• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 2351104
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันเสาร์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2554
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 16394 , 11:29:22 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว , มะอึก และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

         ในวันนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยวตามหารูปสลัก “นางอัปสรา” (Apsaras) หรือ (เธอ) ในบางครั้งก็ถูกจัดให้เป็น “เทวี – เทพธิดา”  (Devatas) ตามแบบฉบับ “เนะขแมร์อินไทยแลนด์” กันครับ

         ซี่งหลายครั้งผมก็สับสน ระหว่างตัวตนของนางอัปสรากับเทวีหรือเทพธิดา (เทพเจ้าสตรี) ว่าจริง ๆ แล้ว ทำไมหลายคนจึงนำคำมารวมหรือต่อกันเวลาเขียน หรือว่าคำ “สระ” มันคล้องจอง แต่ในมุมมองความเห็นของผม ทั้งสองชื่อ ถึงจะเป็นบุคคลเพศหญิงชั้นสูงบ้าง ไม่สูงบ้าง แต่ใน “คติทางความเชื่อ” ที่อธิบายอยู่ใน “ปุราณะ” โบราณ  ชื่อทั้งสองแตกต่างกันตรงการกำเนิด หรือที่มาในครั้งแรกครับ

        “เทวีหรือเทพธิดา” เป็นเทพเจ้าเพศหญิง (อิตถี)  มีจำนวนอยู่มากมายบนสรวงสวรรค์ นอกจากเหล่าเทวีมเหสี (ศักติ) เทพธิดาผู้รับใช้ และธิดาของเหล่าเทพเจ้าฝ่ายชายแล้ว จะมีเทพธิดากำเนิดใหม่ตามการสะสมบุญบารมีและความดีงามของมนุษย์ที่ประสงค์จะจุติบนสวรรค์ในชั้นต่าง ๆ

         ส่วนนางอัปสรา ว่ากันว่า มีอยู่แบบ “นับไม่ถ้วน” ตั้งแต่แรกกำเนิด !!!

        "อัปสรา" เป็นภาษาสันสกฤต  มีความหมายว่า “น้ำ” ที่แปลว่าน้ำ ก็เพราะเหล่านางอัปสรา มีต้นกำเนิดเกิดขึ้นมาจากน้ำ ในครั้งที่เหล่าทวยเทพและอสุรา ร่วมกัน “กวนเกษียรสมุทร” นั่นเองครับ

         วกมาที่เรื่องราวของการกวนเกษียรสมุทรกันซักนิด ภายหลังการเคี่ยวกวนน้ำอมฤตกันมายาวนาน อย่างน้อยก็นับว่าผมเกิดแก่เจ็บตายไปกว่า 20 ครั้ง ก็ให้บังเกิด “สิ่งอัศจรรย์” ในระหว่างการเคี่ยวยาอมฤตให้เข้มข้น ....เคี่ยวกันจนเกล็ดทองของพญาวาสุกรีถลอกปอกเปิก

         สิ่งอัศจรรย์ อย่างแรกที่บังเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร คือ “พิษหลาหล” หรือ “กาลกุต”  เกิดขึ้นจากอำนาจพิษของพญาวาสุกรี ที่พ่นออกมาออกมาอย่างลืมตัวเพราะความเจ็บปวด (ก็แน่ละสิ เอาลำตัวเป็นเชือกไปพันรอบไม้เคี่ยวอย่างเขามัทรคีรี)

        “ศิวะมหาเทพ” เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อทุกสรรพสิ่ง จึงดื่มพิษหลาหลเสียเอง เทวีปารวตีชายาของพระศิวะเกรงว่าพระสวามีจะเกิดเป็นอันตราย จึงบีบพระศอของพระศิวะไว้ไม่ให้พิษล่วงพ้นลงไปภายใน แต่ด้วยความร้อนแรงแห่งพิษทำให้พระศอของพระองค์กลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ด้วยเหตุนี้  องค์ศิวะมหาเทพจึงมีอีกสองพระนาม คือ  “วิษกัณฐ์” หมายถึง ผู้มีพิษอยู่ที่คอ  และ “นีลกัณฐ์” ที่มีความหมายถึง ผู้มีคอสีน้ำเงิน (จากเทพปกรณัมนี้ จึงมีการเปรียบความรักว่า สีแห่งความรักที่แท้จริง คือสีน้ำเงินดำบนพระศอของศิวะมหาเทพ ผู้เสียสละด้วยความรักอันยิ่งใหญ่แก่จักรวาล)

         ...ในระหว่างการบีบพระศอ  มีพิษบางส่วนกระเซ็น กระเด็นลงสู่โลกมนุษย์ สัตว์และพืชที่โดนหรือตั้งใจดื่มพิษนั้น ก็จะกลายเป็นสัตว์และพืชที่มีพิษร้ายในโลก... !!!

         สิ่งอัศจรรย์อันดับที่สองคือ “หริธนู” หรือธนูที่ยิงไปไม่มีวันพลาดเป้า ว่ากันว่า พระหริ (วิษณุ – นารายณ์) ดอยไป (ช่วงน้ำท่วม ?) อันดับสามคือ “ปัญจชันยสังข์” สังข์แห่งชัยชนะ อันดับสี่คือ  "ช้างเอราวัณ" พระอินทร์ก็ช่วยดอยไปเป็นพาหนะ

          อันดับห้าคือ "แม่โคกามเธนุพร้อมเครื่องหอม" มีนามว่า “สุรภี” ที่มีความหมายว่า ผู้ให้ทุกอย่างตามที่ปรารถนา  ตามด้วยอันดับหกคือ “ต้นปาริชาติ” พฤกษาชาติที่มีกลิ่นหอมลึกถึงวิญญาณ ที่ว่าบุคคลใดได้กลิ่นก็จะหลงในห้วยมหรรณพจนถึงขั้นระลึกชาติได้ อันดับเจ็ดคือ “เกาสตุภะ” มณีแก้วสุกสว่าง ที่พระวิษณุนำไปประดับที่พระอุระ

