• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2200485
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน 2556
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 32922 , 13:39:13 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน chaiyassu , แม่หมี และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

บรรพ 1 สถูป – เจดีย์

             “...สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีรับสั่งว่า เมื่อเริ่มสร้างทางรถไฟสายใต้ในปี พ.ศ. 2445 นั้น ท้องที่รอบพระปฐมยังเป็นป่าเปลี่ยวอยู่โดยมาก ในป่าเหล่านี้มีซากเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งสร้างทันสมมัยพระปฐมอยู่หลายองค์ พวกรับเหมาทำทางรถไฟไปรื้อเอาอิฐเจดีย์เก่ามาถมเป็นอับเฉากลางรางรถไฟ ได้อิฐพอถมตั้งแต่สถานีบางกอกน้อย ไปตลอดระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร...” ( ต. อมาตยกุล : 2494)

             “...วัดธรรมศาลา ตั้งอยู่ตำบลธรรมศาลา ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองนครปฐม ออกไปประมาณ 6 กิโลเมตร มีทางรถยนต์ผ่านไปได้ถึงหน้าวัด ตำบลนี้เดิมคงจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำใหญ่ใกล้ทะเล เพราะปรากฏว่าเคยมีผู้ขุดพบสมอและสายโซ่เรือเดินทะเลจมฝังอยู่ ในวัดนี้มีเนินใหญ่เช่นเดียวกันกับวัดพระเมรุ และมีโพรงอิฐซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอุโมงค์ไปทะลุออกที่วัดพระเมรุ   (ในอุโมงค์นี้ เล่าลือกันว่ามีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ บางคนก็เล่าว่า เคยขุดพบถาดทองและภาชนะอื่น ๆ ที่มีค่า แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เนื่องจากมีปู่โสมเฝ้ารักษาอยู่)

            ....ตำบลธรรมศาลาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดนี้ มีตำนานซึ่งสมควรจะทราบไว้เสียด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระยากง พระยาพาน ซึ่งเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของนครปฐม คือภายหลังที่พระยาพานได้กระทำปิตุฆาตแล้วก็สำนึกในบาปบุญคุณโทษของตน จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาจากวัดต่าง ๆ และปลูกสร้างโรงธรรมขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์ เมื่อนิมนต์พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันแล้ว พระยาพานจึงหารือว่า ตนควรจะบำเพ็ญกุศลผลบุญประการใดบ้างจึงจะล้างบาปที่ตนกระทำไว้ได้ ที่ประชุมสงฆ์แนะนำให้พระยาพานสร้างวัดและซ่อมพระปฐมเจดีย์ ซึ่งพระยาพานก็เห็นชอบด้วย แล้วอุทิศโรงนั้นเป็นที่สำหรับพระสงฆ์แสดงธรรมต่อไป โรงนั้นจึงถูกเรียกว่า “ธรรมศาลา” ....”(ต. อมาตยกุล : 2513)

 

 วิหารยอดแหลมทางทิศเหนือของวัดธรรมศาลา (Wat Dhammasala)  ริมแม่น้ำบางแก้ว จังหวัดนครปฐม

             “วัดธรรมศาลา” ตั้งอยู่ใกล้กับถนนเพชรเกษม ก่อนถึงสะพานข้ามคลองพระยากง  (คูเมืองโบราณ) ห่างจากทางแยกถนนเข้าตัวเมืองนครปฐมประมาณ 3 กิโลเมตร มีพระวิหารจัตุรมุข ยอดแหลมสูงใหญ่ เป็นจุดสังเกตสำคัญทางซ้ายมือ    

 

แผนที่แสดงที่ตั้งของสถูปเจติยะในวัดธรรมศาลา ใกล้กับถนนเพชรเกษม

              ในช่วงนี้มีการขุดค้นทางโบราณคดีโดยสำนักศิลปากรที่ 2 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตอนนี้ เห็นว่าหยุดค้างไว้ คงรองบประมาณอยู่ แต่ก็ได้ขุดลอกหน้าดินที่ทับถมเป็นเนินใหญ่ ออกไปเกือบหมด ยังคงค้างเนินดินทับถมไว้บ้างเฉพาะทางฝั่งทิศตะวันออกครับ

เนินดินทับถมของสถูป ก่อนการบูรณะ

              เรื่องราว “นอกกรอบ” ในวันนี้  เป็นเรื่องราวจากการขุดค้นเนินดินอันเป็นตั้งของ “สถูป” (Stupa)  หรือ“เจดีย์” (Chedi - Chaitya) ในยุคสมัยของเมืองนครปฐมโบราณ ที่เหลือรอดมาจากการรื้อทำลาย ในช่วงของการสร้างทางรถไฟสายใต้ และการก่อสร้างถนนเพชรเกษม ในปี  2511 และคงเป็นสถูปโบราณเกือบจะแห่งสุดท้ายของวัฒนธรรมทวารวดี (Dvaravati Culture) ที่ยังคง “หลงเหลือ” สภาพก่อนการบูรณปฏิสังขรณ์หรือ “สร้างขึ้นใหม่” (Rebuilded) อย่างเช่นพระปฐมเจดีย์ พระประโทณเจดีย์ จุลประโทนเจดีย์  และยังเหลืออยู่เป็นเนินดินสถูปใหญ่อีกองค์หนึ่ง ที่วัดพระงามริมทางรถไฟ แต่ก็ถูกแปลงเป็นอาคารสุสาน ซ้อนทับบนเนินไปเกือบทั้งหมด 

  

สภาพภายในวัดของเนินพระสถูปวัดพระงาม ในปัจจุบัน

                 การขุดค้น – ขุดแต่ง เปิดหน้าดินของเนินลงไปถึงตัวซากพระสถูป ทำให้ก็คือการมี “โอกาส” ได้เห็นถึงร่องรอยหลักฐานใหม่เอี่ยมของผู้คนในยุคของวัฒนธรรมทวารวดีที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด (ในโลกปัจจุบัน) และยังได้สัมผัสกับกลิ่นอายเก่าแก่ของซาก “อิฐหักกากปูน” ที่มีเสน่ห์มนต์ขลัง สะกดใจให้เกิดจินตนาการย้อนไปถึงกาลครั้งก่อน ครั้งที่ซากพระสถูปแห่งนี้ ยังคงตั้งตระหง่านอยู่อย่างสมบูรณ์...จะมีหน้าตาอย่างไร ล้อมรอบไปด้วยผู้คนและวัฒนธรรมแบบไหนกันนะ...?

 

  มุมเนินดินทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ภายหลังการขุดลอกหน้าดินในปี 2555

               การขุดค้นเปิดหน้าดินที่เนินดินสถูปธรรมศาลา ได้แสดงให้เห็นร่องรอยหลักฐาน “สำคัญ” ของลวดลาย”พรรณพฤกษา” ปูนปั้น ที่ยังคงติดยึดอยู่กับผนังอาคาร การยกเก็จของชั้นฐาน ชุดลวดบัวของฐานในแต่ละชั้น รวมไปถึงชิ้นส่วนแตกหักของ “ปูนปั้น” ที่บางส่วนยังคงเหลือลวดลายให้เห็น ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้พบ(แบบชัด ๆ) อย่างนี้มากนักในเขตลุ่มน้ำของภาคกลาง ที่เชื่อกันว่าเป็น “ศูนย์กลาง” ของวัฒนธรรมทวารวดี  เพราะส่วนมากจะหลุดร่อน แตกป่น กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกขโมยเซาะไปขายหรือถูกแกะออกจากตัวอาคารภายหลังจากการบูรณะ (สร้างขึ้นใหม่) ในแต่ละยุคสมัย ไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ (แต่ก็ยังมีปูนปั้นแบบทวารวดีที่ได้รับการอนุรักษ์ ยังคงติดอยู่กับผนังอาคาร ที่เขาคลังนอก เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ครับ)  

 

 ฐานพระสถูปที่ยังปรากฏว่ามีลวดลายปูนปั้นปรากฏอยู่ ลานปูอิฐและซากอาคารทางฝั่งทิศใต้

               ลวดลายปูนปั้นที่ของสถูปธรรมศาลา ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์นัก แต่เพียงบางส่วนที่มีอยู่รวมกับแผนผังทางสถาปัตยกรรมโบราณที่เหลืออยู่ ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความน่าสนใจ น่านำมาเล่ากล่าว ให้เห็นถึง “ความงดงาม ตระการตา” ที่เหลือรอดมาจากอดีต แต่กกระนั้นก็คงต้องใช้ “จินตนาการ” (Imagine) เป็นเครื่องมือสำคัญ ผสมผสานกับปะติดปะต่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมุมมองทางศิลปะของแต่ละท่าน

 

แผนที่แสดงจุดที่ตั้งของพระสถูปภายในวัดธรรมศาลา ติดกับลำน้ำบางแก้วและมีคูเมืองพระยากงอยู่ทางทิศตะวันตก

               แต่ก็คงไม่เป็นเพียงแค่จินตนาการหรอกครับ เพราะในเรื่องนี้ผมได้เลยเถิดไปค้นหาเรื่องราวของสถูปทวารวดีอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เรื่อยเปื่อยไปถึงเรื่องราวการเกิดขึ้นของพระสถูปเจดีย์องค์แรกของโลก ยุคสมัยและพัฒนาการในมุมต่าง ๆ จากต้นทางในอินเดียเหนือ จนเดินทางเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคเริ่มแรกของวัฒนธรรมลูกผสม“อินเดีย – สุวรรณภูมิ” ที่เรียกว่า “ทวารวดี” เลยครับ

               และก็คงต้องบอกกันไว้ก่อนว่า ทั้งหมดของเรื่องราวแห่ง “พระสถูปจากโลกโบราณ” นี้ ล้วนแต่เป็น“ความเห็นส่วนตัว” แบบ “นอกกรอบ” (คิดเอง เออเอง) ที่อาจมีความถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ในกรอบทางวิชาการ อาจมีความยืดเยื้อ ยืดยาว อาจน่าเชื่อหรือไม่เชื่อ อาจไม่น่าสนใจ  อาจอุปโลกน์หรืออนุมาน หรือจะกระไรก็ตามที จนท่านไม่สามารถอ่านได้จนหมด ผมก็คงต้องอภัยท่านผู้อ่านมา ณ ตรงนี้ก่อนเลยครับ ...หุหุ

             ตามมาพร้อมกันเลยครับ กับเรื่องราวของเจติยสถาน “ธรรมศาลา” ถ้าเฉพาะเจาะจงเพียงแค่นี้ก็คงไม่ใช่ Blog นอกกรอบแห่ง OKNation นี้ ผมตั้งใจจะพาท่านย้อนเวลาไปอีกซัก 4,000 ปี แล้วค่อยตลบกลับมาคุยกันเรื่องของพระสถูปทวารวดี เมื่อประมาณ 1,200 ปี ที่นครปฐม  กัน... นะครับ ....

              คำว่า “สถูป” (Stupa) เป็นภาษาสันสฤต ของกลุ่มชนอินโด - อารยัน (Indo- Arayans) มาจากรากศัพท์คำว่า สตูป (Stup) มีความหมายถึงการ “สะสม รวมรวมเข้าด้วยกัน” ส่วนคำว่า “เจดีย์ (Chedi) “เจติย หรือ ไจติยะ” (Chaitya) มีความหมายถึง “สถานอันเป็นที่ควรเคารพ บูชา สักการะ” มาจากรากศัพท์คำว่า“จิ” (Ci) แปลว่า “กองขึ้นไป” ซึ่งก็อาจมีความหมายถึงแท่นบูชาไฟ หรือเชิงตะกอน (จิตกาธาน)

             ในยุคบรรพกาล “สถูป” (Stupa, or Tupa) หรือ “เนินดิน”(Tope)  เป็นสถานที่มีความเกี่ยวพันกับพิธีกรรมการปลงศพ  ทั้งการฝังศพในหลุม (Burial - Grave) หรือการเผา ต่อมาเมื่อมนุษย์มีระดับทางมากขึ้น มี“คติความเชื่อ” ที่ซับซ้อนกว่าแต่เดิม เกิดการถมดินขึ้นเหนือหลุมศพ จนเป็นเนินสูงกว่าระดับพื้น สร้างห้องกรุ สุสานประจุศพ พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับและเครื่องพลีกรรมเพื่อชีวิตในปลายภพร่วมกันไว้กับผู้วายชนม์ใต้เนินดิน  หรืออาจบรรจุเถ้ากระดูก พระอัฐิธาตุ (Relics) ในภาชนะและฝังลงในห้องกรุ (Chamber) ใต้เนินดินสืบทอดมาจากอดีต

            คำว่า “สถูป” ในยุคแรกเริ่มจึงมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “เนินสุสาน”(Tumulus -Tumuli) เป็นเนินดิน (Mound) ที่ถูกถมด้วยดิน (Earth) หรือก่อเรียงหิน (Stone cairns) เหนือหลุมฝังศพ (Grave) และอาจมีความหมายถึงเนินดินขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นสถานประกอบพิธีกรรมบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ (Animism rite) ในยุคเก่าแก่อีกด้วย

 

 สุสานฝังศพที่มีเนินดินอยู่ด้านบน จะใช่จุดกำเนิดของพระสถูปหรือเปล่า ?

               แต่ในช่วงหลังสมัยพุทธกาลเป็นต้นมา (ประมาณ 2,500 ปี)  ความหมายของคำว่า “สถูป” ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากเพียงความหมายของเนินดิน (Mound) ที่เกี่ยวข้องกับหลุมฝังศพ หรือกรุที่เก็บเถ้ากระดูก ได้กลายมาเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ควรแก่การเคารพบูชาและระลึกถึง” ซึ่งในภาษาบาลีจะเรียกว่า “เจดีย์ – เจติยะ” ส่วนภาษาสันสกฤตจะเรียกว่า “ไจติยะ” (Chaitya) คำว่า “สถูป” ในฐานะของเนินหลุมศพ (Stupa –Tumulus) จึงได้กลายมาเป็น “สถูปเจดีย์” สถานที่ควรแก่การเคารพบูชา (Stupa – Chaitya) ซึ่งก็คือที่มาของคำว่า “สถูปเจดีย์” ที่ใช้เรียกกันมาจนถึงในปัจจุบัน

             ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจะแยกระหว่างคำว่า “สถูป” กับ “เจดีย์” กันได้แล้วใช่ไหมครับ ?

 

แผนที่ “อินเดีย – ปากีสถาน- อัฟกานิสถาน” แสดงสถานที่ที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้

 

บรรพ 2  กาล...ก่อนจะเกิดเป็นสถูป - เจติยะ         

              ในภูมิภาคอินเดียเหนือและอินเดียใต้ ช่วงยุคก่อนพุทธกาล เอาแค่ซักประมาณ 4,000 ปี  - 3,200 ปี เป็นช่วงรอยต่อของ “ยุคหินใหม่” (Stone - Neolithic age) เข้าสู่ “ยุคโลหะสำริด” (Bronze age) และช่วงระหว่าง 3,200 ปี - 2,100 ปี เป็นช่วงเวลาของ “ยุคเหล็ก” (Iron age) ที่กำลังจะเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยของ “ราชวงศ์โมริยะ” (Maurya Dynasty/Empire)

                ในช่วงกลางของยุคหินใหม่ ปรากฏหลักฐานร่องรอยที่เป็นหลุมฝังศพ (Burial) ของกลุ่มชนที่มีระดับวัฒนธรรมกลุ่มแรกที่เรียกว่า “ดราวิเดียน (Dravidian) ทราวิก (Dravida) หรือ มิลักขะ (Milakkha)“ ไปทั่วทั้งอินเดียเหนือและอินเดียใต้

                หลุมศพของกลุ่มชนดราวิเดียน เป็นหลุมศพแบบ “วัฒนธรรมหินใหญ่” (Megalithic Culture) ในรูปแบบของ “หินตั้ง” หรือ หินตั้งรูปโต๊ะ (Dolmen) หินวงล้อม (Stone circles) หินก่อเรียง (Cairns, Cist Burials) ดังที่ยังคงหลงเหลือหลักฐานมากแห่งในเขตอินเดียใต้ รอบที่ราบสูงเดคคาน (Deccan Plateau) และบางส่วนในเขตอินเดียเหนือ

 

หลุมศพแบบหินตั้ง “โดลเมน”(Dolmen)  ล้อมรอบโลงหิน ที่ pandava gullu  เมือง sundupalli  
ตะวันออกของที่ราบสูงเดคคาน  รัฐอานธระประเทศ อายุในราว  3,000- 4,500 ปี

               ในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Basin) ก็ดันปรากฏอารยธรรมปริศนาที่มีอายุอยู่ในยุคหินแต่กลับมีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมล้ำยุคสมัยของพวกดราวิเดียน (Dravidians) รุ่นแรก ที่เรียกว่า  “Proto - Australoid “ ชนบรรพกาลกลุ่มนี้มีลักษณะ ผิวดำ ผมหยิก ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไว้ผมยาว ผู้ชายไว้เครา มีอายุกว่า 5,000 ปี ลงมาจนถึง ประมาณ 4,000 ปี ที่เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjodaro) ทางทิศใต้ของลุ่มน้ำ และเมืองฮารัปปา(Harappa) ทางทิศเหนือ

               การปลงศพของอารยธรรมเริ่มแรกแห่งลุ่มน้ำสินธุ ยังคงรักษารูปแบบที่สืบทอดมาจากยุคหินใหม่เป็นสำคัญ นั่นก็คือ มีพิธีกรรมหลังความตายทั้งแบบการฝังศพพร้อมเครื่องพลีกรรมที่มีร่องรอยการมูนดินเตี้ย ๆ เหนือหลุมศพ การปลงศพแบบการเผาและนำเถ้ากระดูกบรรจุในภาชนะดินเผาไปฝังในกลุ่มหินล้อม

             ช่วงประมาณ 4,000 - 3,500 ปี กลุ่มชนอารยัน (Arayans) กลุ่มชนที่มีระดับเทคโนโลยีและวัฒนธรรมล้ำสมัย ได้เคลื่อนย้ายอพยพออกมาจากภูมิภาครอบทะเลสาบแคสเปียน (Caspian Sea) กระจายไปตามภูมิภาค ทั้งพวก“อินโด – ยูโรเปียน” (Indo – European)  เช่น กรีก (Greek) อีทรัสกัน (Etruscan) ในยุโรป บางกลุ่มเข้าไปสู่ภูมิภาคเปอร์เซีย เรียกกว่าพวก “เปอร์เซียน หรือ อิเรเนียน” (Iranian) บางกลุ่มก็เข้าไปยึดครองซีเรียและเอเชียไมเนอร์

              อารยันกลุ่มใหญ่ เรียกว่าพวกอินโด - อารยัน (Indo-Arayans) เคลื่อนย้ายลงมาสู่อินเดียเหนือ เป็นกลุ่มชนที่มีระดับวัฒนธรรมสูงกว่ากลุ่มชนดราวิเดียนผู้ครอบครองแผ่นดินเดิม เป็นสังคมเกษตรกรรม ที่มีการปศุสัตว์ และเป็นกลุ่มชนเริ่มแรกที่คิดและพัฒนาภาษาและตัวอักษร ที่เรียกว่า “ภาษาสันสกฤต” (Sanskrit language)ขึ้นมาใช้

               ชาวอารยัน เป็นคนผิวขาวผ่อง มีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง มีรูปศีรษะยาว จมูกโด่งและมีร่างกายที่ได้สัดส่วน เป็นนักรบบนหลังม้าและมีรถศึก มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองเป็นกลุ่มแยกกันไป ไม่ขึ้นแก่กัน บางครั้งก็เกิดสงครามระหว่างกลุ่มอารยันด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง (ปรากฏในเรื่องราวการสงครามระหว่างกลุ่มอารยัน “ปาณฑพ” และกลุ่มอารยัน “เการพ” ใน “มหากาพย์มหาภารตะ”  (Mahabharata: The great Epic) แต่ด้วยเพราะระดับเทคโนโลยีสงครามของศาสตราวุธ (ของโลหะทองแดงและเหล็ก) ประกอบกับความเข้มแข็งที่มีเหนือกลุ่มชนดราวิเดียนหลายขุม กลุ่มชุมชนอินโด – อารยัน จึงแทรกซึมไปทั่วอินเดียเหนือ พร้อมกับขับไล่ ผลักดันให้ชนพื้นเมืองเดิมลงอพยพลงไปสู่คาบสมุทรเดคข่านในเขตอินเดียใต้ (ที่ยังคงปลงศพในรูปแบบของวัฒนธรรมหินใหญ่) จนสามารถเข้ายึดครองลุ่มน้ำสำคัญ ทั้ง สินธุ คงคา – ยมุนา ได้ทั้งหมด    

 

หลุมศพแบบหินตั้งรูปโต๊ะ “โดลเมน”(Dolmen) ที่ Meguti Hill  เมือง Aihole
ตะวันตกของที่ราบสูงเดคคาน  รัฐกรณาฏกะ อายุในราว  3,000- 4,500 ปี

                แต่กระนั้น ในระหว่างช่วงเวลาการผลักดันที่ยาวนานกว่า 500 ปี  จึงได้เกิดการผสมผสานทั้งทางสายโลหิต - ชาติพันธุ์ และทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ไปทั่วอินเดียเหนือและอินเดียกลาง กลุ่มชนพื้นเมืองดราวิเดียนที่ยังคงตั้งถิ่นฐานในเขต “กันชน” (Buffer Land) ในอินเดียกลางก็ได้รับเอา คติความเชื่อทางศาสนา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี และระดับเทคโนโลยีโลหกรรมที่ซับซ้อนขึ้นกว่ายุคทองแดง นำไปสู่การก้าวกระโดดเข้าสู่“ยุคเหล็ก” ตั้งแต่ช่วง 3,000  - 2,500 ปี ที่แล้ว

               กลับทางกัน กลุ่มชนอารยันลูกผสมก็ดันเกรงว่าจะถูกกลืนหายไปพร้อมกับวัฒนธรรมที่ล้าหลังของชาวดราวิเดียน จึงเกิดการพัฒนาระบบ “วรรณะ” (Caste System) ขึ้น เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดอารยัน เกิดเป็นประเพณีพิธีกรรมที่ซับซ้อนและเคร่งครัด เป็นต้นกำเนิดของลัทธิฮินดูในเวลาต่อมาครับ

               ซึ่งต่อมาในภายหลัง การแบ่งวรรณะของฮินดูก็ได้พัฒนากลายมาเป็น “การแบ่งชั้นทางสังคม” (Social Stratification) ที่เน้นเรื่องของอำนาจ ความมั่งคั่ง การศึกษา อาชีพ หรือสายตระกูล จนทำให้ผู้คนในอินเดียเหนือหลายกลุ่ม เริ่มหันมานับถือศาสนาเชนและพุทธที่มีแนวทางต่อต้านอำนาจของพราหมณ์ และการแบ่งชั้นวรรณะ

               ในช่วงยุคเหล็กนี้ กลุ่มชนอารยัน(ลูกผสม) ได้นำรูปแบบของการปลงศพด้วยการเผา ลอยอังคารหรือเก็บในภาชนะแล้วฝังดินเข้าสู่อินเดียเหนือ ในขณะที่หลายส่วนของอินเดีย ทั้งในอินเดียเหนือเอง (แถบตะวันตก) และอินเดียใต้ ก็ยังคงนิยมการฝังศพในรูปแบบของวัฒนธรรมหินใหญ่ ซึ่งก็ยังคงพบสุสานแบบหินใหญ่ในช่วงยุคต้อนประวัติศาสตร์กระจายตัวอยู่โดยที่ราบสูงเดคคาน และรูปแบบการฝังศพแบบเรียงหินล้อมเป็นกลุ่ม (Cists and Cairns) กล่องหิน (cists dolmen) หรือมูนเนินดิน (Comprise mounds) ที่ประกอบด้วย” หินตั้ง”ปักล้อม (Stone circles) รอบสุสานแบบก่อเรียงหิน (cairns, cist burials) 

 

หลุมศพแบบหินตั้งรูปโต๊ะ “โดลเมน”(Dolmen) ที่ Hirebenakal, รัฐกรณาฏกะ ตอนกลางของที่ราบสูงเด็คข่าน อายุในราว  3,000 ปี

หลุมศพแบบวางวงล้อมหิน (Stone circles -cairns burials)
แบบวัฒนธรรมหินใหญ่ที่ Sabiyya ประเทศคูเวต  อายุในราว  3,000 – 4,000  ปี

               อาจจะกล่าวได้ว่า ในราว 3,000 ปี – 2,500 ปี ในยุคพระเวท ยุคอุปนิษัท เรื่อยมาจนถึง “ยุคมหาชนบท” (Mahajanapada Period) กลุ่มชนอารยันเกือบทั้งหมด ไม่ได้มีคติความเชื่อในเรื่องของการฝังศพ (Burial) ด้วยการสร้างสุสานเนินดิน (Burial Mound – Tumulus) แต่มีความนิยมในพิธีกรรมการปลงศพด้วยการเผา ลอยเถ้ากระดูกในแม่น้ำ หรือปลงศพโดยการทิ้งร่างไปสู่สรวงสวรรค์ผ่านสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยมีนักบวช - พราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม (ที่ยังคงมีให้เห็น สืบต่อมาจนถึงในยุคปัจจุบันเลยครับ)

 

หลุมศพแบบหีบหินล้อมรอบด้วยวงหิน (Cist grave for cremation burial) ที่ Gankoreneotek
ทางทิศเหนือของปากีสถาน อายุในราว 3,000 ปี

หลุมศพแบบเรียงหิน (Cairns stones grave) บริเวณหุบเขาสวัต (Swat Valley)
ตอนเหนือของประเทศปากีสถาน อายุในราว 3,000 ปี

             ซึ่งนั่นก็อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “เนินดินฝังศพ” (Burial Mound – Tumulus) ในยุคเก่าแก่ของอินเดียนั้น อาจไม่ใช่จุดเริ่มแรกที่แท้จริงของคติการสร้าง “สถูปเจติยะ” ในความหมายของ “เนินดินฝังศพ (พระอัฐิธาตุ) ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่การเคารพบูชาสักการะและระลึกถึงพระพุทธเจ้า” ในเวลาต่อมา !!!

                  แล้ว “สถูปเจติยะ” (Stupa – Chaitya) แห่งพระศากยมุนีเจ้ามาจากไหนกัน?

