• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2218795
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม 2556
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 10722 , 19:17:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน พันธุ์สังหยด , TanchokT และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

              ตามเส้นทางแม่น้ำแม่กลอง จากแยกปากแพรก จุดบรรจบของแควใหญ่และแควน้อยที่ตัวเมืองกาญจนบุรี ขึ้นไปทางทิศตะวันตกประมาณ 30 กิโลเมตร ตามเส้นทางน้ำสายแควน้อยอันคดเคี้ยว หากในยุคปัจจุบัน จะเห็นเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทหรูขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “เดอะ เลกาซี ริเวอร์แคว รีสอร์ท” แต่หากเป็นช่วงเวลาหนึ่งในสมัยโบราณ บริเวณริมฝั่งน้ำนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนเขมรหรือขอมโบราณ ที่อาจเป็น “เมืองป้อมค่ายทหาร” (Fortress Barracks) เพื่อควบคุมเส้นทางเครือข่ายลุ่มน้ำแควน้อย ไปจรดชุมชนใหญ่ไกลสุดของอำนาจแห่งจักรวรรดิ อย่าง “เมืองสิงห์” (Muang Singh) ที่อยู่ถัดขึ้นไปตามสายน้ำประมาณ  35 กิโลเมตร

               เมืองโบราณ “กลอนโด”  หรือเมือง “กลอนโก” ตั้งอยู่ริมน้ำแควน้อยฝั่งทางทิศใต้ ในเขตตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเมืองที่มีคันดินสูงกว่า 3 – 5 เมตร กว้างประมาณ 12 - 13 เมตร  ล้อมรอบตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีความกว้างยาวประมาณ 250 x 260 เมตร เคยมีร่องรอยของคูน้ำล้อมรอบ แต่ในปัจจุบันถูกไถทำการเพาะปลูก เกลี่ยดินถมคูน้ำไปจนหมด ภายในมีพื้นที่ประมาณ 35 ไร่ ตรงกลางเป็นเนินสูงกว่าโดยรอบเล็กน้อย ปัจจุบันใช้เป็นที่เพาะปลูกพืชไร่อย่างอ้อยหรือข้าวโพด ทางทิศตะวันตก มีบ้านเรือนตั้งอยู่ 2 – 3 หลัง โดยได้รับการอนุญาตจากสำนักศิลปากรที่ 2 ให้ตั้งบ้าน ช่วยดูแลรักษาอยู่ภายใน

 แนวกำแพงทางมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แสดงให้เห็นว่าตัวเมืองเป็นเนินสูงกว่าพื้นที่ริมแม่น้ำแควน้อย

             กลางคัน (กำแพง) ดินทางทิศตะวันตกและตะวันออก มีช่องประตูอย่างละ 1 ช่อง ส่วนทางทิศใต้เป็นช่องที่เจาะแนวคันดินขึ้นใหม่เพื่อตัดถนนในยุคหลัง 2 ช่อง มีบ่อน้ำ (บาราย - Baray ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ) ขนาดประมาณ 120 x 90 เมตร ติดกับแนวกำแพงทางทิศเหนือเยื้องไปทางทิศตะวันออก รับน้ำมาจากคลองตะเคียนที่ไหลมาจากตะวันตกไปไหลลงลำน้ำแควน้อยเก่าทางทิศตะวันออก 

 ช่องประตูฝั่งตะวันออก (บน) ติดกับเลกาซี่ ริเวอร์แคว รีสอร์ท และช่องประตูฝั่งตะวันตก (ล่าง)

           ชื่อ “กลอนโด” เป็นชื่อที่มาจากคำบอกเล่าในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ท้าวเวชสุวรรณโณกับท้าวอู่ทอง” มาจากคำว่าเมือง “กลอนโด่” ที่ท้าวอู่ทองมาสร้างไว้ แต่ยังสร้างเมืองไม่เสร็จ ท้าวเวสสุวรรณโณตามมาทัน ทาวอู่ทองจึงทิ้งเมืองไว้เหลือเพียงแต่กลอนประตูตั้ง “โด่เด่” อยู่ สอดรับกับเรื่องเล่าของชาวบ้านพื้นถิ่นที่เล่ากันว่า เคยมีผู้พบชิ้นส่วนของกลอนประตู (หินทราย  ?) และเคยมีร่องรอยของอาคารอิฐ (ดินเผา) ที่มีรูเสาตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง แต่ปัจจุบันพังทลายหายไปจนหมดแล้ว