         สิ่งอัศจรรย์อันดับแปด คือ “ม้าอุจไจศรพ” ที่องค์สุริยเทพเห็นว่าหน่วยก้านดีจึงขอไปเทียมรถ ตามด้วย อันดับเก้าคือ "นางอัปสรา" โฉมงามผู้เย้ายวนที่ผุดขึ้นมามากมายจากฟองคลื่นเบียร์ (อมฤต) 

         อันดับสิบ คือ “จันทรา(เสี้ยว)” ที่องค์ศิวะมหาเทพคว้าไปปักที่มวยพระเกศา (หลังจากปล่อยกระเซอะกระเซิงมานาน ในครั้งทักษิณามูรติ) อันดับสิบเอ็ดคือ “เทวีลักษมีถือดอกปทุมา ประทับในดอกบัวหลวง” คงด้วยเพราะพระนางผุดขึ้นมาจากการกวนน้ำอมฤตต่อจากพระจันทร์จึงได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวแห่งจันทราเทพ

เหรียญรูปคชลักษมี อินโดซินเถียน (คันธาระ) ปลายพุทธศตวรรษที่ 5

          เมื่อดอกปทุมาเปิดออก “อรรธมาตังค์” หรือเหล่าคชสารแห่งนภากาศ ต่างเทน้ำบริสุทธิ์จากหม้อทองคำชำระพระวรกายให้กับพระนาง วิษณุกรรมเทพประดิษฐ์อาภรณ์สีขาวนวลให้พระนางสวมใส่ เหล่าทวยเทพเจ้าและอสูรต่างหวังแย่งชิงจะได้ครอบครองนางเป็นชายา แต่องค์พรหมเทพผู้อาวุโสได้ขอให้นางตัดสินใจเลือกเอง  พระลักษมีทรงเลือกถวายดอกบัวคู่นั้นแด่องค์วิษณุเทพ

จุกภาชนะดินเผา ทำเป็นรูปอภิเษกพระศรี จันเสน ยุคก่อนทวารวดี ปลายพุทธศตวรรษที่ 12

         สัญลักษณ์ของการกำเนิดแห่งเทวีลักษมีในคราวเกษียรสมุทรนี้ ได้กลายมาเป็นเครื่องหมายสุดมงคลในชื่อที่เรียกกันว่า “คชลักษมี” หรือ “อภิเษกพระศรี” มีความหมายมงคลที่แสดงถึง “ความมั่งคั่งและงดงาม” พ่อค้าวาณิชในยุคโบราณจึงมักจะนำรูปเคารพนี้ติดตัวไปพร้อมกับรูปท้าวกุเวรเวลาเดินทางมาค้าขายยังสุวรรณภูมิ (ไครเซ เครอโซเนโซส) ครับ

รูปสลัก "คชลักษมี" บนหน้าบันปราสาทบันทายสรี กลางพุทธศตวรรษที่ 15

          สิ่งอัศจรรย์อันดับสิบสองก็คือ “วารุณี” เทวีแห่งสุรา ธิดาแห่งพระวรุณ ด้วยเพราะนางไม่ได้ลอยขึ้นมาตัวเปล่า แต่ในมือของนางถือคนโทเหล้าน้ำหมักไร้สีดั่งวอสก้าขึ้นมาด้วย ผู้ที่ได้เคยลิ้มลองอย่างเช่นเหล่าอสูรจะไม่ให้ความสนใจในตัวนาง เพราะเทวีวารุณีคือต้นเหตุที่ทำให้เหล่าอสูรซึ่งอดีตเคยเป็นเทวดาบนสรวงสวรรค์ ถูกหลอกให้ดื่มเมรัยจนเมามาย แล้วถูกอินทราเทพขับไล่ลงจากมา เทพผู้พ่ายแพ้ต่างพากันสาบานตนว่าจะไม่แตะต้องน้ำเมาใด ๆ อีกเลย จึงเป็นที่มาของชื่อ “อสุรา” หรือ “อสูร” (ที่แปลว่างดเหล้าแม้ไม่ใช่วันเข้าพรรษา) ไงครับ

          อันดับสุดท้าย คือ องค์ “ธันวันตริ” มหาแพทย์แห่งสรวงสวรรค์ ทูน "หม้อน้ำอมฤต(Amarita)" ผุดขึ้นมาพร้อมกันด้วยในคราวเดียว

         เรื่องราวหลังจากนี้ คงต้องไปหาอ่านกันเอาเองครับ ส่วนผมจะพาท่านผู้อ่านไปตามหาเรื่องราวของนางอัปสรา ในศิลปะแบบ “เนะขแมร์อินไทยแลนด์” กันต่อละกัน !!!

         เมื่อแยกกันระหว่างนางอัปสรากับเหล่าเทวีเทพธิดาออกจากกันแล้ว ก็คงต้องมาแยกนางอัปสราออกเป็น 2 แบบกันอีกครับ 

         นางอัปสราแบบแรกคือ “ไทวิกา” (Daivika) หรือจะเรียกให้เต็มปากว่า “นาง(ที่อยู่บน)ฟ้า(สวรรค์)” ก็คงไม่ผิดนัก นางอัปสราประเภทแรกนี้จะทำหน้าที่รับใช้ในวิมานของอินทราเทพ  มีหน้าที่ ร้อง เล่น เต้นระบำ ยั่วยวน บำเรอกามไปจนถึงทำกับข้าว  และด้วยเพราะมีคนธรรพ์เป็นผู้บรรเลงดนตรีประกอบการแสดง พวกนางจึงถือโอกาสบำเรอคนธรรพ์ไปด้วยพร้อม ๆ กัน อึ๋ยส์!!!