              กลับมาที่ยุคเหล็กกันอีกซักนิดครับ ในช่วงเวลานี้ ถึงจะมีหลักฐานทางด้านวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ ที่กล่าวถึงเรื่องราวก่อนสมัย "ราชวงศ์โมริยะ(Maurya Dynasty)" เช่น “คัมภีร์มหาวงศ์”  (Mahavamsha) ที่เพิ่งถูกแต่งหรือถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เล่าผ่านเรื่องราวเก่าแก่ของ“มหาวัสตุอวทานะ”(Mahavastu - Avadana)  และ “ชาตกมาลา - ชาดก” (Jataka Tales) จำนวนมาก เช่น “อวทานศาตกะ” ที่เล่าเรื่องตอนเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าที่ชื่อว่าไมตระกันตกะ “มหาชนกชาดก” ที่กล่าวถึงเรื่องราวของพ่อค้าจากอินเดียเดินทางออกไปติต่อค้าขายในแดนไกล  “อรรถกถาชาดก” ที่กล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งของทวีปต่าง ๆ การเมืองการปกครอง แว่นแคว้นทั้ง 16 ในยุค “มหาชนบท”และการค้าขายกับกับลังกา บาบิโลน (Babylon)  “พาเวรุชาดก”  ที่เล่าเรื่องราวการติดต่อค้าขายระหว่างชมพูทวีปกับแว่นแคว้นในแถบทะเลแดง คาบสมุทรเปอร์เซีย  อารเบีย  อียิปต์  กรีก  ไปถึงคาบสมุทรเมดิเตอเรเนียน 

หลุมศพแบบหีบหินและเรียงหินล้อม (Cists and Cairns) ที่พรหมคีรี (Brahmagiri)
รัฐกรณาฏกะ ทิศตะวันตกของที่ราบสูงเดคคาน อายุในราว 3,500 – 2,500 ปี

              แต่กระนั้น ในทางโบราณคดี หลักฐานที่ค้นพบกลับแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 2,600 – 2,400 (ต้นพุทธศตวรรษ ถึง พุทธศตวรรษที่ 2) ก่อนสมัยราชวงศ์โมลียนั้น ระดับทางสังคมและวัฒนธรรมในอินเดียเหนือของชาวอารยัน ยังคงอยู่ใน “ยุคเหล็ก” (Iron Age) โดยสมบูรณ์ โดยมีลักษณะเป็นชุมชนขนาดเล็กแบบสังคมชนบท (Rural Community) ที่มีการเกษตรกรรม การปศุสัตว์ ผสมผสานการล่าสัตว์และหาของป่า ตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำสำคัญ กระจายตัวเป็นชุมชนเล็ก ๆ ตามริมฝั่งแม่น้ำ ทั้งที่แม่น้ำคงคา ยมุนา สินธุ (ที่เรียกว่า “มัชฌิณประเทศ”) หลายชุมชนสร้างค้นดินและขุดคูน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม การใช้น้ำในหน้าแล้งและป้องกันเมือง

             กลุ่มชนอินเดียเหนือในลุ่มแม่น้ำคงคา (Ganga River) ที่มีคติความเชื่อหลักคือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มาตั้งแต่ยุคพระเวทอันเก่าแก่ เริ่มปรากฏตัวตนของเทพเจ้าจาก “ธรรมชาติรอบตัว” เช่น “พระอินทร์” (Indra)เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ “พระวายุ” (Varuna) เทพเจ้าแห่งลม เมฆและฝน “พระอาทิตย์” (Sun) เทพแห่งแสงสว่าง “พระอัคนี” (Agni) เจ้าแห่งไฟ ฯลฯ และจากยุคอุปนิษัทจนถึงยุคพุทธกาล ก็มีชาวอารยันบางกลุ่มเริ่มหันมานับถือศาสนาพุทธ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย

กลุ่ม หลุมศพในวัฒนธรรม Megaliths แบบหีบหิน (Cists dolmen) ที่ Uppalapadu จังหวัด Mahabubnagar
รัฐอานธระประเทศ อายุในยุคเหล็ก 3,000 – 2,500 ปี

              ในยุคก่อนสมัยราชวงศ์โมลียะ (หรือในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ยุคมหาชนบท 16 แว่นแคว้น”) ยังไม่มีการวางผังสร้างเมืองที่เป็นระบบ ไม่มีสังคมเมือง บ้านเรือนที่อยู่อาศัยทำด้วยไม้ ยังไม่ปรากฏการเผาอิฐหรือการใช้หินสกัดมาใช้ในการก่อสร้าง ไม่มีระบบเงินตราและเหรียญกษาปณ์ ยังไม่มีตัวอักษรใช้ และไม่ปรากฏหลักฐานการเดินทางค้าขายข้ามทะเลไปยังดินแดนที่ห่างไกล (ดังที่เล่าในวรรณกรรม)

             ขณะที่ในอินเดียใต้และดินแดนรอบที่ราบสูงเดคคาน ยังคงมีระดับสังคมและวัฒนธรรมที่ล้าหลังกว่าในอินเดียเหนือ การปลงศพยังคงนิยมการฝังแบบล้อมวงหิน แต่ก็มีร่องรอยหลักฐานของการปลงศพแบบเผาที่รับเอามาจากวัฒนธรรมของพราหมณ์ – ฮินดูจากอินเดียเหนือเข้ามา แต่ก็ยังคงนิยมนำเถ้ากระดูกไปบรรจุไว้ในภาชนะและฝังลงไว้กลางกลางวงล้อมของ “หินตั้ง” แบบ “หินวีรบุรุษ” (Hero Stones) อย่างที่เคยปฏิบัติสืบทอดมาใน“วัฒนธรรมหินใหญ่” (Megalithic)

 

หินตั้งเมนเฮอร์ (Menhir) แบบหินวีรบุรุษ (Hero stones) ที่ Jaisalmer  รัฐคุชราต อายุในราว 2,200 ปี

หินตั้งเมนเฮอร์ (Menhir) แบบหินวีรบุรุษ (Hero stones) ที่ Kanmer รัฐคุชราต อายุในราว 2,000 ปี

หินตั้งเมนเฮอร์ (Menhir) แบบหินวีรบุรุษ (Hero stones) ที่ Beraboi, รัฐโอริสสา อายุในราว 1,800 ปี

หินตั้งเมนเฮอร์ (Menhir) แบบรูปร่างมนุษย์ (Anthropomorphic figure) ที่ Mottur chengam taluka
ทางทิศเหนือของ รัฐทมิฬนาดู  อายุในราว 3,000 - 2,500 ปี

                 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 – 4 ระดับทางสังคม วัฒนธรรมธรรมและเทคโนโลยีของอินเดียเหนือเริ่มเข้าสู่ยุคเหล็กตอนปลาย ซึ่งก็ตรงกับสมัยของ “ราชวงศ์โมริยะ ศุงคะ - อานธระ” (Maurya  Sunga- Andhra Period) เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการจัดระเบียบสังคมขึ้นเป็นสังคมเมือง มีการสร้างกำแพงเมืองที่แข็งแรงด้วยอิฐและหิน มีระบบสาธารณสุข มีระบบการค้าและเงินตรา มีอักษรพราหมีและขโรษฐีขึ้นใช้ และเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับดินแดนที่ห่างไกลเป็นครั้งแรก ๆ

                ยุค “มหาชนบท” ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษ – จนมาถึงพุทธศตวรรษที่ 2 ที่ปรากฏใน “วรรณกรรมทางพุทธศาสนา” นั้น  เล่าเรียงกันมาว่า แบ่งการปกครองออกเป็น 16 แว่นแคว้น มี แคว้นโกศล (โกสละ – kosala) และแคว้นมคธ (Magadha) เป็นแคว้นใหญ่ มีภาษาบาลีเป็นภาษาสำคัญ ซึ่งในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาก็ยังได้กล่าวถึงการแบ่งพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าแก่กษัตริย์ผู้ครองแว่นแคว้น ดังที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีรับสั่งถึงไว้ว่า

             “…..เมื่อเวลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพานที่เมืองกุสินารา ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว มีการแจกพระบรมธาตุให้แก่ผู้เลื่อมใสเอาไปบรรจุลงไว้ในพระสถูป ธรรมเนียมบรรจุธาตุในสถูปนั้นมีมาก่อนพุทธกาล การแจกนั้นรวมแจกแปดแห่งด้วยกัน ตอนนี้เป็นตอนที่ควรสังเกต พวกถือพระพุทธศาสนาที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไม่นับถือพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าเท่าบริโภคเจดีย์ (สังเวชนียสถาน) 4 แห่ง เมื่อก่อนเข้าปรินิพพานตามความใน “หนังสือปฐมสมโพธิ์” ว่า พระอานนท์กราบทูลถามว่า พวกพุทธบริษัทเคยเห็นพระพุทธองค์ขณะมีพระชนม์อยู่ หากเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วจะเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ ควรจะปฏิบัติสถานไรจึงจะแก้ได้ ทรงตอบว่าถ้าใครเปลี่ยวใจคิดถึงตถาคตก็จงไปปลงธรรมสังเวช ณ สังเวชนียสถานสี่ตำบล ตำบลใดตำบลหนึ่งเถิด คือที่ประสูติ “ลุมพินีวัน” กรุงกบิลพัสดุ์ ที่ “ตรัสรู้” พุทธคยาหรือโพธิคยา ที่ประกาศพระศาสนา ”อิสิปัตนมิคคทายวัน” เมืองพาราณสี หรือที่ป่าสาลวันเมืองกุสินาราที่นิพพาน ใครคิดถึงจะไปปลงยังที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้

           …..ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็มีพุทธสาวกไปบูชาสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลนี้เสมอมาตราบเท่าทุกวันนี้ แต่ที่พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานอยู่ทั้งแปดแห่งนั้นเงียบหายไป จนไม่ปรากฏว่าใครได้ทำนุบำรุงอย่างไร มาถึงพุธกาลล่วงแล้ว 200  ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นพุทธศาสนูปถัมภก มีพระราชประสงค์จะสร้างพระเจดียสถานเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าให้แพร่หลายไปทั่วอาณาเขต จึงได้เที่ยวรวบรวมพระธาตุที่แยกย้ายกันไปเมื่อ 200 ปีเศษมาแล้วแปดแห่ง นัยว่าเอามาได้เจ็ดแห่งด้วยกัน แต่พระบรมธาตุส่วนที่ “รามคาม” ไม่สามารถเอามาได้ ด้วยพระยานาคราชผู้เป็นเจ้าของหวงแหน ส่วนพระธาตุอีกเจ็ดแห่งที่ได้มานั้น พวกถือพระพุทธศาสนาจะสร้างวัดที่ไหนมาทูลขอ พระเจ้าอโศกก็ประทานไปส่วนละน้อยแห่งละส่วน ใน “พระบาลี” ว่าแบ่งไปเบ็ดเสร็จด้วยกัน 84,000 แห่งโดยประมาณ นี่เป็นเรื่องทางอินเดีย….”

               แต่หลักฐานของอินเดียเหนือในช่วงสมัยของ“จักรวรรดินันทะ” (Nanda Empire) แห่งแคว้นมคธราวพุทธศตวรรษที่ 2 กลับแสดงให้เห็นว่า แว่นแคว้นส่วนใหญ่ยังคงมีคติความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรมที่สืบต่อเนื่องมาจากยุคพระเวทหรือเวทานตะ พราหมณ์ จนมาถึงยุคอุปนิษัท ทั้งสิ้น

 

หลุมศพแบบหีบหินล้อมรอบด้วยวงหิน (Cist grave for cremation burial) ที่ Pudukkottai อายุในราว 2,500 ปี

                ซึ่งนั้นก็หมายความว่า ถึงแม้ในยุคหลังพุทธกาล ตั้งแต่ช่วงต้นของพุทธศตวรรษจนถึงพุทธศตวรรษที่ 3 (2,200 - 2,300 ปี ที่แล้ว) เป็นต้นมา ความนิยมในการสร้างสุสานเก็บพระอัฐธาตุในรูปแบบของ “เนินดิน” (Burial Mound – Tumulus) นั้น ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนอย่างที่กล่าวถึงในวรรณกรรมทางศาสนามากนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า รูปแบบของ “สถูปเจติยะ” ไม่ได้มีรากฐานมาจาก “หลุมฝังศพ” ของชาวอารยันลูกผสมหรือกลุ่มชนดราวิเดียน ที่มีคติความเชื่อในการปลงศพแบบพราหมณ์ - ฮินดูยุคเก่าแก่โดยตรง แต่น่าจะได้รับอิทธิพลหลายอย่างมาจากวัฒนธรรมของชาว “กรีก – มาซีโดเนีย” (Greek – Macedonia) ที่รุกรานแผ่ขยายอำนาจเข้ามาสู่อินเดียเหนือในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 2 ผสมผสานกับพิธีกรรมการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ – อำนาจเหนือธรรมชาติ ในรูปของเทพเจ้า ที่มีการตั้งแท่นบูชา (Altar) วางรูปสัญลักษณ์สำคัญ (เช่นหินที่มีรูปร่าง หรือศิวลึงค์) ไว้บนยอดเนินสูง ของกลุ่มชนอินโด – อารยันที่มีความเชื่อในคติของพราหมณ์ ในยุคพระเวท ต่างหากครับ

 

บรรพ 3 “อารยธรรมกรีก” ก่อให้เกิดการสร้างสถูปในความหมายของ “สถูปเจติยะ”

             การรุกเข้าสู่อินเดียเหนือของ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชา” (Alexzander The Great) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 2  ได้นำพาเอาวัฒนธรรมประเพณีของชาวกรีก เปอร์เซีย รวมทั้งกลุ่มชนเลือดผสม “อินโด – กรีก” (Indo – Greek) เข้ามาตั้งหลักปักฐานในแคว้น “คันธาระ” (Gandhara) และแคว้น “ปัญจาบ” (Panjab) ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งอาจเป็นอิทธิพลครั้งใหญ่ที่ก่อให้เกิดการสร้าง “สุสานเนินดิน” ขนาดใหญ่แก่บุคคลสำคัญ และนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “สถูปเจติยะ”ในทางพุทธศาสนาในช่วงเวลาต่อมาครับ

 
หลุมศพแบบวัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Burial) เนินดินที่ประกอบด้วยหลายส่วน (Comprise mounds) 
ทั้งหินวางล้อมเป็นรูปวงกลม (Stone circles) หินเรียงและโลงหิน (Cairns, Cist burials) 
ที่นาคารชุนโกณฑะ (Nagarjunakonda)
อายุในราว 2,500 ปี

กลุ่มหลุมฝังศพแบบล้อมเป็นวงกลม (Stone circles) ฝังเถ้ากระดูกในภาชนะดินเผา ที่สุสาน Ukherda เมือง Nakhtarana
แคว้นคุชราต อายุในราว 2,400 ปี ต้นพุทธศตวรรษ 1

สุสานแบบกองหิน (Cairns stones) ที่ Mandapakkadu  เมืองChettipalayam รัฐทมิฬนาดู

             ในช่วงยุคอิทธิพลของอินโด - กรีกของอินเดียเหนือ เป็นช่วงเวลาของการผสมผสานกับผู้คนและวัฒนธรรมแบบ “เฮเลนิสติค” (Hellenistic) ของชาวกรีก กับวัฒนธรรมแบบ “พราหมณ์ – ฮินดู” ในยุคเก่าแก่ (พระเวท – อุปนิษัท) พัฒนารูปแบบความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรมมาสู่การผสมผสานกับวัฒนธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า "กรีโอ-บุดดิสซึ่ม" (Greco-Buddhism) นับจากพุทธศตวรรษที่ 2 ในยุคของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เรื่อยมาถึงยุคของ “กษัตริย์ลูกผสมกรีก” (Greco-Bactrian King) อย่าง  ซีเลอูคัส นิคาเตอร์ (Seleucus) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเบคเตรีย (Bactria) อันติโอคัส เทโอส (Amtiochus Theos) และ “พระเจ้าเดเมตริอุส” (Demetrius) หรือ“พระเจ้าหัวช้าง” (ช้างหมายถึงพุทธเจ้า) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 จนถึงยุคของ “พระเจ้าเมนันเดอร์”  (Menander) ผู้สถาปนานครสาคละ(สิรกัป- Sirkap)ในตักษิลา (Taxila) ขึ้นเป็นศูนย์กลางของกรีก - โยนก ในพุทธศตวรรษที่ 4

              ถึงแม้ว่าในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 5 กลุ่มชนชาวปาเธียน (Parthians) และชาวศกะ - ซินเถียน (ไซเธียน –Sakas - Scythians) จะเข้ามาครอบครองดินแดนโยนก – คันธาระ(Gandhara) แทนชาวกรีกลูกผสม แต่กระนั้น อิทธิพลทางวัฒนธรรม ทั้งคติความเชื่อ ศิลปะวิทยาการ เช่น การเมืองการปกครองแบบเปอร์เซีย เครื่องมือเครื่องใช้อันทันสมัย การแกะสลักรูปเคารพทางศาสนา การนำเทคนิคการใช้อิฐ หินมาใช้ในการก่อสร้างศาสนสถาน  ระบบเงินตรา เหรียญกษาปณ์แบบกรีก – เปอร์เซีย ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ ระบบการสื่อสาร ระบบไปรษณีย์  เครื่องประดับ และอาวุธ ของวัฒนธรรมแบบเฮเลนิสติค ก็ยังคงมีอิทธิพลเหนือสังคมและวัฒนธรรมของทั้งชาวปาเธียน และชาวซิเถียน (ไซเธียน) แถมยังผสมผสานกลืนกลายกันมาเป็น “ศิลปวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาแห่งดินแดนคันธาระ” (Gandhara Buddhist Arts)

                  ซึ่งศิลปะแห่งพุทธศาสนา “คันธาระ” ที่เป็นเสมือนแหล่งรวมวัฒนธรรมของทั้ง “อินโด – กรีก” (Indo – Greeks) “อินโด – ปาร์เธียน”  (Indo – Parthians) และ ”อินโด -  ซินเถียน” (Indo-Scythians) ในแคว้นคันธาระนี้เอง คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่แนวคิดการสร้าง “สถูปเจติยะ”ขนาดใหญ่ เพื่อการบูชาสักการะพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าในอินเดียเหนือ ในช่วงยุคเริ่มแรกครับ

            การปลงศพในรูปแบบของ “สุสานมูนดินขึ้นเป็นเนินใหญ่เหนือหลุมฝังศพ” หรือที่เรียกว่า “ทูมูรัส”(Tumulus)  ของชาวกรีก ปาร์เธียนและซินเถียน สืบทอดรูปแบบมาจากวัฒนธรรมของกลุ่ม “อินโด – ยูโรเปี้ยน” กลุ่มใหญ่ในครั้งแรกเริ่ม ทั้งในเอเชียกลางและยุโรปมาตั้งแต่ยุคหินใหญ่ (Megalithics) หรือในราว 3,000 – 4,000 ปี มาแล้ว

 

ภาพลายเส้นของสุสานเนินดินทูมูรัส (Tumulus -Tumuti  burial) ที่พบทั่วยุโรป

              สุสานทูมูรัส (burial mounds) มีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งแบบเนินยาว (Long Barrows) แบบกองหินเรียงล้อมรอบจุดศูนย์กลาง  (Cairn) หินตั้ง (Dolmen) หินตั้งล้อมรอบจุดศูนย์กลาง (Stones cist, Mortuary enclosure) สุสานที่มีการแบ่งห้อง (Mortuary house -Chamber tomb) และแบบเนินดินรูปโค้งที่อาจมีหินประกอบหรือเป็นเนินดินทั้งหมด  (Mound of earth and stones raised over a grave)

               ในมหากาพย์อีเลียด (Iliad) ได้บรรยายถึงงานปลงศพของ “เปรโตรคลุส” (Patroclus) ญาติสนิทของ “อคิลลิส” (Achilles) ไว้ว่า “...ศพของเขาถูกนำขึ้นไปเผาบนเชิงตะกอน (Pyre) เถ้ากระดูกที่เหลือถูกนำไปไว้ในโกศทองคำ (Golden Urn) สองชั้น เนินดินถูกพูนขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งของเชิงตะกอน อคิลลิสได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาสมโภชงานพิธี มีการแข่งรถม้าศึก มวยปล้ำ ต่อยมวย วิ่งแข่ง และนำผู้ชนะการแข่งขัน ที่ดีที่สุด 2 คน ไปแข่งขว้างจักร ยิงธนูและขว้างปาหอกที่นองเลือด...”

             ในวรรณกรรมของสแกนดิเนเวีย เล่าว่า “ร่างอันบอบช้ำของ “เบวูล์ฟ” (Beowulf) ถูกนำไปเผาที่เมรุ (Funeral pyre) ในระหว่างพิธีกรรมที่โศกเศร้าของวีรบุรุษ หญิงหม้ายผู้เป็นภรรยาได้รำพันถึงเขา ญาติพี่น้องร่วมกันร้องเพลงไว้อาลัยโดยรอบเนินเผาศพ หลังจากพิธี เถ้ากระดูกของเขาได้ถูกนำไปฝังไว้ที่เนินดินในกีตส์แลนด์ เหนือหน้าผาที่มองออกไปสู่ท้องทะเล ที่ซึ่งเหล่ากลาสีสามารถมองเห็นหลุมฝังศพของเขาได้อย่างชัดเจน สมบัติแห่งมังกรจำนวนมากถูกฝังไปพร้อมกันกับเขา นักรบสิบสองคนที่ดีที่สุด จะบรรเลงดนตรีไว้อาลัยและกล่าวสดุดี ล้อมรอบเนินสุสานนั้น... “

               หนังสือ “Getica” ที่เขียนขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน “จอร์ดาเนส” (Jordanes) ได้กล่าวถึงงานพิธีศพของจอมโหด “อัลติล่า” (Attila the Hun) ไว้ว่า “ร่างของจอมราชาผู้ยิ่งใหญ่ วางนอนอยู่ในกระโจมไหมขนาดใหญ่ นักรบบนหลังม้าจะวิ่งควบม้าอยู่โดยรอบพร้อมขับเพลงไว้อาลัยและสมโภช  ...“อัตติลา” ได้รับการฝังในโลงซ้อนสามชั้นที่ทำด้วยทอง, เงิน และ เหล็ก พร้อมด้วยของมีค่าต่างๆ ที่ได้มาจากการรุกรานดินแดนอันกว้างใหญ่ ...แต่ถึงในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบสุสานและสมบัติของพระองค์

               สุสานเนินดินในรูปแบบของ “ทูมูรัส” ที่มีการฝังศพลงพร้อมกับการจัดวางของใช้ในโลกหน้า ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ อาหาร เครื่องประดับ สิ่งของมีค่า รวมทั้งบ้านจำลองลงไปพร้อมกัน ปรากฏอยู่ทุกหนแห่งที่มีมนุษย์ไปตั้งถิ่นฐาน ทั่วทุกมุมโลก สุสานเก่าก่อาจมีอายุถึง  8,000 ปี ตั้งแต่ยุคหินใหญ่ จนมาถึงยุคประวัติศาสตร์ แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ภูมิภาค และฐานะ

               สุสานเนินดินที่น่าจะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมกรีก (ที่ต่อมาจะกลายเป็นต้นกำเนิดของสถูปเจตินะในยุคแรก) ก็คงเป็นสุสานทูมูรัสของกลุ่มชนชาว “ไซเธียน (Scythians) หรือ ชาว “ศกะ – ซินเถียน” ในภาษาสันสกฤต หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษารัสเซียว่า “ครูแกน” (Kurgans) อีกทั้งสุสานทูมูรัสของกลุ่มชนอีทรัสกัน (Etruscans) ร่วมสมัยกับกลุ่มชนในวัฒนธรรมกรีกอย่างมาซีโดเนียน (Macedonia)

 

สุสานกษัตริย์ไซเธียน (Scythian tumulus)  ประเทศยูเครน  อายุในราว 2,300 – 2,200 ปี พุทธศตวรรษที่ 2 – 3

 ภาพวาดแสดงสภาพภายในของสุสานแบบไซเธียน ที่มีการฝังศพพร้อมเครื่องมือเครื่องใช้และสิ่งของมีค่ามากมาย
ชายเนินบุหินและทำวงหินล้อมรอบ บนยอดเนินปักเสาหินรูปบุคคลเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม

             สุสานเนินดินของพวกครูแกนหรือไซเธียน  พบกระจายตัวอยู่ทั่วไปในเอเชียกลาง ทั้งในประเทศรัสเซีย ยูเครน คาชัคสถาน และบัลแกเรีย สุสานครูแกนจะมีอายุตั้งแต่ 3,000 ปี จนถึงราว 2,000 ปี ทูมูรัสที่มีชื่อเสียงของชาวครูแกน คือ ทูมูรัส “Salbyk” ทางทิศใต้ของประเทศรัสเซีย เนินสุสานขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยหินตั้งและหินแกะสลัก อายุกว่า 3,000 ปี  สุสานกษัตริย์ไซเธียน ที่เมือง  Alexandropol ประเทศยูเครน และสุสานทูมูรัสขนาดใหญ่ที่ภูมิภาค Sarmatian พร้อมทรัพย์สมบัติทรงคุณค่ามากมาย ทางทิศใต้ของประเทศรัสเซียอายุกว่า 2,400 ปี 

 

 ทูมูรัสแบบไซเธียนในแหลมไครเมีย ประเทศยูเครน อายุในราว 2,400 ปี

สุสานทหารไซเธียนแบบทูมูรัส เมือง ซาปอริซเซีย (Zaporozhye) แหลมไครเมีย ประเทศยูเครน อายุในราว 2,300 ปี

             ส่วนสุสานเนินดินทูมูรัสของชาว “อีทรัสกัน” (Etruscan) ก็เป็นสุสานยุคเก่าแก่ที่มีการฝังศพและวางเครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งของมีค่าอุทิศให้กับผู้ตายในหลุมฝังศพ มีอายุตั้งแต่ประมาณ 2,900  - 2,500 ปี ปรากฏสุสานเนินดินทูมูรัสกระจายตัวอยู่ในตอนกลางและภาคเหนือของประเทศอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นสุสานแบบครอบครัว หลายแห่งที่มีการจัดตกแต่งภายในเนินดินตามแบบอย่างบ้านที่อยู่อาศัยและจัดวางเครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งของมีค่าเหมือนในตอนที่มีชีวิต บางสุสานมีรูปวาดเล่าเรื่องชีวิตจริงของผู้วายชนม์ประดับอยู่บนผนัง

 

สุสานทูมูรัสแบบอีทรัสกัน (Etruscan) ที่ Etruria เมืองPopulonia  อายุในราว 2,600 ปี

สภาพภายในสุสานทูมูรัสแบบอีทรัสกัน ที่จะสร้างหลุมศพแบบที่อยู่อาศัยตามแบบครั้งที่ยังมีชีวิต

               สุสานทูมูรัสที่มีชื่อเสียงของชาวอีทรัสกันโบราณในประเทศอิตาลี อายุอยู่ในระหว่าง 2,900 - 2,600 ปี คือ สุสาน Etruria ที่เมือง Populonia หมู่สุสาน Regolini-Galassi ที่เมือง Cerveteri และสุสานอีทรัสกันที่เมือง Tarquinia ที่พบกว่า 6,000 แห่ง ครับ

 

สุสานทูมูรัสแบบอีทรัสกัน (Etruscan) ที่ Regolini-Galassi เมือง Cerveteri อายุในราว 2,600 ปี

สุสานทูมูรัสแบบอีทรัสกัน (Etruscan) ที่เมือง Tarquinia อายุในราว 2,700 ปี

              ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสุสานทูมูรัสในยุคอีทรัสกัน ยังมีสุสานเนินดินที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน กว่า 100 แห่ง เป็นกลุ่มสุสานในวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาว “ทราเชียน” (Thracian) เช่น “สุสานเนินกบ” (Frog Mound) ที่เมือง Strelcha ทางตอนกลางของประเทศบัลแกเรีย มีอายุประมาณ 2,400 ปี 

 

