• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2188921
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2556
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 44459 , 18:48:54 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 16 คน ชายสามหยด , feng_shui และอีก 14 คนโหวตเรื่องนี้

                คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ที่ดูจะมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับมนุษย์จนคลุกคลีตีโมงกันทั้งทางกายและผูกพันกันทางจิตใจมากที่สุดนั้น ก็คือสัตว์หน้าขนที่เราเรียกว่า“สุนัข”หรือ“หมา” (Dogs)นั่นเอง

               ในหลายท้องถิ่นทั่วโลก จะมีคำกล่าวถึงพวกเขาที่คล้ายคลึงกันว่า สุนัขนั้นคือ”เพื่อนที่แสนดีที่สุดของเรา” (Man's Best Friend) ในบรรดาสิ่งมีชีวิตร่วมโลกทั้งหลาย

               เรื่องราวในวันนี้ ก็คงไม่พ้นเรื่องหมา ๆ เรื่องของเจ้าเพื่อนที่แสนดี (ที่ชอบทำตากลมแป๋ว กระดิกหาง ประจบประแจงอยู่ข้างตัวเรา) เป็นเรื่องราวที่คิด ที่เขียนขึ้นมาแบบ“นอกกรอบ”นอกตำรา แบบหมา ๆ จริง ๆ จะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไร ท่านผู้อ่านก็อย่าไปสนใจเป็นจริงเป็นจัง เอาเป็นว่าอยากให้ท่านมีความสุขกับ“จินตนาการ” (Imagine)ในมุมมองของความรู้ใหม่ ๆ มากกว่าครับ

               คำว่า “สุนัข”มาจากรากศัพท์ในภาษาอินเดียโบราณ (บาลี – สันสกฤต) คำว่า“สุ”เป็นคำอุปสรรค (Prefix- วางไว้ด้านหน้าของคำ) แปลว่า“ความดีงาม”ส่วนคำว่า“นัข”แปลว่า“เล็บ”เมื่อรวมกันคงแปลความหมายได้ว่า “มีเล็บที่สวยงาม”

               ซึ่งนั่นก็คงเกิดขึ้นมาจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างคนกับเจ้าหมา ถ้าใครเลี้ยงสุนัข ก็คงจะเคยสังเกตเห็นว่า พวกมันชอบนอนเหยียด ใช้ฟันหน้าขบแทะเล็บเท้าทั้งสี่ ตกแต่งฝนปลายเล็บเป็นประจำ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ของเขา ก็อาจเป็นที่มาของชื่อ “สุนัข” จากผู้คนที่มองและสังเกตเห็นในยุคอดีตเช่นเดียวกันกับเราในทุกวันนี้

                ส่วนคำว่า “จอ” และ “หมา” นั้นน่าจะเป็นคำเรียกในภาษาพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์โบราณในอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงจีนตอนใต้ – และหมู่เกาะ) คำว่า “จอ” เป็นคำเรียกเจ้าหมาในภาษาสายตระกูลผู้ไท – ไทกะได – ลาว ที่มีถิ่นฐานอยู่ทางเหนือของภูมิภาค และเป็นคำเรียกที่ดูจะเก่าแก่กว่าคำว่า ”หมา” ที่เป็นคำในภาษาตระกูลไทน้อย – ไทย ซึ่งเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์หลักของภูมิภาคที่มีการตั้งถิ่นฐานค่อนไปทางทิศเหนือ เคลื่อนย้ายกลืนกลายมาเป็นคนไทยในปัจจุบันครับ

               ส่วนคำเรียก “หมา” ในภาษาเขมรโบราณ คือ “เจฺก” (จะ-เก)( ในยุคปัจจุบัน เรียกว่า “แฉฺก” (ฉะ-แก) ทั้งสองคำอ่านแบบควบกล้ำตัวอักษร) ซึ่งคำเรียกหมาในภาษาเขมรมาจากรากภาษาในสายตระกูล ”ออสโตรเอเชียติค” (Austro-Asiatic language – รับอิทธิพลอินเดียตะวันออก/ใต้) ซึ่งเป็นภาษาเขียนสำคัญในยุควัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมร – ขอมโบราณ แตกต่างจากภาษาในกลุ่มตระกูลไทครับ

 

โคตรหมา ๆ ดึกดำบรรพ์

                เรื่องราวของเจ้าสุนัขหรือน้องหมาตัวแรก ๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาอันยาวนาน สิบเชื้อสายมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในสายตระกูลของ “หมาป่า” (Canis lupus familiaris) ที่สืบเนื่อง สืบต่อมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกในช่วงเวลาของ “มหายุคซีโนโซอิก” (Cenozoic Era)หรือในราว 60 ล้านปีที่แล้ว (Mya - จนถึงในปัจจุบัน) อันเป็นยุคเริ่มแรกของวิวัฒนาการแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เข้ามาแทนที่การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในช่วงเวลาก่อนหน้า

               ในช่วงกลางของสมัยเอโอซีน (Eocene Epoch)ราว 40 - 35 ล้านปี บรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของเจ้าเล็บงาม อาจจะเป็นเจ้า “เฮสเพอโรคูออน” (Hesperocyon) ที่มีรูปร่างคล้ายพังพอนตัวเขื่อง ลำตัวยาวประมาณ 90 เซนติเมตร (จากซากฟอสซิลที่พบในอเมริกาเหนือ) กินเนื้อ มีหางที่ค่อนข้างยาว ขาสั้น ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าต้นตระกูลน้องหมาในยุคแรก คงจะยังไม่นิยมวิ่งเร็วมากนัก อาจเพราะในช่วงเวลานั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาเหนือถูกปกคลุมด้วยผืนป่าดงดิบ ไม่ค่อยมีที่ราบให้วิ่งเล่น 

                  สายพันธุ์  “เฮสเพอโรคูออนอิเน” (Hesperocyonines) มีพัฒนาการของโครงสร้างกะโหลกที่สอดรับกับการพัฒนาทักษะในการดมกลิ่นเพื่อใช้ค้นหาอาหาร อันเป็นจุดเด่นของสายพันธุ์เจ้าตูบมาจนถึงในทุกวันนี้ครับ 

 ฟอสซิลของเฮสเพอโรคูออน ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงนิวยอร์ค

                 ในช่วงเวลาเดียวกันของสมัยเอโอซีนมาจนถึงสมัย โอลิโกซีน” (Oligocene Epoch) หรือราว 30 ล้านปีที่แล้ว ต้นตระกูลของสุนัขป่าที่จะกลายมาเป็นบรรพบุรุษของสุนัขบ้าน (Canidae) อาจมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คล้ายสุนัขในสายตระกูลของ “แอมพิคูโอนิดเอ” (Amphicyonidae) หรือที่เรียกว่า“หมา- หมี” (Bear – Dogs) ที่มีโครงสร้างส่วนหัวแบบสุนัข ฟันและกรามออกแบบมาสำหรับการตัดเนื้อ หรือบดขยี้กระดูก ในขณะที่ร่างกายมีขนาดใหญ่แบบหมี อ้วนล่ำ บางสายพันธุ์มีขนปกคลุม เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย บางกลุ่มอาศัยอยู่ในถ้ำและมีความสามารถที่จะขุดโพรงขนาดใหญ่แบบหมี 

                  “แอมพิคูโอนิดเอ” มีหลากหลายรูปร่างสายพันธุ์ กระจายตัวอยู่ทั่วอเมริกาเหนือยุโรป เอเชียและบางส่วนของแอฟริกาตั้งแต่ราว 44 ล้านปี จนถึงปลายยุคพลิโอซีน (Pliocene Epoch) หรือราว1.8 ล้านปี

                 สายตระกูลแอมพิคูโอนิดหรือหมา - หมีที่โดดเด่น เช่น “ดัปโพเอนิเน” (Daphoeninae) (ช่วงที่ปรากฏสายพันธุ์ 42 – 16 ล้านปี) “เทมโมไซออนิเน”(Temnocyoninae)”  “Ysengrinia” (ช่วงที่ปรากฏสายพันธุ์ 30 – 20 ล้านปี) และ Cynelos (ช่วงที่ปรากฏสายพันธุ์ 20 – 7 Mya) โดยมีสายตระกูลของ “แอมพิคูออน”(Amphicyon- อายุ 23 - 5 Mya) เป็นสายพันธุ์ที่มีการกระจายตัวมากที่สุด 

 ไคนีรอส (Cynelos) โคโยตี้จอมปราดเปรียว

                สายพันธุ์ย่อย “แอมพิคูออน” หลัก จะมี Amphicyon major (อายุ 17 - 9 Mya) พบฟอสซิลในยุโรป(ฝรั่งเศส สเปน) และตุรกีAmphicyon giganteus( อายุ 20 - 16 Mya) พบในยุโรปและนามิเบีย Amphicyon galushai (อายุ 19 – 17.5 Mya) พบในเขตอเมริกาเหนือ Amphicyon frendens (อายุ 17– 16 Mya) พบในเขตเนยราสก้า และโอเรกอน อเมริกาเหนือ Amphicyon ingens (อายุ 16 – 14 Mya) พบในรัฐเนบราสก้า แคลิฟลอเนีย โคโลราโด และนิวเม็กซิโก 

 แอมพิคูออน อินเจ้นส์ สุดโหดแห่งอเมริกาเหนือ

                    แอมพิคูออน ลอนจิลามัส Amphicyon longiramus จัดเป็นสายพันธุ์ของ “หมา- หมี” ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือครับ 

