• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2219343
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 21201 , 22:55:55 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน Surakant , ซำมะแจะ และอีก 10 คนโหวตเรื่องนี้

         หลังจากที่ผมได้เดินทางกลับมาจากภารกิจที่จังหวัดนครพนม ในระหว่างวันที่ 9 – 15 มกราคม 2555 ตลอดเส้นทางทั้งขาไปและกลับ ผมและพี่มะอึกได้มีโอกาสแวะเวียนเข้าไปเที่ยวชมปราสาทหินใหญ่น้อยหลายแห่งครับ

.

         การได้มีโอกาสกลับไปเยือน “โบราณสถาน” ในแต่ละครั้ง มันก็คงเหมือนกับการที่เราจะต้องย้อนกลับไป “เรียนรู้” และทำความ “เข้าใจ” กับ “ซากจากอดีต” และ ”ร่องรอยเก่าแก่” ที่สามารถจับต้อง สัมผัสได้อยู่ตรงหน้า เหมือนเป็น “อาจารย์” ที่จะคอยให้ “ข้อสังเกต” ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่ไปเยือน อย่างไม่เคยมีที่สิ้นสุดเลยครับ

.

         ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมได้มีโอกาสได้กลับไปเรียนรู้เรื่องราวของ “ปราสาทหิน” ในรูปแบบ “อโรคยศาลา” (Arogayasala) หรือที่ผมเรียกว่า “พยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้า” ที่ปราสาทนางรำ อำเภอประทาย (จังหวัดนครราชสีมา) ปราสาทกู่ธวัชบุรี (บ้านมะอึ จังหวัดร้อยเอ็ด) ปราสาทกู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย(จังหวัดร้อยเอ็ด) ด้วยใจระทึก

.

         และก็ไม่ผิดหวังครับ เพราะปราสาท “สุคตาลัย” แห่งอโรคยศาลาทั้งสามแห่งที่ไปเยือนในครั้งนี้ ท่านได้ฉุกคิด“ข้อสังเกต” และสร้าง “จินตนาการ” ให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้รายละเอียดและภาพสมมุติของ“วันที่สุคตาลัยนั้นยังใช้คงประโยชน์โดยผู้คนในยุคโบราณอยู่ ?” มากขึ้น

.

          ที่ปราสาทนางรำ ผมได้พบกับรูปแบบของปราสาทประธานที่มีมุขยื่น เช่นเดียวกับปราสาทประธานทรงลดหลั่น (ศิขระ) ของสุคตาลัยทั่วไป แต่ที่นี่ ไม่มีช่องหน้าต่าง ? ตามแบบแผนที่ควรจะเป็น (อย่างน้อยจะต้องมีหน้าต่างหนึ่งทางฝั่งทิศใต้ของมุข) ช่างเขาคงลืมสร้างกระมัง ?

.

         และยังพบร่องรอยของฐานอาคารไม้ รวมทั้งซุ้มอาคารและฐานที่ตั้งของ “จารึกประจำอโรคยศาลา” ที่จะพบเห็นได้ไม่มากแห่งนัก

.

.

ปราสาทนางรำในยามเย็น

ด้านหน้าเป็นร่องรอยของฐานอาคารและฐาน(มีรู)สำหรับปักเดือยของจารึกประจำอโรคยศาลา

มุขหน้าของปราสาทประธานที่นี่ไม่มีหน้าต่างทั้งสองด้าน

.

           ต่อมาที่ปราสาทปรางค์กู่ธวัชบุรี ผมโชคดีที่ได้เข้าไปในขณะช่วงที่กำลังมีการ “ขุดแต่ง” และ“บูรณะ”โดยวิธีการอนัสติโลซิส (Anastylosis) ผู้ควบคุมงาน (คุณกาย) ได้นำชมร่องรอยหลักฐานและแนวคิดการอนุรักษ์ปราสาทในแนวใหม่ ตามแบบแผนของดร. วสุ โปษยะนันทน์ ที่ใช้กับการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว มาแล้ว รวมทั้งยังชี้ให้เห็นถึงร่องรอย “ความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจาก “ความไม่เข้าใจ” หรือ “ความมักง่าย” ของการบูรณะโดยกรมศิลปากร ในปี 2537

.

         ในขั้นตอนของการขุดแต่ง แสดงให้เห็นว่า ปราสาทประธานของกู่ธวัชบุรี มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากปราสาทอโรคยศาลาหลังอื่น ๆ คือ มีลานหินปูพื้น “แผ่” ออกไปโดยรอบปราสาทประธานอย่างมีแบบแผน ด้านหน้ามีการปูพื้นด้วยหินเป็นลานกว้าง และมีร่องรอยของ “เสาไม้” เป็น “รู” บนพื้น แสดงให้เห็นว่าในอดีต ครั้งหนึ่งต้องเคยมีการสร้างอาคารไม้อยู่ด้านหน้ามุขของตัวปราสาทประธาน

.

.

ลานด้านหน้าของปราสาทกู่ธวัชบุรี ในระหว่างการขุดแต่ง

พบร่องรอยของการปูพื้นเป็นฐานแผ่โดยรอบปราสาทประธาน

มีรูเสาของอาคารไม้ให้เห็นอย่างชัดเจน

.

          ภายในปราสาทประธาน ได้มีการขุดพบ “เสา” หินขนาดใหญ่ ด้านบน 8 เหลี่ยม 4 ต้น ที่มองดูแล้วน่าจะถูก “ตั้งใจ” นำมาฝังไว้ สอดรับกับใบเสมาหินทรายแดงคติแบบทวารวดี สลักเป็นรูปสถูปสามองค์ ที่ถูกนำมาปูเป็นหินรองพื้น บริเวณลานชาลาด้านหน้าปราสาทประธาน ก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงการ นำสิ่งของ”ศักดิ์สิทธิ์” และสิ่ง “แตกหัก” (ไม่ใช้แล้ว ไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว)ในยุคก่อนหน้าการสถาปนาปราสาทสุคตาลัย รวบมารวมไว้กับคติความเชื่อของระบอบใหม่ในยุคหลัง

.

         นับเป็นกลบท ในการสร้างให้พื้นที่ศักด์สิทธิ์ในยุคทวารวดีของชุมชนเก่าแก่ สืบต่อเนื่องมาเป็นมณฑลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระไภษัชยในยุคของผู้คนในจักรวรรดิบายนที่เข้ามาอยู่ร่วมอาศัยนั่นเอง !!!

.

         และที่กู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผมได้เรียนรู้ใหม่ว่า ปราสาทประธานของสุคตาลัยที่นี่ แตกต่างจากที่อื่น ๆ ตรงที่ “มีหน้าต่างของมุขด้านหน้า ทั้ง 2 ด้าน" (อโรคยาศาลโดยทั่วไป จะมีแบบแผนการเจาะช่องหน้าต่างตรงมุขยื่นเฉพาะด้านทิศใต้ ส่วนทางทิศเหนือนิยมทำเป็นผนังทึบ) ซึ่งอาจจะเป็นปราสาทประธานของสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลาเพียงแห่งเดียวในเขตประเทศไทยที่มีรูปแบบของหน้าต่างเช่นนี้ครับ

.

.

มุขด้านหน้าของปราสาทกู่โพนระฆัง

ทำเป็นช่องหน้าต่างทั้งสองด้าน

.

         นอกจากความแตกต่างที่หน้าต่าง การขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2545 ที่กู่โพนระฆัง ยังพบชิ้นส่วนของ “นพศูล” สำริดขนาดใหญ่ที่ปักอยู่บนส่วนยอดสุดของปราสาทประธาน (ปักเชื่อมโลหะติดเข้ากับ “หม้อกลส – หม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์” สลักหินทราย) เหนือชั้นหินสลักรูปบัวกลุ่มยอดปราสาทขึ้นไป

.

.

นพศูลสำริดของสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา

ที่พบจากการขุดแต่งปราสาทโพนระฆัง

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

.

         แล้วก็ติดโผว่า ที่นี่ เป็นอโคยศาลาที่มีโอกาสได้ค้นพบชิ้นส่วนของ “ยอดนพศูล” เพียงแห่งเดียวในเขตประเทศไทย (ส่วนที่อื่น ๆ อาจจะถูกถอดไปหลอมใช้งานอื่น ๆ ตั้งแต่เลิกใช้งาน หรือถูกขโมยไปเก็บไว้ประดับบารมีในยุคหลัง)

.

         ที่กู่โพนระฆัง ยังได้ขุดพบ “จารึกประจำอโรคยศาลา” ปักอยู่บนฐานภายในซุ้มอาคารหินขนาดเล็ก บริเวณปีกทิศใต้ของชาลาทางเดินรูปกากบาทด้านหน้าปราสาทประธาน

.

.

ซุ้มอาคารขนาดเล็ก และฐานใช้สำหรับปักจารึกประจำอโรคยศาลา

ปราสาทกู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด

.

         ซึ่งก็เป็น จารึก 1 ใน 13 หลัก ของจารึกประจำอโรคยศาลาที่ถูกขุดพบในบริเวณกำแพงมณฑลสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา จากกว่า 35 แห่งทั่วประเทศไทย !!!

.

         ส่วนที่หายไป ก็คงเพราะถูกทุบทำลายเป็นสาเหตุแรก และถูกยกไปเก็บโชว์ตามบ้านเป็นเหตุผลถัดมา หุหุ

.

         ความสำคัญของที่นี่ยังไม่หมดครับ ที่กู่โพนระฆังนี้ ยังค้นพบรูป “โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” หรือ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Bodhisattva Avalokitesvara) ผู้บริบาลความเจ็บปวด” 4 กร ในสภาพเกือบสมบูรณ์ และ “รูปบุคลาธิษฐานของพระไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต (ราชา) (Bhaisajyaguru)" ในท่าประทับนั่ง พระหัตถ์ทั้งสองถือวัชระปลายแหลมสองด้าน (อีกด้ามอาจเป็นกระดิ่ง)ในระดับพระอุระ แสดง “วัชร – หุง – กร - มุทรา” อันมีความหมายถึงการบรรลุสู่ความต้องการ ที่จะหายจากโรคร้าย หรือบรรลุโพธิญาณ โดยทันทีทันใด หรือฉับพลัน เป็นรูปเคารพประธานค์หลักแห่งสุคตาลัย

.

.

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล

พบที่ปราสาทกู่โพนระฆัง (ยืนเพื่อเทียบขนาด)

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

.

.

.

รูปเคารพ พระไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต ในท่ามุทรา วัชร หุง กร มุทรา

ประธานหลักแห่งอโรคยศาลา กู่โพนระฆัง

จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

.

         จาก “ความรู้” และการ “อนุมาน” ที่ได้จากอาจารย์แบบ “ธรรมชาติ” ของร่องรอยหลักฐานมากมายที่ปรากฏอยู่ในซากพังทลายของอโรคยศาลาทั้งสามแห่ง ผมจึงตัดสินใจ เขียนเรื่องราวตามความคิดความเห็น ประกอบหลักฐาน เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองพินิจพิเคราะห์ และจินตนาการตามผมโดยไม่ต้องเชื่อและไม่ต้องไปติดกรอบวิชาการใด ๆ กันครับ

.

         เท้าความปูพื้นกันก่อน ชื่อที่มาของ “อโรคยศาลา” (Arogayasala) ปรากฏขึ้นครั้งแรก จากการแปลความหมายของข้อความ “ฉันทลักษณ์” บทที่ 117 ที่สลักบนศิลาทรายยอดรูปทรงกระโจม เป็น “จารึก” ที่พบในปราสาทตาพรหม มีความว่า 

.

         “...พระองค์ได้ทรงสถาปนาอโรคยศาลาจำนวน 102 แห่งในทุก ๆ วิษัย และ ณ อโรคยศาลานั้นยังได้สถาปนารูปเคารพจำนวน 798 องค์ “ 

.

         นอกจากจารึกปราสาทตาพรหม ชื่อของสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา ยังปรากฏถึงใน “จารึก (หาด)ทรายฟอง” ที่พบในเขตเมืองโบราณทางทิศใต้ของนครเวียงจันทน์ และจารึกปราสาทพระขรรค์ ที่กล่าวถึงการสร้าง “โรงพยาบาล” ตามชุมชนโบราณ (วิษัย) ทั่วเขตอำนาจของพระเจ้าศรีชัยวรมันหรือ “พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

.

.

จารึกประจำอโรคยศาลา

จากเมืองทรายฟอง ทางทิศใต้ของนครเวียงจันทน์

.

         เหตุแห่งการการสถาปนาอโรคยศาลาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ศาสตราจารย์จอร์จ เซแดส (Georges Coedes) ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้โดยอาศัยปกรณัมเรื่องการเสด็จแสวงบุญของพระราชาผู้เป็นโรคเรื้อนพระองค์หนึ่งในอดีต ประกอบกับภาพสลักบนหน้าบันของสุคตาลัยประจำอโรคยศาลา “เลียคเนียง” (LeakNeang) ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาแก้ว ใกล้ประตูทิศตะวันออกของเมืองพระนคร ซึ่งเหมือนกับภาพสลักที่ปรากฏบนระเบียงคดของปราสาทบายน

.

         ดร.เมส์นาร์ด (Dr. Ménard) ผู้อำนวยการสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) แปลความหมายของภาพสลักดังกล่าวว่าเป็นภาพของการรักษาโรคเรื้อน และในกลุ่มคนที่กำลังทำการรักษาโรคจะมีบุคคลผู้หนึ่งถือภาชนะบรรจุผลไม้ผลกลมลูกเล็ก ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น “ลูกกระเบา” ที่ใช้รักษาโรคเรื้อนตามตำราแพทย์แผนโบราณ

.

         ดังนั้นศาสตราจารย์จอร์จ เซแดสจึงเสนอว่า เหตุที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสถาปนาอโรคยศาลาทั่วทั้งพระราชอาณาจักรอาจจะเป็นเพราะ “พระองค์ทรงมุ่งหวังว่าการบำเพ็ญพระกุศลในครั้งนี้ จะยังให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งทางบรรเทาจากการประชวรด้วยโรคร้าย ซึ่งก็คือโรคเรื้อนนั่นเอง"

.

