวาลออกเป็น 3 ตอน คือ “กามธาตุ” “รูปธาตุ” และ “อรูปธาตุ" พระอาทิพุทธเจ้าของมหายานมี 3 รูป (ตรีกาย) “ธรรมกาย” ตรงกับ “กามธาตุ” , “สัมโภคกาย” (ประกอบด้วยพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์) ตรงกับ “รูปธาตุ” และ “นิรมานกาย” (ประกอบด้วยพระมนุษิพุทธะ) ตรงกับ “อรูปธาตุ”
.

.

สะพานสายรุ้งทางเดินเข้าสู่ปราสาทพระขรรค์ หรือ “วัดราชชัยศรีวิหาร”
ข้างทางเดินประดับเสาพระประทีปหรือเสานางเรียงในช่องแสง

สลักเป็นรูปพระพุทธองค์ในบุคคลาธิษฐานของแสงแห่งโพธิญาณ
โคปุระประตูสามยอด อาจมีความหมายถึงนิรมาณกาย ธรรมกาย และสัมโภคกาย

ตามคติของพระพุทธศาสนสายมหายาน

.

          เหล่าอาคารปราสาทเพื่อประดิษฐานเหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์จะสร้างเป็นทรงศิขระ 5 ชั้น ประดับปราสาทแต่ละชั้นด้วย “ซุ้มบัณชร” หรือ “บันแถลง” ประดับด้วย “นาคปัก” หรือ “เครื่องบน”
ชั้นแรกเหนือเชิงบาตรหรือเหนือชั้นครุฑ เป็นที่ประทับของเหล่า พระโพธิสัตว์แวดล้อม ,พระมนุษิพุทธะสี่พระองค์ ได้แก่พระโกนาคมทางทิศตะวันออก, พระกัสสปะทางทิศใต้, พระศรีศากยมุนีทางทิศตะวันตก, พระศรีอาริยเมตไตรยทางทิศเหนือ

.

.

เหวัชระมณฑล (ปราสาท)

.

         ชั้นสองเป็นชั้นปราสาทที่ประทับของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ ชั้นสามเป็นปราสาทที่ประทับของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ เช่น พระโพธิสัตว์ไตรโลกยวิชัย พระโพธิสัตว์มาริจี พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์วัชรปราณี พระโพธิสัตว์วัชรปราณี ชั้นที่สี่แทนความหมาย ปราสาทที่ประทับของ “พระธยานิพุทธะห้าพระองค์” คือ “พระอักโษภวะ" ปางมารวิชัยทางทิศตะวันออก, "พระรัตนสัมภวะ" ปางประทานพรทางทิศใต้, "พระอมิตาภะ" ปางสมาธิทางทิศตะวันตก “พระอโมฆาสิทธะ" ปางประทานอภัยทางทิศเหนือ และ“พระไวโรจนะ” ปางปฐมเทศนา ทิศเบื้องบน
.

         ชั้นที่ห้า แทนความหมายของปราสาทชั้น “อรูปธาตุ” ความไม่มีตัวตน เป็นที่สถิตของ “พระอาทิพุทธเจ้า” (อาทิหมายถึงต้นกำเนิดของสรรพสิ่งบนโลก) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้า “สูงสุด” ในคติพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ในคติของวัชรยานตันตระในยุคนี้ รูปพระอาทิพุทธเจ้าสูงสุดจะสร้างอยู่ในรูปของพระพุทธเจ้าทรงเครื่องกษัตริย์ (พุทธกษัตริย์ ผู้เป็นราชาเหนือกษัตริย์ทั้งปวง) ประทับนั่งปางสมาธิเหนือขนดนาคปรก
         ภายหลังการครองราชย์ไม่นาน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เริ่มผนวกรูปลักษณ์ของพระองค์เข้ากับพระพุทธรูปปางนาคปรกเดิม แทนความหมายว่าพระองค์เพียง “เปรียบประดุจดั่ง” พระพุทธเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าพระโพธิสัตว์และธยานิพุทธ นั่นคือพระองค์ทรงเป็นดั่ง “พระมหาไวโรจนะ” หรือพระ ”อาทิพุทธ” พระพุทธเจ้าสูงสุดแห่งจักรวาลสากลในทางธรรมนั่นเอง
.

.

พระชัยพุทธมหานาถ (Preah Jayabuddhamahanatha) จำลอง

ปราสาทหินพิมาย

.

.

.

พระพุทธรูปปางนาคปรก หรือ "พระวัชรสัตว์พุทธะ"

ราชาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งมวล ตามคติของมหายาน - วัชรยานตันตระ

.

         ส่วนในทางโลกหรือการปกครองอาณาจักร นอกจากที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและปฏิบัติพระองค์เฉกเช่นมหาพุทธราชาในอดีต (พระเจ้าอโศกมหาราช,พระเจ้ากณิษกะ) แล้ว พระองค์ยังได้บำเพ็ญโพธิญาณและปฏิบัติพระองค์เพื่อการช่วยเหลือมวลมนุษย์เช่นเดียวกับ “พระโพธิสัตว์”  (Bodhisattva) ในคติความเชื่อของมหายาน ที่เชื่อว่า “ผู้เป็นพระโพธิสัตว์จะตั้งปณิธานไว้ ว่าจะไม่เข้าถึงพระนิพพานในเวลาอันสั้นเหมือนคติของเถรวาท ประสงค์ที่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีก เพื่อส่งมวลมนุษย์ให้เข้าถึงนิพพานก่อนตนเอง ดวงจิตของพระโพธิสัตว์ถึงแม้จะอยู่ในสังสารวัฏก็หาได้หลงผิดในอกุศลว่าเป็นกุศลไม่ และไม่หลงใหลยึดติดในสังสารวัฏ ประสงค์ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ด้วยการยอมรับทุกข์เหล่านั้นไว้เอง”

.

         เมื่อนำคติพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีและกรุณาความช่วยเหลือแก่มวลมนุษย์ มาผสมกับคติความเชื่อฮินดูตันตระ ที่สร้างให้เหล่าเทพเจ้ามีอำนาจและอานุภาพที่ยิ่งใหญ่เหนือโลก พระโพธิสัตว์ของพระองค์ก็จะต้องมีความยิ่งใหญ่ มีอำนาจและอานุภาพเหนือกว่าเทพเจ้าของฮินดู จนนำไปสู่การเกิดคติความเชื่อในลัทธิ “โลเกศวร” ( Lokeshvara ผู้ยิ่งใหญ่เหนือโลก – เหนือกว่าพระศิวะ) ในช่วงเวลาไม่นานนัก

.
         ลัทธิโลเกศวรหรือวัชรยานตันตระ ได้กลายมาเป็นศาสนาหรือคติความเชื่อหลักที่ใช้เป็นระบอบการในปกครองในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภายหลังที่ทรงครองราชย์ไปเพียงระยะหนึ่ง จนอาจเรียกได้ว่า “อาณาจักรแห่งโพธิสัตว์” รูปเคารพหรือรูปบุคคลาธิษฐานในยุคนี้จึงเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์ในหลายมโนภาพ เช่น รูปสลักของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Bodhisattva Avalokitesvara) พระโพธิสัตว์โลเกศวร พระโพธิสัตว์ผู้เป็น “ยิดัม” ปกป้องพระพุทธศาสนา พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี (Bochisattva Avalokitesvara Irradiant) และรูปศักติ (พลังสตรีที่อยู่เบื้องหลังอำนาจตามคติตันตระของฮินดู) อย่างรูปเทวีปรัชญาปารมิตา (prajnaparamita)

.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี 8 กร

พบที่ปราสาทพระขรรค์แห่งเมืองกำปงสวาย

พิพิธภัณฑ์กีเมต์ ประเทศฝรั่งเศส

.

.

เทวีปรัชญาปารมิตา

พิพิธภัณฑ์กีเมต์ ประเทศฝรั่งเศส

.

         รูปสลักประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร เป็นรูปสลักที่นิยมสร้างขึ้นมากที่สุด ด้วยเพราะเป็นพุทธเทวะ ผู้มีอำนาจสูงสุดในลัทธิโลเกศวร ทรงถือดอกบัวปัทมะในพระหัตถ์ขวาล่าง ถืออักษมาลา (ลูกประคำ) ในพระหัตถ์ขวาบนถือปุศตกะ (คัมภีร์) ที่พระหัตถ์ซ้ายบนและถือ กมัณฑลุ (หม้อมงคล) ในพระหัตถ์ซ้ายล่าง
.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

พบที่ประตูผี ทางทิศตะวันออกของเมืองพระนครธม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ

.

         “เทวีปรัชญาปารมิตา” ก็เป็นอีกรูปประติมากรรมที่นิยมเฉพาะในลัทธินี้ พระนางเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาอันล้ำเลิศ พระหัตถ์ขวาถือดอกบัวปัทมะ พระหัตถ์ซ้ายถือคัมภีร์ “ปรัชญาปารมิตาสูตร” ทรงเป็นศักติของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และถือเป็นพุทธมารดาของเหล่าตถาคตที่กำเนิดจากอานุภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกด้วย

.

.
เทวีปรัชญาปารมิตา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ

.

         พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี เป็นรูปเคารพสำคัญของลัทธิโลเกศวร แสดงถึงอำนาจและอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ควบคุมทั่วสกลจักรวาล รูปประติมากรรมจะมีแปดกร ทรงวัชระ อังกุศ ปุศตกะ สังข์ จักร ลูกประคำ(อักษมาลา) หม้อน้ำอมฤต(กมัณฑุล) และดาบ คัมภีร์อมิตายูรธยานสูตร กล่าวว่า “ประภามณฑลที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์โลเกศวรประกอบด้วย พระพุทธเจ้า 500 พระองค์ แต่ละองค์แวล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ 500 พระองค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็ยังแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดาอีกเป็นจำนวนมาก - พระองค์เป็นประหนึ่งวิญญาณของจักรวาลที่ได้เปล่งประกายสารัตถะแห่งการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากภาวะทั้งปวง และความรอบรู้ชั้นสูงสุดยอดที่จะเผยแผ่ให้คงอยู่ได้ยาวนานตลอดไปด้วยจำนวนมากมายที่มีอยู่ของบรรดาพระพุทธองค์ทั้งหลายอันอยู่รอบพระวรกาย”
.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สมันตมุข (พระผู้มองรอบด้าน)

ในรูปพระพักตร์ของพระเข้าชัยวรมันที่ 7 บนยอดปราสาทบายน

.

         ในโลกโบราณที่ “การเมืองและความเชื่อทางศาสนา” เป็นปัจจัยที่ต้องพึ่งพาอาศัยเกื่อกูลจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน เฉกเช่น เมื่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากคัมภีร์ในลัทธิโลเกศวรมีความยิ่งใหญ่ กลับกันในทางโลก ปราสาทที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงปรากฏหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ในฐานะของ พระโพธิสัตว์สมันตสุข(มุข)ผู้สอดส่องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนทั่วไปทุกหนแห่ง ทรงเป็นเสมือนพระโพธิสัตว์ผู้มีอานุภาพทางธรรม และกษัตริย์เทวราชาผู้ทรง “แสงยานุภาพ” ในทางโลก เพื่อการควบคุม ปกครองแรงงานไพร่ฟ้าแลข้าทาสประชาชนในพระราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่
.

         และพระพักตร์ของเหล่ารูปเคารพพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าในคติวัชรยานตันตระทุกองค์ก็คือใบหน้าของพระองค์เช่นกัน พระองค์จึงสถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่งทั้งในโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ !!!
.