 แอมพิคูออน ลอนจิลามัส ยักษ์ใหญ่ของหมา - หมี

                  ในช่วงต้นของสมัย “โอลิโกซีน” (Oligocene Epoch) หรือเมื่อประมาณ 30 ล้านปีที่แล้ว ยังปรากฏหลักฐานฟอสซิลของสายพันธุ์ “บอโรฟลากิเน “(Borophagines) ที่มีความหมายว่า “นักกินกระดูก” (Bone eaters) หรือ “จอมบดกระดูก” (Bone crushing dogs) อันเป็นสายพันธุ์ของต้นตระกูลเจ้าหมาที่มีวงศ์วานสาแหรกกระจายตัวหลากหลายมากกว่า 66 สายพันธุ์ (Species) ปรากฏตัวบนโลกตั้งแต่ราว 36 ล้านปี จนถึง 2.5 ล้านปีที่ผ่านมา สายพันธุ์กลุ่มนี้พบเฉพาะในเขตอเมริกาเหนือเท่านั้นนะครับ 

                  วิวัฒนาการของกลุ่มบอโรฟลากิเน เริ่มต้นราว 30 ล้านปี จาก อาคลีโอคูออน (Archaeocyon) ที่มีลักษณะคล้ายสุนัขจิ้งจอกขนาดเล็ก ที่พบซากฟอสซิลในเขตภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ และ ฟลาโอคูออน” (Phlaocyon) ที่มีลักษณะคล้ายตัวแรคคูน

                 ในช่วงสมัยโอลิโกซีนจนถึงสมัยไมโอซีน (Miocene) ภูมิประเทศของอเมริกาเหนือ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากป่าดิบชื้นกลายมาเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ จนถึงในราว 28 ล้านปีที่แล้ว สายพันธุ์บอโรฟานิเก ได้เกิดวิวัฒนาการทางกายภาพ - สรีระ โดยมีโครงสร้างของกะโหลกที่เรียวยาว มีฟันและกรามที่ใหญ่และแข็งแรงเหมาะสำหรับการล่าสังหาร มีช่วงขาที่ยาวขึ้น เกิดปลายเท้า อุ้มเท้าและเล็บที่แข็งแรง คุณสมบัติสำคัญนี้ได้ช่วยให้เหล่าต้นตระกูลเจ้าตูบได้กลายมาเป็น “นักล่าสังหาร” (Hunter) ที่ปราดเปรียวที่สุดแห่งยุค

                 บางสายวิวัฒนาการของบอโรฟากิเน เช่น บอโรฟาคัส” (Borophagus) อายุราว 23 – 3 Mya “เอลูโรดอน” (Aelurodon) อายุราว 23 – 5 Mya หรือสายพันธุ์อย่าง “เอพิคูออน เฮลดีนี” (Epicyon Haydeni) อายุราว 20 - 5 Mya มีวิวัฒนาการทางกายภาพจนมีรูปร่างขนาดสูงใหญ่กว่า 95 เซนติเมตร รวมกลุ่มกันออกล่าเป็นฝูงแบบเดียวกับฝูงสุนัขป่าในปัจจุบัน และด้วยขนาดที่ใหญ่โต มีฟันรูปทรงกรวยที่แข็งแรง ทำให้พวกมันสามารถกัดกดทะลุเข้าไปถึงไขกระดูกที่มีสารอาหารสะสมเป็นจำนวนมาก รวมกับการรวมกลุ่มกันเป็นสังคมนักล่า ออกหาอาหารกันเป็นฝูง สัตว์ขนาดใหญ่อย่างกวาง “ซินธิโทเซอรัส”(Synthetoceras)  สัตว์กินพืชแห่งท้องทุ่งไมโอซีน จึงกลายมาเป็นเหยื่ออันโอชะอยู่เสมอ 

 เอลลูโรดอน (Aelurodon) กำลังต่อสู้แย่งอาหารกับต้นตระกูลเสือเขี้ยวดาบ "บาบัวโรเฟลิส" (Barbourofelis) 

 เอพิคูออน เฮดินี กำลังไล่ล่ากวางซินธิโทเซอรัส ในท้องทุ่งอเมริกาเหนือ

                  ในช่วงสมัยไมโอซีน (Miocene) ราว 12 ล้านปี กลุ่มสายพันธุ์จำนวนมากของ “บอโรฟากิเน” ได้มีวิวัฒนาการมาถึง “จุดใกล้เคียง”กับต้นตระกูลของเหล่าสุนัข (Canidae) อย่างสายพันธุ์ “เอพิคูออน (Epicyon) อายุในราว 15 - 5 ล้านปี ที่มีขนาดใหญ่กว่าสุนัขป่าสีเทา( Gray Wolf) ในปัจจุบันสองเท่ากว่า และสายพันธุ์ “ยูคูออน” (Eucyon) อายุในราว 11 – 5 ล้านปีที่มีขนาดเล็ก ลักษณะใกล้เคียงกับหมาป่าแจ๊คเคิล (Jackel) ในอเมริกาเหนือในยุคปัจจุบัน 

 เอพิคูออน ต้นกำเนิดของตระกูลหมาป่า ที่จะกลายมาเป็นหมาบ้าน

                   สายพันธุ์เอพิคูออน (หมาใหญ่) และสายพันธุ์ยูคูออน (หมาเล็ก) ต่างก็ล้วนเป็นต้นตระกูลที่สำคัญของ “สาแหรกหมาป่า” (Canis lupus familiaris) ที่เป็นเชื้อสายต้นทางของเหล่าสุนัข (Canidae) ในยุคปัจจุบัน สุนัขโบราณเหล่านี้ต่างรวมกลุ่ม รวมฝูงเป็นนักล่ามหากาฬแห่งท้องทุ่ง แพร่กระจายสายพันธุ์อันหลากหลายจากทุ่งราบกว้างใหญ่ของอเมริกาเหนือ ข้ามไปในทวีปยุโรป จนถึงยุคน้ำแข็งไพลสโตซีน (Pleistocene Epoch) เมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว ต้นตระกูลเจ้าหมานักล่าก็ได้แพร่กระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป และทวีปเอเชีย 

 หมาป่าแจ็คเคิล

                 แล้วในวันหนึ่ง สายพันธุ์จอมบดกระดูกดึกดำบรรพ์ก็จะได้มาพบกับสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่กำลังพยายามจะ......เดินสองขา ที่ในเวลาอีกไม่นานนัก สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันทั้งสองก็จะกลายมาเป็น “เพื่อน” ที่ดีที่สุดซึ่งกันและกันในอนาคต

                  จนเมื่อประมาณ 1.8 ล้าน – 100,000 ปีที่แล้ว เมื่อโลกต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันยาวนานของยุคน้ำแข็งที่เรียกว่า“สมัยไพลสโตซีน ” (Pleistocene Epoch) ลักษณะของภูมิประเทศและภูมิอากาศ แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ซีกโลกทางเหนือและซีกโลกด้านใต้ ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง (Glacial) น้ำในทะเลอยู่ในระดับต่ำจากปัจจุบันอยู่ที่ระหว่าง 60 – 150 เมตร

                  การลดระดับลงของน้ำทะเล ทำให้ผืนแผ่นดินของโลกในยุคน้ำแข็งมีพื้นที่กว้างใหญ่มากกว่าในปัจจุบัน ทวีปอเมริกาเหนือมีทางเดินใหญ่เชื่อมแผ่นดินกับทวีปเอเชียที่ช่องแคบแบริ่ง (Bering Strait) ระหว่างไซบีเรีย (Siberian) และอลาสก้า( Alaska) อ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงในคาบสมุทรอารเบีย (Arabian Plate) ของทวีปเอเซีย กลายเป็นแผ่นดินอันกว้างใหญ่เชื่อมทวีปแอฟริกา (African Plate) ตรงประเทศเอธิโอเปีย ซูดาน และอียิปต์ ส่วนทวีปยุโรปเกิดทางเชื่อมกับทวีปแอฟริกาในทะเลเมดิเตอร์ริเนียน( Maditeranean Sea) ไหล่ทวีปซุนด้า (Sundal Shelf )ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กลายมาเป็นคาบสมุทรขนาดใหญ่เชื่อมต่อ ประเทศอินโดนิเซีย ชวา เบอร์เนียว ไปจรดเกาะปาลาวันในประเทศฟิลิปปินส์ และในบางกาลเวลา แผ่นดินก็ยังได้งอกเชื่อมต่อไปจนถึงนิวซีแลนด์ และทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า แผ่นดินซาอูล (Sahul Shelf ) เกาะแก่งต่าง ๆ ที่ปัจจุบันเห็นอยู่ในทะเล คือยอดเขาในอดีตของยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนนั่นเอง

                 เมื่อผืนแผ่นดินทั่วโลกเชื่อมต่อกันเป็นพืดในยุคน้ำแข็ง เหล่าสุนัขป่าดึกดำบรรพ์หลากสายพันธุ์ต่างก็ได้กระจายตัว เคลื่อนย้ายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกอย่างสมบูรณ์

                  ในช่วงเวลาอันโหดร้ายของยุคน้ำแข็ง สิ่งมีชีวิตและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่น้อยหลากหลายสายพันธุ์ในยุคทุ่งราบก่อนหน้า รวมทั้งเหล่าต้นตระกูลหมาใหญ่อย่างสายพันธุ์ “เอพิคูออน” และ “บอโรฟากิเน” ต่างก็ได้สูญพันธุ์ไปตามสัตว์ใหญ่แห่งท้องทุ่งที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกในยุคน้ำแข็ง ในขณะที่สายพันธุ์หมาเล็กอย่าง “ยูคูออน” ยังสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า ทั้งยังมีวิวัฒนาการของฟันให้สามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ 

 

 ยูคูออน และฟอสซิลของมัน จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ นิวยอร์ค