         แต่เหตุผลเพียงการรักษาโรคเรื้อนตามตำนาน “พระเจ้าขี้เรื้อน” เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะไม่ใช่คำอธิบายที่ชัดเจนนักนะครับ การศึกษาของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ โดย ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot) ได้มีคำอธิบายเพิ่มขึ้นว่า “การสร้างโรงพยาบาลและสุคตาลัยหรือปราสาทหอพระประจำพยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 102 แห่งตามจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นเดชานุภาพในทางโลกและทางธรรม พระองค์กำลังพยายามบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีเพื่อช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์บนโลกให้พ้นทุกข์ ตามคติของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน (วัชรยานตันตระ) ทรงปฏิบัติตนเป็นมหาธรรมราชา เช่นเดียวกับที่พระเจ้าอโศกมหาราช พระมหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมลียะทรงเคยปฏิบัติมาในอดีตกาล”

.

          พระปณิธานอันแน่วแน่ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสถาปนาอโรคยศาลา ปรากฏหลักฐานจากการแปลข้อความในจารึกประจำอโรคยศาลาหลายหลัก เช่นโศลกบทที่ว่า 

.

         “...โรคที่เบียดเบียนร่างกายของประชาชนนั้น กลับกลายเป็นโรคทางใจ ถึงแม้ว่าทุกข์นั้นจะใช่เป็นของตนเอง แต่ความทุกข์ของราษฎรก็เปรียบเหมือนความทุกข์ของผู้ปกครอง...”

.

          หรือบทโศลกอีกบทหนึ่ง “...พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก พระองค์ได้เปล่งพระปณิธานซ้ำอีกครั้งว่า พระองค์จะช่วยสัตว์โลกทั้งหลายที่จมอยู่ในมหาสมุทร (แห่งทุกข์) ให้หลุดพ้น ก็ด้วยความดีของพระองค์”

.

         อีกเหตุผลสำคัญที่อาจอธิบายถึงเหตุแห่งการสถาปนาอโรคยศาลาทั่วพระราชอาณาจักรได้ก็คือ เมื่อครั้งหนึ่ง พระองค์อาจเคยได้เสด็จไปถึงชมพูทวีป(อินเดีย) ในคราวหนีการปกครองของ “พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน” ผู้ยึดครองบัลลังก์นครศรียโศธรปุระ และความล่มสลายของเมืองพระนครต่ออาณาจักรจามปา ชั่วระยะ 15 ปีที่พระองค์หายไป เรื่องราวตามตำนานเก่าแก่ในประเทศอินเดีย – ลังกา ได้เล่าถึงกษัตริย์แห่งศรียโสธรปุระพระองค์หนึ่งได้เสด็จไปครองราชย์ที่อินเดีย - ลังกา ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

.

         ถึงแม้ในความเป็นจริง พระองค์อาจไม่เคยได้เสด็จไปถึงศรีลังกาตามเรื่องเล่าเก่าแก่ แต่พระองค์ก็คงได้ยินเรื่องราวและได้ศึกษาของ “พุทธมหาราชา” ในอดีต อย่างน้อย 2 พระองค์ อันได้แก่ “พระเจ้าอโศกมหาราช” แห่งจักรวรรดิมคธราษฎร์ และ “พระเจ้ากณิษกะ”แห่งจักรวรรดิกุษาณะ มหาราชาทั้งสอง ทรงเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทำเหมือนกันหลายอย่างในการทำนุบำรุงและปกครองบ้านเมืองภายหลังสงครามรวบรวมอาณาจักร อย่างหนึ่งก็คือ การสร้างโรงพยาบาลสถานและการขุดบ่อน้ำไว้ทั่วทุกตำบลใน “ขอบเขต” อำนาจของจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่

.

         ประโยชน์ทาง “การเมือง” ที่ได้จากการสร้าง “โรงพยาบาลสถาน” ของพุทธกษัตริย์โบราณ คือ การประกาศขอบเขต “เดชานุภาพ” ของพระองค์โดยพฤตินัย ด้วยอาคารศูนย์กลางแห่งชุมชน และผู้คนที่มี “ขนบ” แบบแผนเดียวกัน การบริหารขึ้นตรงต่อราชสำนักกลางที่เมืองหลวง

.

         อีกประโยชน์สำคัญในทางสังคม คือการทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชน ให้อยู่ดีมีสุข ด้วยการรักษาโรคโดยไม่คิดค่ารักษา อโรคยศาลาจึงเป็นเสมือนที่พึ่งทั้งทางกายและทางจิตใจของไพร่ฟ้า ข้าทาสประชาชน จนสามารถสร้างเงื่อนไขความผูกพัน ให้ประชาชนจงรักภักดีและถวายใจสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองตลอดรัชสมัย การบูชาสักการะพระพุทธเจ้าแห่งอาณาจักรและพระราชาผ่านรูปเคารพในศาสนสถาน จึงมีผลทางจิตวิทยาเชิงการเมือง การปกครองกับไพร่ฟ้าประชาชนเป็นอย่างมาก 

.

         แรงบันดาลใจจากอดีตนี้ คงเป็นแรงผลักดันสำคัญ ที่ส่งผลให้พระเจ้าศรีชัยวรมัน ประกาศตนเป็นพุทธมหาราชาทั้งทางเดชานุภาพของอาณาจักรกัมพุชเทศ พร้อมการทำนุบำรุงไพร่ฟ้า ข้าทาสประชาชนด้วยการสร้าง “โรงพยาบาลสถาน เรือนพักทาง(วหนิคฤหะ) และแหล่งน้ำ” ขึ้นไปพร้อมกัน เฉกเช่นพุทธมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต

.

.

แผนที่แสดงที่ตั้งของปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา ทั้ง 35 แห่ง (อาจมีมากกว่า)

ทั่วเขตประเทศไทย

.

         การสถาปนาอโรคยศาลาหรือการก่อสร้างปราสาทสุคตาลัยในแต่ละท้องถิ่น (สุรุก) ตามวิษัยนครจะมีความแตกต่างกัน ปราสาทอโรคยศาลาทุกแห่งจะใช้หินศิลาแลง (Laterite) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง มีเพียงบางแห่งในเขตเมืองพระนครหลวง (จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา)ที่ใช้หินทราย (Sandstone) เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง หลายปราสาทจะใช้หินทรายเป็นส่วนค้ำยันโครงสร้าง (คานรับน้ำหนักหลังคา คานรับชั้นหลังคา เสากรอบประตู กรอบหน้าต่าง )และส่วนตกแต่ง (ทับหลัง บัวกลุ่มยอดปราสาท หน้าต่าง รูปเคารพ เครื่องบน นาคปัก) อโรคยศาลาบางแห่งจะใช้หินทรายเป็นส่วนประกอบหลักของหน้าบันมุขยื่นของปราสาทประธาน หน้าบันของบรรณาลัย เช่นที่ปราสาทตาเมือนโต๊จฺ จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทกุฏิฤๅษีโคกเมือง ปราสาทกุฏิฤๅษีหนองบัวราย จังหวัดบุรีรัมย์ ปรางค์กู่ จังหวัดชัยภูมิ กู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด ความประณีตและความสวยงามของการก่อสร้าง จำนวนข้าทาสบริวารก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นที่อาจมีความสำคัญ เป็นชุมทางบนเส้นทาง แหล่งผลิตสินค้า แตกต่างกันไป อาจเป็นชุมชนขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ชุมชนตั้งใหม่หรือชุมชนซ้อนทับ ก็ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้อโรคยศาลาแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด

.

.

ปราสาทประธานของสุคตาลัยปราสาทกุฏิฤๅษีโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

.

         ภูมิที่ตั้งของปราสาท อโรคยศาลามักจะสร้างอยู่ใกล้กับชุมชน(สุรุก – วิษัย) หรือซ้อนทับไปบนพื้นที่ที่เคยเป็นมณฑลศักดิ์สิทธิ์ในยุคก่อนหน้า (ยุคทวารวดี) การก่อสร้างอาคารปราสาทหลายแห่งนอกจากจะเป็นการสถาปนาปราสาทขึ้นเป็นศูนย์กลางของชุมชนเกิดใหม่ในยุคนั้นแล้ว ก็ยังใช้วิธีการดัดแปลงหรือรื้อปราสาทหิน ศูนย์กลางชุมชนในยุคก่อนหน้า (พุทธศตวรรษที่ 16 – 17) ซึ่งเป็นศาสนสถานในคติความเชื่อของฮินดู มาสร้างเป็นปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยาศาล เช่นที่ปราสาทเมืองเก่า จังหวัดนครราชสีมา (อาจรื้อปราสาทหินเก่ามาใช้ทั้งหลัง) ปราสาทกู่บัวมาศ จังหวัดมหาสารคาม (สร้างทับไปบนปราสาทอิฐเก่า) โบราณสถานสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรีปราสาทบ้านน้อยห้วยพระใย จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น

.

.

โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าของปราสาทเมืองเก่า จังหวัดนครราชสีมา

มีความพิเศษกว่าอโรคยศาลาแห่งอื่น ๆ ตรงที่ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างทั้งหมด

.

.

บรรณาลัยของกู่บัวมาศ จังหวัดมหาสารคาม

เป็นอโรคยศาลาที่สถาปนาขึ้นโดยการดัดแปลงปราสาทเก่าในพุทธศตวรรษที่ 15

.

         บางสุคตาลัย ก็จะเลือกสร้างให้อยู่ใกล้กับศาสนสถานในยุคก่อนหน้า จึงมักจะปรากฏร่องรอยการรื้อถอนชิ้นส่วนของปราสาทในยุคพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 มาประกอบเป็นปราสาทอโรคยศาลหลังใหม่ เช่น ที่ปราสาทกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง (ใกล้ปราสาทเมืองต่ำ) ปราสาทนางรำ (ใกล้ปราสาทกู่พราหมณ์จำศีล ปราสาทกู่โพนระฆัง (เลาะชิ้นส่วนมาจากปราสาทกู่กาสิงห์) ปราสาทกู่ธวัชบุรี (รื้อปราสาทกู่น้อยมาทั้งหลัง) ปราสาทกังแอน (ใช้ชิ้นส่วนของปราสาทหมื่นชัย) ปราสาทตาเมือนโต๊จฺ (ชิ้นส่วนมาจากปราสาทตาเมือน) ปราสาทสระกำแพงน้อย (นำชิ้นส่วนมาจากปราสาทสระกำแพงใหญ่) ปราสาทบ้านปราสาท (นำชิ้นส่วนมาจากกู่บ้านปราสาท) เป็นต้น

.

.

         อโรคยศาลา หรือที่อาจเรียกว่า “พยาบาลสถานแห่งพระพุทธเจ้า” เป็นชื่อรวมของสถานที่หนึ่ง ที่มีการจัดพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่เราเห็นหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงส่วน “มณฑลแห่งพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต” หรือ “สุคตาลัย” ที่ประกอบไปด้วย “หอพระ” หรือ “ปราสาทประธาน” (Chapel - Shrine) ตั้งอยู่กลางเขต “มณฑลศักดิ์สิทธิ์” ที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงแก้ว (แต่ทำจากหินศิลาแลงเป็นส่วนใหญ่) บนแผนผังพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม (แทนความหมายของสวรรค์ 4 ทิศ แบบพื้น ๆ ) ด้านมุมตะวันออกเฉียงใต้ (หรือบางแห่งก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) จะเป็นที่ตั้งของ “บรรณาลัย”หรือ “หอคัมภีร์” หนึ่งหลัง เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลงหรือหินทราย มีประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันตก หรือทิศใต้ ที่อาคารบรรณาลัยนี้มักจะขุดค้นพบรูปเคารพสำคัญทางคติความเชื่อในลัทธิวัชรยานตันตระประดิษฐานอยู่

.

.

โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า ของปราสาทตาเมือนโต๊จฺ

เป็นอาคารทรงมณฑป คูหาปีกข้างเจาะเป็นช่องหน้าต่าง

.

         ด้านหน้าของสุคตาลัย เป็นซุ้มประตูทางเข้าหรือ “โคปุระ” (Gopura) แผนผังเป็นรูป “กากบาท” มีซุ้มประตูเข้าสู่ด้านในเป็นทรง “มณฑป” มีหน้าบันก่อด้วยศิลาแลงและใช้หินทรายสลักเป็นกรอบประตู หน้าต่างและทับหลัง ปีกทั้งสองข้างของซุ้มประตูบ้างก็ทำเป็นหน้าต่าง บ้างก็ทำเป็นประตู บางแห่งก็สร้างเป็นกำแพงทึบ เชื่อมต่อด้วยกำแพงแก้ว บางแห่งก็เจาะกำแพงแก้วเป็นประตูเข้าออกด้านข้างโคปุระ

.

.

โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า ของปราสาทกู่พันนา จังหวัดสกลนคร

เป็นอาคารทรงมณฑป คูหาปีกข้างทำเป็นผนังทึบ

.

.

ปีกข้างของโคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า ปราสาทกังแอน(บ้านปราสาท)

คูหาปีกข้างสลักหินทรายทำเป็นหน้าต่างหลอก มีม่านปิดลงมาครึ่งหนึ่งแบบปราสาทบายน

.

         ด้านนอกของกำแพงมณฑลจะมี “สระน้ำ” ตั้งอยู่ใกล้มุมกำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สุคตาลัยบางแห่งอาจมี “บาราย” หรือสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางด้านหน้าทางทิศตะวันออก ใช้ประโยชน์ในการดื่มกินของผู้คน รวมทั้งยังใช้ “น้ำ” เพื่อเป็นสื่อในการเชื่อมโลกสวรรค์และโลกแห่งความหวัง โลกที่มองไม่เห็นกับโลกแห่งความจริง น้ำในสระน้ำจึงกลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์“ เมื่อผ่านพิธีกรรมและรูปบุคลาธิษฐานในสุคตาลัย

.

.

สระน้ำของสุคตาลัย ปราสาทครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ในสภาพก่อนการบูรณะ

.

.

สระน้ำของสุคตาลัย ปราสาทบ้านหนองแฝก(บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

ภายหลังได้รับการอนุรักษ์แล้ว

.

         ส่วนที่มีกิจกรรมการรักษาพยาบาลในยุคโบราณนั้น “สันนิษฐาน” (อนุมานจากหลักฐานที่ได้เคยเห็นได้เคยอ่านและจินตนาการล้วน ๆ )ได้ว่า จะเกิดขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ โดยเฉพาะด้านนอกมณฑลศักดิ์สิทธิ์ ที่น่าจะมีการสร้างอาคารศาลาที่สร้างขึ้นจากไม้ในรูปแบบต่าง ๆ หลายหลังเรียงรายอยู่โดยรอบกำแพงของมณฑล ส่วนภายในกำแพงที่ตั้งของสุคตาลัย ก็จะมีการสร้างอาคารไม้ กระจายตัวอยู่โดยรอบ ดังที่พบร่องรอยของฐานอาคารและ “รู” ของเสาคานไม้ ทั้งบนตัวหน้าบันอาคารปราสาทหิน และรูเสาอาคารไม้บนพื้นบริเวณหน้ามุขของปราสาทประธานอีกด้วย

.

