• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 230
  • จำนวนผู้ชม : 2533438
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม 2555
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 27779 , 16:44:48 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 17 คน ni_gul , ย่าดา และอีก 15 คนโหวตเรื่องนี้

          เมื่อวันหยุดยาว 2 – 3 สิงหาคมนี้ ผมได้มีโอกาสเดินทางไป “สำรวจ” เพื่อตรวจสอบ ”อาคารหินเรียง” ที่เพิ่งจะมีการค้นพบบนยอดเขาใกล้กับอุทยานหิน “พุหางนาค” (Phu Hang Nak) อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความตื่นเต้นจากข่าวการค้นพบร่องรอยของ "สิ่งก่อสร้างลึกลับที่เก่าแก่ดูเป็นปริศนา" (Mysterious ruins) บนยอดเขาทางฝั่งทิศตะวันตกของเมืองโบราณรูปวงกลม "อู่ทอง" (U Thong) ในหน้าหนังสือพิมพ์และจากเว็ปไซต์ของอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ครับ 

.

         แต่ก็ไม่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากนักครับ หลายท่านที่เคยอ่านเรื่องราวใน Blog แห่งนี้ ก็คงจะผ่านตากับเรื่องราวของเมืองอู่ทอง ใน Entry “ท่องเที่ยวจากฟากฟ้า ตามหาเมืองโบราณ “อู่ทอง”จากอวกาศ” (กด Link) เมื่อเดือนกันยายน 2550 ที่ได้ให้รายละเอียดของเมืองโบราณรูปวงกลมอู่ทอง ในมุมมองจากแผนที่ดาวเทียมของ Google Earth ผสมผสานกับการสำรวจและถ่ายภาพบนพื้นดินในมุมมองของการท่องเที่ยว

.

         ในช่วงระหว่าง 3,000 – 2,000 ปีที่แล้วก่อนการเกิดขึ้นของเมืองรูปวงกลมอู่ทอง ระดับแนวชายฝั่งทะเลมีความสูงกว่าปัจจุบัน  3.5 - 4  เมตร น้ำทะเลขึ้นมาเกือบถึงเชิงเขา พื้นที่เมืองโบราณและแม่น้ำจระเข้สามพันยังคงเป็นทะเลตมและป่าโกงกางขนาดใหญ่ ล่วงมาจนถึงช่วง 2,000 – 1,800 ปี น้ำทะเลจึงเริ่มลดระดับงวดลงเหลือเพียง 2  - 3.5 เมตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีร่องรอยหลักฐานของการสร้างเมืองรูปวงกลมตามแนวชายฝั่งทะเลในช่วงยุคเริ่มแรกของ “วัฒนธรรมทวารวดี” (Dvaravati Culture) หลายแห่งครับ

.

.

แผนที่แสดงระดับน้ำทะเล ในช่วง 2,000 ปีที่แล้ว

และเมืองโบราณในยุควัฒนธรรมทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 15 

.

          ยุคสมัยของวัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทองเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว พุทธศตวรรษที่ 10 หรือ ประมาณ 1,600 ปีที่แล้ว ต่อมามีการสะสมวัฒนธรรมและผู้คนพัฒนาขึ้นเป็นเมืองรูปวงกลมที่มีการขุดคูน้ำถมคันเมือง ในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 หรือราว 200 – 400 ปีต่อมา

.

         เรื่องของแต่ละ “ช่วงเวลา” นี้ ต้องขอให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยจดจำกันให้แม่นซักนิดนะครับ เพราะมันจะไปเกี่ยวโยงกับการค้นพบสิ่งก่อสร้าง”ปริศนา” บนแนวเขาทางทิศตะวันตกของเมืองอู่ทองใกล้กับสวนหิน “พุหางนาค” ครับ

.

         ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 15 ถึงระดับน้ำทะเลลดงวดลงห่างออกไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีแม่น้ำจระเข้สามพันเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมต่อลงสู่ทะเลทางทิศตะวันออก ตามแนวปากน้ำทะเลที่คลองสองพี่น้องในเขตตำบลสวนแตง เป็นอ่าวเล็ก ๆ ลงไปทางอำเภอสองพี่น้องทางทิศใต้

.

          ในช่วงระหว่างเวลานี้ อาจถือเป็นช่วง "ยุคทอง" ของเมืองโบราณอู่ทองที่มีการก่อสร้างอาคารศาสนสถานและสถูปเจดีย์ขึ้นหลายแห่ง ดังที่มีการขุคค้นพบร่องรอยหลักฐานของสถูปเจดีย์และวัตถุโบราณในยุควัฒนธรรมทวารวดีจำนวนมากรายรอบเมืองอู่ทอง รวมไปถึงกลุ่มโบราณสถาน”คอกช้างดิน” ทางทิศใต้ ทั้งหมดกว่า 60 แห่ง หลายแห่งถูกรื้อถอนทำลายจนเกือบไม่หลงเหลือหลักฐานให้เห็นในปัจจุบัน

.

.

แผนที่แสดงร่องรอยโบราณสถานรอบเมืองโบราณรูปวงกลมอู่ทอง

และจุดที่พบอาคารหินเรียงบนเทือกเขาทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพัน

.

          ประมาณเดือนที่ผ่านมา ได้มีข่าวการค้นพบร่องรอยของอาคารหินเรียงซ้อนจำนวนมากกว่า 20 จุดบนยอดของแนวเขาที่เป็นทิวขนานกับตัวเมืองโบราณอู่ทองตามแนวยาวทิศเหนือ-ใต้ ทางทิศตะวันตก เริ่มต้นจากเขาทุ่งดินดำ เขาวง เขาทอก เขาพุทอง ในเขตตำบลบ้านโข้งทางทิศเหนือ เขาดีสลัก ตำบลดอนคา เขากำแพง เขาตาเก้า เขาแก้ว เขาตะแบง ตำบลหนองโอ่ง ลงมายังเขาพระยาแมน พุหางนาค เขาทำ(คำ)เทียม เขารางกะปิด เขาคอก พุม่วงและเขาถ้ำเสือ ในเขตตำบลอู่ทองทางทิศใต้ ซึ่งบนภูเขาเกือบทุกลูกก็เคยมีการค้นพบร่องรอยหลักฐานของสิ่งก่อสร้างเก่าแก่และวัตถุโบราณทับซ้อนในแต่ละยุคสมัยกระจายตัวอยู่โดยทั่วไปตลอดแนวเทือกเขาอยู่แล้ว

.

.

ร่่องรอยของหลักฐานในยุคสมัยต่าง ๆ ที่ถ้ำเขาพระ (วัดศรีสรรเพชญ) 

ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ 1.8 กิโลเมตร จากพุหางนาค

.

          การค้นพบอาคารเรียงหินปริศนาในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาทำให้ผมเกิดความสนใจใคร่รู้และอยากหาคำตอบของอาคารปริศนาที่ค้นพบใหม่ จึงได้เดินทางขึ้นไปเดินสำรวจถึงบนยอดเขา โดยมีดีเจหนึ่งหรือ “คุณภาคภูมิ  จิตต์โสภณ” ผู้นำกลุ่มอาสาสมัครของ”ชมรมอาสาสมัครนำเที่ยวสำนักสงฆ์ถ้ำพุหางนาค” เป็นผู้นำทาง

.