                    สายพันธุ์หมาเล็ก“ยูคูออน”มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นสายพันธุ์ที่หลากหลาย เป็นต้นกำเนิดของสาแหรกสุนัข (Canidae) ทั้งหมาป่า หมาบ้าน จิ้งจอก โคโยตี้ แจ๊คเคิล และอีกหลายหมา ในยุคปัจจุบันครับ

 

 หมาป่าสีเทา (Gray Wolf)

 

 หมาป่าโคโยตี (Coyote)

                 ในช่วงปลายยุคน้ำแข็ง หรือประมาณ 1 แสนปีที่แล้ว สายพันธุ์ “ยูคูออน” (Eucyon) ในยุโรปและเอเชียตะวันตกได้เขยิบเข้ามาหาอาหารใกล้กับเขตแดนของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งมีพัฒนาการขึ้นมาเป็นมนุษย์รุ่นแรก ที่เรียกว่า“มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” (Neanderthals Man) แต่ก็มักจะถูกล่าเป็นอาหาร หรือบางครั้งก็รวมฝูงกันเข้ามาหาอาหาร แย่งอาหารหรือเก็บกินเศษซากสัตว์ที่ถูกมนุษย์ล่ามาในบริเวณที่มีมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตั้งถิ่นฐานอยู่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงปลายยุคน้ำแข็งนี้ ถึงคนกับหมายังไม่มีความสัมพันธ์กันมากนัก แต่ก็น่าจะเริ่มรู้จักมักคุ้นหน้ากันบ้างแล้วล่ะครับ

                  ถึงราว 50,000 – 30,000 ปี ที่แล้ว มนุษย์มีวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์รุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดขึ้น มีสังคม วัฒนธรรมและระดับของเทคโนโลยี ที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิม “มนุษย์โฮโม เซเปียนส์” (Homo Sapiens) และ“โครมันยอง (Cro – Magnon)” ในยุโรป จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาแรก ๆ ที่มนุษย์ “เริ่ม” การมีปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบ (Interactive) กับสุนัขป่า ที่เมื่อเวลาออกล่าสัตว์ พวกเขาก็มักจะเห็นเหล่าหมาป่าวิ่งติดตามไปอยู่ห่าง ๆ บางตัวก็เข้ามาช่วยไล่ต้อนล่าสกัดสัตว์ บางตัวก็รอให้มนุษย์ล่าเสร็จแล้วค่อยเก็บกินซาก หลายตัวจึงเริ่มมีความคุ้นเคยกับมนุษย์มากขึ้นและบางตัวก็เข้ามาใช้เวลาอยู่กับมนุษย์มากกว่าที่จะอยู่ในป่า

                ร่องรอยหลักฐานสำคัญในช่วงแรก ๆ ของ “กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากสุนัขป่า (Canis lupus) มาเป็นสุนัขบ้าน (Domestication Dog)”น่าจะเป็นหลักฐานของฟอสซิลที่พบในถ้ำ Razboinichya Cave เขตเทือกเขาอัลไต (Altai Mountains) ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย อายุในราว 33,000 ปี “Altai Dog” มีรูปล่างลักษณะคล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์ ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky) หรือซามอย (Samoyed) ที่อาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของไซบีเรีย เป็นสุนัขที่มีความแข็งแรง มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง ลักษณะกะโหลกที่สั้นกว่าหมาป่าเล็กน้อยของมัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ “Altai Dog” อาจจะเป็นหมาป่าที่กลายเป็นหมาบ้าน (ของมนุษย์) ตัวแรก ๆ ของโลกครับ

 

 ชิ้นส่วนกะโหลกของ Altai Dog จากไซบีเรีย

 

 Altai Dog อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับสุนัขพันธุ์ซามอยในปัจจุบัน

                  ยังมีการค้นพบฟอสซิลใของสุนัขในถ้ำ Goyet Cave ในหุบเขาแซมซั่น (Samson Valley) สาขาของแม่น้ำมิวส์ (Meuse River) ตอนกลางของประเทศเบลเยี่ยม ที่มีอายุประมาณ 32,000 ปี เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมนุษย์โครมันยองในยุโรป “อูริกเนเซียน” (Aurignacian Culture) กะโหลกของ “Goyet Dog” มีความคล้ายคลึงกันกับสุนัขบ้านผสมสุนัขป่า จึงเชื่อว่ามันน่าจะมีนิสัยตะกละ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าวัว ชะมด ม้า และกวางเรนเดียร์เป็นอาหาร มักออกล่าสัตว์หาอาหารกันเป็นฝูง มีความฉลาด ว่องไว ไหวพริบดี เพราะมีพื้นที่ของสมองใหญ่กว่าสุนัขบ้าน และสุนัขป่าทั่วไป 

 

 โครงกระดูกของ Goyet Dog

                  ในช่วงแรกของปฏิสัมพันธ์ เรายังพบหลักฐานของกะโหลกสุนัข 2 หัวที่มีร่องรอยการฝังโดยมนุษย์ในพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ที่ถ้ำ Gravettian Predmostí cave ในประเทศสาธารณรัฐเช็ค อายุในราว 26,000 - 27,000 ปี โดยฝังรวมอยู่กับกระดูกของช้างแมมมอธ (Mammoth) ที่มีการจัดวางอย่างตั้งใจโดยมนุษย์ อีกทั้งยังมีการค้นพบร่องรอยรอยพิมพ์ (Pawprints) ของสุนัขเลี้ยง (?) ติดตามรอยประทับของเท้าเด็กที่เข้ามาในถ้ำ Chauvet Cave ที่มีภาพเขียนและภาพขูดขีดยุคหินอันมีชื่อเสียงทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส อายุในราว 26,000 – 30,000 ปี 

 

 ฟอสซิลกะโหลกของสุนัข 2 หัวที่พบในสาธารณรัฐเช็ค

  

 

 รอยเท้ามนุษย์ หมีและสุนัขที่พบในถ้ำ Chauvet Cave

                 ปฏิสัมพันธ์ในยุคเริ่มแรกระหว่างมนุษย์กับสุนัข ยังปรากฏหลักฐานเป็นภาพเขียนรูปสุนัขป่าสีเทา (Gray Wolf) อายุกว่า 30,000 ปี บนผนังถ้ำ Font-de- Gaume Cave อันโด่งดัง ทางทิศใต้ค่อนไปทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสด้วยครับ 

 ภาพเขียนรูปสุนัขป่าพื้นถิ่นที่ถ้ำ Font-de-Gaume

                 ปฏิสัมพันธ์เชิงโต้ตอบ (Interactive) กันระหว่างมนุษย์กับสุนัขป่าในช่วงเวลาต่อมา อาจเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อมนุษย์เริ่มมีความเกรงกลัวหมาป่าน้อยลง จนเกิดความคุ้นเคย ส่วนสุนัขป่าบางตัวก็เริ่มวางใจ เข้ามาอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับที่พักของมนุษย์และออกลูก มนุษย์จึงเข้าไปนำเอาลูกของสุนัขป่ามาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นจึงมีนิสัยเชื่อง จากความใกล้ชิดคุ้นเคย

                    จนถึงในช่วง 20,000 – 30,000 ปีที่แล้ว มนุษย์จึงเริ่มใช้สุนัขป่าที่กำลังกลืนกลายเป็นสุนัขบ้าน (Domestications) เป็นผู้ช่วยในการล่าสัตว์ และเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า สุนัขป่าเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น มากขึ้น จนความดุร้ายลดลง มนุษย์ในยุคราว 15,000 ปี – 20,000 จึงเริ่มมีการนำสุนัขป่ามาเลี้ยงและฝึกให้เห่าเตือนภัยเวลามีสัตว์ป่าดุร้ายเข้ามาใกล้ที่พัก และในเวลาต่อมา จึงเริ่มมีการนำสุนัขมาใช้งานประเภทอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น ลากเลื่อน ลากจูง ต้อนฝูงสัตว์ เฝ้าอารักขา นำขนสุนัขมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม และก็ยังใช้เป็นอาหารอยู่เช่นเดิม

 

                 ภาพเขียนรูป “คนจูงหมา” อายุกว่า 20,000 ปี บนผนังถ้ำ “ภีมะเบตกา” (Bhimabetaka Cave) กลุ่มภพเขียนโบราณอันมีชื่อเสียงในรัฐมัธยประเทศ ทางตอนกลางของประเทศอินเดีย และภาพเขียนสีรูป “นายพรานกับสุนัข” อายุกว่า 15,000 ปี บนผาถ้ำหินทราย Tassili n' Ajjer ทางทิศตะวันออกของประเทศแอลจีเรีย ก็ล้วนแต่เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นร่องรอยของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัขป่าในช่วงเริ่มแรกครับ 

ภาพเขียน "คนจูงหมา" ในถ้ำภีมะเบตกา ประเทศอินเดีย

 

 ภาพเขียน สุนัขกับมนุษย์ ที่ Tassili n' Ajjer ประเทศแอลจีเรีย

                 ในช่วงหลัง 15,000 -17,000 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์สุนัขป่า (ที่กำลัง Domesticated เป็นสุนัขเลี้ยง/บ้าน) เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ดังปรากฏร่องรอยหลักฐานของโครงกระดูกสุนัขกระจายตัวไปตามที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์เกือบทั่วโลก และที่สำคัญครับ ในช่วงเวลานี้ ก็ยังได้ปรากฏร่องรอยหลักฐานเริ่มแรกของ “พิธีกรรมและความเชื่อ” (Ritual – Belief) ที่เกี่ยวเนื่องกับสุนัขและความตายของมนุษย์