 สุสานทหารทราเซียน (Thracian)  ที่เมือง Strelcha ตอนกลางของประเทศบัลแกเรีย อายุในราว 2,400 ปี 

              ส่วนในวัฒนธรรมกรีก - มาซีโดเนีย (Greek - Macedonia) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับยุคของอเล็กซานเดอร์ ผู้เชื่อมต่อวัฒนธรรม อินโด – ยูโรเปี้ยนของโลกในโบราณ สุสานในยุคเริ่มแรกอายุกว่า 3,000 – 2,800 ปีของชาวกรีกนั้นปรากฏหลักฐานกระจายไปทั่วทั้งคาบสมุทรบอลข่าน แหลมไครเมีย อนาโตเลีย แอฟริกาเหนือ และเอเชียไมเนอร์

               ชาวกรีกโบราณ มีคติความเชื่อในเรื่องของชีวิตหลังความตาย และมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝังศพมาตั้งแต่ราว 2,600 ปีมาแล้ว ดังปรากฏใน “มหากาพย์โอดิสซีย์” (Odyssey Epic poetry) ของโฮเมอร์ (Homer) ได้เล่าถึงโลกที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน (Underworld) หรือ “ปรโลก” ที่มีเทพ ”ฮาเดส” (Hades) น้องชายของเทพซุส (Zeus) และโพไซดอน (Poseidon) ปกครองนรกอยู่พร้อมกับเทวี “เพอร์เซโฟนี” (Persephone) เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลง ดวงวิญญาณของพวกเขาจะดินทางไปรับคำพิพากษาของคณะเทพสภาในยมโลก

             ชาวกรีกในยุคโบราณเชื่อว่า ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จิตวิญญาณของผู้ตายจะออกจากร่างกายคล้ายกับลมหายใจที่แผ่วเบา  และก็จะถึงเวลาสำหรับการฝังศพ พร้อมพิธีกรรมแห่งเกียรติยศ

             มหากาพย์อีเลียด (Iliad)  เล่าว่า ชาวกรีกจะให้ความสำคัญต่อพิธีการฝังศพเป็นอย่างมาก   ผู้วายชนม์จะต้องได้รับการปฏิบัติที่สมเกียรติ ญาติพี่น้องจะต้องไม่ละเลยต่อพิธีกรรมในการฝังศพ เพราะจะเป็นดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา ญาติพี่น้องของผู้ตายโดยเฉพาะฝ่ายหญิงจะเป็นผู้นำในการจัดพิธีกรรมฝังศพที่ซับซ้อน เริ่มจากนำมาศพบนแท่น วางสองหมอนใต้ศีรษะเพื่อป้องกันไม่ให้ขากรรไกรของผู้ตายเปิดอ้า ชำระล้าง แต่งตัวและชโลมด้วยน้ำมันหอม  ผู้ตายจะถูกนำไปนอนไว้บนเตียงสูงกลางบ้าน  ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทจะแวะเวียนเข้ามาแสดงความความโศกเศร้าเสียใจ ไว้อาลัยและแสดงความเคารพ 

              ในช่วงก่อนฟ้าสาง ญาติพี่น้องทั้งหมดจะร่วมขบวนแห่ศพ ไปยังสุสานเนินดินที่จัดไว้ ประดับด้วยหินอ่อน ตกแต่งด้วยรูปสลักที่สวยงาม  ที่มักจะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายที่ตั้งของหลุมฝังศพและเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ตายจะไม่ถูกลืมเลือนไปตลอดกาล

                ในหลุมศพจะมีการบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ และของมีค่าเช่นเหรียญทองคำวางไว้กับร่วมกับศพ เพื่อให้นำติดตัวไปใช้ในการเดินทางสู่ปลายภพ ในสุสานมักจะมีคำจารึกบนแผ่นหิน (Stele) เป็นบทกวีที่กล่าวถึงคุณความดีของผู้ตายและภาพวาดประดับผนัง ที่เล่าเรื่องในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

              รูปแบบของทูมูรัสและพิธีกรรมแห่งความตาย ยังปรากฏเป็นภาพวาด บนแจกันแบบกรีกโบราณ “เลไคธอส” (Lekythos) ที่ใช้ในพิธีกรรมฝังศพ อายุกว่า 2,500 ปี แสดงรายละเอียดภายในสุสานรูปเนินโค้ง ที่มีการจัดวางโกศเถ้ากระดูกของผู้ตาย เครื่องมือเครื่องใช้ การเยี่ยมเยือนและการขับร้องเพลงสมโภชโดยญาติพี่น้องอยู่โดยรอบ            

 

ภาพวาบนแจกัน Lekythos  ในวัฒนธรรมกรีก จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์บริติช มิวเซียม

               ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช   เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของการปลงศพ จากการความนิยมในการเผาบนเชิงตะกอนแล้วบรรจุโกศในยุคเก่าแก่ กลายมาเป็นการบรรจุร่างของศพ พร้อมทรัพย์สมบัติไว้ในสุสานทูมูรัสที่มีขนาดใหญ่โตขึ้น เช่น เนินดินรูปกลมขนาดใหญ่ สุสานพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 ที่เมือง “Vergina” หรือสุสานทูมูรัสของวีรชนกรีกแห่ง “ทุ่งมาราธอน” (Marathon) อันมีชื่อเสียง

 
สุสานทูมูรัสแบบมาซีโดเนีย ที่ Vergina ประเทศกรีซ สันนิษฐานว่าเป็นสุสานหลวงของพระเจาฟิลลิปที่ 2 (Royal tomb of Philip II) 
พระราชบิดาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหา อายุในราว 2,200 ปี

สุสานทูมูรัสแบบกรีก ที่ทุ่งมาราธอน ทางใต้ของกรีซ ใกล้กรุงเอเธนส์ อายุในราวต้นพุทธศตวรรษหรือ2,500 ปี

สุสานทูมูรัสแบบกรีก ที่ Staro bonce ตอนกลางของประเทศมาซีโดเนีย อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 1 หรือ 2,400 ปี

              นอกจากสุสานทูมูรัสในกรีกแล้ว ตามเส้นทางข้าม “ทะเลอีเจียน” (Aegean Sea) เข้าสู่ดินแดนเอเชียไมเนอร์ เรื่อยไปจนถึงลุ่มน้ำสินธุ ยังปรากฏสุสานในรูปแบบทูมูรัสที่มีชื่อเสียง ทั้งในยุคเก่าแก่มาจนถึงยุคหลังมากมายหลายแห่ง  ทั้งสุสานเนินดินที่เมือง “กอร์เดียน” (Gordion) แห่งอาณาจักรฟรีเจีย (Phrygians) ซึ่งมีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปมากกว่า 80 แห่ง  ทูมูรัสของ “อคิลลิส” (Achilles) ในตำนานสงครามม้าไม้ที่เมืองทรอย อายุกว่า 2,800 ปี ทูมูรัสของ “เดเมตริอุส” (Demetrius - Macedonia) ที่เมือง Kesik Tepe  อายุ 2,300 ปี สุสานทูมูรัสของราชินี Karakus แห่งอาณาจักรคอมมาจีเน (Commagene) อายุ 2,100 ปี

 

 สุสานทูมูรัสแบบวัฒนธรรมกอร์เดียน (Gordion) ตอนกลางของตุรกี อายุในราว 2,800 ปี

สุสานทูมูรัส Uvecik Tepe  ริมทะเลอีเจียน เอเชียไมเนอร์

ภาพลายเส้นของสุสานทูมูรัสของ “อคิลลิส” (Achilles)

สุสานทูมูรัสเดเมตริอุส (Demetrius) ที่เมือง Kesik Tepe อายุในราว 2,300 ปี

สุสานราชินี Karakus ทางตะวันตกของเมือง เนมรุต ดัก (Nemrut Dagi) ประเทศตรุกี อายุในราว 2,100 ปี

               นอกจากนี้ยังพบสุสานฝังศพในรูปแบบทูมูรัสในยุคหินใหญ่ (Megalithics) ในแหลมอารเบียและเอเชียใต้อีกหลายแห่ง เช่น สุสานเนินดินขนาดใหญ่ “Sohr Damb” ทางตะวันตกของปากีสถาน ที่มีอายุกว่า 4,000 – 6,000 ปี หรือทูมูรัสที่มีการเรียงหินเป็นห้องเก็บศพใต้เนินดิน (Cists and Cairns Burial) ของวัฒนธรรมดีลมูน (Dilmun) ในประเทศบาห์เรน ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี

 

สุสานเนินดินขนาดใหญ่ในยุคหินใหม่ ที่ Sohr Damb  เมืองบาโลจิสถาน (Balochistan) ทางตะวันตกของปากีสถาน  
อายุในราว 4,000 – 6,000 ปี

ภาพถ่ายเก่าแสดงกลุ่มสุสานทูมูรัส  ประเทศบาร์เรน

สุสานทูมูรัส ในวัฒนธรรมดีลมูน (Dilmun) ประเทศบาห์เรน อายุราว 3,000 ปี

               คติความเชื่อและพิธีกรรมในการฝังศพในรูปแบบของชาวกรีกมาซีโดเนีย ที่เข้ามาพร้อมกับการรุกเข้าสู่อินเดียเหนือ จาก “ผู้คน” ที่ “แตกต่าง”กันในกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชา  ที่ส่วนใหญ่นิยมการฝังศพ อาจมีบางกลุ่มที่ยังคงนิยมการเผาแบบตำนานกรีกเก่าแก่ แล้วนำร่างหรือเถ้ากระดูกบรรจุลงไว้ในหลุมศพแบบสุสานเนินดินทูมูรัส ที่จะมีพิธีกรรมการขับร้องเพลง การไว้อาลัย การระลึกถึง การยกย่อง ให้เกียรติยศแก่ผู้ตายด้วยการสักการบูชา ที่โดยรอบเนินดินหรือบนยอดกลางเนินที่ตั้งของ “เชิงตะกอน”

              ความเชื่อแบบกรีก ได้เข้ามาผสมผสานกับความเชื่อของชาวอินโด - อารยันในอินเดียเหนือ ตั้งแต่ช่วงยุคมหาชนบท – นันทะ หรือประมาณ 2,300 ปี ที่แล้ว ที่ยังคงนิยมการเผาศพ เก็บเถ้ากระดูกในโกศ แต่ไม่ได้นำไปฝังในหลุมศพตามแบบอย่างของชาวดราวิเดียน !!!

               ความนิยมในการปลงศพแบบอารยัน ในยุคพุทธกาล ยังคงยึดถือตามแบบพราหมณ์ฮินดู ที่จะจัดพิธีปลงศพ โดยหันศีรษะของผู้ตายไปทางทิศใต้ เพราะทิศใต้ถือเป็นทิศที่คนตายจะเดินทางไปสู่สวรรค์ เริ่มจากหมู่ญาติจะเลือกสถานที่เผาศพอย่างพิถีพิถัน ใกล้แม่น้ำ มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเป็นฉากหลัง หลังจากทำความสะอาดศพเพื่อเป็นการล้างมลทินแล้ว ก็จะจุดไฟนำขบวนแห่ศพไปยังกองฟืนเชิงตะกอนที่ริมแม่น้ำ โดยจะวางเครื่องประดับที่ทำด้วย“ทองคำ” ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ไว้ที่ดวงตา รูจมูก ปาก และช่องหู

             บริเวณใกล้กองฟืนเชิงตะกอน ญาติพี่น้องจะนำทองคำอีกชิ้นหนึ่ง มาวางลงไว้จุดไฟขึ้น 3 กอง เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า เถ้ากระดูกจะถูกนำมาเก็บไว้ในโกศ นำไปฝังไว้ใกล้ที่พักอาศัยหรือเก็บไว้ในบ้าน แล้วจัดให้มีพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชา อุทิศแก่ผู้ตายอย่างต่อเนื่อง เมื่อผ่านไปได้หลายปี ญาติพี่น้องก็จะขุดหรือนำโกศขึ้นมา แล้วนำเถ้ากระดูกไปลอยแม่น้ำ เพื่อมอบร่างสุดท้ายให้แก่พระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์

              รูปแบบของ “สถูปเจติยะ” ของพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวกรีก ในกระบวนการ “กรีโอ – บุดดิสซึ่ม” และคติความเชื่อแบบพราหมณ์ – อุปนิษัท ของอารยันลูกผสมในอินเดียเหนือ ที่รวมเอาการสร้างเนินดินสุสาน ที่ประกอบด้วยอาคารใหญ่โต พร้อมรูปสลักและแท่นจารึกถึงผู้วายชนม์ ด้วยอิฐและหิน พร้อมบรรจุศพหรือเถ้ากระดูกพร้อมสิ่งของมีค่าในไว้ภายในห้องกรุ (Chamber) โดยไม่ได้นำไปลอยแม่น้ำ มีการให้เกียรติและระลึกถึง ด้วยการ “สักการบูชา” รวมทั้งยังมีการเยี่ยมเยือน ไว้อาลัยด้วย “พิธีกรรมในแต่ละช่วงเวลาสำคัญของผู้ตาย” รวมเข้ากับประเพณีการฝังเถ้ากระดูกของผู้เป็นที่รัก หรือบุคคลที่ควรเคารพเทิดทูน และการจัดพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชา ที่มีการสร้างรูปสัญลักษณ์แทนความสำคัญ - ศักดิ์สิทธิ์ไว้บนยอดเนินดิน กลายมาเป็นรูปแบบของพระสถูปเนินดินที่ฝังพระอัฐิธาตุแห่งพระพุทธองค์ในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka The Great)หรือราวพุทธศตวรรษที่ 3 เป็นต้นมา  

 

บรรพ 4 “พระสถูปเจติยะ” องค์แรกของโลก

                    ในช่วงต้นพุทธศตวรรษ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 2 ก่อนเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “กรีโอ – บุดดิสซึ่ม” (Greco-Buddhism) ระหว่างวัฒนธรรมของกรีก (รวมปาร์เธียนและศกะ -ไซเธียน) กับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในอินเดียเหนือ รูปแบบของพระสถูปยังไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดนัก แต่หากนับตามวรรณกรรมทางพระพุทธศานาที่กล่าวถึงการแบ่งพระอัฐิธาตุโดย “พราหมณ์” แก่กษัตริย์ทั้ง 8 ในมัชฌิมประเทศ จาก 16 แว่นแคว้นใหญ่ทั่วอินเดียเหนือ ประกอบเข้ากับหลักฐานทางโบราณคดี ในยุค “มหาชนบท” (Mahajanapada Period)  ที่ยังคงเป็นระดับของสังคมและวัฒนธรรมในช่วงยุคเหล็กตอนปลายที่มีคติความเชื่อแบบพราหมณ์ – อุปนิษัทแบบอารยันเป็นรากฐาน ผู้คนที่นับถือศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ยังคงมี”ประเพณีหรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวงจรชีวิต” (Traditions - rite of passage) ตามแบบแผนของพราหมณ์โดยปกติ

 

 แผนที่แสดงที่ตั้งของบ้านเมือง แว่นแคว้นและอาณาจักรโบราณในประเทศอินเดีย ปากีสถานและอัฟกานิสถาน

                 พระอัฐิธาตุที่แบ่งออกไป จึงอาจถูกนำเก็บไว้บนแท่นบูชา (Altar) เหนือยอดเนินใหญ่ วางร่มปักฉัตร และมีพิธีกรรมเพื่อการบูชาสักการะ บางส่วนถูกนำไปเก็บบูชาในศาสนสถานในยุคพระเวทในฐานะพระอัฐิธาตุของพระผู้เป็น “อวตาร” (Avatar) แห่งพระวิษณุ แต่หลายส่วนก็อาจจะถูกนำไปลอยลงแม่น้ำเพื่อส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ดัง“ร่องรอย” ที่ปรากฏในวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงพระอัฐิธาตุที่นครรามคาม ที่ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ ด้วยเพราะ “พระยานาคราช” ผู้เป็นเจ้าของหวงแหน (นาคอยู่ในแม่น้ำครับ) และอธิบายว่า “พระเจ้าอชาติศัตรู”  กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ เกรงว่าหากวางพระอัฐิธาตุไว้เหนือเนินดินเช่นเดิม ก็จะถูกกระทำย่ำยีจากพวกพราหมณ์ หรือ หากเนินดินสึกกร่อนพังทลาย พระอัฐิธาตุบนแท่นสักการะก็จะร่วงหล่นลงมากปะปนกับกรวดหินที่พื้นล่าง จึงให้นำพระอัฐิธาตุที่รวบรวมกลับคืนมาได้ทั้งหมดนั้น สร้างเป็นสถูปทองแดงบรรจุฝังลงไว้ในห้องกรุใต้ดิน ลึกลงไป 80 ศอก บุพื้นด้วยแผ่นทองแดง พร้อมเครื่องบูชาและสมบัติมีค่าแห่งพระจักรพรรดิ แล้วปิดกรุด้วยแผ่นศิลา สร้างพระสถูปขนาดใหญ่ประดิษฐานทับเหนือห้องกรุนั้นไว้เป็นมั่นคง

                หากนับตามวรรณกรรม ก็อาจถือได้ว่า “พระสถูป” ในความหมายของ “เจติยสถาน” แห่งแรกของโลก คือเนินสถูปที่ถูกสร้างขึ้นโดย “พระเจ้าอชาตศัตรู” ที่ “กรุงราชคฤห์” (Rajgriha) ในช่วงเริ่มแรกของพุทธศตวรรษ !!!

 

ภาพแสดงพัฒนาการของพระสถูปในช่วงยุคเริ่มแรก

              แต่หากจะนับหลักฐานที่ค้นพบทางโบราณคดีแล้ว “พระสถูปเจติยะ” แห่งแรกของโลก น่าจะถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในยุคสมัยของ “เทวานัมปิยติสสะ บียทัสสี” หรือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” (Ashoka The Great) มหาจักรพรรดิหัวก้าวหน้าแห่งจักรวรรดิมคธ เนื่องจากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการที่ “นครตักษิลา” (Taxila) นครแห่งภูมิปัญญาความรู้ ที่รวบรวมความหลากหลาย ทั้งคติความเชื่อของผู้บูชาไฟ “โซโรอัสเตอร์” (Zoroaster)  พราหมณ์ฮินดู บุดดา (พุทธ)และเชน(ชิน) รวมทั้งความเชื่อแบบเทวนิยมของกรีกกำลังรุ่งเรือง ทรงได้รับการศึกษา เรียนรู้วิทยาการ ภูมิปัญญา คติความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม จากดินแดนตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของกรีก เปอร์เซีย หรืออียิปต์  ที่ทิ้งไว้ในแคว้น “คันธาระ” (Gandhara)  ทรงรับเอา “วิถีแห่งชีวิต” (Life Style) ศิลปกรรมและความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า การสร้างเนินสุสานและพิธีกรรมแห่งความตายของชาวคันธาระ มาสู่อินเดียเหนือ

              รูปแบบของ “พระสถูปเจติยะ”องค์แรกของโลก อาจมีลักษณะเป็นเนินดินสูงแบบสุสานทูมูรัสของกรีก – ไซเธี่ยน ใต้พื้นทำเป็นห้องกรุบรรจุพระอัฐิ (Relics chamber) และของมีค่าควรแก่ “พระจักรพรรดิราชา” (Universal Emperor) ด้านบนเนินดินอัดด้วยหินกรวดและดินในรูปโดมหรือโอคว่ำ เหนือเนินดินมีรูปสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์และแท่นบูชาเพื่อใช้ในการปะกอบพิธีกรรม

            แต่สถูปองค์แรกนั้นกลับถูกสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ฝังพระศพของพระมเหสี "พระนางเวทิศา" ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับพุทธศาสนาแต่อย่างใด โดยใช้เครื่องไม้ เป็นองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ทั้งหมด

 

ภาพถ่ายเก่าในปี 1868 แสดงของซากเนินดินที่เป็นสถูปเก่าแก่ ที่เมือง Baramulla แคว้น จามูแคชเมียร์ ประเทศปากีสถาน

               ที่ใกล้เคียงกับเนินสถูป จะมีหลักหินจารึก (Stele) ในรูปแบบของเสาหินที่มีรูปสลักของ “ราชสีห์”(lion) อันเป็นสัญลักษณ์แสดงความยิ่งใหญ่ของ “ศากยะวงศ์ – วงศ์วานแห่งพระพุทธองค์ (หรือแสดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิอโศก) อยู่ที่ด้านบน เรียกว่า “เสาอโศก” (Pillars of Ashoka) หรืออาจสลักเป็นราชสีห์ 4 ตัวหันหลังชนกัน หันหน้าไป 4 ทิศ ที่อาจมีความหมายถึงอำนาจแห่ง “พระจักรพรรดิแห่งโลกและธรรม” (พระเจ้าอโศก- พระพุทธเจ้า) ที่ดำรงอยู่ทุกหนแห่ง หรือในความเชื่อทางพุทธศาสนาได้อธิบายว่า เสาสลักรูปสิงห์ทั้ง 4 คือสัญลักษณ์ของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดุจพญาราชสีห์ และแผ่ไปไกลดุจเสียง “สีหนาท”แห่งราชสีห์ 

 

เสาอโศก (Ashoka Pillar) แบบสิงห์เดี่ยว ที่เมืองจัมบารัน Champaran รัฐพิหาร

            รูปแบบของเสาอโศก น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบของเสาหิน หรือแผ่นหินประดับสุสานของชาวกรีก  ที่นอยมสร้างรูปสลักทางศิลปะที่งดงามและจารึกคำบรรยายกล่าวถึงคุณความดีและเรื่องราวของผู้ตาย ไว้รอบสุสาน ดังเช่นที่จารึกเสาอโศก ก็ได้กล่าวถึงคำสอนของพระพุทธองค์และเรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้สร้างพระสถูป !!!

หัวเสารูปสิงห์ (Lions Capital) แบบหันหน้า 4 ทิศ ที่เมืองสารนาถ (Sarnath) แคว้นอุตตรประเทศ

            ภายหลังจากที่พระอโศกมหาราชได้นำเอาวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะคติความเชื่อที่เป็น“เหตุผล -มนุษย์นิยม” แบบเดียวกับคติความเชื่อของชาวกรีก ที่ปฏิเสธระบบวรรณะและอำนาจของนักบวชพราหมณ์ หรือ “เทวนิยม” เข้ามาใช้เป็นแนวทางในการปกครองจักรวรรดิแห่ง “จักรพรรดิ” โมริยะ (Maurya) ของพระองค์ สถูปในยุคแรกในรูปแบบของทูมูรัส (Tumulus) บรรจุพระอัฐิธาตุลงไว้ในห้องกรุใต้เนินดินกรวดอัด ที่มีการใช้หินชีสต์ (Schist – หินแปรจากหินแกรนิต) สีเขียวและสีเทา เป็นวัสดุหลักในการวางรากฐานรูปวงกลมเพื่อการมูนดิน และกรุเป็นผนังในส่วนล่างของเนินสถูป ด้านบนตั้งแท่นบูชาปักฉัตร เพื่อการประกอบพิธีกรรมเป็นครั้งคราว และทำรั้วไม้ที่แข็งแรงล้อมรอบเพื่อป้องกันฝูงสัตว์ และตั้งเสาหินอโศก (Pillar of Ashoka) ไว้ที่บริเวณใกล้เคียง

             และอาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ในยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 3 หรือในยุคการสร้างพระสถูปองค์แรก จนถึงราวต้นพุทธศตวรรษที่ 5 หรือประมาณ 2,300 – 2,100 ปี มาแล้ว ยังไม่มีการสร้าง “พระสถูปเจติยะ”ด้วยการก่ออิฐเลยครับ !!!