บริเวณเนินกลางเมืองที่เล่ากันว่าพบ "กลอนประตู" ตั้งอยู่

             ในอีกความหมายหนึ่ง ชื่อของเมือง “กลอนโด” ที่เดิมเคยมีการเรียกกันว่า “กลอนโก” นั้น อาจมาจากชื่อในภาษาเขมรโบราณว่า “เกราโก” (Krol ko) ที่มีความหมายถึง “คอกเลี้ยงวัวขนาดใหญ่” แต่ก็เพี้ยนเสียงมาเป็นกลอนโด่ ผสมผสานกับนิทานเรื่องเล่าพื้นบ้าน กลายมาเป็นชื่อของกลอนโดในปัจจุบัน 

ช่องประตูทางมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ 

             “เมืองโบราณกลอนโด” เป็นหลักฐานสำคัญ ที่แสดงให้เห็น “ขั้นตอน” การขยายอิทธิพลทางการเมืองและคติความเชื่อของ ”จักรวรรดิบายน” (Bayon Empire) ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (Jayavarman 7) เข้ามาสู่แดนตะวันตก จากฐานที่มั่นใหญ่ของราชวงศ์ “มหิธระปุระ” ที่เมืองลวะปุระหรือจังหวัดลพบุรี

 ปรางค์สามยอด เมืองลวะปุระ ศูนย์กลางของอาณาจักรเขมรโบราณในเขตลุ่มเจ้าพระยา

เมืองอู่ทอง เมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีการทับซ้อนของวัฒนธรรมฮินดูและวัฒนธรรมเขมรในยุคต่อมา

             วัฒนธรรมเขมรโบราณเริ่มขยายตัว แพร่กระจายอิทธิพลทางศิลปะและความเชื่อแบบฮินดู ขยายตัวเข้ามาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 14  ดังที่พบร่องรอยหลักฐานจำนวนมาก ที่เมืองอู่ทองโบราณ เมืองโบราณนครปฐม (ชยศรี) เมืองโบราณพงตึก แต่กระนั้น หลักฐานโบราณวัตถุหลายชิ้น (เช่น เอกามุขลึงค์ ฐานศิวลึงค์ ที่เมืองโบราณอู่ทอง) แสดงว่า หลายเมืองโบราณในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีน อาจรับอิทธิพลทางคติฮินดู (Hinduism) มาจากชวาหรืออินเดียโดยตรง

เอกามุขลึงค์และฐานศิวลึงค์ ร่องรอยคติความเชื่อแบบฮินดู พุทธศตวรรษ ที่ 12 - 14 ในเมืองโบราณอู่ทอง

 ฐานโยนีที่สถูปธรรมศาลา เมืองนครปฐมโบราณ หลักฐานสำคัญของการแพร่กระจาย
และการซ้อนทับของวัฒนธรรมเขมรเข้ามาสู่ลุ่มน้ำท่าจีน  ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 14

 ศิวลึงค์แบบ "ตรีมูรติ" อิทธิพลวัฒนธรรม ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ที่แผ่อิทธิพลเข้ามาสู่เมืองนครปฐมโบราณ 

           จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 เมืองลวปุระและเมืองอโยธยา ก็ได้กลายเป็นหัวเมืองใหญ่ทางตะวันตกสุดของอาณาจักรเขมรโบราณอย่างชัดเจน โดยมีอิทธิพลในการปกครองและผู้ปกครองจากเครือญาติกษัตริย์จากลวะปุระ ครอบคลุมอำนาจไปถึงเมืองนครปฐม (ชยศรี) อู่ทองและสุพรรณบุรี

 ฐานรูปเคารพในวัฒนธรรมเขมรโบราณ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 พบที่เมืองโบราณนครปฐม