.

ร่องรอยของช่องวางเสาไม้ มุมฐานด้านหน้าของปราสาทกู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด

.

.

แนวรูเข้าคานหลังคาไม้ทรงหน้าจั่ว บนหน้าบันปราสาทตาเมือนโต๊จฺ จังหวัดสุรินทร์

.

         เมื่อไพร่ทาสประชาชนผู้เจ็บป่วยต้องการรักษาโรคทั้งทางกายและใจ ก็จะเดินทางตามเส้นทางโบราณเพื่อมาพักรักษาตัวอยู่ด้านนอก ส่วนใหญ่จะต้องมาพักอาศัยอยู่หลายวันเพราะหนทางไกล ต้องใช้การเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ละวันจะมีประชานและผู้ป่วยเข้ามาบูชาโพธิสัตว์แห่งการบริบาลอยู่ด้านหน้าชานชาลาและศาลาบูชาที่สร้างด้วยไม้ด้านนอก ไม่มีสิทธิ์ล่วงเข้าไปในเขตมณฑลศักดิ์สิทธิ์ภายในกำแพงปราสาทสุคตาลัยอย่างเด็ดขาด

.

         กระบวนการการรักษาพยาบาลในอโรคยศาลา น่าจะเริ่มต้นด้วยการลงบัญชีเลข (ทะเบียน) ของผู้ป่วยกับเจ้าพนักงานผู้เป็น “ข้ากัลปนา- ขํยุ” (ข้าทาสหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกนำมาถวายให้ศาสนาสถานเพื่อทำงาน) ของอโรคยศาลา เพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วแจกแจงอาการโรคของผู้ป่วย จดบันทึก แล้วจัดผู้ป่วยแยกย้ายไปตามศาลาราย ซึ่งจะแยกกันรักษาโรคต่างชนิดกัน เช่น “ศาลานวด” ก็จะรักษาโดยการนวด การเหยียบ ลูกประคบ สำหรับผู้ป่วยภายนอกร่างกาย ดังเช่นการ “เหยียบฉ่า” (ที่ยังพบเห็นได้จนถึงในปัจจุบัน) “ศาลายา” เป็นศาลาที่ต้มหรือผลิตยาจากสมุนไพรชนิดต่าง ๆ “ศาลาเด็ก” ก็จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับเด็ก เช่นการกวาดยา การทามหาหิงคุ์แก้อาการปวดท้อง ฯลฯ หลายศาลาก็ขอเชิญท่านผู้อ่าน “จินตนาการกันไป”

.

.

แผนผังจำลอง การใช้ประโยชน์และการจัดวางอาคารภายในพื้นที่อโรคยศาลา

ของปราสาทตาเมือนโต๊จฺ จังหวัดสุรินทร์

.

         ผู้ป่วยแต่ละคนคงจะมีโอกาสได้เดินผ่านโคปุระเข้าไปภายในมณฑล เพื่ออาศัยความ “ศักดิ์สิทธิ์” แห่งอานุภาพของมณฑลและรูปเคารพ สลายโรคร้ายทั้งกายและทางใจ ตามความประสงค์แห่งการสถาปนา “อโรคยศาลา” ที่ปรากฏในจารึกประจำอโรคยศาลาความว่า

.

         “...เราจะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารด้วยคุณธรรมและราชกิจอันดีงาม ขอราชะแห่งกัมพูชาซึ่งสืบต่อจากเรา จงตั้งอยู่ในความดีพร้อมด้วยมเหสีและสนม ข้าราชบริพารและมิตรสหายไปถึงดินแดนสุขาวดีที่ปลอดพ้นจากโรคาทั้งปวง....”

.

         ถึงผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในกำแพงมณฑล แต่ก็จะไม่ได้เข้าไปภายในอาคารปราสาทประธานหรือบรรณาลัย (แตกต่างจากศานสถานในคติฮินดูตันตระ ที่ไม่ให้ประชาชนเข้าไปด้านในระเบียงคด คงรักษา “ความห่าง”ระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ไว้มาก) ผู้คนจะได้บูชา ”พระเจ้าศรีชัยวรมัน” ผ่านรูปบุคลาธิษฐาน (Personification) ของพระพุทธเจ้าธยาณิพทธ – อมิตาภะ,พระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคตและพระชิโนรสทั้งสอง พระโพธิสัตว์แห่งการบริบาลและพระมานุษิโพธิสัตว์” อยู่ในบริเวณอาคารไม้ด้านข้าง หรือชาลาทางเดิน โดยมี ”ผู้ประกอบยัญกิจ(Yãjaka)” และ ”โหราจารย์ (Ganaka)” เป็นผู้ดำเนินการ รองรับน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่รดผ่านรูปบุคลาธิษฐาน ลงมายังท่อรางหิน (โสมสูตร) ออกมาภายนอกอาคาร นำมาให้แก่ผู้ป่วยที่นั่งสวด”มนตรา”บูชาอยู่ภายใต้อาคารเรือนไม้ภายในมณฑล

.

.

กำแพงล้อมรอบมณฑลศักดิ์สิทธิ์แห่งสุคตาลัย

ปราสาทกุฏิฤาษีหนองบัวราย จังหวัดบุรีรัมย์

.

         เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาต่อเนื่อง ก็จะไปนอนรวมกันบริเวณหนึ่งด้านนอกของมณฑลปราสาท ที่น่าจะมีการสร้าง ”ศาลาเรือนพัก” ที่เป็นเรือนแคร่ไม้ขนาดใหญ่หลายหลัง ให้ผู้ป่วยนอนพักรวมกัน แต่หากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมากและพึ่งตนเองได้ดี ก็จะไปอาศัยร่มชายไม้ของป่าที่อยู่รายล้อมอโรคยศาลา ก่อกองไฟเป็นที่พักชั่วคราวเพื่อรอการรักษาในวันต่อไป

.

.

.

หินบดยาแบบฐานสี่เหลี่ยม (เขมร) พบได้โดยทั่วไป(จากการขุดค้นทางโบราณคดี)

ในบริเวณพื้นที่ปราสาทสุคตาลัย

.

         บริเวณโดยรอบของกำแพงมณฑล นอกจากจะมีโรงเรือนอาคารไม้ที่ใช้เป็นเรือนพักแล้ว ก็ยังอาจมีศาลาโรงครัว โรงเก็บยา และเรือนที่พักเจ้าหน้าที่ แพทย์ ยัญกิจและโหราจารย์ กระจายอยู่โดยรอบ แตกต่างกันไปตามแต่ละขนาดของวิษัยชุมชนครับ

..

.

กำแพงล้อมรอบมณฑลศักดิ์สิทธิ์และสระน้ำทางทิศตะวันเฉียงเหนือของปราสาทเมืองเก่า

ปราสาทนี้อาจจะรื้อหินทรายจากปราสาทหินในยุคก่อนหน้ามาสร้างทั้งหมด

จึงปรากฏการใช้ "หินทราย" เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างแทบทั้งหมด

แตกต่างจากอโรคยศาลาแห่งอื่น ๆ ที่จะใช้หินศิลาแลงเป็นวัสดุหลักเท่านั้น

.

         นอกเหนือจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและแผนผังของสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลาที่เป็นแบบแผนเดียวกันแล้ว อโรคยศาลาแต่ละแห่งจะมีการค้นพบ “จารึกประจำอโรคยศาลา” หนึ่งหลัก ที่อาจถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ด้วยเพราะเป็น “หลักฐานสำคัญ” ของเหตุแห่งการกำเนิดอโรคยศาลาและชื่อบ้านเมืองในแต่ละแห่ง ที่อโรคยศาลานั้นตั้งอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกทุบทำลายไปเสียมากแล้ว จารึกประจำอโรคยศาลาจะกล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ คล้ายคลึงกันทุกจารึกครับ

.

.

แนวกำแพงล้อมรอบมณฑลศักดิ์สิทธิ์และฐานที่ตั้งของจารึกประจำอโรคยศาลา

ปราสาทนางรำ อำเภอประทาย จังฟหวัดนครราชสีมา

.

.

จารึกประจำอโรคยศาลา ปราสาทกู่คันธนาม จังหวัดร้อยเอ็ด

ขุดพบในปี 2545

.

         ในประเทศไทยมีการค้นพบจารึกประจำอโรคยศาลาแล้ว 13 หลัก (นับถึงปี พ.ศ. 2555) ได้แก่ จารึกพบที่จังหวัดสุรินทร์ 4 หลัก คือ จารึกอำเภอปราสาท จารึกตาเมียนโต๊จฺ จารึกสุรินทร์ 2 จารึกปราสาทจอมพระ จารึกพบที่จังหวัดนครราชสีมา 3 หลัก คือ จารึกปราสาทเมืองเก่า จารึกปรางค์ครบุรี จารึกเมืองพิมาย จารึกพบที่จังหวัดบุรีรัมย์ 1 หลัก คือ จารึกด่านประคำ จารึกพบที่จังหวัดชัยภูมิ 1 หลัก คือ จารึกปรางค์กู่บ้านหนองบัว จารึกพบที่จังหวัดขอนแก่น 2 หลัก คือ จารึกกู่แก้ว จารึกกู่ประภาชัย และพบที่จังหวัดร้อยเอ็ด 2 หลัก คือ จารึกกู่คันธนาม จารึกกู่โพนระฆัง

.

         ศิลาจารึกประจำอโรคยศาลา สร้างจากหินทราย มีรูปร่างสี่เหลี่ยมยอดทรงกระโจมหรือทรงยอ ข้อความในจารึกจะเขียนเป็นบทประพันธ์ฉันท์ลักษณ์ในภาษาสันสกฤต จำนวนของฉันท์แต่ละโศลก (บท) ของแต่ละหลักไม่เท่ากัน แต่จะกล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ คล้ายคลึงกันในทุกจารึก

.

.

จารึกกู่โพนระฆัง จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

.

         ด้านแรกเป็นจารึกเรื่อง การนมัสการพระพุทธเจ้าประจำโรงพยาบาล ตามด้วยบทโศลกสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระนางเทวีผู้เป็นมเหสี พร้อมกล่าวถึงมูลเหตุที่สร้างโรงพยาบาลสถานขึ้น

.

         ตัวอย่างโศลกสรรเสริญพระเจ้าศรีชัยวรมันที่ปรากฏในจารึกเช่น “....เมื่อประชาชนมีโรคถึงความหายนะ ตามภาวะแห่งกรรมด้วยการสิ้นไปแห่งอายุเพราะบุญ พระองค์ผู้เป็นราชา ได้กระทำโคที่สมบูรณ์ทั้งสาม เพื่อประกาศยุคอันประเสริฐ...”

.

         “...พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก...”

.

         “...พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภสัชยสุคตพร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชน สืบไป....”

.

.

จารึกประจำอโรคยศาลา ปราสาทกู่จอมพระ จังหวัดสุรินทร์

.

         “โรคที่เบียดเบียนร่างกายของไพร่ทาสประชาชนนั้น กลับกลายเป็นโรคทางใจ ถึงแม้ว่าทุกข์นั้นจะใช่เป็นของตนเอง แต่ความทุกข์ของราษฎรก็เปรียบเหมือนความทุกข์ของผู้ปกครอง..."

.

         "...พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก พระองค์ได้เปล่งปณิธานซ้ำอีกครั้งว่าพระองคืจะช่วยสัตว์โลกทั้งหลายที่จมอยู่ในมหาสมุทรให้หลดพ้นก็ด้วยความดีของพระองค์..."

.

         ตามแบบแผนปกติของ จารึกประจำอโรคยศาลา จะจารึกด้วยอักษรเขมร ภาษา(อ่าน)สันสกฤต เป็นบทประพันธ์แบบ “ฉันทลักษณ์” จำนวนฉันท์แต่ละหลักจะไม่เท่ากัน แต่ก็มีแบบแผนเดียวกัน ทั้ง 4 ด้าน

.

.

จารึกกู่คันธนาม จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

.

         ตัวอย่าง “คำแปล” ฉันทลักษณ์ 49 บท ของจารึกประจำอโรคยาศาลแบบสมบูรณ์ ของจารึกกู่คันธนาม อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยคุณชะเอม แก้วคล้าย ที่ผมกับพี่มะอึกได้ไปชมที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด พร้อมกับพี่สมโชค มีดังนี้ครับ

.

          ด้านที่ 1

          (บทที่ 1) ขอความนอบน้อม จงมีแก่พระพุทธเจ้า ผู้มีนิรมาณกาย ธรรมกาย และสัมโภคกาย ผู้ล่วงพ้นภาวะและอภาวะทั้งสอง ผู้มีอาตมันเป็นสองผู้หาอาตมันมิได้

.

         (บทที่ 2) ข้าพเจ้าขอนมัสการพระชินะ ผู้เป็นราชาแห่งรัศมี คือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค์ จึงเกิดความเกษมและความไม่มีโรค แก่ประชาชน ผู้ฟังอยู่แม้เพียงชื่อ

.

         (บทที่ 3) พระศรีสูรยะไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันรไวโรจนโรหิณัศะ ผู้ขจัดความมืดคือโรคของประชาชน ขอจงชนะที่เชิงเขาคือพระพุทธเจ้า

.

         (บทที่ 4) ได้มีพระเจ้าแผ่นดินนามว่า ศรีชัยวรมัน ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าศรีธรณีนทรวรมัน ผู้ประสูติแต่เจ้าหญิงแห่งเมืองชยาทิตยปุระ ผู้ได้รับราชสมบัติ เพราะพระจันทร์อันยอดเยี่ยมบนท้องฟ้าคือพระเวท (ปี พ.ศ. 1724)

.

         (บทที่ 5) พระองค์ผู้มีพระบาทเหมือนดอกบัว เป็นเครื่องประดับเหนือเศียรของพระราชาทั้งหมด ผู้มีศัตรูอันพระองค์ทรงชนะแล้วในสงคราม ได้รับแล้วซึ่งสตรีคือแผ่นดินอันเป็นภาระแห่งเกียรติยศของพระองค์ ผู้มีรัตนะคือคุณความดีเป็นเครื่องประดับ

.