              ถึงแม้ในวรรณกรรมและความเชื่อทางพระพุทธศาสนาจะกล่าวว่า พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงโปรดให้สร้างพระวิหาร สถูป วัดวาอารามขึ้น 84,000 แห่งขึ้นทั่วจักรวรรดิ  แต่กระนั้นในปัจจุบัน ก็ยังมีการค้นพบเสาหินพระเจ้าอโศก ที่ทรงโปรดให้สลักตั้งไว้ตามชุมชนพุทธสถาน ยังไม่ถึง 40 ต้น ซึ่งก็อาจจะถูกทำลายในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการรุกรานของชาวฮันขาว (White Huns, Ephthalite) ในพุทธศตวรรษที่ 9 และการรุกรานของกองทัพอิสลามชาวเตอร์กในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งทางความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาที่ซ่อนตัวอยู่ในการเมืองของราชสำนัก ระหว่างพระองค์กับผู้นิยมพราหมณ์ - ฮินดู ภายหลังที่พระองค์สวรรคต

             พระสถูปเจติยะยุคเริ่มแรก มาปรากฏเป็นรูปร่างเด่นชัดในช่วงของราชวงศ์ “ศุงคะ - อานธระ” (Sunga- Andhra Period) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 ถึงแม้นจะเป็นกลุ่มราชวงศ์ที่มีคติความเชื่อตามแบบอย่างพราหมณ์ – ฮินดูตามวิถีดั้งเดิมของอินเดียเหนือโบราณ และเคยมีการกวาดล้างผู้นำทางการเมือง และเหล่าผู้คนพระภิกษุที่ฝักใฝ่ในกลุ่มอำนาจบุดโด้ (พุทธ)เดิม ภายหลังที่ราชวงศ์โมริยะล่มสลาย แต่ก็ยังปรากฏหลักฐานว่าราชวงศ์พราหมณ์ศุงคะ กลับเป็นผู้ริเริ่มซ่อมแซม บูรณปฏิสังขรณ์ รวมทั้งยังสร้างพระสถูปเจติยะครอบทับพระสถูปเดิมในยุคพระเจ้าอโศก ด้วยวัสดุหินชีสต์ หินทราย หินปูนและปูนปั้นขึ้นใหม่ รวมทั้งยังนำเอาแบบแผนการแกะสลักรูปบุคคล ประติมากรรมและลวดลายจากแคว้นคันธาระ (กรีก- เบคเตรีย) เข้ามาตกแต่งพระสถูป ในฐานะแห่ง “พระจักรพรรดิ”อย่างสวยงาม (เมื่อโมริยะเป็นพระจักรพรรดิราชา ศุงคะก็เป็นพระจักรพรรดิราชา ราชาเหนือราชาแห่งมัชฌิมประเทศ)

มหาสถูปสาญจี (Sanchi Maha stupa) หมายเลข 1 แบบโมริยะ – ศุงคะ พุทธศตวรรษที่ 4 - 5
ทางเหนือของเมืองโปปาล Bhopal รัฐมัธยประเทศ

สถูปสาญจี (Sanchi stupas) หมายเลข 3 และ แบบศุงคะ พุทธศตวรรษที่ 5

                 กลุ่มพระสถูป “จักรพรรดิราชา” ที่สำคัญในยุค “ศุงคะ – อานธระ” กระจายอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มสถูป “ภารหุต – สาญจี” (Bharhut  - Sanchi) ในเขตอินเดียเหนือ – กลาง กลุ่มสถูป กรีก – เบคเตรีย (Greek – Bactria) ในแคว้นคันธาระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 และกลุ่มสถูปอมราวดี (Amaravati) ในแคว้นอานธระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 - 6 

                หลังจากสิ้นสุดยุคสมัยของจักรวรรดิโมริยะ จักรวรรดิศุงคะได้เริ่มรับเอา “คติความเชื่อ” เกี่ยวกับกษัตริย์ในฐานะที่เป็น “จักรพรรดิแห่งสกลจักรวาล” (Universal Emperor)  “จักรวาทิน” (Chakravartin) หรือ ระบอบ “จักรพรรดิราชา” ในความหมายของกษัตริย์ที่อยู่เหนือเหล่ากษัตริย์มาจากอิทธิพลของชาวกรีก ไซเธี่ยน ปาร์เธียน และกุษาณะในแคว้นคันธาระ มีเครื่องประกอบพระจักรพรรดิคือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนนางแก้ว ขุนคลังแก้ว มเหสีแก้ว ตัวจักรพรรดิราชาจะต้องมีอาวุธวิเศษ ต้องปกครองบ้านเมืองด้วยเมตตาธรรม แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อกษัตริย์อินเดียเหนือในยุคต่อมาเป็นอย่างมาก

 

ภาพสลักหินจากสถูปชัคคัยยเปฏะ Jaggapetta Stupa แสดงให้เห็นที่มาของจักรพรรดิราชาหรือจักรวาทิน (Chakravartin)   
ศิลปะแบบศุงคะ – อานธระ(Sunga- Andhra) พุทธศตวรรษที่ 4 – 5

              อิทธิพลของวัฒนธรรมแบบกรีก – เปอร์เซีย ในยุคพุทธศตวรรษที่ 3  ได้ช่วยส่งอิทธิพลให้เกิดการสร้าง“พระสถูปเจติยะ” ในแคว้นคันธาระ(Gandhara) ตามแบบอย่างภารหุต – ศุงคะในอินเดียเหนือ เช่นที่พบในกลุ่มสถูป “บัทคารา” (Butkara) หุบเขาสวัต (Swat Valley) และยิ่งในยุคสมัยการครอบครองแคว้นคันธาระโดย“จักรวรรดิกุษาณะ” (Kushan Empire) ในพุทธศตวรรษที่ 6 – 9 ”พระสถูปเจติยะ” ยิ่งมีการพัฒนารูปแบบมากขึ้นอย่างหลากหลาย และยังส่งอิทธิพลกลับไปสู่รูปแบบ “ศิลปะและคติความเชื่อ” ในการสร้างพระสถูปเจติยะของแว่นแคว้นต่าง ๆ  ในอินเดีย ทั้งในชาวศกะในแคว้นคุชราต (อินเดียตะวันตก) ศาตวาหนะ(Satavahana Empire) ในแคว้นอานธระ(อมราวดี) หรือราชวงศ์วากาฏกะ (Vakataka ruler) และจักรวรรดิคุปตะ(Gupta Empire) ในช่วงเวลาต่อมา

 

ภาพสลักหิน แสดงรูปแบบและการบูชาพระสถูปภารหุต (Bharhut Stupa) ในยุค ศุงคะ - อานธระพุทธศตวรรษที่ 4 -5  มัธยประเทศ

               พระสถูปในยุค “ศุงคะ – อานธระ” ที่ภารหุต - สาญจี (อินเดียกลาง – เหนือ) อมราวดี (ลุ่มน้ำกฤษณา) และคันธาระ (ตอนเหนือของลุ่มน้ำสินธุ) นั้น มีรูปแบบเดียวกันกับกลุ่มสถูปสาญจี (Sanchi Stupa) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถูปองค์แรกที่สร้างขึ้นในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่แต่เดิมเป็นเนินดินอัดบดพร้อมกรวดรูปโดม ในภายหลังจึงนำเอาแผ่นหินมาก่อทับปิดด้านนอกแกนดิน จนดูเหมือนก่อสร้างด้วยหินทั้งองค์ ใต้เนินดินเป็นห้องกรุ (Relics chamber) บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมเครื่องพุทธบูชา (พระบรมสารีริกธาตุที่พบที่สาญจี นำไปเก็บรักษาไว้ที่บริติช มิวเซียม)

              องค์ประกอบของสถูปสาญจี ภารหุต และคันธาระจะมีโครงสร้างของฐานยกสูงแผนผังกลมล้อมรอบเนินสถูป เรียกว่า "เมธิ” ทางเดินเหนือฐานเรียกว่า “ประทักษิณ” (Pradakshina) มีบันไดทางขึ้นเรียกว่า “โสปาณ”เนินดินใหญ่ รูปโค้งเรียกว่า “อัณฑะ” (Anda) หรือ “ครรภ์”  เหนือโดมมีฉัตร “วลี” 2 – 3 ชั้น ปักบนยอดและล้อมฉัตรด้วยรั้วสี่เหลี่ยมเรียกว่า “หรรมิกา “(Harmika) 

 

ชื่อเรียกส่วนประกอบสำคัญของพระสถูปยุคแรก สมัยศุงคะ – อานธระ พุทธศตวรรษที่ 4 - 5 

               โดยรอบฐานสร้างเป็นรั้วหินสลัก เรียกว่า “เวทิกา”  แต่ละทิศจะทำเป็นซุ้มประตู เรียกว่า “โตรณะ” (Torana)  ทั้งส่วนของรั้วเวทิกาและโตรณะจะมีภาพสลักบุคคลทวารบาล ลวดลายมงคลเช่นรูป “ดอกบัว”แทนความหมายการประสูติ รูป “ตรีรัตนะ” (Triratna Adored) แทนความหมายของการกำเนิดแห่งแก้วสามประการ รูปสัตว์มงคลอย่าง “มกระ” ภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติโดยใช้ภาพสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า เช่นภาพการบูชาสักการะ “พระสถูป” แทนสัญลักษณ์หนึ่งหมายถึงการเสด็จปรินิพพานขององค์พระพุทธเจ้า รูปสังเวชนียสถาน รูปชาดกและรูปแสดงความหมายของ “จักรพรรดิราชา”

 

รูปสลักตรีรัตนะ/ศรีสัตสะ บนคานบนของซุ้มประตูโตรณะ สถูปสาญจี พุทธศตวรรษที่  5 

รูปสลักหิน แสดงการสักการระบูชาสัญลักษณ์ตรีรัตนะ จักรพรรดิผู้ให้กำเนิดแก้วสามประการ ศิลปะแบบคันธาระพุทธศตวรรษที่ 7

                สถูป “ธรรมราชิกาสถูป” (Dharmarajika Stupa) ใกล้นครตักษิลา มีแผนผังกลมทรงรูปโดมขนาดใหญ่ มีการค้นพบชิ้นส่วนประกอบของรั้วหรรมิกา (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีเมืองตักษิลา) ที่ยังคงสลักเป็นรั้วแบบเสาตั้ง – คานนอน เลียนแบบเครื่องไม้ รวมถึงฉัตรวลีที่ยังไม่มีการซ้อนชั้นมากนักในรูปแบบศิลปะเดียวกับสถูปสาญจี  จึงเชื่อได้ว่าสถูปธรรมราชิกาสถูปนี้ อาจถูกสร้างขึ้นในยุคโมริยะ – ศุงคะ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมซุ้มจระนำในยุคกรีก - เบคเตรีย จนถึงยุคกุษาณะ ดังเช่นการเพิ่มลวดลายของซุ้มวงโค้งเกือกม้า (กูฑุ) สลับกับซุ้มทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ส่วนฐานของเนินโดม อันเป็นความนิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่  7

 

ธรรมราชิกาสถูป (Dharmarajika stupa) เมืองตักษิลา เริ่มสร้างครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 3 ได้รับการต่อเติมบูรณะเรื่อยมาหลายยุคสมัย

หมู่พระสถูปที่เมืองบัทคารา (Butkara) ในหุบเขาสวัต แคว้นคันธาระ ที่มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3 มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 9

               ขอนอกเรื่องซักนิดนะครับ สำหรับคติความเชื่อจากภาพสลักตัว “มกระ” (Makara) สัตว์ประหลาดศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏในยุคเริ่มแรก ทั้งที่กลุ่มสถูปสาญจี สถูปภารหุต หรือที่สถูปอมราวดีนั้น น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคติความเชื่อในวัฒนธรรมกรีก จากสัตว์ผสมแพะกับปลาอย่าง “แคปิคอล” (Capricorn) ที่ในตำนานของกรีก เรียกว่า “แพะทะเล” หรือร่างแปลงของเทพแพน และสัตว์เทพอย่าง “ฮิปโปแคม” (Hippocamp) ม้าทะเล พาหนะของเทพเจ้าโปไซดอน

 

ภาพโมเซอิค รูปแคปิคอล (Capricorn) บนพื้นห้องน้ำสาธารณะในกรุงโรม

               เมื่อสัตว์เทพผู้มีอำนาจแห่งการปกปักษ์ของกรีก – โรมัน –โฟลินีเชียน เข้าทางเข้าสู่อินเดียอินเดียเหนือ กลายมาเป็นสัตว์เทวะผสมทั้ง ช้าง จระเข้ กวาง นกยูงและปลา กลายมาเป็น “มังกรทะเล” (Sea Dragon) พาหนะของพระแม่คงคา (Doddess Ganga) และพระวรุณเทพ (Varuna deva) (ยังคงเกี่ยวข้องกับน้ำเหมือนเดิม)  “มกระ”ในฐานะของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ ถูกยกย่องให้เป็นผู้ปกปักษ์รักษาทางเข้าศาสนาสถานทั้งพุทธและฮินดู อีกทั้งยังปรากฏเป็นหนึ่งใน 12 ราศี ที่เรียกว่า “ราศีมังกร”(Capricorn Zodiac) อีกด้วยครับ

 

ภาพสลักของฮิปโปแคม (Hippocamp) บันผนังหน้าบันชั้นลด ในศิลปะแบบกรีก – เบคเตรีย พุทธศตวรรษที่ 6

 ภาพสลักของฮิปโปแคม ในรูปของตัว “มกระ” ประดับรั่วเวทิกา ในยุคศุงคะ พุทธศตวรรษที่ 4

ภาพสลักของตัวมกระ ผู้ปกปักษ์บนชายคานซุ้มประตูโตรณะ ของสถูปภารหุต พุทธศตวรรษที่ 4

                ศิลปกรรมตัว“มกระ” สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ ยังส่งอิทธิพลลงมาสู่อินเดียใต้ แล้วจึงข้ามเข้ามาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นไปจนถึงวัฒนธรรมจีน ในประเทศไทยพบภาพสลักเก่าแก่ของตัว “มกระ” มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 – 11 ที่สระแก้ว เมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และลวดลายบนพนักพุทธบัลลังก์ของพระพุทธรูปนั่ง ศิลปะแบบทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 13

 

ภาพสลักของตัวมกระ ศิลปะแบบมถุรา พุทธศตวรรษที่ 6 - 7

ภาพตัวมกระคายซุ้ม ศิลปะแบบคุปตะ สถูปประธานภายในถ้ำอชันตาหมายเลข 19 พุทธศตวรรษที่ 9 – 10

ภาพวาด (Painting) ตัวมกระ บนเพดานหลังคาถ้ำอชันตา จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงนิวเดลี

ภาพสลักตัวมกระ ที่ขอบทางทิศเหนือของสระแก้ว เมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี พุทธศตวรรษที่ 10 -11

ตัว “มกระ” บนคานของพนักพุทธบัลลังก์ จากเมืองอินทรบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ศิลปะแบบทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12

                กลับไปที่พระสถูปเจติยะในยุคแรกกันต่อครับ สถูปแบบสาญจีในแคว้นคันธาระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ไม่นิยมสร้างรั้วหินและโตรณะล้อมรอบ คงยังคงใช้เป็นรั้วไม้สลักลวดลาย มีการปรับปรุงสร้างฐานล่างด้วยหินเป็นชั้น และนำหินมาบุล้อมรอบเนินดินอัดรูปโดม จนดูเป็นพระสถูปหินสัญฐานกลม ที่ฐานทำเป็นแท่นบูชา (Altar) ทั้ง 4 ทิศ เหนือเนินโดมทำเป็นหรรมิกา (รั้ว) ล้อมรอบฉัตรวลัย เช่นเดียวกับที่กลุ่มสถูปสาญจี ต่อมาจึงเริ่มย้ายแท่นบูชาทำเป็นบันไดทางขึ้น (โสปาณ) ทั้ง 4 ด้าน ชั้นฐานจึงกลายเป็น “ชั้นลานประทักษิณ” (Pradakshina) ไปโดยปริยาย

              สำหรับสถูปภารหุตนั้น ปัจจุบันเหลือเป็นเพียงซากของเนินดิน ชิ้นส่วนประกอบของสถูปที่เหลือรอดจากการทำลาย ทั้งหมดถูกนำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์อินเดียน ที่เมืองกัลกัตตา (Indian Museum – Calcutta) ครับ

 

สภาพของสถูปประธานที่ภารหุต รัฐมัธยประเทศ ในปัจจุบัน

รั้วเวทิกา ของสถูปประธานที่ภารหุต รูปแบบศิลปะในยุคศุงคะ – อานธระ พุทธศตวรรษที่ 5 จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกัลกัตตา

ซุ้มประตูโตรณะ ของสถูปที่ภารหุต จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกัลกัตตา

                รูปแบบสถูปฐานกลม ที่มีเค้าแบบมาจากสถูปภารหุต – สาญจี (ในพุทธศตวรรษที่ 4 - 5) นั้นถูกสร้างขึ้นมากมายหลายแห่งในอินเดียเหนือ คันธาระและอินเดียใต้ เรื่อยลงมาถึงกลุ่มสถูปในลังกา และในหมู่เกาะมัลดีฟ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 - 7 อีกต่อหนึ่ง

 

ซากของหมู่สถูปเก่าแก่ในยุคโมริยะ – ศุงคะ – อานธระ ที่ Deur Kothar stupa  ทางตะวันตกของรัฐมัธยประเทศ  พุทธศตวรรษที่ 5

สถูปคู่ (Twins Stupas)สถูปที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา เมืองติเลาราโกต (Tilaurakot)
หรือกรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilbastu) ฝั่งประเทศเนปาล ศิลปะโมริยะ – ศุงคะ – อานธระ พุทธศตวรรษที่ 4 - 5 

  สถูป"อบายาคีรียา – อภัยคีรี " (Abhayagiri Dagaba) ที่ได้รับอิทธิพลจากแคว้นอานธระ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 - 7 อนุราธปุร

 มหาสถูปเชตวัน  (Jetavanaramaya) อิทธิพลแบบมหายาน เมืองโบราณอนุราธปุระ พุทธศตวรรษที่ 8

                แต่แทบทั้งหมดก็จะถูกบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ด้วยการก่ออิฐ ในยุคสมัย “กุษาณะ” ราวพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ในสมัยของจักรรดิ “คุปตะ - วากาฏกะ (Gupta - Vakataka ruler)”ยุคทองของศิลปะอินเดีย หลายแห่งถูกเสริมฐานประทักษิณแผนผังรูปสี่เหลี่ยมที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะคันธาระ และยังมีการแต่งเติมชั้นฐานด้วยเสาคั่นแบ่งเป็นห้อง ๆ ประดับด้วยลายดินเผา หินสลักและปูนปั้นจนมีความวิจิตรบรรจง

                ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5  ที่เมืองอมราวดี (Amaravita) และเมืองนาคารชุณโกฑะ (Nagarjunakonda) ในลุ่มน้ำกฤษณา - แคว้นอานธระ อินเดียใต้ฝั่งทะเลเบงกอล (Bengal Sea) ก็ยังคงสร้างสถูปตามแบบสถูปสาญจี คือ ทำเป็นเนินดินรูปทรง บนฐานแผนผังทรงกลม ในยุคของราชวงศ์สาตวาหนะ (Satavahana period) ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 5 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยใช้อิฐเป็นวัสดุโครงสร้างคลุมเนินสถูปเดิม สลักลวดลายบนหินเล่าเรื่องพุทธประวัติชาดกและลวดลายมงคลบนรั้ว “เวทิกา” ล้อมรอบโดมสถูป ประตูทางเข้าทำเป็นมุขยื่นออกมาจากวงรั้ว ไม่ทำซุ้มประตู “โตรณะ” แบบสถูปสาญจี – ภารหุต แต่ทำเป็นเสาหินยอดสิงห์ข้างประตูทั้ง 4 ทิศ และเสาหินสูง 5 แท่งบนมุขของฐานที่ตั้งอยู่บนชั้นประทักษิณ แนวเดียวกับช่องประตูทั้ง 4 ด้าน

มหาสถูปอมราวดี (Maha-Chaitya Amaravati) มีลักษณะทางศิลปะแบบเดียวกับสถูปสาญจี – ภารหุตพุทธศตวรรษ ที่ 4-5
ได้รับการปฏิสังขรณ์ในยุค ราชวงศ์ศาตวาหนะ  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 - 7  

               ที่ตัวโดมของสถูป ประดับตกแต่งหินเป็นลวดลายมงคล พุทธประวัติ และชาดก ตามแบบอย่างสถูปภารหุต  ที่ด้านบนของโดม(องค์อัณฑะ) สลักหินเป็นลวดลายมาลัยดอกไม้หอมร้อยพวงอุบะ คล้ายเป็นเหมือนสร้อยสังวาลล้อมรอบ

 

ภาพสลักบนแผ่นหินประดับสถูป แสดงภาพของสถูปในยุคภารหุต – อานธระ พุทธศตวรรษที่ 4
ที่ยังไม่มีการสร้างรูปเหมือนของพระพุทธเจ้า

ภาพสลักบนแผ่นหินประดับสถูป แสดงภาพของมหาสถูปอมารวดีในยุคศานตวาหนะ พุทธศตวรรษที่ 7
ที่ปรากฏรูปของพระพุทธเจ้าปางนาคปรก ตามคตินิยมของกลุ่มชนในอินเดียใต้

ชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ของซากรั้วเวทิกาล้อมรอบพระมหาสถูปอมราวดี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีเมืองอมราวดี

            “.....ส่วนกลุ่มสถูปอมราวดีทางอินเดียใต้นั้น น่าสังเวชที่ชาวบ้านพบก่อนเจ้าหน้าที่ รื้อแผ่นสวยงามไปขายจนกระทั่งกระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ กระทั่งในต่างประเทศ และตกเป็นของบริษัทการค้าของฝรั่งก็มิใช่น้อย แต่ในที่สุดชิ้นที่สวยงามประมาณ 200 ชิ้นก็ไปรวมกันอยู่ได้ที่บริติช มิวเซียม  ในประเทศอังกฤษ โดยความพยายามของเจ้าหน้าที่ทางโบราณคดีประเทศนั้น ส่วนที่เหลืออีกมากมายถูกนำไปรวมรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งรัฐมัดราส จัดเป็นอมราวดีแกลอรี่ที่ใหญ่โตทีเดียว มีทั้งยุคที่ยังไม่มีพระพุทธรูปเลยและยุคที่มีบ้างไม่มีบ้าง กระทั่งยุคที่มีพระพุทธรูปเต็มที่ เพราะอาณาจักรอันธระแห่งยุคอมราวดีนี้ตั้งอยู่นานถึง 700 ปี จึงได้มีภาพพุทะประวัติทุกยุคและทุกแบบซึ่งน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง...”(พุทธทาสภิกขุ : 2508)

 

 ชิ้นส่วนแตกหักของภาพสลักประดับพระมหาสถูปอมราวดี ที่แตกต่างยุคสมัย ทางซ้ายเป็นภาพการบูชาพระสถูปในยุคพุทธศตวรรษที่ 3 – 4
ที่ยังไม่มีการสลักภาพของพระพุทธเจ้า ส่วนทางขวาเป็นภาพพุทธประวัติในศิลปะยุคศานตวาหนะพุทธศตวรรษที่ 6 -7   

ภาพสลักแสดงที่มาแห่งจักรพรรดิราชา หรือ จักรวาทิน (Chakravartin)  
ศิลปะแบบ ศุงคะ - อานธระ Sunga - Andhra 
พุทธศตวรรษที่ 3 – 4

               พระสถูปเจติยะเก่าแก่ในแว่นแคว้นของอินเดียเหนือ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน จำนวนมาก รวมไปถึงสถูปที่เมืองThoddu ประเทศมัลดีฟ ( Maldives)  ก็ได้ถูกรื้อถอน ทุบทำลายจนเสียหายยับเยินไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทั้งการสงคราม จากการรุกรานของชาวฮันขาว ชาวเตอร์กอิสลามิค และตอลีบัน รวมถึงความแตกต่างทางความเชื่อของผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย อีกทั้งความขัดแย้งภายในกับกลุ่มชนผู้มีอำนาจที่ยังคงมีความเชื่อความศรัทธาในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู อิสลาม ยังอีกทั้งการขุดทำลายในยุคใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาศิลปะประดับพระสถูปอันเก่าแก่งดงาม เพื่อการค้าการสะสมมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมาครับ

 

มหาสถูปเมืองนาคารชุนโกณฑะ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับมหาสถูปเมืองอมราวดี

มหาสถูปเมืองฆัณฏศาลา (Maha stupa Ghantasala) ศิลปะแบบศุงคะ - อานธระ ราชวงศ์ศาตวาหนะ พุทธศตวรรษที่  6 -7

เนินดินที่เคยเป็นที่ตั้งของสถูปมหาโมคคัลลานะ Maha Moggallana stupa) “หลวงจีนฮวนซัง” (Hsuan-tsang) หรือ “พระถังซัมจั๋ง”
บันทึกไว้เป็นสถานที่เกิดและตายของพระโมคคัลานะ จัดว่าเป็นมหาสถูปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดีย ที่ Juafar dih
ทางทิศตะวันตกของนาลันทา ใกล้กรุงราชคฤห์ Rajgriha แคว้นมคธ รัฐพิหาร เริ่มสร้างในพุทธศตวรรษที่ 3 – 4

มหาสถูปจันทวาราม (Chandavaram stupa)  เมืองสิงหราโกณฑะ (Singarakonda) ทางทิศใต้ของเมืองอมราวดี เริ่มสร้างในยุคศุงคะ
แล้วมาปฏิสังขรณ์ใหม่ในยุคราชวงศ์ศาตวาหนะพุทธศตวรรษที่  6 -7

สถูปโกลเหา (Kolhua Stupa) ใกล้กับปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี รัฐพิหาร ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ด้วยอิฐ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 – 7

สถูปพระมหาเจดีย์รุวันเวลิ มหาเสยา (Ruwanweli Maha seya) หรือพระมหาเจดีย์สุวรรณมาลิก 
สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วง “ศุงคะ – อานธระ" ราวพุทธศตวรรษที่ 4 - 5 เมืองโบราณอนุราธปุระ (Anuradhapura)

ซากสถูปโบราณบนเกาะ Thoddu ประเทศมัลดีฟ (Maldives) สร้างขึ้นในอิทธิพลของศิลปะลังกา พุทธศตวรรษที่  16

แผนภาพแสดงพัฒนาการของพระสถูปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 – 8

       

บรรพ 5 อิทธิพลของกรีก ปาร์เธียน กุษาณะ ก่อกำเนิดสถูปฐานสี่เหลี่ยม ซุ้มกูฑุและเสาโครินเธียน

             ความนับถือศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวกรีกเบคเตรีย ในแคว้นคันธาระปรากฏหลักฐานที่เด่นชัดครั้งแรกในยุคสมัยของ “พระเจ้าเดเมตริอุส” (Demetrius) หรือ “พระเจ้าหัวช้าง” รูปของ “ช้าง” ที่นำมาใช้นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์เก่าแก่ที่สุด ที่ใช้แทนความหมายของ “พระพุทธเจ้า” (ในตอนความฝันของพระนางสิริมหามายา) ในคติความเชื่อยุคเริ่มแรกของพระพุทธศาสนา พระองค์มีพระนามว่า “ธรรมมิตร” (Dharmamita) และเรียกตัวเองว่าพระผู้ไถ่ (Saviour King)  ด้วยช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 3 พระองค์มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเหล่าชาวพุทธจำนวนมาก ที่หนีตายมาจากการทำลายล้างของราชวงศ์ศุงคะ

            เชื่อกันว่า รูปลักษณะประติมากรรมพระพุทธรูปองค์แรกของโลก ที่มีรูปร่างหน้าหน้าและการแต่งกายแบบชาวกรีกนั้น มีต้นแบบมาจากพระเจ้าเดเมตริอุส นี่เองครับ !!!