                เป็นอย่างไรหรือครับ ก็คือในยุคเริ่มต้นอารยธรรม มนุษย์เริ่มมีความเชื่อในเรื่องของ“วิญญาณ” เมื่อสุนัขที่ในชีวิตจริง สามารถเป็นผู้นำทาง ดูแลปกปักษ์และติดตามมนุษย์ได้ วิญญาณของพวกเขาก็น่าจะสามารถปกปักษ์คุ้มครอง นำทางวิญญาณของมนุษย์(อันเป็นเจ้าของ)ไปสู่ชีวิตหลังความตายได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน ความเชื่อนี้จึงได้กลายมาเป็นพิธีกรรมในการฝังศพที่ต่อมา หลายวัฒนธรรมได้มีการอุทิศสุนัขฝังติดตามเจ้าของไปด้วย 

 กะโลหกสุนัขที่พบที่เมือง Mezhirich ประเทศยูเครน เริ่มมีลักษณะเป็นหมาบ้านขึ้นมาก

                 ร่องรอยหลักฐานของกระดูกสุนัขบ้านที่กลายถิ่นมาจากสุนัขป่า ขุดพบในเขตลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงมีอายุกว่า 16,000 – 17,000 ปี อาจเป็นต้นตระกูลสำคัญของสุนัขในเขตเอเชียตะวันออก ส่วนในยุโรป ก็มีการขุดพบชิ้นส่วนของโครงกระดูกสุนัข (Domestic dogs) อายุกว่า 15,000 ปี ในกองซากกระท่อมที่ทำจากกระดูกแมมมอธ ที่เมือง Mezhirich ตอนกลางของประเทศยูเครน ชิ้นส่วนขากรรไกร (Mandible) ในถ้ำ Kesslerloch Cave ทางตอนเหนือของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ Bonn-Oberkassel ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี และชิ้นส่วนหัวกะโหลกสุนัขป่า ที่เมือง Eliseevichi ทางทิศตะวันตกของประเทศรัสเซียอายุร่วมกันที่ประมาณ 14,000 – 15,000 ปี ซึ่งต่างล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกับสุนัขป่ายุโรปในปัจจุบัน 

 ชิ้นส่วนขากรรไกรสุนัขที่พบที่ถ้ำ Kesslerloch Cave ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

 ชิ้นส่วนหัวกะโหลกสุนัขป่า/เลี้ยง ที่เมือง Eliseevichi ประเทศรัสเซีย 

 หมาป่าพื้นถิ่นของยุโรปในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกับหัวกะโลหกที่พบเในหลายประเทศเป็นอย่างมาก

                ในปี 2005 ได้มีการขุดพบร่องรอยสำคัญแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัข (canids) ในยุคแรก ๆ ที่ เมือง Uyun al-Hammam ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจอร์แดน ใกล้ฝั่งของแม่น้ำจอร์แดนและทะเลกาลิลี (Sea of Galilee) ติดต่อกับประเทศอิสราเอล อายุกว่า 16,500 ปี โดยมีการค้นพบการฝังศพมนุษย์และสุนัขจิ้งจอกสีแดง (Vulpes vulpes) ขนาดไม่ใหญ่นัก สภาพสมบูรณ์ในหลุมศพเดียวกัน ซึ่งก็อาจเป็นร่องรอยหลักฐานสำคัญของพิธีกรรมหลังความตายที่เกี่ยวข้องกับสุนัขและมนุษย์ เป็นตัวอย่างอันดีของของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนกับสุนัขป่าท้องถิ่นในยุคเริ่มแรก 

 

 โครงกระดูกสุนัขจิ้งจอกสีแดง ที่พบในหลุมฝังศพมนุษย์ ในประเทศจอร์แดน

               ร่องรอยหลักฐานความสัมพันธ์ที่กลายหมาป่ามาเป็นหมาบ้าน จากการฝังศพของมนุษย์และสุนัขเลี้ยงในหลุมเดียวกันของยุคเริ่มแรก ยังพบในกลุ่มวัฒนธรรมมนุษย์ในยุคหินกลาง “นาตูเฟียน” (Natufian Culture)อายุ12,000 – 13,000 ปี ที่เมืองEynan/ Ain mallahaทางทิศเหนือของประเทศอิสราเอล ใกล้กับพรมแดนประเทศเลบานอน เป็นโครงกระดูกของหญิงสูงวัย ที่ประคองกอดลูกสุนัขไว้ในอุ้งมือ ใกล้ศีรษะของเธอ 

                หลุมศพมนุษย์ที่มีการฝังรวมกับสุนัขป่าในจอร์แดนและอิสราเอล อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในช่วง 12,000 – 16,000 ปี คนกับหมาได้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เริ่มต้นความสัมพันธ์ตั้งแต่ยุควัฒนธรรมนาตูเฟียน อันเป็นช่วงเวลาเริ่มแรกของการเกิดสังคมหมู่บ้านเกษตรกรรมของโลกแล้ว ...อย่างแน่นอนครับ

                เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน อาหารก็หาได้ง่ายแต่โภชนาการอาจต่ำกว่าที่เคยออกล่าเอง และมีการผสมข้ามสายพันธุ์ ในที่สุด เหล่าหมาป่า (canids) ก็ได้มีวิวัฒนาการที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงมาสู่สุนัขบ้าน (Domestication dog) นั่นก็คือบางพันธุ์ก็เริ่มทำตัวเล็กลง สมองเล็กลง บ้างก็หน้าสั้นเข้า ขากรรไกรก็หดสั้นเพราะเคยชินกับการกินอาหารต่อจากมนุษย์ หางกระดิกมากขึ้นเป็นพัลวัน บางสายพันธุ์ก็เปลี่ยนนิสัยหันมาประจบประแจงมนุษย์ บางสายพันธุ์ก็ทำตัวหดเล็ก บ้างก็ทำขนให้ฟูฟ่องน่ากอด และในที่สุด หลายสายพันธุ์ของหมาป่า (Canis lupus familiaris) ก็ได้พัฒนากลายมาเป็นสุนัขบ้าน (Dogs) อย่างสมบูรณ์ในช่วง 10,000 ปี ที่แล้ว

                 ภายหลังที่อารยธรรมและระดับเทคโนโลยีความรู้ของมนุษย์ได้มีการพัฒนาขึ้น บทบาทหน้าที่ของสุนัขกับมนุษย์ก็เพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิด ทั้ง เป็นเพื่อนคู่ใจ เป็นของเล่น เป็นที่ระบายอารมณ์ ปกป้องคุ้มครองเจ้านายและสถานที่ แก้เหงาให้กับคนชรา คนป่วยและเด็ก ทำหน้าเป็นยามคอยระแวดระวังภัย ช่วยล่าสัตว์ หรือเก็บสัตว์ที่ถูกล่า ดูแลปศุสัตว์ ต้อนฝูงสัตว์ ลากสัมภาระ ช่วยทำสงคราม นำขนไปทำเครื่องนุ่งห่ม ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและบางท้องถิ่นมันยังเป็นอาหารที่สำคัญให้กับมนุษย์ที่นิยมกินหมาในเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี เวียดนาม รวมทั้งที่ท่าแร่/สกลนคร) รวมทั้งอีกทั้งหลายชนเผ่าในอเมริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่นิยมชมชอบในการเปิบหมาอีกด้วย

                ในด้านความเชื่อปรากฏหลักฐานของการฝังศพสุนัขเต็มตัว (ไม่ได้ถูกกิน) ในหลุมเดียวกันกับมนุษย์หรือฝังอยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจใช้เป็นเพื่อนนำทางไปสู่โลกหลังความตาย ในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก เช่น หลุมศพสุนัขที่ถูกฝังอย่างเป็นระเบียบที่เมือง“เจียฮู” (Jiahu) วัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโห (Yellow Rive) ในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน อายุประมาณ 8,000 – 9,000 ปี หรือในอารยธรรมโบราณในเปรู อียิปต์ คาร์เทจ เมโสโปเตเมีย สุนัขก็ได้รับการฝังร่วมกับมนุษย์ หรือฝังแยกอย่างตั้งใจ โดยมีการจัดวางอาหารหรือเครื่องประดับให้อีกด้วย 

 

 หลุมศพสุนัข ที่เมืองเจียฮู ประเทศจีน

               แต่ในหลายวัฒนธรรม สุนัขก็ได้กลายไปเป็น “เครื่องเซ่นสรวงบูชา” แก่อำนาจเหนือธรรมชาติหรือเทพเจ้า เช่น ชาวสปาตาร์และชาวโรมันจะใช้สุนัขเซ่นสังเวยในการบูชาเพื่อการสงคราม ราชวงศ์ชางในยุคจีนโบราณจะฆ่าสุนัขเพื่อใช้สังเวยเทพเจ้าแห่งพายุ ชาวมิโนอันแห่งเกาะครีตในทะเลเมอดิเตอริเนียน จะใช้สุนัขในการเซ่นสรวงเทพเจ้าแห่งพื้นพิภพ และอาณาจักรไลเดีย (Lydia) โบราณในตรุกี ก็ใช้เนื้อสุนัขเป็นอาหารสังเวยแด่เทพเจ้าของพวกเขา 

                ในส่วนความเชื่อและพิธีกรรมหลังความตาย ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้านามว่า “อานูบิส” (Anubis) ที่มีร่างกายเป็นคน หัวเป็นสุนัขไน (สีดำ พื้นถิ่น หากินในยามมืด) จะทำหน้าที่เป็นผู้ชั่งน้ำหนักความดีและนำทางวิญญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์ไปเข้าเฝ้าโอซิริสเพือ่รับการพิพากษา ชาวกรีกและโรมันเชื่อว่า ที่ปากประตูนรกตรุทาร์ทะรัส จะมีสุนัขสามหัวนามว่า “เซอเบอรัส” (Cerberus) คอยเฝ้าไม่ให้วิญญาณกลับออกมาได้ ส่วนชาวแอสเท็ค (Aztec Empire)ในอเมริกากลางเชื่อว่าเทพเจ้า “ชอลโลท”( Xolotl) ผู้มีหัวเป็นสุนัข เป็นเทพแห่งความมืด วิญญาณคนตายจะต้องเกาะหางชอลโลทเพื่อเดินทางไปสู่ยมโลก 