         รูปของพระพุทธเจ้าสูงสุดปางนาคปรกและรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้มีอำนาจบารมี อานุภาพ ผู้บริบาลและผู้ช่วยเหลือมวลมนุษย์จึงถูกนำมาสลักไว้บนศาสนสถานที่เป็นอาคารในรูปแบบ “ปราสาทหิน” (Prasat) ทุกแห่งในช่วงสมัยอันรุ่งเรืองของลัทธินี้ครับ

.

         รูปสลักประดับปราสาทหินหรือสิ่งก่อสร้างในวัฒนธรรมเขมรยุคจักรวรรดิบายน จะปรากฏรูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ที่กำลัง “แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” มีเทพยดา เทพธิดาบนสรวงสวรรค์ อยู่ในอาการเหาะเหินโปรยดอกไม้พฤกษามาลัย หรือนั่งเรียงแถว ประณมพระหัตถ์ถือดอกบัวปทุมที่พระอุระ แสดงการสักการะอยู่ด้านข้างและด้านล่าง สลักประดับอยู่บน “หน้าบัน “ (Pediment) ในทุกปราสาทหรืออาคารหินที่สร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในขณะที่ภาพสลักบนทับหลัง (Lintel) ที่อยู่ด้านล่างลงมา ก็มักจะนิยมสลักเป็นรูปพระอาทิพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่แวดล้อมไปด้วยรูปของบุคคลชายหญิงที่หมายความถึงไพร่ฟ้าประชาชน และบางทีก็จะมีรูปของเทพยดาบนสรวงสวรรค์มาประทับนั่งสักการะอยู่ด้านข้าง ประกอบกับลวดลายพฤกษาวางรูปสลักแบบแกนสมมาตร (Balance) กันทั้งด้านซ้ายและขวา
.

.

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

หน้าบันโคปุระตะวันออกของปราสาทบันทายฉมาร์

.

.

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ที่หลงรอดจากการดัดแปลง หน้าบันปราสาทบายน (ยุคที่1)

.

         รูปสลักของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนปราสาทในเขตอำนาจเมืองพระนคร หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะมีร่องรอยถูกแก้ไขดัดแปลงให้กลายเป็นรูปพระศิวะ(Shiva) โดยจะถูกขูดลบพระพาหา (แขน) ด้านบนออก 2 แขน สลักเพิ่มรูปตา (พระเนตร) ที่สาม ตรงกลางพระนลาฎ(หน้าผาก) สลักแก้รูปเทพเจ้าที่นั่งอัญชุลีอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา บ้างก็ดัดแปลงให้เป็นรูปพระนารายณ์และพระพรหมครับ

.

.

.

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร และ 6 กร 

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ที่ไม่ได้ถูกสลักดัดแปลง เพราะอยู่นอกเขตอำนาจเมืองพระนคร

หน้าบันปราสาทตาพรหม แห่งโตนเลบาติ (Tonle Bati) จังหวัดตาแก้ว

.

.

บางหน้าบันในเมืองพระนครหลวง

 รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กรก็ยังหลงรอด ไม่ได้ทันถูกดัดแปลง

.

.

รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ที่หน้าบันหนึ่งของปราสาทบันทายฉมาร์

.

.

รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ถูกลบพระพาหา

ดัดแปลงเป็นพระศิวะ ที่หน้าบันหนึ่งของปราสาทวัดนคร (Wat Nokor) เมืองกำปงจาม

. .

   

.

.

.

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ที่ถูกดัดแปลงเป็นพระศิวะ ที่ปราสาทตาสม (Prasat Ta Som)

.

.

ภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ถูกดัดแปลงเป็นพระศิวะ

เทพยดาทั้งสองข้าง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นพระพรหมและพระนารายณ์ ที่ปราสาทไพรปราสาท

.

.

.

.

รูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ถูกดัดแปลงเป็นรูปพระศิวะ ที่ปราสาทเคราโก (Krol ko)

.

.

ภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ที่ไม่ถูกดัดแปลง หน้าบันปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดชัยภูมิ

.

.

ร่องรอยของภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ชิ้นส่วนหน้าบันปราสาทกุฏิฤาษีหนองบัวราย จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร

ปางแสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล

ที่ยังเหลือรอดไม่ได้ถูกดัดแปลง ในเมืองพระนครธม

.

.

.

รูปสลักพระพุทธเจ้า ที่ปราสาทพระขรรค์

ถูกขูดลบทำลายเกือบทั้งหมด

.

.

รูปสลักพระพุทธเจ้าที่หน้าบันหนึ่งของปราสาทพระขรรค์ถูกขูดทำลาย

รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ทับหลังด้านล่างก็ถูกแปลงให้เป็นพระศิวะ

.

.

บางรูป ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นรูป "ศิวลึงค์"

.

         เมื่อจุดมุ่งหมายในทางโลกของการสร้างปราสาทวหนิคฤหะ คือการใช้ประโยชน์เพื่อเป็น “ที่พักคนเดินทาง “(Rest House) คติการสร้างรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางแสดงอำนาจอานุภาพและบารมี ประดับหน้าบันปราสาทจึงถูกนำมาวางไว้บนเรือนปราสาทในรูปแบบนี้ ในความหมายของเรือนแห่งพระโพธิสัตว์ ที่จะคอยดูแล คุ้มครอง ปกปักษ์บริบาลแก่ผู้เดินทางสัญจรทั้งหลาย ตามคติปรัชญาความเชื่อของลัทธิโลเกศวร ก่อสร้างเป็นปราสาทหินที่มีรูปแบบ แผนผังและลวดลายศิลปะการแกะสลักในแบบแผนเดียวกันทั้งหมด

.
         ปราสาทวหนิคฤหะหรือธรรมศาลาตามเส้นทางราชมรรคสายเหนือถูกสร้างขึ้นด้วยความเร่งร้อน หลายแห่งยังแกะสลักลวดลายไม่สมบูรณ์ หรืออาจเพราะเป็นเพียงปราสาท “ที่พักคนเดินทาง” ตามรายทาง จึงไม่พิถีพิถันกับการแกะสลักลวดลายประติมากรรมมากนัก วัสดุก่อสร้างจึงใช้เพียงศิลาแลงเป็นโครงสร้างและใช้หินทรายประกอบโครงสร้างเฉพาะเพียงบางส่วน ซึ่งปราสาทบางแห่งก็ได้ไปนำชิ้นส่วนหินทรายที่เป็นโครงสร้างจากปราสาทหลังอื่นในยุคก่อนหน้ามาใช้งาน แตกต่างจากที่พักคนเดินทางในเขตพระนครหลวงหรือเมืองใหญ่ ที่จะใช้หินทรายเป็นวัสดุในการก่อสร้างรวมทั้งยังมีลวดลายแกะสลักที่สมบูรณ์สวยงามครับ

.

วหนิคฤหะ : ปราสาทต้นแบบในเขตพระนครหลวง
.

         แบบแผนการก่อสร้าง “ปราสาทหิน” ในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถึงดูจะเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรม แผนผังและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและ “ศิลปกรรมการเรียงหิน” ที่มีความชัดเจน แต่ความประณีตของการเข้าเหลี่ยมมุม การเลือกชนิดของหิน การโกลนหิน การขัดเกลาหิน ตลอดไปจนถึงการเชื่อมต่อหินโครงสร้างปราสาทด้วยเหล็กเกี่ยวหินรูปตัวไอหรือตัวเอช ความละเอียดลออของการเข้าเหลี่ยมมุมหิน อีกทั้งการแกะสลักหินและศิลปกรรมในศิลปะเขมรที่เคยมีความงดงามกลับลดลงไปอย่างมาก ไม่มีความอ่อนช้อย สวยงามเท่ากับศิลปะในยุคก่อนหน้าอย่างเช่นศิลปะแบบนครวัด

.

.

การจัดเรียงและการเข้าหินในศิลปะแบบบายน ที่ประตูเมืองพิมาย

.
          จึงอาจเรียกได้ว่าศิลปะแบบปราสาทบายนในยุคนี้ เป็นช่วงเริ่มแรกสู่ “ยุคเสื่อมถอย” ในศิลปะ “วัฒนธรรมแบบปราสาท” ของอาณาจักรกัมพุชเทศที่ยาวนานมากว่า 500 ปี ซึ่งในที่สุดแล้ว ความนิยมในการสร้างปราสาทด้วยหินทรายขนาดใหญ่ก็จะหมดไปในอีกไม่กี่ทศวรรษหน้า พร้อมกับการสิ้นสุดอำนาจแห่ง เทวราชา อันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรที่เคยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนครหลวงครับ

.

.

ปราสาทวหนิคฤหะ ที่เชิงเขาพนมบานอน (Phnom Banon) จังหวัดพระตะบอง

สร้างด้วยหินศิลาแลงผสมหินทรายอย่างหยาบ ๆ

.

          สาเหตุสำคัญของความเสื่อมถอยในเทคนิคการก่อสร้างและศิลปกรรมนั้น มีสาเหตุมาจากการใช้แรงงานช่างและไพรทาสในการสร้างปราสาทขนาดใหญ่น้อยเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาอันยาวนาน อีกทั้งการสถาปนาปราสาทหินในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มีจำนวนมากหลังกว่ารัชกาลอื่น ๆ รวมกัน ทั้งยังมีการก่อสร้างที่เร่งรีบ จนดูเหมือนว่าช่างฝีมือและแรงงานชั้นดีจะถูกจำกัดไว้ใช้เฉพาะภายในเมืองพระนครหลวงและหัวเมืองใหญ่ของอาณาจักร ในขณะที่ท้องถิ่นห่างไกล ยังขาดแคลนด้วยช่างแกะสลักหินที่มีฝีมือ การเรียนรู้วิธีการแกะสลักก็ทำกันอย่างเร่งรีบ จนต้องใช้ช่างชาวพื้นเมืองในท้องถิ่นมาเรียนรู้การแกะสลัก โดยใช้วิธีเลียนแบบหรือคัดลอกรูปแบบศิลปกรรมตามช่างฝีมือหลวง กลายมาเป็นศิลปะแบบพื้นบ้านผสมช่างหลวง ที่ดูหยาบกร้านไม่งดงาม ถึงจะดูแปลกตาและแฝงไปด้วยความสวยงามแบบพื้นบ้านก็ตาม

.
         วัสดุหินส่วนใหญ่ก็มักจะใช้เป็นหินศิลาแลง (Laterite) มาใช้เป็นเพียงหินโครงสร้าง ที่มีความแข็งแรงแต่ไม่มีความละเอียดแบบหินทราย (Sandstone) เข้ามาประกอบโครงสร้างมากขึ้นจากยุคสมัยก่อนหน้าและเป็นการประกอบแบบผสม (Mixed) คือใช้หินศิลาแลงเป็นโครงสร้าง ใช้หินทรายเฉพาะส่วนคานรับน้ำหนักและส่วนที่ต้องการแกะสลัก ปราสาทบางแห่งก็ได้ใช้หินศิลาแลงประกอบขึ้นเป็นทั้งส่วนรับน้ำหนักจนถึงส่วนที่เป็นภาพแกะสลัก จนในที่สุดก็คงลืมไปว่าส่วนไหนควรใช้หินแบบใดเป็นองค์ประกอบกันแน่

.

.

การใช้วัสดุหินแบบผสม (Mixed) ที่ปราสาทตาเมือนโต๊จฺ

.

.