         กลุ่ม “อาสาสมัคร” (Volunteers) ที่เขาพุหางนาค เมื่อเริ่มแรกเป็นเพียงกลุ่มคนในท้องถิ่นอู่ทองที่มีความตั้งใจ เล็งเห็นความสำคัญและผลที่จะได้จาก “อรรถประโยชน์” ในการอนุรักษ์ผืนป่าและปกป้องพรรณไม้หายากอย่างจันผา ลานป่าปรง กระเจียวป่า สลัดได ผกากรอง สุพรรณิการ์ มะค่า และสมุนไพรพื้นเมืองหลากหลายชนิดที่พบเห็นได้อย่างดาษดื่นทั่วภูเขา รวมไปถึงสัตว์ขนาดเล็กที่ถูกไล่ล่าจนเกือบจะสูญพันธุ์อย่างอ้น เม่น หรือฝูงไก่ป่า หลายคนได้มารวมตัวกันที่สำนักสงฆ์พุหางนาค ที่มีพระมหาสมชาติ เทวธมฺโม เจ้าสำนักสงฆ์พุหงนาค (มรณภาพ) เป็นผู้ริเริ่ม ภายหลังจากที่ “สัมปทานบัตร” ระเบิดหินของเอกชนที่เขาทำเทียมและเขารางกะปิดหมดอายุลง

.

.

ดอกกระเจียวป่า ตามทางเดินของพุหางนาค

.

          ในช่วงแรกของการเริ่มต้นอนุรักษ์เมื่อราว 14 เดือนที่แล้ว อาสาสมัครที่เป็นคนในท้องถิ่นเมืองอู่ทองได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม”ชมรมอาสาสมัครนำเที่ยวสำนักสงฆ์ถ้ำพุหางนาค” แบ่งเวลากันจัดเวรยามออกเดินเท้าเพื่อเป็นหูเป็นตาขับไล่ชาวบ้านที่แอบลักลอบขึ้นมาตัดพรรณไม้หายากอย่างจันผา ล่าสัตว์อย่างไก่ป่า เก็บหินที่มีความสวยงามและขุดหาสมบัติโบราณ คอยระวังไฟป่า และคอยห้ามปรามขอร้องไม่ให้ชาวบ้านนำฝูงวัวขึ้นมาเหยียบย่ำพรรณไม้ป่า 

.

.

ค้นเปาะ ไม้สมุนไพรที่พบได้โดยทั่วไป

.

          ด้วยสภาพแวดล้อมของป่าที่สมบูรณ์งดงาม ผสมผสานกับโขดหินที่มีรูปร่างแปลกตา จากความตั้งใจเดิมที่เพียงต้องการอนุรักษ์และหวงแหนธรรมชาติขิงภูเขาตะวันตกภายหลังจากการระเบิดหิน ได้ขยายกลายมาเป็นการสำรวจเส้นทางเดินเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างจริงจัง นำไปสู่ความต้องการที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมบนเขาพุหางนาคที่แปลกตาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของท้องถิ่นเมืองอู่ทอง จนมีการเรียกชื่อของแหล่งท่องเที่ยวพุหางนาคขึ้นใหม่ว่า “อุทยานสวนหินล้านปีพุหางนาค”

.

.

เทือกเขารางกะปิด มุมมองจากถนนมาลัยแมน ทางฝั่งตะวันออก

.

         เมื่อผมไปถึงที่สำนักสงฆ์พุหางนาค ตลอดเส้นทางขึ้นเขาจากแยกหอนาฬิกาเมืองอู่ทองตรงเข้ามายังวัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม แยกซ้ายตามป้าย ไปตามถนนคอนกรีตเก่า ๆ จนถึงแยกหนึ่งจะมีป้ายชี้เส้นทางขึ้น ก่อนจะถึงเชิงเขา ทางซ้ายมือจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของไร่มันอ้นเขียวชอุ่ม มีฉากหลังเป็นแนวเขาทำ (คำ) เทียม บนภูเขาจะเห็นหน้าผาสีขาวโพลน เป็นแถบใหญ่อยู่ตรงกลาง ตรงนั้นก็คือจุดให้สัมปทานระเบิดหินจุดสำคัญ ที่ในวันนี้ได้หมดอายุสัมปทานบัตรไปแล้วครับ

.

.

ป้ายทางแยกเข้าสู่สำนักสงฆ์ จากถนนที่ตรงเข้าสู่วัดเขาพระ

.

.

.

.

แผนที่แสดงที่ตั้งของพุหางนาคและจุดที่พบอาคารเรียงหินปริศนาบนยอดเขารางกะปิด

ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพันและเมืองดบราณรูปวงกลมอู่ทอง

.

           ถัดจากไร่มันอ้นอีกเพียงไม่กี่เมตร ทางซ้ายมือก็จะมาพบกับสถูปเจดีย์ทรงโอคว่ำสมัยทวารวดี หมายเลข 10 ที่อยู่ในสภาพพังทลายลงมาอีกครั้งภายหลังการบูรณะแบบ “อ้างหลักวิชาการ แต่บูรณะแบบหลักวิชากู” เป็นประจักษ์พยานสำคัญให้เข้าใจได้ว่าหน่วยงานผู้รับชอบที่มี “องค์ความรู้” มากมายแต่กลับเลือกใช้วิธีของการก่อสร้างแบบปัจจุบันโดยอาศัยกรอบงบประมาณและเวลาเป็นที่ตั้งนั้น จะมีผลลัพธ์ออกมาอย่างไร และผู้คนในท้องถิ่นอยากจะช่วยกันรักษา “สมบัติ” ของชาติที่ไม่เคยได้เป็นของเขาเองกันไหม ? Monument (Mnt. 10) ก็เป็นอีกคำตอบหนึ่ง (ไม่ปะไร เดี๋ยวเขาก็เอาช่างก่อสร้างมาโป๊ะปูนซีเมนต์ เอาอิฐมาเรียงใหม่ เดี๋ยวก็ดูเหมือนเก่าแล้ว หุหุ)

.

.

.

.

          ทางขึ้นของเขาพุหางนาค เป็นถนนหินเกล็ดที่มีการปรับปรุง ขับรถขึ้นได้ง่ายไม่ลาดชัน เมื่อมาถึงตัวสำนักสงฆ์ก็จะพบอาคารศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ ที่ถูกใช้เป็นทั้งสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและอาคารต้อนรับนักท่องเที่ยวไปพร้อมกันในตัวครับ

.

.

.

.

          กลุ่มอาสาสมัครจะจัดเจ้าหน้าที่นำทางเข้าไปชมสวนหินหลายคน แต่ละคนจะมีการกำหนดหมายเลขของตนเอง ส่วนของผมได้พบกับ “พี่เกียรติ” (สามีเจ้าของร้านค้า) ติดหมายเลข 6 ที่เสื้อ และ คุณหนึ่ง (หมายเลข 2 มั้ง) รอคอยต้อนรับและนำทางขึ้นไปสู่จุดที่พบอาคารเรียงหินปริศนาตามที่ได้นัดหมายกันไว้ก่อนหน้า

.

.

.

คุณเกียรติ (เสื้อน้ำเงินหมายเลข 6 )

คุณหนึ่ง "ภาคภูมิ จิตต์โสภณ" (เสื้อส้ม) ผู้นำกลุ่มอาสาสมัครท้องถิ่นและ "ศุภศรุต"

.