         (บทที่ 6) ผู้มีสายน้ำคือทานอันพระองค์ให้เพิ่มขึ้นแล้ว ด้วยความเพลิดเพลินในกาลทุกเมื่อ ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติคือทานและความเจริญรุ่งเรือง ผู้เป็นที่รักแห่งศัตรูของเทพ ที่พระองค์ทรงให้ลำบากแล้วด้วยเครื่องสังเวย ผู้แม้เหมือนพระกฤษณะ แต่มีวรรณะขาว

.

         (บทที่ 7) พระองค์ยังนางลักษมีผู้อันพระราชาทั้งหลายปรารถนาแล้ว ซึ่งได้โดยยาก ผู้ทรงอุเบกขา ซึ่งเข้ามาใกล้แล้ว และยังนางกีรตี ผู้แล่นไปในทิศทั้งหลายให้ยินดีแล้ว น่าอัศจรรย์หนอ ความงามอันวิจิตรแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย

.

         (บทที่ 8) สตรีทั้งหลายผู้มีศัตรูอันตนไหว้แล้ว แม้เมื่อสามีถูกชนะแล้วด้วยรัศมี เพราะเห็นพระองค์ สละอยู่ซึ่งความเศร้าโศก เพราะเหมือนกับรู้ว่า กามเทพก็ถูกชนะด้วยความงาม (ของพระองค์) ได้กระทำแล้วแล้วซึ่งชื่อของตนให้ความหมาย

.

          (บทที่ 9) เมื่อประชาชนมีโรคถึงความหายนะตามภาวะแห่งกรรมด้วยการสิ้นไปแห่งอายุ เพราะบุญ พระองค์ผู้เป็นพระราชาได้กระทำโคที่สมบูรณ์ทั้งสาม เพื่อประกาศยุคอันประเสริฐ

.

         (บทที่ 10) พระองค์คิดแล้วว่า แผ่นดินถูกทำให้เป็นสวรรค์ด้วยความรุ่งเรือง ทั้ง ๆ ที่ทำให้สกปรกด้วยความตาย จึงแนะนำน้ำอมฤตคือเภษัชแก่มนุษย์ผู้ที่จะต้องตาย เพื่อความไม่ตาย

.

         (บทที่ 11) พระองค์ผู้ประสบความสำเร็จ ได้กระทำกิจที่ควรกระทำแล้ว คือได้กระทำกลียุคให้เป็นโคที่มีเท้าหักแล้ว เพราะโทษแห่งยุคทั้งสาม ให้มีร่างกายเต็มบริบูรณ์ ด้วยการรักษาของแพทย์หลวง

.

         (บทที่ 12) เพราะโคนั้น ถูกทำให้สมบูรณ์แล้วหลังจากชนะโคแห่งเจ้าของโคอื่น ๆ แผดเสียงร้องกึกก้องปรากฏในสนามทั้งสามโลก ด้วยความทระนง

.

          ด้านที่ 2

         (บรรทัดที่) 1 – 2 โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่า ความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นความทุกข์ของเจ้าเมือง

.

         3 – 4 พระองค์พร้อมด้วยแพทย์ทั้งหลาย ผู้แกล้วกล้าและคงแก่เรียนในนอายุรเวทและอัสตรเวทได้ฆ่าศัตรูคือโรคของประชาชนด้วยอาวุธคือเภษัช

.

         5 – 6 เมื่อพระองค์ได้ชำระโทษของประชาชนทั้งปวงโดยรอบแล้ว ได้ชำระโทษแห่งโรคทั้งหลาย เพราะโทษแห่งยุค

.

         7 – 8 พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาล และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยรูปพระ ชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป

.

         9 – 10 พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลหลังนี้ และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยวิหารของพระสุคต ด้วยดวงจันทร์คือพระหฤทัยในท้องฟ้าคือพระวรกายอันละเอียดอ่อน (ปี พ.ศ.1729)

.

         11- 12 พระองค์ได้รูปจำลองของพระไวโรจนชินเจ้าที่ขึ้นด้วยสูรยะและจันทระอันงดงามนี้ ให้เป็นผู้ทำลายโรคแห่งประชาชน ผู้มีโรคทั้งหลายในที่นี้

.

         13 – 14 เพื่อการรักษาพยาบาล ในที่นี้ จึงให้มีผู้ดูแลสี่คน แพทย์สองคน บรรดาคนทั้งสามคือจะเป็นบุรุษหนึ่งคน หรือสตรีสองคนเป็นผู้ให้สถิติ

.

        15 – 16 ผู้มอบโรงพยาบาลหลังนี้ ได้แต่งตั้งให้บุรุษสองคน เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์ เป็นผู้จ่ายยา เป็นผู้รับข้าวเปลือกและฟืน

.

        17 – 18 ส่วนบุรุษสองคนเป็นผู้หุงต้ม เป็นผู้ดูแลรักษาและจ่ายน้ำในที่นี้ เป็นผู้หาดอกไม้และหญ้าบูชายัญ และเป็นผู้ทำความสะอาดเทวสถาน

.

         19 – 20 บุรุษสองคนเป็นผู้จัดพลีทาน เป็นผู้ทำบัตรและจ่ายบัตรสลาก และเป็นผู้หาฟืนเพื่อต้มยา

.

         21 – 22 บุรุษทั้งสิบสี่คนเป็นผู้ดูแลรักษาโรงพยาบาล และเป็นผู้ส่งยาแก่แพทย์ จึงรวมเป็นยี่สิบสองคน

.

         23 – 24 บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุรุษหนึ่งและสตรีหนึ่ง แต่ละคนเป็นผู้ให้สถิติ ส่วนสตรีอีกหกคน เป็นผู้โม่เภษัชที่สันดาปด้วยน้ำ

.

.

เทียบขนาดของจารึกประจำอโรคยศาลากับศุภศรุตและพี่สมโชค

.

         ด้านที่ 3

         (บรรทัดที่) 1 – 2 ส่วนสตรีสองคนเป็นผู้ตำข้าว รวมสตรีเหล่านั้นเป็นแปดคน บรรดาสตรีเหล่านั้น เป็นผู้ให้สถิติแต่ละวัน ใช้สตรีสองคน

.

         3 – 4 ส่วนบุรุษธุรการนับรวมกันได้สามสิบสองคน รวมกันทั้งหมดเป็นเก้าสิบแปดคน ซึ่งเป็๋นผู้เสมอด้วยผู้ให้สถิติ

.

         5 – 6 ขาวสารสำหรับเป็นเครื่องบูชาเทวรูปวันละหนึ่งโทรณะทุกวัน เครื่องพลีทานที่เหลือพึงให้แก่ผู้มีโรคทุกวัน

.

         7 – 8 ทุกปี สิ่งเหล่านี้ควรถือเอาจากคลังของพระราชาสามเวลา แต่ละอย่างควรให้ในวันเพ็ญ เดือนไจตระ และในพิธีสราท ในกาลที่พระอาทิตย์คล้อยไปทางทิศเหนือ

.

         9 – 10 เครื่องนุ่งห่มที่มีชายเป็นสีแดงหนึ่งผืน ผ้าสีขาวหกผืน อาหารโคสองปละ เทียนไขห้าปละ และกฤษณาก็เท่ากัน เป็นสิ่งที่ควรให้ทุกวัน

.

        11 – 12 เทียนขี้ผึ้ง๗ปละ (คือหนึ่งปละ ห้าปละ และหนึ่งปละ) น้ำผึ้งสี่ปรัสถะ และน้ำมันสามปรัสถะ เป็นสิ่งที่ควรให้ทุกวัน

.

         13 – 14 เนยใสหนึ่งปรัสถะ เภษัชที่ทำให้ร้อนด้วยพริกผง และบุนนากก็เท่ากัน แต่ละอย่างหนักสองบาท และจันทน์เทศสามผล

.

         15 – 16 มหาหิงคุ์ เกลือ ผลกระวานเล็ก และกำยาน แต่ละอย่างหนักหนึ่งบาท ผลตำลึงห้าผล น้ำตาลกรวดสองปละ

.

         17 – 18 แต่ละอย่างมีสัตว์ที่ชื่อว่า เหลือบ นับได้ห้าตัว ไม้จันทน์ ยางสนข้น และเมล็ดธานี ดอกไม้หนึ่งร้อยดอก รวบรวมให้ได้หนึ่งปละ

.

         19 – 20 ผลกระวานใหญ่ ขิงแห้ง พริกไทย กำหนดสองปละ แต่ละอย่างสองปรัสถะ และผักทอดยอดสองสรปะ

.

         21 – 22 อบเชยหนึ่งกำมือครึ่ง ส่วนใบไม้กำหนดให้มีสี่สิบใบ ทวารเฉทสอง แต่ละอย่างให้หนักหนึ่งปละครึ่ง

.

          23 – 24 น้ำกระเทียมและเปลือกของมัน ตามที่กำหนดไว้ มิตรเทวะ กำหนดไว้หนึ่งบาทกับหนึ่งปละ

.

         ด้านที่ 4

         (บรรทัดที่) 1 – 2 สิ่งของแต่ละอย่าง มีน้ำผึ้งและพริกขี้หนูนับได้สามกทุวะ ส่วนน้ำพุทรากำหนดไว้หนึ่งปรัสถะ

.

         3 – 4 ผู้ประกอบพิธีบูชายัญสองคน ผู้เป็นโหราจารย์หนึ่งคน คนทั้งสามเหล่านั้นเป็นผู้ทรงคุณธรรม อยู่ในการบังคับบัญชาของบรมครูแห่งศรีราชวิหาร

.

         5 – 6 บรรดาสิ่งเหล่านั้น แต่ละอย่างที่ควรให้นี้ ได้กำหนดไว้ทุกปี สิ่งของยาวสิบศอกจำนวนสิบสองคู่

.

         7 – 8 เครื่องบูชายัญคือผ้ายาวเก้าคืบจำนวนสิบห้าผืน ภาชนดีบุกที่เหมาะสม ซึ่งบรรจุได้สองกัฏฏิกา จำนวนสามใบ

.

         9 – 10 แต่ละอย่างมีข้าวสารจำนวนสิบสองขาริกาก็เป็นสิ่งที่ควรให้ เทียนไขที่ควรให้จำนวนสามปละ ส่วนกฤษณาจำนวนหกปละ

.

         11 – 12 พระราชาแม้เป็นผู้ในหมู่ผู้มีใจโอบอ้อมอารีทั้งหลาย ผู้มีความคิดแห่งผู้มีความต้องการที่ถูกทำให้เกิดขึ้นแล้ว เพราะความห่วงใย ในประโยชน์ของประชาชน พระองค์จึงได้ขออยู่เสมอกับพระราชสิงหะแห่งเมืองกัมพูและพระองค์ผู้ประเสริฐได้ประทานให้แล้ว

.

         13 – 14 สิ่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว เป็นสิ่งที่กระทำดีแล้ว สิ่งนี้ซึ่งเป็นของท่านอันท่านทั้งหลายพึงรักษา เพราะว่า สิ่งนี้นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ผู้รักษาเป็นผู้มีส่วนแห่งผลอย่างยอดเยี่ยมของผู้กระทำบุญ

.

         15 – 16 มนตรีใดอยู่ในราชธานี มนตรีนั้นนั่นเอง ควรได้รับแต่งตั้งในที่นี้ ในตำแหน่งผู้ปกครองเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ (อื่น)ไม่ควรถูกส่งมาที่นี้ รวมทั้งการเก็บภาษี เป็นต้น และการงานอย่างอื่น

.

        17 – 18 ชนเหล่าใดเข้ามาในที่นี้ ชนเหล่านั้น แม้จะมีโทษหนักก็ไม่ควรถูกลงโทษ แต่ชนเหล่าใด ผู้อยู่ในที่นี้ ชอบทำร้ายผู้อื่น ชนเหล่านั้น ควรถูกลงโทษ และไม่ควรถูกยกโทษให้

.

         19 – 20 พระราชาพระองค์นั้น ผู้ปรารถนาความสุขและประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชาวโลก ได้กล่าวแล้วซึ่งคำปณิธานนี้อีกครั้งหนึ่งว่า พระองค์ยังสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงผู้จมลงในมหาสมุทรคือภพให้รอดพ้นไปได้ ด้วยการกระทำความดีนั้น

.

         21 – 22 เจ้าแห่งกัมพุทั้งหลายเหล่าใด ผเอาใจใส่ต่อกุศล เป็นผู้รักษาสิ่งประดิษฐานนี้ของข้าพเจ้า เจ้าแห่งกัมพุเหล่านั้น พร้อมด้วยครอบครัว และมนตรีในเมืองที่เป็นมิตร จงเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยโมกษะ อันเป็นบรมสุข

.

         23 – 24 ด้วยเครื่องอุปโภคที่เป็นทิพย์มากมาย ซึ่งเป็นที่เพลิดเพลินอันตกแต่งแล้วด้วยนางเทพธิดาต่าง ๆ ที่ยินดีในความสุข เขาเหล่านั้นชนะอยู่ซึ่งยักษ์ทั้งหลาย (ทิติทนุชำ) ด้วยอำนาจผู้มีกายเป็นทิพย์ พึงรุ่งเรืองในสวรรค์

.

         25 – 26 ท่านผู้ไม่มีอะไรเป็นของตนเอง หลังจากได้นำไปแล้ว ซึ่งสิ่งอันไม่มั่นคงโดยรอบ สู่ความมั่นคง ในกาลข้างหน้า พึงรักษาทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนผู้ที่จะทำลายอกุศลให้เป็น (ของชีวิต) ข้อนี้นับเป็นบุญกุศลของข้าพเจ้า

.

         นอกจาก “จารึกประจำอโรคยศาลา” แล้ว ก็ยังมีสิ่งสำคัญในสุคตาลัย คือประติมากรรม “รูปเคารพ” ที่ตั้งประดิษฐานอยู่ภายในมณฑลศักดิ์สิทธิ์ครับ 

.