หินทรายทำเป็นคานคู่ค้ำยันรับน้ำหนักเรือนยอดปราสาทที่ใช้หินศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก

ปรางค์พรหมทัต ปราสาทหินพิมาย

.

         เมื่อประสบปัญหาชนิดของหินที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน ปัญหาการแกะสลักภาพประติมากรรมประดับปราสาทที่ขาดแคลนช่างฝีมือ รวมทั้งเหตุผลของการสร้างปราสาทที่เร่งรีบและต้องสร้างเป็นจำนวนมาก ช่างโบราณจึงหันมาใช้เทคนิคการสร้างปราสาทแบบผสมวัสดุหิน แล้วใช้ “ปูนตำน้ำอ้อย” มาฉาบผิวด้านด้านนอกของปราสาท ไปจนถึงการปั้นลวดลายปูนปั้นประดับในส่วนที่จำเป็นจะต้องสร้างภาพสำคัญประดับองค์ปราสาทแทนการแกะสลัก

.

         ในส่วนที่จะใช้ปูนปั้นประดับ ก็จะมีการแกะสลักหินเป็นรูปโกลน (Shape roughly) หรือเป็นแนวโครงร่าง (Frame) ของปูนปั้น ที่จะมาปั้นเกาะกับผิวหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใช้เฉพาะกับหินศิลาแลง เพื่อปกปิดความไม่สวยงามของเนื้อหิน และบางทีก็อาจจะใช้เทคนิคปูนปั้นกับส่วนของหินทรายด้วย
ในส่วนของหน้าบันและทับหลัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญก็ยังคงนิยมใช้หินทรายเป็นองค์ประกอบโครงสร้าง เพื่อใช้แกะสลักรูปประติมากรรมตามคติความเชื่อทางศาสนา แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้ศิลาแลงแกะโกลนประดับปูนปั้นประกอบ เช่นที่ยังพบโกลนของหน้าบัน ทับหลัง หรือลายคิ้วบัว หลงเหลือให้เห็นอยู่บนปราสาทแบบวหนิคฤหะหลายแห่ง

.

.

ร่องรอยปูนฉาบบนผนังและคิ้วบัวศิลาแลง โคปุระทิศตะวันออก ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี

เป็นตัวอย่างอันดีในการอธิบายภาพของการตกแต่งปราสาทวหนิคฤหะที่มีโครงสร้างเป็นหินศิลาแลงเช่นเดียวกัน

.

         แล้วถึงแม้ว่า จะมีความพยายามใช้เทคนิคปูนปั้นมาประดับปราสาทแบบผสมระหว่างหินทรายกับศิลาแลง หรือบางปราสาทก็จะใช้แต่ศิลาแลงเป็นโครงสร้างเกือบทั้งหมดและใช้หินทรายเป็นส่วนน้อย เฉพาะที่ทับหลัง เสาค้ำกรอบประตู บัวกลุ่มและเสาประดับกรอบประตู และกรอบหน้าต่าง เช่นเดียวกับที่พบในปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือบ้านพักคนเดินทางแล้วก็ตาม แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบหรือการขาดแคลนช่างฝีมือในการตกแต่ง ขัดผิวและปั้นปูน หลายปราสาทที่อยู่ไกลจากเมืองศูนย์กลาง ที่ดูเหมือนว่าจะสร้างจนเกือบเสร็จสมบูรณ์คือสร้างไปจนถึงชั้นยอดบัวกลุ่ม และประกอบหินหินโครงสร้างจนครบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้มีการแกะสลักภาพประติมากรรมบนส่วนที่เป็นหินทราย หรือยังไม่ได้แกะโกลนเพื่อเตรียมประดับปูนปั้น ยังไม่ได้ฉาบปูนผนัง ปั้นลายบนคิ้วบัว แตกต่างกันไปในแต่ละปราสาท แต่ที่ดูจะเหมือนกันก็คือ ถึงจะสร้างไม่สวยงาม เห็นผิวสีหินศิลาแลงกับหินทรายแตกต่างดูลักหลั่นกัน แต่ก็มีร่องรอยหลักฐานของการเข้าใช้งาน ใช้ประโยชน์ในทันทีที่สร้างโครงสร้างเสร็จโดยไม่รอการตกแต่ง และดูเหมือนว่าการตกแต่งปราสาทด้วยปูนปั้นหรือการแกะสลักหินจะหยุดตัวลงภายหลังจากที่มีการเริ่มต้นใช้งานภายในตัวปราสาทไปแล้วในระยะหนึ่ง

.

         ปราสาทในรูปแบบ “วหนิคฤหะ” ทั้ง 17 หลังบนเส้นทางราชมรรคาสายเหนือ ทั้งในฝั่งประเทศไทยและฝั่งกัมพูชาต่างก็มีลักษณะโครงสร้างและการแกะสลักตกแต่งแบบเดียวกับที่กล่าวมา คือเป็นปราสาทที่เลือกใช้หินศิลาแลงซึ่งเป็นหินที่หาได้ง่ายจากใต้พื้นดิน ขัดแต่งเป็นก้อนได้ง่าย ประกอบเป็นโครงสร้างได้ง่าย แต่ไม่สามารถแกะสลักให้สวยงาม มาประกอบกับหินทราย ที่ใช้ประกอบเฉพาะในส่วนโครงสร้างคานรับน้ำหนัก เช่น กรอบประตู กรอบหน้าต่าง คานคู่ถ่ายน้ำหนัก ทับหลัง ไปจนถึงส่วนที่เป็นรูปแกะสลักภาพประติมากรรมตามคติความเชื่อที่บริเวณเป็นหน้าบัน เครื่องบน บราลีและบัวกลุ่มยอดปราสาท

.

         ในส่วนของหน้าบัน หลายปราสาทได้เลือกใช้เฉพาะหินศิลาแลงก่อขึ้นไปแล้วแกะเป็นโกลนโครงร่าง แล้วอาจนำปูนปั้นมาฉาบประดับอีกทีหนึ่ง ปูนปั้นที่ปั้นทับจะเป็นแบบเรียบ ๆ ไม่ได้มีลวดลายสวยงามตามแบบ

.
         การแกะสลักหินในศิลปะเขมร และอาจใช้ “สีย้อม” (Dye) ที่ทำมาจากแร่เหล็กผสมยางไม้ (ให้สีแดงชาด) มาวาดลวดลายแทนการปั้นรายละเอียดทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พบตามศาสนสถานหลายแห่งในประเทศอินเดียและศาสนสถานในยุคทวารวดี

.

.

ร่องรอยการสลักโกลนบนหน้าบันศิลาแลง ปราสาทหนองตาเปล่ง

.
         ด้วยเพราะปราสาทวหนิคฤหะหรือบ้านพักคนเดินทางในเขตด้านนอกของเมืองพระนครหลวง จัดเป็นปราสาทที่สร้างแบบผสมวัสดุหินที่สร้างอย่างรีบเร่งและหลายแห่งก็สร้างไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ การอธิบายความหมายในเชิงประติมานวิทยา (Iconography) ของปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือที่พักคนเดินทางตามคติความเชื่อในลัทธิโลเกศวร ในความหมายของ “เรือนแห่งแสงพระโพธิสัตว์ ที่คอยดูแลคุ้มครองแก่ผู้เดินทาง” จึงจะต้องอาศัยปราสาท “ต้นแบบ” สองแห่งที่เมืองพระนครหลวง ปราสาทวหนิคฤหะที่เมืองบันทายฉมาร์และที่เมืองกำปงสวาย มาใช้ร่วมในการอธิบายครับ

.

         ปราสาทแบบวหนิคฤหะต้นแบบที่มีความสมบูรณ์ ทั้งโครงสร้างแผนผังทางสถาปัตยกรรม และคติความเชื่อของ อยู่ที่ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ (ชัยศรี)ได้รับการบูรณะโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม (ราชวิหาร) (ยังไม่ได้รับการบูรณะ) ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์ สภาพของปราสาทยังไม่พังทลายและยังไม่ได้รับการบูรณะ และ ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์เมืองกำปงสวาย ที่มีรูปสลักบนผนังหินประดับอย่างละเอียดสวยงาม แต่ก็ถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยขบวนการค้าวัตถุโบราณในโลกยุคปัจจุบัน สภาพยังไม่ได้รับการบูรณะ

.

.
วหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครธม

.

         ปราสาทแบบวหนิคฤหะ ธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทางทั้ง 4 แห่งที่ผมใช้เป็นต้นแบบ เป็นปราสาทที่ใช้หินทรายคุณภาพดีเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างทั้งหมด สภาพสร้างเสร็จสมบูรณ์และมีการแกะสลักรูปประติมากรรมตามคติความเชื่อตามคติวัชรยานตันตระหรือโลเกศวร ในทุกส่วนขององค์ประกอบ ยกเว้นที่ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นตัวอย่างของการก่อสร้างปราสาทที่มีโครงสร้างหินทรายเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทั้งหมด แต่ยังไม่มีการขัดผิวผนังโกลนหินและยังไม่ได้แกะสลักรูปประติมากรรมใด ๆ

.

.

วหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์ จังหวัดบันเตียเมียนเจย

.

         ด้วยคติความเชื่อหลักที่ใช้ประกอบในการสร้างวหนิคฤหะ คือ “ลัทธิวัชรยานหรือลัทธิโลกเกศวร” ที่ให้ความสำคัญกับพระอาทิพุทธเจ้า พระธยาพุทธ และพระพุทธเจ้าในตระกูลมานุษิพุทธะ รวมทั้งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร องค์พุทธเทวะที่ถือว่ามีความยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพและบารมีมากที่สุดในสกลจักรวาล ปราสาทแบบวหนิคฤหะก็เช่นเดียวกับปราสาทในยุคเดียวกันที่จะสร้างรูปประติมากรรมตามคติความเชื่อทางศาสนาประดับไว้เพื่อเป็นการบอกถึงอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ ในทางนามธรรม ที่ประกอบสอดรับกับกิจกรรมการอำนวยประโยชน์บนโลกแห่งความเป็นจริง นั่นก็คือการเป็นสถานที่สำหรับก่อกองไฟให้แสงสว่างนำทางสำหรับผู้เดินทางในยามค่ำ เป็นจุดพักแรมที่ปลอดภัยยามค่ำคืน และเป็นอาคารจนถึงศาลาที่มีหลังคาเพื่อบังแดดบังฝนตามปกติวิสัยของวิถีชีวิตมนุษย์

.

.

วหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครธม

.

.

วหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองกำปงสวาย

.

          ปราสาทในคติพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้โปรดมวลมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก (เพราะมองเส้นทางไม่เห็นในยามค่ำคืน หรือกำลังเหนื่อยล้าจากการเดินทาง) จะสลักเป็นรูป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปาง “แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” ไว้บนหน้าบันและบนหน้าบันชั้นที่ซ้อนขึ้นไปทุกด้านของซุ้มประตูปราสาท ทั้งทางด้านตัวเรือนธาตุปราสาททางทิศตะวันตกและทางด้านมุขย่อมุมด้านหน้าที่ยื่นออกไปทางทิศตะวันออก

.

.

หน้าบันด้านหน้ามุขคูหาทิศตะวันออกของวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์

สลักเป็นรูปพระโพธิสตัว์อวโลกิเตศวรปาง“แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” และทับหลังประตูด้านล่างสลักเป็นรูปพระอาทิพุทธเจ้าประทับบนหน้กาลคายท่อนพวงมาลัยและลวดลายพรรณพฤกษา (ภาพปรับปรุงจากภาพจริงที่รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรถูกกะเทาะทำลายไปแล้ว)

.