          พื้นที่เส้นทางเดินท่องเที่ยวของพุหางนาค อยู่ในเขตการดูแลของวนอุทยานพุม่วง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชครับ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนในท้องถิ่นที่นี่ได้มีการประสานความร่วมมือในการดูแลรักษาป่าไม้กันและกันมาโดยตลอด จนเมื่อมีการพัฒนาสวนหินและพรรณพืชรอบสำนักสงฆ์ขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเริ่มได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง วนอุทยานพุม่วงจึงขอให้เหล่าอาสาสมัครได้ช่วยกันสำรวจเส้นทาง เพื่อขยายพื้นที่เส้นทาวงเดินป่าเพิ่มขึ้นจากสวนหินของพุหางนาคเดิมออกไปทางเขาทำเทียม และเขารางกระปิด ทางทิศตะวันออกของแนวเขา

.

.

.

ถ้ำพระทางด้านหน้าก่อนขึ้นเขาสูง

.

          ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มอาสาสมัครที่ได้ออกสำรวจเส้นทางใหม่ ก็ได้ไปพบกับสิ่งก่อสร้างเก่าแก่บนยอดเขามากกว่า 20 จุด แต่ละจุดจะตั้งอยู่บนยอดเขาตั้งแต่ยอดสูงสุดของเทือกเขารางกะปิดและเนินเขาที่ลดหลั่นลงมาเฉพาะฝั่งทางทิศตะวันออกของเทือกเขาที่หันหน้าไปรับกับเมืองโบราณอู่ทอง แม่น้ำจระเข้สามพันหรือชายฝั่งทะเลในยุคโบราณ อย่างที่ผมได้กล่าวเกริ่นไว้ตอนต้นเรื่องไงครับ

.

.

ช่องเขาที่เรียกว่า "ประตูเมืองลับแล"

.

         ตลอดเส้นทางเดินขึ้นไปสำรวจอาคารเรียงหินปริศนา ผมต้องเดินผ่านเส้นทางของสวนหินโซนใต้ (ตะวันออก) ที่งดงามแปลกตา ทั้งความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่เห็นได้ตลอดทาง เช่นกระเจียวป่า ต้นเปาะ ป่าโปร่ง จันผาป่าปรงตามแนวลาดชันของหินผา และยังมีโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายและกระบวนสึกกร่อนของธรรมชาติ แทรกตัวด้วยพรรณไม้และรากไม้จนเกิดเป็นรูปร่างให้จินตนาการได้อย่างอิสระ

.

.

.

.

.

.

.

.

สีสันของพรรณไม้ตามธรรมชาติตลอดเส้นทางเดิน

. 

           หลายข้อมูลของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลในเว็ปไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สุพรรณบุรี ก็ยังคงให้ข้อมูลที่ “คลาดเคลื่อน” ว่า หินบนเทือกเขาของพุหางนาคนั้น“เกิดขึ้นจากลาวาปล่องภูเขาไฟที่ปะทุ กระจัดกระจายทั่วพื้นที่ เมื่อลาวาเย็นตัวลง กลายเป็นภูผา ถูกสายน้ำสายลมกัดเกาเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ดูแล้วสวยงามแปลกตา” จนอาจหลงลืมสังเกตไปว่า ติดกับพื้นที่อุทายานสวนหินนั้นมีหุบเหวหน้าผาหินสีขาวเทาอมน้ำเงิน ที่เกิดขึ้นจากสัมปทานการระเบิดหินเป็นแนวยาวขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าภายใต้ภูเขาหินของเมืองอู่ทองเป็นแหล่งแร่หินตะกอน (Sedimentary rock) ประเภทหินปูน (Limestone) โดยมีแร่โดโลไมท์ (Dolomite) สีขาวจนถึงสีน้ำตาล ผสมอยู่ในชั้นหิน ไม่มีร่องรอยการปะทุของลาวาหรือตระกูลหินอัคนี (Igneus rock) ให้เห็นอยู่ที่ตรงไหนเลย

.

.

.

ลานหินด้านบนของพุหางนาค เป็นหินตะกอนประเภทหินปูนสลับกับหินแปรที่เรียกว่าแคลซิลิเกต ที่ถูกกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกทำให้เกิดรูปร่างแปลกตา

.

         แต่กระนั้น หลายเว็ปก็ยังคงลอกต่อกันไปอย่างขาดความเฉลียวใจ คงเห็นว่าเป็นหน่วยงานรัฐ ข้อมูลที่เผยแพร่ก็น่าจะถูกต้อง  ..!!!

.

         ลักษณะของหินและชั้นหินของพุหางนาค จากเขากำแพงทางทิศเหนือ ผ่านเขาพระ เขาทำเทียม เขารางกะปิด เขาคอก ลงไปถึงเขาถ้ำเสือ เป็นโครงสร้างของชั้น “หินปูนโดโลไมต์” ที่มีอายุราว 450 – 500  ล้านปี สะสมตัวตะกอนเป็นชั้นใต้ทะเลของไหล่ทวีปในยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician Period) จนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ในช่วง 50 – 65 ล้านปี หลังยุคไดโนเสาร์ “ครีเทเชียส” (Cretaceous Period) แผ่นอินเดีย (India Plate) ได้ไหลเลื่อนขึ้นมาจากทิศใต้ เขาชนกับ “แผ่นยูเรเซีย”  (Urasian Plate) มุมทางทิศตะวันออก ไปเสยเข้ากับไหล่ทวีป “ซุนด้า” (Sunda Shelf) ทําให้เปลือกโลกที่ยังไม่แข็งนัก เกิดการคดโค้งตัว ดันให้เกิดแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ (Orogenic Movement) จากชั้นหินใต้ทะเลเดิม อย่างเทือกเขาตะนาวศรี เรื่อยมาจนถึงแนวเทือกเขาปลายสุดที่ตั้งของสวนหินพุหางนาคไงครับ

.

.

สาวน้อยนักท่องเที่ยว ยืนอยู่ข้างหินแคลซิลิเกต ที่สึกกร่อนเป็นริ้วแง่งแหลมคม

.

       กระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอย่างมีพลังจากการเข้าชนกันของแผ่นดินขนาดใหญ่ (Plate) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชั้นหินทับถมที่กำลังยกตัวขึ้นจากใต้ทะเลอย่างช้า ๆ จากหินตะกอนเมื่อโดนกดเค้น บดอัด ดันยกขึ้น ชั้นหินด้านบนของหินตะกอนจึงเกิดการแปรสภาพเป็น “หินแปร” (Metamorphic rock) ที่มีความคดโค้ง (Fold) ย่นยู่โก่งงออย่างไม่เป็นระเบียบ กลายมาเป็น “หินแคลซิลิเกต” (Calc-silicate) ที่มีลักษณะของเนื้อหินดูเป็นริ้วแนว (Foliation) คดโค้งเป็นริ้ว (Anticline - Syncline) คล้ายเปลือกไม้ และลายแถบเป็นชั้นแผ่นบาง (Lamina) สีอ่อนสลับสีเข้มในชั้นหิน

.

.

.

.

พรรณไม้ที่หลากหลายของพุหางนาค ขึ้นสลับข้างโขดหินน้อยใหญ่

.