             จากจารึกปราสารทตอว์ (Tor Pr.) ที่กล่าวถึงเรื่องราวการ “พิชิตเหล่าราชาในแดนตะวันตก”ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และจารึกปราสาทพระขรรค์ (Preah Khan Inscription) ที่กล่าวถึงเรื่องของการถวาย  “พระชัยพุทธมหานาถ” (Jaya Buddha Mahanart) ไปยังหัวเมืองสำคัญทั่วจักรวรรดิบายน ทั้งยังปรากฏชื่อของเมืองใหญ่อย่างน้อย 6 วิษัยนคร ที่เชื่อกันว่า คือเมืองในเขตภาคตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลองและลุ่มน้ำเพชรบุรี ทั้ง วิษัย “ชยวัชรปุระ” ที่อาจมีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี  ที่มีการค้นพบรูปประติมากรรมในคติบายนจำนวนมาก วิษัย“ชยราชปุรี” ที่มีราชวิหารเป็นศูนย์กลางอยู่ที่วัดมหาธาตุราชบุรี  วิษัย “ชยสิงหปุระ” หรือปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีการขุดพบรูปประติมากรรมเฉพาะในคติวัชรยานจำนวนมาก   วิษัย “สุวรรณปุระ” ที่เมืองโบราณเนินทางพระ ตำบลบ้านสระ จังหวัดสุพรรณบุรี  วิษัย“ลโวทยปุระ” หรือเมืองโบราณลพบุรี และ วิษัย ”ศัมพูกปัฏฏนะ” เมืองโบราณข้างสระโกสินารายณ์ ในจังหวัดราชบุรี

 ปราสาทกำแพงแลง ปราสาทอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ศรีชัยวรมัน ที่เมือง "ชยวัชรปุระ" หรือจังหวัดเพชรบุรีในปัจจุบัน

 ซุ้มประตูโคปุระรูปแบบศิลปะเขมรแบบบายน ที่ราชวิหารของเมือง "ชยราชปุรี" หรือวัดมหาธาตุราชบุรีในปัจจุบัน 

 ปราสาทอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ศรีชัยวรมัน ที่เมือง "ชยสิงหปุระ" หรือปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี 

 รูปเคารพ พระโพธิสัตว์และพระชัยพุทธมหานาถ จากเมือง "สุวรรณปุระ" หรือเมืองโบราณบ้านหนองแจง ตำบลไร่รถ สุพรรณบุรี

ปราสาทอานุภาพที่ถูกทำลาย จนเหลือเพียงเนินดินขนาดใหญ่ ที่เมือง ศัมพูกปัฏฏนะ บ้านโป่ง ราชบุรี

           รวมทั้งหลักฐานของรูปเคารพสำคัญในคติความเชื่อ ”เฉพาะ” ในยุคจักรวรรดิบายน “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอานุภาพ” (Bodhisattva Avalokitesvara irradiant) ที่พบในเขต 3 เมือง จากทั้งหมด 6 เมือง ก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของอิทธิพลทางการทหาร อำนาจการปกครองและวัฒนธรรมบายน ในยุคพุทธศตวรรษที่ 18 ที่ขยายเข้าสู่แผ่นดินตะวันตกได้อย่างชัดเจน

รูปเคารพที่พบเฉพาะในคติวัชรยานบายน "โพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอานุภาพ" จากปราสาทเมืองสิงห์

               ชุมชนใหญ่ของเขมรโบราณที่ซ้อนทับบนวัฒนธรรมทวารวดีอีกทีหนึ่งอย่าง “วิษัยลวะปุระ” (ลพบุรี) “อโยธยาศรีเทพนคร” เมืองท่าใหม่ของขอมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเมืองในเครือข่ายอย่างนครปฐม พงตึกและอู่ทอง น่าจะเป็นกลุ่มเมือง “หัวหอก” สำคัญของการขยายอำนาจทางการเมือง การปกครองของอาณาจักรเข้าสู่ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำเพชรบุรี ที่เริ่มต้นในสมัยของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 (Suryavarman II) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เมืองป้อมค่ายกลอนโดจึงน่าจะถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้

รูปเคารพในวัฒนธรรมเขมร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 - 18 ที่พบในเขตภาคตะวันตก ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี

             “เมืองป้อมค่ายกลอนโด” เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก (“เมืองครุฑ” ทางทิศตะวันออกของเมืองสิงห์ มีขนาด 520 x 340 เมตร) การขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงปี 2548 พบเครื่องเซรามิคเคลือบขาวแบบจีน (ชิงไป๋) (Chinese Glaze Stoneware) ที่ผลิตจากเตาในมณฑลฟูเจี้ยน เครื่องเคลือบดินเผาแบบเขมร (Khmer Glaze Stoneware) แบบเตาราชวงศ์มหิธระปุระ อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 กระจายตัว แตกหักทับถมอยู่ทั่วบริเวณเมืองเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังพบเครื่องประดับตะกั่ว สำริด เงิน รูปเคารพหินทรายเทวสตรีที่แตกหัก และ “ก้อนดินเผา” ที่มีร่องรอยการกดประทับพิมพ์ของโครงสร้างอาคารไม้ ทั้งเป็นรอยโค้งนูน  รอยเว้า เรียบแบน คล้ายแผ่นไม้ไผ่สานขัดเป็นผนังโครงสร้าง และรอยพิมพ์ของเศษเยื่อไผ่ติดอยู่กับก้อนดินเผา

 แผนผังเมืองครุฑ และการขุดแต่งศาสนสถานกลางเมืองเมื่อปี 2537

ชิ้นส่วนแตกหักของภาชนะดินเผา เครื่องเคลือบ เครื่องเซรามิคแบบเตาเขมรและแบบเตาจีน ที่ชาวบ้านกลอนโดช่วยเก็บรักษาไว้

             ที่คันกำแพงดินโดยรอบเมือง ยังพบก้อนดินเผากองพูนทับถมกันอย่างหนาแน่น คันกำแพงดินทางทิศตะวันตกมีร่องรอยการจัดเรียงก้อนดินเผาทำเป็นผนังกำแพงด้านนอก ด้านในอาจกุด้วยดินอัดเป็นแกนกำแพง อีกทั้งยังมีร่องรอยของเพลิงไหม้ ปรากฏบนก้อนดินเผาเป็นบริเวณกว้าง 

แนวกำแพงคันดินทางทิศตะวันตก

            จากหลักฐานก้อนดินเผาที่พบเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ในครั้งเริ่มแรกราวพุทธศตวรรษที่ 17 “เมืองป้อมค่ายกลอนโด” มีการสร้างแนวกำแพงคันดินที่มีการปักไม้ไผ่ไว้บนยอดสันกำแพงเป็นเชิงเทิน ด้านนอกคันดิน อาจมีการสุมไฟเพื่อเปลี่ยนหน้าดินอ่อนให้แข็งเป็นดินเผา เพื่อความแข็งแรงทนทาน ไม่ให้ศัตรูที่เข้ามาประชิดขุดทำลายฐานกำแพงได้โดยง่าย

 รูปแบบจำลองของแนวกำแพงคันดินเมืองโบราณกลอนโด 

บนสันกำแพงคนดิน ทางมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้

             จากหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ แสดงให้เห็นว่า เมืองกลอนโดโบราณ มีลักษณะการอยู่อาศัยของชุมชนในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 150 ปี (กลางพุทธศตวรรษที่ 17 – ปลายพุทธศตวรรษที่ 18) น่าจะเป็นป้อมปราการ (Fortress ) หรือ “ค่ายทหาร” (Barracks) ของอาณาจักรเขมรโบราณ สืบต่อมาจนถึงสมัยจักรวรรดิบายน ที่รุกเข้ามาสู่ภาคตะวันตกตามแนวลำน้ำแม่กลองเข้าสู่ลำน้ำแควน้อย

 พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะแบบบายน หลายองค์ที่พบในถ้ำวัดเขาพระ เมืองอู่ทองโบราณ 
ทั้งหมดอยู่ในสภาพถูกทุบทำลายโดยตั้งใจ

 เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะแบบบายน พบในเมืองโบราณนครปฐม

