• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2216558
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม 2554
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 58128 , 15:23:24 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน bankam , มะอึก และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

วรณัย พงศาชลากร 11 ธันวาคม 2011

27 Pages (A4) : 122 Images

.

.

แรกเริ่มของ “ภูมิปัญญา” ก่อนจะมาเป็นเครื่องเคลือบดินเผา

.

        เรื่องราวของเครื่องปั้น – เครื่องเคลือบดินเผา (Earthenware –Ceramics Glazes) ตามรูปแบบวัฒนธรรมเขมร – ราชวงศ์มหิธรปุระ ที่พบหนาแน่นตามแนวเส้นทางราชมรรคา (Royal Road) ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ และยังพบกระจายตัวเป็นหย่อมเล็กหย่อมใหญ่ไปทั่วเขตภูมิภาคอีสานใต้หรือที่อาจเรียกว่า เขต “เขมรสูง (ขแมร์ลือ)” หลายท่านที่เป็นนักสะสมหรือผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของ “วัตถุโบราณ” (Antique) จากอดีต ก็คงจะผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้ว…ใช่ไหมครับ

.

          แต่เรื่องราว “นอกกรอบ” แสนยาวและน่าเบื่อของผมในวันนี้  อาจจะมี “อะไร” ที่ “อาจจะ”มากกว่าที่ท่านเคยเห็น เพราะในบทความนี้ ผมจะตามหา สำรวจและซอกแซก ทั้งเรื่องราวของ "ตัวภาชนะ" (Stoneware) เครื่องมือเครื่องใช้ (Equipments – Tools) ที่สรรค์สร้างขึ้นจากเครื่องปั้น-เครื่องเคลือบดินเผา และเรื่องราวของ “แหล่งเตาเผา” (Ancient Kiln Sites) ในวัฒนธรรม(ร่วม)แบบเขมรทั้งหมดที่พบทั้งในเขตประเทศไทยและกัมพูชาจากอดีตมาอัปเดทถึงในปัจจุบัน จากเรื่องราวที่กำลังจะเลือนหายไปตามกาลเวลาและความ (ไม่) “น่าสนใจ” ให้กลับมาสู่โลกในวันนี้พร้อม ๆ กันกับท่านครับ

.

         เช่นเดิมครับ เรื่องราวที่ผมนำเสนอ จะเป็นเรื่องราวที่ “ไม่น่าเชื่อ” เป็นแค่เพียง “มุมมอง” ของคน ๆ หนึ่งที่ผ่านและสัมผัสกับเรื่อวงราวด้วยตนเอง จึงอยากให้ผู้อ่านได้มี ”ทางเลือกที่แตกต่าง” ไปจากข้อมูลทางวิชาการประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรืองานเขียนอธิบายการท่องเที่ยวโดยทั่วไป

.

         ก่อนจะมาเริ่มเรื่อง ก็คงต้องขอวกไปทำความเข้าใจถึงที่มาของแต่ละ “คำ”แต่ละ ”ชื่อ” แต่ละ “ศัพท์” ที่น่าปวดหัว เรียกกันง่าย ๆ ว่า ผมคงจะต้องขอเขียน “นิยาม” ของคำที่จะใช้เขียนประกอบด้วยวงเล็บเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ในโลกแห่งความจริง(เชิงวิชาการ) เพื่อจะได้อ่านได้ยาก...มากขึ้นกว่าเดิมครับ....

.

        ถอดใจแล้วละสิ...หุหุ

.

         เรื่องราวของ “เครื่องปั้น เครื่องเคลือบดินเผา”(Stoneware) คงต้องเริ่มต้นมาจากเรื่องพื้น ๆ ที่เรา ๆ ท่าน ๆ คงจะพอเข้าใจ – เข้าถึงกันได้ในระดับหนึ่ง นั่นคือก่อนจะมาเป็นเครื่องเคลือบที่สวยงามในเรื่องต่อไปนี้ ในครั้งเริ่มแรกก็คงเริ่มต้นมาจาก “ดินและภาชนะดินเผา” ที่เรียกว่า “Clay and Pottery”

.

          ว่ากันว่า ในยุคประมาณ 7,000 – 8,000 ปีที่แล้ว มนุษย์โบราณที่เริ่มสร้างสังคมและเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก ได้เริ่มสังเกตเห็นว่า “ดิน (Clay) ที่อยู่ใต้กองไฟ ต้องเป็นกองไฟที่จุดติดต่อกันมายาวนานในจุดเดียวกันนะครับ ร้อนไปนาน ๆ ก็ดันมีความแข็ง ละลายน้ำยากกว่าดินโดยรอบซะอย่างงั้น มนุษย์ในยุคนั้นก็ยังคงคาใจ แต่ก็คงลืม หลังจากนั้นมาอีกเกือบหนึ่งพันปี พวกเขาจึงเริ่มต้นที่จะนำดินมาขึ้นรูปเพื่อนำมาเผาไฟอย่างง่าย ๆ ในที่เปิดโล่ง เรียกว่า “ดินเผา” (Baked clay)

.

         เมื่อมนุษย์เริ่มสะสมความเข้าใจ จดจำและเรียนรู้กับการใช้ดินเผาอย่างชำนาญ จึงเกิดการสร้างภาชนะที่เรียกว่า “เครื่องปั้นดินเผา” (Earthenware) อย่างง่าย ๆ (บางคนก็ทำซะยาก) โดยหากสร้างเป็นรูปภาชนะดินเผา ก็จะเรียกกันว่า “การปั้นหม้อ” (Pottery)

.

         การสร้าง Earthenware หรือ Pottery ในยุคแรก ๆ ของอารยธรรมมนุษย์ในเมโสโปเตเมีย จะใช้ไฟโหมความร้อนในที่โล่งแจ้ง เรียกกันง่าย ๆ ว่า “การสุมไฟ” ในอุณหภูมิพอเหมาะ ตั้งแต่ประมาณ 500 – 900 องศา (C) (จุดเดือดของน้ำ 100 องศา(C))

.

         เมื่อมีการพัฒนารูปแบบ ปรับเปลี่ยนและคัดเลือกเนื้อดินที่มีความละเอียด มีสสาร (ซิลิกา) ที่เป็นตัวประสานเนื้อดินที่มีคุณภาพ ในแหล่งดินต่าง ๆ ที่ต้องเสาะแสวงหา (ไม่ใช่ว่าดินตรงไหนก็ใช้ได้นะครับ) ผสานกับศิลปะ แรงบันดาลใจ ความคิด ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ เครื่องปั้นดินเผาจึงมีการพัฒนาให้มีความแข็ง (Hardness) และสามารถตกแต่งให้มีความละเอียดอ่อนไปพร้อม ๆ กัน  อุณหภูมิความร้อนของการเผา จึงเพิ่มขึ้นมา 800 – 1100 องศา (C) ประมาณว่าถึงเนื้อดินจะบางเฉียบแต่ก็แตกยาก เบาและงามเงา ทันสมัย(แบบโบราณ)  

.

          และเมื่อมนุษย์ในหลายวัฒนธรรม เริ่มเรียนรู้การควบคุม “ความร้อน- อุณหภูมิ”(Temperature) จึงมีความต้องการพื้นที่แคบ ๆ ที่สามารถควบคุมความร้อน(ให้สูงขึ้น)ได้ จึงเกิดการสร้าง “เตาเผา” (Kiln) แบบง่าย ๆ ขึ้น เตาเผาที่มีความหลากหลายจึงปรากฏขึ้นในหลายภูมิภาค ทั้งในเขตเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เมโสโปเตเมียและในอารยธรรมของลุ่มน้ำฮวงโห ตั้งแต่ช่วงประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว

.

          รูปแบบของเตาเผาในหลายภูมิภาคจะมีความคล้ายคลึงกัน คือ มีช่องสำหรับสุมไฟ  บางทีก็พื้นขุดลงไปในดินไม่ลึกนัก ก่อผนังคลุมด้วยฟางผสมดินหรือบางแห่งก็ขุดลงไปใต้ดินลึกเป็นทาง ที่ปลายมีปล่องสำหรับไล่ความร้อนและควันออกไป รูปแบบที่นิยมในช่วงแรกของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโฮงโห คือเตาที่วางบนพื้นราบ (Downdraft kiln) ก่อโดมด้วยดินเหนียวเป็นรูป “มันโถ” (Mantou) หรือ “ซาลาเปานึ่ง”(Steamed bun) กับเตาในรูปแบบ “มังกร” (Dragon Kiln) หรือเตา “เนินเขา” (Hill Kiln) ที่มีลักษณะโดมอุโมงค์ยาว ใช้วิธีการไล่อากาศร้อนของไฟจากที่ต่ำไปที่สูง (Crossdraft) ปลายเตา ช่องโดมวางตัวทับลงไปบนพื้นที่มีความลาดเอียง (Slope)

.

.

รูปแแบเตาโบราณในวัฒนธรรมลุ่มน้ำฮวงโห รูปทรงซาลาเปานึ่ง

.

         จนเมื่อมนุษย์สามารถควบคุมความร้อนในเตาให้สูงขึ้น สอดรับกับการเลือกใช้ดินที่มีเนื้อละเอียด เมื่อผ่านความร้อนสูงจะมีสีสันสวยงาม จาก “เครื่องปั้นดินเผา (Earthenware จึงได้พัฒนาขึ้นกลายมาเป็น “เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง (High-Temperature Earthenware) นำมาสู่การเกิดของ “เซรามิค” (High-Temperature ceramics) ที่ต้องใช้ความร้อนแบบเสถียรที่อุณหภูมิประมาณ 1,100 – 1,300 องศา (C)

.

         จากเครื่องเซรามิค ที่ต้องใช้ความร้อนสูงและเทคโนโลยีทางเคมีที่มีความซับซ้อนขึ้น ได้ก่อให้เกิดผลพ่วงสำคัญ คือการแยกซิลิกาเป็น “ซิลิเกต”  (Silicate) (สสารนี้ นำมาจากทรายและแหล่งดินที่มีความสะอาดทั่วไปครับ)ผสมกับสารประกอบที่เป็นตัวช่วยหลอมละลายเรียกว่า “ฟลักซ์” (Flux)  โดยใช้ “ออกไซค์”(Oxide) ของโลหะเป็นตัวสร้างสีสัน เช่น  นิกเกิลออกไซด์ มักเนเซียมออกไซค์ แบเรียมออคไซค์

.

         กระบวนการทางเคมีโบราณได้สร้าง “น้ำเคลือบ” (Crystal glaze) ขึ้นจากการลองผิดลองถูกในเทคโนโลยีการหลอมโลหะ (ทองแดง เหล็ก) และการผลิตแก้วหลอม นำมาใช้ตกแต่ง “ภาชนะเนื้อแกร่ง” (Stoneware – เนื้อดินละเอียดระดับหนึ่ง สียังไม่สวยนัก ) และ “เซรามิค” (Higher-Temperature ceramics – เนื้อดินละเอียด สีสวย) ให้มีความสวยงามเรียกกันว่า “เครื่องเคลือบ” (Glazed ware - Ceramic Wares ) 

.

         การเรียกชื่อเครื่องเคลือบดินเผาในวัฒนธรรมเขมร ที่พบในเขตอีสานใต้และประเทศกัมพูชา มีชื่อเรียกหลายชื่อครับ แต่ชื่อที่นิยมพูดถึงในการศึกษาของสำนึกฝรั่งเศสปลายบุรพทิศ (EFEO)และทั่วโลก มักจะเรียกว่า “เครื่องเคลือบเขมร” (Khmer ceramics - Glaze Stoneware) หรือ “อังกอร์เลี่ยนเซรามิค” (Angkorian ceramics)

.

         ส่วนในประเทศไทย งานศึกษาของเรามักจะเรียกเครื่องเคลือบแบบเขมร (ประมาณว่าชาตินิยมนิด ๆ ) ว่า “เครื่องเคลือบบุรีรัมย์ (Burirum Ceramics)” (เพราะพบแหล่งเตาเผาขนาดเล็กใหญ่เฉพาะในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ก็ปาไปมากกว่า 200 เตา) เฉพาะเจาะจงหน่อย ก็จะเรียกว่า “แหล่งเตาบ้านกรวด” (Ban kruat Kiln Sites) ก็เพราะที่อำเภอบ้านกรวด เพียงอำเภอเดียว มีการค้นพบกลุ่มเตาเผาเครื่องเคลือบเขมรขนาดใหญ่น้อย เกินกว่า 100 แห่ง   

.

         เมื่อเข้าใจที่มาของ “เครื่องเคลือบ” กันแล้ว ผมก็ขออนุญาตใช้คำว่า “เครื่องเคลือบเขมร” (Khmer Glaze Stoneware) ที่พบใน “แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบเขมร” (Khmer ceramics kiln sites) และพบใน  ชุมชนโบราณในวัฒนธรรมเขมร (Ancient  Khmer Communities) รวมถึงคำว่า “อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบแบบเขมร” (Khmer Ceramic Industry) ตามแบบอย่างงานเขียนวิชาการในต่างประเทศนะครับ (แต่รักชาตินะ..จุ๊บ จุ๊บ)

.

         เครื่องเคลือบเขมรและเตาเผาโบราณ (Khmer Glaze Ceramics and Kilns) ในพื้นที่อีสานใต้และกัมพูชา น่าจะเกิดขึ้นช่วงระยะแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 โดยได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรม – เทคโนโลยี (ภูมิปัญญา) จากกลุ่มชนทางตอนใต้ของจีน (Chinese Influences) เริ่มต้นเดินทางตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 8 ผ่านทางแนวชายฝั่งทะเล (Coastal Zone) ของทะเลจีนใต้ ผ่านกลุ่มวัฒนธรรมจาม – จามปา (Champa) เข้าสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในวัฒนธรรมเขมร-กัมพุชเทศและกระจายตัวขึ้นสูงเขตเขมรสูง (อีสานใต้) ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 15 (อิทธิพล...นี่เดินทางนานจัง) 

.

.

         การเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบจากดินแดนทางตอนใต้ของจีน ไม่ใช่เป็นการรับอิทธิพลมาทั้งหมดในทันทีทันใดนะครับ แต่เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม – เทคโนโลยีที่ค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ (ประมาณ 600 – 700 ปี) จากเดิมที่ชุมชนโบราณปากแม่น้ำโขงในวัฒนธรรมฟูนัน (Funan – ปรากฏในบันทึกภาษาจีน เป็นชื่อเรียกชุมชน - วัฒนธรรมที่ตั้งถิ่นอยู่อยู่ในเขตดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และกระจายลึกเข้าไปในภูมิภาคตามเส้นทางแม่น้ำ) และชุมชนโบราณที่อยู่ลึกเข้าไปในทวีปอย่างเจินละ (Jenla - ปรากฏในบันทึกภาษาจีน เป็นชื่อเรียกชุมชน – วัฒนธรรม กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณอีสานใต้ เหนือโตนเลสาปไปจรดตอนใต้ของลาว) และ ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่วัฒนธรรมอินเดียแบบทวารวดี (Pre – Dvaravati) ก็มีพัฒนาการในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้กระบวนการเผาผ่าน “เตา” (Kiln) ขนาดเล็ก ผลิตเพียงเพื่อใช้ในชุมชน – ในภูมิภาคใกล้เคียง (ที่อาจได้รับถ่ายทอดมาพร้อม ๆ กับวัฒนธรรม – เทคโนโลยีจากอินเดีย) เป็นของตนเองมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว

.