          จากกระบวนการทางธรณีวิทยาของเปลือกโลกใต้ทะเล เมื่อได้ยกเค้นดันขึ้นมาจนเกิดเป็นเทือกเขาสูงขึ้น บนพื้นผิวชั้นบนสุดของภูเขาก็ยังมีต้องผ่านกระบวนกัดเซาะและการแปรสภาพเป็นสนิมหินผุกร่อน จากอิทธิพลของน้ำฝน ลมพายุ การชอนไชของรากไม้รวมไปถึงการสะสมของกรดตะกอนดิน ส่วนที่มีองค์ประกอบขจองแร่ที่หนาแน่นก็จะยังคงรูปเป็นรอยริ้วตามชั้น ส่วนที่เป็นสนิมก็จะผุกร่อนร่อนออกเป็นชั้น ๆ  ก่อให้เกิดโขดหินรูปร่างแปลกตา ทั่วบริเวณชั้นหินของพุหางนาคทั้งแนวเขาที่กลายมาเป็นจินตนาการ ของผู้คนที่มาเยือนทั้ง เต่ายักษ์ ปลาวาฬและลูก จระเข้ หินรูปหัวใจ หรือรูปประเทศไทย (เอาเข้าไป)

.

.

สาวน้อยยืนเทียบวัดขนาดอยู่ด้านข้างหินรูปปลาวาฬแม่ลูก

.

          แหม เมื่อรู้อายุเริ่มแรกของการเกิดสวนหินรูปร่างแปลกตาเช่นนี้แล้ว ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก “อุทยานสวนหินล้านปี” มาเรียกว่า “อุทยานสวนหิน 500 ล้านปี” ดูมันจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่า ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมครับ !!! 

.

          เส้นทางที่เดินขึ้นไปสู่ยอดเขาที่มีการพบอาคารเรียงหิน มีความร่มรื่น มีพรรณไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่หลากหลายครับ โดยเฉพาะดอกกระเจียวป่าที่มีสีสันเรียบง่ายคล้ายสาวบ้านนอก ขึ้นสลับอยู่กับโขดหิน (คม ๆ ) สองข้างทาง รวมทั้งว่านสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายก็พบอยู่อย่างสมบูรณ์ ระยะทางเดินจากตัวสำนักสงฆ์ไปยังสวนหินโซนตะวันออก ตรงจุด (Land point) ที่เรียกว่า “หินรูปปลาวาฬแม่ลูก” และ “จันผาสัญญารัก” มีระยะทางประมาณ 600 เมตร ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 140 เมตร  

.

.

หนุ่มน้อยยืนอยู่ที่ด้านหน้าต้นจันผาขนาดใหญ่บนโขดหินสะดุดตาที่จุดพักระหว่างทาง

 เรียกจุดนี้ว่า "จันผาสัญญารัก"

.

.

.

ต้นจันผามีให้เห็นได้อย่างดาษดื่นทั่วภูเขา

.

.

หากเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ทันที

.

          จากจุดพัก คุณหนึ่งและพี่เกียรติ ผู้นำทางได้พาผมเดินทางต่อไปตามแนวลาดลงของสันเขา ไต่ระดับไปทางทิศตะวันออก ขึ้นไปยังยอดเขาที่พบอาคารหินปริศนาและซากสถูปในยุคทวารวดี ที่ความสูง 180 เมตร ระยะทางห่างจากหินรูปปลาวาฬประมาณ 1 กิโลเมตร

.

.

.

ทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาที่มีอาคารหินและสถูปเจดีย์ในยุคทวารวดี

.

           ที่บนยอดเขาสถูปทวารวดี 2 (ผมตั้งรหัสให้ใหม่ 180 – B) เป็นยอดเขาที่มีความสูงเป็นอันดับสองของกลุ่มเขารางกะปิด ยอดสูงสุดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีความสูงประมาณ 210 เมตร (210 – A) ดีเจหนึ่งเล่าว่าบนยอดเขาสูงนั้นก็มีซากของอาคารเรียงหินและเศษอิฐกระจัดกระจายเช่นเดียวกับยอดเขา ( 180 – B ) ที่ผมเพิ่งเดินทางมาถึง

.

.

.

.

ร่องรอยหลักฐานของอิฐยุคทวารวดีจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วยอดเนินเขา

.

            ลักษณะโดยรวมของอาคารปริศนา มีสภาพถูกขุดรื้อทำลายอย่างยับเยิน แต่ก็ยังคงมีร่องรอยหลักฐานมากพอให้เห็นพอปะติดปะต่อเป็น “จินตนาการ – อนุมาน”ได้อยู่มากครับ อาคารเรียงหินนี้ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าเขาติดกับหน้าผาชันทางทิศตะวันออก ด้านหลังทางฝั่งตะวันตกของกองหินเรียง มีร่อยการปรับพื้นที่เป็นลานดินเสมอกัน และร่องรอยของการเรียงหินเป็นฐานอาคาร รอบ ๆ ของเนินพบอิฐสมัยทวารวดี (มีแกลบข้าวเม็ดอ้วนป้อมแบบเดียวกับที่พบตามสถูปด้านล่างเขา) ในสภาพถูกรื้อถอนกระจายตัวอยู่โดยรอบ มีหินศิลาแลงที่เก็บมาจากรอบเนินมาจัดเรียงไว้ เป็นยอดสถูปขนาดไม่ใหญ่นัก ที่บนผิวศิลาแลง ยังพบร่องรอยของปูนปั้นและลวดลายใบไม้ขดในศิลปะแบบทวารวดีติดอยู่เล็กน้อย

.

.

ชิ้นส่วนศิลาแลง ปูนปั้นและอิฐ ถูกนำมาจัดเรียงใหม่ บนยอดเขา 180 - B 

.

.

คุณภาคภูมิและสุนัข "นมสด" ชี้ให้ดูหลุมขุดขนาดใหญ่บริเวณใจกลางเนินอาคารหินบนยอดเขา

.

.

มุมมองของยอดเนินอาคารหิน จากฝั่งหน้าผาทางทิศตะวันออก

.

         ลักษณะของอาคาร ด้านล่างจากหลุมขุดหาสมบัติ มีใช้หินแคลซิลิเกตที่เป็นหินในพื้นที่มาจัดวางเรียงเป็นรูปสัณฐานทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 – 6 เมตร มีร่องรอยของการนำอิฐมาจัดเรียงต่อเติมทางด้านบน แต่ทั้งหมดก็ถูกขุดรื้ออย่างกระจุยกระจายเพื่อหาวัตถุโบราณและพระเครื่องในช่วงความนิยมพระถ้ำเสือยุคทศวรรษที่ 2500 – 2510 ครับ

.

.

ลวดลายม้วนกลมบนปูนปั้นที่ติดอยูกับโกลนหินศิลาแลง ของสถูปบนยอด 180 - B

.

          จากยอดสถูปทวารวดีของอาคารหินเรียงด้านบน คุณหนึ่งได้พาผมไต่หน้าผาเลาะลงมายังด้านล่าง ที่ตั้งของ “อาคารเรียงหินปริศนา” จุดที่สอง ระยะทางประมาณ 300 เมตร จากยอดเขาลงมาที่ความสูง 120 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางทางทิศตะวันออก อาคารหินตรงนี้ มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาอาคารหินปริศนาทั้งหมดที่พบกว่า 20 แห่ง ทั่วทั้งแนวเขา มีลักษณะเป็น “อาคารเรียงหิน” สัณฐานรูปทรงกลมที่มีการนำหินแคลซิลิเกตสกัดเป็นก้อน ขนาดที่แรงมนุษย์สามารถยกได้เพียงคนเดียวมาเรียงซ้อนขึ้นเป็นอาคารรูปทรงกระบอก หากสมบูรณ์จะมีความสูงประมาณ 4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 - 6  เมตร ด้านหลังของอาคารเรียงหินถูกปรับพื้นที่เป็นลานดินราบเสมอกันเช่นเดียวกับที่พบบนยอดเขา

.