.

หน้าบันและหน้าบันชั้นซ้อนด้านทิศใต้เรือนปราสาทของวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง สลักเป็นรูปพระโพธิสตัว์อวโลกิเตศวรปาง“แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” (ภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรถูกลบออก)

.

.

หน้าบันด้านมุขทิศใต้เรือนธาตุปราสาทของวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองกำปงสวาย สลักเป็นรูปพระโพธิสตัว์อวโลกิเตศวรปาง “แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล”

.

.

หน้าบันและหน้าบันชั้นซ้อนด้านทิศเหนือเรือนปราสาทของวหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง สลักเป็นรูปพระโพธิสตัว์อวโลกิเตศวรปาง“แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” (ภาพพระโพธิสัตว์ที่ปราสาทนี้ไม่โดนลบออกเพราะอยู่ด้านหลัง)

.

         นอกจากรูป “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปาง แสดงอำนาจ อานุภาพและบารมีกลางสกลจักรวาล” ที่สลักไว้บนหน้าบันและหน้าบันชั้นซ้อนแล้ว ยังปรากฏรูปของเทพธิดาหรือนางอัปสรา(อัปสร) อันหมายถึงนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ตามคติความเชื่อที่รับมาจากปราสาทแบบฮินดู ในลัทธิบูชาพระวิษณุหรือไวษณพนิกายในยุคก่อนหน้าที่มีความหมายว่า “อาคารวหนิคฤหะ คือปราสาทแห่งพระพระอาทิพุทธเจ้า ธยานิพุทธเจ้า มานุษิพุทธะ พระโพธิสัตว์ และเหล่าเทพยดาที่ประทับอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูง จึงมีนางฟ้าเทพธิดาคอย ปรนนิบัติ ดูแลและรับใช้อยู่มิได้ขาด”

.

.

เทพธิดา -อัปสรา ประดับผนัง มุมย่อมุขคูหาด้านหน้าทางทิศใต้

วหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง

.

.

เทพธิดา – อัปสรา ประดับผนัง ข้างซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้า ทางทิศตะวันออก

วหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง

.

.

เทพธิดา – อัปสรา ประดับผนังปราสาทด้านทิศใต้ที่เป็นผนังด้านหลัง

วหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง

.

.

เทพธิดา - อัปสรา เสาผนังข้างช่องหน้าต่างทางทิศใต้ (ด้านหันหน้าเข้าสู่ถนน) วหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองกำปงสวาย

.

          ที่ “หน้าบันแถลง” รูปปีกกาคว่ำแต่ละชั้นของเรือนธาตุปราสาทเหนือเชิงบาตรหรือเหนือชั้นครุฑขึ้นไปของปราสาทหินที่สร้างในรูปแบบของศิลปะแบบบายน นิยมสลักเป็นรูปพระอาทิพุทธเจ้าพุทธเจ้าที่แวดล้อมด้วยบุคคลชายหญิงนั่งกราบสักการะอยู่ทางด้านซ้ายและขวา ตามคติความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายานลัทธิวัชรยานตันตระ ที่หมายถึง “ปราสาทเป็นเสมือนที่ประทับของเหล่าพระพุทธเจ้า (อาทิพุทธ - ธยานิพุทธ) และพระโพธิสัตว์ บนสรวงสวรรค์ เป็นที่ควรแห่งการสักการบูชาของเหล่าเทพยดาและมวลมนุษย์ชายหญิง” เช่นเดียวกับที่ปรากฏบนชั้นเชิงบาตรของปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ ที่ยังคงเหลืออยู่หลายจุด

.

.

บันแถลงบนยอดปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์

เป็นรูปพระอาทิพุทธเจ้าแวดล้อมด้วยบุคคลชายหญิงกำลังแสดงการสักการะ

.

.

บันแถลงและซุ้มบัญชร ชั้นที่ 3 ปราสาทตาพรหม

เป็นภาพพระอาทิพุทธเจ้า (ถูกขูดออก) แวดล้อมด้วยบุคคลชายหญิงกำลังแสดงสักการะบูชา

.

          บนสันหลังคาของปราสาทวหนิคฤหะ จะมี “หินทับคานหลังคา” ที่วางไว้บนสันหลังคา เพื่อทับน้ำหนักบนคานหิน ให้หินด้านล่างที่ก่อมุงขึ้นไปเป็นหลังคาทั้งสองข้างประกบกันแน่นในช่วงบนสุด หินทับหลังคาจะสลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มฟันปลาหรือซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งตามคติความเชื่อแบบวัชรยานตันตระ จะมีความหมายถึง “เหล่าพระพุทธเจ้าของวัชรยาน จำนวนมากมายในสากลโลก ทุกองค์ล้วนมีอานุภาพบารมี” รูปสลัก “ซุ้มเรือนแก้ว” จึงเป็นภาพรูปธรรมแทนความหมายมโนคติของ“อานุภาพ” ของเหล่าพระพุทธเจ้า

.

.

บราลีทับหลังคานหลังคา ของปราสาทวหินคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง

.

.

บราลีทับหลังคานหลังคา บนหลังคาปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง

.

          แต่รูปพระพุทธเจ้าปางสมาธิ ที่ประดับอยู่ในซุ้มเรือนแก้วของบราลี ทับหลังคานหลังคา แทบทั้งหมดก็ได้ถูกขูดลบทำลาย ไปพร้อม ๆ กับพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าที่สลักอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในเขตอำนาจเมืองพระนครหลวง ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและคติความเชื่อหลักของอาณาจักรที่อ่อนแอลง กลับมาสู่ระบบเทวราชาในคติของพราหมณ์ฮินดู ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ก็ยังคงเหลือรูปสลักพระพุทธเจ้าในซุ้มอานุภาพรอดจากการลบทำลายครั้งใหญ่อยู่หลายแห่งเช่นที่ปราสาทพระขรรค์ในเมืองพระนคร ทับหลังกำแพง หลังคาที่ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นต้น
.

.

บราลีรูปพระพุทธเจ้าทับหลังกำแพงปราสาทพระขรรค์ ถูกขูดลบทิ้งแทบทั้งหมด

.

.

บราลีรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว ในสภาพสึกกร่อนลบเลือน ปราสาทพระขรรค์

.

.

บราลีรูปสลักพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว ที่ยังหลงรอดจากการทำลายที่ปราสาทพระขรรค์

.

.

หินทับหลังกำแพง ทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว

ปราสาทบันทายฉมาร์ หลุดรอดจากการทำลายในครั้งพระเจ้าชัยวรมันที่ 8

.

.

หินทับหลังคานหลัง สลักเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว

ปราสาทบันทายฉมาร์ 

.

.

หินทับหลังกำแพง ทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มเรือนแก้ว

ปราสาทตาพรหม แห่งเมืองโตนเลบาติ น่าจะตั้งอยู่นอกเขตอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8

วหนิคฤหะ: องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

.

         คงด้วยเพราะปราสาทในรูปแบบวหนิคฤหะหรือที่พักคนเดินทาง ถูกสร้างขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมายและมีคติความเชื่อในลัทธิโลเกศวรกำกับอยู่ในเชิงประติมานวิทยา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ขนาด แผนผัง และการใช้ประโยชน์ จึงมีความเหมือนกันในทุกแห่ง ยกเว้นแต่การหันแกนของด้านหน้าปราสาทอาจแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมของเครือข่ายที่ตั้งชุมชนโบราณ บ้านเรือน แนวถนนเก่า ในแต่ละท้องถิ่นของแนวถนนราชมรรคา

.
           องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแบบวหนิคฤหะ มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์ประกอบของปราสาทหินในวัฒนธรรมปราสาทของเขมรโดยทั่วไป กล่าวคือ ปราสาทจะมีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วนคือส่วนของเรือนปราสาทและส่วนของมุข(เรือน)คูหาที่ยื่นออกไปทางตะวันออก
.

.

ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง
เป็นปราสาทในรูปแบบบ้านพักคนเดินทางที่มีความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมมากที่สุด

.

         เรือนปราสาทจะประกอบด้วย ฐานเขียงของปราสาทที่มีความกว้างยาวประมาณ 5.5 – 6.5 เมตร เป็นจัตุรัส ขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ที่มีอยู่เพียงชั้นเดียว และก็เป็นส่วนของเรือนธาตุ ที่มีห้องครรภคฤหะ ประตูด้านทิศใต้จะทำเป็นหน้าต่างมีลูกกรงลายลูกมะหวดประดับ ประตูด้านทิศเหนือก่อทึบ ด้านนอกทำเป็นซุ้มประตูหลอก ด้านทิศตะวันตกที่ถือเป็นด้านหลังของปราสาทเป็นซุ้มประตู มีหน้าบันซ้อน 2 ชั้น ทับหลัง เสากรอบประตูและเสาประดับกรอบประตู ส่วนด้านทิศตะวันออกเชื่อมกับอาคารคูหายาว กลายเป็นมุขยื่นต่อออกจากตัวเรือนปราสาทมาเป็นห้องโถงใหญ่

.

.

ปราสาทวหนิคฤหะตาเมือน อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
เป็นปราสาทในรูปแบบบ้านพักคนเดินทางที่มีความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมมากที่สุดในเขตอีสานใต้
.
         ชั้นบนของเรือนธาตุปราสาทเรียกว่าชั้นเชิงบาตรหรือชั้นครุฑ จะต่อขึ้นไปเป็นซุ้มบัญชรและหน้าบันแถลง ทั้ง 4 ด้าน อีก 3 ชั้น บันแถลงรูปปีกกาจะมีภาพสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้าแวดล้อมด้วยบุคคลชายหญิง ชั้นบนสุดเป็นบัวกลุ่มยอดปราสาท กลศ (กะ-ละ-สะ) หรือหม้อมงคล ลูกแก้ว และปักโลหะสำริดปลายยอดที่เรียกว่า “ปัญจศูล” หรือ “นพศูล”

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์

เป็นผนังหินโกลนที่ยังไม่มีการแกะสลัก

ด้านบนมีรูขนาดใหญ่ที่เกิดจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายเวียดนามในสงครามกลางเมืองกัมพูชา

.

         ห้องมุขคูหาที่ยื่นออกมา มีขนาดความกว้างประมาณ 5.5 เมตร ยาวประมาณ 8 – 10 เมตร ตัวคูหายาวจะมีความสูงประมาณ 6 เมตร ช่วงด้านหน้าย่อมุมลดลงทำเป็นมุขยื่นออกไปอีกชั้นเป็นซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้า ด้านทิศใต้ซึ่งเป็นด้านที่หันออกไปหาถนน มีช่องหน้าต่าง 4 ช่อง รวมกับหน้าต่างของเรือนธาตุปราสาทก็จะมีทั้งหมด 5 ช่อง ประดับด้วยเสาลูกกรงลายลูกมะหวด อีกด้านหนึ่งทางทิศเหนือ ถือเป็นด้านหลังของปราสาทจากแนวถนน ก่อเป็นผนังกำแพงทึบ ด้านนอกแกะสลักเป็นรูปเทพธิดาอัปสราเช่นเดียวกับผนังขอบหน้าต่างทางทิศใต้ สลับกับลวดลายหน้าต่างหลอก เพื่อให้คล้ายคลึงกัน แต่รูปแบบการแกะสลักภาพเทพธิดา - อัปสราและหน้าต่างหลอก จะไม่ปรากฏบนผนังของปราสาทแบบวหนิคฤหะทั้ง 17 หลังตามแนวเส้นทางราชมรรคาสายเหนือครับ

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะทมอ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะหนองตาเปล่ง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะสัมปู จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

.