         เมื่อปรากฏภาชนะรูปแบบใหม่ที่มีสีสันสวยงาม ประกอบกับปัจจัยเกื้อหนุน เช่นการติดต่อระหว่างภูมิภาค ความพร้อมในองค์ความรู้ – ภูมิปัญญา – เทคโนโลยี การสร้างดินให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ในหลายชุมชนจึงเริ่มมีการเลียนแบบกระบวนการผลิตเครื่องเคลือบแบบจีน (ที่ต้องใช้เตาเผาที่มีแบบแผนและรูปแบบแตกต่างไปจากเตาในรุ่นเดิมที่ใช้อยู่)  หลายกลุ่มชุมชนจึงประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องเซรามิคและเครื่องเคลือบ ตามแบบที่ได้รับการแนะนำ ถ่ายทอดความรู้ในการรังสรรค์มาจากพ่อค้าชาวจีน หรืออาจเป็นตัวพ่อค้าชาวจีนเอง ที่ได้เดินทางลงมาสร้าง “โรงงาน” การผลิตเครื่องเคลือบในเขตภูมิภาคอย่างเขตเขาพนมกุเลน หรือ กลุ่มเตาบางกอง กลุ่มเตาตานี ไปพร้อม ๆ กันกับการแข่งขันทางการค้าทางทะเลในหมู่พ่อค้าวาณิชชาวจีนด้วยกัน 

.

         เมื่อมีการสะสมความชำนาญ ช่างในท้องถิ่นของอาณาจักรโบราณเริ่มแรกอย่างเจินละ กัมพุชเทศ ก็ได้เริ่มขยายแหล่งการผลิต สร้างเตาเผาผลิตเครื่องเคลือบขึ้นเป็นระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Industry) เพื่อเป็นสินค้าที่มีราคามีต้นทุนต่ำกว่า ความสวยงามต่ำกว่า เลียนแบบเครื่องเคลือบดั้งเดิมเนื้อขาวสวย น้ำเคลือบบางใส ที่ผลิตมาจากแหล่งเตาในภูมิภาคของจีนตอนใต้

.

          พัฒนาการของเครื่องปั้นดินเผาเดิมในภูมิภาคอีสานใต้และกัมพูชา จากที่เป็น “เครื่องปั้นดินเผาอุณหภูมิต่ำ (Earthenware  ในวัฒนธรรมแบบก่อนประวัติศาสตร์และช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์อย่าง “ทวารวดี” (Dvaravati) เจินละ (Jenla) หรือ ฟูนัน (Funan) จึงพัฒนากลายมาเป็น “เครื่องปั้นดินเผาอุณหภูมิสูง Stoneware – Ceramics” และเครื่องเคลือบดินเผา (Glazed Ceramics)

.

         แต่ก็ไม่ใช่ว่าในยุคที่มีการผลิตเครื่องเคลือบ ก็จะมีแต่การผลิตเครื่องเคลือบหรือเซรามิคแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ ในแหล่งเตาเผาเดียวกันก็ยังมีการเผาเครื่องปั้นดินเผาแค่เนื้อแกร่งแบบไม่ต้องใช้ไฟระดับเซรามิค  หรือ เซรามิคไม่ใช้น้ำเคลือบ รวมทั้งยังมีการเผาเครื่องปั้นดินเผา(Earthenware) แบบธรรมดา (อุณหภูมิต่ำกว่า) ควบคู่กันไปในเตาเดียวกันด้วยครับ

           ถึงแม้งานผลิตในระดับอุตสาหกรรของผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบแบบอังกอร์เลี่ยนหรือเขมร จะมีคุณภาพ ความสวยงาม รูปแบบ สีสันและราคาที่ต่ำมาตรฐานกว่าเครื่องเคลือบที่ผลิตจากเตาทางตอนใต้ของจีน แต่ก็ได้กลายเป็นสินค้าสำคัญ “ทางเลือก”ใหม่ที่มีราคาต่ำ ระยะทางขนส่งสั้น แบ่งส่วน “ตลาด” (Market Share) ความต้องการ (ของสวยแต่ไม่แพง)ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจรดหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ คาบสมุทรอินโดจีน – มาลายู ออกไปจนถึงศรีลังกาและอินเดีย แทนที่สินค้าเครื่องเคลือบคุณภาพสูงได้ในระดับหนึ่ง

.

.

ภาพสลักนูนต่ำระเบียงด้านนอกของปราสาทบายน

แสดงให้เห็นวิถีชีวิตและขั้นตอนการทำภาชนะดินเผาในยุคโบราณ

.

         ในขณะที่ผู้คนในภูมิภาครอบโตนเลสาปของกัมพุชเทศก็ได้รับอานิสงส์ จนสามารถพัฒนางานผลิตเครื่องเคลือบจากปลายพุทธศตวรรษที่ 14  กลายมาเป็นภาชนะเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผาอุณหภูมิสูง ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ตามวีถีชีวิต(Life style) วัฒนธรรมความเชื่อ ศิลปะและอรรถประโยชน์ในการใช้งานเป็นแบบแผนของตนเองอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งยังกระจายตัว แพร่หลายไปตามชุมชนลึกเข้าไปในภูมิภาค (อีสานใต้ – เขมรสูง) ตามเส้นทางโบราณ ในช่วงศตวรรษต่อมา

.

.

.

เครื่องเคลือบอังกอร์เลี่ยน รุ่งอรุณแห่งการเรียนรู้

.

          การศึกษาเรื่องราวของเครื่องเคลือบเขมรและแหล่งเตาเผาโบราณ เริ่มต้นอย่างชัดเจนในช่วงแรกโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française d'Extrême-Orient หรือ EFEO) ที่มีนายเอเตรียน แอมโมนิเย่ร์ (Etienne Aymonier 1901) เริ่มสำรวจและค้นหาแหล่งเตาโบราณในเขตประเทศกัมพูชาและอีสานใต้  ต่อมาจึงมีการศึกษาแหล่งเตาเผา (Kilns)  โดยนายโกรส์ลิเยร์ เบอร์นารด์ ฟิลิปป์ (Groslier Bernard Philippe 1950) ในเขตแหล่งเตาเผาบนเขาพนมกุเลน (Phnom Kulen) กลุ่มเตาทะนอล มะเลจ (Thnal Mrech) และกลุ่มเตาโดยรอบอย่าง กลุ่มเตาตานี (Tani) , กลุ่มเตาซาเส (SarSey), กลุ่มเตาทักเลียค (Teuk Leck), กลุ่มเตาคนันโพ (Khnar Por), กลุ่มเตาบางกอง (Bang Kong) และทางตอนเหนือของพนมกุเลนที่กลุ่มเตาคัมโทธ (Kamtout) (ชื่อภาษาไทยของกลุ่มเตาในประเทศกัมพูชาอาจยังไม่ถูกต้องนักครับ)

.

         ส่วนการศึกษาเครื่องเคลือบและแหล่งเตาเผาโบราณในประเทศไทย เริ่มต้นในช่วงแรก โดย Graham W.A.ในปี 1922 ที่แหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ งานศึกษาของ Roxanna M. Brown ที่แหล่งเตาบ้านปราสาทจังหวัดสุรินทร์และแหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ตีพิมพ์ในปี 1981

.

         ตลอดช่วง 50 ปีที่มีการค้นพบแหล่งเตา (Kiln Sites) ในเขตอีสานใต้ จึงมีงานศึกษาและการจัดพิมพ์สืบต่อเนื่องกันมาโดยตลอด จะมีที่ไหนบ้างนั้น ผมจะกล่าวในช่วงต่อไปครับ

.

             ในอีกมุมหนึ่งที่ “คู่ขนาน” ไปพร้อม ๆ กับการสำรวจ ค้นพบเก็บข้อมูลและศึกษาในเชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ นั่นคือ “กระบวนการค้า – สะสมวัตถุโบราณ” ที่มีมายาวนาน ก่อนจะมีการศึกษาเชิงวิชาการเสียอีก

.

         ด้วยเพราะมีความต้องการวัตถุโบราณประเภทเครื่องเคลือบแบบเขมรในรูปทรง รูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มีความ “สมบูรณ์” (Perfects) ไม่แตกหัก จากนักสะสมชาวต่างประเทศและเศรษฐีเมืองไทย จึงเกิดขบวนการขุดหา (ทำลายแบบตั้งใจ) เครื่องเคลือบดินเผาตามแหล่งเตาเผาทั่วไปทั้งในเขตประเทศไทยและกัมพูชา มายาวนานกว่า 90 ปี

.

          นอกเหนือจากการขุดหาเครื่องเคลือบที่มีความสมบูรณ์ (หรือแตกหักแต่สามารถต่อติดกันได้เต็มใบ) ในเขตแหล่งเตาเผาแล้ว กลุ่มนักขุดหาวัตถุโบราณยังขยายตัวไปเสาะหาเครื่องเคลือบโบราณตามแหล่งเนินชุมชนโบราณรกร้าง ที่อยู่ใกล้เคียงกับแหล่งเตาเผา แหล่งถลุงโลหะ หรือศาสนสถานโบราณ

.

         ซึ่งเหล่านักขุดก็ได้เล่าให้ผมฟังว่า เครื่องเคลือบเขมรจากแหล่งที่ตั้งชุมชนโบราณ จะมีความสมบูรณ์มากกว่าที่ขุดพบในแหล่งเตาเผา  เพราะเป็นเครื่องภาชนะที่ตั้งใจจะฝังของมีค่าหรือบางสิ่งบางอย่างที่รัก ที่หวงแหนเอาลงไว้อยู่ใต้ดิน (ใต้บ้าน หรือที่เพาะปลูก) มากกว่าจะเป็นเครื่องเคลือบที่คงติดค้างเหลืออยู่ภายในเตาเผาที่หยุดการผลิตไปแล้ว

.

         ประมาณกันว่า แหล่งเตาเครื่องเคลือบดินเผาในเขตอีสานใต้ อาจมีมากกว่า 320 เตา ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่จะมีเตาเผาประมาณกว่า 200 แห่ง ที่ถูกขุดทำลายเพื่อการค้นหาวัตถุโบราณ

.

         และเกินกว่า 80 % ของชุมชนโบราณในวัฒนธรรมเขมรทั่วเขตอีสานใต้ ก็ถูกขุดหาวัตถุโบราณประเภทเครื่องเคลือบไปทั้งหมดแล้วครับ !!! (อาจเหลืออยู่อีกมาก แต่...ฝังไว้ตรงไหนล่ะ?)

.

.

.

.

เครื่องเคลือบเขมร รูปทรงและสีสันแห่งยุคสมัย

.

          การศึกษาเครื่องเคลือบเขมร โดย เบอร์นาร์ด ฟิลิป โกรลิเย่ร์  (M.Bernard Philippe Groslier) นักโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (EFEO) ในปี 1950 ได้แบ่งแยกและกำหนดอายุของเครื่องเคลือบเขมรออกเป็น 6 ยุคครับ

.

           ยุคแรกของเครื่องเคลือบในเขมร เรียกว่า เครื่องเคลือบแบบกุเลน (Kulen Style) เครื่องเคลือบในยุคนี้ เป็นเครื่องเคลือบในยุคเริ่มแรกที่ได้รับอิทธิพลมาจากช่างเผาชาวจีน จะพบมากบริเวณแหล่งเตา บนเขาพนมกุเลน และบริเวณโดยรอบเขา  ลักษณะเด่นจะเป็นเครื่องที่มีสีขาว ออกเขียวอ่อน ออกเหลือง น้ำเคลือบยังไม่ใส แตกลายงา เนื้อภาชนะสีขาวนวล ส่วนใหญ่จะเป็น ถ้วยชาม กระปุก ตลับเล็ก ขวด ขวดน้ำหอม อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14  ในเขตอีสานใต้จะพบมากที่บริเวณแหล่งเตาบ้านบาระแนะ บ้านโคกลิ้นฟ้า อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ฝาเครื่องเคลือบแบบพนมกุเลน จากเตาทะนอล มะเลจ (Thnal  Mrech)

.

               ยุคที่สอง เรียกว่า เครื่องเคลือบแบบ "ลี เดอ แวง" (Lie De Vin Style) ในยุคนี้ เครื่องเคลือบดินเผานิยมเผาเป็นเซรามิคเนื้อแกร่งแต่ไม่เคลือบน้ำเคลือบสี เนื้อดินภาชนะจะออกม่วงแดงตามเนื้อดินใกล้แหล่งผลิต ลักษณะของรูปแบบ รูปทรงปรับเปลี่ยน มามีเอกลักษณ์แบบแผนในวัฒนธรรมเขมรอย่างสมบูรณ์ เนื้อภาชนะบาง น้ำเคลือบบาง อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 พบในบริเวณกลุ่มเตาทะนอล มะเลจ (Thnal Mrech) บนเขาพนมกุเลน กลุ่มเตาบางกอง กลุ่มเตาเจียงเอก และกลุ่มเตาสมโบร์ไพรกุก ในเขตอีสานใต้ของประเทศไทยจะพบที่กลุ่มเตาโคกกลอย – โนนสว่าง อำเภอบ้านกรวด – ประโคนชัย

.

                ยุคที่สาม เรียกว่า เครื่องเคลือบแบบ “บาปวน” (Baphoun Style) เป็นภาชนะเคลือบสีเดียวและ 2 สี ส่วนกลางของภาชนะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนบน (ปาก – คอภาชนะ) ทำเป็นสีอ่อน เช่นสีเขียวอ่อนออกขาว เขียวมะกอก เหลืองนวล อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 เป็นเครื่องเคลือบที่พบเป็นจำนวนมาก ตามแหล่งเตาเผาทั่วไป และกระจายตัวไปตามชุมชนใกล้แนวเส้นทางราชมรรคา ตั้งแต่อำเภอประโคนชัย อำเภอบ้านกรวดไปยังแหล่งเตาในเขตจังหวัดอุดงเมียนเจย จังหวัดเสียมเรียบในประเทศกัมพูชา ส่วนใหญ่จะผลิตเป็นภาชนะประเภทคนโท แจกัน ไหช้าง เคลือบสีน้ำตาลดำ ขนาดใหญ่  เนื้อหนาครับ

.

.

ภาชนะเครื่องเคลือบรูปทรงไหเท้าช้าง เคลือบ 2 สี แบบบาปวน

.

         ยุคที่สี่ เรียกว่าเครื่องเคลือบแบบ “พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 “ หรือแบบ “ราชวงศ์มหิธรปุระ (Mahidharapura Dynasty)”   ลักษณะรูปแบบ ทรวดทรงของเครื่องเคลือบและสีสันจะเหมือนกับแบบบาปวน แต่ลงสีน้ำเคลือบเข้มหนามากขึ้น มีรอยแตกเป็นริ้วเล็ก ๆ (แตกลายงา) ตามผิวภาชนะ มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ผลิตเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อส่งออกหรือจำหน่ายไปตามบ้านเรือน ชุมชนต่างภูมิภาค จึงผลิตเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนมากขึ้น เช่น ถ้วย ชาม ครก ไห ขวด รวมทั้งภาชนะเก็บของเหลวแบบต่าง ๆ  มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ในประเทศกัมพูชา จะพบแหล่งเตากระจายตัวไปทั่ว โดยเฉพาะตามแนวถนนราชมรรคาทั้ง 5 สายที่ออกไปจากเมืองพระนครหลวง ส่วนในเขตอีสานใต้พบมากแถบกลุ่มเตาสวาย กลุ่มเตาละหอกตะแบง กลุ่มเตาบ้านถนนน้อย ของอำเภอบ้านกรวด

.

         ในช่วงเวลานี้ อาจถือได้ว่าเป็นช่วงยุคทอง (Golden Age) ของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเลยก็ว่าได้ครับ ด้วยเพราะการเชื่อมโยงของบ้านเมืองในเขตเขมรต่ำเมืองพระนครหลวงศรียโศธรปุระเข้ากับกลุ่มบ้านเมืองในเขตเขมรสูงของอีสานใต้ด้วยเส้นทางราชมรรคาในยุคของราชวงศ์มหิธรปุระ ชุมชนโบราณจะตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวอย่างหนาแน่นตามแนวถนนโบราณ เป็นโครงข่ายที่มีการติดต่อระหว่างกัน ทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค แต่ละชุมชนจะมีอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา และมีอุตสาหกรรมการถลุงแร่เหล็กเกิดขึ้นกันอย่างกว้างขวางกว่ายุคก่อนหน้า

.