.

ทางเดินแบบไต่หน้าผาลาดชันลงสู่อาคารเรียงหินที่ระดับความสูง 120 เมตร ด้านล่าง

.

.

.

.

อาคารเรียงหินซ้อนเทิน ที่ระดับ 120 เมตร

เป็นอาคารหินที่คงเหลือความสมบูรณ์มากที่สุด จากที่พบทั้งหมด

.

.

คุณภาคภูมิ ชี้ให้ดูจุดที่เพิ่งเดินผ่านมาบนยอดเขาที่มีสถูป 180 -B

บริเวณจุดที่ยืนชี้เป็น "ลานดิน" ที่มีการปรับพื้นในราบเสมอกัน

.

.

 บนส่วนยอดเนินอาคารหิน มีร่องรอยของการขุดหลุมลงไปเพื่อค้นหาวัตถุโบราณ

.

.

มมุมองอาคารเรียงหิน ระดับ 120 เมตร จากทางลานดินฝั่งตะวันตก

.

.

การเรียงหินแคลซิลิเกตของตัวอาคารฝั่งทางทิศเหนือ ยังมีสภาพสมบูรณ์หลงเหลือให้เห็นอยู่มาก

.

.

จุดที่ตั้งของอาคารหอหินเทิน ระดับ 120 เมตร อยู่เกือบชิดติดกับหน้าผาของยอดเขาฝั่งตะวันออก

.

          จากอาคารเรียงหินหลังที่สอง ผมเดินทางสำรวจต่อลงมายังอาคารหินเรียงหลังที่สาม ที่อยู่ห่างลงไปอีกประมาณ 150 เมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีความสูง 70 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ห่างจากตัวสำนักสงฆ์พุหางนาคประมาณร่วม 1,800 เมตร เป็นอาคารเรียงหินลักษณะเหมือนกันกับอาคารที่ระดับ 120 เมตร สภาพถูกรื้อรื้อพังทลายลงมาเกือบทั้งหมด แต่ก็ยังคงพอเห็นแนวของฐานอาคารรูปกลม ชิ้นส่วนศิลาแลงที่ใช้เป็นยอดสถูป ตัวอาคารเรียงหินรูปทรงกระบอกที่มีขนาดใหญ่และน่าจะถูกใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งในยุคโบราณครับ

.

.

ลานดินด้านหลัง (ตะวันตก) อาคารหอหินเทินบนเนินเขาระดับ 70 เมตร

.

.

.

.

.

สภาพโดยรอบของอาคารหินเรียงซ้อนที่ระดับ 70 เมตร 

ด้านหน้า (ตะวันออก)พบชิ้นส่วนยอดสถูปศิลาแลงตั้งอยู่

.

          จากการขึ้นไปสำรวจทั้ง 3 อาคารหิน ได้ทำให้ผมตื่นเต้นจนหมดแรงและเกิดเป็นตะคริวกินทีละขาจนครบในตอนเดินล่องกลับ ผมจึงต้องเดินทางกลับอย่างช้า ๆ เพราะต้องหยุดพักบ่อยครั้ง แต่ก็มีอาสาสมัครและนักท่องเที่ยวที่ติดตามไปกับคณะของผม คอยมาดูแลช่วยเหลือ หลายคนก็เข้ามานวดขาให้อย่างกับเป็นคนที่รู้จักกันมานาน บางคน (จากพนมทวน) ก็คอยเดินตามหลังเพื่อดูแลและคอยกระตุ้นด้วยคำถามว่า “อาจารย์ไหวไหม” “ พักก่อนไหม” จนผมสามารถไต่กลับมาพักยาวตรงลานหินรูปปลาวาฬแม่ลูกได้

.

          ความรู้สึกตรงนี้เป็นความประทับใจของ "พุหางนาค” ที่ผมคงยากจะลืมเลือน เพราะในชีวิตก็ยังไม่เคยเป็นตะคริวทั้งสองขาพร้อมกันเวลาไปเที่ยวที่ไหน แถมมีผู้คนแปลกหน้ามาช่วยกันนวดเฟ้น มีนักท่องเที่ยวสูงอายุรุ่นพ่อรุ่นแม่ มานั่งช่วยบีบคลายเส้นขาจรดปลายเท้ากันอย่างชำนาญ อาสาสมัครก็วิทยุสื่อสารเรียกหา “ยานวดและน้ำดื่ม” กันให้วุ่นวายไปทั้งหุบเขาเพื่อช่วยเหลือนักวิชาการนอกกรอบเป็นตะคริวที่ “มากเรื่อง” คนหนึ่งครับ

.

.

คุณภาคภูมิ จิตต์โสภณ หรือคุณหนึ่ง ผู้นำทางสำรวจ และคุณอนงค์ กับลูกชาย ป. 2

ที่ลานหินที่มีหินรูปปลาวาฬ

อาสาสมัครหญิงที่กลายมาเป็นพยาบาลส่วนตัวตลอดเส้นทางเดินลงอันแสนปวด (ด้วยตะคริว 2 ข้าง)

ก็ถือโอกาสขอขอบคุณในความกรุณาและการบริการท่องเที่ยว "พุหางนาค"

ที่สร้างประทับใจให้กับผู้เขียนในครั้งนี้

.

          จากหลักฐานของการเรียงหินที่พบ มีการโยงไปเปรียบเทียบกับกลุ่มหินปริศนา ที่ “ภูอาสา” (Phu Asa) ลานหินทรายทางทิศเหนือของพื้นที่สงวนแห่งชาติ “เซเปียน” ( Xi Pian National Protected Area) แขวงเมืองจำปาศักด์ ประเทศลาว ที่มีการการเรียงหินรูปทรงกระบอกกว่า 108 หอคอย แต่ละหอมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1  เมตร ล้อมรอบอาคารศาสนสถานเก่าแก่ตรงกลางที่ยังเป็นปริศนาว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์อะไร และสร้างในยุคไหน ? 

.

.

.

หอหินซ้อนปริศนา ที่ "ภูอาสา" แขวงจำปาศักดิ์

.

            อาคาร ”หินเรียงซ้อน” ที่พบ ถึงจะมีลักษณะการเรียงหินที่คล้ายคลึงกัน แต่ที่พุหางนาค – เขารางกะปิด กลับมีความแตกต่างไปจากที่พบในประเทศลาว ทั้ง "ขนาด" (Size) ที่ใหญ่โตกว่า ประมาณว่ามนุษย์สามารถเดินขึ้นไปใช้ประโยชน์บนยอดหอคอยได้ อีกทั้ง “ตำแหน่งที่ตั้ง” (Position Area) ของอาคารเรียงหิน ดูเหมือนว่าจะมีการจัดวางตำแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดยอดเขาทางด้านหน้าเขาฝั่งตะวันออก ไล่เรียงจากยอดเนินเขาที่มีความสูงไม่มากนักขึ้นไปตามยอดเขาหลายแห่งจนถึงยอดสูงสุด

.

.

หินซ้อนหรือ "หินตั้ง" ที่ภูอาสามีขนาดไม่ใหญ่นัก

และมีการจัดวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวล้อมรอบอาคารศักดิ์สิทธิ์

.