ผนังด้านหลัง (ทิศเหนือ) ปราสาทวหนิคฤหะกุนมอน จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

         ห้องมุขคูหาจะมีหลังคา 2 ชั้น ชั้นล่าง เรียกว่า “ชั้นลด” ทำผนังเป็นลอนหลังคา ฐานของชั้นลดสลักเป็นรูปบัวเชิงชาย ปลายด้านหน้าทำเป็นลายนาคสะดุ้งมีพวยระกาขึ้นมา ตรงปลายเป็นนาคห้าเศียร หลังคาด้านบนสลักเป็นลอนลูกคลื่น ปลายหลังคาสลักเป็นบัวเชิงชาย บนสันหลังคามีทับหลังเป็น “บราลี” รูปพระพุทธเจ้าในซุ้มอานุภาพ ฐานของหลังคาหินชั้นบน จะมี “ช่องลม” เล็ก ๆ ระบายอากาศอยู่ฝั่งละ 6 ช่อง ที่เสาของช่องลมมีลวดลายประดับเป็นรูป “สีหสุบรรณ” หรือสิงห์มีกายครุฑ สัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อทางศาสนา

.

.

หลังคาของมุขคูหา ทำเป็นหลังคา 2 ชั้น มีช่องลมเพื่อการระบายควันไฟ

.

         ผนังของปราสาท เกิดจากการเรียงหินขึ้นไปทั้ง 2 ด้าน ผนังด้านทิศเหนือที่เป็นกำแพงทึบ จะเรียงหินทรายที่มีความยาวเป็นกำแพงหนาขึ้นไป ด้านทิศใต้จะใช้หินทรายที่มีความแข็งแรงวางเป็นกรอบหน้าต่างไว้ก่อน แล้วจึงก่อผนังหินขึ้นไป ทั้งสองด้านมีความเอียงเข้าหากันด้านในประมาณ 80 องศา เป็นการถ่ายน้ำหนักแบบสามเหลี่ยม หลังจากนั้นจึงวางหินที่มีความยาวเหลื่อมซ้อนเป็นมุมโค้งเข้ากัน โดยยังคงถ่ายน้ำหนักหินไปที่ผนัง ปลายของผนังเป็นชั้นของหลังคา จะมุงหินซ้อนเหลือมกันมากขึ้น จนไปบรรจบกันที่คานหลังคาด้านบน หินโกลนของผนังด้านล่างจะถูกขัดผิวให้เรียบเป็นผนังเสมอกัน แล้วสลักคิ้วบัวด้านล่างและด้านบนของผนัง

.

.

รูปแบบการเรียงผนังหิน ด้านหน้า (ทิศตะวันออก) ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทตาพรหม เมืองพระนครหลวง

.

.

รูปแบบการเรียงผนังหินด้านข้างและด้านหน้า ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์ จังหวัดบันเตยเมียนเจย

.

         แต่การก่อสร้างปราสาทแบบวหนิคฤหะหลายหลัง ที่ใช้หินศิลาแลงเป็นวัสดุหลักของกำแพง หลังคา รวมถึงเรือนธาตุของปราสาท ศิลาแลงถึงจะเป็นหินที่หาง่ายและสามารถนำมาขึ้นรูปได้เร็วกว่าการสกัดหินทรายตามธรรมชาติ แต่เมื่อนำสร้างอาคารที่มีเทคนิคการเหลื่อมหิน คุณลักษณะของหินศิลาแลงจะผุกร่อนแตกมุมด้านผิวนอกเพราะสนิมหินได้ง่ายกว่าหินทรายสีเทา แต่ก็ยังดีกว่าหินทรายสีแดง ที่ผุกร่อนเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็วเพราะปฏิกิริยาของน้ำที่ซึมอยู่ ปราสาทวหนิคฤหะที่สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบหินทราย ถึงจะมีเทคนิคการเรียงหินแบบเดียวกันแต่ก็จะพังทลายลงได้รวดเร็วกว่า และการพังทลายจากด้านบนที่เป็นหินหลังคา ก็จะสร้างความเสียหายให้กับหินด้านล่างตามน้ำหนักที่ร่วงหล่นหรือพังถล่มลงมากระแทกหินด้านล่าง ปราสาทในรูปแบบวหนิคฤหะจึงมักจะเหลือเพียงผนังทั้งสองฝั่งที่ดูจะเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดขององค์ประกอบโครงสร้างปราสาททั้งหมดครับ

.

.

รูปแบบการเรียงผนังหิน ด้านหลังปราสาทวหนิคฤหะบ้านบุ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

รูปแบบการเรียงผนังหินด้านข้าง ด้านหน้าปราสาทวหนิคฤหะทมอ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

สภาพเดิมของรูปแบบการเรียงผนังหินด้านใน โดยใช้เทคนิคการถ่ายน้ำหนักแบบสามเหลี่ยม ผนังจะเอียงเข้าหากัน จนถึงชั้นหลังคาด้านบน ที่ใช้เทคนิคมุงหลังคาแบบการเหลื่อมซ้อนหินไปบรรจบกันด้านบน ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์ จังหวัดบันเตยเมียนเจย

.

.

รูปแบบการเรียงผนังหินด้านใน โดยใช้เทคนิคการถ่ายน้ำหนักแบบสามเหลี่ยม ผนังจะเอียงเข้าหากัน จนถึงชั้นหลังคาด้านบน ที่ใช้เทคนิคมุงหลังคาแบบการเหลื่อมซ้อนหินไปบรรจบกันด้านบน ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง

.

.

สภาพเดิมของรูปแบบการเรียงผนังหินด้านใน โดยใช้หินศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง

ที่ปราสาทวหนิคฤหะกุกมอน จังหวัดเสียมเรียบ

.

.

สภาพเดิมของรูปแบบการเรียงผนังหินด้านใน ปราสาทวหนิคฤหะทัพเจย จังหวัดเสียมเรียบ

.

         แผนผังและขนาดของปราสาทในรูปแบบวหนิคฤหะทุกหลัง ขนาดจะแตกต่างกันไม่มากนัก วัดจากฐานด้านล่างสุด จะมีความกว้างประมาณ 5 – 6 เมตร ความยาวประมาณ 12 – 15 เมตร มีซุ้มประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีช่องหน้าต่าง 5 ช่อง ทางทิศใต้ ส่วนทางทิศเหนือเป็นประตูหลอกและผนังทึบ ทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นด้านหลังเป็นทำเป็นปราสาทย่อมุมความสูงประมาณ 8 – 9 เมตร แผนผังรูปทรงจัตุรัสขนาดกว้างยาว 5.5 - 6 เมตร มีมุขคูหาเป็นห้องโถงยื่นไปทางทิศตะวันออกที่เป็นด้านหน้าของปราสาท ยาวประมาณ 8 – 10 เมตร แสดงเป็นแผนผังองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมได้ดังภาพตามนี้ครับ

.

.

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแบบวหนิคฤหะ ทางด้านทิศใต้ เป็นฝั่งด้านหันหน้าเข้าหาถนนราชมรรคา

.

.

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแบบวหนิคฤหะ ทางด้านทิศเหนือ เป็นฝั่งด้านหลังจากแนวถนน

.

.

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแบบวหนิคฤหะ ทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งถือเป็นด้านหน้าของปราสาท

.

.

แผนผัง (Plan) ของปราสาทในรูปแบบปวหนิคฤหะหรือที่พักคนเดินทาง

จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันทุกแห่ง

.

วหนิคฤหะ : ข้อสันนิษฐานการใช้งานในยุคโบราณ

.

         ปราสาทในรูปแบบวหนิคฤหะ หากแปลความหมายตามชื่อที่ปรากฏในจารึก ในด้านคติความเชื่อทางศาสนาแล้ว อาจแปลได้ว่า “เรือนแห่งแสง (อำนาจ อานุภาพและบารมีของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร)” แต่ความเป็นจริงใน “วิถีชีวิต” (Life Style) ของมนุษย์ ปราสาทหินที่มีเรือนมุขคูหายาวนี้ น่าจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ให้เป็น ปราสาท “หอพระ – วิหาร” (Chapel – Shrine) ของ “ที่พักคนเดินทาง” (Rest House) เช่นเดียวกับปราสาทหอพระ ที่เรียกว่า “สุคตาลัย” ประจำโรงพยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกชื่อตามจารึกว่า ”อโรคยศาลา”

.

         ผมเชื่อว่าปราสาทวหนิคฤหะไม่ได้ถูกใช้เป็นที่นอนหลับพักผ่อนของผู้เดินทางบนเส้นทาง แต่จะมีอาคารไม้หรือศาลาไม้ อยู่รายรอบอาคารปราสาทหิน ตามที่ ศาสตราจารย์ มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงสันนิษฐานการใช้งานของปราสาทวหนิคฤหะเอาไว้ว่า เป็นอาคารไม้ที่มีปราสาทศิลาแลงอยู่ใกล้เคียงและภายในองค์ปราสาทจะประดิษฐานรูปของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เพื่อเป็นที่บูชาสักการะของผู้สัญจรเดินทาง ซึ่งได้พบหลักฐานเป็นร่องรอยของกระเบื้องมุงหลังคา ร่องรูของเสาและคานไม้ที่ยึดเข้ากับตัวอาคารตามปราสาทวหนิคฤหะหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา

.

         หลักฐานของอาคารไม้ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทวหนิคฤหะ เป็นร่องรอยของรูเสาและรูคานไม้ตามแนวรูปหน้าจั่วที่ยึดเข้ากับหน้าบันปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนคร เมืองกำปงสวาย บันทายฉมาร์ ปราสาทสัมปู ปราสาทกุนมอน รูเสาไม้ที่พื้นของฐานเขียงด้านหน้าทางทิศตะวันออกและร่องของเสาขนาดใหญ่ที่คว้านเข้าไปในฐานด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือน รวมถึงการพบเศษแตกของกระเบื้องมุงหลังคา ที่พบได้ตามปราสาทแบบวหนิคฤหะหลายแห่ง รวมทั้งหลักฐานรูปแบบของอาคารจากภาพแกะสลักนูนต่ำในช่องโคปุระระเบียบคดของปราสาทบายน ที่มีรูปสลักวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณ ในระดับชนชั้นต่าง ๆ แต่ละวิถีชีวิตก็จะมีรูปแบบของอาคาร ศาลาที่ทำจากไม้อยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งก่อสร้างในยุคโบราณของเขมรไม่ได้มีแต่การสร้างปราสาทหินเพียงอย่างเดียว แต่จะมีรูปแบบอาคารไม้เพื่อเป็นที่พักของผู้คน ทั้งในรูปของปราสาท พลับพลา ศาลาหน้าจั่ว ศาลาจตุรมุข ศาลาราย เรือนยาว ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทวหนิคฤหะ ก็น่าจะมีอาคารไม้หรือที่เรียกว่าศาลาไม้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้งานตามประโยชน์ที่แตกต่างกัน ประกอบรวมอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย

.

.

.

ภาพสลักอาคารไม้ทรงหน้าจั่วแบบจัตุรมุขชั้นเดียวและสองชั้น ท่ามกลางวิถีชีวิตของผู้คน บนผนังกำแพงระเบียงคดของปราสาทบายน

.

.