         ภาชนะเครื่องเคลือบในยุคนี้ จะมีกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อน เริ่มต้นจากการนำดินละเอียดมานวด ปั้นขึ้นรูป ตากแห้ง เผาดิน นำไปลงน้ำเคลือบเป็นขั้นตอนสุดท้าย แล้วจึงนำกลับมาเผาในเตาเผาที่มีการพัฒนารูปแบบเป็นเตาขนาดใหญ่เพื่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

.

          ยุคที่ห้าเรียกว่า เครื่องเคลือบแบบนครวัด (Angkor Wat Style) เครื่องเคลือบยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลออกสีทอง หรือสีขาวนวลออกเหลืองทอง ภาชนะเนื้อบาง มีรูปทรงต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ เครื่องสูง จุดเด่นของเครื่องเคลือบในยุคนี้ คือไม่มีการเขียนสีใต้น้ำเคลือบ แต่จะเขียนลายโดยการขูดผิวแล้วทำให้น้ำเคลือบไหลยืดลงไปรวมกันจนหนา ดูเป็นลวดลายขึ้นมา ภาชนะยังมีเนื้อหนา ดินขาวออกนวล ไม่ขาวมากอย่างเครื่องเคลือบจีน สีเคลือบโดยทั่วไปจะมีสีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลอ่อน เขียว (เซราดอน)และขาวอมเหลือง อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ในกัมพูชาพบตามเตาโดยทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเตาใกล้เมืองพระนครอย่างกลุ่มเตาซาเส กลุ่มเตาคนันโพ กลุ่มเตาทัพเจย ส่วนในประเทศไทย จะพบตามแหล่งเตาในอำเภอบ้านกรวด อำเภอประโคนชัย อำเภอลำปลายมาศ อำเภอนางรอง อำเภอเมือง อำเภอลำปลายมาศ อำเภอละหานทราย และอำเภอกระสัง รวมไปถึงกลุ่มเตาในเขตเมืองพิมาย อำเภอโนนสูง ในจังหวัดนครราชสีมา

.

         เครื่องเคลือบดินเผาจากแหล่งชุมชนตามแนวถนนโบราณในยุคพุทธศตวรรษที่ 17 นี้ ได้พัฒนาขึ้นเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออกขนาดใหญ่ จากหลักฐานเตาเผาขนาดใหญ่เล็กที่ค้นพบมากกว่า 300 แห่ง กระจายตัวทั่วภูมิภาคอีสานใต้ในฝั่งประเทศไทย และมากกว่า 300 แห่งในฝั่งประเทศกัมพูชา ที่หนาแน่นบริเวณเฉพาะแนวเส้นทางราชมรรคา นับจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาพนมรุ้งลงมา ผ่านช่องเขาตาเมือน บานาแระ เข้าสู่เมืองพระนครหลวงศรียโสธรปุระ

.

          เครื่องเคลือบดินเผาที่ผลิตขึ้นในเขตนี้ถูกส่งออกไปขายนอกเขตอาณาจักรอย่างเป็นระบบ จึงสามารถพบหลักฐานเครื่องเคลือบดินเผาแบบบ้านกรวดในแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงหมู่เกาะทะเลใต้ ที่มีอายุตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 จนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 19

.

         ยุคสุดท้าย เรียกว่าเครื่องเคลือบแบบบายน (Bayon Style) เป็นเครื่องเคลือบที่มีเนื้อดินเผาหนา เนื้อสีเข้ม เคลือบภาชนะด้วยน้ำเคลือบสีดำหรือน้ำตาลออกดำเป็นพื้น รูปทรงมักจะผลิตเป็นไหหรือคนโท แจกันใบใหญ่ เครื่องเคลือบแบบนี้จะมีอายุระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 17 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาในเขตจักรวรรดิบายน ภาชนะในยุคนี้พบทั่วไปในเขตประเทศกัมพูชาและในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา

.

             สำหรับรูปแบบ รูปทรงของ “เครื่องเคลือบแบบเขมร (Khmer – Angkorian Ceramics) จากการค้นพบ ขุดค้น ทั้งในรายงานการสำรวจและขุดค้นของกรมศิลปากร (Fine Art Department : Thailand) เอกสารขององค์การอัปสรา (Apsara Authority:Cambodia) ข้อมูลจากนักสะสมเอกชน (ที่หลายคนนำไปสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ ...หุหุ) และจากนักขุดของเก่าอย่างตั้งใจ (ขุดเพื่อนำมาขาย)และไม่ตั้งใจ (บ้านหรือไร่นาดันมาตั้งอยู่บนเนินชุมชนโบราณ ขุดและเก็บไว้ หรือขายเพราะโดนแค่นซื้อ) ในพื้นที่ต่าง ๆ จะมีรูปทรงและการใช้ประโยชน์ต่างประเภทกัน แบ่งเครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตจากเตาเครื่องเคลือบแบบเขมรออกได้เป็น 15 ประเภทครับ

.

             ประเภทเรียก เรียกว่าภาชนะทรง “ไหขนาดใหญ่” (Storage Jar) เป็นภาชนะที่มีลักษณะปากเล็ก คอสั้น ไหล่ภาชนะกว้างมน แล้วค่อย ๆ ไล่สอบลงมาที่ฐาน นิยมตกแต่งลวดลายเป็นลายขูดขีด เคลือบทับด้วยน้ำเคลือบสีน้ำตาล น้ำตาลดำ น้ำตาลเหลือง บางใบก็จะไม่มีน้ำเคลือบ ใช้ประโยชน์ในการบรรจุน้ำ หมักปราร้า เก็บน้ำปลา เก็บของแห้ง  ของเหลวอย่างเช่นน้ำหรือเหล้า หรือใส่ของมีค่าฝังดิน

.

.

.

.

              ประเภทที่สอง เรียกว่าภาชนะทรง “แจกันหรือไหเหล็ก”(Oval Jar) เป็นภาชนะที่มีลักษณะปากเล็กบาน คอยาวแคบโค้งเข้าด้านใน ตัวภาชนะป่องออกคล้ายรูปไข่ นิยมเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาลดำล้วน หรือเคลือบสองสี โดยเคลือบสีน้ำตาลดำเฉพาะส่วนตัวภาชนะและสีขาวนวลออกเขียวบริเวณคอและปากภาชนะ ใช้ประโยชน์ในการบรรจุน้ำ น้ำปลา เหล้า

.

.

.

 

         ประเภทที่สาม เรียกว่าภาชนะทรง “ไหทรงโกศหรือไหเท้าช้าง” (Urn Jar) มีลักษณะของตัวภาชนะรูปทรงกลมหรือรูปทรงไข่ มีความสูงไม่มาก เมื่อเทียบกับสองประเภทที่ผ่านมา คอภาชนะจะยาว ปากผายออกคล้ายแจกัน ฐานสูง มีเชิง ส่วนใหญ่จะเคลือบด้วยน้ำเคลือบสีน้ำตาลเข้ม บางใบก็ออกแบบให้มีฝาภาชนะทรงยอดแหลม

.

.

.

.

.

         ประเภทที่สี่ เรียกว่าภาชนะทรง “ขวด” (Bottle) เครื่องเคลือบแบบนี้มีหลายแบบครับ ทั้งทรงปกติรูปแบบขวดไม่มีลวดลาย  ขวดแบบทรงน้ำเต้า ขวดรูปทรงคนโท ขวดรูปทรงไข่ บางทีก็เป็นขาวที่มีคอยาวแคบ มีฝา มีการเคลือบน้ำเคลือบสี ทั้งสีขาวนวล น้ำตาล น้ำตาลดำ บางที่ก็จะเคลือบสองสีในใบเดียวกัน

.

.

.

        ประเภทที่ห้า เรียกว่าภาชนะทรง “ตลับ” (Cover Box) เป็นเครื่องเคลือบรูปทรงค่อนข้างกลม จนถึงเตี้ยแบน ปากกว้างพอ ๆ กับตัวภาชนะ มีฝาปิด ตัวตลับและฝาด้านนอกบางใบทำเป็นร่องในแนวตั้ง คล้ายจะทำให้เป็นเครื่องเคลือบรูปฟักทอง เนื้อดินเผาสีออกขาว เคลือบเฉพาะด้านนอก ด้วยน้ำเคลือบสีน้ำตาล สีขาวนวล สีขาวอมเขียว (เซลาดอน)

.

.

.

.

         ประเภทที่หก เรียกว่าภาชนะทรง “ชาม” (Bowl) ลักษณะเหมือนชามก๋วยเตี๋ยวในปัจจุบัน มีหลายขนาด นิยมเคลือบสีขาวนวลและสีขาวอมเขียว กลางหลุมชามจะมีร่องรอยของ “กี๋แท่ง” (Wed) ที่ใช้คั่นภาชนะไม่ให้ติดกันในขณะนำไปเผาในเตาเผาเป็นจำนวนมากพร้อมกัน

.

.

         ประเภทที่เจ็ด เรียกว่าภาชนะทรง “กระปุก” (Lenticular Pot) เป็นเครื่องเคลือบที่มีลักษณะกลม ป้อมเตี้ยหรือทรงกลมแป้น ขนาดไม่ใหญ่นัก ปากเล็ก มีทั้งรูปแบบปกติ และแบบที่มีรูปสัตว์ เช่น ช้าง นก กระต่าย ม้า แมว ประกอบ ภาชนะทรงนี้มักเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

          ประเภทที่แปด เรียกว่าภาชนะทรง “คนโท หรือ หม้อน้ำ”(Ewer) บางใบมีลักษณะคล้ายผลน้ำเต้า บางใบทำเป็นรูปบุคคล หรือรูปสัตว์ เช่น ช้าง นก  รูปทรงหลักจะมีคอยาว ปากบาน ฐานเล็ก ส่วนกลางลำตัวป่องออก นิยมเคลือบสีน้ำตาล หรือเคลือบสองสีในใบเดียวกัน

.

.

คนโทรูป "พระโพธิสัตว์สมันตสุข" (พระผู้มองรอบด้าน)

 อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 18 แหล่งเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ 

.

.

.

.

.

         ประเภทที่เก้า เรียกว่าภาชนะทรง “โถ”(Covered Jar) เป็นเครื่องเคลือบรูปทรงกระบอก ส่วนปากกว้างกว่าส่วนฐานเล็กน้อย มีฝาครอบ นิยมเคลือบสีขาวนวล ขาวอมเหลืองหรือขาวอมเขียวเป็นส่วนใหญ่

.

.

          ประเภทที่สิบ เรียกว่าภาชนะทรง “กุณฑีหรือหม้อน้ำที่มีช่องพวยสำหรับรินน้ำ” (Kendi Ewer with Spout) มีลักษณะผสมระหว่างหม้อ ไห คนโท และกาน้ำ เป็นคนโทในรูปแบบต่าง ๆ แต่มีช่องพวยเหมือนกาน้ำตรงบริเวณไหภาชนะ

.

.

ภาชนะแบบกุณฑี ยุค Angkor Wat Style

.

.

ภาชนะแบบกุณฑี จากกลุ่มเตาบาระแนะ ละหานทราย

.

.

             ประเภทที่สิบเอ็ด คือ “ประติมากรรมรูปสัตว์” (Animal Style Ceramics) เป็นเครื่องเคลือบที่ทำเป็นรูปลอยตัว ทำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น หอยสังข์ อึ่งอ่างหรือกบ ช้าง นก ลิง ปลา ฯลฯ อาจใช้เป็นของเล่นเด็ก เครื่องใช้ในพิธีกรรม เครื่องพลีกรรม แก้บน หรือเครื่องประดับ

.

.

.

          ประเภทที่สิบสอง คือ “เครื่องใช้ เครื่องประดับ” (Tools & Ornaments) เป็นเครื่องเคลือบหรือไม่เคลือบที่ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เช่นกระดึงวัว กระดิ่ง ครก หรือทำเป็นเครื่องประดับ เช่นลูกปัด

.

.

กระดึงวัว - ควาย เคลือบสีน้ำตาล จากกลุ่มเตาบานะแระ ละหานทราย

.

.

กระดิ่งดินเผาน้ำเคลือบและลูกปัดน้ำเคลือบเขียวเซลาดอนรูปปลา

.

          ประเภทที่สิบสาม คือ “พระพิมพ์หรือรูปเคารพ” (Votive & Icon) เป็นเครื่องเคลือบหรือดินเผาเนื้อแกร่งที่ทำเป็นรูปพระพิมพ์ ตามคติความเชื่อในยุคต่าง ๆ รูปเคารพของเทพเจ้าฮินดู เช่น พระคเณศ หรือรูปเคารพในคติความเชื่อวัชรยานอย่างรูปพระโพธิสัตว์ เหวัชระ

.

.

           ประเภทที่สิบสี่ เป็นเครื่องปั้น เครื่องเคลือบดินเผา เพื่อใช้เป็น “ส่วนประกอบของสถาปัตยกรรม” เป็นเครื่องปั้นดินเผาแบบเนื้อแกร่ง หรือแบบเครื่องเคลือบ ที่ทำขึ้นเพื่อใช้ประดับตกแต่งอาคารสถาปัตยกรรมที่เป็นเครื่องไม้ เช่นกระเบื้องมุมหลังคา กระเบื้องเชิงชาย และบราลี เครื่องเคลือบ – เครื่องปั้นดินเผารูปแบบนี้จะพบเฉพาะในแหล่งเตาเผาขนาดใหญ่เท่านั้น

.

.

เครื่องเคลือบเครื่องปั้นดินเผา ส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมเรือนเครื่องไม้

เตาทะนอลมะเลจ (Thnal Mrech) เขาพนมกุเลน

.

.

เครื่องเคลือบเครื่องปั้นดินเผา ส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมเรือนเครื่องไม้

กลุ่มเตาตานี (Tani) ประเทศกัมพูชา 

.

.

เครื่องเคลือบเครื่องปั้นดินเผาประเภท "บราลี" ส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมเรือนเครื่องไม้

กลุ่มเตาในเขตอำเภอประโคนชัย - บ้านกรวด 

.

           ประเภทสุดท้าย คือ เครื่องเคลือบ “แบบผสม” (Mixed) เป็นเครื่องเคลือบที่มีรูปแบบตามปกติ แต่อาจมีการผสมภาชนะรูปแบบอื่นเข้าไป เช่น ใส่ภาชนะแบบโถหรือขวด ลงไปในชามหรือถ้วย เรียกว่าถ้วยซ้อนถ้วย อาจใช้ประโยชน์เพื่อการจุดไฟยามค่ำคืน ใส่น้ำไว้ในถ้วยด้านนอกเพื่อกันมดเข้าไปในถ้วยมีฝาด้านใน ที่อาจใส่ของหวาน หรืออาจเป็นการใช้น้ำแช่เย็นอาหารอร่อยที่อยู่ภายในภาชนะด้านใน (ว่าไปนั่น)

.

.

.

.

.

เศษชิ้นส่วนแตกหักของภาชนะ ที่มีการผสม 2 รูปแบบด้วยกัน (พานมีแกน - เชิง ?)

เตาบ้านละหอกตะแบง (บ้านคูน้อย) บ้านกรวด บุรีรัมย์

.

.

รูปแบบของพานมีแกนหรือแกนเชิงเทียน ? อยู่ด้านใน

เคลือบสีน้ำตาล พบในเขตบ้านกรวด บุรีรัมย์

.

.

.

.

“เตาเผา” (Kiln) แหล่งกำเนิดของเครื่องเคลือบแห่งอารยธรรม

.

          จากเรื่องของเครื่องเคลือบดินเผาแบบเขมร ก็หันมาดูรูปแบบของเตาเผากันต่อครับ เตาเครื่องเคลือบแบบเขมร จะมีลักษณะเป็นเตาก่อไฟไล่อากาศ บังคับให้ความร้อนไหลผ่านในระดับแนวนอน (Crossdraft kiln) ตามหลักการที่ว่า ความร้อนจะลอยตัวผ่านไปตามช่องโดมอุโมงค์ของเตาขึ้นสูงที่สูงกว่าที่อยู่ทางด้านหลังของเตา ผนังและเพดานเตาจะใช้ดินเหนียวปั้นผสมกับแกลบข้าว ใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครง (หรืออาจใช้อิฐดินเผาก่อโครงหลังคา ปิดทับด้วยดินเหนียวอีกชั้น) มีปล่องระบายควันที่ปลายเตา ช่องภายในของเตา (chamber Dome) ด้านหน้าหรือปากเตาจะอยู่ต่ำกว่าชั้นวางภาชนะ ด้านหลังจะเป็นส่วนที่มีความสูงที่สุด ใช้เป็นทางระบายควันและความร้อนออกทางปล่องไฟ

.