              หลักฐานภาชนะที่พบทั้งเครื่องดินเผา เครื่องเคลือบแบบเขมรและแบบจีน ที่มีรูปร่างรูปแบบคล้ายคลึงกัน ที่ดูเป็นแบบแผน ขาดความ “หลากหลาย” รวมทั้งร่องรอยการสร้างอาคารเรือนพักที่ใช้โครงสร้างไม้และไม้ไผ่ที่มีการนำดินโคลนมาพอกทับ  ล้วนแสดงให้เห็นความเป็นอยู่ “กลุ่มคน” ที่มีรูปแบบของการอยู่อาศัย รวมทั้งหน้าที่ที่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึง ชุมชนที่ตั้งมั่นอยู่ในเมืองกลอนโด ก็คือกลุ่มทหารหรือคาราวานกองทัพเขมรโบราณ ที่เข้ามาตั้ง “ฐานทัพ” แรก บนลุ่มแม่น้ำแควน้อย เพื่อขยายตัวเข้าสู่แดนตะวันตกในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา และพัฒนาขึ้นเป็น “ป้อมค่าย” สำคัญเพื่อการควบคุม “อำนาจ” เหนือเส้นทางน้ำ ที่จะเชื่อมต่อออกไปสู่เมืองสำคัญของลุ่มแม่น้ำแม่กลอง นครปฐมและอโยธยา นั่นเอง

(บน) ถนนผ่ากลางเมืองโบราณ (ล่าง) และชาวบ้านที่อาศัยในตัวเมืองชี้ให้ดูก้อนดินเผา ที่เคยมีอยู่มากมายในตัวเมือง 

               แต่ร่องรอยหลักฐานในยุคหลังก็แสดงให้เห็นว่า มีการ “เผาทำลาย” หรือ “เกิดเพลิงไหม้” ครั้งใหญ่ จนดินที่พอกไม้ แนวดินหรือพื้นดินที่รองรับโครงสร้างไม้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเรือนพักและเชิงเทิน ต่างก็ถูกความร้อน เผาไหม้จนกลายเป็นดินสุก (แข็ง) บ้าง ไม่สุกบ้าง ที่มีร่องรอยของพิมพ์ไม้ประทับติดอยู่ แตกกระจายไปทั่วบริเวณเมือง

ร่องรอยของไม้ โครงสร้างไม้และไม้ไผ่ ที่ปรากฏบนก้อนดินเผา กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง

             ซึ่งเหตุผลสำคัญของ “เพลิงไหม้” ครั้งใหญ่ ก็อาจจะมาจาก “การสงครามครั้งสุดท้าย” ที่ “เหล่าพระราชาตะวันตก” (ที่ถูกกล่าวถึงในจารึก) อาจกลับเข้ามาปลดแอกอำนาจที่อ่อนแอลงของจักรวรรดิบายน นำทหารเข้าตีและทำลายป้อมค่ายกลอนโด ตัดเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญไปยังเมืองสิงห์และเมืองครุฑ เคลื่อนเข้าทำลาย “วิษัยศัมพูกปัฏฏนะ”(จอมปราสาท สระโกสินารายณ์) ศูนย์อำนาจบายนแห่งลุ่มน้ำแม่กลอ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19  รื้อถอนปราสาทและทุบทำลายรูปเคารพแห่ง “อานุภาพ” ไปทั่วแคว้น...แดนตะวันตก

รูปเคารพแห่งอานุภาพที่ "จอมปราสาท - โกสินารายณ์" สภาพถูกทุบทำลาย 
ภายหลังที่จักรวรรดิบายนสิ้นอำนาจลงจากเขตลุ่มน้ำแม่กลอง

               หลังจากร้างราไปกว่าร้อยปี ผู้คนในยุคหลัง (อาจเป็นช่วงกรุงศรีอยุธยา) ก็ได้ย้อนกลับยังเข้าไปใช้เมืองป้อมกลอนโด เพื่อพักแรมระหว่างเดินทางตามเส้นทางน้ำแควน้อย หรือตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อทำการเพาะปลูก จึงปรากฏร่องรอยของการบูรณะเมืองกลอนโด โดยการนำก้อนดินเผาที่แตกกระจัดกระจาย นำกลับขึ้นไปพูนทับถม ทำเป็นแนวคันกำแพงดินขึ้นใหม่อีกครั้ง

 แนวกำแพงและร่องรอยการพูนก้อนดินเผา เรียงก่อขึ้นเป็นกำแพงในช่วงหลังยุควัฒนธรรมเขมรบายน