          นอกจากการนำ "อาคารหินปริศนา" ไปเทียบเคียงกับอาคารหินที่ภูอาสาแล้ว ก็ยังมีการเทียบเคียงอาคารเรียงหินของพุหางนาคกับอาคารหินเรียงในวัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalith Culture) ในยุคทองแดง (Bronze Age) ของยุโรป อายุกว่า 4,000 - 5,000 ปี ในยุควัฒนธรรม "ทาลายโอติค" (Talayotic Period) ที่เมือง Capocorb Vell หมู่เกาะมาเยอก้า (Mallorca) ประเทศสเปญ ที่เรียกว่า Talayot mallorca มาเปรียบเทียบ โดยให้ข้อมูลว่า เป็นรูปแบบของ "หินตั้ง"  (Dolmen)แบบเดียวกับที่พบที่ "พุหางนาค" 

.

.

         คำว่า ทาลายออท (Talayot) มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับว่า " Atalaya" ที่มีความหมาย "หอคอย" (Tower) และในทางกายภาพของรูปทรงมีลักษณะที่แต่งต่างจากรูปแบบของ "หินตั้ง" แบบ Menhir (แบบหินแท่ง) หรือแบบ Dolmen (แบบหินโต๊ะ)  (ทั้งภูอาสาในลาว หอคอยหินที่เกาะมาเยอก้า และอาครหินปริศนาที่พุหางนาค ก็ล้วนเป็นหินตั้งในรูปแบบ Talayot (Tower)ลองค้นหาคำว่า Dolmen  Menhir และ Talayot เปรียบเทียบดูสิครับ คำอธิบายความแตกต่างมีให้ศึกษาอยู่เยอะ) และจากการศึกษาทางโบราณคดีในยุโรปเอง อาคารเรียงหินที่เกาะมาเยอก้า ก็ถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะของ "หอคอย" ให้สัญญาณ (ควัน - ไฟ) หรือเป็นป้อมระวังภัย (Watchtower) ไม่ได้ถูกใช้เพื่อพิธีกรรมหรือในคติเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ (ศาสนาผี) แต่อย่างใด 

.

.

         ลักษณะของอาคารเรียงหินที่พบใหม่ ในความเห็นแบบ “นอกกรอบ” ของผม เชื่อว่าในครั้งแรกสร้างนั้น จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อในเชิง "อำนาจเหนือธรรมชาติ"  (Animism) หรือศาสนา "ผี" พื้นเมืองอย่างที่ถูกอธิบายว่าเป็น “หินตั้ง” (Dolmen - Menhir) ที่มักจะปรากฏหินรูปแบบต่าง ๆ ทั้งหินขนาดใหญ่ตั้งเดี่ยวหรือนำหินมาเรียงซ้อนแบบ "โต๊ะหินขนาดใหญ่" มาตั้งล้อมรอบหรือตั้งอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ของชุมชนโบราณที่ถูกกำหนดให้เป็น “ปริมณฑล”หรือ “ศาสนสถาน” ศักดิ์สิทธิ์

.

         แต่อาคารเรียงหินที่พุหางนาคมีลักษณะเป็นอาคาร “หอคอยหิน” หรือ “หอหินเทิน” (Stone Tower) (เทินแปลว่า “เรียง” ครับ) แบบที่เรียกว่า " Talayot" ที่น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์เป็น “เครื่องมือเครื่องใช้”  (Implement - tools) ของมนุษย์ ในการ “ตามไฟ” (Illuminations) หรือ “หอยคอยให้สัญญาณไฟ” (Fire Tower) จากหลักฐานที่จะพบจุดที่ตั้งของหอหินเทินบนยอดเนินเขาลดหลั่นเฉพาะทางฝั่งทิศตะวันออกของเทือกเขาที่หันหน้าไปรับกับแม่น้ำจระเข้สามพันและแนวฝั่งทะเลตมโบราณ (ป่าโกงกาง) ของเมืองอู่ทองในช่วงยุค 1,800 -2,000 ปี ก่อนการเกิดของเมืองรูปวงกลมในยุคทวารวดีเท่านั้น

.

.

ภาพสันนิษฐาน (จินตนาการ) ของอาคาร “ตามไฟ” (Illuminations)

หรือ หอไฟ (Fire Tower) บนยอดเขาใกล้พุหางนาค

.

.

ภาพสันนิษฐาน ของอาคาร “หอคอย" ในรูปแบบของ "ทาลายออท" (Talayot)

ให้สัญญาณควันไฟ หรือหอคอยระวังภัย ที่เกาะมาเยอก้า ประเทศสเปญ

.

          การสร้างหอหินเทินเพื่อตามไฟ เฉพาะทางฝั่งเขาทิศตะวันออกและทิศใต้ที่สอดรับกับแนวฝั่งทะเลโบราณ ก็เพื่อใช้เป็นจุดสังเกต (Landmark) สำคัญของผู้คนที่เดินทางโดยทางน้ำเข้าสู่ที่ตั้งของชุมชนโบราณในยุคเริ่มแรก สังคมโบราณที่ล้าหลังยังต้องพึ่งพาธรรมชาติ ไม่มีเทคโนโลยีนำทางที่ทันสมัยเหมือนในยุคปัจจุบัน จากปากน้ำป่าโกงกางที่มีคลองซับซ้อนห่างไกลใกล้กับอำเภอสองพี่น้องขึ้นมายังเขตตำบลสวนแตง แนวเขาทอดตัวยาวจะเป็นจุดสังเกตที่ชัดเจนเมื่อมองมายังทิศตะวันตก กลุ่มคนกลุ่มแรกจากโพ้นทะเลที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ปฏิสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองในภูมิภาคที่พบหลักฐานของแหล่งฝังศพโดยรอบเมืองโบราณอู่ทอง ได้นำมาซึ่งสินค้าที่แปลกตา วัฒนธรรม เทคโนโลยีและผู้คนจากแดนไกล เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ

.

.

ภาพสมมุติ ของหอหินเทินในสภาพสมบูรณ์ บนยอดเนินเขาที่ระดับ 70 เมตร

.

          กลุ่มคนจากภายนอกภูมิภาคในยุคราวพุทธศตวรรษที่ 6 – 8 หรือราว 2,000 – 1,800 ปีที่แล้ว ได้เริ่มเข้ามาตั้งสถานีการค้า – ชุมทางการค้าและตลาด ตามที่พบหลักฐานของที่ตั้งชุมชนโบราณ ที่มีการขุดพบ “ลูกปัด” หินและแก้วนานารูปแบบจำนวนมาก รวมทั้ง “ลูกปัดแก้วโมเสค – เปอร์เซีย - โรมัน”  (Mosaic Glass Beads) ตามแนวที่ราบเชิงเขาด้านหน้าหลายต่อหลายแห่ง ได้ก่อสร้างอาคารเรียงหินเพื่อใช้เป็นหอคอยตามไฟ ให้สัญญาณแก่ผู้คนที่จะเดินทางเข้ามาสู่  “ไครเส - เคอรโสเนโสส” ในภาษากรีกยุค “ปโตเลมี” ที่มีความหมายว่า “ดินแดนที่มั่งคั่ง .....ดุจดั่งทองคำ” หรือ “สุวรรณภูมิ” ในช่วงกลางวันหอคอยจะก่อไฟให้สัญญาณเห็นเป็นควันลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นริ้วแนว ส่วนในยามค่ำหอคอยก็จะส่งสัญญาณเป็นกองไฟให้เหล่าเรือวาณิชและผู้แสวงโชคจากแดนไกล ได้ใช้เป็นจุดสังเกตที่ขอบฟ้า ไม่หลงทางไปตามคลองของป่าโกงกางที่ซับซ้อนจนอาจไปพบกับกลุ่มชนพื้นเมืองที่ยังไม่ปรารถนาปรับตัวรับกับผู้คนแปลกหน้าจากภายนอก

.