ภาพสลักอาคารไม้ทรงหน้าจั่วแบบศาลาริมทาง

ในภาพเป็นวิถีชีวิตของไพร่ฟ้าประชาชนที่กำลังคลอดลูก

.

.

ภาพสลักอาคารไม้ทรงหน้าจั่วแบบพลับพลา ด้านบนสันหลังคามีบราลียอดกลมมน

เป็นภาพวิถีชีวิตของเหล่านักบวชชนชั้นสูง

.

.

ภาพสลักอาคารไม้ทรงหน้าจั่วแบบแบบต่าง ๆ

บนผนังกำแพงระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทบายน

.

.

ภาพสลักอาคารไม้ของชนชั้นสูง มีทั้งแบบปราสาท แบบพลับพลาที่มีหลังคาซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เหมือนกับอาคารไม้ที่สร้างขึ้นจริงในยุคโบราณ

.

.

ร่องรอยของรูเสาคู่บนพื้นฐานเขียงด้านหน้าประตู และรูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว

บนหน้าบันมุขทิศตะวันออกของปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์

.

.

รูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว

บนหน้าบันมุขทิศตะวันตกของปราสาทวหนิคฤหะสัมปู

.

.

รูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว

บนหน้าบันมุขทิศตะวันออกของปราสาทวหนิคฤหะกุกมอน

.

.

ร่องรอยของรูเสาคู่บนพื้นฐานเขียงด้านหน้าประตู

มุขทิศตะวันออกของปราสาทวหนิคฤหะตาเมือน

.

.

ร่องรอยของร่องเสาคู่ คว้านเข้าไปในขอบฐานเขียงด้านหลังประตูทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือน

.

.

ร่องรอยของรูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว บนหน้าบันด้านทิศตะวันตกของปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทบันทายฉมาร์ จังหวัดบันเตยเมียนเจย

.

.

ร่องรอยของรูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว บนหน้าบันด้านทิศตะวันตกของปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองกำปงสวาย
.

.

ร่องรอยของรูเข้าคานไม้เป็นแนวหน้าจั่ว

บนหน้าบันด้านทิศตะวันตกของปราสาทวหนิคฤหะทัพเจย จังหวัดเสียมเรียบ 

.

         การใช้งานอาคารวหนิคฤหะ หรือ ที่พักคนเดินทางในยุคโบราณ ตัวอาคารปราสาทน่าจะทำหน้าที่เป็นเพียง “หอพระ” หรือ “วิหาร” แห่งวหนิคฤหะ ที่ภายในจะประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระอาทิพุทธเจ้า และอาจมีรูปของพระนางปรัชญาปารมิตารวมอยู่ด้วย รูปเคารพทั้งหมดจะถูกวางไว้ตรงจุดศูนย์กลางของห้องครรภคฤหะ เพื่อให้ผู้เดินทางที่แวะเข้ามาพัก ได้เข้ามาบูชาสักการะ (ดังเช่นภาพสลักบนหน้าบัน) และขอพรจากพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้มีอำนาจอานุภาพ ได้ช่วยคุ้มครอง บริบาลให้ปลอดภัยตลอดการเดินทางหรืออำนวยโชคให้การค้าวาณิชสำเร็จลุล่วงด้วยดี

.

         ภายในเรือนปราสาทมุขคูหายาวด้านตะวันออก ในตอนกลางวัน ก็จะใช้เป็นลานเข้ามานั่งพัก หรือ นั่งสวดมนตราภาวนาตามวิถีปฏิบัติในคติความเชื่อแบบวัชรยานตันตระ ส่วนผู้บูชาที่ผ่านมา ก็จะใช้อาคารศาลาไม้ที่มีอยู่ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เป็นเรือนประกอบการเซ่นไหว้บูชา

.

         และเมื่อถึงยามพลบค่ำ พนักงานข้ากัลปนา ก็จะเริ่มจุดไฟ สุมเป็นกองไว้ให้ตรงแนวกับหน้าต่าง เพื่อให้แสงสว่างลอดช่องลูกกรงหน้าต่างออกไปด้านนอก เรืองแสงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า พร้อมกับควันไฟที่จะระบายออกตามช่องลมบนชั้นหลังคา เป็นควันไฟสัญญาณขึ้นไปเพื่อให้ผู้เดินทางรู้ว่าอยู่ห่างจากตัวที่พักคนเดินทางมากน้อยแค่ไหน จะได้เร่งขบวนเข้าสู่จุดพักได้ทันเวลา จากช่วง หัวค่ำ จนถึงประมาณ 2 ทุ่ม พนักงานก็จะดับกองไฟลง เพราะไม่มีขบวนผู้เดินทางในยามวิกาลเกินกว่านี้

.

.

         สภาพแวดล้อมของปราสาทวหนิคฤหะ จะตั้งอยู่ห่างจากแนวถนนราชมรรคา ระหว่าง 50 – 200 เมตร แตกต่างกันไปตามแต่ละที่ตั้งในท้องถิ่นกับแนวถนนดั้งเดิม ที่พักคนเดินทางจะตั้งอยู่ใกล้กับจุดทางแยกสำคัญ ที่เป็น สามแยก จนถึงสี่แยกของเส้นทางทั้งที่เป็นถนนบกและทางน้ำ บริเวณของปราสาทจะมีอาคารศาลาไม้ วางตัวกระจัดกระจายโดยรอบ มีอาคารไม้สำคัญคือ ศาลาประกอบพิธีกรรม ที่น่าจะตั้งอยู่ทางด้านหน้า(ทิศตะวันออก) และด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ของปราสาท เป็นศาลาจัตุรมุข ศาลาราย ศาลาเรือนที่พัก ศาลาป้อมยาม โรงเรือนอาหาร โรงฟืน และน่าจะมี “ลานกว้าง”(Square) อยู่ด้านหน้าทางทิศใต้ของตัวปราสาทหินด้านที่หันหน้าของหาแนวถนน เพื่อใช้เป็นที่จอดขบวนเกวียน ที่พักสัตว์พาหนะ ที่พักหลับนอนและที่ประกอบอาหารของผู้สัญจร รวมทั้งเป็นลานกว้างเพื่อให้แสงสว่างจากกองไฟเรืองขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยไม่มีต้นไม้มาบดบังแสง

.

.

ฐานรูปเคารพห้องคูหาครรภคฤหะ ปราสาทวหนิคฤหะแห่งปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง

.

.

รูปประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ประธานแห่งปราสาทวหนิคฤหะ

.

.

ฐานรูปเคารพกลางห้องคูหาครรภคฤหะ ปราสาทวหนิคฤหะสัมปู

.

.

ลานห้องโถงมุขคูหายาว ที่จุดกองไฟเพื่อให้แสงสว่าง (?) ปราสาทตาเมือง จังหวัดสุรินทร์

.

.

ลานห้องโถงมุขคูหายาว มีแท่นฐานรูปเคารพ 2 ด้าน มีราง (เดินไฟ ?) หินเชื่อมต่อกันระหว่างฐานทั้งสอง มีลักษณะที่แตกต่างไปจากปราสาทวหนิคฤหะหลังอื่น) ปราสาทห้วยแคน จังหวัดนครราชสีมา

.

         การใช้งานของปราสาทวหนิคฤหะ มีลักษณะผสมผสานระหว่างจุดมุ่งหมายและอรรถประโยชน์ (Utilities) ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือเรียกว่า ในทางความเป็นจริง (Realistic) ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นรูปธรรม กับ ในทางความเชื่อ (Belief) ที่เป็นนามธรรมเพื่อประโยชน์ในเชิงจิตวิทยา เพื่อการหล่อหลอม ชักจูงและควบคุมจิตใจของไพร่ฟ้าข้าทาสประชาชน ให้ยึดมั่น จงรักภักดีภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์มหิธรปุระ
.

         ประโยชน์ของปราสาทวหนิคฤหะ ธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทางในทางโลก คือการทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชนในการปกครองอาณาจักร ที่พักคนเดินทางจะเป็นสถานที่สำหรับหยุดพัก ตรงจุดทางแยกสำคัญของกลุ่มชุมชนโบราณบนเส้นทางถนนราชมรรคา เพื่อให้ขบวนเกวียนคาราวานมาหยุดพักใกล้บริเวณลานกว้างด้านหน้าใกล้กับแนวถนน ในปราสาทจะก่อไฟเพื่อให้แสงสว่างไว้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงช่วงกลางดึก ให้เป็นจุดสังเกตสำคัญ แสงไฟและควันที่เกิดจากการก่อไฟจากตัวปราสาทจะเรืองรองขึ้นสู่ท้องฟ้ามองเห็นได้แต่ไกลไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตร เป็นสัญญาณในช่วงพลบค่ำที่จะชี้นำทางให้กับขบวนคาราวานเกวียนและผู้เดินทางสัญจร สามารถมองเห็นแสงไฟที่เรืองรองได้แต่ไกล และเร่งเดินทางเข้ามาสู่จุดพักก่อนจะค่ำมืดจนมองไม่เห็นทาง

.

.

ขบวนคาราวานเกวียนในเขตอีสานใต้ เมื่อประมาณกว่า 100 ปีที่แล้ว

.

         ในโลกโบราณที่ยังไม่มีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ถนนและเส้นทางจะเป็นเขตป่าทึบ มีสัตว์ดุร้ายหลายชนิดที่จะคอยมาล่าสัตว์พาหนะอย่างวัวหรือควาย อีกทั้งยังมีอันตรายรอบด้านทั้งจากโจรผู้ร้าย การติดหล่มบนถนน การหลงทางในความมืด

.

.

ภาพสลักแสดงกองเกวียนคาราวาน ที่กำลังเดินทางติดตามกองทัพ บนผนังกำแพงระเบียงคด ทางทิศตะวันออกของปราสาทบายน

.

         นอกจากจะใช้ประโยชน์เพื่อจุดไฟตามชื่อของ “บ้านมีไฟ” (House of Fire) ที่แปลตามชื่อ “วหนิคฤหะ” จากจารึกแล้ว เชื่อได้ว่า ปราสาทวหนิคฤหะยังจะคอยทำหน้าที่เป็นเสมือนด่านตรวจการณ์ หรือป้อมปราการตามรายทาง เพื่อประโยชน์ในการควบคุมอำนาจของอาณาจักรตามเส้นทางและป้องกันภัยจากโจรผู้ร้าย ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทวหนิคฤหะจึงมักจะพบเนินดินที่ตั้งของชุมชนโบราณในยุคร่วมสมัยอยู่ใกล้เคียง ผู้คนในชุมชนโบราณเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นทหาร เพื่อประจำการในเขตปราสาทวหนิคฤหะ ทำหน้าที่ตรวจตราและคอยให้ความคุ้มครองต่อผู้สัญจรเดินทางบนถนนราชมรรคาอีกด้วยครับ

.

         การใช้ประโยชน์ในทางโลก ความเป็นจริงหรือเป็นรูปธรรมของปราสาทวหนิคฤหะ สอดรับโดยตรงกับคติเชื่อหลักของอาณาจักรในลัทธิ “โลเกศวร” ที่มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้มีอำนาจและอานุภาพ เปล่งแสงแห่งบารมีเป็นแสงสว่าง คอยช่วยเหลือมวลมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากในโลก ปราสาทวหนิคฤหะจึงเปรียบเสมือนเรือนแห่งพระโพธิสัตว์ที่เปล่งแสงแห่งอานุภาพ บารมี (จุดกองไฟเพื่อให้แสง) เป็นทางสว่างสำหรับมวลมนุษย์ผู้กำลังตกทุกข์ได้ยาก (ผู้เดินทางสัญจร ที่กำลังเหนื่อยล้าและในช่วงหัวค่ำที่กำลังจะมองไม่เห็นถนนและจุดหมาย รวมทั้งความปลอดภัยบนเส้นทาง) และคอยปกป้องคุ้มครองต่อผู้เดินทาง (มีทหารประจำเพื่อดูแลความปลอดภัยของเส้นทาง)
.