 

เศียรของพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์แบบชาวกรีก ในพุทธศตวรรษที่ 6 -7 ที่อาจมีเค้าพระพักตร์ของพระเจ้าเดมิตริอุส “พระผู้ช่วยให้รอด"

            และพระพุทธรูปองค์แรกของโลก อาจจะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 4 ในยุคสมัยของพระเจ้า“เมนันเดอร์” เพื่อเป็นรูปฉลองพระองค์ หรือรูปประติมากรรมบุคคลเพื่อการระลึกถึงตามคติธรรมเนียมของชาวกรีก ถวายแก่บรรพกษัตริย์ “ธรรมมิตร” ในความหมายของพระพุทธเจ้าผู้ช่วยเหลือชาวพุทธให้รอด (ไถ่) จากราชวงศ์ศุงคะ

               รูปประติมากรรมที่เคยนิยมสลักเป็นเทพเจ้าและบุคคลสำคัญที่ประกอบคุณงามความดีในชุดปกติตามคติของกรีก จึงได้กลายมาเป็นรูปประติมากรรมของบุคคลสำคัญผู้ช่วยมวลมนุษย์ให้รอดในชุดของนักปราชญ์ หรือ“พระพุทธรูป” องค์แรกของโลก ที่ยังไม่ได้หมายถึง “พระพุทธเจ้า” ของอินเดียเหนือโดยตรง

            ปลายพุทธศตวรรษที่ 4 อาณาจักรกรีก - เบคเตรีย (Greco-Bactrian Kingdom) ถูกขับไล่ออกจากแคว้นคันธาระ โดยกลุ่มชนเร่ร่อนชาวไซเธียน หรือ ศกะ (Saka – Scythian) และในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 5 กลุ่มชนเผ่าปาร์เธียน (Parthian) แห่งเปอร์เซีย ก็ได้ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่ลุ่มน้ำสินธุ

             ในช่วงพุทธศตวรรษที่  5 นี้ รูปแบบของพระสถูป ยังคงเป็นเนินรูปโดมอยู่เช่นเดิม ในคันธาระ ชาวกรีกลูกผสมและชาวไซเธียน ได้สร้างพระสถูปที่เริ่มมีลวดลายใบไม้ม้วนของ “ใบอะแคนตัส” (Acanthus) ประดับที่บนหัวเสาของฉัตรวลีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ฐานด้านล่างเริ่มทำเป็นลวดบัวและประดับด้วยลายปูนปั้น หรือหินสลักเป็นรูปพรรณไม้และบุคคล ในขณะที่รั้ว “หรรมิกา” บนยอดสถูป ก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นกล่องสี่เหลี่ยมคล้ายแท่นบัลลังก์เป็นครั้งแรก เหนือขึ้นไปทำเป็นรูป “คาน”ปลอม (Entablature) เลียนแบบเครื่องไม้ เป็นที่ประทับ ซ้อนชั้นขยายออกขึ้นไปเป็นรั้ว

               ที่ชั้นฐานล่างสุด ยังคงนิยมแผนผังรูปกลมตามแบบเดิม ยกฐานขึ้นทำเสารั้วและคาน(เวทิกา)ล้อมบนลานประทักษิณ

               ในนครตักษิลา ก็ได้เริ่มปรากฏสถูปในยุคชาวกรีก – เบคเตรียหลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองสิรกัป (Sirkap) ได้แก่ “พระสถูปนกอินทรีสองหัว” (Double-Headed Eagle Stupa) มีอายุในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 4  ที่เหลือเพียงฐานล่างแผนผังสี่เหลี่ยม และร่องรอยของฐานสถูปกลมอยู่ด้านบน ซึ่งก็อาจจัดได้ว่า เป็นสถูปที่มีแผนผังของฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมในยุคแรก ๆ 
 

ฐานของสถูปนกอินทรีย์สองหัว เมืองตักษิลา
ที่แสดงรูปแบบของหน้าบันอาคารจำลองทั้งแบบวงโค้งของอินเดียเหนือและแบบสามเหลี่ยมของกรีก

             รูปสลักนกสองหัวบนปลายสุดของซุ้มอาคารจำลองที่ฐานสถูป ตามตำนานกรีกเชื่อว่า นกอินทรีสองหัวเป็นผู้ส่งวิญญาณของผู้ตายไปสู่ยังปรโลก ผนังของฐานสถูปตกแต่งด้วยเสาและหัวเสาแบบ “โครินเธียน” (Corinthian capital /columns)ระหว่างเสาทำเป็นรูปซุ้มหน้าจั่ว รูปหน้าบันอาคารจำลองรูปวงโค้งเกือกม้า (กูฑุ) แบบที่พักอาศัยของชาวกรีกซ้อนกันหลายชั้น และซุ้มประตูโตรณะคล้ายแบบภารหุต ซึ่งลวดลายที่ปรากฏนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางคติความเชื่อและศิลปะ “เฮเลนิสติค” (Hellenism) ของกรีก กับศิลปะของอินเดียเหนือได้เป็นอย่างดี

                หน้าบันวงโค้งแบบกรีก – ปาร์เธียน นี้  ได้ส่งอิทธิพลของรูปแบบศิลปะ ในความหมายของที่อยู่อาศัยหรืออาคารบ้านพัก  มาเป็นการสร้างซุ้มที่อยู่ – ที่ประทับจำลองของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์และเทพเจ้าในศิลปะแบบคันธาระในยุคหลัง และยังส่งผ่านต่อมาให้กับศิลปกรรมของฮินดูในอินเดียเหนือและอินเดียใต้ กลายมาเป็นรูปของซุ้ม “กูฑุ” หรือซุ้มบัญชร เหนือชั้นปราสาทจำลอง ที่ประดับอยู่ตามฐานอาคารศาสนสถานในช่วงเวลาต่อมาครับ

 

ภาพสลักหินประดับพระสถูป รูปความฝันของพระนางสิริมหามายา ที่ Kapilvastu Sikri เมืองPakhtunkhwa
แสดงภาพของอาคารที่พักแบบกรีก ที่มีหลังคารูปเหลี่ยมคางหมู แค้วนคันธาระ พุทธศตวรรษที่  6 – 7

ภาพสลักหิน รูปเจ้าชายสิทธัตถะ (Siddhartha)  ในพระราชวัง ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7
แสดงให้เห็นรูปแบบของอาคารเคหสถานที่มีหน้าบันโค้งแบบเกือกม้าปลายแหลม

ภาพสลักหินประดับสถูปอุทิศ รูปอาคารที่พักที่มีหลังคาทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ศิลปะในยุคคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7

              รูปแบบของเสาโครินเธียน เริ่มถูกนำมาใช้ประดับพระสถูปครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 – 6 ฐานสี่เหลี่ยมหรือฐานประทักษิณชั้นล่างได้ถูกแปลงไปเป็นอาคารสถานจำลอง โดยใช้เสาโครินเธียนแบบกรีก -ปาร์เธียน ตกแต่งวางเป็นเสาคั้นรองรับชุดของชั้น “คานหลังคาปลอม” (Entablature) ที่ประกอบด้วย “หน้ากระดานทับหลัง” (Architrave) “ชายคาตกแต่ง” (Frieze) “ขื่อ” (Dentils) “คาน/บัวบนสุด” (Cornice) ประดับด้วยรูปสลักของสิงห์ ดอกไม้มงคลและภาพสลักเล่าเรื่อง (Frieze Stones) ผนังของฐานประทักษิณจะถูกแบ่งพื้นที่เป็นช่อง ๆ   เพื่อประดับหินสลัก ดินเผาหรือปูนปั้น เล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้ตาย (พุทธประวัติ อวทานะ ชาดกของพระพุทธเจ้า)

 

รูปสลักหินเป็นเสาโครินเธียน รองรับคานหลังคาปลอม มีร่องรอยของปูนปั้นประดับที่ฐานของสถูปองค์หนึ่งในเมืองบัคคารา (Butkara)
หุบเขาสวัต แคว้นคันธาระ อายุในราวพุทธศตวรรษที่  6 - 7

ภาพถ่ายเก่า รูปยอดเสาโครินเธียน ที่มีภาพสลัก (ปั้น?) รูปสัตว์ตรงขื่อของชั้นลวดบัวคานหลังคาปลอม ที่สถูปบริวารเมืองบัคคารา(Butkara)
หุบเขาสวัต แคว้นคันธาระ อายุในราวพุทธศตวรรษที่  6 - 7

              ประติมากรรมของหัวเสาโครินเธียน (Corinthian capital) ในศิลปะของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมกรีกและวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา นิยมใช้เถาใบไม้อะแคนตัส ลายเถาองุ่นและดอกทานตะวัน (ที่มีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์) ตามแบบศิลปะของกรีก ที่อาจมีรูปสลักของช้าง ที่หมายถึง “อำนาจแห่งพระพุทธองค์”(ตามคติเก่าแก่ก่อนมีพระพุทธรูป) รองรับชั้นคานหลังคา (Entablature) ของอาคารแบบกรีก ที่มีลวดลาย (Frieze relief) เรื่องราวของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประดับอยู่

 ยอดเสาโครินเธียนประดับผนังอาคารขนาดใหญ่ มีรูปของช้างรองรับควานหลังคาชั้นบน ศิลปะผสม
“กรีโอ บุดดิสซึ่ม” (Greco-Buddhist arts) ของแคว้นคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7

              ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา หัวเสาแบบโครินเธียนที่พบในแคว้นคันธาระ ก็มักจะปรากฏรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สอดแทรกเข้ามาอยู่ในลวดลายใบอะแคนตัส

 

 ยอดเสาโครินเธียน ประดับลายใบอะแคนตัส ผสมผสานภาพพระโพธิสัตว์ (สิทธัตถะ) และพระพุทธเจ้า
ศิลปะผสมของกรีก – ปาร์เธียนกับพุทธศาสนา ในคันธาระ

 ยอดเสาโครินเธียนประดับฐานพระสถูปที่มีพระพุทธรูปแทรกอยู่ตรงกลาง ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet Museum) ประเทศฝรั่งเศส

ยอดเสาโครินเธียนประดับฐานพระสถูป ลวดลายเถาองุ่นและใบคะแคนตัสแบบกรีก มีพระพุทธรูปแทรกอยู่ตรงกลาง
ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8 จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet Museum) ประเทศฝรั่งเศส

                รูปแบบของเสาโครินเธียน ได้ถูกนำมาใช้กับฐานพระสถูปเจติยะทั้งแผนผังรูปวงกลมและสี่เหลี่ยมในแค้วนคันธาระ ในช่วงเวลาต่อมาจึงเริ่มพัฒนารุปแบบกลายมาเป็น “เสาคั่น - เสาติดผนัง” หรือ “เสาอิง” ในระหว่างช่องที่แบ่งไว้ก็นิยมจะประดับด้วยปูนปั้น (Stucco figures) แผ่นหินสลัก (Stone carving) หรือแผ่นดินเผา (Terracotta plaques) เป็นซุ้มหน้าบันจำลอง หรือ “กูฑุ” ประดับรูปของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ลวดลายมงคล บุคคล เทพเจ้าและสัตว์  ดังเช่นรูปแบบของสถูปที่ “ธรรมราชิกาสถูป” (Dharmarajika Stupa) ในเมืองตักศิลา “สังฆารามจอเลียน” (Jaulian Monastery) และโมห์ราโมราดู (Mohra Moradu Monastery) ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากเมืองตักษิลา สถูปบริวาร ที่  “Loriyan Tangai” ใกล้เมืองเปชวาร์ (Peshawar) หรือสถูปบริวาร (Votive Stupas) สังฆาราม “ทาปาคารัน” (Tapa Kalan monastery) ที่เมืองฮัดดา สังฆาราม “Tepe Narenj” ทางทิศใต้ของกรุงคาบูล และสังฆาราม “เมส ไอนัค” (Mes Aynak) ในจังหวัดโลการ์ (Logar)  ของประเทศอัฟกานิสถาน

 

สถูปประธานสังฆารามโมห์ราโมราดู สลักหินเป็นวัสดุก่อสร้าง พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

ภาพสลักหินประดับสถูปรูปพุทธศาสนิกชนและพุทธบริษัท (Devotees) เดินเวียนรอบพระสถูป (Circum)
ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

ภาพสลักหินประดับสถูปรูปพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ (Rajagrha) ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

               พระสถูปเจติยะในยุคคันธาระ ประกอบด้วยโดมรูปครึ่งวงกลมบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนชั้น ที่ผนังของฐานสถูปแบ่งช่องด้วยเสาโครินเธียน แต่ละช่องมีหลังคาโค้งและเสาเป็นซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป ดังเช่น สถูปประธานที่สังฆารามโมห์ราโมราดู ที่เหลือเพียงฐานในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมรองรับฐานรูปกลมด้านบน  มีบันไดทางขึ้นทางด้านหน้า เหนือขึ้นไปพังทลายลงมาทั้งหมด 
             ที่ผนังของสถูปประธานสังฆารามจอเลี่ยน  มีการตกแต่งผนังของฐานสถูปด้วยลวดลายตามแบบศิลปะกรีก  - ปาร์เธียน คั้นด้วยด้วยเสาโครินเธียนหรือ “เสาติดผนัง” ที่ว่างระหว่างช่องเสาตกแต่งด้วยพระพุทธรูปปูนปั้น ในอริยบทต่าง ๆ

 

 ภาพจำลองของปูนปั้นประดับพระเจดีย์ ที่สังฆารามจอเลี่ยน ทางตะวันออกของเมืองตักษิลา แคว้นคันธาระ
ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

ปูนปั้นประดับฐานสถูปประธานที่สังฆารามจอเลี่ยน ทางตะวันออกของเมืองตักษิลา แคว้นคันธาระ ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

ปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประดับฐานสถูปประธานที่สังฆารามจอเลี่ยน ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8
จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานเมืองตักษิลา

ปูนปั้นประดับฐานสถูปประธานที่ “เมส ไอนัค” (Mes Aynak) ในจังหวัดโลการ์ (Logar)  ของประเทศอัฟกานิสถาน
ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

                รูปแบบของพระสถูปที่มีฐานล่างรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ประดับเสาติดผนังหรือเสาโครินเธียน ด้านบนเป็นสถูปแผนผังกลม ฐานขององค์ระฆังอาจมีตั้งแต่ชั้นเดียวไปจนถึงหลายชั้น ยังปรากฏอยู่หลายแห่ง ทั้งที่ “สถูปกูลดาลา“ (Guldara stupa) สถูปทรงสูงที่มีฐานสี่เหลี่ยมสูงใหญ่ ทางทิศใต้ของกรุงคาบูล “สถูปโมเฮนโจดาโร”  (Mohenjo - daro) ที่สร้างขึ้นในยุคของพระเจ้ากนิษกะ บนเมืองโบราณเก่าแก่ของลุ่มน้ำสินธุ สถูปประธานของสังฆารามโมห์ราโมราดู “สถูป Tepe Narenj” ทางทิศใต้ของกรุงคาบูล สถูปประธานที่ “Mes Aynak” ที่มีจุดเด่นของเชิงฐานและหัวเสาโครินเธียนทำเป็นรูปพุ่มไม้ด้วยหินสีแดง และ “มหาสถูปพระเจ้ากนิษกะ” (Kanishka Stupa) ที่ชานเมืองเปชวาร์ ในแคว้นปัญจาบ

 

สถูปกูลดาลา (Guldara stupa)  มีฐานผังสี่เหลี่ยมเป็นคูหาอาคารผนังสูงใหญ่ ทางทิศใต้ของกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน
พุทธศตวรรษที่ 7 มีลวดลายของซุ้มรูปคางหมูและซุ้มหน้าบันวงโค้งประดับที่ฐานองค์ระฆัง

ซากสถูปประธานที่โมเฮนโจดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน

ภาพสันนิษฐานของสถูปประธานที่โมเฮนโจดาโร มีฐานผังรูปสี่เหลี่ยมรองรับโดมกลมรูปทรงสูงที่มีฐานหลายชั้น
ศิลปะแบบกุษาณะ พุทธศตวรรษที่ 7

สถูป Tepe Narenj ทางทิศใต้ของกรุงคาบูล มีฐานสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น ศิลปะแบบาคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7

สถูปบริวารที่ “เมส ไอนัค” (Mes Aynak) ฐานอาคารทำเป็นคูหาสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น ประดับด้วยเสาโครินเธียน
ยอดและเชิงเสาใช้หินสีแดงมาสลักเป็นลวดลายใบไม้  พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

สถูปบริวารที่ “เมส ไอนัค” (Mes Aynak) อัฟกานิสถาน

               สำหรับสถูปพระเจ้ากนิษกะที่เคยถูกกล่าวถึงโดย “หลวงจีนฮวนซัง” (Hsuan-tsang) หรือ “พระถังซัมจั๋ง” ว่าเป็นมหาสถูปที่มีความสูงถึง 200 เมตรนั้น ถูกทำลายอย่างย่อยยับ เหลือเป็นเพียงเนินดินเล็ก ๆ ในบริเวณสุเหร่าและกุโบว์ ที่ชานเมือง (พระปฐมเจดีย์มีความสูงที่ประมาณ 120 เมตร)

ภาพถ่ายเก่า เป็นรูปของซากฐานของมหาสถูปกนิษกะ ที่ชานเมืองเปชวาร์ ประเทศปากีสถาน

ภาพถ่ายเก่า แสดงซากของลายปูนปั้นประดับฐานมหาสถูปกนิษกะ พุทธศตวรรษที่ 7

              แต่กระนั้น ก็ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานรูปแบบของมหาสถูปแห่ง “มหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์กุษาณะ”บนแผ่นหินประดับพระสถูปที่เป็นรูปของพระสถูปฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ บนลานประทักษิณแผนผังรูปสี่เหลี่ยมแต่ละมุมประดับเป็นเสายอดสิงโต (Lion Pillars) องค์สถูปสัญฐานกลม ซ้อนขึ้นไป 2 ชั้น ฐานบนสุดทำเป็นรั้วเวทิกาล้อมโดมสถูปด้านบนยังคงทำเป็นรั้วหรรมิกาและฉัตรวลัยซ้อนลดหลั่นขึ้นไปสามชั้น  

 

ภาพวาดสันนิษฐาน มหาสถูปพระเจ้ากนิษกะ มีเสายอดสิงห์ (Lion Pillars) ทั้ง 4 มุมของชั้นฐานลานประทักษิณรูปสี่เหลี่ยม

ภาพสลักหินจากเมืองบัทคารา (Butkara) แคว้นคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8
แสดงภาพของสถูปและเสายอดสิงห์โต (Lion Pillars) ในยุคพระเจ้ากนิษกะ

ภาพสลักหินจากเมืองบัทคารา (Butkara) แคว้นคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8 แสดงภาพของสถูปและเสายอดสิงห์โต
มีพระภิกษุกำลังถวายพุ่มดอกไม้สักการบูชา

สถูปโลหะจำลอง แสดงลักษณะทางศิลปะของสถูปพระเจ้ากนิษกะ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานเปชวาร์ ประเทศปากีสถาน

ผอบโลหะบรรจุพระบรมสารีริกฐาน ที่พบในกรุของมหาสถูปกนิษกะ ศิลปะแบบกุษาณะ พุทธศตวรรษที่ 7
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติช มิวเซียม

                ส่วนที่สถูปประธาน“ธรรมราชิกาสถูป” (Dharmarajika Stupa) ในเมืองตักศิลา แผนผังยังคงเป็นรูปวงกลมตามแบบสถูปสาญจี มีการตกแต่งผนังชั้นฐานลานประทักษิณด้วยเสาโครินเธียนโดยรอบ ส่วนฐานชั้นมีแผนผังกลม มีการเพิ่มซุ้มจระนำขึ้นทั้ง 4 ทิศในยุคพระเจ้ากนิษกะ ประดับด้วยเสาโครินเธียนติดผนังขนาดเล็ก รองรับชั้นคานหลังคาปลอม (Entablature) ระหว่างช่องเสาทำเป็นซุ้มวงโค้ง “กูฑุ” สามวง (หมายถึงอาคารที่มีความสูง) สลับกับซุ้มทรงเหลี่ยมคางหมู โดยรอบ

 

ปูนปั้นประดับตกแต่งบนชั้นฐานโดมกลมของธรรมราชิกาสถูป เมืองตักษิลา ทำเป็นหน้าบันอาคารจำลองรูปวงโค้งปลายแหลมชั้นซ้อน
(แสดงความสูงของอาคาร)และรูปคางหมู แบ่งช่องโดยเสาโครินเธียนที่รองรับชั้นขื่อปลอมและลวดบัวชั้นหลังคา

หินสลักประดับสถูปบริวาร ทำเป็นหน้าบันหลังคาอาคารจำลองรูปวงโค้งและรูปคางหมู แบ่งช่องโดยเสาโครินเธียน
ภายในอาคารเป็นภาพของพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้า ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

 

หินสลักประดับสถูปบริวาร แสดงภาพของหน้าบันอาคารจำลองรูปวงโค้งแบบมีชั้นซ้อน (ชั้นลดด้านข้าง) หน้าบันรูปคางหมู 
รูปบุคคลในหน้าบันวงโค้งยอดปลายแหลม พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

              รูปแบบของพระสถูปที่มีฐานประทักษิณกลม มีลวดลายเสาโครินเธียนประดับโดยรอบนั้น  ยังปรากฏ ที่สถูป “ตุลเมอรูกัน” (Thul Mir Rukan) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของปากีสถาน และที่สถูป “Manikyala” ใกล้เมืองราวันปินดี (Rawalpindi) ในแคว้นปัญจาบ ที่อาจเป็นพระสถูปเจติยะที่มีอายุเก่าแก่พอ ๆ กับสถูปสาญจี – ภารหุต

สถูปตุลเมอรูกัน (Thul Mir Rukan) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของปากีสถาน ฐานมีผังรูปกลม ประดับด้วยเสาโครินเธียน  ศิลปะแบบคันธาระ

สถูปฐานกลม มานิกายารา (Manikyala) ใกล้เมืองราวันปินดี (Rawalpindi) ในแคว้นปัญจาบ พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

                 รูปแบบของเสาโครินเธียนและซุ้มหน้าบันอาคารจำลองแบบที่พบตามสถูปใหญ่ของแคว้นคันธาระ ก็อาจยังไม่งดงามละเอียดลออเท่ากับลวดลายปูนปั้น (Stucco figures) ที่ประดับบนฐานของสถูปบริวาร ขนาดเล็กที่พบเรียงรายอยู่รอบสถูปประธานเลยครับ

 

ภาพถ่ายเก่า แสดงรายละเอียดลวดลายของภาพแกะสลักบนสถูปบริวารที่ Loriyan Tangai ใกล้เมืองเปชวาร์ (Peshawar)
แสดงภาพของอาคารหลังคารูปเหลี่ยมคางหมูแบบกรีก ภาพพุทธประวัติ และลวดลายอันวิจิตรบรรจงในแต่ละชั้นฐาน พุทธศตวรรษที่ 6 - 7

                 ฐานของสถูปปริวารที่สังฆารามจอเลียน และที่สังฆารามฮัดดา ประดับด้วยปูนปั้นในศิลปะคันธาระอันงดงาม ฐานสถูปจะมีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนขึ้นไปหลายชั้น ฐานบนสุดเป็นฐานกลม ฐานแต่ละชั้นจะประดับตกแต่งปูนปั้นรูปเสาติดผนังหรือหัวเสาแบบโครินเธียน รองรับคานหลังคาปลอมแบบกรีก - โรมัน (Entablature) ที่มีขื่อปลอม (Dentils) ยื่นสลับออกมาอย่างเด่นชัด แต่ละช่องประดับด้วยหน้าบันวงโค้ง หรือ “กูฑุ”ชั้นซ้อน สลับกับรูปหน้าบันคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ภายในอาคารจำลองประดิษฐานพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ ที่จะแสดงมุทราและมีบริวารด้านข้างที่แตกต่างกัน ระหว่างชั้นฐาน มีการแทรกรูป “เทพแอตลาส” (Altas) ประกอบกับภาพปูนปั้นรูปสัตว์มงคลอย่างช้าง และสิงห์ ในท่ากำลังแบกเทินพระสถูป

 

ฐานของสถูปบริวารที่สังฆารามจอเลี่ยน พุทธศตวรรษที่ 7 – 8

ปูนปั้นประดับที่ชั้นของฐานสถูปบริวาร สังฆารามจอเลี่ยน ใกล้เมืองตักษิลา
เป็นรูปพระพุทธเจ้าในซุ้มหน้าบัน(อาคาร)จำลองรูปเหลี่ยมคางหมู รองรับด้วยช้างคู่ ด้านข้างเป็น “ธรรมมิตร”

                รูปหน้าบันวงโค้งแบบวงเดียวหรือแบบชั้นซ้อน และหน้าบันรูปคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ที่ประดับอยู่บนสถูป ก็คือรูปลักษณ์ทางศิลปะที่เลียนแบบมาจากหน้าบันของอาคารที่อยู่อาศัยจริงของชาวกรีก – เปอร์เซีย – ภารหุต ในยุคนั้นและได้พัฒนารูปแบบมาเป็น “ซุ้มกูฑุ” (gudu) หรือ “จันทราศาลา”(Chandra sala) ในศิลปกรรมของทั้งฮินดูและพุทธในอินเดียในช่วงเวลาต่อมา

 

ภาพสลักบนหินประดับสถูปภารหุต แสดงภาพบุคคลโผล่ออกมาจากซุ้มหน้าบัน(อาคารจำลอง)วงโค้ง ศิลปะแบบศุงคะ พุทธศตวรรษที่ 3

ภาพสันนิษฐาน ลักษณะบ้านเรือนของอินเดียเหนือในยุค ศุงคะ- อานธระ พุทธศตวรรษที่ 3 – 4
ที่มีหน้าบันวงโค้งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นหลังคา

ภาพสลักหินประดับสถูป แสดงลักษณะหลังคาและหน้าบันวงโค้งของพระราชวังพระเจ้าสุทโธทนะ
ศิลปะแบบคันธาระ – ไซเธียน พุทธศตวรรษที่ 6

ภาพสลักหินประดับสถูปภารหุต แสดงภาพบุคคลในซุ้มหน้าบันวงโค้งของอาคารเคหสถาน พุทธศตวรรษที่ 3 – 4

ภาพสลักหินรูปบุคคลในซุ้มหน้าบันวงโค้งปลายแหลม ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 7 -8

ภาพสลักรูปซุ้มหน้าบันวงโค้งหรือ “กูฑุ” ในความหมายของที่ประทับของเหล่าพระพุทธเจ้าแบบมหายาน
รอบสถูปประธานเจติยสถานถ้ำอชันตาหมายเลข 26 ศิลปะแบบ"วากาฏกะ – คุปตะ” (Vakataka – Gupta) พุทธศตวรรษที่ 10 -11

ภาพบุคคลในซุ้มหน้าบันวงโค้งหรือ “กูฑุ” ดินเผา ในความหมายของที่ประทับของเหล่ามานุษิพุทธะแบบมหายาน
ศิลปะแบบทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 11 – 12

                สถูปบริวาร ที่ “ฮัดดา” (Hadda)  เมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของกรุงจาลาลาบัด (Jalalabad) ประเทศอัฟกานิสถาน ที่เหลือรอดมาจากการทำลายล้างของพวกตอลีบัน ก็ปรากฏรูปแบบของสถูปบริวารฐานสี่เหลี่ยมชั้นซ้อน ที่บางองค์ก็ไม่นิยมสร้างซุ้มอาคารจำลองบนผนังแบบที่สถูปบริวารจอเลี่ยน  บางองค์ทำชั้นฐานซ้อนเป็นรูปทรงแผนผังแปดเหลี่ยม ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นพระสถูปรูปแปดเหลี่ยมองค์แรกของโลก ที่มีอายุในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 8 หรือ 1,700 ปีมาแล้ว

สถูปอุทิศ “ธรรมเจดีย์” พบที่สังฆาราม ทาปาคารัน (Tapa Kalan monastery) เมืองฮัดดา (Hadda) พุทธศตวรรษที่ 8 – 9
จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Guimet Museum) ประเทศฝรั่งเศส

ภาพปูนปั้นตกแต่งด้วยสี แสดงพุทธประวัติตอนเสด็จไปโปรดนางยโสธราพิมพาและพระราหุลราชโอรส
แสดงอิทธิพลของศิลปะปาร์เธียน พุทธศตวรรษที่ 8 – 9

                รูปแบบของสถูปบริวาร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 – 8 ที่พบที่สังฆารามโมห์ราโมราดูและพระสถูปจำลองขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศเป็น “ธรรมเจดีย์”จำนวนมากในศิลปะแบบคันธาระ เริ่มมีรูปแบบและลวดลายที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบของ “ฉัตรวลี” ที่แต่เดิมนิยมทำเป็นฉัตรใหญ่ 3 ชั้น ก็ได้พัฒนามาเป็น ฉัตรกลม ที่ซ้อนชั้นลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นรูปทรงกรวย 6 – 7 ชั้น

 

สถูปอุทิศขนาดเล็ก ทำจากหินชีสต์สีเทาเขียว ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 8 -9 แสดงลวดลายของฐานสี่เหลี่ยม
ฐานกลมชั้นซ้อนเป็นลวดลายพุทธประวัติใต้ขื่อปลอม ฐานสถูปกลมทำเป็นลายใบไม้ม้วน
ตัวองค์ระฆัง(โดม) ทำเป็นลวดลายซุ้มหน้าบันอาคารจำลองซ้อนชั้น มีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายในอาคาร
ด้านบนสุดทำเป็นแท่นรองรับที่ประทับ (บัลลังก์) บนสุดเป็นฉัตรวลี 7 ชั้น (หักไป 1 ชั้น)

สถูปอุทิศขนาดเล็ก ศิลปะแบบคันธาระ พุทธศตวรรษที่ 8 -9 ตัวองค์ระฆัง(โดม) ซุ้มหน้าบันอาคารจำลองซ้อนชั้น
แสดงเรื่องราวของพุทธประวัติ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติการจี ปากีสถาน