               ในสังคมโบราณหลายแห่งของโลก สุนัขยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง ชาวจีนมีความเชื่อว่าสุนัขผสมสิงโต ที่ชื่อ “ฟู” (Fu – Lion dog) เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ กล้าหาญ เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองภัย และนำความเจริญมาให้ ชาวจีนจึงนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง (Pekingese) เชา เชา(Chow Chow) ปั๊ก(Pug) ชาไป๋ (Shar Pei) ชิสุ (Shih Tzu) ทิเบอตัน สเปเนียล (Tibetan Spaniel) และแจแปนนิส ชิน (Japanese Chin) ด้วยเพราะมีลักษณะมงคลและรูปร่างคล้ายคลึงกับฟู

               ส่วนในธิเบต นักบวชลามะ เชื่อว่าสุนัขพันธุ์ ลาซา แอปโซ่ (Lhasa Apso) เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและการคุ้มครองภัย เนื่องจากมีลักษณะมงคลและรูปร่างที่คล้ายคลึงกับฟูเช่นกันครับ

 

โคตรหมา ๆ ที่อุษาคเนย์

                สายพันธุ์สุนัขโบราณในประเทศไทย ก็เป็นสุนัข (Canidae) ที่พัฒนามาจากตระกูลหมาป่า (Canis lupus familiaris) เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของกระบวนการกลืนกลายจากหมาป่ามาเป็นหมาบ้าน (Domestications) ในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกครับ แต่กระนั้น ผมเชื่อว่าสุนัขที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสุนัขป่าที่ได้รับอิทธิพลหลักมาจากตระกูลสุนัขป่าในจีน (China Canis lupus) อย่างเช่นเจ้าหมาใน หมาป่าทิเบอตัน หมาป่ายูเรเซีย สุนัขป่าพื้นเมืองของอินเดีย (Ancient Indian dog) รวมทั้งสายพันธุ์ของภูมิภาคอย่างสุนัข “ดิงโก้” (Dingo) ลักษณะของสุนัขโบราณในภูมิภาคอุษาคเนย์ ส่วนใหญ่จะมีขนสั้นจนถึงเกือบเกรียน หูใหญ่ยาว หางเรียวไม่ค่อยมีพวงขนที่หาง ขนาดตัวไม่ใหญ่มากนัก สีขนออกน้ำตาลอ่อนจนถึงดำ แต่บางสายพันธุ์ที่สืบทอดบรรพบุรุษมาจากหมาป่าในจีน ก็มักจะมีขนยาวกว่าพันธุ์พื้นเมือง 

 หมาดิงโก้

 หมาใน  

 สุนัขพื้นถิ่น ขนเกรียน (หลังอาน)

 สายพันธุ์อินเดียโบราณ

 สายพันธุ์ผสมในปัจจุบัน ขนสั้น สีน้ำตาล

               ร่องรอยหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของสุนัขโบราณในประเทศไทย น่าจะเป็นภาพเขียนสีรูปสุนัขโดด ๆ บนเพิงผาหินปูนที่ เขาวังกุลา จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีอายุประมาณ 3,500 – 4,000 ปี ภาพสุนัขกับมนุษย์ที่ ถ้ำประทุน บนเทือกเขาปลาร้า ในจังหวัดอุทัยธานี และภาพสุนัขตัวผู้ในท่ามกลางมนุษย์และนายพรานที่เพิงผาหินทราย เขาจันทร์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่น่าจะอายุประมาณ 3,200 - 3,500 ปี 

 ภาพวาดสีแดงที่เขาวังกุลา

 ภาพเขียนสี คนกับสุนัขที่เข้าปลาร้า

 ภาพเขียนสี นายพรานกับสุนัข ที่เขาจันทร์งาม

               ในเวลาใกล้เคียงกัน ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานของโครงกระดูกสุนัขบ้านโบราณ ที่ถูกวางฝังไว้ในหลุมศพโดยมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี มีอายุประมาณ 2,500 – 3,000 ปี ลักษณะเป็นสุนัขพื้นเมือง ขนสั้น หูเรียวยาว คล้ายสายพันธุ์สุนัขดิงโก้ซึ่งเป็นสุนัขป่าพื้นถิ่น ปัจจุบันได้รับพระราชทานชื่อว่า“คุณทองโบราณ”ครับ  

 

 คุณทองโบราณ บ้านเชียง

             อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานร่องรอยของความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสุนัข มนุษย์และชีวิตหลังความตาย ที่อาจจะมีการฆ่าสุนัขแล้วนำไปอุทิศฝังพร้อมกับเจ้าของ(หมา)ที่วายชนม์ เพื่อปกปักษ์นำทางไปสู่โลกหลังความตาย อายุประมาณ 2,500 - 3,000 ปี ที่ บ้านโนนค้อ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่หลักฐานที่ บ้านโนนวัด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา กลับบ่งชี้ว่าสุนัขหลายตัวที่พบในหลุมฝังศพ มีลักษณะการตายโดยปกติ และเจ้าของของมันก็คงนำร่างไปจัดวางฝังไว้ร่วมในสุสานของมนุษย์ที่อยู่ใกล้บริเวณที่พักอาศัย บางตัวก็ยังมีการจัดวางถ้วยชามพร้อมอาหารมื้อสุดท้ายใส่ลงไปในหลุมศพอีกด้วย ...เรียกว่ามีความรักและผูกพันกันไปจนวันตายเลยทีเดียวครับ 

 สุนัขกับมนุษย์ ที่บ้านโนนค้อ จังหวัดกาฬสินธุ์

 

กระดูกสุนัขในหลุมฝังศพ ที่บ้านโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา

               แต่ความใกล้ชิดและผูกพันก็ยังคงเป็นอันตรายสำหรับเจ้าหมาผู้น่าสงสารที่อาจจะไม่อยากติดตามเจ้าของไปร่วมใช้ชีวิตหลังความตายด้วย ในหลุมศพยุคเหล็กที่บ้านท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีอายุในราว 1,800 – 2,000 ปี ก็ยังคงปรากฏหลักฐานของการฝังสุนัขไว้เคียงข้างกับเจ้าของอีกครั้ง...ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเขาเต็มใจจะตามไปด้วยหรือเปล่า ? 

 โครงกระดูกสุนัขที่ข้างแขนของมนุษย์ที่บ้านท่าแค จังหวัดลพบุรี

               เรื่องหมา ๆ ของสุนัขยังปรากฏตัวในวรรณกรรมโบราณ “มหาภารตะ”(The great epic Mahabharata) อันศักดิ์สิทธิ์ที่น่าจะมีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปี มีการกล่าวถึงสุนัขไว้ในบท “มหาปรัสถานิกบรรพ” อันมีความหมายถึงการเดินทางอันยิ่งใหญ่ในช่วงตอนสุดท้ายของเรื่องทั้งหมด ที่ ......“มหาธรรมราชายุธิษฐิระ” ได้สละราชสมบัติและออกบวชพร้อมเหล่าพี่น้องปาณฑพ อันได้แก่ภีมะ อรชุน นุกุล สหเทพและนางเทราปตี ทั้งหมดออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ โดยมีเจ้าสุนัขตัวหนึ่งเดินติดตามมาด้วยตั้งแต่ออกจากเมืองมา ทั้งหมดได้เพียรมุ่งหน้าสู่สุเมรุบรรพต บนเขาหิมาลัยเพื่อขึ้นไปสู่สวรรค์ แต่นอกจากยุธิษฐิระแล้ว ทุกคนล้วนสิ้นชีวิตระหว่างการไต่เขาในบาปกรรมที่แตกต่างกันไป คงเหลือเพียงสุนัขที่ติดตามยุธิษฐิระไปจนสุดทาง และได้มาพบกับพระอินทราชา ที่เชิญให้ขึ้นราชรถไปสู่สรวงสวรรค์ดาวดึงส์ด้วยกัน

               ระหว่างที่ยุธิษฐิระกำลังก้าวขึ้นราชรถแห่งองค์อินทร์ เจ้าสุนัขที่ตามมาก้าวขาจะขึ้นราชรถไปด้วยแต่พระอินทร์ได้ห้ามไว้ ด้วยเหตุผลว่า“สุนัข”นั้นเป็นสัตว์ต้องห้ามในแดนสวรรค์ หากหลุดขึ้นไปจะทำให้พิธีบูชาของเหล่าทวยเทพไม่บริสุทธิ์ จึงขอให้ธรรมราชายุธิษฐิระทิ้งสุนัขไว้

               แต่ยุธิษฐิระไม่ยอมตามที่พระอินทร์ทูลขอ ด้วยเพราะสุนัขนี้มีความจงรักภักดี สู้อุตสาห์เดินทางติดตามไปทุกหนแห่งอย่างไม่ย่อท้อ หากทิ้งไว้เพียงลำพังบนยอดเขาหิมาลัย ก็เท่ากับเป็นการผิดหลักธรรมอันร้ายแรง ทันใดนั้นสุนัขก็กลายเป็น”ธรรมเทพ”ในร่างของพระนารายณ์ 4 กร ได้ทรงตรัสชมยุธิษฐิระว่าเป็น“ธรรมบุตร”โดยแท้ การแปลงร่างเป็นสุนัขนั้นคือการทดสอบความหนักแน่นของ“ธรรมะ”ที่อยู่ในจิตใจของยุธิษฐิระนั่นเอง 