         รูปเคารพใน “คติความเชื่อ” ของพุทธศาสนาลัทธิ “วัชรยานตันตระ” (Vajrayana) แบบเขมรนั้นจะแตกต่างไปจากรูปเคารพของลัทธิอื่น ๆ ในยุคใกล้เคียงกัน ตรงที่รูปสลักที่ประดิษฐานอยู่นั้น มีความหมายในเชิงมโนภาพ “บุคลาธิษฐาน” เท่านั้น นั่นก็คือ รูปเคารพเป็นแค่เพียง “เครื่องมือ” ตามวิถีศาสนกิจของลัทธิวัชรยาน เพื่อการสวดอ้อนวอน มนตรา “ธารณี” การแสดงท่ากรีดนิ้วที่เรียกว่า “มุทรา” หรือเพ่งมอง (กสิณ) การประกอบพิธีกรรมในมณฑลบูชาและการลูบคลำที่รูปเคารพ เพื่อไปสู่ “เป้าหมาย” หรือ “การบรรลุ” ในสิ่งที่มุ่งหวัง เช่นเป้าหมายหรือการมุ่งหวังเล็ก ๆ ที่จะปรารถนาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะสวดมนตรา (ตันตระ)บูชาพระไภษัชยคุรุ ใช้มือลูบตรงที่เจ็บป่วยที่รูปเคารพพระโพธิสัตว์ หรือ เป้าหมายใหญ่ของชีวิต เช่นการบรรลุสู่ “นิพพาน” หรือ “โพธิญาณ” โดยการบำเพ็ญตน

.

.

ฐานรูปเคารพแบบฐานรูเดี่ยว ตั้งอยู่กลางห้องคูหาซุ้มประตูโคปุระ

ปราสาทปรางค์กู่ธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด

หินที่ตั้งปักอยู่ถูกเคลื่อนย้ายมาใส่ภายหลัง

.

         รูปเคารพภายในปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลาจมี “แบบแผน” การจัดวางที่ตั้งรูปเคารพตามจุดมุ่งหมายของการสถาปนา ลำดับความสำคัญ จาก “คติ – นามธรรม – มโนภาพ” ของ พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ให้เป็น “เครื่องมือสู่เป้าหมาย” เพื่อการเพ่งกสิณทำสมาธิ สวดภาวนาในวิถีพิธีกรรมการรักษาโรคโดยตรงครับ

.

         พิธีกรรมเพื่อการรักษาโรคของลัทธิวัชรยานตันตระในปราสาทอโรคยศาลายุคโบราณ อาจจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับพิธีกรรมที่ปฏิบัติตามวิถีแห่งวัชรยานแบบธิเบต โดยมีขั้นตอนการบูชากำหนดมณฑลพิธีเพื่อวางเครื่องสังเวย เป็นรูปดอกบัวแปดกลีบ หรือกำหนดมณฑลบูชาพระโพธิสัตว์สัตว์แห่งการบริบาล มีการสวดท่องมนตราที่มีคำขึ้นต้นว่า “โอม” และลงท้ายว่า “สวาหะ” เครื่องใช้ (บริขาร) ที่สำคัญของการประกอบพิธีกรรมโดยโหราจารย์หรือนักบวช (ยัญกิจ) มีทั้งระฆัง กระดิ่ง กลองสังข์ วัชระ ขันบายศรี รูปเคารพ (บุคลาธิษฐาน) ขนาดเล็ก เป็นต้น

.

.

เครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมในคติวัชรยาน

เช่น วัชระกระดิ่ง กลองวัชระ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

.

.

 เครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมในคติวัชรยาน

 เช่น วัชระกระดิ่ง วัชระคู่ รูปเคารพขนาดเล็ก

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

.

.

 .

สำริดขนาดเล็ก รูปนางปรัชญาปารมิตา

ใช้ในการประกอบพิธีกรรม ตามคติวัชรยาน

.

         รูปเคารพ "หลัก" แห่งอโรคยศาลา จะปรากฏชื่อในจารึกประจำอโรคยศาลา บทที่ 16 – 18 อย่างชัดเจน คือ

.

         “.....พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภสัชยสุคตพร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชน สืบไป....”

.

         ...พระองค์ทรงสถาปนาอโรคยศาลาพร้อมทั้งสุคตาลัย และรูปพระไภษัชยสุคต นี้ในปีศักราชที่แทนด้วยดวงจันทร์ (1) ใจ (1) ในท้องฟ้า (0) คือพระวรกาย (8) อันละเอียดอ่อน (ประมาณปี พ.ศ.1729)..."

.

         "...พระองค์ทรงประดิษฐานพระรูปของพระโอรสของพระชินผู้พิชิตโรคร้ายแห่งประชาชน ผู้มีโรคทั้งหลายในที่นี้ ผู้มีคำว่าสูรยะและจันทระอันงดงามนำหน้าไวโรจนทั้งสองพระองค์...”

.

         จากข้อความในจารึก สอดรับกับการขุดค้นทางโบราณคดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการขุดแต่งปราสาทประธานของสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลาหลายแห่ง ขุดพบ รูปเคารพ 3 รูป เรียงรายบนฐานเดียวกัน ที่มีช่องเสียบเดือย 3 ช่อง ถือเป็นรูปเคารพประธานหลักของมณฑลแห่งอโรคยศาลาครับ

.

.

การขุดพบพระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ 

ปราสาทบ้านสมอ(ทามจาน) จังหวัดศรีสะเกษ

.

.

การขุดพบพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งสุคตาลัย

ปราสาทบ้านสมอ(ทามจาน) จังหวัดศรีสะเกษ

.

.

.

การขุดพบรูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคตและพระชิโนรสทั้งสอง

ที่ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

.

การขุดพบรูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

และพระชิโนรสทั้งสอง

ที่ปราสาทปรางค์บ้านปรางค์ จังหวัดนครราชสีมา

.

.

.

การขุดพบรูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา.

และพระชิโนรสทั้งสอง

ที่ปราสาทบ้านช่างปี่ จังหวัดสุรินทร์

.

.

.

.

.

การขุดพบรูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

และพระชิโนรสพระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ

ที่ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

         รูปเคารพทั้งสาม มีลักษณะของพระเศียรคล้ายคลึงกัน คือ มีทรงมงกุฎรูปกรวยครอบอุษณีษะและสวมกระบังหน้าแบบเครื่องกษัตริย์ ประทับนั่งขัดสมาธิบนฐานบัวคว่ำ องค์ประธานกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าองค์ด้านข้างทั้งสองเล็กน้อย พระหัตถ์ทั้งสองถือวัชระปลายแหลมสองด้าน (มือด้านซ้ายอาจถือด้ามวัชระฐานกระดิ่ง) ยกขึ้นระดับในระดับพระอุระ การแสดงท่าเช่นนี้เรียกว่า “วัชร – หุง – กร – มุทรา” ครับ

.

.

รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

ปราสาทกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น

.

.

รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

.

.

รายละเอียดของพระพักตร์

พระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

.

.

รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

.

รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

ปราสาทนางรำ จังหวัดนครราชสีมา

.

.

รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา.

ปราสาทกุฏิฤาษีพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

.

.

ชิ้นส่วนเศียรของพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา

จากเมืองทรายฟอง ? สปป. ลาว

.

.

.

รูปสลักพระวัชรธร ในท่ามุทธา วัชร หุง กร มุทรา จากประเทศกัมพูชา

.

         องค์ทางด้านฝั่งขวาขององค์ประธาน พระหัตถ์ทั้งสองทำท่าประนมมือ ประคองแท่งม้วนเหนือรูปกลม ที่อาจหมายถึง “หม้อน้ำอมฤต” ในท่าหลั่งน้ำ “ประทานพร” เมื่อนำขนาดของที่ถือเปรียบเทียบกับองค์ทางด้านซ้าย ก็อาจเรียกว่า “พระหม้อยาเล็ก”

.

.

รูปสลักพระชิโนรสแห่งอโรคยศาลา

พระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ “พระหม้อยาเล็ก”

ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

.

.

รูปสลักพระชิโนรสแห่งอโรคยศาลา

พระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ “พระหม้อยาเล็ก”

ปราสาทกู่คันธนาม จังหวัดร้อยเอ็ด

.

         ส่วนองค์ทางด้านฝั่งซ้ายขององค์ประธานกลาง พระหัตถ์ทั้งสองทำท่าประนมมือ ประคองหม้อกลมที่มีขนาดใหญ่กว่า ที่อาจหมายถึง “หม้อกมัณฑลุ” หรือหม้อน้ำประจำตัวของพระโพธิสัตว์(นักบวช) เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ทางด้านขวา ก็อาจเรียกว่า “พระหม้อยาใหญ่”

.

.

รูปสลักพระชิโนรสแห่งอโรคยศาลา

พระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ “พระหม้อยาใหญ่”

ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

.

.

รูปสลักพระชิโนรสแห่งอโรคยศาลา

พระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ “พระหม้อยาใหญ่”

ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

รูปสลักพระชิโนรสแห่งอโรคยศาลา

พระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ “พระหม้อยาใหญ่”

ไม่ทราบที่มา

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา

.

         จากหลักฐานจารึกที่สอดรับกับหลักฐานการขุดค้นพบรูปเคารพทั้ง 3 และคติความเชื่อตามวิถีพิธีกรรมในลัทธิวัชรยานตันตระที่ถือให้รูปเคารพเป็นเพียงมโนภาพบุคลาธิษฐาน เป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ “เป้าหมาย” รูปพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ก็คือรูปเคารพองค์กลาง ในภาพของพระวัชสัตว์ที่กำลังแสดงท่า “วัชร หุง กร มุทรา” อันมีความหมายถึง “การใช้ปัญญาและอุบายเพื่อการบรรลุ (การปฏิบัติ,การรักษา) เป้าหมาย(หายจากโรค) ได้โดยเร็ว(ฉับพลัน)”

.

.

.

รายละเอียดของ ท่ากรีดมือ วัชร หุง กร มุทรา

รูปเคารพพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต

ประธานแห่งอโรคยศาลา ปราสาทกู่คันธนาม

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

.

         ส่วนรูปเคารพอีก 2 รูปด้านข้าง ก็คือรูปของพระชิโนรสทั้งสอง คล้ายคติมหายานของธิเบตผสมผสานกับตันตระยาน ที่มีการจัดวางรูปวิภัติให้มีรูปประธาน รูปศักติ(พลัง)และพยาน เป็นรูปเคารพ 3 องค์ ที่มีอำนาจอานุภาพสูงสุด พระชิโนรสฝั่งขวา จึงถือเป็นพระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ แบบวัชรยานตันตระ ประนมหัตถ์ประคอง “หม้อยาเล็ก” (หม้ออมฤต ให้มีชีวิตยืนยาว)

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

สภาพถูกทุบทำลาย

ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

ปราสาทกุฏิฤาษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

ปราสาทนางรำ จังหวัดนครราชสีมา

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

ปราสาทกู่บ้านงิ้ว จังหวัดยโสธร ?

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

สภาพถูกทุบทำลาย

ปราสาทกู่พันนา จังหวัดสกลนคร

.

         ส่วนพระชิโนรสฝั่งซ้าย ถือเป็นพระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ แบบวัชรยานตันตระ (ปรับเปลี่ยนมาเป็นบริวารแบบไม่ต้องเป็นเพศสตรี) ประนมหัตถ์ประคอง “หม้อใหญ่” ที่อาจมีความหมายถึง “หม้อยา” หรือ “หม้อน้ำของพระโพธิสัตว์” (เป็นมงคล มีความศักดิ์สิทธิ์ รักษาโรคได้)ในการรักษาโรคทางใจและทางกายในอโรคยศาลา

.

.

ฐานรูปเคารพ ประธานแห่งอโรคยศาลา มีช่องรูเดือย 3 ช่อง

สภาพถูกทุบทำลาย (ซ่อมแซมในตอนบูรณะ)

ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก(บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

.

ภาพจำลองของกลุ่มรูปเคารพประธานแห่งอโรคยศาลา

ตรงกลางเป็นรูปของพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรยประภาสุคต

ทางด้านซ้ายของภาพ เป็นพระชิโนรส พระนามว่า

พระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ หรือ “พระหม้อยาเล็ก"

ทางด้านขวาของภาพ เป็นพระชิโนรส พระนามว่า

พระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ หรือ “พระหม้อยาใหญ่”

.

         เมื่อรูปเคารพทั้งสาม มีความหมายในเชิงมโนภาพ “บุคลาธิษฐาน” ตามความหมายเพื่อการบรรลุสู่การหายจากโรคร้าย ตามท่ามือ (มุทรา) ที่สอดรับกันของรูปเคารพทั้งสาม รูปเคารพที่ปรากฏท่า “วัชระ หุง กร มุทรา” ในคติความเชื่อวัชรยานตันตระในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงอาจหมายถึง “พระวัชรสัตว์ (พระอาทิพุทธเจ้า)ในรูปของพระวัชรธร (Vajradhara) (ท่าวัชร หุง กร มุทรา – บูชาเพื่อการบรรลุสู่เป้าหมายทางโลกโดยเร็ว) ปรากฏองค์บนฐานเดี่ยว ตามปราสาทศาสนสถานทั่วไปในช่วงสมัยเดียวกัน

.

.

พระวัชรธร (Vajradhara) แสดง วัชร - หุง - กร - มุทรา พบในประเทศกัมพูชา

.

.

.

รูปสลักพระวัชรธร และรูปพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร ในสภาพถูกทุบทำลาย

ระเบียงคดชั้นล่าง ปราสาทนครวัด จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

         นอกจากฐานรูปสลัก 3 องค์บนฐานเดียวกัน ที่พบใน (บริเวณ)คูหาเรือนธาตุของปราสาทประธานสุคตาลัยที่สอดรับกับหลักฐานของ ชื่อ “พุทธเทวะ” ที่ปรากฏในจารึกประจำอโรคยศาลาแล้ว ก็ยังปรากฏฐานรูปเคารพแบบรูเดือยเดียวที่ตั้งอยู่บริเวณ มุมทิศเหนือข้างประตูของมุขยื่นด้านหน้าของปราสาทประธาน ฐานรูปเคารพรูเดือยเดี่ยวบริเวณกึ่งกลางของอาคารซุ้มประตูทางเข้า (โคปุระ) ฐานรูปเคารพรูเดือยเดี่ยว 2 ฐานบริเวณฝั่งทิศใต้ของห้องมุขด้านหน้าอาคารบรรณาลัย ฐานรูปเคารพรูเดือบเดี่ยวภายในห้องคูหาของอาคารบรรณาลัย รวมทั้งฐานรูปเคารพ 2 รูปบนฐานเดียวกัน แตกต่างกันไปในแต่ละปราสาทอโรคยศาลา

.

.

ฐานรูปเคารพรูเดือยเดี่ยว ตั้งอยู่ตรงกลางคูหาของซุ้มประตูโคปุระ

ปราสาทกุฏิฤาษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ในอดีต คงต้องมีรูปเคารพรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตั้งอยู่

.