           แต่แล้วก็ร้างลงไปอีกหลายร้อยปี จนถึงในปัจจุบัน…

 

วรณัย พงศาชลากร

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
มารูโกะ วันที่ : 05/06/2013 เวลา : 14.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maruko

อ่านตอนบ่ายนี่พาให้ง่วงดีนะคะ 5555

ความคิดเห็นที่ 15 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 23/05/2013 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ประวัติศาสตร์บอกให้เรารู้ว่า
แผ่นดินไม่เคยเป็นของใครแท้จริงครับ
ที่อยู่ของเราก้เคยเป็นของคนอื่นมาก่อน
ทุกคนมา เกิด อยู่อาศัยและตาย
หากหวงยึกครองเอาไว้ ตายไปจะไปเป็นเจ้าที่เจ้าทาง
อยู่แถวนั้นแหละครับไปสุ่ความพ้นทุกข์ไม่ได้
มันเป็สัจจธรรมอย่างหนึ่ง ทุกเมืองที่เกิดมารอวันล่มสลาย
ตัวเราเองและเมืองของเราก็เช่นกัน ใช่ที่พึ่งที่แท้จริงไม่
จะมัว โลภ โกรธ หลง มาักมากกันอยู่ทำไม

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ตามมาเที่ยวศิลปะวัฒนธรรมพระปรางค์สามยอดเมืองลพบุรีด้วยคนครับชื่นชมกับการสืบค้นประวัติศาสตร์จากโิบราณวัตถุที่หลง
เหลือ ครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
smile-andaman วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 18.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/smile-andaman
      เพียงมีมุมมองชีวิตที่งดงาม   ทุกทุกสิ่งรอบข้างคือ ร อ ย ยิ้ ม     

ความรู้เพิ่มพูนอีกเป็นกองเลย สำหรับเอ็นทรี่นี้
สวยงามทั้งรูปภาพเรื่องราวก็น่าอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เกสรมาเฟีย วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ipammo

ชอบเอนทรี่นี้มากค่ะ .. สุดยอดจริงๆ อาจารย์อธิบายไว้อย่างละเอียดมาก ควรค่าแก่การศึกษา

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 15.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

ตามมาชมเมืองโบราณด้วยคนครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นักเดินทางตัวเขื่อง วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/navigaty

ฮ้า!! เห็นเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทหรูขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “เดอะ เลกาซี ริเวอร์แคว รีสอร์ท” มีไรหรือป่าวคะ..ไปมาแล้ว..ล่ะ..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นักเดินทางตัวเขื่อง วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 14.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/navigaty

โหวต..สวัสดีไว้ก่อนนะคะ..
แล้วจากลับมาอ่าน..อีกครั้งนะคะ..

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Louvorian วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 13.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/louvorian

ตามอ่านตลอดนะครับ สวัสดีจากสวิสเซอร์แลนด์ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
wansuk วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

อาณาจักรเขมรโบราณเชื่อมต่อกัน
อย่างกว้างใหญ่ไพศาลเสียจริง

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
กำหนัน วันที่ : 22/05/2013 เวลา : 07.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับ อาจารย์สมเป็นเมืองโบราณจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
BlueHill วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

อาจารย์ลองเปลี่ยนสถานที่อัพบล็อกดูซิครับ
ผมว่าน่าจะได้คำตอบในระดับหนึ่ง
5555+

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 21.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

เคยไปปราสาทเมืองสิงห์ แต่ยังไม่เคยไป เมืองโบราณ “กลอนโด” ค่ะ
มาดูรูปก่อน มีแผนที่แสดงที่ตั้งชัดเจน เนื้อเรื่องขอแปะโป้งไว้ก่อนนะคะ เป็นเรื่องที่อาจารย์ทำไว้สอนนักศึกษาด้วยหรือเปล่าคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ยังต้องใช้ความยายามอยู่หลายชั่วโมงครับ ตุณชาลี
ผมว่า เป็นที่ Gateway ของ OKNation

หุหุ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 19.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

วันนี้ เน็ตคล่องตัวดีใช่ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะอึก วันที่ : 21/05/2013 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

โหวตไว้ก่อน..ยังไม่ได้อ่านครับอาจารย์...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< พฤษภาคม 2013 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]