         หลายครั้งนางอัปสราจะมีหน้าที่ไปล่อลวง ยั่วยวนและบำเรอกามให้มีผู้มีตบะแรงกล้า ให้ลุ่มหลงมัวเมาจนตบะแตก ตามคำสั่งของอินทราเทพที่ไม่ค่อยอยากให้ใครมีพลังอำนาจมากเกินกว่าตน อย่างเช่นนางรัมภาหรือนางเมนกา         

         นางอัปสราอีกกลุ่มหนึ่ง คือนางดิน หรือ “ลัวกิกา” (Laukika) พวกนางลงจากสวรรค์มาอาศัยในโลกมนุษย์ สถิตอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรเฉกเช่นนางไม้ หลายนางมีความรักและเซ็กส์กับมนุษย์จนเกิดเป็นตำนานและปัญหาอย่าง นางอุรวศีกับท้าวปุรูรวัส นางบุษมาลีกับหนุมาน

         ส่วนในภาษาบาลีจะเรียกนางอัปสราว่า "อัจฉรา" แปลว่า "นางฟ้า"  คงด้วยเพราะเห็นว่านางอัปสราอาศัยอยู่บนสวรรค์ ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ เทวสภาของอินทราเทพในชั้นดุสิต จึงยกให้เธอเป็นนางฟ้า เพราะอยู่(อาศัย)บนฟ้า(สวรรค์)

          คติในของการสลักรูปสตรี (ซึ่งก็ควรจะเป็นนางอัปสรา) ไว้บนผนังปราสาทในวัฒนธรรมขอมโบราณ คือ เป็นการสร้าง “สัญลักษณ์” ให้กับสิ่งก่อสร้าง เพื่อแปรเปลี่ยนศาสนสถานนั่นให้กลายเป็น “สรวงสวรรค์สมมุติบนพื้นพิภพ” สวรรค์ที่จะต้องมีนางอัปสราปรากฏอยู่  ลักษณะการสมมุติเช่นนี้มีรากฐานมาจากอิทธิพลทางคติความเชื่อและศิลปะทางศาสนาจากอารยธรรมอินเดียโบราณ

ปราสาทตะเปรียงรอน (Trapreng Run) ในท่ามกลางป่าชนบทที่ห่างไกล

         ภาพสลักนางอัปสราบนปราสาทรูปแรก คงเป็นภาพสลักที่ “ปราสาทตระเปรียงรุน” (Trapreng run Pr.) ปราสาทหลังเดี่ยวห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมเรียบประมาณ 40 กิโลเมตร อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 12  ศิลปะแบบกำพงพระ - กุเลน ว่ากันว่า เป็นภาพสลักนางอัปสรา (ประดับปราสาท) ที่เก่าแก่ที่สุดของวัฒนธรรมปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยครับ

ภาพสลักนางอัปสราของปราสาทตะเปรียงรุน

         ยังปรากฏภาพสลักนางอัปสราปริศนาที่เก่าแก่ บนปราสาทหลังเดี่ยวกลางทุ่งดงตาล ชื่อว่า "ปราสาทถนทชุมฉอุง" (Thnot Chum Cheung Pr.) ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 30 กิโลเมตรของจังหวัดกำปงธม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ศิิลปะแบบไพรกเมง (Prei Kmeng Style) ที่ผนังข้างประตูด้านหน้า มีร่องรอยของการแกะสลักโกลนรูปนางอัปสราทั้งสองฝั่ง ส่วนในอีกทั้ง 3 ด้านของปราสาท มีการแกะสลักโกลนลงบนส่วนตรงกลางของเรือนธาตุเป็นเค้าโครงของนางอัปสราขนาดใหญ่ ?

          ซึ่งก็ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า รูปสลักนางอัปสราที่นี่ สลักขึ้นพร้อมกันกับเมื่อตอนแรกสร้างปราสาทหรือไม่ครับ ?

ภาพสลักโกลนขนาดยักษ์รูปนางอัปสรา ? บนผนังปราสาทปริศนาที่เมืองกำปงธม

         ภาพสลักอัปสราที่เก่าแก่รองลงมา น่าจะอยู่ที่ “ปราสาทออกยม”  (Ak yom Pr.) ศิลปะแบบกำพงพระ (Kompong Preah Style) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 สังเกตได้ว่า ภาพนางอัปสราในยุคแรก ๆ นั้นมือหนึ่งจะถือแส้หางม้า – จามรี (จามร) อีกมือจะถือดอกบัวตูม ซึ่งก็มีความหมายคล้ายจะบอกว่า ภาพสลักนี้คือนางอัปสรา ผู้คอยปรนนิบัตร รับใช้ผู้อื่นบนสวรรค์ (ใช้แส้หางม้า – จามร ปัดไล่แมลงรังควาญหรือความชั่วร้าย)

อัปสราสลักบนผนังอิฐ ที่ปราสาทออกยม (Ak Yom)

          รูปสลักนางอัปสราในยุคแรก นิยมสลักขึ้นบนผนังอิฐและปั้นปูนปั้นประดับตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม อย่างเช่นรูปสลักนางอัปสราที่ "ปราสาทตระเปียงโพรง" (Trapeang Phong Pr.) ปราสาทสามหลังกลางทุ่งนาทางทิศใต้ของนครหริหราลัย อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13  ศิลปะแบบกำพงพระ (Kompong Preah Style)

ภาพสลักนางอัปสราประดับปราสาท ที่ปราสาทตระเปียงโพรง

         รูปสลักนางอัปสราประดับปราสาทเพื่อแสดงความเป็นสรวงสวรรค์ เริ่มต้นสลักลงในเนื้อหินทรายที่ดูดโดดเด่นในยุคแรก ๆ ก็คงเป็นภาพสลักที่ "ปราสาทโลเลย" (Lolei Pr.) กลุ่มปราสาท 4 หลังกลางบาราย ”อินทรฏะฏะกะ” แห่งนครหริหราลัยหรือร่อลวย (Roluos)  ทางทิศตะวันออกของเมืองเสียมเรียบ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ศิลปะแบบพะโค

ภาพสลักนางอัปสรา ที่ปราสาทโลเลย

         ภาพสลักหินของนางอัสปราที่นี่วางรูปไว้ในซุ้มปราสาทเช่นเดียวกับรูปของทวารบาลที่วางสลับกันบนผนัง  หลายรูปถือแส้จามรที่มีด้ามยาวกว่าในยุคแรก ๆ  ...ทำท่าอย่างกับจะเป็นทวารบาลเสียเอง... บางนางก็แอบหันไปถือใบบัวแทนดอกบัวซะงั้น คงหาดอกบัวมาถือไม่ทัน...