.

ฐานรูปเคารพรูเดือยเดี่ยว ตั้งอยู่ตรงกลางคูหาของซุ้มประตูโคปุระ

ปราสาทกู่ประภาชัย จังหวัดขอนแก่น

.

.

ฐานรูปเคารพรูเดือยเดี่ยว ตั้งอยู่ตรงกลางคูหาของซุ้มประตูโคปุระ

โบราณสถานสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี

.

.

ฐานรูปเคารพรูเดือยคู่

ปราสาทกู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด

.

.

ฐานรูปเคารพรูเดือยคู่

ปราสาทกู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด

.

         ฐานของรูปเคารพ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยในอดีต อนุมานได้ว่าต้องเคยมีการวางรูปเคารพ “พุทธเทวะ” ในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ตามบริเวณอาคารปราสาทที่สร้างด้วยหิน ทั้งซุ้มประตูโคปุระ (ที่บางแห่งอาจเคยมีรูปเคารพถึงสามรูป) มุขหน้าของปราสาทประธาน และภายในอาคารบรรณาลัย ที่ไม่ปรากฏชื่อในจารึกประจำอโรคยศาลา

.

         รวมทั้งรูปเคารพที่ขุดพบในการขุดแต่ง บูรณะปราสาทอโรคยศาลาหลายแห่ง นอกจากจะสามารถชี้ชัดถึงกลุ่มรูปเคารพประธานแห่งปราสาทสุคตาลัย 3 องค์ สอดรับกับหลักฐานจากรึกที่เรียกชื่อเหล่ารูปเคารพนั้นว่า “พระพุทธเจ้าไภสัชยไวฑูรยประภาสุคตกับพระชิโนรสทั้งสองพระองค์ อันได้แก่ “พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ“ (พระหม้อยาเล็ก) และ “พระศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ (พระหม้อยาใหญ่) แล้ว ก็ยังมีการขุดค้นพบรูปประติมากรรม ๆ อีกหลายรูปแบบ

.

         ในอโรคยศาลาหลายแห่ง มีการค้นพบรูปประติมากรรมแบบวัชรยานตันตระ (ทั้งแบบขุดค้นทางโบราณคดีและขุดหาวัตถุโบราณ) เป็นรูปของ “พระโพธิสัตว์ 4 กร มีแผ่นหลัง” พระหัตถ์ขวาล่างแสดงมุทราประทานพร (บ้างก็ว่าอภัยมุทรา) พระหัตถ์ขวาบนถือพวงประคำ พระหัตถ์ซ้ายบนถือหม้อน้ำอมฤต และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือคัมภีร์ (หรือไม่ก็อาจเป็นหนังสือ) มุ่นมวยพระเกศาด้านหน้าไม่ปรากฏรูปของ “ธยานิพุทธ -อมิตาภะ” (พระผู้ให้กำเนิด) อย่างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

.

.

ภาพสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร เหนือคิ้วบัวด้านบนผนังระเบียงปราสาทบายน

จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

.

ภาพสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร เหนือคิ้วบัวด้านบนผนังระเบียงปราสาทพระขรรค์ (ราชวิหาร) 

จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกีเมต์ (Guimet Museum) ประเทศฝรั่งเศส

.

         พระโพธิสัตว์รูปประทับนั่งนี้ ความหมายหนึ่งอาจหมายถึงพระโพธิสัตว์ที่กล่าวถึงใน “คัมภีร์อมิตายูรธยานสูตร” ตอนหนึ่งว่า “ประภามณฑลแห่งอานุภาพ ที่ล้อมรอบพระเศียรพระโพธิสัตว์อโลเกศวร (เปล่งรัศมี) ประกอบด้วย พระพุทธเจ้า 500 พระองค์ แต่ละองค์แวดล้อมด้วยพระโพธิสัตว์ 500 พระองค์ และพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก็ยังแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดาอีกเป็นจำนวนมาก” 

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร จากอโรคยศาลา ปราสาทตาแกโพรง

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานวัดโพธิ์วัลย์ จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา

.

.

ภาพสลักนูนต่ำระเบียงคดทางทิศตะวันตกของปราสาทบันทายฉมาร์

แสดงอานุภาพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี

ที่มีรูปของพระโพธิสัตว์ล้อมรอบเป็นประภามณฑล

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

.

         หรือไม่ก็อาจเป็นรูปเคารพในมโนภาพบุคลาธิษฐานของ “พระมานุษิโพธิสัตว์” ตามความหมายของมหายาน “พระโพธิสัตว์” จะหมายถึง “ผู้ข้องอยู่ในโพธิคือความรู้ เป็นผู้รู้ คือ เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเมื่อใดก็ได้ แต่ยังไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็เนื่องจากได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะช่วยบำบัดทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์ ถ้าเข้าสู่พุทธภูมิเสียแล้ว สรรพสัตว์จะตกอยู่ในความยากลำบากในการเข้าถึงพระนิพพาน ด้วยเหตุนี้พวกท่านจึงไม่เข้าสู่พุทธภูมิ”
.

         “พระมานุษิโพธิสัตว์” คือผู้ที่จะมาปรากฏพระองค์เป็นมนุษย์ใน “มนุสสภูมิ” (โลกที่อาศัยแห่งสรรพสัตว์และมนุษย์ เป็นที่อยู่ของผู้มีใจสูงส่ง) เสวยพระชาติมาตามลำดับ จนกว่าจะบำเพ็ญบารมีจนได้บรรลุพระโพธิญาณ แล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล พระมานุษิโพธิสัตว์จึงเป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ทั่วไปหรืออาจเรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่มนุษย์โดยทั่วไปสามารถบำเพ็ญโพธิญาณบารมี ขึ้นไปเป็นพระโพธิสัตว์ได้ แต่ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน
.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร จากประเทศกัมพูชา

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานเอกชน

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

พบที่ปราสาทกุฏิฤาษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

.

         ด้วยเพราะเป็นคติความเชื่อของวัชรยานตันตระ (พุทธมหายาน ผสม ฮินดูตันตระ) เดียวกัน จึงปรากฏภาพสลักของ “พระมานุษิโพธิสัตว์” แบบเดียวกันที่คิ้วบัวด้านบนของระเบียงคดและวิหารของปราสาทบายนและปราสาทพระขรรค์ ในความหมายของโพธิสัตว์ที่มีกำเนิดมาจากมนุษย์ผู้เพียรบำเพ็ญโพธิญาณบารมี

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร

พบที่ปราสาทกู่โพนระฆัง.

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร.

พบที่ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

.

         รูปพระมานุษิโพธิสัตว์บนฐานเดี่ยว น่าจะแทนความหมายของมโนภาพ “บุคลาธิษฐาน” ที่แสดงถึง “การบำเพ็ญตน” เพื่อการเป็นบรรลุถึงจุดหมาย เฉกเช่นที่พระมานุษิโพธิสัตว์ (มนุษย์ในรุ่นที่แล้วที่ได้บรรลุโพธิญาณขึ้นเป็นพระโพธิสัตว์ จึงกลับมาชี้ทางให้กับมนุษย์ผู้ต้องการบรรลุเป้าหมายเดียวกันคือการช่วยเหลือมวลสัตว์โลก) ผ่านวิธีการสวดภาวนามนตราธารณี เพ่งกสิณและมุทรา หรือสัมผัสผ่านรูปพระมานุษิโพธิสัตว์ที่กำลังแสดงมุทรา “ประทานพร” (ความสำเร็จ) ให้แก่ผู้ท่องมนตรา บำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีบนโลก ได้มีความสมปรารถนาในการบรรลุโพธิญาณ ร่วมเป็นหนึ่งในเหล่าพระโพธิสัตว์นับโกฏิบนสรวงสวรรค์

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร.

ไม่ทราบที่มา จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

.

         รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ ผู้บำเพ็ญโพธิญาณบารมี 4 กร ตามความหมายของการบรรลุสู่เป้าหมายเพื่อการเป็นพระโพธิสัตว์บนโลกมนุษย์ตามคติของวัชรยานตันตระ จึงถูกนำมาใช้ในศาสนสถาน ทั้งที่เป็นราชวิหาร (วัด) และปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ “บำเพ็ญ – ปฏิบัติตน” ถือศีล บารมี 6 ตามแบบแผนโพธิญาณ เพื่อการบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีวิต หรือหายจากโรคร้ายทางใจที่เป็นอยู่.

.

.

.

รูปสลักพระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร สภาพถูกทุบทำลาย

ตั้งอยู่ภายในปราสาทพระขรรค์

จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

.

         บริเวณที่ตั้งของรูปเคารพ “พระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร” จากหลักฐานของฐานรูปเคารพ (รูเดือยเดี่ยว) สามารถวางประดิษฐานได้ทั้งภายในมุขยื่นด้านหน้าของปราสาทประธาน ที่มีการพบฐานอยู่ตรงมุมประตูฝั่งผนังทิศเหนือ หรืออาจตั้งอยู่บริเวณกลางโคปุระด้านหน้า ที่มีฐานรูปเคารพแบบรูเดือยเดี่ยวตั้งอยู่

.

.

ฐานรูปเคารพ ที่ตั้งอยู่มุมประตูด้านในมุขยื่นของปราสาทประธานทางฝั่งทิศเหนือ

ปราสาทโคกงิ้ว จังหวัดบุรีรัมย์

น่าจะเป็นที่ตั้งของรูปเคารพ "พระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร"

.

.

ฐานรูปเคารพ ที่ตั้งอยู่มุมประตูด้านในมุขยื่นของปราสาทประธานทางฝั่งทิศเหนือ

ปราสาทกู่พันนา จังหวัดสกลนคร

.

         ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดจุดที่ตั้งของรูป “พระโพธิสัตว์ 4 กร” ได้อย่างชัดเจน เพราะยังไม่เคยมีการขุดค้นพบรูปเคารพติดอยู่กับฐานโดยตรงในทางโบราณคดี (รูปพระมานุษิโพธิสัตว์ในอโรคยศาลาแทบทั้งหมด ถูกรื้อ ทุบทำลายหรือเคลื่อนย้ายออกไปภายหลังที่กิจกรรมการรักษาโรคสิ้นสุดลง ในยุคร่วมสมัยปัจจุบันก็ยังมีกระบวนการขุดหาวัตถุโบราณ ซึ่งขนาดของรูปเคารพไม่ใหญ่นักและสามารถยกเคลื่อนย้ายได้โดยง่าย ก็มักจะไม่รอด ที่ค้นพบอยู่ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากจุดที่ตั้งเดิมทั้งหมด) แต่ก็เชื่อได้ว่า รูปเคารพ “พระมานุษิโพธิสัตว์ 4 กร” บนฐานรูปเคารพรูเดี่ยวนี้ เคยตั้งอยู่ในปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลาทุกแห่ง อย่างน้อย 1 รูป ( หรืออาจมี มากกว่า 1 รูป) อย่างแน่นอนครับ

.

         จากรูปเคารพ “พระมานุษิโพธิสัตว์” พระผู้ประทานพร (โอกาส)ให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรม(บารมี)แล้ว ในบริเวณของอาคาร “บรรณาลัย” ที่ตั้งอยู่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑล ยังมีการขุดค้นทางโบราณคดี พบฐานที่ตั้งของรูปเคารพและรูปประติมากรรม 3 รูปแบบ คือ รูป “โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย) รูปพระโพธิสัตว์ประทับบนครุฑและรูปพระโพธิสัตว์ประทับบนกระบือ

.

.

อาคารบรรณาลัย ในสภาพสมบูรณ์ จะมี 2 ห้องคูหา มีหลังคาหินปกคลุม

ปราสาทตาเมือนโต๊จฺ จังหวัดสุรินทร์

.

.

อาคารบรรณาลัยแบบศิลปะบายน ในสภาพสมบูรณ์

ปราสาทตาพรหมแห่งโตเลบาตี จังหวัดตาแก้ว ประเทศกัมพูชา

.

         รูปเคารพ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย) หรือ “โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” จะตั้งอยู่ภายในห้องคูหาด้านในของอาคาร บรรณาลัย ร่องรอยหลักฐานจากสุคตาลัยหลายแห่งแสดงให้เห็นว่า รูปเคารพพระโพธิสัตว์ จะถูกตั้งวางประดิษฐานไว้ใกล้กับผนังกำแพงด้านหลังสุดของบรรณาลัย

.

.

ฐานรูปเคารพแบบฐานเดี่ยว ภายในห้องคูหาด้านในอาคารบรรณาลัย

ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

น่าจะเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล

.

.

ห้องคูหาด้านในอาคารบรรณาลัย

ปราสาทปรางค์กู่ธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด

ที่ประดิษฐานรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล

.

.

บริเวณห้องคูหาด้านในของอาคารบรรณาลัย ปราสาทกู่โพนระฆัง

ที่น่าจะเป็นที่ตั้งของรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาลความเจ็บป่วย

มีร่องรอยการนำอิฐจากปราสาทกู่กาสิงห์ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง มาใช้รองเป็นฐาน

.

.

“โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

จากปราสาทกู่โพนระฆัง จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

.

         ลักษณะของรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กรที่พบในสุคตาลัย พระหัตถ์ขวาบน จะทรงอักษมาลา (ลูกประคำ) พระหัตถ์ขวาล่างถือดอกปัทมะ (ดอกบัว) พระหัตถ์ซ้ายบนถือปศตกะ (คัมภีร์) และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือกมัณฑลุ (หม้อน้ำนักบวช) มโนภาพบุคลาธิษฐานของรูปพระโพธิสัตว์แห่งบริบาลนี้ คือเน้นการสวดอ้อนวอน และการต้องปฏิบัติ (บำเพ็ญ)โพธิญาณบารมีของผู้เจ็บป่วยที่เข้ามารักษา เพื่อนำไปสู่การรักษาอาการเจ็บป่วยจากภายใน (จิตใจ) สะท้อนออกมาเป็นความเข้มแข็งและกำลังใจของผู้ป่วยที่มีความสำคัญ ผสมผสานกับกิจกรรมการรักษาโรคร้ายทางกายด้วยสมุนไพรแผนต่างๆ ที่มีอยู่ในอโรคยศาลา

.

.

รายละเอียดของพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

จากปราสาทกู่โพนระฆัง

ดูเหมือนจะเป็นงานแกะสลักแบบช่างท้องถิ่น

เลียนแบบรูปประติมากรรมช่วงหลวงอีกทีหนึ่ง

.