.

แผนผังของเตาเผาขนาดเล็ก - กลาง ที่พบกระจายตัวทั่วภูมิภาค

.

         ขนาดของเตาแบบเตาเล็ก (ทรงไข่หรือทรงประทุนเรือ) จะเป็นบล็อกเดี่ยวหรือช่องทางเดียว (Single firebox) เป็นแบบผลิตเพื่อในครัวเรือน  จะมีขนาดปากกว้างประมาณตั้งแต่ .5 ไปจนถึง 1 เมตร ความยาวประมาณ 4 ถึง 6 เมตร ความสูงของโดมประมาณ 1.2 -  1.5 เมตร หลายแห่งมีการทับถมซ้อนทับของเตาขนาดเล็กบนพื้นที่เดียวกันหลายครั้ง

.

.

 แบบจำลอง เตาเผาเครื่องเคลือบขนาดเล็ก- กลาง  ในศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้

มหาวิยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

.

           ส่วนเตาขนาดใหญ่หรือเตาแบบอุตสาหกรรม (Khmer Ceramics Industry) ที่มีการผลิตเครื่องเคลือบจำนวนมากในแต่ละครั้ง ขนาดความกว้างของปากเตาประมาณ 1.5 – 4  เมตร) ความยาวของห้องโดมดินเผา ประมาณ 7 – 12 เมตร  (หรืออาจมากกว่าหากเป็นเตาใหญ่) ความสูงตั้งแต่ 2 – 6 เมตร มีช่องวางเครื่องปั้นดินเผาทั้งแบบสองช่อง (มีเสาตรงกลาง) อย่างกลุ่มเตาทะนอล มะเลจ บนเขาพนมกุเลน เตาซาเส กลุ่มเตาคนันโพ และกลุ่มเตาตานี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเสียมเรียบ แบบสามช่อง (Three parallel fireboxes) อย่างเตาสวาย อำเภอบ้านกรวด หรือเตาขนาดใหญ่หลายช่อง (Multiple fireboxes) อย่างเตาบ้านถนนน้อย ที่มีความกว้างยาวของเตาถึงขนาด 5 x 15 เมตร

         ถึงแม้รูปแบบของเตาและขนาด จะมีการปรับเปลี่ยนความกว้างยาวและความลาดเอียงแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและบริบทโดยรอบของแต่ละชุมชนโบราณ แต่กระนั้น เทคนิคการใช้ความร้อน อุณหภูมิไหลผ่านช่องลำตัวเตา (Chamber Dome) รูปยาวคล้ายประทุนเรือในกระบวนการ "เผาแบบไม่มีอากาศ" (Reductions) จากที่ต่ำไปสู่ที่สูง ก็เป็นเทคนิคที่รับมาจากเทคโนโลยีการเผาเครื่องเคลือบจากทางตอนใต้ของจีนที่เหมือนกันในทุกแหล่งเตา ในพื้นที่ที่เคยเป็นอาณาจักรกัมพุชเทศ

.

.

.

แผนผังและโมเดลจำลอง เตาเครื่องเคลือบขนาดใหญ่ ที่มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

แหล่งเตาตานี (Tani) ประเทศกัมพูชา

.

          การจัดวางพื้นที่ภายในเตาจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าเป็นปากเตา ใช้สำหรับรับลม และใส่ฟืนเพื่อสุมไฟไล่ความร้อนให้ลอยขึ้นสู่ด้านบน ห้องที่สองจะเป็นห้องวางภาชนะ ที่นิยมวางภาชนะเนื้อหนาไว้ด้านหน้า กั้นห้องด้วยกำแพงดิน ถัดมาเป็นภาชนะเนื้อบางขนาดเล็ก รองภาชนะด้วย "กี๋แท่ง" (Wed - ดินปั้น) ส่วนด้านหลังเป็นช่องระบายควันไฟออกทางปล่อง

.

.

.

.

แหล่งเตาเครื่องเคลือบดินเผาแห่งกัมพุชเทศ

จุดเริ่มต้นที่เขาพนมกุเลน สู่ปัจจุบันที่ดินแดนแห่ง “ทุ่งสังหาร”

.

         แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบดินเผา ในวัฒนธรรมเขมร พบกระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคทั้งในประทศกัมพูชาและในเขตอีสานใต้ของประเทศไทย จะพบหนาแน่นอยู่บนแนวเส้นทางราชมรรคา ผ่านช่องเขาตาเมือน และช่องเขาบานาแระที่เชื่อมต่อลงไปยังวิษัย(เมือง)บันทายฉมาร์

.

           ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 2000  องค์ความรู้ในเรื่องราวของแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบเขมร ยังอยู่ในวงจำกัด ถึงขนาดมีนักวิชาการฝั่งประเทศไทยหลายคนยังเชื่อว่า แหล่งเตาเครื่องเคลือบแบบเขมรที่เป็นแหล่งอุตสหกรรมขนาดใหญ่ ผลิตเพื่อส่งออกนั้น อยู่ที่แหล่งกลุ่มเตาบานาแระ อำเภอละหานทรายและกลุ่มเตาในเขตอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น

.

          ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะในช่วงก่อนปี 2000 ยังแทบไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบในแหล่งเตาเผาโบราณที่มีอยู่อย่างมากมายทั่วประเทศกัมพูชา ยังเว้นการสำรวจและขุดค้นที่กลุ่มเตาเล็ก ๆ ใกล้เมืองล่อรวย ในปี 1995 เพียงแห่งเดียว

.

         แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบ ที่เป็นที่รู้จักกันในยุคแรก ๆ ของกัมพูชา คือแหล่งเตาทะนอล มะเลจ Thnal Mrech ในเขตบ้าน “อลองธม” (Along Thom) ทางทิศใต้ของเทือกเขาพนมกุเลน ที่เชื่อว่า เป็นกลุ่มเตาเครื่องเคลือบที่มีความเก่าแก่มากที่สุดที่ได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องเคลือบของจีน มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15 ภาชนะที่พบในแหล่งเตากลุ่มนี้ จะมีสีเคลือบขาวนวล ขาวอมเขียวอ่อน และขาวปนเหลืองอ่อน ยังไม่มีน้ำเคลือบสีน้ำตาลแบบในยุคหลัง

.

          นอกเหนือจากกลุ่มเตาบนเทือกเขาพนมกุเลนแล้ว ยังมีกลุ่มเตาตานี (Tani) , กลุ่มเตาซาเส (SarSey), กลุ่มเตาทักเลียค (Teuk Leck), กลุ่มเตาคนันโพ (Khnar Por), กลุ่มเตาบางกอง (Bang Kong) และกลุ่มเตาคัมโทธ (Kamtout)  ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพนมกุเลน ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นกลุ่มเตาที่มีช่วงเวลาและรูปแบบของเครื่องเคลือบที่คล้ายคลึงกัน แต่กลุ่มเตาทั้งหมดกว่า 200 แห่งก็ยังไม่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ นอกจากการขุด (ในกระบวนการค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ) เพื่อการจำหน่ายให้กับนักสะสมวัตถุโบราณชาวต่างประเทศโดยเฉพาะพ่อค้าคนไทย และอเมริกัน

.

         การสำรวจพบกลุ่มเตานอกเขตเมืองพระนครและรอบเขาพนมกุเลน โดย โกรส์ลิเยร์  (Groslier B.P.) ยังได้เคยพบกลุ่มเตาเผาขนาดใหญ่ใกล้เมืองโบราณกำปงสวาย จังหวัดพระวิหาร (Preah Vihear)  อายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 และกลุ่มเตาเก่าแก่ใกล้กับกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุก (Sombor Prei Kuk) จังหวัดกำปงธม (Kampong Thom) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15

.

         จนถึงช่วงปี 1995 จึงเริ่มมีการขุดค้น ศึกษาแหล่งเตาโบราณอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ที่แหล่งเตา Kurapo กลุ่มเตาขนาดเล็กใกล้เมืองล่อรวย (Rolous) ห่างไป 15 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของเมืองเสียมเรียบ

.

         ในช่วงปี 2002 เริ่มมีการสำรวจพบแหล่งเตาเผาทักเลียค (Teuk Leck) ตามแนวเส้นทางราชมรรคา สายโฉกครรคยาร์ (เกาะแกร์) – พระวิหาร – วัดภู   กลุ่มเตานี้อยู่ห่างไปประมาณ 15 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทเบ็งเมเลีย (Beng Mealea Pr.) 

          ถึงปี 2003 จึงเริ่มมีการสำรวจ ศึกษาและขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ที่แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบ "ละบกสวาย" อำเภอสวายเชก (Svay Chek) เตา"ละบกอำพิว" และ"ทัพเสียม" ที่อำเภอพนมสรอก (Phnom Srok) จังหวัดบันเตียเมียนเจย (Banteay Meanchey) ทางทิศตะวันตกของประเทศกัมพูชา อายุการผลิตเครื่องเคลือบของเตาอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 คล้ายคลึงกับที่พบในเขตอีสานใต้ แหล่งเตาเผาที่มีชื่อว่าละบกสวาย Lbeouk Svay อยู่ห่างจากปราสาทสด๊กก๊อกธมเพียง 15 กิโลเมตร

.

         ในปี 2005 องค์การอัปสรา ได้ทำการสำรวจพบแหล่งเตาเผาคัมโทธ (Kamtout)  ที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 18  ในเขตอำเภอสวายเรียว (Svay Leu) ห่างไปประมาณ 15 – 20  กิโลเมตรทางทิศเหนือของเทือกเขาพนมกุเลน

.

.

แผนที่แสดงแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบแบบอังกอร์เลี่ยนทั้งหมด

ที่พบในเขตประเทศไทยและประเทศกัมพูชา

ตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน

.

         ยุคทองของการเปิดเผยแหล่งเตาเครื่องเคลือบในประเทศกัมพูชา คงอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 2000 – 2010 เริ่มต้นจากการสำรวจพบแหล่งเตาเผาตามแนวเส้นทางราชมรรคาที่มีความคล้ายคลึงกับแหล่งเตาเครื่องเคลือบตามแนวเส้นทางราชมรรคาในเขตอำเภอบ้านกรวด ฝั่งประเทศไทย (อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 18) ในโครงการวิจัย Living Angkor Road Project  (โครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)) ในปี 2006  การสำรวจในครั้งนั้น ได้มีการค้นพบกลุ่มเตาจำนวนมากกว่า 9 กลุ่ม ในแหล่งชุมชน Kok Yeay Degn, KokTreas, Tourl Tapeang Tbal, Thlok Akoang, Thlok Ktum, Kok Cheng Meng, Kok Kjeay,Kok Samrong, Prei Veng เขตจังหวัดอุดงเมียนเจย (Uddor Meanchey) ทางทิศเหนือของประเทศกัมพูชา

.

.

.

แหล่งเตาเครื่องเคลือบในจังหวัดอุดงเมียนเจย

ภาพจากการสำรวจในโครงการ Living Angkor Road Project 2006

.

         ในปีเดียวกัน องค์การอัปสรา (Apsara Authority) องค์กรด้านการบริหารงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา (Authority for the Protection and Management of Angkor and the Region of Siem Reap)ร่วมกับ Sophia University ได้เริ่มทำการสำรวจ ศึกษาและขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ ที่แหล่งเตาเครื่องเคลือบเก่าแก่อย่างเตาทะนอลมะเลจ Thnal Mrech (TMK 001 - TMK 002) บนเทือกเขาพนมกุเลน (Phnom Kulen) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมเรียบ ปรากฏแหล่งเตาเผาระดับอุตสาหกรรม (Industry) ขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม ที่มีการผลิตเครื่องเคลือบประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18

.

.

การขุดค้นเตาThnal Mrech TMK 01 ในปี 2006

.

.

การขุดค้นเตาThnal Mrech TMK 02 (ใกล้ Along Thom)ในปี 2007

.

.

.

ชิ้นส่วนกระเบื้องหลังคา ที่พบจากเตาทะนอล มะเลจ (Thnal Mrech)

.

.

ชิ้นส่วนภาชนะเครื่องเคลือบแบบพนมกุเลน

ที่พบจากการขุดค้นเตาทะนอล มะเลจ (Thnal Mrech)

.

.

.

ภาชนะแบบพนมกุเลน จากกลุ่มเตา Thnal Mrech

.

         หลังจากปี 2007 เป็นต้นมา มีการขุดค้นและศึกษาแหล่งเตาเผาโบราณในประเทศกัมพูชาอย่างกว้างขวาง เริ่มจากกลุ่มเตาตานี (Tani Kiln Sites) ทางทิศตะวันออกของภูเขาพนมบก (Phnom Bok)ในเขตอำเภอบันทายสรี (Banteay Srei) โดยความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

.

.

.

การขุดค้นทางโบราณคดี ที่เตาตานี ในปี 2007 - 2008

.

             ที่แหล่งเตาตานีนี้ ได้มีการขุดพบเตาเผาเครื่องเคลือบในระดับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่จำนวนถึง 15 แห่งพร้อมภาชนะเครื่องเคลือบที่คงค้างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก อายุการใช้งานของเตาอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 ปัจจุบันมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กไว้ใกล้กับแหล่งเตาที่ขุดค้นเสร็จสิ้นไปแล้วครับ

.

.

ภาชนะเครื่องเคลือบรูปแบบต่าง ๆ ที่พบจากกลุ่มเตาตานี มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 - 18

จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เตาตานี 

.

             ในช่วงปีเดียวกัน ยังมีการขุดค้นแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบอีกหลายแห่ง ทั้งที่แหล่งเตาซาเส (Sarsey) ทางทิศใต้ของเขาพนมกุเลน ในเขตอำเภอบันทายสรี ก็มีการขุดพบเตาใหญ่น้อยกว่า 29 แห่ง (?) แหล่งเตาคนันโพ Khnar Por อำเภอ Sutnikhum  ใกล้กับเมืองล่อรวย ขุดพบเตาเผาอีก 19 แห่ง และกลุ่มเตา Kok Phneao ทางทิศใต้ของสระสรง (Srah Srang) ของกลุ่มโบราณสถานเมืองพระนคร  ซึ่งทั้งสามแห่ง มีอายุในช่วงเดียวกัน คือในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 – 18

.

         ต่อมาในปี 2008 มีการสำรวจ ศึกษาและขุดค้นทางโบราณคดี ที่แหล่งเตาบางกอง(Bang Kong) ใกล้กับปราสาทบากอง เมืองโลเลย โดยองค์การอัปสราและมหาวิทยาลัยโซเฟีย พบเตาขนาดใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมจำนวนมาก เตาแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่ากลุ่มเตาตานี คือมีอายุการผลิตเครื่องเคลือบอยู่ในช่วงสมัยเดียวกับยุคที่อาณาจักรกัมพุชเทศมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่มเหนทรบรรพต (พนมกุเลน) และเมืองหริหราลัย ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 – 15

.

.

.

.

การขุดค้นทางโบราณคดีที่เตาบางกอง ในปี 2008

.

.

ภาชนะเครื่องเคลือบแบบ ลีเดอแวง ที่พบในการขดุค้นทางโบราณคดีที่แหล่งเตาบางกอง

.