          ภาพสลักนางอัปสราประดับปราสาท ตามคติสรวงสวรรค์สมมุติบนพื้นโลก ได้รับความนิยมต่อมาไม่ขาดสาย เช่นภาพสลักบนหินทรายที่ปราสาทพนมบาแค็ง พุทธศตวรรษที่ 13 ปราสาทในนครโฉกครรคยาร์(เกาะแกร์) พุทธศตวรรษที่ 14 – 15 แต่การสลักรูปนางอัปสราบนอิฐและฉาบตกแต่งด้วยปูนก็ไม่ได้เสื่อมความนิยมลง อย่างเช่นภาพสลักของนางอัปสราประดับ "ปราสาทปักษีจำกรง" (Paksi Chamkrong Pr.)  "ปราสาทแม่บุญตะวันออก"( East Mebon Pr.) และที่ "ปราสาทแปรรับ" (Pre Rup Pr.) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ภาพสลักที่ปราสาทแปรรับนี้ ผมว่ามันเป็นการผสมผสานระหว่างอิฐกับปูนตำที่มีความละเอียดงดงามมากเลยครับ

โกลนภาพสลักนางอัปสราที่ปราสาทปักษีจำกรง

โกลนภาพสลักนางอัปสราที่ปราสาทแม่บุญตะวันออก

ภาพสลักนางอัปสราตกแต่งด้วยปูนปั้นที่ปราสาทแปรรับ

         ต่อมาความนิยมในการสลักรูปอัปสราบนปราสาทที่สร้างด้วยอิฐก็ลดลง ที่ลดก็เพราะว่า ยุคหลัง ๆ เขาหันไปสร้างปราสาทที่ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลักแทนครับ ศิลปะแห่งการแกะสลักภาพนางอัปสราจึงไปวาดลวดลายอยู่บนเนื้อหินทราย ทั้งในยุคศิลปะแบบปราสาทบาปวนในพุทธศตวรรษที่ 16 ศิลปะแบบปราสาทนครวัดอันเลื่องชื่อในยุคพุทธศตวรรษที่ 17 และศิลปะแบบปราสาทบายน ในยุคพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 จนเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย...แล้วสิ้นสุดลง

         ส่วนในประเทศไทย เราพบภาพสลักของนางอัปสราที่สวยงามบนเนื้อหินทรายประกอบองค์เรือนธาตุของปราสาทหินหลายแห่งครับ ที่รู้จักกันดี ก็คงเป็นภาพสลักนางอัปสราคู่ที่ “ปราสาทศรีขรภูมิ” (Sri Khoraphum Pr.) จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งแต่เดิมคงมีประดับหน้าประตูครบทั้ง 5 หลัง แต่ภายหลังเหลือภาพสลักอยู่เพียงคู่เดียวที่ปราสาทประธาน....

        ....ส่วนที่เหลือ หายจ้อย !!!

         หลายคนเล่าว่า ภาพสลักที่ปราสาทแห่งนี้เป็นภาพสลักนางอัปสราเพียงคู่เดียวในประเทศไทย และหลายคนก็บอกว่า นางอัปสราที่นี่เลอโฉมที่สุดในแดนสยาม แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ มาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

         ภาพสลักนางอัปสราปราสาทศีขรภูมิ สลักอยู่บนเสาติดผนังด้านหน้าประตู ด้านข้างของเสาติดผนังทั้งสองสลักเป็นรูปทวารบาล(ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลย) รูปนางอัปสราทางซ้าย (ของปราสาท) มือซ้ายถือแส้หางม้าช้อนรั้งสายผ้าจนปลิวไสว ส่วนมือขวากรีดนิ้วถือดอกบัวตูม บนดอกบัวมีนกแก้วมาเกาะจนดอกบัวเอนพับ ทางซ้ายมือใกล้ไหล่มีรูปกระรอก (น่าจะไม่ใช่น้องกระแต ...) ทำท่า (เจ้าชู้)โผเข้ามาหา

         รูปนางอัปสราทางด้านขวา(ของปราสาท) ดูท่าทางจะอารมณ์ดีกว่า ด้วยเพราะมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก มือขวาจีบนิ้วถือดอกบัวตูม ส่วนมือซ้ายประคองแส้หางม้าและชายผ้าแถบ นกแก้วด้านนี้หันไปเกาะเสาแทนแต่ก็ยังไม่วายหันมาถวิลหาอาลัยอาวรณ์ ส่วนพวกกระรอกกระแต ก็วิ่งเล่นอยู่ด้านล่างทางขวามือ

          ภาพสลักของนางอัปสราที่นี่ นอกจากจะงดงามในแง่ศิลปะการแกะสลักตาม “ขนบ” แบบแผนช่างในยุคศิลปะนครวัดอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมในอดีตของชุมชนโบราณ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ ที่ไม่มีให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้ ผ่านภาพของสัตว์ที่เข้ามาหยอกเย้าตัวนางอัปสรา

          ...ในห้วงอารมณ์หนึ่ง .....ดูเหมือนพวกนางจะกระซิบบอกเล่าเรื่องราวที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มลึก ๆ ที่ดูเศร้าสร้อยว่า  ที่พวกเธอต้องจากความรุ่งเรืองมาเป็น “นางอัปสราบ้านป่า” ในแดนไกลนี้ ก็เพื่อมายืนยันความเป็น "มหาปราสาท" (5 หลัง) แห่งเขาพระสุเมรุ ตามขนบเดียวกับ "บรมวิษณุโลก" สรวงสวรรค์แห่งเทพเจ้าแห่งนครยโศธรปุระ ที่แผ่นดินสูง …. ผมอาจไม่เข้าใจ เพราะนางอัปสราก็เหมือนอิสตรีที่มีความงดงามทั่วไปที่มีอารมณ์อ่อนไหวและเข้าใจยาก...!!! 