สถูปบริวารที่สังฆารามโมราห์ โมราดู เมืองตักษิลา พุทธศตวรรษที่ 8 -9 ทำเป็นฉัตรเหนือบัลลังก์ที่ประทับ (มีรั้วล้อมรอบ) จำนวน 7 ชั้น
ซึ่งเป็นรูปแบบของชั้นฉัตรวลีในยุคแรกที่ส่งอิทธิพลมาสู่การเปลี่ยนแปลงรูปทรงฉัตรวลีของสถูปใหญ่ในยุคต่อมา

               ส่วนตัวฐานที่เป็นรั้วหรรมิกา ล้อมรอบฉัตรเดิม ก็ได้มีการพัฒนารูปร่างไปเป็นบัลลังก์ ที่มีปลายฐานด้านบนขยายออกไปรองรับที่ประทับเครื่องไม้จำลอง

               รูปแบบของฉัตรวลีที่เป็นทรงกรวยแหลมและบัลลังก์ – หรรมิการูปทรงสี่เหลี่ยมที่ปรากฏบนสถูปบริวารในศิลปะแบบคันธาระนี้ อาจเป็นต้นแบบสำคัญ ที่ส่งต่ออิทธิพลทางศิลปะต่อไปยังอินเดียเหนือในศิลปะแบบมถุรา (พุทธศตวรรษที่ 8 -9) และศิลปะแบบคุปตะ- วากาฏกะ  (พุทธศตวรรษที่ 9 – 14) ที่นำไปสู่การพัฒนารูปแบบของยอดพระสถูปให้กลายเป็น บัลลังก์และปล้องไฉน อย่างที่เราเห็นในยุคปัจจุบันครับ

 

ยอดสถูปประฐานถ้ำอชันตาหมายเลข 19 ในยุคศิลปะวากาฏกะ – คุปตะ พุทธศตวรรษที่ 10 
รูปแบบของฉัตรวลีลดหลั่นเป็นรูปทรงกรวยมากขึ้น
ฐานหรรมิกาเดิมก็เริ่มกลายเป็นฐานที่ประทับผังสี่เหลี่ยม
รูปบุคคลรองรับฉัตร ก็อาจกลายมาเป็น “เสาหาน” ของสถูปในยุคหลัง

 

บรรพ 6  จาก“กรีโอ – บุดดิส อาร์ต” (Greco-Buddhist art) ที่คันธาระ 
สู่ศิลปะมถุรา อมราวดีและคุปตะ

               ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 – 9 อิทธิพลทางการปกครองของกุษาณะยังคงครอบครองอินเดียเหนือฝั่งตะวันตก ในขณะแว่นแคว้นตะวันออกและอินเดียใต้ ก็ยังคงมีความนิยมในการสร้างพระสถูปเจดีย์ด้วย “การก่ออิฐ” ที่มีแผนผังของฐานประทักษิณกลม รองรับโดมทรงคล้ายเนินดิน รูปครึ่งวงกลม ตามแบบพระสถูปในยุคเริ่มแรกอย่างสาญจี – ภารหุต

 

สถูปบ้านนางสุชาดา (Sujatagarh stupa) ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา (Niranjana river) รัฐพิหาร
อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 3 แต่มีการก่ออิฐขึ้นใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 5 – 8

มกุฏพันธนเจดียสถาน หรือ สถูปรามภาร์-กา-ดิลา (Rambha ka tila stupa) ที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ เมืองกุสินารา (Kushinagar)
รัฐอุตตรประเทศ อินเดียเหนือ อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 1 - 3  แต่มีการก่ออิฐขึ้นใหม่อีกครั้งในพุทธศตวรรษที่ 5 – 8

              ราชวงศ์ “ศาตวาหนะ” (Satavahana Empire) ที่ครอบครองอินเดียใต้ ในลุ่มน้ำกฤษณา – โคธาวรี  ยังคงนิยมสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ (มหาสถูป) ตามคติความเชื่อแบบมหายานของ “นิกายไจตยกะ” (Chaitayaka) “นิกายอปรไศละ” (Apara-saila) ที่นิยมการบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเชื่อว่าการสร้างทำนุบำรุงและการบูชามหาสถูปเป็นบ่อเกิดของผลบุญอันยิ่งใหญ่ ในขณะที่สายเถรวาทอย่าง “นิกายธรรมคุปติกะ”(Guptika) ก็มีความเชื่อว่า การถวายทานแก่พระพุทธเจ้า และการบูชามหาสถูป มีผลบุญมากกว่าการถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์

            จากคติความเชื่อในเรื่อง “การสร้างมหาสถูป การทำนุบำรุงและการบูชาพระสถูปเจติยะถือเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่” จึงเกิดการสร้างสถูปบรรจุพระธรรมอุทิศเป็น “ธรรมเจดีย์” หรือสถูปบริวารขึ้นอย่างมากมาย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7  บุคคลชั้นสูงและผู้มีฐานะมักสร้างพระสถูปบริวารหรือพระวิหารถวาย คนทั่วไปจะสร้างสถูป วิหารจำลอง หรือแผ่นดินเผาจารึกคาถาพระอริยสัจ “เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา (อาห) เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวัง วาที มหาสมโณ” ที่เชื่อกันว่าจะได้รับผลบุญกุศลเทียบเท่ากับการสร้างพระมหาสถูป ในยุคต่อมา

              ในขณะที่บ้านเมืองในลุ่มน้ำคงคา อันเป็นบ่อเกิดของพระพุทธศาสนา  มีความนิยมในพุทธศาสนาสายเถรวาท (เถรวาทิน) ที่ใช้คัมภีร์ในภาษาบาลี มากกว่าสายมหายาน “มหาสังฆิกะ” มีสร้างพระสถูปเจติยะแผนผังทรงกลมขนาดใหญ่ด้วยอิฐขึ้นตามสังเวชนียสถาน และเจติยสถานที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในเมืองต่าง ๆ ที่เคยปรากฏในพุทธประวัติ  

 

ธัมมราชิกสถูป (Dharmarajika stupa) เมืองสารนาถ รัฐอุตตรประเทศ สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 
ก่ออิฐขึ้นใหม่ในภายหลัง

มหาสถูปเกสริยา (Kesariya Maha stupa) เขตจังหวัดจัมบารัน (Champaran) แคว้นวัชชี รัฐพิหาร
สร้างขึ้นเป็นฐานกลมครั้งแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 -6  และมีการปฏิสังขรณ์เติมซุ้มคูหาในยุคพุทธศตวรรษที่ 12 -13
เป็นมหาสถูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย

               คติความเชื่อ วัฒนธรรมและศิลปะจากแคว้นคันธาระ ได้ส่งอิทธิพลครั้งใหญ่มาสู่ เมือง “มถุรา” (Mathura) ริมฝั่งน้ำยมุนาใกล้เมืองเดลี กลุ่มชนลูกผสมอารยันในเขตอำนาจของชาวกุษาณะ ได้เริ่มสร้างรูปเคารพในพระพุทธศาสนา ตามแบบอย่างรูปสลักฉลองพระองค์ “พระเจ้าเดมิตริอุส” ของชาวคันธาระ ต่อมาได้มีการพัฒนาดัดแปลงรูปแบบ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะแบบอินเดียแท้ในเวลาต่อมา

               สถูปในศิปะมถุราถูกทำลายไปทั้งหมดตั้งแต่ช่วงการรุกรานของชาวฮันขาว (White Huns, Ephthalite ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 9 แต่ก็ยังคงเหลือสถูปบริวารหลงรอดมาบางส่วน ที่แสดงให้เห็นว่ารูปแบบของสถูปแบบมถุรามีลักษณะเดียวกันกับสถูปคันธาระ คือมีฐานประทักษิณแผนผังจัตุรัส ผนังแบ่งเป็นช่องด้วยเสาโครินเธียน (เสาคั่น - เสาติดผนัง) รองรับชั้นคานหลังคาปลอม ระหว่างช่องเสาทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าในท่ามุทรา (Mudras - กรีดนิ้ว) แตกต่างกัน ฐานชั้นซ้อนทำเป็นฐานกลมขึ้นไป 2 – 3 ชั้น ผนังยังคงประดับเสาและแบ่งช่องเล่าเรื่องพุทธประวัติ  ฐานชั้นบนทำเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับในซุ้มจระนำ ด้านบนเป็นองค์สถูปรูปทรงคล้ายกับหม้อน้ำ“กลศกฤต” (Kalasakriti) สัญลักษณ์มงคล ที่มีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์

ชิ้นส่วนหินสลัก แสดงภาพพระสถูปรุ่นแรกของเมืองมถุรา ในศิลปะแบบศุงคะ – อานธระ พุทธศตวรรษที่ 4 - 5
ที่ยังคงนิยมสร้างซุ้มประตูโตรณะ และรั่วเวทิกาล้อมรอบตัวสถูปที่มีชั้นฐานกลมสูงกว่าในยุคก่อน

ภาพสลักหินแสดงการบูชาพระสถูปรูปโดมกลม ศิลปะแบบมถุรา พุทธศตวรรษที่ 4 – 5

             รูปแบบของสถูปที่มีชั้นโดมกลมคล้ายรูปหม้อน้ำที่มถุรานี้ อาจเป็นยุคแรกของการผสมผสานระหว่างคติการก่อสร้างพระสถูปแบบคันธาระกับคติความเชื่อเรื่อง “ครรภธาตุ” ของอินเดียเหนือ ที่ปรากฏเป็นพระสถูปทรงหม้อน้ำในยุคเริ่มแรกมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5 – 6  

.

สถูปอุทิศหินสลัก ศิลปะแบบมถุรา ในช่วงหลังการครอบครองของราชวงศ์กุษาณะ พุทธศตวรรษที่ 8

                เนินโดมของพระสถูปที่เคยเป็นเพียง “เนินดินของสุสาน” ในยุคเริ่มแรก ได้พัฒนาความเชื่อกลายมาเป็น “อัณฑะ” และ “ครรภ์” แหล่งกำเนิดของชีวิตและคติความอุดมสมบูรณ์ บางนิกายในอินเดียเหนือได้อรรถาธิบายให้เนินดินเป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งสกลจักรวาล

                เมื่อโดมกลมเริ่มกลายเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์ หลายนิกายของมหายานในอินเดียเหนือได้ให้ความหมายของเนินดินว่าเป็นเสมือน “ภาชนะ”  หรือ “ครรภ์” ที่บรรจุตัวอ่อนของไข่ หรือเมล็ดพันธุ์ที่จะก่อกำเนิดขึ้นเป็นชีวิต  โดมพระสถูปจึงมีความหมายเป็น “ครรภธาตุ” ที่บรรจุพระอัฐิธาตุในองค์สถูป ที่มีความหมายถึงการกำเนิดและความรุ่งเรือง

                พุทธศาสนานิกายหลายนิกายในอินเดียเหนือ ช่วงยุคเดียวกับสมัยของกุษาณะในแคว้นคันธาระนี้ ได้เริ่มสร้างกฎเกณฑ์ กำหนดความหมายของโครงสร้างพระสถูปขึ้นเป็นครั้งแรก ที่จะประกอบด้วย ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น ส่วนโดมในความหมายของภาชนะหรือหม้อ และส่วนยอดเนินที่ประกอบด้วย ชั้นแจกัน แกน และจำนวนแผ่นฉัตรที่มีความหมายแตกต่างกันไป

             รูปแบบของพระสถูปในศิลปะมถุรา ที่ปรากฏยอดโดมเป็นทรงหม้อน้ำ “กลศ” นี้ ยังได้ส่งอิทธิพลไปยังรูปแบบของสถูปขนาดเล็ก หรือ “ธรรมสถูป” ในยุค “วากาฏกะ – คุปตะ” (Vakataka - Gupta ruler) ดังที่พบในหมู่ถ้ำเจติยสถาน “อชันตา” (Ajanta Caves) อีกด้วย

 

 สถูปรูปทรงหม้อน้ำกลศกฤต (Kalasakriti) ในถ้ำอชันตาหมายเลข 10 ศิลปะแบบคุปตะ – วากาฏกะ พุทธศตวรรษที่ 8 -9

หม้อน้ำกลศกฤต หรือ หม้อปูรณฆฏะ ส่วนประกอบของสถูปแบบหม้อน้ำ ในความหมายของ  ครรภธาตุหรือองค์ระฆัง
บนบ่าแกะเป็นลายกนกใบม้วนขนาบด้วยลายลูกประคำอันเป็นลวดลายสำคัญของศิลปะแบบคุปตะ – วากาฏกะ
ด้านล่างทำเป็นลายกลีบบัว พุทธศตวรรษที่ 11

สถูปรูปทรงหม้อน้ำ หินชีสต์สีเขียว (Green Schist) พบที่เมืองนครปฐม  พุทธศตวรรษที่ 12 – 13
มีชั้นของฉัตรวลัย 13 ขั้น ในรูปทรงกรวยแหลม 

บัลลังก์ของสถูปทรงหม้อน้ำ จารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ในพระคาถา “เย ธมฺมา ฯ” ขอบบัลลังก์ทำเป็นลายเม็ดอัญมณี

               ราชพุทธศตวรรษที่ 7 - 8 กลุ่มชนชาวศกะ (Sakas) ซินเถียนหรือไซเธียน (Scythians) ที่ถูกผลักดันจากจักรวรรดิกุษาณะ ได้เข้ามาครอบครองดินแดน แคว้นคุชราตและเสาราษฎระ ทางฝั่งตะวันตกของอนุทวีป ในชื่อของ “ซาทรัปตะวันตก” (Western Satraps) หรืออาจเรียกว่า ราชวงศ์ “กษัตรปะ” (Kshatrapas) ที่เป็นศูนย์กลางสำคัญของ “นิกายสางมิติยะ" ในสายของเถรวาท

 

ภาพแสดงพัฒนาการของสถูปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 – 12

               ถึงแม้พระสถูปเจติยะในแคว้นคุชราตหลายแห่ง จะถูกทำลายไปในยุคต่อมา แต่หลักฐานร่องรอยของมหาสถูปที่เมือง “เดฟนิโมรี” (Devnimori) ก็ได้แสดงให้เห็นมหาสถูปที่ก่อด้วยอิฐ ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนชั้น ผนังของฐานตกแต่งเสาติดผนัง ระหว่างเสาติดผนังประดับด้วยรูปพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิในซุ้มอาคารวงโค้ง และลวดลายนูนต่ำดินเผาปั้น (Terracotta plaques) จำนวนมาก ที่ล้วนแสดงให้เห็นที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากแคว้นคันธาระโดยตรง

 

 รูปจำลองแสดงกลุ่มสังฆาราม และมหาสถูปเมืองเดฟนิโมรี (Devnimori) มณฑลสหารหัณฑะ (Sabarkantha)
แคว้นคุชราต (Gujarat) อินเดียตะวันตก พุทธศตวรรษที่ 10 – 11

               รูปแบบของมหาสถูปที่มีแผนผังของฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นขึ้นไป มีบันใดขึ้นด้านหน้าหรือทั้ง 4 ด้าน ส่วนบนเป็นโดมกลมแบบคันธาระ และรูปแบบการตกแต่งฐานสถูปด้วยการแบ่งเป็นช่องคั่นด้วยเสาติดผนัง และภายในช่องประดับแผ่นดินเผาเป็นภาพนูนต่ำ (Terracotta plaques) หรือปูนปั้น (Stucco figures) แสดงภาพบุคคล พุทธประวัติ อวทานะ(Avadana)  ชาดก (Jataka) และภาพมงคล ยังได้ส่งอิทธิพลทางศิลปะไปยังดินแดนต่าง ๆ ในยุคของจักรวรรดิคุปตะ - วากาฏกะ ดังเช่นพระสถูป “คาฮูจาดาโร” (Kahujadarro) ทางเหนือของเมืองมิรปูรขาส (Mirpur khas) แคว้นสินธิ์ (Sindh) หรือที่ “มหาเจติยะ” (Maha Chaitya) ศังการาม (Sankaram Monastery) ในเขตลุ่มน้ำโคธาวรี แคว้นอานธระประเทศ  ในเขตอินเดียใต้   

 

รูปปั้นดินเผา (Terracotta plaques) ประดับสถูปเดฟนิโมรี (Devnimori) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะคันธาระ

รูปปั้นดินเผาพุทธสาวก ประดับสถูปเดฟนิโมรี (Devnimori)

รูปปั้นดินเผา (Terracotta plaques) เป็นภาพมงคลหรือเรื่องราว ประดับฐานอาคารวัดโสมาปุระมหาวิหาร (Somapura Mahavihara)
แคว้นปุณยวรรธนะ ศิลปะแบบปาละ พุทธศตวรรษที่ 13 -15

ซากของสถูปคาฮูจาดาโร (Kahujadarro stupa) ทางเหนือของเมืองมิรปูรขาส (Mirpur khas)
แคว้นสินธิ์ (Sindh) ปากีสถาน ราวพุทธศตวรรษที่ 7 - 8

 “มหาเจติยะ” (Maha Chaitya) ที่ศังการาม (Sankaram Monastery) เขตลุ่มน้ำโคธาวรี แคว้นอานธระประเทศ  
ราวพุทธศตวรรษที่ 7 – 8

               ตัวอย่างของมหาสถูปที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ในยุคเริ่มแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 - 4 (สาญจี – ภารหุต) และได้รับการปฏิสังขรณ์โดยการสร้างฐานสี่เหลี่ยมแบบอิทธิพลคันธาระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 - 8 ครอบที่ฐานประทักษิณกลม คือ สถูป “กบิลพัสดุ์” (Kapilavastu stupa  หรือ Sakyan stupa)  ที่ตำบลปิปราหวะ (Piprahwa) ใกล้พรมแดนระหว่างอินเดียกับเนปาล ที่เมืองบาสติ (Basti) 

 

สถูปกบิลพัสดุ์ (kapilavastu stupa  - Sakyan Stupa)  ตำบลปิปราหวะ(Piprahwa) เมืองบาสติ (Basti) 
ใกล้พรมแดนระหว่างอินเดียกับเนปาล แคว้นอุตตรประเทศ อาจสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 3 
แล้วมาสร้างใหม่ด้วยการก่ออิฐในช่วงพุทธศตวรรษที่ 7 – 8

             พระมหาสถูปกบิลพัสดุ์นี้ มีการขุดพบผอบหินที่บรรจุ “พระอัฐิธาตุ” (Relic caskets) ไว้ภายในหีบศิลาและภายในกรุหลายชุด พร้อมด้วยเครื่องทองบูชาและสิ่งของมีค่าจำนวนมาก ที่ผอบหนึ่งมีจารึกภาษาพราหมี แปลความได้ว่า “ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของศากยราชสุกิติ กับ พระภาตา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และ พระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวายไว้”

 

ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (Relics casket) ในกรุอิฐใต้สถูปกบิลพัสดุ์

ผอบหินบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากสถูปกบิลพัสดุ์ ที่บนบ่าภาชนะมีคำจารึกอักษรพราหมี พุทธศตวรรษที่ 3 – 4

             กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กล่าวถึงพระบรมสารีริกธาตุที่พบไว้ว่า “…..พระธาตุแปดแห่งเดิมที่จ่ายไปเมื่อถวายพระพุทธสรีระแล้วนั้น มาปรากฏภายหลังว่าพระเจ้าอโศกไม่ได้ไปอีกแห่งหนึ่ง คือที่เมืองกบิลพัสดุ์ คือส่วนที่ศากยวงศ์ได้ไป พวกศากยวงศ์อันเป็นพระญาติได้เอาไปก่อพระสถูปไว้ ต่อมามิสเตอร์ปิ๊ป คนทำไร่ไปขุดพบเข้า ที่ผอบพระธาตุมีจารึกที่สำคัญว่า พระธาตุของพระพุทธเจ้าส่วนที่ศากยวงศ์บรรจุไว้ จึงเชื่อแน่ได้ว่าเป็นพระธาตุแท้ เพราะผอบก็เก่า หนังสือจารึกก็เก่า เวลาที่ขุดได้นั้น หลอดเคอรสันเป็นไวสรอบยอยู่ที่อินเดีย หลอดเคอรสันเคยเข้ามากรุงเทพฯ และคุ้นเคยกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เหตุด้วยเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ถือพระพุทธศาสนามีอยู่องค์เดียวในโลก จึงโปรดให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น) เมื่อเป็นพระยาสุขุม เป็นราชทูตไปรับพระบรมธาตุถึงอินเดียเข้ามาถวาย สร้างพระเจดีย์บรรจุไว้บนภูเขาทอง เป็นพระธาตุที่แท้จริงไม่มีที่เถียงอยู่แห่งเดียว…..

            …..ข้อสำคัญมีอยู่อย่างหนึ่งคือ บรรดาพระธาตุ จะเป็นพระธาตุพระพุทธเจ้าก็ตาม ธาตุพระสาวกก็ตาม ที่พบในอินเดียนั้นเป็นกระดูกคนทั้งสิ้น ถึงที่ไวยสรอยส่งเข้ามาถวายก็เป็นกระดูกคน ในอินเดียมีมาก ที่ว่าเป็นพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าก็ยังมีอีกหลายแห่ง แต่ขาดหลักฐานที่เชื่อถือได้ ถ้าจะว่าไป พระธาตุที่เป็นของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในอินเดีย เอาแต่พระธาตุเท่านั้นมาปั้นเข้าก็จะเกินองค์พระพุทธเจ้าเสียอีก ที่บริติช มิวเซียมในกรุงลอนดอนก็มี มีผ้าห่ออยู่ แต่ผ้าดูค่อนข้างใหม่ ตัวหนังสือที่เขียนผ้าก็ดูใหม่กว่าสมัยพระพุทธเจ้าหลายร้อยปี จึงไม่ได้ขอเขามา เพราะถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าแท้ ไหว้ผิดตัวไปไหว้กระดูกแขกอื่น ไหว้ก้อนกรวดก้อนทรายเสียดีกว่า….

 

ผอบหินสบู่ (Soap stone) บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุในหีบหินใต้สถูปกบิลพัสดุ์ ขุดพบตั้งแต่ปี 2441
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัลกัตตา

                 ในปี 2441 มิตเตอร์ วิลเลี่ยม แคลกตัน เปปเป (W.C. Peppe) ขุนนางผู้ปกครองดินแดนอาณานิคม ชาวอังกฤษ ได้ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุจากซากเนินดินของสถูปในที่ดินของตน ในปีถัดมานายนายมาร์ควิส เคอร์ซัน (Marquis Curzon)  อุปราชแห่งอินเดีย ได้ถวายพระบรมสาริกธาตุที่พบบางส่วนแก่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 (ทรงให้ประดิษฐานไว้ที่ภูเขาทอง วัดสระเกศ) ส่วนใหญ่ที่เหลือนั้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินิวเดลี ครับ

               มีการถกเถียงในทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ “ความแท้จริง” ของพระอัฐิธาตุที่พบมาเป็นเวลายาวนาน ด้วยข้อสงสัยในรูปของอักษรพราหมี ที่อาจเป็น “ของปลอม” และยุคสมัยของพระสถูปที่ย้อนแย้งแต่กระนั้นข้อสรุปในปัจจุบัน ก็ยังคงให้น้ำหนักว่า เถ้าพระอัฐิที่พบนั้นมีลักษณะเป็นของจริง

             “ไม่รู้ว่านายเปปเป จะไปปลอมพระอัฐิธาตุเพื่ออะไร....แต่จะเป็นของใครนั้น คงยากที่จะหาคำตอบ”  (National Geographic - Bones of the Buddha http://www.youtube.com/watch?v=BtCmK4CRHVk)

 

สถูปองคุลีมาล (Angulimala stupa) ใกล้กับ สถูปอนาถบิณฑิกะ แม่น้ำราปติ เมืองสาวัตถี แคว้นอุตตรประเทศ
อาจสร้างขึ้นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 3  - 4  แต่ได้รับการต่อเต็มบูรณะมาในหลายยุคสมัย
จนถึงพุทธศตวรรษที่ 12  ก็ถูกแปลงเป็นเทวสถานฮินดู

               จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9 “จักรวรรดิคุปตะ – วากาฏกะ” (Vakataka - Gupta Empire/Dynasty)  อารยันลูกผสมเก่าแก่ได้กลับเข้ามาครอบครองอินเดียเหนือขึ้นไปจนถึงลุ่มน้ำสินธุอีกครั้ง ส่วน“จักรวรรดิอิกษวากุ” (Iksvaku Empire) ก็ได้เข้าปกครองแคว้นอานธระ (นาคารชุนโกณฑะ – อมราวดี) คติความเชื่อแบบมหายาน (มหาสังฆิกะ) ผสมผสานกับลัทธิพราหมณ์ฮินดู มีบทบาทสำคัญ ที่ผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนรูปแบบทางศิลปกรรมของพระสถูปเจติยะ (Stupa Chaitya) กับเทวาลัย “ปราสาท” (Prasada) แบบฮินดูที่มีการวางแผนผังอาคารจำลองหน้าบันวงโค้ง (ซุ้มกูฑุ – บัญชร) ในแผนผังที่ซับซ้อนและลดหลั่นขึ้นไปแบบทรง“ศิขระ” (Sikhara -Sikhar) มีการตกแต่งลวดลาย และเพิ่มมุมของอาคารปราสาทที่มีความหมายถึงการซ้อนทับของปราสาทหลายหลังและจำนวนระดับชั้นบนสวรรค์ กลายมาเป็น “มหาปราสาท” (Maha Prasada) ที่สถิตของเหล่าเทพเจ้า

                รูปแบบของฐานพระสถูปเจติยะหรืออาคารวิหารในยุคคุปตะ - วากาฏกะ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากฐานที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีการ “ยกเก็จ” หรือทำซุ้มอาคารจำลองเป็นมุข “กระเปาะ” ยื่นออกมาจากฐานเดิม แบ่งฐานเป็นสัดส่วนที่ได้สมมาตร (Balance) ทั่วทั้งฐาน ตามแบบอย่างการเพิ่มมุมในศิลปะแบบปราสาทของฮินดู เช่นที่ปราสาท Bhitargaon Temple เมืองคานปูร์ (Kanpur)  รัฐอุตตรประเทศ อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 10

 

ปราสาทเทวาลัย Bhitargaon Temple เมืองคานปูร์ (Kanpur)  รัฐอุตตรประเทศ

                รูปแบบชุดลวดลายหรือลวดบัวของชั้นฐาน มีการตกแต่งลวดลายแบบปราสาทฮินดูเข้ามาสอดแทรก จัดลำดับชั้นจนมีความสวยงามลงตัว เช่นซุ้มอาคารจำลองยอดบัญชร และลวดลายที่ชั้นฐานของปราสาท   Mundeshwari เมือง Kaimur แคว้นมคธโบราณหรือรัฐพิหาร ซึ่งเป็นปราสาทฮินดูในยุคพุทธศตวรรษที่ 11

 

ปราสาทเทวาลัย  Mundeshwari เมือง Kaimur รัฐพิหาร

               รูปแบบของฐานพระสถูปและวิหารหลายแห่งในยุคคุปตะ - วากาฏกะ มีลวดลายสำคัญที่เรียกว่า “บัววลัย” หรือ “บัวกุมุท” (เรียกแบบอินเดียใต้) แทรกอยู่ในชุดฐานที่เรียกว่า “เวทีพันธะ” มีความหมายถึงชั้นของ“หม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่เรียกว่า “กุมภกลศ” ในความหมายของความเจริญรุ่งเรือง (รองรับอาคารที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของชีวิต)