            ในปีเดียวกัน มีการสำรวจพบแหล่งเตาอีกจำนวน 5 แห่ง ขนาดไม่ใหญ่นัก ใกล้กับปราสาทวหนิคฤหะทัพเจย (Teap Chei) ปราสาทธรรมศาลาบนแนวเส้นทางโบราณจากเมืองพระนครหลวงไปยังเมืองกำปงสวาย ถัดไปอีกประมาณ 30 – 40 กิโลเมตร จากปราสาททัพเจยทางทิศตะวันออก ใกล้กับแนวรอยต่อระหว่างจังหวัดเสียมเรียบและจังหวัดพระวิหาร ได้มีการสำรวจพบแหล่งเตาขนาดกลางอีก 3 กลุ่มใกล้เคียงกัน คือ กลุ่มเตา Trop Chhey กลุ่มเตา Mouryroy Bei และกลุ่มเตา Mouryroy Boum

.

          และล่าสุดในช่วงปี 2009 ได้มีการศึกษาและเริ่มต้นขุดค้นทางโบราณคดี ที่เมืองเจียงเอก (Cheung Ek - Cheoung EK ) ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตรจากกรุงพนมเปญ

.

          แหล่งเตาเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่เมืองเจียงเอก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองโบราณรูปวงกลม ระหว่างแม่น้ำ อลองจี (Along Chi) กับ ทะเลสาบ Tompum และ  แม่น้ำบาสเสท (Bassac River) ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงทางทิศเหนือ

.

.

อนุสรณ์สถาน แสดงถึงความโหดร้ายในระบอบการปกครองของเขมรแดง

.

        กลุ่มเตาเจียงเอก (Choeung Ek Kiln Sites) ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นสวนผลไม้และสุสานชาวจีน ที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในอดีตเมืองเจียงเอกเป็นเขตทุ่งสังหารขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ The Killing Fields ในระบอบการปกครองของเขมรแดง (Khmer Rouge) ที่มีการสังหารหมู่ประชาชนไปกว่า 17,000 คน ในช่วงระหว่างปี 1975 จนถึงปี 1979

.

.

ภายในอนุสรณ์สถาน ที่เมืองเจียงเอก

.

             เหตุการณ์การสังหารหมู่ที่เมืองเจียงเอก ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง “The Killing Fields” ในปี 1984 ที่มีเนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ ดิธ ปราน ล่ามและนักข่าวชาวเขมร ที่หนีรอดจากโศกนาฏกรรมออกมาจากค่ายนรกที่เมืองเจียกเอก เดินทางฝ่าดงกับระเบิดมาถึงยังค่ายอพยพชายแดนไทย – กัมพูชาในปี 1979 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

.

            กลุ่มเตาเผา กว่า 23 แห่งของเตาเจียกเอก มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมฟูนัน ซ้อนทับมาจนถึงยุคเครื่องเคลือบ ที่ได้รับอิทธิพลและเทคโนโลยีมาจากวัฒนธรรมจีน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 จนถึงช่วงสิ้นสุดการผลิตในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 รวมอายุการใช้งานของแหล่งเตาเพื่อการผลิตเครื่องปั้นดินเผามาจนถึงเครื่องเคลือบมีระยะเวลายาวนานกว่า 1,000 ปี

.

.ล

การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งเตาเผา เมืองเจียงเอก ในปี 2009

.

         แหล่งเตาเจียงเอก จึงเป็นแหล่งเตาเผาที่มีความสมบูรณ์ของหลักฐาน ที่สามารถใช้ศึกษาพัฒนาการของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่ช่วงยุคต้นของอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียที่ผ่านมาทางชวา รวมทั้งวัฒนธรรมของฟูนัน เจินละและจีน ที่ซ้อนทับเข้ามาอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลา

.

         ภายหลังจากการศึกษา ขุดค้นที่เตาเจียงเอก ใกล้กรุงพนมเปญ ก็ยังมีการค้นพบแหล่งเตาเผาใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้งแหล่งเตาอังกอร์ โบเรย (Angkoe Borei) เขตลุ่มแม่น้ำโขงในจังหวัดตาแก้ว  แหล่งเตาโปเฮีย (Prohear) เขตลุ่มน้ำโขง ในจังหวัดไปรเวง (Prey Veaeng) แหล่งเตา Village 10.8 ในเขตจังหวัดกำปงจาม (Kampong Cham) และแหล่งเตาพุมสเนย (Phum Snay) ในเขตลุ่มน้ำโตนเลสาบ เขตเมืองศรีโสภณ จังหวัดบันเตียเมียนเจย แต่แหล่งเตาทั้ง 4 แห่ง ก็มีอายุเก่าแก่ขึ้นไปถึงช่วงก่อนประวัติศาสตร์ราว 2,500 – 1,900 ปี ก่อนหน้าช่วงยุคฟูนันและยุคเตาเครื่องเคลือบที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมจีนครับ (เฉพาะที่แหล่งเตาเผาอังกอร์โบเรย การศึกษาจนถึงในปัจจุบัน สรุปได้ว่า เป็นแหล่งเตาทับซ้อน ที่มีอายุยาวนานมาจนถึงสมัยที่มีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาในระดับอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับที่เตาเจียงเอกครับ)

         ซึ่งในอนาคต ในกัมพูชาคงจะพบแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบซ้อนยุคในพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชน - เมืองโบราณ ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา และกระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอีกมากมาย

.

.

.

.

ซอกแซกตามหา งานศึกษาแหล่งเตา เครื่องเคลือบดินเผาอีสานใต้

.

         ส่วนการสำรวจและการศึกษาแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบในประเทศไทยนั้น จะมีช่วงเวลาเริ่มต้นก่อนในประเทศกัมพูชาหลายปี  ด้วยปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวย แตกต่างจากกัมพูชาโดยเฉพาะเรื่องสงครามกลางเมืองอันยาวนาน ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา สำรวจและศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง

.

            แต่ความขัดแย้งในกัมพูชา ก็กลับไปมีส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือให้ขบวนการขุดหาและค้าขายวัตถุโบราณกระทำกันได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยมี “เงิน” เป็นเครื่องมือสำคัญในการอำนวยความสะดวก จ่ายให้กับเหล่าขุนศึกฝ่ายต่าง ๆ ที่ต้องการนำปัจจัยไปใช้ซื้ออาวุธมาต่อสู้กันในสงครามกลางเมือง !!!

.

         ในส่วนของประเทศไทย ก็ใช่ว่าจะหนีพ้นจากขบวนการค้าวัตถุโบราณ ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก จึงเกิดกระบวนการขุดหาและการค้าเครื่องเคลือบโบราณอย่างเป็นล่ำเป็นสัน นับจากปี 1922 อันเป็นช่วงเวลาแรกที่เริ่มมีการรู้จักและค้นพบเครื่องเคลือบแบบเขมร ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

.

         คหบดีผู้มั่งคั่งและผู้คนหลากเชื้อชาติ มีความต้องการครอบครองเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ที่มีการตกแต่งลวดลาย ลงน้ำเคลือบสีขาวนวล สีขาวอมเขียว บาง ๆ หรือ ถ้วยโถโอชาม ที่มีน้ำเคลือบหนาสีน้ำตาล หลายใบปั้นเป็นรูปเทพเจ้า มนุษย์ ช้าง ประยุกต์ลงมาผสมผสานอยู่ในภาชนะเนื้อหนา เป็นที่ต้องการของนักสะสม ผู้หลงใหลกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมโบราณในดินแดนรกร้าง สาบสูญ อีกทั้งยังเป็นเครื่องหมายแสดงความมั่งคั่ง เกียรติยศ หน้าตาของผู้สะสม ผู้สามารถเสาะหาสิ่งล้ำค่าจากอดีตมาครอบครองไว้ ในสังคมที่ทันสมัยของตน

.

         ความหลงใหลในความงามและสีสันที่มีความหลากหลายในรูปแบบ (Collections) ของเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา ในยุคเริ่มแรก ได้นำทางไปสู่หายนะครั้งสำคัญ จากการขุดทำลายแหล่งเตาเผาโบราณและเนินดินอดีตที่ตั้งของชุมชนโบราณรกร้างทั่วอีสานใต้ในเวลาต่อมา

.

         การสำรวจศึกษาทางโบราณคดีในระบบราชการไทย ที่ต้องกระทำควบคู่ไปกับความต้องการเชิงพาณิชย์ของเหล่านักสะสมที่มีเงินตรา อำนาจ หลายคนมีความหวังดี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์เครื่องปั้น เครื่องเคลือบโบราณมิให้ศูนย์หายไป จากระบบการทำงานเชิงราชการที่ล่าช้าและไม่ทันต่อการขุดทำลายโดยนักขุดหาของเก่ามืออาชีพ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและจำนวนคนที่มากกว่า มีความพร้อมเข้าถึงแหล่งเครื่องเคลือบมากว่า และไม่ต้องสร้างองค์ความรู้ใด ๆ ภายหลังการขุดทำลายที่ใช้เวลาเพียงไม่มากนัก

.

.

สภาพเตาเผาบ้านโคกลิ้นฟ้า ตำบลบาระแนะ ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ในปี 1986

.

          การสำรวจแหล่งเตาเผาในเชิงวิชาการ เพื่อเก็บข้อมูลและตัวอย่างมาทำการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องในช่วงแรก จะเน้นไปที่กลุ่มเตาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวด ที่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2500 ยังมีสภาพเป็นพื้นที่ที่รกร้าง เป็นเขตชายแดนที่มีอันตราย ทั้งจากกับระเบิดและผลกระทบจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ในช่วงปี 1975 – 1980

.

         และในช่วงปี 1975  เป็นช่วงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  กำลังทำสงครามประชาชนกับรัฐบาลไทย  เขตพื้นที่อำเภอบ้านกรวดเป็นพื้นที่สีชมพู อยู่ในเขตปฏิบัติการของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทางราชการจึงได้สร้างหมู่บ้านอาสาขึ้นเป็นกลุ่ม  ประมาณ  100  หลังคาเรือน  แล้วฝึกราษฎรตามโครงการไทยอาสาป้องกันชาติ  จัดตั้งเป็นหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ชายแดนไทย - กัมพูชา  จนถึงประมาณปี 1982  เมื่อเหตุการณ์การต่อสู้และความขัดแย้งในพื้นที่ได้สิ้นสุดลง จึงได้มีการพัฒนาชุมชนเดิม ขึ้นเป็นหมู่บ้านในเขตการปกครองของอำเภอบ้านกรวด

.

           เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งสงบลง นิคมอาสาป้องกันตนเองแต่ละแห่ง ก็ถูกจัดตั้งเป็นหมู่บ้านและกำหนดชื่อขึ้นใหม่ เรียกว่า ”บ้านนิคมพัฒนา” และ “บ้านนิคมสร้างตนเอง” โดยมีการกำหนดคำท้ายเป็นแนวถนนสาย ตรี โท และกำหนดเป็นทิศ เหนือ กลาง ใต้ ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนชื่อของชุมชนใหม่ โดยตัดคำว่า “นิคมพัฒนา - นิคมสร้างตนเอง” ออก เหลือเพียงชื่อของตำแน่งที่ตั้งตามถนน เช่น บ้านนิคมพัฒนา (สร้างตนเอง)สายโท 5 เหนือ จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “บ้านสายโท 5 เหนือ” มาจนถึงในปัจจุบัน

.

           แหล่งเตาเผาสำคัญในเขตอีสานใต้ คือกลุ่มเตาในอำเภอบ้านกรวดและกลุ่มเตาในอำเภอละหานทราย ที่รวมกันแล้วมีเตาน้อยใหญ่ที่สำรวจพบและที่ไม่พบ รวมกันไม่น้อยกว่า 200 แห่ง งานศึกษาแรก ๆ ของแหล่งเตาเผาโบราณในเขตอีสานใต้เป็นของ W.A.Graham ที่ศึกษากลุ่มเตาในเขตอำเภอบ้านกรวด ในปี 1922  งานศึกษาของ Brown M. Roxanna ที่กลุ่มเตาบ้านสวาย ใกล้กับตัวเมืองสุรินทร์ ในปี 1973 – 74 และกลุ่มเตาบ้านปราสาท บ้านพลวง จังหวัดสุรินทร์ในปี 1978 งานศึกษาของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ในปี 1974 และงานสำรวจ ศึกษาเบื้องต้นของแหล่งโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ในปี 1975 ได้พบแหล่งเตาโบราณขนาดใหญ่น้อยทั่วอำเภอบ้านกรวดกว่า 30 – 40 แห่ง ในเขตบ้านโคกใหญ่(เตาสวาย) บ้านโคกยาง บ้านหนองเจริญ บ้านถนนน้อย(เตานายเจียน) บ้านสายโท 2 บ้านสายโท 4 บ้านสายโท 5 บ้านสายตะกู บ้านละหอกตะแบง(บ้านคูน้อย - บ้านโตง ) บ้านหนองไม้งาม บ้านหนองจิก แต่ก็ยังมีกลุ่มเตาขนาดเล็ก – กลางหลงสำรวจอยู่อีกมากครับ

          ในช่วงปี 1984 มีการสำรวจ ขุดค้นแหล่งเตาในระดับอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ในเขตอำเภอละหานทราย โดยกรมศิลปากร พบแหล่งเตาใหญ่น้อยกว่า 100 เตา ในเขตบ้านบาระแนะ บ้านโคกลิ้นฟ้า บ้านโคกยาง บ้านโคกไก่เล็ก บ้านโคกทมอ บ้านโคกเบงและบ้านโคกคนัง ต่อมามีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำลำปะเทียขึ้น แหล่งเตาโบราณจำนวนมากในเขตนี้ จึงจมหายไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของอ่างเก็บน้ำ และยังพบแหล่งเตากว่า 30 แห่งที่บ้านสระสาม ใกล้ช่องกิ่ว และแหล่งเตาเผาบ้านห้วยนาเกลือในพื้นที่ใกล้กับแนวช่องเขา

.

         ในปีเดียวกัน กรมศิลปากรได้สำรวจพบแหล่งเตาเผาในพื้นที่อื่น ๆ ของจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งกลุ่มเตาบ้านสลักได บ้านหนองขาหย่าง บ้านหัววัว บ้านหินกอง บ้านรุน บ้านหนองไผ่ บ้านโคกเก่า บ้านโบย เขตอำเภอเมือง ใกล้กับห้วยจระเข้มาก  กลุ่มเตาบ้านน้อย บ้านโคกกลอย – โนนสว่าง บ้านปราสาท บ้านบุญช่วย ในเขตอำเภอประโคนชัย กลุ่มเตาบ้านโคกเมือง บ้านยาง บ้านกระสัง บ้านร่อนทอง บ้านดงยายเภา และบ้านชุมแสง ในเขตอำเภอสตึก กลุ่มเตาขนาดเล็กที่บ้านสระขาม บ้านโคกสว่าง บ้านเสือชะเง้อ ในเขตอำเภอหนองกี่ กลุ่มเตาขนาดเล็กบ้านบุกันตัง บ้านสี่เหลี่ยม บ้านบุขี้เหล็ก อำเภอลำปลายมาศ  และกลุ่มเตาบ้านเมืองไผ่ บ้านหนองหัวช้าง บ้านสีคิ้ว อำเภอกระสัง และบ้านดงพลอง อำเภอแคนดง รวมกลุ่มเตาที่พบกว่า 30 แห่ง ยังไม่นับเตาเผาที่ถูกขุดทำลายเพื่อหาเครื่องเคลือบจนหมดสภาพและหลงสำรวจอีกมาก

.

.

.

เตาเผาเครื่องปั้นดินเผาขนาดเล็ก หน้าซุ้มประตูทิศตะวันออกของเมืองพิมาย

ปรากฏชิ้นส่วนกระเบื้องหลังคาแตกหัก กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ

.

             ในปี 1993 – 95 Dawn Rooney ได้ทำการสำรวจและศึกษาแหล่งเตาเผาที่บ้านหญ้าคา อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และได้เขียนบทความไว้ในวารสารสยามสมาคม เรื่อง "The Khmer Kilns of Ban Ya Kha” ในปี 1997 กลุ่มเตาทางเหนือของเมืองพิมายนี้ มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ร่วมสมัยและเกี่ยวข้องกับแหล่งเตาเครื่องเคลือบในเขตแนวเส้นทางราชมรรคา จากเมืองพิมายไปยังเมืองพระนครธม

.

          การศึกษาแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบแบบเขมรในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงมีการศึกษาคู่ขนานหรือแข่งขัน ต่อสู้กับการขุดทำลายแหล่งโบราณคดีมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นงานของนายสถาพร ขวัญยืน  ที่กลุ่มเตาบานาแระ ละหานทรายและกลุ่มเตาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ในปี 1985 งานศึกษาของนายธาราพงศ์และนางอมรา ศรีสุชาติ ที่แหล่งเตาในเขตอำเภอบ้านกรวด ในปี 1989 งานศึกษาแหล่งเตาในเขตอำภอบ้านกรวดของ ณัฏฐภัทร จันทวิช ใน  "Ancient Kiln Sites in Buriram Province, North-eastern Thailand" in Ancient Ceramic Kiln Technology in Asia ในปี 1990  และงานเขียนเรื่อง Chinese Ceramics from the Archaeological Sites in Thailand ในปี 1994

.

          ยังมีงานศึกษานอกระบบ (ราชการ) โดยเอกชนผู้มีปัจจัย ที่ได้สะสมเครื่องปั้นดินเผาในวัฒนธรรมต่าง ๆ และเครื่องเคลือบแบบเขมรทั่วประเทศไทย ถึงแม้ว่าในอดีตอาจเป็นการสนับสนุนส่งเสริมกระบวนการค้าวัตถุโบราณ เกิดการขุดหา ขุดทำลายแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างรุนแรง แต่ในยุคปัจจุบัน ความหลงใหลในเครื่องถ้วย เครื่องปั้นดินเผาก็ได้กลับมาสร้างคุณประโยชน์ในรูปแบบขนาน ที่แตกต่างไปจากการจัดเก็บระบบข้อมูลความรู้ในเชิงราชการ (ด้วยความชอบ ปัจจัย ความพร้อมของบุคคล – เอกชน) จนเกิดเป็น พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่จัดแสดง เครื่องปั้นดินเผา เครื่องถ้วยในคอลเลคชั่นส่วนตัวของคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นักสะสมเครื่องถ้วย เครื่องเคลือบชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในปี 2002

.

.

.

.

แหล่งเตาเผาในทำเนียบและเตานิรนาม

จากการสำรวจตามแนวเส้นทางโบราณ เขตอีสานใต้ในปี 2010

.

          เมื่อกลางปี 2010 ผมได้รับหน้าที่ออกสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนามของแหล่งโบราณคดี ในแหล่งชุมชนในยุคปัจจุบัน ตามแนวเส้นทางราชมรรคา ตามโครงการของสำนักโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ในครั้งนั้น ผมได้สำรวจพบกับแหล่งเตาตามที่ปรากฏในทำเนียบเอกสารของกรมศิลปากรในปี 2533 และพบแหล่งเตานิรนาม ที่ไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงในงานศึกษาใด จึงมาบอกเล่าต่อให้ท่านผู้อ่านได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบองค์ความรู้ ในมุมมองหรือความเชื่อของตัวท่านเองครับ

.

.

เตาเครื่องเคลือบบ้านโคกสว่าง – โคกกลอย สร้างสรรค์งานประดับให้กับปราสาทพนมรุ้ง

.

         เริ่มต้นกันที่ แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบขนาดใหญ่ บ้านโคกกลอย – โนนสว่าง (Ban Khok Kloy- Ban Non Sawang) อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีชุมชนในยุคปัจจุบันเข้าไปตั้งบ้านเรือนซ้อนทับอยู่บนเนินดินที่เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนและแหล่งเตาเผาโบราณขนาดใหญ่ 3 – 5  เตา

.

.

สภาพสุดท้ายของกลุ่มเตาบ้านโคกสว่าง - โคกกลอย ในปัจจุบัน

.

          กลุ่มเตาเครื่องเคลือบ - เครื่องปั้นดินเผา บ้านโนนสว่าง (ตามเอกสารทางการสำรวจเรียกว่าบ้านโคกกลอย) เป็นชุมชนในวัฒนธรรมเขมร บริเวณเขาคอก - ลำห้วยเสว บนเส้นทางเครือข่ายถนนบกตัดกับเครือข่ายทางน้ำของเส้นทางราชมรรคา มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 19 เชื่อมโยงกลุ่มชุมชนรอบเขาพนมรุ้งทางทิศเหนือ ต่อลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปยังกลุ่มชุมชนที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบและแหล่งโลหกรรมที่คล้ายคลึงกันในเขตห้วยเสว - ห้วยโตง - ห้วยโอคาน๊อบ อำเภอบ้านกรวด ตัวเนินชุมชนโบราณถูกซ้อนทับโดยชุมชนในยุคหลัง มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไปทั้งหมด

.

.

          ทางทิศเหนือของชุมชนมีหนองน้ำ (บาราย) ขนาดประมาณ 230  x 340 เมตร เรียกกันในปัจจุบันว่า “หนองค่าย”  ทางทิศเหนือของเนินชุมชน เป็นเนินดินที่เคยเป็นที่ตั้งของเตาเผาเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับอาคารสถาปัตยกรรมดินเผา เป็นเนินดินความสูงประมาณ 3 เมตร จำนวน 3- 5 เตา แต่เดิมมีคอกวัวสร้างค่อมเตาอยู่ทางทิศตะวันตก เมื่อประมาณ 25 - 30 ปีที่แล้วมีการขุดหาเครื่องเคลือบและเครื่องประดับอาคารเพื่อนำออกมาขายแก่นักสะสม แหล่งเตาเผาทั้งหมดจึงถูกทำลาย เศษเพียงเศษผนังเตาเผา เศษของเครื่องเคลือบ หลังคา เครื่องประดับอาคารแตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

.

.

.

.

ชิ้นส่วนเครื่องประดับตกแต่งอาคารสถาปัตยกรรมเครื่องไม้

ทั้งกระเบื้องหลังคา กระเบื้องเชิงชายและบราลีในสภาพแตกหัก กระจัดกระจายทั่วพื้นที่ 

จากการขุดไถปรับพื้นที่เตาเผาเดิมให้เรียบเพื่อใช้เป็นถนน

และนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบเห็นเครื่องปั้นเครื่องเคลือบดินเผาจากเตาที่เคยมีชื่อเสียงแห่งนี้

.

              กลุ่มเตาเครื่องปั้นดินเผาของบ้านโนนสว่าง เป็นกลุ่มเตาขนาดใหญ่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเตาอื่น ๆ คือเป็นแหล่งผลิตเครื่องดินเผาประดับอาคาร ทั้ง บราลียอดแหลม กระเบื้องเชิงชายรูปกลีบบัวหงาย - กระเบื้องเชิงชายรูปเศียรนาคสามเศียร มีรูปแบบศิลปะเดียวกับรูปนาคที่สลักตกแต่งบนปราสาทหินเขาพนมรุ้ง  เครื่องเซรามิคของเตาบ้านโนนสว่างมีทั้งแบบเคลือบน้ำเคลือบและแบบไม่เคลือบ กระเบื้องมุงหลังทั้งลอนเล็ก ลอนใหญ่ สีเทา สีนวลและสีส้มดินเผา

.

.

ภาพจำลองพลับพลาและระเบียบคดเรือนเครื่องไม้

ที่อยู่รอบนอกของระเบียงคดที่สร้างด้วยหินทรายของปราสาทหินพนมรุ้งอีกทีหนึ่ง

ปรากฏฐานหินทรายและเศษกระเบื้องแตกกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

.

         ในความเห็นของผม เครื่องดินเผาประดับอาคารจากแหล่งผลิตบ้านโนนสว่างนี้ น่าจะถูกนำไปใช้กับอาคารเรือนเครื่องไม้ ทั้งที่เป็นระเบียงคดชั้นนอก อาคารมณฑป อาคารพลับพลาและอาคารพลับพลาจัตุรมุข ของปราสาทเขาพนมรุ้งโดยเฉพาะครับ !!! 

.

         ที่มั่นใจก็เพราะ แหล่งเตาบ้านโนนสว่าง – โคกกลอยนี้ ตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางโบราณ ที่ยังคงปรากฏร่องรอยของถนนหรือทางเกวียนทางทิศใต้ของหมู่บ้านในปัจจุบัน ตัด (เฉียง) ขึ้นไปเป็นแนวถนนตรงขึ้นเหนือไปสู่เทือกเขาพนมรุ้ง

.

         เลยจากนี้แหล่งเตานี้ขึ้นไปสู่กลุ่มชุมชนโบราณรอบเขาพนมรุ้ง ก็ไม่เคยปรากฏแหล่งเตาที่มีร่องรอยของการผลิตเครื่องประดับตกแต่งอาคารตรงที่ไหนอีก

.

.

นาค 5 เศียร ราวลูกกรงของสะพานนาคบาท

ทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไกรลาส ปราสาทเขาพนมรุ้ง

.

               อีกทั้งรูปทรง รูปแบบ เนื้อในกระเบื้องหลังคาที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่วปราสาทพนมรุ้ง รวมทั้งตัวศิลปะนาคแบบพนมรุ้งที่มีพังพานแผ่ออกข้างเป็นฟาโรห์ ก็ดูเหมือนกันกับที่พบที่เตาบ้านโนนสว่างอย่างไม่ผิดเพี้ยน

.

.

กระเบื้องเชิงชายรูปนาคสามเศียรจากเตาบ้านโนนสว่าง ศิลปะนาคของปราสาทเขาพนมรุ้ง

.

          เป็นท่านก็คงจะฟันธงแบบผมว่า แหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบบ้านโคกสว่าง – โคกกลอย คือแหล่งผลิตเครื่องประดับตกแต่งอาคารเรือนไม้ ที่เคยมีอยู่บนปราสาทพนมรุ้งอย่างแน่นอน !!!

.

          ในปัจจุบัน เจ้าของที่ดินได้ไถปรับหน้าดินใหม่ให้เรียบเสมอกันเพื่อทำถนนเข้าบ้าน มีชิ้นส่วนแตกหัก ไม่สมบูรณ์ และชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาแตกกระจายอยู่ทั่วเนินดิน ชิ้นส่วนแตกหักที่ดูยังเป็นรูปร่างอยู่บ้าง เจ้าของที่เขาได้นำไปมอบให้พิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบที่โรงเรียนบ้านกรวดวิทยาคาร ในเขตตัวเมืองบ้านกรวด 

.

.

.

.

กลุ่ม “เตานิรนาม” ที่บ้านละเวี้ย

.

         บ้านละเวี้ย (Ban Lavia) เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจากการอพยพของชาวบ้านละเวี้ยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขมรสูงหรือเขมรบุรีรัมย์ (ขแมร์ลือ) และชาวไท – ลาว (ลาวอีสาน) จากอีสานตะวันออก – เหนือ อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนตรงบริเวณบ้านหลักทางทิศใต้ แล้วจึงขยับขยายขึ้นมาทางทิศเหนือตามลำเสวที่โคกเนินบ้านละเวี้ย 

.

         มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า บ้านละเวี้ยก่อตั้งมานานกว่า  200 กว่าปี มีตา-ยาย คู่หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านบัวราย (บ้านหลัก) ได้อพยพมาแผ้วถางป่าตรงบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านละเวี้ยในปัจจุบัน ที่บริเวณแถบนี้ มีต้นมะเดื่อขึ้นอยู่มากมาย ในภาษาขแมร์จะเรียกมะเดื่อว่า “ละเวี้ย” สองตายายได้มาพักอาศัยใต้นมะเดื่อใหญ่ 2 ต้น  เป็นบริเวณที่ร่มรื่น มีสัตว์ป่านานาชนิดมาอาศัยอยู่มากมาย ในขณะที่สองตายายกำลังแผ้วถางป่า ก็ได้มาพบใบพัทธสีมา 8 หลัก เป็นที่ประหลาดใจกับสองตายาย เห็นว่าคงเคยเป็นโคกวัดเก่ามาก่อน ชาวบ้านหลักจึงชวนกันอพยพมาตั้งหลักแหล่งรอบ ๆ บริเวณที่ร่มรื่น หลายครอบครัว และเรียกชื่อหมู่บ้านตามต้นไม้ใหญ่ว่า “บ้านละเวี้ย” 

.

         ปัจจุบันยังคงเหลือใบพัทธสีมาศิลปะแบบอยุธยาตอนกลาง – ปลายแตกหักอยู่หน้าโบสถ์วัดละวี้ย (วัดอุทุมพร) อยู่ 4 – 5 หลัก ส่วนใบเสมาที่สวยงามสมบูรณ์ ชาวบ้านเล่าว่าถูกนำออกไปเที่ยวเมืองนอกเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว) !!!

.

.

เตาขนาดเล็ก ที่อยู่ในเขตป่าช้า บ้านละเวี้ย

มีร่องรอยการขุดหาเครื่องเคลือบอยู่ทั่วบริเวณ

.

         กลุ่มเตาขนาดเล็กบ้านละเวี้ย เป็นกลุ่มเตานอกสำรวจหรือเตานิรนาม ที่พบกระจัดกระจายอยู่ในเขตที่มีที่ตั้งของชุมชนโบราณในวัฒนธรรมเขมร เช่นในเขตจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 – 19 เป็นเตาขนาดเล็กแบบก่อไฟไล่อากาศ บังคับให้ความร้อนไหลผ่านในระดับแนวนอน (Cross-draft kiln) ใช้ดินเหนียวปั้นเป็นผนังและเพดาน มีปล่องระบายควันที่ปลายเตา ปากเตากว้างประมาณ .6 - 1 เมตร ยาวประมาณ 3 - 4 เมตร  จำนวน 6 – 7 เตา พอเห็นเป็นแนวเตาเพียง 4 เตา ที่เหลือถูกไถทำลายเหลือเพียงเศษผนังเตาและเศษภาชนะกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

.

.

กลุ่มเตาขนาดกลาง ? ด้านในป่าช้า

สภาพถูกขุดทำลาย มีเศษผนังเตากระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

.

.

ชิ้นส่วนของผนังเตา และเศษภาชนะเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งและเซรามิค

ที่พบในบริเวณกลุ่มเตาบ้านละเวี้ย

.

               กลุ่มเตาเผาและเนินชุมชนโบราณตั้งอยู่ในเขตเนินป่าช้า (กูกขมอย) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่มบ้านละเวี้ย (มะเดื่อ) สภาพในปัจจุบันถูกทำลายจากการลักลอบขุดหาเครื่องเคลือบดินเผาเกือบทั้งหมด และหลายเตาถูกไถทำลายเพื่อใช้ที่ดินทำการเกษตร

.

.

เนินกลุ่มเตาขนาดเล็ก ด้านทิศตะวันออกของป่าช้าบ้านละเวี้ย

สภาพถูกไถทำลาย เพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร

.

.

.

เจ้าของที่ดินด้านตะวันออกของป่าช้าบ้านละเวี้ย

นำภาชนะที่ขุดได้จากเนินดินบริเวณใกล้เคียงกับเตา ที่เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาก่อน

ออกมาให้ชม เป็นภาชนะรูปทรงตลับและกระปุก แบบบาปวน - นครวัด.

.

.

.

.

เตาเผาเครื่องเคลือบที่ชุมชนโบราณขนาดใหญ่บ้านโคกยาง

.

         แหล่งเตาเผาขนาดใหญ่แห่งแรกของเส้นทางการสำรวจในเขตอำเภอบ้านกรวดอยู่ที่ บ้านโคกยาง (Ban Khok Yang) ประกอบไปด้วยร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก ทั้งเนินที่ตั้งชุมชนโบราณจำนวน 5 - 6 เนิน แหล่งเตาเครื่องเคลือบดินเผาแบบเตาไล่อากาศขนาดใหญ่เล็ก 3-6 เตา (ถูกทำลายหายไปแล้ว 3 แห่ง ) เตาถลุงแร่ 7-  8เตา (เหลืออยู่ในปัจจุบัน 6 เตา) ร่องรอยของปราสาทหิน (ไม่เหลือซาก) แนวถนนโบราณ (ราชมรรคา ? ) รวมทั้งบารายหลายแห่ง ที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19

.