                ตามความคิดของผม จากเรื่องราวในมหากาพย์มหาภารตะอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สุนัขถูกแทนว่าเป็นร่างแปลงของธรรมเทพ เพื่อใช้ทดสอบยุธิษฐิระนั้น ก็คงมาจากความเป็นจริงในชีวิตของมนุษย์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัข สุนัขที่เราเห็นอยู่ใกล้ ๆ นั้น อาจเป็นตัวแทนของการทดสอบจิตใจของมนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เราจะให้ทานด้วยอาหาร เลี้ยงดูพวกเขาอย่างใส่ใจและมีธรรมะ และไม่แน่นะครับว่า เมื่อถึงวันสุดท้ายของเรา พวกเขาอาจเป็นผู้แจ้งแก่สวรรค์ในคุณความดีและธรรมะที่เรามีต่อพวกเขาและปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

               คงด้วยเพราะพฤติกรรม และท่าทางที่น่าฉงนสงสัย ความซื่อสัตย์และความน่ารักของพวกมัน รวมทั้งการที่สุนัขเป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์เรามากที่สุด สุนัขจึงถูกนำมาใช้นำไปเป็น “ผู้สังเกต” มนุษย์จากสรวงสวรรค์ แอบซ่อนฐานะอันสูงส่งไว้นั่นเองครับ

               และด้วยเหตุแห่งการเป็น ”ผู้ทดสอบ” คุณความดีของมนุษย์ ในประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุก ๆ ปีชาวฮินดูในอินเดียจะมีเทศกาลประจำปีเรียกว่าเทศกาล Diwali (ดีวาลี) หรือ Deepavali (ดีพาวลี) ที่มีความหมายว่า “แถวแห่งตะเกียง”หรือ“เทศกาลประดับไฟ”เช่นเดียวกับชาวฮินดูในเนปาลก็จะจัดให้มีงานเฉลิมฉลองในเทศกาลประดับไฟที่เรียกว่า “ทิฮา” (Tihar) เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด ความดีชนะความชั่ว ครับ 

                ในช่วงเทศกาลนี้จะมีวัน“กุกกุร โฟจา” (Kukur Pooja) หรือ “Kukur Tihar” สุนัขจะได้รับการยกย่องให้เกียรติอย่างสูงส่ง โดยตกแต่งด้วยดอกไม้พวงมาลัย และเจิมหน้าผากด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “ติกะ” (Tika) (แบบสตรีอินเดีย) เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณความดีและธรรมะของสุนัขในครั้งตามเสด็จ “ธรรมราชายุธิษฐิระ” (Dharmaraj Yudhisthira) ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ 

                    แต่ในวรรณกรรมมหากาพย์ รามายณะ” (The great epic Ramayana) ที่เก่าแก่อีกเรื่องหนึ่งของอินเดียโบราณ กลับไม่ปรากฏเรื่องราวของสุนัขในตอนใด ๆ ยกเว้น ตอนหนึ่งของ “รามเกียรติ์” (The Ramakien) ที่แต่งขึ้นใหม่ภายหลังในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในตอนที่กุมกรรณแอบทำพิธีลับหอกที่มหาเมรุมาศบรรพต หนุมานแปลงกายเป็นหมาเน่าลอยน้ำ องคตแปลงเป็นอีกาเข้าจิกกินซาก สาวไส้ออกมาจนส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง กุมภรรณเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียนจนไม่สามารถทำพิธีสำเร็จได้ 

                  รู้สึกว่าสุนัขในรามเกียรติ์นี้จะไม่ค่อยมีบทบาทเสียเท่าไหร่เลย....เอหรือว่าจะมีเรื่องของสุนัขในตอนอื่น ๆ อีก หากท่านผู้อ่านหาเจอก็โปรดได้ช่วยแจ้ง แย้งติงมาด้วยนะครับ

                 นอกจากนี้ ยังปรากฏเรื่องหมา ๆ ของสุนัขใน “นิทานพื้นบ้าน” (Folk Tales) อธิบายการกำเนิดโลกและสรรพสิ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ “จ้วง” (ภาษาในกลุ่ม ผู้ไท – ไทกะได) ในมณฑลกวางซี ทางทิศใต้ของประเทศจีน ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า….เดิมนั้นสุนัขมีเก้าหาง มนุษย์สั่งให้สุนัขขึ้นไปขโมยเมล็ดพันธุ์ข้าวบนท้องฟ้า เมื่อหมาเก้าหางขึ้นไป เห็นชาวฟ้ากำลังเก็บเกี่ยวและวางกองเมล็ดข้าวไว้ หมาเก้าหางจึงเข้าไปนอนกลิ้งเกลือกตัวบนกองข้าว เมล็ดข้าวจึงติดกับขนและหางของหมาเก้าหางมาด้วยเป็นจำนวนมาก

                เจ้าแห่งฟ้ารู้เข้า จึงไล่ใช้อาวุธฟาดฟัน หมาเก้าหางกระโดดหนี รีบวิ่งจนเมล็ดข้าวที่ติดขนตามตัวมาร่วงหล่นไปหมด เหลือเพียงที่ติดอยู่กับหาง เจ้าแห่งฟ้าขว้างขวานใส่หมาเก้าหาง จนขาดไปแปดหาง เหลือเพียงหางเดียว แต่ก็สามารถหนีรอดลงมายังเมืองมนุษย์ได้ โดยมีเมล็ดข้าวติดพวงหางมาด้วย

               มนุษย์นำเมล็ดข้าวที่ได้มา ไปเพาะปลูกลงในดินโคลน แล้วให้หมากับหมูไปช่วยกันไถนา หมูใช้ปากไถดินอย่างขยันขันแข็ง ส่วนหมานึกว่าตนได้นำเอาเมล็ดข้างมาให้มนุษย์ มีความดีความชอบมากแล้ว จึงไม่ยอมไปไถดิน หมูไถดินจนเสร็จแล้วก็ไปพักผ่อน หมาแอบวิ่งวนไปทิ้งรอยเท้าไว้ในแปลงที่ไถไว้นั้น

               เมื่อมนุษย์มาตรวจตรวจแปลงไถ ก็ถามว่าใครเป็นผู้ไถดิน หมูบอกว่า หมูเป็นผู้ไถ หมาก็ว่า หมาเป็นผู้ไถ มนุษย์บอกให้พูดความจริง แต่ทั้งหมูและหมาต่างก็ยืนยันว่าตนเป็นผู้ไถ มนุษย์จึงถามว่ามีอะไรเป็นพยานหลักฐานไหม หมาบอกว่ามีรอยเท้า ผู้คนไปดูก็เห็นรอยเท้าหมาจริง ๆ

                ฝ่ายหมูไม่ยอม ยื่นจมูกไปให้มนุษย์ดู เห็นมีเศษดินโคลนติดจมูกหมูจริง ๆ ฝ่ายหมาจึงโกรธ ใช้อุ้งเท้าตบปากหมูไปหนึ่งฉาด เดิมทีปลายปากของหมูนั้นยาวแหลม แต่เมื่อถูกหมาตบจึงบี้แบนราบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

               มนุษย์เห็นว่าหมูซื่อสัตย์ จึงดุด่าหมาว่า ต่อไปนี้เมื่อมีข้าวไว้กินแล้ว ให้ผู้คนแบ่งให้หมูกิน ส่วนพวกหมาจอมขี้โกงทั้งหลาย อย่าให้มันได้กินข้าว ให้มันได้กินแต่ขี้คน นับแต่นั้นหมาจึงกินแต่ขี้ และเมื่อหมาอดกินข้าว หางทั้งแปดที่ถูกขวานตัดขาดก็ไม่งอกออกมาอีก

               เล่ากันต่อว่า ที่รวงข้าวมีลักษณะรูปร่างเหมือนพวงหางหมา ก็เพราะเป็นเมล็ดข้าวที่ติดมากับขนพวงหางของหมาตั้งแต่บนสวรรค์นั่นเองครับ 

                 เรื่องเล่าการกำเนิดโลกในตอนหมาเก้าหางของชาวจ้วง อาจมีเค้าโครงของการดำเนินเรื่องมาจากชีวิตจริงของมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างสุนัขเลี้ยงกับชาวจ้วงในยุคโบราณเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ที่เป็นสังคมเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าว เมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์พื้นถิ่นของภูมิภาค ที่ผู้เริ่มต้นเล่านิทานในครั้งแรกนั้น อาจสังเกตเอาจากพฤติกรรมของสุนัขที่เลี้ยงไว้ ที่มีนิสัยตะกละตะกลาม สามารถกินได้ทั้งข้าว น้ำข้าว และขี้ของคน เวลาที่มันหิวข้าว ก็มักจะเข้ามาประจบประแจง ซึ่งเจ้าของก็มักจะให้อาหารโดยเฉพาะน้ำข้าวที่ได้จากการหุงข้าวแก่มัน แต่สุนัขก็คงอยากจะกินข้าวที่เหลือจากคน หรืออาจแอบเข้าไปขโมยกินข้าวในห้องครัวของผู้เลี้ยง

               แต่จะว่าสุนัขเป็นขโมยเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่ถูกนัก พฤติกรรมที่เราเรียกว่า “ขโมย” นั้น แท้จริงแล้ว มันเป็นเพียงสัญชาติญาณพื้น ๆ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพียงแต่เราไปกะเกณฑ์ตั้งกฎกันเอาเองในวัฒนธรรมของมนุษย์ว่า อันนี้ของเรา เราเป็นเจ้าของ เราหามา ใครมาเอาของเราไปต้องเรียกว่าขโมย แต่ในธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องขโมย “ความอยู่รอด”(Survival) มาจากธรรมชาติและทรัพยากรรอบตัว สุนัขที่เคยเป็นนักล่าหาอาหารจากธรรมชาติได้เองในอดีตอันยาวนาน ไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ข้อนี้ของมนุษย์ด้วย พฤติกรรมการฉกฉวย ตะกละตะกลาม แย่งชิงอาหาร หรือคำรามหวงอาหาร ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมดั้งเดิมโดยปกติของสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์บนโลกนี้