             ชั้นฐานล่างของซุ้มอาคารปราสาทจำลองที่เป็นมุขยื่นออกมากลายเป็นการยกเก็จนั้น ก็นิยมที่จะมีการวางลวดลายของ “ชื่อ” (Dentils) อาคารปลอม (คล้ายซี่ฟันเฟือง) รองรับอยู่ด้านล่าง อย่างที่  "เจาคันธีสถูป" (Chaukhandi Stupa) เมืองสารนาท (Sarnath) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 10  - 11 ที่เหมือนจะอธิบายว่า“ส่วนมุขที่ยื่นออกมาเป็นเก็จนี้ มีความสำคัญจึงใช้ขื่อแยกยกขึ้นมาต่างหาก” แต่ต่อมาก็ใช้ลวดลายขื่อปลอมเดินโดยรอบชั้นฐานทั้งหมด เช่นที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda) รัฐพิหาร อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ที่อาจมีความหมายว่า “อาคารทั้งหมดนี้มีความสำคัญ – ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเลย ไม่ใช่เพียงบางส่วนแล้วนะ”

 

 มุขยกเก็จและลวดลายของชั้นฐานที่เจาคันธีสถูป เมืองสารนาท พุทธศตวรรษที่ 10 -11 รัฐอุตตรประเทศ

มุขยกเก็จและชุดลวดลายของชั้นฐาน ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา รัฐพิหาร

             เหนือขึ้นมาจากลวดลายขื่อปลอม ก็จะเป็นชั้นลวดลายที่เรียกว่า “บัววลัย” รองรับชั้นท้องไม้ ที่มักจะแบ่งเป็นช่อง ๆ เรื่อยขึ้นไปถึงชั้นคานหลังคาปลอม (กโปตะ) ที่มักจะมีลวดบัวประดับอยู่ ชั้นบนของฐานเป็นผนังประดับเสาอิง - ติดผนัง ที่มีการพัฒนารูปแบบของหัวเสามาเป็น "อมลกะ" หรือม้อมงคล “กลศ – ปูรณฆฏะ” เสาอิงจะแยกซุ้มอาคารหน้าบัน (กูฑุ / บัญชร) เป็นช่วง แต่ละซุ้มอาคารจำลองก็มักจะประดิษฐานรูปเคารพ

               รูปแบบของชุดฐาน “เวทีพันธะ” แบบอินเดียเหนือ ที่ดูจะชัดเจนที่สุด ก็คงจะเป็นฐานของ "พระมูลคันธกุฏี” หรือ “พระมูลคันธกุฏีวิหาร” (Mulgandha kuti – vihar)  ติดกับเสาหินอโศก ทางทิศเหนือของสังฆาราม“สารนาถ” (Sarnath)  ครับ

 

 ชุดลวดบัวชั้นฐานในรูปแบบ “พันธเวที” ที่ พระมูลคันธกุฏี – วิหาร (Mulgandha kuti – vihar) เมืองสารนาถ พุทธศตวรรษที่  10 -11

ฐานของสถูปประธานในถ้ำอชันตาหมายเลข 19 ทำเป็นมุขเพิ่มมุมออกมาจากฐานสถูป 
แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะแบบมหายานและฮินดู ในพุทธศตวรรษที่ 10 – 11

              และรูปแบบของพระสถูปที่ฐานแผนผังจัตรุรัส ที่มีการตกแต่งเสาอิงและลวดลาย (ดินเผา ปูนปั้น) ประดับ ผ่านมาจากศิลปะคันธาระ ผสมผสานกับฐานอาคารแบบ “มหายาน” และ “ปราสาทฮินดู” ในอินเดียเหนือ ที่เกิดขึ้นในช่วงยุคของคุปตะ - วากาฏกะ ราวพุทธศตวรรษที่ 10 -11 ก็ได้ส่งอิทธิพลครั้งสำคัญ มาสู่รูปแบบการสร้างพระสถูปเจติยะในวัฒนธรรมทวารวดี อย่างเช่นที่ “พระสถูปจุลประโทน” “พระสถูปเมืองยะรัง” และ “พระประโทณเจดีย์” และเมืองโบราณอีกหลายในแว่นแคว้นของภูมิภาคสุวรรณภูมิ

 

สถูปจุลประโทน ที่สร้างในครั้งแรกราวพุทธศตวรรษที่  11 มีการเพิ่มมุข “ยกเก็จ” เพิ่มมุมซ้อนชั้น ชุดลวดลายของชั้นฐาน
ทั้งขื่อปลอมคล้ายซี่ฟันเฟืองยื่นออกมา ชั้นบัววลัย ผนังกระดานประดับเสาอิงและซุ้มบัญชร มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปแบบของศิลปะคุปตะ

               แต่ช่วงเวลาการเดินทางของ “อิทธิพล” ทางคติความเชื่อ วัฒนธรรม วรรกรรมและศิลปะจากอินเดียเหนือในยุค “คุปตะ – วากาฏกะ” ผ่านมายังเมืองท่าของแคว้นอานธระ (อมราวดี/นาคารชุนโกณฑะ) ในอิทธิพลของราชวงศ์ปัลลวะ (Pallava Dynasty) ที่สืบทอดมาจากอิกษวากุ (Iksvaku)  ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13  เป็นต้นมา ได้ทำให้อักษรปัลลวะ หรืออักษรที่นิยมในหลายแว่นแคว้นของภูมิภาคเอเชียใต้ฝั่งตะวันออก ได้กลายมาอักษรสำคัญ สืบทอดต่อกันมาในยุควัฒนธรรมทวารวดีครับ  

 

บรรพ 7 พระสถูปเจติยะ องค์แรกของอาณานิคม “ทวารวดี” 

             ร่องรอยหลักฐานหลายอย่างในอินเดียใต้ฝั่งตะวันออก ได้แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับภูมิภาค “อุษาคเนย์” ที่ชัดเจน เริ่มต้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6 - 8 ที่อาจมีการตั้งสถานีการค้าของชาวปาร์เธียน – อินเดีย ตามเมืองท่าสำคัญของคาบสมุทร 

           แต่ในช่วง 1,700 – 1,900 ปี กลุ่มชนพื้นเมืองของภูมิภาคสุวรรณภูมิยังมีระดับทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีอยู่ในเพียงช่วงปลายยุคเหล็ก (Late Iron age) เท่านั้นครับ 

                 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ปรากฏหลักฐานในวรรณกรรมชาดก และในวรรณคดีเก่าแก่ของพวกทมิฬ ที่เล่าถึงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนในลุ่มน้ำกฤษณา – โคธาวรี และลังกา เข้ามาแสวงโชคและค้าหาทรัพยากรในภูมิภาคของพม่า ชวาและคาบสมุทรมาลายู และอินโดจีนมากขึ้น 

                บางกลุ่มของชาวปัลลวะในอินเดียใต้ อาจรวมถึงชาวพุทธอารยันลูกผสมในอินเดียเหนือ (คุปตะ – วากาฏกะ) ได้เริ่มอพยพออกจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา และต้องการลี้ภัยสงคราม หลั่งไหลเข้ามาตั้ง “อาณานิคม” (Colonial) เฉพาะของชาวพุทธในสุวรรณภูมิ ที่มีการใช้ “เสาพระธรรมจักร” เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการประกาศอาณาเขต  ตั้งถิ่นฐานชุมชนอยู่ตามเขตลุ่มแม่น้ำ ที่มีเส้นทางเชื่อมต่ออกสู่ทะเลและเส้นทางบกเป็นเครือข่าย ทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่กลอง – ท่าจีน ลุ่มน้ำป่าสัก -  ลพบุรี ลุ่มน้ำเพชรบุรี และลุ่มน้ำบางปะกง ที่มีลักษณะของภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกับเมืองแม่ จนกลืนกลาย ขยายตัวกลายเมืองรูปวงกลมในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 เป็นต้นมา  หลายกลุ่มใช้กฎเกณฑ์ของนิกายทางความเชื่อเป็นหลักในการปกครองผู้คนในอาณัติและกลุ่มชนพื้นเมืองที่มา “เข้ารีต” 

  

เสาธรรมจักร หรือ ธรรมจักรสตัมภะ จำลอง (จากสถูปหมายเลข 11เมืองโบราณอู่ทอง) จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

               จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าผู้คนในยุค ”วัฒนธรรมทวารวดี” นั้นมาจากไหน แล้วทำไมจึงใช้อักษรปัลลวะเป็นอักษรสำคัญ !!! 

                วัฒนธรรมทวารวดี ได้ก่อให้เกิดเมืองรูปวงกลมขึ้นมากมายทั่วภูมิภาค ในฐานะของเมืองควบคุมเส้นทางการค้า ควบคุมทรัพยากร ไพร่พลและแรงงานในระบบของรัฐแบบหลวม ๆ ที่ทุกเมืองมีความสัมพันธ์กันแต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างกัน (ตามนิสัยของชาวอารยัน) มีกลุ่มบ้านใหญ่ (โคตรตระกูล) กระจายตัวอยู่รอบ ๆ เมือง เมืองที่มีเครือข่ายใหญ่ของกลุ่มบ้านมากหน่อย ก็อาจตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งทวารวดี (ผู้นำแห่งเมืองท่า) ติดต่อค้าขายเชื่อมโยงกับเมืองแม่ที่อินเดียใต้ แต่ก็ไม่อาจรวบรวมเมืองขึ้นเป็นรัฐหรืออาณาจักรใหญ่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

                 ในประเทศไทยปรากฏร่องรอยชุมชนอาณานิคมโบราณ “ทวารวดี” ทั้งที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบและเป็นเนินดินที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ประมาณกว่า 500 แห่ง ในทุกภาค 

                เมืองโบราณนครปฐม นับว่าเป็นชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีมีความความเก่าแก่และมีขนาดของเมืองรูปวงกลมที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองอาณานิคม “ทวารวดี” ทั้งหมดเลยครับ   

                พระสถูปเจติยะ ในยุคแรก ๆ ของอาณานิคม “ทวารวดี” น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงที่มีร่องรอยหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 อาจเคยมีการสร้างพระสถูปในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบกลมอย่างสถูป “สาญจี – ภารหุต” หรือแบบฐานเหลี่ยมแบบศิลปะ “มถุรา” ที่เมืองนครปฐมเมืองอู่ทองและเมืองศรีมโหสถ อันเป็นเมืองขนาดใหญ่ของแต่ละลุ่มน้ำ ดังที่พบร่องรอยของ “ดินเผารูปนูนต่ำ (Terracotta plaques)รูปพระภิกษุอุ้มบาตร ครองจีวรแบบห่มคลุม เลียนแบบศิลปะอมราวดี และรูป “กินรี” แบบคุปตะ – วากาฏกะ รวมทั้งชิ้นส่วน “ปูนปั้น” (Stucco figures) ประดับศาสนสถานรูป พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิแบบหลวม ๆ บนขนดนาคเลียนแบบศิลปะอมราวดี ที่เมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นเทคนิคการใช้วัสดุในพุทธศตวรรษที่ 10 ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาของลุ่มน้ำกฤษณา – โคธาวรี ในแคว้นอานธระ และศิลปะแบบคุปตะของอินเดียเหนือ 

  

รูปปั้นดินเผา (Terracotta plaques) ประดับสถูป รูปภิกษุอุ้มบาตร จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 

 

รูปปูนปั้น (Stucco figures) ประดับสถูป รูปพระพุทธรูปประทับบนขนดนาค จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 

 

รูปปั้นดินเผาประดับสถูป รูปกินรี จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 

                 สอดรับกับการขุดค้นสำรวจทางโบราณคดี ในโครงการสำรวจบริเวณลุ่มแม่นํ้าบางแก้ว – บางแขม ในปี พ.ศ. 2548  และที่โรงเรียนหอเอกวิทยาภายในตัวเมืองโบราณนครปฐมทางทิศเหนือ ในปี 2553 ที่แสดงให้เห็นร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ของชนพื้นถิ่นในช่วงพุทธศตวรรษที่  8 หรือประมาณ 1,800 ปีที่แล้ว และมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชาว “อาณานิคม”จากอินเดียใต้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 โดยมีรูปแบบเฉพาะของภาชนะดินเผาแบบอินเดีย อย่างกุณฑี คนโทและหม้อพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ “กุณฑิกะ” เป็นหลักฐานสำคัญ 

                 และการขุดค้นสำรวจทางโบราณบริเวณใกล้คลองบางแก้ว ในตัวเมืองโบราณนครปฐมทางทิศตะวันออก ในเขตตำบลธรรมศาลา แสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณเมืองนครปฐม ได้ขยายตัวขึ้นเป็นเมืองใหญ่ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 และอาจเป็นช่วงที่มีการสร้างพระมหาสถูปประจำเมืองอย่าง พระประโทนเจดีย์ และสถูปธรรมศาลา 

                การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองโบราณอู่ทอง ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ในปี 2541 ก็ได้ผลสรุปใกล้เคียงกันว่า ถึงแม้จะมีหลักฐานของการอยู่อาศัยมาตั้งแต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ยุคเหล็กตอนปลาย) ในช่วงพุทธศตวรรษที่  7 – 8 แต่ก็เพิ่งปรากฏการตั้งถิ่นฐานของชุมชนแบบอินเดีย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 – 11 แล้วจึงค่อยพัฒนาขึ้นเป็นเมืองรูปวงกลมในเวลาต่อมา 

  

เจดีย์หมายเลข 10 เมืองโบราณอู่ทอง ฐานก่ออิฐแกนในเป็นดินปนหินอัดแน่น อาจไม่ใช่สถูปเจติยะยุคเก่าแก่
แต่เป็นเนินฐานที่ตั้งของธรรมจักรสตัมภะ ในพุทธศตวรรษที่ 12 -13 ดังที่พบชิ้นส่วนหัวของกวางหมอบในบริเวณเนิน 

                จึงอาจกล่าวได้ว่า “มหาสถูปเตจิยะ” องค์แรกของ “อาณานิคม” ทวารวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ก็คือ “พระสถูป” ที่ “พระปฐมเจดีย์” ดังหลักฐานที่ “เจ้าพระยาทิพากรวงศ์” บันทึกไว้ว่า  “...แต่เดิมเจดีย์องค์นี้ไม่ได้เรียกว่า “พระปฐมเจดีย์”  แต่ราษฎรในพื้นที่ที่เรียกกันว่า “พระปทม” เพราะเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาบรรทม รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่าน่าจะไม่ถูกต้องที่เรียกเช่นนั้น เมื่อตรวจสอบไปทั่วราชอาณาจักรสยามก็ไม่พบพระเจดีย์ขนาดใหญ่เท่านี้ พิจารณาแล้วทรงเห็นว่าน่าจะเป็นเจดีย์เก่าแก่สร้างมาก่อนพระเจดีย์องค์อื่น ๆ จึงทรงกำหนดเรียกว่า “พระปฐมเจดีย์”...” 

  

ภาพวาดในวิหารหลวงทิศตะวันออก แสดงการครอบทับพระปฐมเจดีย์ ในแต่ละยุคสมัย
ตามพระราชวินิจฉัยว่า “เป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดของสยาม” (?) 

               แต่การประมาณจากภาพถ่ายดาวเทียม ดูเหมือนว่า ขนาดของซากพระสถูปภายในการครอบของเจดีย์องค์ระฆัง ที่พระปฐมเจดีย์ มีขนาดของฐานกว้างยาวประมาณ 40 เมตร ใกล้เคียงกับกับขนาดฐานล่างของพระประโทณเจดีย์ที่เป็นพระมหาสถูปกลางเมืองโบราณนครปฐมเลยครับ !!! 

             ส่วนพระสถูปเจติยะที่ยังคงมีสภาพให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด คือ “พระสถูปจุลประโทน” ในยุคการสร้างครั้งแรก ที่มีรูปแบบของชั้นฐานประทักษิณ ที่มีการใช้เสาอิง ประดับรูปปูนปั้นเล่าเรื่องนิทานอวทานะ ชาดก และภาพมงคล ถัดขึ้นไปเป็นชั้นฐานยกเก็จ ที่มีลักษณะทางศิลปะที่เรียกว่า “เวทีพันธะ” แบบเดียวกันกับฐานพระสถูปและอาคารในศิลปะแบบคุปตะ - วากาฏกะ ราวพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ดังเช่นที่ วิหาร “พระมูลคันธกุฏี” - วิหาร” (Mulgandha kuti – vihar) ที่สารนาถ และ ฐานของมหาสถูปนาลันทา (Nalanda) ในรัฐพิหาร 

 

รูปปั้นดินเผา (Terracotta plaques) ประดับสถูปจุลประโทนในยุคเริ่มแรกสร้าง เรื่องอวทานะ ตอนไมตระกันยกะ
จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ 

 

ภาพถ่ายเก่า แสดงกลุ่มรูปปูนปั้น (Stucco figures) ประดับฐานล่างของสถูปจุลประโทนในยุคเริ่มแรกสร้าง เป็นภาพเล่าเรื่องอวทานะ
ชาตกมาลา ภาพมงคลบุคคลและสัตว์ ปัจจุบันนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ 

                ในกลุ่มเมืองอาณานิคม “ทวารวดี” มีการค้นพบรูปสลัก “ธรรมจักร” ที่สลักมาจากหินปูนเนื้อละเอียดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการพบ “เสาธรรมจักร” (Dharmacakra Pillar) หรือ “ธรรมจักรสตัมภะ” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและการปกครอง ตามคติความเชื่อแบบ “จักรพรรดิราชา” (พระพุทธเจ้าคือพระจักรพรรดิแห่งโลก) ที่เมืองโบราณนครปฐม เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณศรีเทพ และเมืองโบราณคูเมือง ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 กลุ่มชาวพุทธจากอินเดียเหนือและใต้ได้เข้าครอบครองอาณาจักรแห่งพระพุทธเจ้าที่สุวรรณภูมิได้อย่างสมบูรณ์ และคงได้ตัดขาดจาก “เมืองแม่” (Motherland) ในแคว้นอันธระ (อมารวดี / นาคารชุนโกณฑะ) ที่คติความเชื่อในเหล่าเทพเจ้าของศาสนาฮินดูกำลังรุ่งเรืองอย่างสูงสุด ส่วนในอินเดียเหนือเอง ชาวฮันขาวหรือเฮฟตาไลท์ ชาวอาหรับและชาวเตอร์กแห่งจักรวรรดิกลาสนี่ (Ghazni) ก็เริ่มรุกรานเข้าทำลายสังฆาราม และเข่นฆ่าชาวพุทธมาตลอดช่วงหลายร้อยปี 

  

ธรรมจักรศิลา ทำมาจากหินตะกอนเนื้อละเอียดสีเทา พบที่เมืองโบราณกำแพงแสน พุทธศตวรรษที่ 13 

 

บรรพ 8 สังฆาราม “ธรรมศาลา” ในยุคแห่งความรุ่งเรืองของลูกผสม “อินเดีย – สุวรรณภูมิ” 

               เมืองโบราณนครปฐมเป็นเมืองโบราณที่จัดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด ในกลุ่มเมืองโบราณใน “อาณานิคมทวารวดี” (Dvaravati Colonial) คูเมืองคันดินเป็นรูปวงกลมยาว ความกว้างยาวประมาณ 2,000 x 3,600 เมตร มีลำน้ำพระประโทนไหลผ่านกลางเมืองจากแนวทิศเหนือลงมายังทิศใต้ คูเมืองด้านทิศเหนือเรียกว่า “คลองเจดีย์บูชา” ส่วนคูเมืองทิศใต้มีชื่อเรียกว่า “คลองพระยากง”

 

แผนที่แสดงที่ตั้งของเมืองโบราณนครปฐมและเครือข่ายลำน้ำในยุคโบราณ 

 

แผนที่โบราณในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยาเลขที่ 6 ได้แสดงให้เห็นภาพของพระปรางค์สองแห่งในเขตเมืองนครชัยศรี
ชื่อ “ปทม” (พระปฐมเจดีย์) และ “ปโทน” (พระประโทณเจดีย์)  แต่ไม่มีภาพของพระปรางค์ที่สถูปธรรมศาลา 
ที่อาจเพราะได้พังทลายไปแล้วตั้งแต่ก่อนจะมีการเขียนแผนที่นี้ขึ้น 

              ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีแม่น้ำบางแก้วที่ไหลผ่าเมืองจากมุมทิศตะวันตกมายังทิศตัวออกใกล้วัดธรรมศาลา ปัจจุบันแม่น้ำบางแก้วที่ไหลผ่านตัวเมืองตื้นเขินจนแทบไม่เหลือร่องรอยของแม่น้ำใหญ่อย่างในอดีต ส่วนที่ไหลผ่านวัดธรรมศาลาเรียกว่า “คลองบางแก้ว“ ไหลไปออกแม่น้ำท่าจีนที่วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี เป็นเส้นทางสำคัญออกสู่ทะเลทางทิศตะวันออก ทางทิศใต้มีแนวคลองและคันดินที่เคยเรียกกันว่า “ถนนขาด” เชื่อมต่อไปยังชุมชนโบราณใกล้ชายฝั่งทะเล “ดอนยายหอม/เนินพระ” ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 8 กิโลเมตร 

  

พระสถูปเนินพระ  - ดอนยายหอม ทางทิศใต้ของเมืองโบราณนครปฐม สังฆารามประจำชุมชนใกล้ทะเลขนาดใหญ่ 

               ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้มีแม่น้ำบางแขม ซึ่งไหลแยกมาจากแม่น้ำแม่กลอง เมื่อถึงเมืองนครปฐมโบราณจะไหลขนานไปกับคูเมืองด้านทิศใต้ มีร่องรอยของการขุดคลองเชื่อมระหว่างคูเมืองด้านหัวมุมทิศใต้ฝั่งตะวันตก เรียกว่า “คลองบ่อโตนด” ไหลผ่านขนานเมืองโบราณทางทิศใต้  ซึ่งลำน้ำในช่วงนี้จะเรียกกันว่า “คลองพระยาพาน” หรือ “คลองวังไทร” ก่อนไหลผ่านอำเภอนครชัยศรี ไปออกแม่น้ำท่าจีนที่บ้านบางช้าง ในเขตอำเภอสามพราน 

              นอกจากนี้ยังมีคลองที่ขุดเชื่อมกันระหว่างแม่น้ำบางแก้วและบางแขมเข้าด้วยกัน ทำให้เชื่อได้ว่าในสมัยทวารวดีนั้น จะมีเหล่าเรือ “เรือกำปั่นสลุปสำเภา” จากภายนอกภูมิภาค แล่นใบมาจากชายฝั่งทะเลเข้าสู่ตัวเมือง เพราะในยุคทวารวดีจนถึงในช่วงทศวรรษที่ 2500 คลองทั้งสองยังคงมีสภาพเป็นลำน้ำใหญ่อยู่ 

                 สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เคยมีผู้ขุดพบ “สมอและสายโซ่ของเรือเดินทะเล” ที่วัดธรรมศาลา ที่ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำบางแก้ว ภายนอกเมืองนครปฐมโบราณทางด้านทิศตะวันออก 

                ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณที่ตั้งอยู่ ณ บริเวณโดยรอบสังฆารามธรรมศาล ในอดีตนั้น มีลักษณะเป็นชุมชนการค้าและตลาด ริมท่าเรือก่อนเข้าเมือง ในขณะที่เจดีย์จุลประโทนก็เป็นย่านชุมชนและตลาดที่สำคัญริมน้ำภายในเมือง  เรือสินค้าที่ผ่านเข้ามาแวะพัก อาจมีการเก็บภาษีผ่านทาง (ขนอน) มีชุมชนตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่หลากหลายจากดินแดนห่างไกล ชนพื้นเมืองลูกผสมอินเดีย และชนพื้นเมืองเดิมที่มีความทันสมัยเดินปะปนกัน เลือกหาสินค้าที่ตนต้องการ ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง ของป่า สมุนไพร เครื่องเทศ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเขิน ผ้าทอ ไหมดิบ และสินค้าจากต่างแดนอย่าง ใบชา น้ำตาลเครื่องหอม ลูกปัดแก้ว อัญมณี  เครื่องเงิน เครื่องทอง เครื่องแก้ว งาช้าง ไข่มุก หรือผ้าขนสัตว์            

                 จนในที่สุด เมื่อชาวอาณานิคมได้พัฒนากลืนกลายแยกตัวมาเป็นเอกเทศจากเมืองแม่ในอินเดียใต้ (ที่คงเหลือแต่อาณาจักรของชาวฮินดู)  กลายมาเป็น “ลูกผสมระหว่างชนพื้นถิ่น – อินเดีย”โดยสมบูรณ์ จึงได้เริ่มมีการสร้าง “สังฆาราม” (Monastery) ประจำชุมชนท่าเรือ ตามหลักธรรมแบบเถรวาท ผสมผสานเข้ากับคติความเชื่อและศิลปะแบบมหายานของอินเดียเหนือ ขึ้นในช่วงต้นของพุทธศตวรรษที่ 13 

              ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 นี้ เมืองโบราณใน “วัฒนธรรมทวารวดี” หลายแห่ง เริ่มมีการสร้างคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นรูปคล้ายวงกลมอย่างถาวร และยังมีการสร้างสังฆารามและมหาสถูปขึ้นประจำเมือง  ดังเช่น “พระประโทณเจดีย์” ที่เป็นมหาสถูปกลางเมืองโบราณนครปฐม ที่และชุมชนท่าเรือหน้าเมืองก็ได้สร้างสังฆารามพร้อมมหาสถูปเจติยะขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน 

             จากการขุดค้นสำรวจทางโบราณคดีที่วัดธรรมศาลาในปี 2555 ได้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่โดยรอบของพระสถูปเจติยะธรรมศาลานั้น มีการปูพื้นลานรอบพระสถูปด้วยอิฐ  มีซากผนังและฐานของอาคารวิหารหลายแห่งปรากฏอยู่โดยรอบ 

                ซึ่งซากลานอิฐและฐานอาคารที่ธรรมศาลานี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่เหลือรอดอยู่เพียงแห่งเดียวในเขตเมืองโบราณลุ่มน้ำท่าจีน – แม่กลอง ที่แสดงให้เห็นถึง “ร่องรอยหลักฐาน” ของหมู่อาคารวิหาร อันเป็นองค์ประกอบร่วมกันกับพระสถูป แสดงความเป็น “สังฆาราม” หรือ “วัด” ในยุควัฒนธรรมทวารวดีได้อย่างชัดเจนครับ 

  

ซากของฐานและผนังอาคาร ทางทิศเหนือของสถูปธรรมศาลา 

                สังฆารามที่ธรรมศาลา น่าจะถูกสร้างขึ้นภายหลังจากที่ชุมชนในเมืองโบราณ เริ่มมีการขยับขยายตัวออกจากชุมชนเก่าแก่ที่สังฆารามจุลประโทน ริมแม่น้ำบางแก้ว แล้วเคลื่อนย้ายมาตั้งชุมชนใหม่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 