.

.

แหล่งเตาเครื่องเคลือบขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่บ้านโคกยาง

 .

                จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ กลุ่มแหล่งโบราณคดีบ้านโคกยางจัดเป็นกลุ่มชุมชนโบราณที่มีขนาดใหญ่ (ถึงใหญ่มาก) เป็นชุมชนสำคัญบนแนวเส้นทางถนนราชมรรคา กลุ่มลำห้วยเสว ทั้งเส้นทางถนนบกที่เชื่อมต่อไปยังชุมทางหรือจุดตัด (Juncture) ของเครือข่ายเส้นทางที่ปราสาทวหนิคฤหะทมอ ที่อยู่ห่างไปประมาณประมาณ 2.5 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออก และเครือข่ายเส้นทางน้ำ ของลำห้วยเสว ห้วยโอดอน ห้วยตาเช็ก เชื่อมต่อไปยังกลุ่มชุมชนอุตสาหกรรมใกล้เคียงกับแนวถนน เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ครับ

.

         กลุ่มชุมชนโบราณบ้านโคกยาง เป็นชุมชนในวัฒนธรรมเขมรโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคกลุ่มอำเภอบ้านกรวด มีร่องรอยของเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ชุมชนมีการจัดระเบียบทางสังคมที่ซับซ้อน มีการแบ่งงานและหน้าที่ตามความถนัด มีการติดต่อแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้า วัตถุดิบและวัฒนธรรมกับกลุ่มชุมชนใกล้เคียงและไกลออกไปเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่บนเครือข่ายเส้นทางถนนบก - ทางน้ำ เครื่องเคลือบ - เครื่องปั้นดินเผา ภาชนะรูปแบบต่าง ๆ และโลหกรรมที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ จึงเป็นการผลิตเพื่อเป็นสินค้าส่งออกไปภายนอกโดยเฉพาะ

.

.

ภาชนะรูปทรงตลับฟักทอง ที่ขุดพบในบริเวณเนินชุมชนโบราณบ้านโคกยาง

เป็นเครื่องเคลือบสีขาวที่มาจากจีน ไม่ได้ผลิตขึ้นเองในท้องถิ่น

.

.

.

.

.

เตาบ้านหนองจิก

.

               กลุ่มต่อมาคือ แหล่งโลหกรรมและแหล่งเตาเครื่องเคลือบบ้านหนองจิก (Ban Nong Jik) ตั้งอยู่บนเนินห่างจากกันประมาณ 800 เมตร เนินโลหกรรมที่มีร่องรอยการถลุงแร่ เป็นเนินเล็ก ๆ ความสูงประมาณ 2 - 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 - 15 เมตร พบเศษตะกรันขี้แร่ (Slag) เป็นตะกรันของแร่เหล็กและเศษท่อลมดินเผา (Tuyere) มีระดับเทคโนโลยีการถลุงแร่ที่สามารถแยกแร่เหล็กออกไปได้เกือบทั้งหมด บนเนินและขอบเนินเตาถลุงแร่ถูกไถตัดเป็นที่ราบเพื่อใช้ทำการเพาะปลูก

.

.

เนินเตาเครื่องเคลือบบ้านหนองจิกในปัจจุบัน

.

               กลุ่มเตาเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผาบ้านหนองจิก เล่ากันว่าแต่เดิมมีอยู่ 4 เนิน แต่ถูกไถทำลายไป 3 เนิน คงเหลือเพียงเนินเดียว อยู่ห่างจากตัวชุมชนไปประมาณ  800 เมตรทางทิศตะวันออก ลักษณะเป็นเนินดินเล็ก ๆ ติดกับถนนดินซอยย่อย ความสูงประมาณ 2 - 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 x 18 เมตร สัณฐานรูปวงรี มีเศษภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาแบบเขมร กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ  

.

         บริเวณรอบหนองตาเลียวหรือหนองตาเรียงใกล้กับบ้านหนองจิก ยังพบร่องรอยของบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณขนาดเล็ก ที่เคยมีการขุดพบภาชนะเครื่องเคลือบบนเนินดินอีกด้วยครับ

.

.

.

.

เตานายเจียน บ้านถนนน้อย

เตาอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบขนาดใหญ่แห่งบ้านกรวด

.

          กลุ่มเตาในเขตอำเภอบ้านกรวดแหล่งต่อมา เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิชาการ เพราะเป็นกลุ่มเตาที่มีการศึกษาอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง คือกลุ่มเตาบ้านถนนน้อย(Ban Thanon Noi) หรือกลุ่มเตานายเจียน (Nai Chian Kilns) ครับ

.

          กลุ่มแหล่งโบราณคดีบ้านถนนน้อย ประกอบไปด้วยร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายแห่ง ทั้งเนินที่ตั้งชุมชนโบราณ กลุ่มแหล่งเตาเครื่องเคลือบดินเผาแบบอังกอร์เลี่ยน จำนวน 7 - 8 กุล่มเตา  แนวถนนโบราณ (ราชมรรคา) ที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ในวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณ

.

.

ภายในพิพิธภัณฑ์เตานายเจียน

แสดงซากของเตาเผาเครื่องเคลือบในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

.

          กลุ่มเตาเผาเครื่องเคลือบ - เครื่องปั้นดินเผา ในเขตบ้านถนนน้อย แต่เดิมจะมีกลุ่มเตาอยู่ 9 - 10 เนิน แต่ถูกไถทำลายไปเกือบทั้งหมด กลุ่มเตาหนึ่งที่เหลืออยู่ทางทิศใต้ มีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ค่อมอนุรักษ์ไว้  ลักษณะเป็นเตาเผาขนาดใหญ่แบบเตาอุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องเคลือบทีละมาก ๆ  ก่อโดมขึ้นบนดินหรือเนินดินสูง มีการใช้ประโยชน์ทับซ้อนกัน เมื่อเตาเดิมชำรุดเสียหายก็จะสร้างเตาใหม่ หรือขยายเตาใหม่ในที่เดิม ลักษณะเป็นเตาดินก่อแบบระบายความร้อนในแนวเฉียง หลังคาเตาใช้ไม้ไผ่เป็นโครง  ฉาบด้วยดินเหนียวเผาเป็นผนัง มีกองดินเป็นเสาค้ำอยู่ตรงกลาง ความยาวของเตามีขนาดประมาณ 8 - 12 เมตร กว้าง 2 - 4 เมตร แต่ขนาดจะแตกต่างกันตามปริมาณการผลิต เตาส่วนใหญ่หันปล่องเตาไปทางทิศใต้ ช่องบรรจุฟืนอยู่ทางทิศเหนือ แสดงว่าช่วงเวลาที่นิยมเผาเครื่องเคลือบอาจอยู่ในช่วงฤดูหนาวซึ่งลมพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

.

.

แผนผังของเตาบ้านถนนน้อย

ที่แสดงให้เห็นร่องรอยหลักฐานของการใช้งานเตาเผาต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน

.

              เหนือกลุ่มเตานายเจียน (บ้านถนนนน้อย) ขึ้นไปประมาณ 500 - 600 เมตร เป็นกลุ่มเตาเครื่องเคลือบขนาดใหญ่ริมลำห้วยโตง จำนวนประมาณ 9 เตา เกือบทั้งหมดถูกไถทำลาย บางเนินมีการไถชายเนินให้เป็นที่ราบปรับพื้นให้เสมอเพื่อใช้ในการเพาะปลูกและมีร่องรอยของการขุดหาวัตถุโบราณเพื่อค้นหาเครื่องเคลือบอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 - 30 ปีที่แล้ว

.

          จนถึงในปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์กลุ่มเตาขนาดใหญ่ในบริเวณที่ดินของนายเจียน สร้างเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นปกคลุม ตั้งแต่ปี 1992 แต่สภาพของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันชำรุดทรุดโทรมและไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก

.

.

.

.

กลุ่มเตาบ้านสายโทห้า

.

          กลุ่มเตาต่อมา คือ กลุ่มเตาสายโทห้า เหนือ (Ban Sai Tho Ha Nua Kiln Sites) ที่เรียกกันในสมัยก่อนว่า “กลุ่มเตาป่าเปือย” เป็นเนินเตาเครื่องเคลือบ - เครื่องปั้นดินเผา 3 เนิน แต่ถูกไถทำลายไป 1 แห่ง กลุ่มเตาสองแห่งเหลืออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของชุมชนใกล้กับถนนลูกรังเข้าสู่บ้านละหอกตะแบง ห่างจากลำห้วยโตงที่อยู่ทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร เป็นเตายาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อขึ้นบนดินหรือเนินดินสูง รูปโทรงโดม ผนังเตาใช้ดินเหนียวปั้น สัณฐานวงรี ความยาวของเตามีขนาดประมาณ 8 - 12 เมตร กว้าง 2 - 4 เมตร  เป็นเตาดินก่อแบบระบายความร้อนในแนวเฉียง ฉาบด้วยดินเหนียวเผาเป็นผนัง มีกองดินเป็นเสาค้ำอยู่ตรงกลาง มีช่องระบายอากาศไล่ความร้อน มีปล่องระบายควันที่ปลายเตา ใช้กระบวนการความร้อนโดยมีฟืน - แกลบเป็นวัสดุเผาไฟ มีชุมชนโบราณขนาดใหญ่ 2 แห่ง และแนวถนนตั้งอยู่ใกล้เคียง

.

.

.

สภาพของเนินเตาบ้านสายโท 5 สองแห่ง ในปัจจุบัน

ยังคงมีชิ้นส่วนของภาชนะเครื่องเคลือบกระจายตัวอยู่โดยรอบ

โดยเฉพาะในช่วงของการไถดินเพื่อเพาะปลูกมัน

.

.

.

.

กลุ่มเตาบ้านตาปาง

.

         แหล่งเตาเครื่องเคลือบต่อมา คือแหล่งเตาเผาบ้านตาปาง (Ban Ta Prang Kiln Sites) ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนโบราณ 4 - 5 เนินใหญ่ เป็นกลุ่มแหล่งเตาเครื่องเคลือบดินเผาขนาดกลางจำนวน 5 - 6  กลุ่มเตา แหล่งโลหกรรมถลุงแร่เหล็ก และแนวถนนโบราณ (ทางเกวียน - ราชมรรคา) ช่วงต่อจากบ้านถนนน้อย – บ้านหนองดุม

.

.

สภาพของเตาบ้านตาปางในปัจจุบัน ถูกไถทำลายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

.

       เนินเตาเครื่องเคลือบ – เครื่องปั้นดินเผาบ้านตาปาง เนินเตากลุ่มใหญ่อยู่ที่กลุ่มบ้านตาปางน้อย ทางทิศเหนือของบ้านตาปางใกล้กับห้วยโอคาน๊อบและเตาสวาย มีทั้งหมด 4 เตา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 - 14 เมตร ใกล้เคียงกันมีเตาถลุงแร่อยู่ 1 แห่ง อีกจุดหนึ่งอยู่ห่างมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกลุ่มเตาตาปางน้อย ประมาณ 350 เมตร เป็นเตาเครื่องเคลือบ 2 เตา ใกล้กับเนินชุมชนโบราณ แต่เตาเครื่องเคลือบของบ้านตาปางทั้งหมดล้วนถูกขุดทำลายเพื่อหาวัตถุโบราณ เมื่อประมาณ 25 - 30 ปีที่แล้ว ส่วนที่เหลือยังถูกไถทำลายเพื่อปรับหน้าดินใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก

.

.

.

.

กลุ่มเตาบ้านละหอกตะแบง

.

          กลุ่มเตาบ้านละหองตะแบง (Lahok Tabaeng Kiln Sites) เป็นกลุ่มเตาขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง และมีการศึกษามากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของกลุ่มเตาบ้านกรวด ประกอบไปด้วยร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายแห่ง ทั้งเนินที่ตั้งชุมชนโบราณ 2 เนินใหญ่ กลุ่มแหล่งเตาเครื่องเคลือบ 2 กลุ่มคือ กลุ่ม “เตาบ้านโตง”(Ban Tong Kiln Sites) จำนวน  3 – 4 เตา และกลุ่ม “เตาบ้านคูน้อย”(Ban Ku Noi Kiln Sites) จำนวน 3 เตา มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19   เตาในกลุ่มนี้เป็นเตาไล่อากาศ (crossdraft kiln) ระดับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องเคลือบขนาดใหญ่ (แบบหลายช่อง (Multiple fireboxes) มีเสาดินค้ำยันตรงกลาง ตามแบบเตาตานี อำเภอบันทายสรี ในประเทศกัมพูชา หรือแบบเสาคู่ สามช่อง (Three parallel fireboxes)  ตามแบบเตาสวาย บ้านโคกใหญ่

.

.

.

.

กลุ่มเตาเผาเครื่องเคลือบบ้านคูน้อย (ละหอกตะแบง)ทั้ง 3 เตาในปัจจุบัน

ก็เหลือเป็นเพียงเนินดินเตี้ย ๆ จากที่เคยเป็นเนินเตาเก่าความสูงกว่า 3 เมตร

ในปัจจุบันยังถูกไถทำลายเพื่อใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูก จนไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว

.

               เนินดินที่เป็นที่ตั้งของเตาเครื่องเคลือบ -เครื่องปั้นดินเผา หลายแห่งของกลุ่มเตาบ้านละหอกตะแบงถูกไถทำลายเพื่อใช้ที่ดินทำการเพาะปลูก คงเหลืออยู่เพียง 1 เตาในเขตกลุ่มบ้านโตง ที่ยังคงเห็นเป็นเนินสูง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ตั้งอยู่กลางไร่มันสำปะหลังแต่ก็มีร่องรอยการขุดหาวัตถุโบราณไปทั่วบริเวณเนิน หลายเนินที่เคยเป็นกลุ่มเตาเครื่องเคลือบก็ถูกไถทำลายทั้งหมด บางเนินมีการไถชายเนินให้ราบ กลายเป็นหน้าตัดสูง และมีร่องรอยของการขุดหาวัตถุโบราณเพื่อค้นหาเครื่องเคลือบแบบนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 - 30 ปีที่แล้วจนถึงในปัจจุบัน

.

.

ตาตับ แห่งบ้านโตง ผู้คว่ำหวอดกับเครื่องเคลือบบ้านกรวดในทุกรูปแบบที่พบ

.

.

.

เนินเตาเผาบ้านโตง (ละหอกตะแบง) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

 เจ้าของที่อยากเก็บไว้ให้มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างถูกต้อง

และเปิดเป็นที่ท่องเที่ยวของชุมชน

.

.

ตาตับพาไปดูบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของเนินเตาขนาดใหญ่

ที่ปัจจุบันราบเป็นหน้ากลอง กลายเป็นไร่มันสำปะหลังไปทั้งหมด

 (ภายหลังจึงกลายมาเป็นสวนยางพารา โครงการยอดฮิตแห่งอีสาน)

.

.

ชิ้นส่วนแตกหักของภาชนะเครื่องเคลือบจากกลุ่มเตาบ้านละหอกตะแบง

ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่หมู่บ้านคูน้อย

.

.

.

เตาสวาย บ้านโคกใหญ่

.

          กลุ่มเตาที่เป็นที่รู้จักในทำเนียบวงการวิชาการอีกแห่งหนึ่ง คือ “เตาสวาย” บ้านโคกใหญ่ (Sawai Kiln Sites – Ban Khok Yai) ที่เป็นเตาเผาเครื่องเคลือบในระดับอุตสาหกรรมการผลิต (Khmer Ceramics Industry) มีขนาดของเตาประมาณ 5 x 12 - 13 เมตร  เป็นเตาไล่ความร้อน (crossdraft kiln) แบบเสาคู่ สามช่อง (Three parallel fireboxes)  คลุมด้วยดินเหนียว (clay slab) อาจผสมฟาง(Straws) หรือแกลบข้าว (Rice Husk)  มีโครงสร้างไม้ไผ่เป็นแกน คลุมเป็นโดม (Chamber Dome) ดินปั้นที่คลุมที่ได้รับความร้อนจนมีเนื้อแข็งเป็นอิฐ (Brick) ด้านนอกจะมีการโป๊ะดินทับในทุกครั้งที่มีการเผา ให้มีความหนา (Thickness) เพียงพอที่จะสามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนได้ดี

.