.

เส้นทางเดินที่รื่นรมย์ ของสวนหินพุหางนาค

.

          การค้นพบหอ (ไฟ) หินเทินบนยอดเขาใกล้พุหางนาคของเมืองอู่ทอง เป็นหลักฐานสำคัญของ “ขั้นตอน”การปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาค (ชนพื้นเมือง) กับวัฒนธรรม – ผู้คนภายนอก (จากอินเดีย) ในช่วงแรกก่อนจะพัฒนาเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดีในช่วงต่อมาครับ

.

.

มุมมองจากทางทิศตะวันออกจากแนวแม่น้ำจระเข้สามพันมายังแนวเทือกเขารางกะปิด

จะสามารถมองเห็นจุดที่ตั้งของ "หอหินเทิน" หรือ "หอตามไฟ" ในระดับต่าง ๆ  ได้อย่างชัดเจน

.

          จนเมื่อน้ำทะเลงวดลงในหลายร้อยปีต่อมา เส้นการเดินทางจากเมืองอู่ทองไปยังชายฝั่งทะเลทั้งทางน้ำและทางบกเริ่มมีความสมบูรณ์ชัดเจน เพราะมีการใช้เดินทางกันอย่างต่อเนื่อง หอหินเทินบนยอดเขาจึงหมดความสำคัญลง และเมื่อผู้คนในยุควัฒนธรรมทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 15 หรือราว 1,100 – 1,400 ปีที่แล้ว ได้กลับขึ้นมาบนยอดเขาอีกครั้ง พวกเขาก็ได้ดัดแปลงส่วนบนของหอหินเทิน ให้กลายมาเป็นสถูปเจดีย์ตามคติความเชื่อ “เขาพระสุเมรุ” สถาปนาให้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาแบบเถรวาททวารวดีในยุคนั้นครับ

.

.

โกลนชิ้นส่วนยอดสถูปในยุคทวารวดีขนาดไม่ใหญ่นัก

ที่ขึ้นมาสร้างซ้อนทับลงบนหอตามไฟ/หอหินเทินในยุคหลัง

.

          ถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านก็คงไม่อยากเชื่อในข้อสันนิษฐาน อนุมาน จินตนาการของผม ก็อยากให้ไปอ่านเรื่องราวใน Blog อีก Entry ในตอน “ลูกปัดแก้วโมเสค - เปอร์เซีย - โรมัน” สีสันและลวดลายบนเส้นทางการค้า “พระมหาชนก” (กด Link) ที่เขียนไว้เมื่อเดือนกันยายน 2552 ที่อาจจะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า ลูกปัดโบราณที่พบอย่างมากมายในเขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทองนั้น มีที่มาอย่างไร มีอายุมากกว่าตัวเมืองโบราณรูปวงกลมอู่ทองและเกี่ยวข้องกันกับการรับวัฒนธรรมจากภายนอกของผู้คนพื้นเมืองอย่างไร ? ซึ่งเนื้อหาในเรื่องก็จะต่อเนื่องกับความคิด “จินตนาการ” ของผมที่เล่าเรื่องปริศนาของอาคารเรียงหิน - หอหินเทินที่พบใหม่ใกล้พุหางนาคแห่งนี้ครับ

.

         แต่ก็เป็นที่น่ากังวลและเสียดาย หอหินเทินอย่างน้อย 4 แห่งบนเนินเขาชั้นล่าง น่าจะหายไปพร้อมกับสัมปทานระเบิดหินของเขาทำเทียมและเขารางกะปิด และหลายแห่งถูกทำลายจากการขุดหาวัตถุโบราณอย่างย่อยยับในอดีต ถึงแม้ว่าวันนี้จะหมดสัมปทานบัตรการระเบิดหินไปแล้ว แต่ผู้คนในท้องถิ่นก็ยังคงกังวลเกรงว่าจะมีการพิจารณาต่ออายุสัมปทานบัตรให้กับการระเบิดตามแนวเขาที่มีร่อยรอยหลักฐานเชื่อมโยงกับเมืองโบราณอู่ทอง เช่นที่ยังคงมีการระเบิดหินปูนที่เขาแก้ว ทางทิศเหนือ และที่เขาถ้ำเสือใกล้กับเขาคอกทางทิศใต้

.

.

          ทั้งหมดก็ยังคงล้วนแต่เป็นความน่ากังวลใจ ที่อาจกลายมาเป็น “หายนะ” ครั้งสำคัญหากยังคงขาดความเข้าใจในเรื่องของ “การจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง จากผู้ที่ถือ "อำนาจรัฐ" อยู่้ในมือ !!!

.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
ย่าดา วันที่ : 29/09/2012 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

เพิ่งมาอ่านค่ะ ขนาดอ.เจี๊ยบลุยยังตะคริวกิน แล้วย่าจะเหลือหรอ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
มารูโกะ วันที่ : 27/08/2012 เวลา : 08.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

เข้ามาอ่านตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เม้นต์ไม่ได้เนื่องจากเนตที่บ้านมันช้ามากๆ กล่องแสดงความคิดเห็นไม่ยอมปรากฏเอาแต่หมุนวนอยู่จนเวียนหัว 5555

การระเบิดหินทำให้แหล่งโบราณคดีเสียหายหลายแห่งนะคะ เพราะบางที่รัฐก็ให้สัมปทานโดยไม่ได้สำรวจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
สิริปตี วันที่ : 23/08/2012 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siripatee
You are what you eat.You are what you write.

ไปทำป้ายกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
แม่หมี วันที่ : 17/08/2012 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

จดๆจ้องๆจะเข้ามาอ่านต้องสำรวจว่ามีเวลามั๊ย

สบโอกาสวันนี้...เลยอ่านได้อย่างอิ่มเอม

ตกลงข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐเราเชื่อถือไม่ได้

อนิจจา....ประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม(แห้งๆ)

หินบนเทือกเขาของพุหางนาคนั้น“เกิดขึ้นจากลาวาปล่องภูเขาไฟที่ปะทุ กระจัดกระจายทั่วพื้นที่ เมื่อลาวาเย็นตัวลง กลายเป็นภูผา ถูกสายน้ำสายลมกัดเกาเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ดูแล้วสวยงามแปลกตา” เป็นตุเป็นตะเลย แล้วชาวบ้านอย่างแม่หมีมาเจอข้อมูลก็ต้องเชื่อ

...................................