         อีกปราสาทหนึ่งที่ปรากฏรูปสลักของนางอัปสราประดับไว้คู่กับรูปทวารบาล คือ ภาพสลักนางอัปสราที่ "ปราสาทตาเมือนธม" (Ta Muan Thom Pr.) บ้านหนองคันนาสามัคคี ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ศิลปะแบบบาปวน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

         แต่ก็น่าเสียดาย ที่ภาพสลักของพวกเธอ ถูกระเบิดทำลายไปพร้อม ๆ กับหายนะจากการโจรกรรมชิ้นส่วนประดับปราสาทประธาน ที่ถูกทำให้พังทลายลงมาเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว !!!

         ภาพสลักนางอัปสราทั้ง 4 รูปที่นี่ อาจคงเหลือเพียงสามรูป ที่ยังคงเค้าว่าเป็นภาพสลักสตรีในซุ้มปราสาท นุ่งผ้าจีบเป็นริ้ว และยังคงเหลือร่องรอยของดอกบัว สัญลักษณ์สำคัญของนางอัปสราที่รูปสลักหนึ่ง

         ผมว่า รูปสลักนางอัปสราที่ปราสาทตาเมือนธม ถึงแม้จะสมมุติว่าไม่ถูกทำลาย อยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็ยังยากที่จะงดงามเทียบเท่ากับนางอัปสราที่ปราสาทศรีขรภูมิ

         รูปสลักนางอัปสราประดับปราสาทแห่งที่สาม อยู่ที่ “ปราสาทหลุ่งตะเคียน” (Lungtakian Pr.) อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา รูปสลักที่นี่หากมองตรง ๆ ก็จะเป็นร่องรอยของภาพสลักนางอัปสราแบบนครวัดที่เลือนลาง แต่หากใช้จินตนาการและการเปรียบเทียบอย่างแรง จะพบกับความงดงามที่ “เคย” มีอยู่ครับ

ปราสาทหลุ่งตะเคียน ในพุทธศตวรรษที่ 17

          ปราสาทหลุ่งตะเคียน เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นปราสาทอิฐสามหลัง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการสร้างปฏิสังขรณ์องค์ปราสาทประธานหลังกลางขึ้นใหม่ สร้างเป็นปราสาทหินที่มีองค์ประกอบโครงสร้างเป็นหินทรายสีแดงทั้งหลัง มีการแกะสลักลวดลายที่สวยงามวิจิตรบรรจงตามแบบแผนศิลปะแบบนครวัด

         หินทรายแดงที่เป็นหินทรายคุณภาพต่ำ อมน้ำ มีแร่เหล็กที่ก่อให้เกิดสนิมหินอันเป็นสาเหตุของการผุกร่อนผสมอยู่ในเนื้อหินจำนวนมาก ตัวเรือนปราสาทจึงแตกแยกออกจากกันผสมกับการรื้อปราสาทให้พังถล่มลงมาเพื่อหวังชิ้นส่วนประดับปราสาทและวัตถุมีค่า จึงพังลงมาเหลือเพียงชั้นเชิงบาตร

        ที่เสาติดผนังประดับด้านหน้าของประตู มีร่องรอยของรูปสลักนางอัปสราตามแบบแผนศิลปะนครวัดอยู่ทั้งสองฝั่ง ฝั่งขวาของตัวปราสาทจะมีเค้าโครงเหลือให้เห็นเด่นชัดมากกว่า ทั้งโครงร่างของผ้านุ่ง วงแขนถือดอกบัว ไปจนถึงศิราภรณ์ประดับดอกไม้ยอดแหลม ส่วนฝั่งซ้ายถึงแม้ว่าจะดูยากแต่หากมีจินตนาการตามแบบนางอัปสราของปราสาทนครวัด ก็จะเห็นภาพของเค้าโครงที่เหลืออยู่ได้ไม่ยากนัก 

ภาพสลักนูนต่ำของนางอัปราที่ปราสาทนครวัด ที่มีเค้าโครงคล้ายกับที่ปราสาทหลุ่งตะเคียน

         ผ่านไปสามปราสาท นางอัปสราแห่งปราสาทศรีขรภูมิ ก็ยังคงมีคะแนนทิ้งห่าง !!!

          แต่ก็ยังมีภาพสลักนางอัปสราประดับปราสาทคู่หนึ่ง วางไว้อยู่ในอาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ไม่มีป้ายกำกับบอกที่มา ที่อาจมีความงดงามเทียบเท่าสูสี ?

          ผมก็เดาเอาตามประสบการณ์ที่พอเหลืออยู่บ้าง ภาพสลักนางอัปสราคู่นี้น่าจะมาถูกยกมาจาก”ปราสาทปรางค์พะโค” (Prang Pra Kho Pr.) อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา หรือไม่ก็อาจมาจาก "ปราสาทเมืองแขก"  (Muang Kaek Pr.) อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

          ถ้าเดาผิดก็อย่าว่ากันนะครับ ใครรู้ก็ช่วยบอกที !!!

         ภาพสลักนางอัปสราคู่นี้ ได้รับการกล่าวขาน (จากต่างประเทศ) ว่าเป็นภาพสลัก “บันทายสรีแห่งเมืองไทย” เลยครับ

 

         ก็เพราะเมื่อมีการนำไปเปรียบเทียบกับรูปสลักนางอัปสราอันเลื่องชื่อ ของปราสาทบันทายสรี (Banteay Srei Pr.) อารมณ์และศิลปะการแกะสลักมีความคล้องจอง คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก

          ภาพสลักนางอัปสราที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย สลักอยู่ในซุ้มปราสาท มือข้างหนึ่งถือแส้ที่ดูเล็กลง(จนคล้ายจะเป็นดอกหญ้า 3 กลีบ) พาดไว้หลังคอ อีกแขนก็ทอดยาวทิ้งลงข้างลำตัว ในมือถือดอกบัวแบบปล่อยลงสบาย ๆ 

         เครื่องประดับทั้งกำไลข้อมือข้อเท้า ดอกไม้ทัดผม กุณฑล กระโปรงผ้านุ่ง ช่ออุบะ เข็มขัด ก็ล้วนแต่ใกล้เคียงกับนางอัปสราแห่งปราสาทบันทายสรี

          ที่แตกต่างก็เห็นจะเป็น ทรงผมและใบหน้า ที่ดูจะออกเป็นแบบศิลปะปราสาทบาปวน และเครื่องประดับกรองศอ พาหุรัด ที่หายไป 

          ทรวดทรง เอวองค์ ส่วนสัดก็สมส่วนพอฟัดพอเหวี่ยง แต่พอมาดูที่ปทุมถัน จะเห็นว่านางอัปสราที่บันทายสรีจะ “ตูม” อูมกว่ามาก

          รูปสลักนางอัปสราปริศนาคู่นี้ น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับที่ปราสาทศรีขรภูมิได้หรือเปล่าครับ ?