.

“โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

จากปราสาทนางรำ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

.

.

บริเวณห้องคูหาด้านในของอาคารบรรณาลัย ปราสาทนางรำ

ที่ตั้งของรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาลความเจ็บป่วย

.

         ในปัจจุบันมีการค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย) ขนาดความสูงประมาณ 1 เมตร ที่ปราสาทนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทกู่โพนระฆัง อำเภอเกษตรวิสัย ปราสาทกู่คันธนาม อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด (ถูกโจรกรรมไปในปี 2547) ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคามและชิ้นส่วนพระเศียรที่ปราสาทพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

.

.

“โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

พบที่ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

.

.

“โลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

จากปราสาทกู่คันธนาม จังหวัดร้อยเอ็ด

ถูกโจรกรรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2547

กรมศิลปากรได้ดำเนินการฟ้องร้ององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่เป็นผู้ขอเก็บรักษาเอง

เป็นจำนวน 10 ล้านบาท

.

.

ชิ้นส่วนพระเศียร ของ "โลเกศฺวร อาโรคยศาลี”

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแห่งการบริบาล (ผู้เจ็บป่วย)

พบจากปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

         นอกจากรูปพระโพธิสัตว์ในคูหาด้านในแล้ว ห้องคูหามุขด้านหน้าของอาคารบรรณาลัย ก็ยังมีการขุดพบรูปประติมากรรมพระโพธิสัตว์ทรงครุฑตั้งอยู่คู่กับรูปพระโพธิสัตว์ทรงกระบือ – กรบิ(Krabi) บริเวณติดกับผนังทิศฝั่งทิศใต้ ครับ

.

.

บริเวณผนังฝั่งทิศใต้ของห้องคูหาด้านหน้า อาคารบรรณาลัยปราสาทกู่โพนระฆัง

ที่ตั้งของรูปเคารพพระโพธิสัตว์ทรงครุฑและพระโพธิสัตว์ทรงกระบือ

.

.

ในปี 2548 ได้มีการขุดค้นพบ รูปเคารพพระโพธิสัตว์ทรงครุฑและพระโพธิสัตว์ทรงกระบือ

บริเวณผนังฝั่งทิศใต้ของห้องคูหาด้านหน้า

อาคารบรรณาลัยปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

.

สภาพปัจจุบันภายในอาคารบรรณาลัย

ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

.

         รูปเคารพตามคติวัชรยาน ที่ทำเป็นรูป “พระโพธิสัตว์ทรงครุฑและพระโพธิสัตว์ทรงกระบือ” ประจำอโรคยศาลาจะพบได้ไม่มากนัก อาจเพราะมีขนาดเล็ก ถูกทุบทำลายและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ที่คงเหลืออยู่พบที่ ปราสาทตาเมือนโต๊จฺ ปราสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น ปราสาทกู่บ้านเขวา จังหวัดมหาสารคาม ปรางค์กู่บ้านหนองแฝก(บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ โบราณสถานสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม และยังพบเป็นเศษชิ้นส่วนแตกหัก (จากการทุบทำลาย) ที่ปราสาทพลสงครามอีกด้วย

.

.

พระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่ปราสาทกู่แก้ว

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทกู่แก้ว

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

.

.

พระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

. 

         ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ทั้งสอง มีลักษณะคล้ายกัน คือประทับบน “สัตว์พาหนะ” ในท่าชันพระชานุขวาขึ้น เรียกว่าท่ามหาราชาลีลาสนะ ปางดุร้าย ใบหน้าบ่งบอกว่าเป็น “ยักษ์อสูร” ทรงกระบังหน้า กรองศอ และพาหุรัด พระเกศายาว ขมวดพระเกศาอยู่ด้านบน ทรงกุณฑล (ตุ้มหู) รูปดอกไม้อย่างชัดเจน ถือวัชระและดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญขององค์พระโพธิสัตว์

.

.

ชิ้นส่วนของพระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่โบราณสถานสระมรกต

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี

.

ชิ้นส่วนของพระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่โบราณสถานสระมรกต

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทบ้านช่างปี่ จังหวัดสุรินทร์

.

         พระโพธิสัตว์ทั้งสอง มีความหมายตรงตามคติความเชื่อแบบพุทธศาสนาลัทธิวัชรยานตันตระ ซึ่งพระโพธิสัตว์ในลัทธินี้ เมื่อจะมีอำนาจอานุภาพปราบเทพเจ้าฮินดูได้ พระโพธิสัตว์จะต้อง “อวตาร (Avatar)” หรือ แปลงร่าง มาเป็นปางยักษ์อสูรที่ดุร้าย เพื่อเป็น “ยิดัม” หรือผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาจากพวกมารฮินดู

.

         ในวรรณกรรมของวัชรยาน พระโพธิสัตว์ในปางดุร้าย นาม “หริหริหริวาหนะ” เป็นพระผู้ปราบพระวิษณุ เทพผู้ยิ่งใหญ่ของฮินดู มักสร้างเป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับเหนือพระวิษณุทรงครุฑ ในขณะที่ “พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปางดุร้ายเนรมิตกายเป็น “ยมานตกะ” (แปลว่าเป็นที่ตายของพระยม) เพื่อปราบพระยม

.

.

.

ภาพในอดีตและสภาพปัจจุบันของพระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่ปราสาทบันทายฉมาร์

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่เขตเมืองวิชัยนคร (Vijaya) จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

.

         ปัจจุบันในประเทศธิเบต ก็ยังคงมีคติความเชื่อในลัทธิวัชรยาน (แบบธิเบต) มีการสร้างภาคดุร้ายของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีในภาค “ยมานตกะ” สอดรับกับตำนานที่เล่าว่า พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ลงไปยังยมโลกพบพญายม (ธรรมบาล) ซึ่งมีศีรษะเป็นกระบือ พระโพธิสัตว์มัญชุศรีจึงต้องแปลงร่างเป็น “ยมานตกะกาย” เพื่อให้พระยายมหวาดกลัว ถึงพระยมจะเป็นเทพเจ้าแห่งความตายที่น่าสพรึงกลัว แต่ก็ยังต้องมาพ่ายแพ้ในอานุภาพบารมี ที่ไม่สิ้นสุดของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีนี้ ชาวธิเบตในปัจจุบันยังนิยม “เพ่งกสิณ” รูปของยมานตกะเพื่อเอาชนะความตาย

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก จังหวัดชัยภูมิ

.

         จากหลักฐานวรรณกรรมของลัทธิวัชรยาน ประกอบกับหลักฐานทาง "ประติมานวิทยา" จึงอนุมานได้ว่า รูปพระโพธิสัตว์ทั้งสองนี้ควรเป็นรูปประติมากรรมของ “พระโพธิสัตว์ในปางดุร้าย หริหริหริวาหนะทรงครุฑ” และ “พระโพธิสัตว์ในปางดุร้าย ยมานตกะทรงกระบือ” ในคติของวัชรยานตันตระ ศาสนาหลักของอาณาจักรกัมพุชเทศในเวลานั้น

.

.

ชิ้นส่วนของพระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก จังหวัดชัยภูมิ

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก จังหวัดชัยภูมิ

.

         รูปพระโพธิสัตว์ หริหริหริวาหนะทรงครุฑ แทนความหมายมโนภาพบุคลาธิษฐานของ “อำนาจและอานุภาพ” เหนือ “สวรรค์” เหนือกว่า “พระวิษณุ” ผู้ครองฟ้าของฮินดู แทน “ความเป็น” และ “การกำเนิด”

.

.

ชิ้นส่วนของพระโพธิสัตว์ “หริหริหริวาหนะ” ทรงครุฑ

พบที่ปราสาทนางรำ จังหวัดนครราชสีมา

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

.

         รูปพระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ยมานตกะทรงกระบือ แทนความหมายของ “อำนาจและอานุภาพ” เหนือกว่า “พญายมราช” ผู้ครองนรก 38 ขุมของฮินดู แทน ผู้อยู่เหนือ “ความตาย” และ “การพิพากษา” 

.

.

มุมที่ตั้งรูปพระโพธิสัตว์ทรงครุฑและพระโพธิสัตว์ทรงกระบือ

ภายในห้องคูหาด้านหน้าอาคารบรรณาลัยของปราสาทนางรำ จังหวัดนครราชสีมา

.

         รูปประติมากรรมทั้งสองจึงแทนความหมาย หรือมโนภาพของการสวดภาวนา บำเพ็ญบารมี เพ่งกสิณและสัมผัส (ป้ายมือหรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่รดผ่านรูปเคารพ) เพื่อการมีอำนาจเหนือความเป็นและความตาย

.

         ซึ่งนั่นก็หมายถึง ทั้งสองรูปประติมากรรม คือ พระโพธิสัตว์แห่งการเกิดและการดับ การสวดอ้อนวอนภาวนา มนตราและเพ่งกสิณผ่านรูปเคารพ เพื่อจุดมุ่งหมายของการบรรลุสู่การกำเนิดของชีวิตใหม่ที่ปลอดภัย (สำหรับการเกิด) บรรลุสู่การมีชีวิตที่ยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ (สำหรับความตาย)รวมไปถึงการบริบาลจากรูปพระโพธิสัตว์ประธานแห่งบรรณาลัยให้หายจากโรคร้ายนั่นเอง

.

.

.

.

.

ชิ้นส่วนของรูปเคารพพระโพธิสัตว์ทรงครุฑและพระโพธิสัตว์ทรงกระบือในสภาพแตกหัก

จากการทุบทำลาย

พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ปราสาทพลสงคราม จังหวัดนครราชสีมา

.

.

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” ในปาง“ยมานตกะ” ทรงกระบือ

พบที่ปราสาทกู่พันนา จังหวัดสกลนคร

.

         นอกจากการวางตำแหน่งของรูปเคารพในปราสาทประธานและบรรณาลัยแล้ว ในส่วนของโคปุระ ก็ยังมีหลักฐานของฐานรูปเคารพขนาดใหญ่น้อย วางตำแหน่งอยู่ตรงกลางหลายแห่ง บางสุคตาลัยก็อาจมีฐานรูปเคารพฐานรูเดือยเดียวในโคปุระมากกว่า 1 ฐาน ซึ่งก็อาจจะมีการวางรูปเคารพที่เป็นรูปของพระพุทธรูปนาคปรก (พระธยานิพุทธ - อมิตาภะ) ด้านข้างใกล้กับปีกหรือในห้องคูหาของปีกอาคารก็อาจวางเป็นรูป “พระมานุษิโพธิสัตว์ (4 กร มีแผ่นหลัง)” แต่ไม่เคยพบว่ามีการวางรูปของพระนางปรัชญาปารมิตา และรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ข้างพระพุทธรูปปางนาคปรกตามคติ “วัชรยานไตรลักษณ์ – รัตนตรัยมหายาน” ในปราสาทแห่งใด (หรืออาจเคยมี แต่เคลื่อนย้ายไปทั้งหมดแล้ว ?)

.

.

พระพุทธรูปนาคปรก (พระธยานิพุทธ - อมิตาภะ)

พบที่ปราสาทกู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคาม

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

.

.

พระพุทธรูปนาคปรก (พระธยานิพุทธ - อมิตาภะ)

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

.

.

พระพุทธรูปนาคปรก (พระธยานิพุทธ - อมิตาภะ)

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

.

.

พระพุทธรูปนาคปรก (พระธยานิพุทธ - อมิตาภะ)

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระนางปรัชญาปารมิตา

ตามคติ "รัตนตรัยมหายาน"

พบที่บ้านหนองเรือ อำเภอศรีณรงค์

จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

อาจเป็นกลุ่มรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ในปราสาทสุคตาลัย

แต่ในปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน

.

         ปราสาทสุคตาลัยแห่งอโรคยศาลา เป็นปราสาทหินที่สร้างขึ้นเฉพาะในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และจะสร้างเฉพาะในเขตบริเวณเมืองโบราณในวัฒนธรรมแบบเขมรที่เกิดขึ้นใหม่หลังพุทธศตวรรษที่ 17 ในอิทธิพลของราชวงศ์มหิธรปุระเท่านั้น จะไม่นิยมสร้างซ้อนทับในบริเวณพื้นที่เมืองโบราณรูปวงกลมในวัฒนธรรมแบบทวารวดีในยุคก่อนหน้า ชุมชนโบราณที่ตั้งของอโรคยศาลาแต่ละแห่งในยุคมหิธรปุระจะมีชื่อปรากฏในจารึกประจำอโรคยศาลาแต่ละแห่ง หรือ ปรากฏชื่อจารึกในกรอบคันฉ่องสำริด ที่เป็นอุปกรณ์ถวายแด่ศาสนสถาน (หากไม่สูญหายหรือโดนทำลายไปก่อนการศึกษาแล้ว) เช่น ชื่อเมืองวิเรนทรปุระ (ปราสาทโคกงิ้ว อำเภอปะคำ) อโรคยศาลาแห่งอวัธยปุระ (เมืองศรีมโหสถ จังหวัดสระแก้ว) อโรคยศาลาแห่งสังโวก

.

.

ฐานคันฉ่องสำริด จากโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

เป็นสิ่งของในการประกอบพิธีกรรม ที่อุทิศถวายแก่อโรคยศาลา

มีจารึกกล่าวถึงชื่อเมืองที่อโรคยศาลาตั้งอยู่

.

         หากตีความตามหลักฐานจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกประจำอโรคยศาลาแล้ว เราจะพบว่า ในพระราชอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะประกอบไปด้วยด้วย “ชุมชน (Communities)”หรือ “เมือง (Town)” ที่เรียกในภาษาสันสกฤตและเขมรว่า “วิษัย - ปุระ”หรือ “สรุก” จำนวน 102 ชุมชนตามจำนวนของอโรคยศาลาในจารึก ในเขตเมืองพระนครจะมีอโรคยศาลาอยู่ 5 แห่ง ส่วนอีก 97 แห่งจะกระจายตัวไปตามชุมชนทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งนับว่าเป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ เพราะมีการพบอาคารปราสาทหินในรูปแบบอโรคยศาลาและรูปแบบใกล้เคียงกัน กระจายตัวไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งในเขตสุโขทัย อีสานเหนือ เพชรบุรีกาญจนบุรี เวียนามกลาง - ใต้ ลาวใต้ ทรายฟอง ตามชื่อวิษัยที่ปรากฏในจารึกหลักต่าง ๆ เช่น เมืองชยาทิตยปุระ เมืองชัยวัชรปุระ รัตนปุระ ศรีชันราชปุระ ศรีชัยสิงหปุระสุวรรณปุระ ลโวทยะปุระ สุวรรณปุระหรือชื่อของชุมชน (วิษัย) ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์เช่น ชัยสิงหวดี เมืองชัยวีรวดี เมืองชัยราชคีรี ศรีสุวีรปุรี ศรีสุริยบรรพต (พนมจิสอร์) ศรีวิชยาทิตยปุระ กัลป์ยาณสิทธิกะ เป็นต้น แสดงถึงอาณาเขตของพระราชอำนาจที่กว้างขวาง เป็นการปกครองในระบบจักรวรรดิ(Empire) ขนาดใหญ่ ที่มีนครรัฐมารวมภายใต้ศูนย์กลางอำนาจเพียงแห่งเดียวกันที่เมืองพระนครธม

.