.

.

เกวียนในขบวนคาราวานและการเดินทางของผู้คนในสมัยบายน

ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงระเบียงคดทางทิศตะวันออกของปราสาทบายน

.
         ดั้งนั้นชื่อของ “วหนิคฤหะ” จากจารึกปราสาทพระขรรค์ จึงมีความหมาย ในความหมายรูปธรรม ที่แปลว่า “บ้านมีไฟ” และในความหมายเชิงนามธรรม ที่แปลว่า “เรือนแห่งแสงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” นั่นเองครับ

.

วหนิคฤหะ : เมื่อถึงวันโรยรา
.

         ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประมาณปี พ.ศ. 1763 เส้นทางราชมรรคาในการอุปถัมภ์ของราชวงศ์มหิธรปุระ ก็เริ่มซบเซาเหตุเพราะขาดการดูแลรักษาโดยข้าทาสกัลปนา อำนาจทางการเมืองและการทหารของอาณาจักรเริ่มเปลี่ยนแปลงไป พระเจ้าอินทรวรรมันที่ 2 พระโอรสผู้สืบราชบัลลังก์ต่อมา ไม่ได้มีพระบรมเดชานุภาพเสมอเหมือนพระราชบิดา ในช่วงรัชกาลนี้ อาณาจักรกัมพุชเทศต้องถอนกองทัพที่เคยยิ่งใหญ่ออกจากเมืองวิชัยปุระ เมืองหลวงของอาณาจักรจามปา ปล่อยให้เจ้าชายอังคศราชแห่งตุไรวิชัยขึ้นปกครองแทน ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าชัยหริวรมันที่ 2
.

           ภายหลักจากการปกครองของราชวงศ์มหิธรปุระนับจากพุทธศตวรรษที่ 16 ประชาชนเจนละ – เขมร จะต้องแบกรับภาระอันหนักหน่วงในการสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่น้อยติดต่อกันจำนวนมาก ตลอดจนถึงสงครามและการกวาดต้อนผู้คนกับอาณาจักรใกล้เคียงอย่างอาณาจักรจามปาและไดเวียตอยู่เสมอ

.

.

การยุทธนาวีระหว่างกัมพุชเทศกับจามปา

.

         การอุปถัมภ์ศาสนาสถานตามเส้นทางราชมรรคาเริ่มลดลงจนสิ้นสุดลงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อกลุ่มเหล่าแว่นแคว้นที่เคยอยู่ในจักรวรรดิบายน (Bayon Empire) เดิมแยกตัวออกจากศูนย์กลางอำนาจที่เมืองพระนครหลวง ในยุคพระจ้าชัยวรมันที่ 8 บ้านเมืองในวัฒนธรรมเขมรในเขตอิทธิพลของราชวงศ์มหิธรปุระเดิมเริ่มเสื่อมอำนาจลงอย่างรุนแรง บ้านเมืองแตกแยก แยกตัวออกไปเป็นรัฐใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแว่นแคว้นทางตะวันตกและทางเหนือที่กรุงสุโขทัย
.

         เส้นทางเครือข่ายราชมรรคาจึงถึงกาลสิ้นสุดลงในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อศูนย์กลางอำนาจแห่งอาณาจักรถูกทำลายโดยกองทัพของชาวสยามจากเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร กลุ่มแว่นแคว้นหนึ่งที่เคยอยู่ภายใต้จักรวรรดิบายนเดียวกัน
.

         ปราสาทวหนิคฤหะ ปราสาทสุคตาลัยประจำอโรคยศาลาและปราสาทสรุก ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เสื่อมสภาพลงไปตามบริบทการล่มสลายของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรจากเหตุเพราะการสงคราม การกวาดต้อนผู้คนเพื่อนำไปใช้เป็นแรงงานทาส และอำนาจการปกครองที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อชุมชนร้าง อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบแบบบ้านกรวด (khmer Ceramic Kilns :Ban kruat area) ก็ยุติตัวลงอย่างถาวร เหล่าปราสาทหินและถนนโครงข่ายก็ขาดด้วยผู้คนดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ จึงรกร้าง หายสาบสูญลงพร้อม ๆ กัน และเมื่อไม่มีระบบการทำนุบำรุงจากชุมชน บารายก็ตื้นเขินเป็นที่อยู่ของวัชพืชและโรคร้าย ถนนราชมรรคาพังเสียหายเป็นช่วง ๆ เพราะน้ำหลาก ป่าและไพรสณฑ์กลับเข้ามายึดครอง แต่อย่างไรก็ดี ยังคงมีหลักฐานการใช้เส้นทางถนนโบราณราชมรรคาบางส่วนเพื่อการติดต่อกันระหว่างชุมชนในวัฒนธรรมเขมร ที่ยังคงเหลืออยู่ไม่มากนักในเขตอีสานใต้แต่ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับเขตเขมรล่างเหมือนเช่นในอดีต

.

.

ภาพขบวนคาราวานเกวียน ภาคอีสานในยุค 100 – 200 ปีที่แล้ว

.

.

เส้นทางเกวียนเก่าที่บ้านถนนน้อย อำเภอบ้านกรวด

ที่อาจเคยเป็นเส้นทางราชมรรคาไปยังปราสาทตาเมือนในยุคโบราณ

.

         จนเมื่อ ผู้คนกลุ่มใหม่ที่ส่วนใหญ่จะอพยพมาจากทางอีสานเหนือและเมืองลาว ชาวเขมรป่าดงจากเขมรต่ำ ชาวส่วย อพยพเข้าสู่แผ่นดินอีสานใต้และอีสานกลาง หักร้างถางพงเพื่อทำไร่ ทำนา สร้างหมู่บ้านตั้งชุมชน เข้ามาครอบครองซากปราสาทเก่าแก่ ที่ปรักหักพังทับถมเป็นเนินดอน

ชุมชนใหม่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนบ้านเมืองที่ถูกทิ้งให้ร้างมานานหลายร้อยปี ก็ยังได้ใช้เส้นทางราชมรรคาเป็น “ถนน” สำหรับ “ขบวนคาราวานเกวียน” บนเส้นทางสายเก่าที่ไม้รู้ที่มา รู้เพียงว่าบนถนนนี้จะมีหย่อมบ้านเรือน กองศิลาโบราณที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม มีให้เห็นเป็นระยะ ซากปรักหักพังเหล่านั้นเป็นที่พักคนเดินทางเมื่อครั้งอดีต

.

.

ภาพถ่ายทางอากาศ ก่อนปี 2520 แสดงให้เห็นร่องรอยของชุมชนโบราณ (ปัจจุบันโดยไถทำลายไปจนเกือบหมดแล้ว)และแนวถนนราชมรรคาในยุคโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตบ้านตาปาง อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นร่องรอยของชุมชนโบราณ และแหล่งเตาเผาขนาดใหญ่ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของบ้านโนนสว่าง) ทางใต้ของเนินเตาเผา เป็นแนวถนนราชมรรคาในยุคโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตบ้านโนนสว่างอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

แท่นหินบดยา ในรูปแบบวัฒนธรรมเขมร (ฐานสี่เหลี่ยม)

ขุดพบบริเวณเนินชุมชนโบราณ ติดกับแนวถนนโบราณ บ้านตาปาง

.

         ขบวนเกวียนจะนำสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่น วัว ควาย ของป่า ครั่ง นุ่น และเกลือสินเธาว์ จากทางอีสานใต้ เดินทางผ่านไปตามถนนที่มีซากปราสาท ข้ามช่องเขาพนมดองเร็กที่ช่องเสม็ด ลงไปแลก ข้าว ปลา และของป่ากับชุมชนเขมรรอบโตนเลสาบในเขตเขมรล่างที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
.

         ก็เพราะขบวนคาราวานสินค้าทางเกวียนและตำนานนายฮ้อยแห่งอีสานใต้ที่ยังคงใช้ถนนโบราณสืบต่อเนื่องมาในช่วง 100 – 200 ปีนี้เอง ที่ช่วยสืบสานต่อให้หลักฐานร่องรอยของถนนราชมรรคาจากยุคโบราณยังคงปรากฏหลงเหลืออยู่มาจนถึงในทุกวันนี้ไงครับ

.

.

ภาพวัวเทียมเกวียนในกองคาราวานติดตามกองทัพ

ภาพสลักนูนต่ำบนผนังระเบียงคดปราสาทบายนด้านตะวันออก
จะเห็นว่ารูปแบบของเกวียนในอีสานใต้ไม่ได้แตกต่างไปจากสมัยโบราณช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

เลยแม้แต่น้อย

.

.

.

.

สงสัยจังว่า จะมีใครอ่านมาจนถึงตรงนี้บ้างไหมเอ่ย ?

.

เพลง ระบำศรีชัยสิงห์

.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
สิริปตี วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 01.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

โอ๊ยยย อยากจะจด จะจำ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 17.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

สารภาพว่ายังอ่านไม่ละเอียดครับ เพราะค่อนข้างยาว ... วหนิคฤหะในประเทศไทย ส่วนตัวเคยแวะเวียนดูอยู่บ้างแล้วแต่โอกาสจะอำนวยครับ (สระกำแพงน้อยที่ศรีสะเกษ กฺุฎิฤาษีหนองบัวรายที่บุรีรัมย์ ปราสาทบ้านบุซึ่งอยู่ใน รร.บ้านบุประชาสรรค์)ในประเทศไทยค่อนข้างได้รับการบูรณะให้น่าดูกว่าในกัมพูชามาก แต่นักท่องเที่ยวประเภทเที่ยวไปถ่ายรูปไปจะไม่ค่อยชอบไปซักเท่าไหร่เนื่องจากวหนิคฤหะไม่ค่อยมีจุดสนใจเหมือนกับปราสาทหลังใหญ่ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
สิริปตี วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

Oral history ที่อาจารย์นำมาถ่ายทอด จะถูกนำไปถ่ายเท อีกหลายรุ่น ค่ะ (อาจมีัลืมเลือนไปบางตอน เพราะความจำมักสวนทางกับอายุ) ไปพนมรุ้ง ก็เล่าเรื่องหิน เรื่องฤษี เรื่องทับหลัง นั่นนี่ แค่ 1/100 ของอาจารย์ ยังได้รับคำชมว่ารู้เรื่องเยอะเนอะ แหมมมม อยากเกิดเป็นนางอัปสรา

อ่านถึงตรงนั้นที่ว่า แหม ล้า เต็มทีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 16.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ใช้เวลานานมากในการอ่าน ชอบแนวคิดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสร้าง อโรคยศาลา เหมือนเป็นสถานที่โรงพยาบาลย่อยๆตามเส้นทางการเดินทาง

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
มะอึก วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 10.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ณ บัดนี้
อาจารย์คงจะหายสงสัยแล้วว่า

"สงสัยจังว่า จะมีใครอ่านมาจนถึงตรงนี้บ้างไหมเอ่ย ?"
.
.
โปรดเขียนเรื่อย ๆ เขียนบ่อย ๆ
ลูกศิษย์ลูกหาจะไม่ได้วังเวง
.