         น่าเสียดายที่รูปสลักนางอัปสรา ไม่มีป้ายแสดงข้อมูลที่มา และหากเป็นไปได้ ก็น่าจะนำรูปสลักนางอัปสราทั้งสอง กลับสู่ปราสาทสรวงสวรรค์ที่เป็นที่ของเธอ จะเป็นไปได้ไหมครับ ?

         หรืออาจเป็นไปได้ยาก เพราะกลัวถูกทุบทำลายหรือถูกขโมย  !!!    

         ยังมีรูปสลักอัปสราอีกครับ แต่เมื่อดูจากขนาดแล้ว ผมขอตั้งชื่อให้ว่า “โตขึ้นหนูจะเป็นอัปสรา” เป็นร่องรอยการเริ่มต้นสลักรูปนางอัปสราบริเวณผนังข้างของประตูหลอกทางทิศใต้ของ “ปราสาทบ้านพลวง” (Ban  Phluang Pr.) ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

         ดูจากสัดส่วนแล้ว คล้ายว่าเธอจะถูกสลักขึ้นในยุคความนิยมแบบศิลปะบายน (ที่มักจะสลักให้รูปสลักสตรี มีสัดส่วนความสูงจากหัวถึงสะดือ มีความยาวเท่ากับสะดือถึงเท้า ว่ากันสตรีนางไหนมีสัดส่วนเช่นนี้ถือว่างามสุด ๆ ) แต่ดูเหมือนคนสลักจะถอดใจ เพราะวัดสัดส่วนผิด ก็เลยเล็กจิ๋วผิดแบบแผน ....เลิกมันเสียกลางคันซะเลย....

โตขึ้นหนูจะเป็นอัปสราค่ะ....

         และก็ยังมีรูปอัปสราอีกเนียงหนึ่ง แอบมาซ่อนตัวอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ใจกลางเมืองฟ้าอมร  รูปแบบศิลปะคล้าย ๆ จะอยู่ในยุคนครวัด เป็นเสาติดผนังเช่นเดียวกับรูปสลักที่ปราสาทศรีขรภูมิ ด้านข้างมีรูปสลักของทวารบาล

         ถ้าจำไม่ผิด (เดาเอาละกัน) ก็คงมาจากปราสาทศรีขรภูมิ  หรือไม่ก็ปรางค์กู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ (ศิลปะคล้าย ๆ กับทับหลังที่พบ เดา...อีกแล้ว)
          ท่านผู้อ่านท่านใดเห็นป้ายกำกับอธิบายที่มาของรูปสลักอัปสรานางนี้ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ก็ขอความกรุณาช่วยเข้ามาแก้ไขให้ผมหายหน้าแตกด้วย จะเป็นพระคุณยิ่งนัก...

         (เพิ่มเติมครับ 11/6/2555 รูปนางอัปสรานี้ พบที่ปราสาทหินพิมายครับ เดาผิดมาตั้งหลายเดือน หุหุ !!!)

          และนี่ไง (เนะ...ภาษาขะแมร์)ครับ ภาพสลักอันสวยงามของเหล่านางอัปสรา ประดับปราสาทขะแมร์อินไทยแลนด์ทั้งหลาย ถึงแม้จะเหลือหรือมีอยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม แต่ด้วยคุณค่าและความงดงามผสมผสานกับจินตนาการจากเรื่องราวของเหล่าเทพปกรณัมโบราณ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากภาพสลักอัปสราที่มีมากมายดาษดื่น ตามปราสาทใหญ่น้อยในประเทศกัมพูชา ที่ถึงจะมีมากแต่ความหมายผู้ปรนนิบัติแห่งสรวงสวรรค์ก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน

          ที่ตั้งใจหลงใหลในเนียงอัปสรา ก็เพื่อจะบอกเล่าให้ทุกท่านได้ช่วยกันรักษา “ความทรงจำ” อันมีคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมไทยที่หลากหลาย มิให้เลือนหายไปเพียงเพราะความไม่รู้ การไม่เคยพบไม่เคยเห็น หรือเพียงเพราะมายาสมมุติ “อคติแห่งชนชาติ”

          ถึงรูปสลักหลายรูปจะเลือนหาย แตกหัก หรือสูญหายไปกับกาลเวลา แต่ทุก “ความงาม” ที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็ล้วนแต่ชวนให้หลงใหลอย่างตั้งใจอยู่เสมอ คงด้วยเพราะนางยังคงปรากฏกายทำหน้าที่ปรนนิบัติแก่ผู้คนที่เข้ามานมัสการเหล่าเทพเจ้าหรือนักท่องเที่ยวจากแดนไกล มิได้จางหายหรือสิ้นสุดไป อย่างเช่นที่ปราสาทศรีขรภูมิหรือปราสาทหลุ่งตะเคียน

          และคงด้วยเวทย์มนตราที่ซ่อนเร้น ผู้ที่หลงรักเธออย่างจับใจเช่นผม ก็ยังต้องเสาะหา นำความสวยงามของนางอัปสรา นางฟ้าในในเมืองไทยมาให้ท่านผู้อ่านได้ยลโฉม

         ในสักวัน ผมจะติดตามหาและมาบอกเล่าเรื่องราวของเธอ ให้มากกว่าที่พบเห็นอยู่ในทุกวันนี้ 

          หากยังมีเธอ หลงเหลืออยู่อีก ... ในเมืองไทย !!!