ศุภศรุตและน้องวินนี่ต้องเดินตามรอยคุณพ่อแน่ๆ โดยเฉพาะด.ช.ศุภศรุตมาดเขาให้มากเลย

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 15/08/2012 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

มาขอบคุณอาจารย์ที่กรุณาส่งลิงก์ไปให้หลังไมค์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 14/08/2012 เวลา : 09.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

ลูกจะไปทัศนศึกษาทีประสาทหินพิมายกับพนมรุ้งศุกร์ที่ 17 สิงหานี้ค่ะ ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยแนะนำเอนทรี่ที่อาจารย์เคยเขียนไว้ จะขอลิงก์ไปแปะไว้ให้อ่านกันค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 14/08/2012 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

เสนอให้ส่งบล็อกของอาจารย์เข้าประกวดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ชายสามหยด วันที่ : 11/08/2012 เวลา : 11.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

เป็นประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดี ที่น่าศึกษาครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ป้ารุ วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

ไปค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
BugGOLF วันที่ : 10/08/2012 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/DoSEM
Do SEM กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนไมโครสโคบ SEM, EDS, EDX, SemAfore,Sputter Coater ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ 

ดินแดนมหัศจรรย์

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
BlueHill วันที่ : 09/08/2012 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คลิปรายการสัีงคมโอเคย้อนหลังครับอ.เจี๊ยบ
รายการสังคมโอเค 4 ส.ค. 2555 - "พุหางนาค" แหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ของไทย
http://www.oknation.net/blog/socialok/2012/08/09/entry-1

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
วัติธนวิทย์ วันที่ : 09/08/2012 เวลา : 01.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/songer

เยี่ยมเลยครับ อาจารย์...เป็นสถานที่ศึกษาด้านโบราณคดีที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของไทยครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
tengpong วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

แล้วเขาปล่อยไว้อย่่างนี้ตั้งนานได้ยังไงอ่ะครับ

ถ้าไม่มีใครพบเห็น หรือดูแล ก็คงโดนระเบิดหินเกลี้ยงแน่

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
หนุ่มลำปาง วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sapa
ฝันให้ไกลถึงดวงจันทร์ หากพลาดพลั้งก็ยังอยู่ในหมู่ดาว 

พื่งเคยได้ยิน อยากไปเห็นด้วยตาจังครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

บล็อกนี้มีแต่ความรู้ทั้งนั้นเลยค่ะ เอนทรี่อ่านแล้วรู้สึกเสียดายโบราณสถานแห่งนี้มาก น่าจะมีการอนุรักษ์และบูรณะให้เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์นะคะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
มะอึก วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 10.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เรื่องนี้...เรสติ้งดีมาก....

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 10.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

สวัสดีค่ะ อาจารย์วรนัย..

.. ดอกกระเจียวป่า สวยจังเลยค่ะ ...เพิ่งเคยเห็นนะ
ไม่ได้เข้ามาบ้านนี้ซะนาน ชอบผ้าขะม้าผูกคออาจารย์ที่ภาพด้านบนจังเลย ...

เท่ห์ เท่ห์อะค่ะ อาจารย์ สบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
wansuk วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 09.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

ต้องขอบคุณกลุ่มอาสาสมัครท้องถิ่นที่ดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติของที่นี่ไว้อย่างดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ก่อพงษ์ วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 02.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gorbhong

น่าสนใจมาก
ต้องยุติการระเบิดครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Patui วันที่ : 08/08/2012 เวลา : 00.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/aparat



ได้ความรู้เพิ่มเยอะเลยค่ะ..
ชอบจันผากับกระเจียวป่า...
หนุ่มน้อยกับสาวน้อยเก่งนะคะ...สำรวจป่าแต่เล็ก...
อาจารย์สบายดีนะคะ...รักษาสุขภาพด้วย...


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ชบาตานี วันที่ : 07/08/2012 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

มหัศจรรย์ธรรมชาติจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
market วันที่ : 07/08/2012 เวลา : 18.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าศีกษามากค่ะ
ชอบค่ะทั้งซากหินเรียงและทั้งเส้นทางเดินไปหาหินเรียง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
NickyNick วันที่ : 07/08/2012 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NickyNick
เกร็ดท่องเที่ยวและเรื่องเล่าทั่วไปภาคกลาง,ตะวันออก,ชลบุรี

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ได้ตามไป "ท่องเที่ยวจากฟากฟ้า ตามหาเมืองโบราณ “อู่ทอง”จากอวกาศ" ที่ได้แปะอ้างอิงไว้แล้วครับ น่าสนใจมาก

ส่วนตรงนี้ พุหางนาค เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกช่วงนี้เหมือนกัน อ่านจากหนังสือพิมพ์เมื่อ 2-3 วันก่อน บอกว่าจะทำให้เป็นมรดกโลก มีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไรครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
มะอึก วันที่ : 07/08/2012 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

เขาควรจะหยุดระเบิดหินในบริเวณพุหางนาคและพื้นที่ใกล้เคียงได้แล้วครับ

หรือว่าผลประโยชน์ทับซ้อน.....?

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ซันญ่า วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

อ่าน การอนุมาณ จิตนาการณ์ ของ นักวิชาการนอกรอบ
ได้เรื่องทุกที ค่ะ หุหุ ...นึกถึง ปราสาทเมืองสิงห์ ไปโน่นเลยค่ะ ไม่ถนัดไปแถวนั้นเท่าไหร่ เพราะหนุ่มสุพรรณทำอกหัก หุหุ
แต่ก็เหมือนจะได้ผ่านไปยามที่ไปต่อรถ ที่ออกไปด่านช้าง
ตอนนี้อดีตผ่านไปแต่ นาน นม...โบราณมาก จะต้องออกเที่ยว สำรวจ ป่าบ้านเรา พุหางนาค บ้างแล้ว ใกล้ๆกรุงเทพไม่ไกล พอไหว...แต่พอลงเครื่องก็ถึงสมุย ถึงพะงัน เลยไปจากที่คิดทุกครั้ง ทีีเดียว ละเอียด อ่าน สักหน่อย เพราะเป็นคนชอบ ความเป็นโบราณ แบบนี้ ขอบคุณที่ท่านไป ค้นหาแม้นตะคริว จะ ทำให้เดิน ไม่ค่อยคล่อง...อย่าเป็นบ่อยๆ นะคะ มันมีเหตุให้เป็นด้วย กายที่ใช้มานาน สังขาร ...วิญญาณ และ ความเปลี่ยนแปร ...อ่านแล้ว มันทำให้ ได้ธรรมะชาติ จริงๆ ค่ะ ชอบ ดอกไม้ ป่า สวยๆ ว่านต่างนั้นจังค่ะ ...........
พอมาเจอสัมปทาน ระเบิดหิน ...ก็ อยากจะ เอาคำว่า เขื่อนแม่วงษ์ มาอ้างรวมๆกันไปด้วย ...เฮ้อ...มั่วกันที่สุดเลย บ้านเมืองเราเนี่ย นะคะ .
.
.
ด้วยจิตคาราวะ
ซันญ่า
.
.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
feng_shui วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 22.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เขาระเบิดหินกันตามหลักวิชาการหรืออาจารย์

น่าห่วงอยู่เหมือนกันเนอะคะ


ศุภศรุตตัวจริงกับสาวน้อยวินนี่ ไปด้วย เที่ยวแบบนี้ ดีจริงๆ ได้ทั้งการสืบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ จิปาถะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Surakant วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ThailandBest
 อ ยู่ เ มื อ ง ไ ท ย  ส บ า ย ที่ สุ ด ใ น โ ล ก

ชอบมากครับ เป็นทั้งการท่องเที่ยว
เป็นการทัศนาจร ศึกษาความรู้ประวัติศาสตร์
ได้หลายๆอย่าง น่าติดตาม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
กำหนัน วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 21.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

เมื่อวานเสาร์ ดูจารย์ โม้
ในสังคมโอเคแล้ว หนุกนาน

ส่วนเอนทรี่นี้ ค่อยๆอ่าน ดูรูปละกัน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 06/08/2012 เวลา : 17.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมเป็นห่วงเรื่องระเบิดหินนั้นอหละครับอาจารย์เจี๊ยบ
ได้ข่าวว่ามีแหล่งโบราณคดีหลายจุด ไำด้รับความเสียหายแล้วด้วย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]