               การแสดงท่าทางประจบประแจง คลอเคลีย และกระดิกหางสั่นไปมา ก็อาจเป็นที่มาของหมา 9 หาง ที่เมื่อเวลามันหิว มนุษย์ก็จะเห็นมันกระดิกหางไปมา รวดเร็วเสียจนมองเหมือนมีหลายหาง และเมื่อพอได้กินข้าวจนอิ่ม มันก็จะหยุดกระดิกนิ่งเหมือนเหลือเพียงหางเดียว และคงด้วยเพราะมันมีนิสัยชอบขโมยกินอาหารและพฤติกรรมนอนเกลือกกลิ้งถูตัวไปมาบนพื้น ชาวจ้วงจึงใช้อุปนิสัยของสุนัขมาเป็นตัวเอกเพื่อเล่าอธิบายการเกิดขึ้นมาของข้าวบนโลก

               และแน่นอน... หมาในทุกวันนี้ก็ยังคงชอบกินข้าวและแอบขโมยกินขี้คน (สุดอร่อย... อย่าเผลอละกัน) อยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

               จากนิทานพื้นบ้านของชาวจ้วง เรื่องราวหมา ๆ ของ “สุนัข” ยังไปปรากฏใน “ชาดก”ทางพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างน้อยสองเรื่อง เรื่องแรกคือ“กุกกุรชาดก”(กุกกุระ ในภาษาสันสกฤต แปลว่าสุนัข) ที่น่าจะมีความเก่าแก่กว่า 2,000 ปี พบหลักฐานจารึกจารรูปภาพชาดกวัดศรีชุม เมืองโบราณสุโขทัย อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ที่มีเนื้อหาเล่าว่า....เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์หรือพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระยาสุนัข เกิดเหตุการณ์สุนัขหลวงในพระราชฐานลอบกัดกินหนังหุ้มราชรถ พระเจ้าพรหมทัตคิดว่าเป็นฝีมือของสุนัขนอกวังจึงมีรับสั่งให้ฆ่าสุนัขให้หมด พระโพธิสัตว์ในร่างของพระยาสุนัขจึงเข้าช่วยพิสูจน์จนรู้ว่าสุนัขหลวงต่างหากคือผู้ร้ายตัวจริง ด้วยการนำหญ้าแพรกมาบดผสมน้ำมันเปรียงกรอกปาก จนสำรอกเอาเศษหนังที่กัดกินเข้าไปออกมา สุนัขทั้งหลายจึงพ้นอันตราย พระโพธิสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต ให้ดำรงอยู่ในศีลห้าและทศพิธราชธรรม

 

 จารึกภาพกุกกุรชาดก วัดศรีชุม เมืองโบราณสุโขทัย เป็นภาพพระโพธิสัตว์ในร่างพระยาสุนัขกำลังเทศน์สั่งสอนพระเจ้าพรหมทัตและมเหสี

               ชาดกอีกเรื่องหนึ่งที่มีเจ้าสุนัขเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่องก็คือ “มโหสถชาดก” ดังปรากฏเป็นภาพสลักบนใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดี ที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 - 15 เป็นตอนที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น “มโหสถบัณฑิตแห่งมิถิลานคร” เนื้อความช่วงตอนนี้มีอยู่ว่า   ...ในเมืองวิเทหะรัฐ ได้มีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น นั้นคือ มีสุนัขตัวหนึ่งเข้าไปคาบหญ้าจากโรงเลี้ยงช้าง แล้วนำมาให้แพะกิน ส่วนเจ้าแพะก็นำเอาชิ้นเนื้อ เศษอาหาร ในโรงครัวมาให้สุนัขกิน ทั้งสองพึ่งพากันอย่างนี้ เหตุที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาจาก สุนัขเดิมอาศัยอยู่ในโรงครัวได้อาศัยเศษอาหารที่พ่อครัวแม่ครัวให้เป็นอาหาร แต่อยู่มาวันหนึ่งไม่สามารถห้ามใจไปกินเครื่องเสวยที่เตรียมไว้ถวายแก่พระราชา จึงโดยขับไล่ทุบตีออกมา ส่วนเจ้าแพะเข้าไปลักขโมยกินฟางที่เก็บไว้เลี้ยงช้าง ทำให้คนเลี้ยงช้างทุบตีจนหลังคด เมื่อสัตว์ทั้งสองมาเจอก็เกิดความคิดที่จะให้สุนัขไปขโมยหญ้าแล้วนำมาให้แพะกิน เนื่องจากสุนัขไม่กินหญ้าก็ไม่เป็นที่สงสัย และแพะก็ไปขโมยชิ้นเนื้อในโรงครัวมาให้สุนัขกิน เพราะไม่มีใครสงสัยเช่นกัน 

 ใบเสมาเรื่อง มโหสถบัณฑิต เมืองฟ้าแดดสูงยาง

                    วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหะราชได้ทอดพระเนตรเห็นความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งสอง ก็นำมาคิดเป็นปัญหาเพื่อทดสอบปัญญาของนักปราชญ์ทั้งห้าที่รับใช้พระองค์อยู่ในราชสำนัก จึงได้ถามว่า"สัตว์ที่เป็นศัตรูกัน ไม่เคยคิดร่วมเดินทางกัน มาในวันนี้ร่วมเดินทางกันได้อย่างไร"ถ้าวันนี้ใครตอบไม่ได้จะขับไล่ออกจากพระราชสำนัก มโหสถบัณฑิตคิดในใจว่า วันนี้พระราชาน่าจะได้เห็นอะไรสักอย่าง จึงได้นำมาเป็นโจทย์ปัญหา ถ้าออกไปสืบหาน่าจะเจอ แต่ก็คิดว่า น่าจะรอให้นักปราชญ์ทั้งสี่ของผ่อนผันไปก่อนหนึ่ง และนักปราชญ์ทั้งสี่ซึ่งจนปัญญาก็ขอผ่อนผันจะให้คำตอบเป็นวันรุ่งขึ้นตามนั้น

              มโหสถบัณฑิต จึงได้ไปเข้าเฝ้าพระนางอุทุมพรแล้วถามว่า วันนี้พระราชาได้เสด็จไปที่ใดแล้วประทับที่ได้เป็นเวลานาน ๆ พระนางก็บอกว่าเสด็จไปที่โรงเลี้ยงช้างและโรงครัว มโหสถก็เลยไปสำรวจก็พบว่าความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งสอง สุนัขกับแพะที่พึ่งพาอาศัยกัน ก็สามารถแก้ปัญหาของพระราชาได้ ส่วนนักปราชญ์ทั้งสี่จนปัญญาจึงได้พากันมาหามโหสถขอให้มโหสถช่วย มโหสถจึงได้เรียกนักปราชญ์มาพอทีละคนแล้วให้คาถาไปท่อง เพื่อเป็นคำตอบ

               พอถึงวันรุ่งขึ้น นักปราชญ์ทั้งห้าก็ได้ให้คำตอบแก่พระราชา เสนกะเป็นคนตอบคนแรกก็ท่องคาถาด้วยความทนงตนว่า"เนื้อแพะเป็นที่โปรดปรานชาวเมือง แต่เนื้อสุนัขหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหตุนี้แพะกับสุนัขจึงได้เป็นเพื่อนกัน"พระราชาก็พอพระทัย ต่อไปก็ไปถามปุกกุสะ ท่านก็ท่องคาถาที่มโหสถบัณฑิตให้มาว่า"ธรรมเขาจะขี่ม้า เขาจะใช้หนังแพะเป็นเครื่องลาด แต่ไมใช้หนังสุนัขเป็นเครื่องลาด เหตุนี้แพะกับสุนัขจึงเป็นสหายกันได้"พระราชาก็พอพระทัย จึงได้ตรัสถามคนต่อไป ท่านกามินทร์ก็ตอบว่า" แพะมีเขาโค้งงอ แต่สุนัขไม่มีเขา เหตุนี้ทั้งแพะและสุนัขจึงเป็นเพื่อนกันได้"พระราชาก็ไปถามนักปราชญ์คนที่สี่คือท่านเทวินทร์ต่อไป ท่านก็ตอบว่า"แพะกินใบหญ้าหรือใบไม้ แต่สุนัขไม่กินหญ้าหรือใบไม้ แต่กลับจับกระต่ายหรือแมวกิน ประหลาดสุนัขกับแพะจึงเป็นเพื่อนกันได้"นักปราชญ์ทั้งสี่ท่าน ท่องคาถาตามมโหสถบัณฑิต แต่ก็คงไม่ได้เข้าใจในคำตอบเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียว มาถึงพระมโหสถบัณฑิต ตอบว่า" แพะมี 4 เท้า สุนัขมี 4 เท้า แม้สัตว์ทั้งสองจะมีอาหารแตกต่างกัน แต่สัตว์ทั้งสองก็หาอาหารของอีกฝ่ายแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันกิน เหตุนี้สัตว์ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนกัน"พระเจ้าวิเทหะราชก็เป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก จึงได้พระราชทานเงินรางวัลให้กับนักปราชญ์ทั้ง 5 คนคนละ 5 ชั่ง

               พระนางอุทุมพรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็รู้สึกไม่พอพระทัยเนื่องจากรู้ว่ามโหสถบัณฑิตเป็นคิดหาคำตอบแต่เพียงผู้เดียว จึงได้ไปบอกกับพระราชาถึงเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ครั้นพระราชาให้เพิ่มรางวัลให้มโหสถบัณฑิตก็อาจจะเป็นที่ครหาของประชาชน โดยเฉพาะนักปราชญ์ทั้งสี่ได้ จึงได้คิดปัญหาขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ"คนมีปัญญาแต่ไร้ทรัพย์ กับคนที่มีทรัพย์แต่ไร้ปัญญา คนไหนดีกว่ากัน" 

 ภาพ สุนัข แพะ และบัณฑิตทั้ง 4 บนใบเสมา

                เสนกะก็รีบตอบว่าคนมีทรัพย์ดีกว่า จะเห็นว่าคนมีปัญญาหรือนักปราชญ์ทั้งหลายก็เป็นข้ารับใช้ของผู้มีทรัพย์มาก มโหสถบัณฑิตก็แก้ว่า คนที่มีปัญญาจะไม่ทำเรื่องที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ถ้าคนที่ไม่มีปัญญาจะแสวงหาทรัพย์ก็อาจจะหาด้วยวิธีที่ผิด เพราะเห็นแก่ทรัพย์ได้ เสนกะก็เปรียบว่า ท่านเศรษฐีท่านหนึ่งมีทรัพย์มาก ถึงแม้เวลาพูดน้ำลายจะไหลย้อยต้องเอาดอกบัวมารองแล้วทิ้งไป นักเลงบ้างคนยังนำไปล้างน้ำแล้วเอาบูชา เหตุนี้ทรัพย์จึงได้กว่าปัญญา มโหสถบัณฑิตก็แก้ความต่อไปว่า "คนเห็นแก่ทรัพย์ ก็เหมือนกับคนที่หวั่นไหวไปกับทรัพย์ ตั้งหน้าตั้งตาจะได้ทรัพย์เพียงอย่างเดียว พอไดก็สุข พอทรัยพ์หมดก็ทุกข์ เหมือนปลาที่เขาโยนไปไว้บนบก ต้องดิ้นกระเสือกกระสน ปัญญาจึงดีกว่าทรัพย์พระเจ้าข้า เสนกะก็แก้กลับมาว่า ปัญญาก็เหมือนแม่น้ำที่ต้องไหลไปรวมกันที่ทะเล ผู้มีทรัพย์ก็เหมือนทะเล จึงมีคนที่มีปัญญามารับใช้ มโหสถบัณฑิตก็โต้ไปว่า คนมีทรัพย์เปรียบเหมือนทะเล แต่ทะเลก็มีคลื่นไม่มีความมั่นคง หวั่นไหวไปตามกระแสตลอด กลับกันคนที่มีปัญญากลับเปรียบเหมือนฝั่ง ถึงมีจะมีคลื่นสักเท่าใดก็ไม่สามารถจะสู้ฝั่งได้ เพราะฝั่งมั่นคงกว่า เหตุนี้ปัญญาจึงดีกว่าทรัพย์ เสนกะรีบตอบกลับมาว่า ก็ให้ดูที่พวกเรานักปราชญ์ทั้ง 5 คน เป็นผู้ที่มีปัญญามาก พวกก็ยังเป็นข้าราชบริพารในข้าพระองค์ ยังต้องให้พระองค์ผู้มีทรัพย์ค่อยชุบเลี้ยง เหตุนี้ทรัพย์จึงได้กว่าปัญญา และบอกว่าถ้ามโหสถบัณฑิตแก้ความนี้ได้ก็จะยอมแพ้ มโหสถบัณฑิตจึงแก้ว่า คนที่มีปัญญาจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ส่วนคนที่ไม่มีปัญญาก็จะทำงานถูก ๆ ผิด ๆ หรือไม่โปร่งใส อาจจะเห็นแก่ทรัพย์ จนไม่ได้สนใจในสิ่งใด อาจจะฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ได้ เหตุนี้ปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ พอมโหสถบัณฑิตกล่าวจบพระราชาก็ทรงสรวลออกมา เป็นอันว่ามโหสถบัณฑิตก็ชนะปัญญาของนักปราชญ์ทั้งสี่อีกวาระ พระราชาก็พระราชทานทรัพย์ให้แก่มโหสถบัณฑิตเป็นอันมาก จนทำให้นักปราชญ์ทั้งสี่เจ็บใจและแค้นมโหสถบัณฑิต….(ตอนต่อของเรื่อง มโหสถบัณฑิต ยังมีอีกยาวครับ)

                  มาถึงตรงนี้แล้ว ก็คงขออนุญาตจบเรื่องโคตรหมา ๆ โบราณแบบนอกกรอบของผม ลงแบบดื้อ ๆ ละกันนะครับ เชื่อว่าเรื่องราวของสุนัขในยุคใหม่ ทั้งเรื่องของสายพันธุ์ที่มีอยู่มากมายตั้งแต่ตัวจิ๋วไปจนตัวโคตรใหญ่ อุปนิสัย การกิน สีสัน ความซื่อสัตย์ ความน่ารัก พฤติกรรม การประกวด ความผูกพันใกล้ชิดและอีกหลากหลายเรื่องราว หลายมุมมอง ท่านที่เลี้ยงหรือเคยเลี้ยงเจ้าสุนัขหน้าขน เพื่อนที่ดีที่สุดของเรา ก็คงจะมีความรู้ ความเข้าใจอันดีกันอยู่มากแล้ว หากผมจะต้องเขียนต่อไปอย่างไม่ชำนาญ จะพาลเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เผลอ ๆ จะพาลโดนสุนัขเฝ้าสวนไล่งับ กัดเอาจนตีโง่เสียเปล่า ๆ

                 เอาเป็นว่า เรื่องหมา ๆ ในวันนี้ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ละกันนะครับ

 

                 โปร๋ว............!!!

 

วรณัย พงศาชลากร
17 พฤษภาคม 2556

      





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
มะอึก วันที่ : 07/08/2015 เวลา : 15.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

ผมว่าผมแอบเข้ามาอ่านเรื่องนี้หลายรอบแล้ว
อ่านครั้งใดสนุกเมื่อนั้นครับอาจารย์....

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ครูนอกราชการ วันที่ : 24/09/2013 เวลา : 19.15 น.


สนุกมากค่ะ ขอขอบพระคุณที่นำเสนอสาระดีๆเช่นนี้ แล้วมาเขียนอีกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ชายสามหยด วันที่ : 20/05/2013 เวลา : 05.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

มาอ่านบรรพบุรุษหมาครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
feng_shui วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

กว่าจะได้เกิดเป็น ห ม า

นานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน


อิอิ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ชบาตานี วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 19.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ความรู้ที่ไม่เคยทราบมาก่อนก็มาทราบวันนี้เลยค่ะอาจารย์

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

อาจารย์คะ วันนี้ยาวจริงๆ ข้อมูลเพียบเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ดงละดอน วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yaya2508

ขอบคุณมากครับอาจารย์
เรื่องเล่าวันนี้ทำให้ผมทราบว่า "หมา" ทำไมถึงเรียกว่า "หมา" สงสัยมานานแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
kruhnoi from mobile วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 13.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...

ภาพสวยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
haggy วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 12.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arthonprku

ชอบมากๆ ค่ะ ^^

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 10.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

โคตรหมา
ชอบครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

สนุกแล้วก็ยาวมากเลยครับ เอาอีกๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chailasalle วันที่ : 19/05/2013 เวลา : 01.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

สนุกมากครับอาจารย์ แปลกนะครับ นิทานปรัมปราของจีน ก็มีเซียนจิ้งจอกเก้าหางหลายๆเรื่อง เช่น เจ็งฮองเฮา

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
บรรณาลัย วันที่ : 18/05/2013 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot

รู้ที่มาของ "หมา" มากยิ่งขึ้น ครับท่านอาจารย์
ขอบพระคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กำหนัน วันที่ : 18/05/2013 เวลา : 12.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับอาจารย ทำไมผมถึงรักหมามากมายขนาดนั้น เพราะรากเหง้าเป็นเช่นนี้นี่เอง อย่าให้อาจารย์เขียนนะครับ สมแล้ว ที่เป็นดร.ครับผม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
wansuk วันที่ : 18/05/2013 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

เล่าเรื่องความเป็นมาเป็นไปของคนกับหมาที่สมบูรณ์มากค่ะ

อยากได้สายพันธุ์เอพิคูออนมาเลี้ยงสักตัว
สูงใหญ่ สง่างามดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
hayyana วันที่ : 18/05/2013 เวลา : 04.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hayyana
You are what you is  !   

โห...ขอบคูณมากครับ
โคตรตระกูลหมาของจริง
เคยอ่านมีคนเขียนว่าหมาปัจจุบันเป็นผลจากการเลือกพันธุกรรมโดยมนุษย์
เพราะเมื่อก่อนมีแต่หมาป่าท่าจะจริง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายเขียว วันที่ : 17/05/2013 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mr-oos
 อยู่เย็น เป็นสุข ไปกับธรรมะ 

สุนัขจึงถูกนำมาใช้นำไปเป็น “ผู้สังเกต” มนุษย์จากสรวงสวรรค์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายหยุมหยิม วันที่ : 17/05/2013 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitevodka

ขอบคุณครับ ขอsave หน้านี้ไว้เลย ชอบมากครับ รักม๋ามากๆ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 17/05/2013 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

โอ้โห อาจารย์วันนี้ขุดรากเหง้าน้องหมามาเล่าสู่กันฟังเชียวหรือครับ
ในวรรณคดีโบราณมีเรื่องราวของนกมากกว่าหมาอีกน่ะอาจารย์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]