วรณัย พงศาชลากร 26 พฤศจิกายน 2554




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
siampatriot วันที่ : 04/12/2011 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ตอนนี้ปราสาทพะโคกำลังมีการบูรณะครับ
ถ้าที่นี่เป็นที่ของเธอ เธออาจจะได้กลับไปครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 01/12/2011 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลที่ดี ๆ เกี่ยวกับนางอัปสรา
vote +

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ครูแดง วันที่ : 28/11/2011 เวลา : 07.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-ก็อ่านจนจบละคะอาจารย์เจี๊ยบ...

-ได้รับรู้..ความรู้ที่ไม่เคยรู้..หรือรู้ผิดๆ ถูกๆ มาตลอด..

-ขอบคุณนะคะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
Supawan วันที่ : 28/11/2011 เวลา : 06.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

อัปสราน้อย ... รูปสุดท้ายสวยสุด ... โตแล้วซินะ


ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 21.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

อาจารย์วรนัยหายไปนาน ดูรูปหนุ่มขึ้นเยอะ อ่านแล้วถึงบางอ้อ ในความเป็นมาของนางอัปสราด้วยตำนานท่อนนี้..... นางอัปสราประเภทแรกนี้จะทำหน้าที่รับใช้ในวิมานของอินทราเทพ มีหน้าที่ ร้อง เล่น เต้นระบำ ยั่วยวน บำเรอกามไปจนถึงทำกับข้าว และมีคนธรรพ์เป็นผู้บรรเลงดนตรีประกอบการแสดง พวกนางจึงถือโอกาสบำเรอคนธรรพ์ไปด้วยพร้อม ๆ กัน อึ๋ยส์!!!...

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
มะอึก วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 19.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ยังอ่านไม่ละเอียดครับอาจารย์
แต่ชอบครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
tengpong วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 17.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

อาจารย์เจี๊ยบเป็นหัวหน้าช่างสมัยพระเจ้าชัยวรมัน กลับชาติมาเกิดแน่แน่...สุดยอดครับ


ป.ล. โลโก้ใหม่ ผมนึกว่าลิขิต เอกมงคล.....อิอิ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

อ่านเพลินมากมายครับอาจารย์ สัญญาว่าจะติดตามอ่านเมื่อมีโอกาส ผมคงเป็นเพียงผู้เริ่มต้นศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะขอมในประเทศไทย คงต้องฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครับ
ปล.ขอบพระคุณอาจารย์มากๆนะครับที่กรุณาเข้าไปเม้นท์ในเอ็นทรี่กวนเกษียรสมุทร ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
BlueHill วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ิอาจารย์เจี๊ยบเขียนเรื่องนี้ได้ถูกใจผมมากครับ
ผมเองก็สงสัียอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว เหตุไฉนรูปสลักนางอัปสร ไำปสลักอยู่ตามปราสาทหินได้ยังไงกัน

แต่หากให้เปรียบเทียบความงดงามแล้่ว ก็ยากที่จะหาข้่อสรุปนะครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คนชั้นล่าง วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/culminate
JACk

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 14.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ขอบคุณมุมมองของคุณ NN1234 ที่กรุณาแบ่งปันให้ผู้สนใจได้มีมุมคิดหลาย ๆ มุมครับ

หุหุ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
NN1234 วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

(ปล.ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของตัวหนังสือ)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
NN1234 วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอแบ่งปันความคิดเห็นดังนี้ครับ...

คตินิยม ความเชื่อ ในเรื่องที่มาของเนียงอัปสรานั้นมีหลายความเชื่อที่จัดเจนแตกต่างกันออกไป หากพิจารณาตามคติความเชื่อของคนไทยและคนเขมรในยุคสมัยนั้นแล้วแตกต่างกันมากในคตินิยมเรื่อง "เพศสตรี" (แม้อาจจะเป็นคนละยุคสมัยก็ตาม)
ความเป็นสตรีเพศ(Gender)ของฝั่งกัมพูชานั้น มีสถานะเป็นรองหรืออาจจะไม่มีความสำคัญในระดับ"การนำหรือเป็นผู้นำ"ตามความเชื่อในขณะนั้นเลย สังเกตดูจากทั้งคติเรื่องเล่าตามเรื่อง รามายณะ
แม้แต่ตำแหน่งของการจัดวางของรูปสลักนูนต่ำของนางอัปสรา ก็เป็นเสมือนเทียบได้กับ “นางวังใน”
การยกย่องสตรีเพศอาจมีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ การนำเอาสัญญลักษณ์ทางเพศ(โยนี)มาวางไว้ควบคู่กับศิวลึงค์เท่านั้น ข้อนี้อาจเป็นข้อยกเว้นในเรื่องการให้ความสำคัญตามที่ผมได้กล่าวไปนั้น

คติทางไทยทางที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลับยกย่องสตรีเพศนั้นยิ่งใหญ่ สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่และควรเคารพนั้นเรายกย่องให้เป็น "แม่" เช่น แม่น้ำ
(ส่วนคำว่า “มีย์ ตึก” ภาษาเขมรไม่มีได้แปลว่า แม่น้ำหรือแหล่งน้ำที่เป็นสิ่งจับต้องได้ แต่หมายถึง “เทพเจ้า”ผู้ปกปักษ์รักษาแหล่งน้ำ สระน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำก็มี"มีย์ ตึก"คอยดูแลรักษา ผมเคยโดนผู้ใหญ่บอกว่า อย่าลงไปเล่นน้ำในสระน้ำที่อยู่ด้านตะวันออกปราสาทหินบ้านพลวงว่า อย่าไปเล่น เดี๋ยวมีย์ตึกจะเอา(ชีวิต)ไป)
ข้อนี้กำลังจะบอกว่า คตินิยมเรื่องสตรีเพศในทางฝั่งไทยค่อยข้างจะนิยมไปทางคติเดียวกันกับชาวที่ราบลุ่มภาคกลาง คือ พวกที่อาศัยอยู่และพึ่งพา"แม่น้ำเจ้าพระยา"ในการเลี้ยงชีพ