.

.

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์เตาสวาย บ้านโคกใหญ่

แสดงซากของเตาผลิตเครื่องเคลือบแบบเขมรในระดับเตาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

.

         กลุ่มเตาสวาย จะตั้งอยู่ในแนวระหว่างลำน้ำห้วยโตงกับลำน้ำห้วยโอคาน๊อบ ที่ไหลมาจากชุมชนโบราณในเขตบ้านตาปางน้อย ใกล้กับแนวถนนราชมรรคาทางทิศใต้

.

.

แผนผังของเตาสวาย แสดงให้เห็นช่องภายในสามช่อง มีผนังและเสาค้ำเพดานเตา

เป็นเตาเผาขนาดใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม

ที่ใช้เผาเครื่องเคลือบพร้อมกันทีละจำนวนมาก ๆ ในแต่ละครั้งของการผลิต

.

                เนินเตาเครื่องเคลือบ - เครื่องปั้นดินเผา บ้านโคกใหญ่  แต่เดิม มีอยู่ 4 กลุ่มเตาใหญ่ แต่ถูกไถทำลายไปเกือบทั้งหมด กลุ่มเตาหนึ่งที่เหลืออยู่ทางทิศใต้ของบ้านโคกใหญ่เรียกว่า “เตาสวาย” มีการสร้างอาคารอนุรักษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ค่อมไว้ในปี 1992 ครับ

.

.

.

เตานิรนามที่บ้านเขาดินเหนือ

.

          แหล่งเตาสุดท้าย ในการสำรวจของผม เป็นเตาเครื่องเคลือบนิรนาม ที่บ้านเขาดินเหนือ (Ban Koa Din Nua Kiln Sites) (โคกกระเจิง –พนมได) ตำบลเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเนินเมืองโบราณรูปวงกลม 2 เมืองที่มีความสูงกว่า 5 – 8 เมตรเชื่อมต่อกัน ที่นี่พบเตาเครื่องปั้นดินเผา – เครื่องเคลือบดินเผา จำนวน 2 เตา (ปัจจุบันเหลือเพียงเหนึ่งเตา เป็นเตาขนาดกลาง ความกว้างยาวของเนินเตาประมาณ 10 x 12 เมตร ) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทางทิศตะวันออกของเนินที่ตั้งชุมชนโบราณริมลำห้วยทำนบ

.

.

เนินเตาเผาขนาดใหญ่ที่บ้านเขาดินเหนือในปัจจุบัน

โดยรอบยังพบเศษชิ้นส่วนภาชนะเครื่องเคลือบกระจัดกระจายอยู่

.

.

.

                จากภาพและเรื่องราว(อันยาวยืด)ของเครื่องเคลือบแบบเขมร ท่านผู้อ่านคงได้เห็นสภาพแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบในปัจจุบัน ก็คงไม่ได้ช่วยสร้างอารมณ์ให้อยากไปเที่ยว หรือถ่อสังขารเดินทางไปมากนัก แต่ถ้าหากมีโอกาศซักกะนิด ได้ผ่านโฉบไปใกล้กับแนวชายแดนบริเวณอำเภอบ้านกรวด ก็ขอแนะนำให้ท่านได้แวะไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์เตานายเจียน และพิพิธภัณฑ์เตาสวายบ้านโคกใหญ่ ที่เป็นแหล่งอนุรักษ์และแสดงสภาพเตาเผาเครื่องเคลือบโบราณในวัฒนธรรมเขมรที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดในประเทศไทยครับ

.

.

          ส่วนท่านที่สนใจ อยากเห็นและอยากสัมผัส เครื่องเคลือบ เครื่องถ้วยชามรามไห ไปจนถึงเครื่องประดับอาคารสถาปัตยกรรม ที่ยังมีสภาพสวยงามและสมบูรณ์อย่างใกล้ชิด  ก็ขอเชิญชวนให้เลี้ยวรถแวะเข้าไปในตัวเทศบาลตำบลบ้านกรวดปัญญาวัฒน์  เลี้ยวซ้ายเข้าไปใน “โรงเรียนบ้านกรวดวิทยาคาร” อันเป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์อำเภอบ้านกรวด” ที่นี่เป็นแหล่งเก็บรวบรวมเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบแบบเขมรที่พบในเขตจังหวัดบุรีรัมย์โดยเฉพาะในกลุ่มเตาบ้านกรวดอย่าง แหล่งเตาเผาบ้านถนนน้อย แหล่งเตาเผาบ้านสวาย เตาบ้านละหอกตะแบง เตาสายโทสอง ฯลฯ

.

.

.

.

.

.

                อาจพูดได้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงเครื่องเคลือบแบบเขมร หรือจะเรียกว่าแบบอังกอร์เลี่ยน แบบบุรีรัมย์ หรือ แบบบ้านกรวด ก็แล้วแต่ตามใจ ภาชนะในรูปแบบ รูปทรงต่าง ๆ  ที่ดูสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคอีสานใต้เลยก็ว่าได้

.

.

.

รูปสัตว์ประดับภาชนะเครื่องเคลือบ

 เวลาภาชนะแตกหัก ก็จะเหลือชิ้นส่วนของหัวสัตว์โดยเฉพาะช้าง ที่เป็นชิ้นส่วนที่มีความหนาและแข็ง

เมื่อแตกแยกออกมาเป็นชิ้น กำลังสวย เป็นที่ต้องการของนักสะสมแบบประเภทไม่อยากได้เต็มใบ 

.

          เป็นอย่างไรบ้างครับกับเรื่องราวของเครื่องเคลือบเขมร – บุรีรัมย์ จากอดีตที่ยาวไกลกว่า 1,200 ปี จากแหล่งเตากลางทุ่งสังหารที่อยู่ไกลสุดในเขตประเทศกัมพูชา มาจนถึงแหล่งเตาบ้านหญ้าคาและเมืองพิมาย แหล่งเตาเครื่องเคลือบทางเหนือสุดในดินแดนอีสานใต้

.

         มาถึงตรงนี้แล้ว ใครอ่านจนจบแล้วบอกว่า “สนุกจังเลย” ก็คงเป็น “เรื่องเหลือเชื่อ” กันเกินไป ทั้งศัพท์ก็เยอะ เรื่องก็ยาก คนเขียนก็มากความ มากเรื่อง ...อ่านกันจนหลับ หรือแค่ดูรูปก็ยังจะเผลอหลับ

.

         ก็เรื่องเครื่องเคลือบดินเผาโบราณมัน “น่าสนใจ” ซะที่ไหนกันล่ะ ...หุหุ       

.

          แต่กระนั้นผมก็ต้องรวบรวม นำเสนอทั้งเรื่องทั้งภาพมาให้มาก ให้อัปเดทเป็นปัจจุบันมากที่สุด เพื่อท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวในอดีต เรื่องราวเก่าแก่ ที่มีอยู่ไม่มากนักในสังคมไทย

.

         ได้รู้สึกอยากคิดเห็นแบบ “นอกกรอบ” กันบ้าง !!!

.

.

.

.

.

Reference         

GrahamW.A. :1922  “Pottery in Siam” in the Journal of the Siam Society.

New  Evidence of  Brown Gkaze  Stoneware Kilns Along The East Road From Angkor Mitch : Hendrickson :2008.

Archaeological Report on the Thnal Mrech Kiln Site (TMK02),Anlong Thom Phnom Kulen Cambodia : APSARA Authority 2009

Ceramic Kiln Lineages in Mainland Southeast Asia : Don Hein 2008

The Khmer Ceramic Industry at the Thnal Mrech Kiln : WWAI YEE 2009

Etienne Aymonier : 1901. Les Provinces Siamoises, Cambodge.

Groslier, Bernard Philippe. 1981. "Introduction to the Ceramic Wares of Angkor” in Khmer Ceramics 9th—14th Century

Dawn F. Rooney  and  Michael Smithies, ‘The Khmer Kilns of Ban Ya Kha,’ Journal of the Siam Society, vol 85 ,1997

Dawn F. Rooney ,Khmer Ceramics , Singapore, Oxford University Press, 1984.

Living Angkor road Project. 2006

Brown M.Roxanna  1981. Khmer ceramics of the Korat Plateau. In D. Stock (ed.), Khmer Ceramics 9th-14th Century, Singapore: Southeast Asian Ceramic Society.

------ 1989. The Ceramics of South-East Asia. Their Dating and Identification. Singapore: Oxford University Press.

Tharapong Srisuchat, and  Amara Srisuchat. 1989. "Introducing Buriram Ceramics and Kilns." The Silpakorn Journal.

Sathaporn Khwanyuen. 1985. "The Excavation of Baranae Kiln Site, Thailand." inTechnical Workshop on Ceramics SPAFA Ban Baranae.

Compositional Analysis of 35 Ceramic Sherds from Phum Snay, Prohear, Choeung Ek, and Village 10.8, Kingdom of Cambodia, using Instrumental Neutron Activation Analysis

: Shawn S. Fehrenbach 2011

กองโบราณคดี กรมศิลปากร แหล่งโบราณคดีประเทศไทย เล่ม 4 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) 2533

รศ.ดร.สมมาตร์ ผลเกิด ประวัติศาสตร์และโบราณคดีบุรีรัมย์ 2552

วรณัย พงศาชลากร สำรวจภาคสนาม โครงการเก็บรวบรวมข้อมูลเมืองและชุมชนในแนวถนนสายราชมรรคา เอกสารกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย 2010

พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพวิทยาเขตรังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โยธา ธาราหิรัญโชติ

Smithsonian Institution  : seasianceramics.asia.si.edu

rooneyarchive.net

APSARA Authority :autoriteapsara.org

13550011.at.webry.info

.




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
wanna-art วันที่ : 25/01/2012 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wanna-art

เป็นบทความที่ดีมีประโยชน์มากครับ แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานเครื่องปั้นดินเผาครับ http://www.ginnaree.info/

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 14/01/2012 เวลา : 17.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

สมัยเรียนมัธยมมีเพื่อนๆแถวบ้านโนนสำราญ แถวๆปราสาทบ้านทามจาน ที่เป็นรอยต่ออ.ขุขันธ์-ปรางค์กู่ เพื่อนบอกว่าขุดเจอเยอะมากเตาเผาอยู่ใกล้แหล่งน้ำน่าจะเป็นห้วยสำราญ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นละแวกของเส้นทางปราสาทตาเล็ง ทามจาน ปรางกู่ อะไรประมาณนั้น แต่ไม่ได้ซื้อหรอกเพราะไม่มีเงินซื้อสมัยนั้นแม้เสนอขายในราคาไม่แพง

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
Ae^ วันที่ : 13/12/2011 เวลา : 09.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

คุณภาพคับจอเลย

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ครูแดง วันที่ : 13/12/2011 เวลา : 08.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-สวัสดีค่ะอาจารย์เจี๊ยบ..

-อ่าน..ผ่านๆ ๑ รอบ ..จะกลับมาอ่านละเอียดอีกครั้งค่ะ...คงต้อหลายๆรอบ..

-วันที่ ๒๔ ธ.ค...พี่น้องในชีวิต..โอเค คิดถึงอาจารย์เจี๊ยบนะคะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ภาษาหลากสี วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 22.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pasalarksee
นิดนรี

คุณภาพคับบล๊อกเลยคะ

มาลงชื่อไว้ก่อน ไว้ค่อยมาอ่านใหม่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ช.พิพัฒน์ วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 21.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chatchawas

ใช้เป็นตำราอ้างอิงได้เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
มะอึก วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 19.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

คำบรรยายใต้ภาพ....ภาพท้าย ๆ ของเรื่อง
.
"ตาตับพาไปดูบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของเนินเตาขนาดใหญ่

ที่ปัจจุบันราบเป็นหน้ากลอง กลายเป็นไร่มันสำปะหลังไปทั้งหมด"
.
.
ไร่มันสำปะหลัง....คงจะเคยปลูกในอดีต
แต่ภาพที่อาจารย์ถ่ายมานั้น

ชาวปักษ์ใต้ เขาเรียกว่า "ต้นยางพารา" ครับ
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
มะอึก วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

วันนี้ภาระกิจ(ส่วนตัว-ครอบครัว) ยุ่งไปสักนิด
เข้ามาเปิดเรื่องนี้ของอาจารญ์อ่านเมื่อเวลา 17.30 น.
.
-ย่อหน้าที่ 2 ใต้ภาพแผนที่.....

ประกอบกับปัจจัยเกื่อหนุน= "เกื้อหนุน"
.
(ถึงเวลานี้ 17.47 น.
ผมยังไม่ถึงครึ่งเรื่องครับ)

มีธุระ...ขออนุญาตวางหนังสือเล่มนี้แป๊บ....
.

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ชบาตานี วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 19.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เป็นความรู้ที่เต็มเหยียด..ได้สาระจนสุดจะบรรยายเลยล่ะค่ะ
ขอบคุณสาระดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
bon09 วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ขอบคุณมากๆสำหรับความรู้ที่นำมาให้อ่านและชม

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

รูปทรงภาชนะของเขมร แตกต่างจากของไทยมาก สวยไปอีกแบบ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

`เข้าบ้านนี้ ต้องแอบชื่นชมในความเสมอต้น เสมอปลาย ในการรักษาระดับคุณภาพกระทู้ นานๆ จะมาที แต่มาแล้ว คุณภาพคับแก้ว ผู้ชมอิ่มไปเลย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
BlueHill วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก


ปะติมากรรมสัตว์มีอยู่ภาพหนึ่งแปลกตาไปทีเดียวครับ
ภาพนี้เหมือนแมวน้ำ แต่แถวอินโดจีนไม่มีสัตว์ชนิดนี้
เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นปลาพะยูนครับ
เมื่อก่ิอนสัตว์ชนิดนี้คงพบได้ทั่วไป ไม่ใช่หายากเช่นในปัจจุบัน

ช่างโบราณจึงหยิบมาเป็นแบบเสียเลย

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ป้าอู๋ วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 11.07 น.

ได้ความรู้เอี้ยดเลยค่ะ ขอบพระคุณจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

อ่านอยู่20นาทีเหนื่อยเลย
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

ขอบคุณอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ปวิภา วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 07.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pavipa
ปวิภา วัฒนวราสิน...@ บูชาคนดี...ไว้เชิดชู...แผ่นดินไทย @ 

...เรื่องที่ต้องใส่ใจกันมากมาก นะคะ...

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 03.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

มาอีกรอบครับ ว่าสวนยางทำให้หายนะทางประวัติศาสตร์หายไปเก่อกรมศิลปากร

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 12/12/2011 เวลา : 03.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ครับตำราวิชาการทำให้ยากเข้าไว้ กฏหมายอีกอย่าง วิชาเศรษฐศาสตร์อีก อ่านยากเข้าใจยากเพราะ
เพื่อจะได้อ่านได้ยาก
ขอบคุณครับอาจารย์เมื่อ ๒ๆ ปีที่แล้วญาติผมที่เขาทำประมง ทำอวนลากๆๆในทะเล เขาเก็ยไหไว้ ขณะเดียวกันเรือลำอื่น ลากพบ จับโหยนทะเลหมด

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 11/12/2011 เวลา : 22.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

เจ้าของบ้านใจถึงจริงๆ ขอคารวะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ป้ารุ วันที่ : 11/12/2011 เวลา : 21.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

เก็บไว้อ่านถึงปีโน้นเลยค่ะอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สิริปตี วันที่ : 11/12/2011 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

เจิมไว้ พร้อมจะละเลียดอ่านอย่างตั้งใจค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 11/12/2011 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

มากดโหวตให้ครับ..อ่านคงหลายวัน

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< ธันวาคม 2011 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]