         ภายหลังจากการใช้งานอโรคยศาลา ในกิจกรรมการรักษาโรคมาเกือบหนึ่งศตวรรษ เมื่อสิ้นอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อโรคยศาลาหลายแห่งก็มีร่องรอยถูกทิ้งร้างแบบทันทีทันใด หลายแห่งดูเหมือนถูกปล้นสะดม ถูกรื้อ ทุบทำลาย บางแห่งถึงกับมีการเคลื่อนย้ายรูปเคารพออกมาจากตัวอาคารมาทุบฝังหรือทิ้งไว้ด้านนอก รูปเคารพในสุคตาลัยหลายแห่งถูกเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงจากจุดที่ตั้งเดิม แต่ก็ยังคงเหลือรูปเคารพติดอยู่กับฐานในจุดที่ตั้งเดิม ฝังจมไปกับซากปราสาทที่ถูกทิ้งร้างอยู่บ้าง 

.

         และนานกว่า 600 – 700 ปี ซากสุคตาลัยเก่าแก่ตามเส้นทางและชุมชนโบราณถูกป่าไพรสณฑ์กลับเข้าปกคลุม ดินตะกอนน้ำทับถมฝังเศษซากอาคารและรูปเคารพจมไว้ใต้ดิน จนเมื่อมีผู้คนกลุ่มใหม่ที่ส่วนใหญ่จะอพยพมาจากทางอีสานเหนือและเมืองลาว ชาวเขมรป่าดงจากเขมรต่ำ อพยพเข้าสู่แผ่นดินอีสานใต้ - กลาง ได้เข้ามาหักร้างถางพงเพื่อทำไร่ ทำนา สร้างหมู่บ้านตั้งชุมชน ครอบครองซากปราสาทเก่าแก่ ที่ปรักหักพังทับถมเป็นเนินดอน

.

         ประมาณ 200 ปีที่แล้ว จึงเกิดปรากฏการณ์การครอบครองครั้งใหม่โดยคนกลุ่มใหม่ ที่มาตั้งชื่อปราสาทให้ใหม่ทุกปราสาทอโรคยศาลา แล้วยังมีประเพณี พิธีกรรม นิทานเรื่องเล่าโบราณต่าง ๆ ที่เป็นของดั่งเดิมของชนกลุ่มใหม่นั้น มา “สวมทับ” ใช้ปราสาทเก่าแก่เป็นเขตมณฑลศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม เพื่อการติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติ (Animisms) ผีผู้คุ้มครอง ผีบรรพบุรุษ รวมไปถึงการทำนาย การบนบานศาลกล่าวและอำนาจมืด เช่นมนต์ดำแห่งหมอผีเขมร (เสกเด็กเข้าท้อง หุหุ)

.

         ในส่วนที่ใช้ประโยชน์ ชุมชนใหม่ได้เคลื่อนย้ายรูปเคารพในอดีต มาจัดเรียงใหม่ ส่วนในปราสาทประธานหากรูปเคารพเดิมหายไป ก็จะเคลื่อนย้ายรูปเคารพพระพุทธเจ้า (ทั้งของเก่าที่แตกหักและที่สร้างขึ้นใหม่) รูปสลักพระโพธิสัตว์ที่รอดพ้นจากการทำลายและโผล่ขึ้นมาเหนือดิน เข้าไปเก็บรักษาไว้ในปราสาทประธาน ยกให้เป็น “กู่” ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน

.

         แต่รูปเคารพหลายรูปก็ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ ในช่วงไม่ถึง 80 ปี ที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้าย เลือกรูปประติมากรรม ทั้งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์จากซากปราสาทสุคตาลัยร้าง นำไปใช้เป็นพระประธานในศาสนสถานยุคใหม่ในที่แห่งอื่น บางทีก็ถูกนำออกไปเก็บสะสม หรือถูกโจรกรรมออกไปในตลาดค้าของเก่าเป็นจำนวนมาก

.

         ที่คงเหลืออยู่ ถึงจะมีไม่มากนัก และหลักฐาน รายละเอียดก็ยังกระจัดกระจายไปตามปราสาทสุคตาลัย ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย แต่เมื่อเรานำแต่ละรายละเอียดของปราสาทอโรคยศาลาทั้ง 35 – 40 แห่งมาประกอบเป็นแบบแผนเดียวกัน ก็พอจะอนุมาน - จินตนาการได้ว่า ในวันที่ปราสาทอโรคยศาลานั้นยังใช้งาน มีผู้คนเข้ามารับการรักษา มีพิธีกรรม สวดภาวนา ประกอบยัญกิจผ่านรูปเคารพบุคลาธิษฐานอันเป็นวิถีปฏิบัติของวัชรยานตันตระในวันที่รุ่งเรืองนั้น ...น่าจะเป็นอย่างไร

.

.

แผนผังแสดงข้อเสนอ ตำแหน่งที่ตั้งของรูปเคารพแบบต่าง ๆในอโรคยศาลา

.

         ถึงอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด ผมก็เชื่อว่า เมื่อท่านผู้อ่านได้เดินทางกลับไปเยือนเหล่าปราสาทสุคตาลัยอีกครั้งในวันข้างหน้า

.

         ท่านจะเห็นภาพของ “ชีวิตผู้คน” (Life Style) ในอดีต โลดแล่นเคลื่อนไหวผ่านจินตนาการ บ้างก็บูชาเพื่อให้หายจากอาการเจ็บป่วยจากไข้ป่า บ้างก็บนบานศาลกล่าวรักษาโรคทางใจ และบ้างก็สวดมนตราอ้อนวอนภาวนาให้เมียรักคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ในท่ามกลางกองหินและภาพสลักเก่าแก่ ที่ดูว่างเปล่า ไม่น่าสนใจ ...ไร้ชีวิต

.

         ในขณะที่คนข้าง ๆ ของท่านที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องราวในวันนี้ ก็ยังคงจะเห็นปราสาทอโรคยศาลา รกร้าง....ว่างเปล่า ไม่น่าสนใจ ...ไร้ชีวิต

.

.

.

         ....อยู่เช่นเดิมครับ !!!

Reference

เสถียรโกเศศ นาคะประทีป,ลัทธิของเพื่อน. 2500

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อโรคยศาล:ความรู้ทั่วไปและข้อสังเกตเบื้องต้น เมืองโบราณ 2547

พี่จิ๋ว ศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร

ดุสิต ทุมมาภรณ์

สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

ยอดไปเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

มาอ่าน หลายๆรอบจึงจะเก็บข้อมูลได้
ครับประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่มากจริงๆ
ฝรั่งเข้ามาอ่าน แล้วมันจะตามเก็บไปบ้านมันไม่ละนี่

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
แม่หมี วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 10.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านไปได้ครึ่ง ตาลาย ยังไม่เต็มร้อย

แว่วมาว่า จะมีงานใหญ่เหรอคะ เห็นคุรมะอึกแย้มๆไว้ในเอ็นทรี่ คงต้องบาย...สังขารไม่ให้

ลูกๆสบายดีนะคะ แต่อาจารย์ดูซูบไปนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สิริปตี วันที่ : 22/02/2012 เวลา : 02.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

สวยงามจังค่ะ
เสียดายขึ้นไปทำบุญกับเด็กๆ ที่พะเยา ไม่งั้นมีตามติด ตูดอาจารย์แน่ๆ แฮ่

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
มะอึก วันที่ : 21/02/2012 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เรื่องนี้เมื่อเข้ามาอ่านช้า ๆ หลาย ๆ ครั้ง ก็เข้าใจได้แจ่มแจ้ง
ยิ่งไปเจอของจริงหลาย ๆ สถานที่ เรื่องปราสาทหิน ไม่ได้ยากอย่างที่เคยรู้สึกในอดีต...
.
.

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
kikuno วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konbini

ขอบคุณที่เข้าไปทักท้วงเรื่องคำที่ใช้ค่ะ
แก้ไขเพิ่มเติมแล้วค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 09/02/2012 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot


ข้อมูล ลึก ใหม่ สนุก ความรู้แน่น ขอบคุณครับ อาจารย์

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 08/02/2012 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ถ้าคุณวรณัยจะพาเที่ยวชมเวลาตรงกันผมยกมือจองเป็นลูกทัวร์ไว้ก่อนเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
BlueHill วันที่ : 05/02/2012 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อาจารย์เจี๊ยบเมื่อไหร่จะพาไปเที่ยวชมครับ
อยากดูของจริงให้เห็นกับตา

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
รักแห่งสยามประเ้ทศ วันที่ : 05/02/2012 เวลา : 13.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panuwat838084
Facebook: Panuwat Sangpum

สุดยอดมากๆ เลยครับ โหวตให้เลย ถ้ามีปุ่ม "like" จะกดให้ด้วย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 05/02/2012 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่ ของพี่น้องชาวอีสาน
ที่ในอดีตกาล การรักษาโรค มีวัตถุ ให้นักโบราณคดีได้ตีความ
ให้ความรู้
ก้อนหิน แต่ละก้อน นพศูน จึงมีค่ามหาศาลทางประวัติศาสาตร์
เราเกิดเมืองไทยรักเมืองไทย

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

สวัสดีตอนห้าทุ่มครึ่งครับท่านศุภศรุต

ปกติไม่ค่อยจะได้สนใจเกี่ยวปางค์กู่และก้อนหินเหล่านี้เท่าใดนัก แต่เมื่อหลวมตัวเข้ามาอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านก้อนหิน ทำให้มีความรู้และเห็นความสำคัญของปางค์กู่ รวมทั้งที่ไปที่มาของก้อนหินแต่ละก้อน อันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์แบบย้อนยุคคืนไปหลายร้อยปี เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าทึง ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ถึงวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของคนรุ่นนั้น ๆ ...ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ชบาตานี วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ซันญ่า วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 17.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

พระโพธิสัตว์แห่งการเกิดและการดับ การสวดอ้อนวอนภาวนา มนตราและเพ่งกสิณผ่านรูปเคารพ เพื่อจุดมุ่งหมายของการบรรลุสู่การกำเนิดของชีวิตใหม่ที่ปลอดภัย (สำหรับการเกิด) บรรลุสู่การมีชีวิตที่ยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ (สำหรับความตาย)รวมไปถึงการบริบาลจากรูปพระโพธิสัตว์ประธานแห่งบรรณาลัยให้หายจากโรคร้าย

อ่านความบริบาล พยาบาล ไม่ให้ มี ความเจ็บป่วย
อ่านประวัติศาสตร์ ความ จริง ของ กาลล่วง
สมมุตติตัวเอง ย้อน ไป ใน อดีต กว่าจะ กลับมา จิบ ชา
ก็ ต้อง เข้า มา ไซน์อัพ อีก สอง สามรอบ ......
รูปเคารพ ความศรัทธา หาก ว่า ยังมี ผู้กระทำ ย่อมได้ ดั่ง
ตน ปรารถนา เชื่อเช่นนั้น เกิด สมบูรณ์ ดับ ก็ สมบูรณ์
เราก้ เลือก เสวย ตาม วาระ นะคะ
.
.
ด้วยจิตคาราวะ
.
.

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

อ่านจบ..ตาลาย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สอนสุพรรณ วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 05.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen


สวัสดีครับอาจารย์เจี๊ยบ

เป็นจริงดังที่อ.เจี๊ยบกล่าวไว้ว่า เมื่อย้อนกลับไปก็ได้เรียนรู้จากอาจารย์ จะมีข้อสังเกตใหม่ ๆ ให้ศึกษา เฉกเช่นเดียวกับที่ผมไปเขียนคัดลอกภาพจิตรกรรมฝาผนังในที่เดิม ภาพเดิม ทุก ๆ ครั้งก็จะได้พบสิ่งใหม่ที่ครูช่างไทยโบราณ ท่านได้ฝากเอาไว้ให้เป็นมรดก เพียงแต่ด้วยประสบการณ์ วุฒิภาวะที่ผ่านมาไม่เพียงพอ จึงมองไม่เห็นด้วยสายตาเปล่า สัมผ้สไม่ถึงจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงเอาไว้ให้ต่อเชื่อม สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องสั่งสม...

อ่านข้อเขียนของอ.เจี๊ยบคราใด สร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้อย่างมากมายจริง ๆ ครับ ขอบคุณมากครับ...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ครูแดง วันที่ : 04/02/2012 เวลา : 05.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-สวัสดีค่ะอาจารย์เจี๊ยบ..
มาตามอ่านค่ะ...

-อ่านไปก็ครุ่นคิดไปว่า...มีเจริญ.... มีเสื่อม...
มันเป็นเช่นนี้เองหนอ..

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 03/02/2012 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

วันนี้ ทำบล็อกนานไปหน่อย


อ่านยังไม่จบ หมดแรง ขอaddไปอ่านต่อ


โหวตก่อนค่ะจานเจี๊ยบ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกแม่ลำดวน วันที่ : 03/02/2012 เวลา : 23.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FriendlygirL
         Leave Well Enough Alone        

ข้อมูลแน่นปึ๊ก ใช้เวลาอ่านนานมาก จนตาลายเลยค่ะ

ไม่โหวตไม่ได้แล้ว สุดยอด ขอบคุณมากค่ะ +++++



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 03/02/2012 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

ยาวจัง อ่านไม่ไหว
ตา หายเมื่อไหร่ ค่อยอ่าน หุ หุ

แวะมาทักทายครับ จารย์

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะอึก วันที่ : 03/02/2012 เวลา : 22.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ยังกะนัดกันเชียวอาจารย์...
ผมขึ้นเอ็นทรีหลังอาจารย์ 1 นาที

เดี่ยวมาอ่านครับ
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      



[ Add to my favorite ] [ X ]