ผมไปค้นดูบันทึกของโจต้ากวน(คงไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร เข้ามาทำไม) เขียนถึงขบวนเสด็จของกษัตริย์เขมรออกจากวัง ตอนหนึ่งว่า “ทุกคนนับตั้งแต่พระเจ้าแผ่ดินลงมา ทั้งชายและหญิง...และเปลือยท่อนบนใช้ผ้าพันเอว เมื่อไปนอกบ้านก็ใช้ผ้าผืนใหญ่ผืนหนึ่งทับผ้าผืนเล็กเข้าไว้ เรื่องผ้านุ่งนั้นมีชั้นอันดับอยู่มาก....” (ถึงตรงนี้มีการกล่าวถึงผ้าคุณภาพดีและใช้กันแต่ในวังอันนำมาจากทะเลตะวันตกหรือ”เสียนหลอ”)
“มีหญิงชาววังตั้งแต่ ๓๐๐ ถึง ๕๐๐ คน นุ่งผ้ายกดอก ผมประดับด้วยดอกไม้ มือถือเทียนเล่มใหญ่รวมกันเป็นขบวนหนึ่งโดยเฉพาะ(ต่างหาก)”

ข้อสรุปนี้จะเห็นว่าผู้หญิงในราชสำนักนั้นจะเห็นว่า มีลักษณะของการแต่งกายคล้ายกับนางอัปสราที่สลักเป็นภาพนูนต่ำตามปราสาทหินนั้นเอง
เราจะเห็นได้ว่า การสืบเนื่องของ “เทวี” นั้นไม่ได้ห่างไกลไปจากจินตนาการของมนุษย์เลย กษัตริย์ก็ต้องการเทวี(สาวงาม) มีนางสนมแวดล้อมดูแลปรนนิบัติ ความสำคัญของนางอัปสราตามคตินิยมจึงมีความสำคัญห่างไกลจากพระนารายณ์หรือพระศิวะอยู่มาก
ยอร์ช เซเดส์ อ่านจารึกที่ทำขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ว่า เผ่าพงษ์วงศ์กษัตริย์ของเขมรนั้นเกิดจาก “พระฤาษีกัมพุสวายัมภุวะ” ได้มีการร่วมสังวาสกับนางอัปสราที่มีชื่อว่า “เมรา”
นั่นคือจุดเชื่อมต่อของคตินิยมจากนางอัปสราในรูปสลักมาสู่ หรือถ่ายทอดลงมาเป็น “ความเป็นมนุษย์” โดยเกิดขึ้นในวงศ์ชนชั้นสูง
นางอัปสราได้มีการกล่าวถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏใน อนิรุทธคำฉันท์ เรียกนางสนมว่า “เทพอัปสร” และมีรายละเอียดปรากฏมากขึ้นในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง อีกด้วย นั่นแสดงว่า กรุงศรีฯ ได้รับเอาอิทธิพลเรื่องนี้มาจากเขมรสู่ระบอบกษัตริย์อย่างชัดเจนมากขึ้น...(?)

นอกจากนี้มีผู้สังเกตได้จำแนกลักษณะของนางอัปสราตามสมัยต่างๆ ของศิลปะเขมร

ส่วนเรื่อง นางอัปสราที่ปราสาทหินบ้านพลวงนั้น ผมยังไม่เห็นด้วยที่ว่า แกะสลักผิดสัดส่วน(โตขึ้นหนูจะเป็น เนียงอัปสรา )นั้น เหตุของการยกเลิกแกะสลักน่าจะมีเหตุอย่างอื่นมากกว่า “ความพยายามหรือความเชี่ยวชาญ”ในเรื่องแรงงานฝีมือครับ (ซึ่งพอจะทราบกัน หากได้ศึกษาเรื่องการสร้างปราสาทหินมาบ้าง)
......................
ถูกผิดขออภัยด้วยครับ หวังว่าจะได้มีโอกาสแบ่งปันความคิดเห็นในครั้งต่อไป
(ปล.ได้ตรวจสอบความถูกต้องของตัวหนังสือ)

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
คนขายปุ๋ย วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kpm

ได้ความรู้เยอะครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สิริปตี วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 09.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

สงสารนางอัปสราบ้านป่าตามที่อาจารย์ว่าจริงๆ ค่ะ
เมื่อไหร่จะตามชมนางอัปสราได้ครบทุกปราสาท หว่า

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
มัชฌิมาปกร วันที่ : 27/11/2011 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kintaro
kintaro2- ภาพ kintaro3- กลอน >คมความคิด ชีวิตมีสุข หนังสือเล่มแรกของผม


เรื่องของอาจารย์ ย้าว ยาว อ่านได้ สามสี่บรรทัดเองครับ
อิๆๆ แต่เป็นเรื่องราวที่ดี น่าสนใจนะครับ
ขอบคุณมากครับ

http://www.oknation.net/blog/KINTARO2/2011/11/27/entry-1

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Ch.Minivet วันที่ : 26/11/2011 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

โอ๊ะ! อัปสราภาพสุดท้าย ..

.. ... ..

พยายามมองหา ภาพนางอัปสรา ในจินตนาการของแป๋ม .. ไม่มีหน้าเรียวๆเลยเหรอคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
su วันที่ : 26/11/2011 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

สวยงามมาก

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
feng_shui วันที่ : 26/11/2011 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

อัปสรา ภาพสุดท้าย งามมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 26/11/2011 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เมื่อไรจะ"รวมเล่ม"ครับอาจารย์ ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ยามเสาร์ วันที่ : 26/11/2011 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ชอบรูปสุดท้ายครับ
เทพธิดาน้อยในยุคปัจจุบัน
ขอขอบคุณความรู้ที่มามอบให้กันครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤศจิกายน 2011 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]