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 09.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ขอบคุณการ"แบ่งปัน" ข้อมูลของคุณ NN 1234 มาก ๆ ครับ
เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ได้มีมุมมอง กว้าง ๆ และหลากหลาย โดยเฉพาะมุมมองของคนที่อยู่ในพื้นที่แขมร์ลือ (เขมรสูง)
ถึงตรงนี้ Entry เรื่อง วหนิคฤหะ นี้ น่าจะ Update ข้อมูลที่สุดแล้ว (ในระดับประเทศ) อย่างที่ตั้งใจ

หุหุ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
NN1234 วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234


เกวียนของคนเขมรสูง(แสดงในพิพิธภัณฑ์สุรินทร์)

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ป้ารุ วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 04.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

อาจารย์พูดถึงเครื่องไม้ ยังคงมีหลักฐานหลงเหลือให้เห็นบ้างมั้ยคะ(นอกจากร่องรอยน่ะค่ะ)
อยากไปฟังอาจารย์บรรยายประกอบของจริงซะแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เผ่าไท วันที่ : 11/11/2011 เวลา : 00.24 น.
คนไท

ขอบคุณครับ ภาพสวยมาก แต่ภาพสลักน้อยไปนิด

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
NN1234 วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณที่กรุณาเขียนบทความใหม่ๆ มาให้ได้ทบทวนความทรงจำและทำความเข้าใจมากขึ้น ขอแสดงความคิดเห็นบางประการในฐานะที่
-มิได้เป็น “ผู้รู้”อย่างแท้จริง เพราะเรียนและศึกษาในศาสตร์ด้านอื่น(วิทยาศาสตร์-การแพทย์)มามากกว่าในด้านนี้ กอปรกับความอ่อนเยาว์ในประสบการณ์ก็ยังไม่ได้สั่งสมเท่าใดนัก
-เคยได้ทัศนศึกษาเที่ยวชมปราสาทหิน แบบ “ตามใจฉัน”
-ได้มีการถ่ายทอดบางเรื่องราวจากบรรพบุรุษมาบ้าง
ปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ธรรมศาลา” สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นั้น ผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้
๑.ชื่อที่มาของปราสาท การเรียกชื่อหรือตั้งชื่อปราสาทนั้นมักเป็นการตั้งตามถิ่นที่อยู่ของปราสาท ซึ่งตรงกับชื่อเรียกของหมู่บ้าน สถานที่สำคัญๆ ลักษณะที่โดดเด่นของปราสาทหลังนั้นๆ (มิใช่เรียกตามชื่อที่เป็นทางการของผู้สร้างปราสาท...?)
๒.รูปทรง วัสดุในการสร้าง ข้อนี้ จขบ.ได้แสดงชัดเจนแล้ว แต่ที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมคือ ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุในการก่อสร้างมาเป็นหินศิลาแลง จากเดิมที่ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ อย่างเห็นได้ชัด โดยมีการใช้หินทรายในการเป็นส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยเฉพาะในส่วนโครงสร้างสำคัญของปราสาท เช่น หน้าบัน กรอบประตูหน้าต่าง ซึ่งต้องการความมั่นคงแข็งแรงและการสื่อความหมายของความศรัทธา ความเชื่อหรือเจตนารมณ์ของการสร้าง
๓.คำว่า “บายเกรียม” ที่เป็นอีกหนึ่งในชื่อปราสาทที่ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกปราสาทตาเหมือน(ธรรมศาลา)นั้น ได้เคยสอบถามว่าเหตุใดจึงเรียกชื่อว่าอย่างนั้น ก็ได้คำตอบง่ายๆ (ซึ่งผมคิดไปไกลมากกว่านั้น)ว่า คือ ศิลาแลง(Laterite)นั่นเอง ซึ่งมีการก่อตัวตามหลักวิทยาศาสตร์ทางธรณีวิทยา มีลักษณะเหมือน “ข้าวแห้ง” (ข้าวที่หุงแล้วทิ้งไว้ให้แห้งไปตามธรรมชาติ)ที่แข็งติดกันเหมือนขนม “ตังเม” หรือ “ข้าวแห้ง” เรื่องง่ายๆ อย่างนี้ก็ทำให้ผมถึงบางอ้อได้
๔.องค์ประกอบของปราสาทมักมี “บาราย”(แปลว่า ที่เก็บน้ำ หรือ ทางไหลของน้ำ ก็ได้) เป็นองค์ประกอบ หรือที่ จขบ.เรียกว่า “ตระเปียง” ( Trapeang - บ่อน้ำ) ซึ่งตามนัยะของคำๆ นี้ในกลุ่มเขมรสูงนั้นมิได้หมายถึง “บ่อน้ำ” เพราะคำว่า บ่อน้ำ คงหมายถึง บ่อขนาดเล็ก ใช้แรงงานคนขุดลึกลงไปเพื่อหาตาน้ำ ใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ในหน้าแล้ง เป็นต้น ดังนั้น คำว่า“ตระเปียง”ตามนัยะของกลุ่มชนชาวเขมรสูงดังกล่าว เราหมายถึง “สระน้ำ”ที่มีขนาดใหญ่ สามารถให้คนลงอาบ(สรง)หรือประกอบพิธีกรรมอื่นใดได้ตามความเชื่อ ซึ่งคงมีลักษณะเหมือนบารายที่มีอยู่ตามปราสาทสำคัญๆ ในฝั่งกัมพูชา
๕.ความเชื่อ-ศรัทธาของการสร้าง เป็นที่ทราบกันแล้วว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงมีแนวคิดที่แปลกใหม่โดยเฉพาะการเปลี่ยนความเชื่อของชาวกัมพูชา จึงทรงปฏิบัติหลายอย่างหลายประการที่เป็น”ต้นแบบในความเชื่อ”นั้น เช่น ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกในศาสนาใหม่ของพระองค์ ทรง(เร่ง)สร้างศรัทธาและเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผู้คนให้ปฏิบัติตาม และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พระองค์ก็ทรงต้องการ”เอาชนะ”ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความเชื่อดั้งเดิม
๖.จากข้อ ๕ (ผม)ขอตั้งข้อสังเกตและสันนิษฐานเอาเองว่า การสร้างปราสาทหินตามเจตนาที่เป็นการสร้างปราสาทแบบวหนิคฤหะหรือธรรมศาลานั้นสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในสมัยนั้นอย่างมาก อีกทั้งยังต้องการเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงศรัทธาความเชื่อของประชาชนเป็นอย่างมาก วัสดุที่ใช้จึงต้องเป็นศิลาแลง เพราะไม่ต้องหาแหล่งตัดหิน ไม่ต้องใช้เครื่องตัดที่มีความแข็งแรงมาก ไม่ต้องชักลากในที่ไกลๆ และใช้คนเป็นจำนวนมาก แม้จะขาดความละเอียดประณีตในการก่อสร้างตกแต่งก็ตาม
๗.สิ่งที่จะเป็นเครื่องยืนยันให้เรารู้ถึงเจตนารมณ์ของการสร้าง เข้าใจสภาพบ้านเมือง ชีวิตผู้คน ศรัทธาความเชื่อนั้น ก็คือ “ศิลาจารึก” ที่ขุดค้นพบ แต่ทว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ใดๆ ก็ตาม หากจะให้มีความสนุกในการศึกษาก็ต้อง เรียนรู้วิธีการสืบค้นจากหลักฐานเท่าที่มีอยู่ แล้วค่อยไปดู “เฉลย” หาก “เดา”ได้ถูกก็แปลว่า แนวคิดหรือวิธีการสืบค้นของเราถูกต้อง เป็นต้น แต่ถ้าหากนักเรียนดูแต่ “เฉลย”อยู่ร่ำไปการเรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่สนุก ไม่น่าติดตามและกลายเป็นการท่องจำแล้วเอามาพูดกัน นานไปก็ลืม

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นส่วนตัวตามนี้ก่อน ถูกผิดหวังว่า จขบ.คงจะได้ชี้แนะผมต่อไป

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
BlueHill วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หายไปนานเลยนะครัีบอาจารย์
เห็นเรื่องแล้วคิดถึงทริปที่ชาวคณะโอเคเนชั่นเดินทางไปชมปรา่สาทหินด้วยกันเมื่อหลายปีก่อนครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Louvorian วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 17.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/louvorian

เข้ามาเช็คทุกวันเลยหลังจาที่พี่บอกว่าจะอัพเรื่องใหม่ลง ในที่สุดก็ลงสำเร็จซะที เดี๋ยวคืนนี้มาอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 15.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ขอบคุณครับ คุณ NN1234
หรือจะแปลว่า "ข้าวแห้ง" ตามคำเขมรในปัจุบันดี ?

คำแปลของผม จำได้ว่ามีผู้ใหญ่และคนในท้องถิ่น เขา Oral History มาให้ฟังครับ

ชอบแบบไหน ก็แปลแบบนั้นละกัน

หุหุ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
NN1234 วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ยังไม่อ่านลงในรายละเอียดนะครับ
แต่เห็นคำว่า "บาย กรีม" นั้นน่าจะแปลความเป็นอย่างอื่นมากกว่า....?

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
sunnylittle วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 12.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Buwant2B
Be yOu  wAnt To bE  nOt other   wAn a  sEe

เข้ามาอ่านแบบจิงโจ้ กระโดดบ้าง หยุดบ้าง
....ลืมน้ำที่ท่วมอยู่เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
มะอึก วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 12.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เหมือนได้อ่านหนังสือดี ๆ 1 เล่ม
ประกอบกับหลาย ๆ ปราสาทที่กล่าวไว้ ผมได้เคยไปเห็นมา
อ่านเรื่องนี้สนุกมากครับอาจารย์
.
และผมจะเข้ามาอ่านอีกหลาย ๆ ครั้งครับ
.
.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
มะอึก วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 05.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

อาจารย์ถามว่า
สงสัยจังว่า จะมีใครอ่านมาจนถึงตรงนี้บ้างไหมเอ่ย ?

.
ผมคิดว่าคงจะมีอยู่บ้างแน่ ๆ ครับ
.

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
veerasak28 วันที่ : 10/11/2011 เวลา : 03.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/veerasakt1

ได้อ่านจนจบแล้วครับ ใช้เวลานานมากๆ

ต้องขอบคุณคุณศุภศรุต ที่ได้เสนอเรื่องราวดีๆและนำรูปภาพธรรมศาลาทั้งในฝั่งไทยและฝั่งเขมรที่ไปสำรวจมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นกันครับ

เรื่องการก่อปราสาทนั้น ผมมีความเห็นว่า ในสมัยบายนนั้น ด้วยความที่เร่งรีบในการสร้างปราสาทต่างๆอย่างมากมาย ทำให้วัสดุหลักๆที่เคยใช้อย่างหินทรายไม่เพียงพอ จึงไปใช้ศิลาแลงแทนและหินทรายที่เป็นชิ้นส่วนของปราสาทในยุคก่อนอีกด้วยครับ

และก่อก่อศิลาแลงของศิลปะบายนนั้น มักจะก่อขึ้นไปตรงๆเลย ซึ่งผิดจากการก่อหินทรายที่จะก่อให้เหลื่อมกัน ทำให้ปราสาทที่เป็นศิลาแลงในสมัยนี้มักจะพังง่ายกว่าปราสาทหินทรายครับ

ขอบคุณมากๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 09/11/2011 เวลา : 23.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

จะกลับมา"ชมภาพ"อีกครั้งเพราะเยอะมาก
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการอ่านนะท่าน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]