             สถูปเจติยะธรรมศาลา มีขนาดความกว้างยาวของฐานประมาณ 20 x 20 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงขึ้นทางเหนือเล็ก คล้ายคลึงกับจุลประโทนเจดีย์ แต่มีรูปแบบทางศิลปะที่ดูจะมีอายุน้อยกว่ากันมาก 

           ชั้นฐานล่างของสถูปธรรมศาลา เป็นชุดฐาน ”พันธเวที” ที่มีลวดบัวที่เรียกว่า “บัววลัย” หรือ “บัวกุมุท”ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะที่นิยมเฉพาะในช่วงอาณานิคมชาวพุทธหรือ “วัฒนธรรมทวารวดี” ประกอบอยู่ด้วย 

             ที่สำคัญครับ ลวดบัววลัยของชุดฐานที่สถูปธรรมศาลานี้ มีลายปูนปั้นประดับตกแต่งเป็นรูป ดอกไม้แวดล้อมด้วยลายใบไม้ม้วน สลับกับลายดอกไม้สี่กีบในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ล้อมด้วยลายลูกประคำ (ลูกปัดอัญมณี) และลายกนกผักกูดก้านขด ที่ขอบนอกมีการตกแต่งด้วยลายใบไม้ และลายกนกก้านขด สลับกันไป ซึ่งเป็นลวดลายที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากศิลปะคุปตะ – วากาฏกะ ในอินเดียเหนือ 

  

ภาพสลักลวดลายลูกประคำ หรืออาจเรียกว่าลายลูกปัดอัญมณี ที่มีเส้นลวดบัวขนาบข้าง เป็นการแสดง
ความหมายของ “ความสำคัญและมีค่า” ของรูปลวดลายนี้ล้อมหรือขนาบอยู่
ศิลปะแบบคุปตะ – วากาฏกะ จากถ้ำอชันตา พุทธศตวรรษที่ 9 – 10 

              รูปแบบของปูนปั้นประดับพระสถูป ที่ดูเหมือนกับตั้งใจจะทำให้เห็นว่า เป็นการบูชาพระสถูป ด้วยการร้อย – คาดรัดพวงมาลัยดอกไม้มงคล (หอมฟุ้ง) เข้าไปที่ชั้นบัววลัย -โค้ง (น้ำหม้อมงคล) ที่แทนความหมายของความเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ ที่หาดูไม่ได้ง่ายนัก เพราะปูนปั้นประดับพระสถูปในยุคทวารวดีหลายแห่ง จะหลุดร่อนแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น รวมทั้งน้ำฝนที่แทรกซึมกัดเซาะ หลายแห่งก็ยังถูกขุดทำลายเพื่อค้นหาสมบัติโบราณ บางแห่งเมื่อบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ หากไม่มีการอนุรักษ์ที่ดี ไม่มีหลังคาคลุมและโดนพายุฝนซัดกระหน่ำนานหลายปี ปูนปั้นประดับสถูปก็จะเปื่อยยุ่ย จนเสียหายไปแทบทั้งหมด 

                 อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว ชุดลวดลายของฐานอาคารในศิลปะคุปตะ –วากาฏกะ นั้น ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบของฐานเทวาลัยปราสาทฮินดูมาตั้งแต่ในยุคพุทธศตวรรษที่  9-10 ที่เริ่มมีการเพิ่มมุม และ “ยกเก็จ” เป็นมุขยื่นออกมาจากฐานสี่เหลี่ยมแบบเดิม ที่มีการตกแต่งผนังฐานด้วยเสาอิง – คั่น (โครินเธียนแบบคันธาระ) ระหว่างช่องเสารองรับชั้นหลังคาปลอม (Entablature) ที่ประกอบด้วย“ขื่อ”ปลอม (Dentils) “คานลวดบัว บนสุด” (Cornice) ประดับตกแต่งเป็นภาพเรื่องราวทางศาสนาหรือลวดลายมงคล ด้วยลวดลายนูนต่ำดินเผา (Terracotta plaques) หรือปูนปั้น (Stucco figures) 

               ที่ตรงมุขยกเก็จนั้น ทำขึ้นเพื่อรองรับซุ้มอาคารจำลองที่มีซุ้มหน้าบัญชร หรือ กูฑุ ประดับอยู่ด้านบน และมีรูปประติมากรรมเช่นพระพุทธรูปปางต่าง ประดิษฐานอยู่ภายในซุ้ม 

             พระสถูป “อนาถบิณฑิกะ”( Anathapindika Stupa) ใกล้แม่น้ำราปติ (Rapti river) เมืองสาวัตถี (Sravasti) อุตตรประเทศ อาจเป็นตัวอย่างอันดีของรูปแบบการยกเก็จและการประดับเสาอิงแบ่งช่องบนผนังของฐานลานประทักษิณในยุคคุปตะ – วากาฏกะ 

  
ฐานเพิ่มมุมยกเก็จแบบซ้อนชั้น ที่สถูปอนาถบิณฑิกะ (Anathapindika Stupa) เมืองสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ
ที่มีการต่อเติมปฏิสังขรณ์ในยุคศิลปะแบบคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 10 -11 และถูกแปลงเป็นเทวสถานฮินดูในพุทธศตวรรษที่ 12  

 

ชุดฐานภายในของสถูปอนาถบิณฑิกะที่ถูกก่อสร้างทับไว้ในยุคหลัง แสดงลวดบัว ของบัววลัย ขื่อปลอม
และชั้นหน้ากระดานประดับเสาอิง – ติดผนัง ตรงกลางระหว่างเสามีช่องสี่เหลี่ยมที่เคยใช้ประดับรูปดินเผาในยุคคุปตะ 

               นอกจากนี้ รูปแบบฐานประดับเสาและยกเก็จของ  "เจาคันธีสถูป" (Chaukhandi Stupa) เมืองสารนาท (Sarnath) มหาวิหารนาลันทา (Nalanda) รัฐพิหาร อาคาร “พระมูลคันธกุฏี - วิหาร” (Mulgandha kuti – vihar) ที่สารนาถ ก็เป็นตัวอันดีที่แสดงให้เห็นรูปแบบของชุดลวดบัวฐานในยุคคุปตะ – วากาฏกะ - ปาละ ครับ 

  

ฐานยกเก็จเป็นมุขยื่น ที่จาคันธีสถูป เมืองสารนาท รัฐอุตตรประเทศ 

 

ชุดลวดลาย “เวทีพันธะ - อธิษฐาน” ของชั้นฐาน วิหารหมายเลข 13 มหาวิทยาลัยนาลันทา รัฐพิหาร 
ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบมหายานและฮินดู 

 

ชุดลวดลาย "เวทีพันธะ - อธิษฐาน" ของชั้นฐาน พระมูลคันธกุฏี – วิหาร เมืองสารนาถ รัฐอุตตรประเทศ 
ศิลปะแบบคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 10 - 11 

                ลวดลายของชั้นฐาน “เวทีพันธะ - อธิษฐาน” ในศิลปะของอาณานิคมทวารวดี ยังคงแสดงรูปลักษณะของศิลปะแบบคุปตะ– วากาฏกะ - หลังคุปตะได้อย่างชัดเจน หลายฐานอาคารมีการสลับที่ของลายลวดบัว และยังมีการพัฒนารูปแบบของลวดลายขึ้นมาใหม่ แตกต่างกันไปในแต่ละที่แต่ก็ยังคงความคล้ายคลึงในแบบแผนอยู่      

               ชั้นฐานสำคัญ ก่อนถึงชั้นเนินโดมหรือองค์ระฆัง มี 2 ชุด ชุดแรกคือชุดลวดบัวของชั้นฐานล่าง ที่นิยมทำเป็นแผนผังสี่เหลี่ยม และฐานชั้นซ้อน ที่นิยม “ยกเก็จ” ประดับซุ้มอาคารจำลอง ที่อาจซ้อนกันขึ้นไปมากกว่า 1 ชั้น 

              อย่างที่ “สถูปจุลประโทนเจดีย์”  (ที่สร้างขึ้นในยุคแรก) ราวพุทธศตวรรษที่ 11 ฐานชั้นล่างแผนผังสี่เหลี่ยม แบ่งช่องด้วยเสาคั่นหรือเสาอิงรองรับคานลวดบัว ระหว่างช่องเสาประดับดินดินเผาและปูนปั้นเล่าเรื่องนิทานอวทานะ ชาตกมาลา รูปบุคคลและสัตว์มงคล จนถึงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 มีการต่อเติมชั้นฐานให้สูงขึ้นด้วยลวดบัววลัยขนาดใหญ่ (ทำหน้าที่บัวเชิงไปในตัว)ต่อด้วยชุดของหน้ากระดานที่มีเสาคั่นประดับ รองรับชั้นคานหลังคาปลอม(กโปตะ) ปิดทับชั้นลวดลายชองฐานย่อเก็จของชั้นซ้อนไปจนหมด 

  

ชุดลวดลายของชั้นฐาน สถูปจุลประโทนเจดีย์ยุคแรก มีรูปแบบเดียวกับศิลปะคุปตะในอินเดีย 

 ภาพถ่ายเก่า แสดงร่องรอยการต่อเติมชั้นบัววลัยและหน้ากระดานที่มีเสาคั่นบนฐานรูปสี่เหลี่ยมเดิม
ที่มีลายปูนปั้นประดับอยู่ของสถูปจุลประโทนเจดีย์ ในพุทธศตวรรษที่ 12 

                ชุดลวดบัวของชั้นซ้อน ในครั้งแรกสร้าง ทำเป็นฐานชุดหน้าบัวคว่ำ ท้องไม้ชั้นล่างทำเป็นรูปขื่อปลอม ตามแบบอย่างศิลปะคุปตะ ที่พบที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ถัดขึ้นมาเป็นชั้นบัววลัย หน้ากระดานท้องไม้ชั้นแคบ ๆ ที่มีเสาแบ่งเป็นช่อง ๆ สิ้นสุดที่ชั้นคานหลังคาปลอม บัวเชิงรองรับผนังอาคารยกเก็จที่มีการประดับตกแต่งด้วยเสาอิง และซุ้มอาคารจำลอง 

              ชุดลวดลายของฐานอาคารที่มีฐานแผนผังสี่เหลี่ยมประดับเสาอิง และมีชั้นซ้อนที่มีชุดฐานแบบ “เวทีพันธะ - อธิษฐาน” ที่มีลวดบัววลัย ขื่อปลอมเป็นลายสำคัญและมีการยกเก็จนี้ ยังพบที่ สถูปหมายเลข 1 บนเขาโคกไม้เดนจังหวัดนครสวรรค์ สถูปทุ่งเศรษฐี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 

  

 ฐานผังสี่เหลี่ยมแบบมีเสาคั่นของสถูปหมายเลข 1 เขาโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ 

 

ฐานผังสี่เหลี่ยมแบบมีเสาคั่นของสถูปทุงเศรษฐี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 

               อีกทั้งยังพบรูปแบบของฐานสี่เหลี่ยมแบบเรียบ ๆ ที่ไม่มีการตกแต่งเสาอิง รองรับชุดฐานยกเก็จที่มีชุดของลวดบัววลัยและขื่อปลอม ที่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ในยุคพุทธศตวรรษที่ 13 ที่พระสถูปหมาย 2 ติดคูเมืองทางทิศเหนือ และพระสถูปหมายเลข 9 ภายในวัดเขาพระ เมืองโบราณอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี          

  

  ฐานผังสี่เหลี่ยมแบบฐานเขียง ของสถูปหมายเลข 9 ภายในวัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 

             แต่กระนั้น “ขื่อปลอม” ในยุคเก่าแก่แบบคุปตะในพุทธศตวรรษที่ 10 – 11 ที่สร้างยื่นออกมาจากผนังฐานคล้าย”ซี่ฟันเฟือง” แบบที่พบที่พระสถูปจุลประโทนเจดีย์ ได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์กลายมาเป็นชั้นของลวดบัวท้องไม้ แคบ ๆ ที่ผูกลายสลับกันระหว่างอิฐยื่นกับช่องที่เจาะไว้ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา 

            รูปแบบของฐานอาคารในยุคทวารวดี  หลายแห่งนิยมที่จะใช้ฐานยกเก็จเป็นฐานล่างโดยไม่มีฐานแผนผังสี่เหลี่ยมรองรับหรือใช้เป็นเพียงฐานเขียงเรียบ ๆ  ทำให้ลานประทักษิณมีความสูงกลายเป็นฐานขนาดใหญ่ อย่างที่วิหารวัดโขลงสุวรรณคีรี เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี ก็มีชุดลวดบัวประกอบชั้นฐานล่างขนาดใหญ่ รองรับวิหารและสถูปที่อยู่ด้านบน ชุดฐานของวิหารวัดโขลง ประกอบด้วยฐานเขียง (ฐานเรียบ ๆ แบบเขียง) ศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นลวดบัวคล้ายบัววลัย ท้องไม้ ที่ทำเจาะเป็นช่องแบบขื่อปลอม และชุดลวดบัวหน้ากระดาน ถัดขึ้นไปทำเป็นท้องไม้ชั้นสองที่มี การเจาะช่องสลับอิฐ ในช่องนิยมประดับด้วยปูนปั้นรูป “ยักษ์แบก”  ด้านบนเป็นผนังประดับด้วยเสาติดผนังขนาดใหญ่ ที่มีซุ้มอาคารจำลองหน้าบัญชรอยู่ตรงกลางระหว่างเสา ซึ่งทั้งหมดก็จะเคยมีการประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้น 

  

ฐานยกเก็จแบบแคบ ๆ ทำเป็นผนังสูง สถูปวัดโขลงสุวรรณคีรี เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี 

              รูปแบบของชุดลวดบัวชั้นฐานที่มีการยกเก็จที่วัดโขลง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นตัวอย่างอันดีของการปรับเปลี่ยนลวดลาย “เวทีพันธะ - อธิษฐาน” ที่ทำให้ชั้นฐานล่างของอาคารกลายมาเป็น “ผนัง” ที่มีความตื้นลึกไม่มากนักถ้าเทียบกับลวดบัวของฐานในช่วงเวลาก่อนหน้า 

            รูปแบบของฐานอาคาร "ที่ใช้ชุดลวดบัววลัยและมีการย่อเก็จ” ยังพบที่โบราณสถานหมายเลข  3 บ้านจาเละ และโบราณสถานหมายเลข 9 บ้านวัด เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่มีรูปแบบของฐานพระสถูปตามแบบศิลปะคุปตะ- วากาฏกะ คือมีแผนผังสี่เหลี่ยม ยกเก็จเป็นกระเปาะขึ้นตรงกลางและแต่ละมุม ชุดลวดบัวของฐานประกอบด้วยชั้นฐานเขียง ชั้นบัววลัย ชั้นขื่อปลอมที่ยังคงมีลักษณะยื่นออกมาจากผนังแบบซี่ฟันเฟือน แต่ก็ยังมีการเจาะช่องลึกเข้าไประหว่างซิอิฐ ชุดลวดบัวคานหลังคาปลอม เหนือขึ้นไปเป็นชุดผนังหน้ากระดานสูง คั่นด้วยเสาอิง ระหว่างเสาไม่มีร่องรอยของซุ้มอาคารยอดบัญชร ซึ่งก็อาจจะตกแต่งผนังด้วยลายปูนปั้น จากรูปแบบของขื่อปลอม ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมากนัก พระสถูปที่เมืองโบราณยะรัง จึงน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 11 -12 

  

ฐานยกเก็จเป็นมุขเดี่ยว และชุดลวดบัวของฐานสถูปหมายเลข 9 บ้านวัด เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี พุทธศตวรรษที่ 11 – 12 

                พระสถูปที่สำคัญที่มีรูปแบบของฐานเป็นแบบยกเก็จ และมีลวดบัวตามแบบ “เวทีพันธะ-อธิษฐาน” ที่มีบัววลัยและขื่อปลอมเป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ “มหาสถูปพระประโทณเจดีย์” ศูนย์กลางของเมืองนครปฐมโบราณในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 

               ฐานของพระประโทนเจดีย์ เป็นฐานที่มีขนาดใหญ่และมีการจัดชุดลวดลายของชั้นฐานใหม่โดยใช้ผนังหน้ากระดานสลับเสาอิง(กว้าง)ถึงสองชุดเพื่อทำให้เป็นผนังสูงแบบเดียวกับที่วิหารวัดโขลง เมืองโบราณคูบัว ชั้นฐานล่างเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมที่ไม่มีการประดับเสาอิงแบบที่เจดีย์จุลประโทน ความกว้างยาวของฐานประมาณ 40 x 40 เมตร ฐานยกเก็จชั้นล่าง ประกอบด้วยลวดบัวคว่ำคล้าย “บัววลัย” ขนาดใหญ่ รองรับชั้นหน้ากระดานที่มีผนังเจาะเป็นช่องตื้น ๆ และเสาที่มีความกว้างสลับกัน เหนือขึ้นไปทำเป็นชุดลวดบัวท้องไม้ที่มีการเจาะสลับช่องคล้ายขื่อปลอม ทำหน้าที่คล้าย "บัวเชิง"ซ้อนด้วยลายหน้ากระดานชั้นบนที่มีความสูงน้อยกว่าหน้ากระดานชั้นล่าง มีเสากว้างรองรับคานปลอมด้านบน 

  

ฐานยกเก็จและชุดลวดบัวชั้นแรก ของสถูปพระประโทณเจดีย์ พุทธศตวรรษที่ 12 -13 

             ชุดลวดลายของฐานยกเก็จชั้นที่สอง ชั้นล่างเป็นลวดบัววลัย รองรับท้องไม้ที่เจาะช่องแบบชื่อปลอม ขึ้นไปเป็นชั้นหน้ากระดานสูง ประดับเสากว้างแบ่งเป็นช่อง ชั้นบนสุดของชุดทำเป็นหน้ากระดานท้องไม้ที่เจาะเป็นช่องคล้ายขื่อปลอม 

            ส่วนฐานชั้นที่สาม ยังคงทำเป็นฐานบัววลัยที่มีลวดบัวหน้ากระดานท้องไม้เจาะเป็นช่องแบบขื่อปลอม รองรับผนังของอาคารยกเก็จที่มีการประดับเสาอิงติดผนังขนาดใหญ่ ระหว่างเสาทำเป็นซุ้มอาคารปราสาทจำลอง ที่มีหน้าบัญชรชั้นซ้อนหลากหลายขนาดประดับอยู่ 

  

ฐานยกเก็จและชุดลวดบัว “เวที”พันธะ - อธิษฐาน ชั้นสองและชั้นสามของสถูปพระประโทณเจดีย์ 

             รูปแบบของฐานยกเก็จชั้นซ้อนที่สองของพระประโทณเจดีย์นี้ น่าจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับฐานยกเก็จชั้นแรกของพระสถูปธรรมศาลา ครับ !!!

 

เนินดินสถูปเจติยะธรรมศาลา ก่อนการขุดแต่ง

  

มุมสถูปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กำลังขุดแต่ง 

             ฐานชั้นล่างสุดของ “สถูปธรรมศาลา” ทำเป็นฐานเรียบเรียกว่า “ฐานเขียง” แผนผังรูปสี่เหลี่ยม รองรับฐานยกเก็จ ที่มีมุขยื่นเป็น “กระเปาะ”ออกมาตรงกลางและส่วนมุม ลวดบัวของชุดฐาน ประกอบไปด้วยลวดบัวขนาดเล็กที่มีลายปูนปั้น “รูปดอกสี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยม” หรือ “ลายประจำยามดอกจันทน์” ประดับอยู่โดยรอบ ถัดขึ้นมาเป็นฐาน “บัววลัย”หรือ “บัวกุมุท” ลักษณะโค้งมน มีชุดลายปูนปั้นเป็นลวดลายดอกไม้สี่กลีบภายในกรอบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดมีลายลูกประคำและลายผักกูดหรือใบไม้ม้วนล้อมรอบ ขนาบช้างด้วยลายลูกประคำมีเส้นคาดแบ่ง นอกสุดทำเป็นลายกนกผักกาดใบใหญ่ และลายใบไม้ ลวดลายนี้ถูกจัดวางตกแต่งไว้แบบร้อยรัดเป็นจังหวะ 3 ลายต่อ 1 ช่วง ทั้งช่วงที่เป็นฐานปกติและช่วงที่ยกเก็จเป็นมุขออกมา 

  

ภาพสันนิษฐาน – จินตนาการ แสดงลวดลายและชุดลาวลายของชั้นฐานสถูปธรรมศาลา 

ปูนปั้นประดับฐานล่าง สถูปธรรมศาลา

  

มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของฐานสถูปธรรมศาลา ด้านบนถูกก่ออิฐทำเป็นฐานเรียบในยุคหลัง 

                “ลวดลายดอกไม้กับรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสลับกันต่อเนื่อง” นี้ ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากศิลปะแบบราชวงศ์วากาฏกะ (Vakataka ruler) ดังลวดลายรูปวาดบนขอบประตูที่ถ้ำอชันตา หมายเลข 17 (Ajanta Cave 17)  รัฐมหาราษฎร์ (Maharashtra) ที่สร้างขึ้นโดย พระเจ้าหริเษนะ (Harishena) อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 ซึ่งลวดลายพรรณไม้มงคลนี้ ได้ส่งอิทธิพลไปทั่วภูมิภาคอินเดียเหนือ 

  

ปูนปั้นลายกนกใบม้วนและลายรูปประคำ (ลูกปัดอัญมณี) ที่ชั้นฐานบัววลัยหรือบัวกุมุท 

 

 

 

ปูนปั้นลายดอกไม้ต่อเนื่อง และ ลายดอกไม้ในกรอบข้าวหลามตัดล้อมรอบด้วยกนกใบไม้ม้วน
ขนาบข้างด้วยลายรูปประคำ (ลูกปัดอัญมณี) และลายใบไม้ใหญ่ ที่ชั้นฐานบัววลัยหรือบัวกุมุท 

 

ภาพเขียนสีบนกรอบประตูเป็นลวดลายดอกไม้กรอบข้าวหลามตัดมีลายกนกใบไม้ม้วนล้อมรอบสลับต่อเนื่องกับลายดอกไม้กลม
ที่มีใบไม้ม้วนล้อมรอบ ที่ถ้ำอชันตา หมายเลข 17 ศิลปะแบบวากาฏกะ รัฐมหาราษฎร์  อินเดียตะวันตก พุทธศตวรรษที่ 9 - 10 

 

ภาพเขียนสีบนผนังเพดานถ้ำอชันตา แสดงลวดลายพรรณพฤกษาต่อเนื่องแบบต่าง ๆ ในศิลปะแบบวากาฏกะ พุทธศตวรรษที่ 9 -10 
จัดแสดงอยู่ในพิพธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเดลี 

              รูปแบบของลวดลายพรรณไม้สลับลายมงคลที่คล้ายคลึงกัน ยังพบได้โดยทั่วไปในศิลปะของอาณานิคมทวารวดี เช่น ลวดลายบนแท่นฐาน รองเสา “ธรรมจักรสตัมภะ” จาก สถูปหมายเลข 11 เมืองโบราณอู่ทอง แท่นหินสถูป 5 ยอด (หรือบัลลังก์) ที่มีลวดลายอาคารปราสาทแบบมหายานจากพระปฐมเจดีย์  แท่นหินรองรับสถูปแบบหม้อน้ำสลักรูปพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทแบกรีกและชิ้นส่วนพนักพุทธบัลลังก์หิน ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครปฐม ที่ทั้งหมดมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12  - 13   

 ภาพสลักลวดลายมงคล ลายดอกไม้ – พรรณพฤกษาต่อเนื่องบนฐานรองรับเสาธรรมจักร 


จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 12

  

ภาพสลักลวดลายมงคลภาพสลักลวดลายมงคล ลายดอกไม้ – พรรณพฤกษาต่อเนื่องบนสถูปจำลองห้ายอด
(มีซุ้มกูฑุหน้าบุคคลยอดแหลมแบบมหายาน) จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครพุทธศตวรรษที่ 12 
 ภาพสลักลวดลายมงคลภาพสลักลวดลายมงคล ลายดอกไม้ – พรรณพฤกษาต่อเนื่องบนชิ้นส่วนพนักพุทธบัลลังก์ 

ภาพสลักลวดลายมงคลภาพสลักลวดลายมงคล ลายดอกไม้ – พรรณพฤกษาต่อเนื่องบนชิ้นส่วนพนักพุทธบัลลังก์
จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 

 

ภาพสลักลวดลายมงคล  ลายดอกไม้ – พรรณพฤกษาต่อเนื่อง
บนชิ้นส่วนแท่นบัลลังก์หินรองรับสถูป (ธรรมจักร ?) ที่มีการสลักภาพพุทธประวัติตอนสำคัญไว้ทั้ง 4 ด้าน
จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 

            ถัดจากชั้นฐานของบัววลัยมีลวดบัวคาด เหนือขึ้นไปเป็นชั้นท้องไม้แคบ ๆ เจาะเป็นช่องสลับลึกเข้าไปแบบขื่อปลอม ตกแต่งปูนปั้นเป็นลวดลายมงคล รูปดอกไม้จันทน์ในกรอบสี่เหลี่ยม คาดด้านข้างด้วยลายเม็ดลูกปัด สลับช่องว่างกับลายเสากลมที่มีลักษณะคล้ายหม้อ  “กลศกฤต” (Kalasakriti) สัญลักษณ์มงคล หมายถึงความเจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์ 

  

ชั้นบัววลัยและชั้นท้องไม้  ของฐานชั้นแรก 

                 รูปแบบของลวดลายมงคลที่คล้ายคลึงกันนี้ ยังพบอยู่บนชิ้นส่วนของพนักพุทธบัลลังก์หิน ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครปฐม ที่เป็นลวดลายของเสาหม้อน้ำ “กลศกฤต” คู่ สลับกับลายสี่เหลี่ยมสองชั้น (ก็คือลายดอกไม้นั่นแหละ) ขนาบข้างด้วยลวดบัวที่มีลายลูกปัด (อัญมณี) อยู่ภายใน 

 

  

ปูนปั้นลายดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยม ขนาบข้างด้วยลายลูกปัดเม็ดประคำ สลับกับเสาหม้อน้ำ “กลศกฤต” 

 ภาพสลักรูปเสาหม้อน้ำ สลับรูปสี่เหลี่ยมต่อเนื่องที่ขนาบลายลูกปัดเม็ดประคำ ด้านบนของชิ้นส่วนพนักบัลลังก์ภัทรอาสน์ 
จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 

              เหนือชั้นท้องไม้ขึ้นไป มีลวดบัวเล็ก ๆ ที่มีลายสี่เหลี่ยมซ้อนต่อเป็นแนวยาว คั้นชั้นของหน้ากระดานผนังเรียบ ที่มีร่องรอยของปูนปั้นฉาบประดับ มีเสากว้างสลับช่องว่าง เหนือชั้นหน้ากระดานก็จะเป็นชั้นลวดบัวท้องไม้ เจาะทำเป็นช่องสลับแบบขื่อปลอม ชั้นบนสุดเป็นลวดบัวคานบน 

  

ภาพสันนิษฐาน ลวดลายปูนปั้นประดับบนชุดลวดบัวฐานชั้นแรกของสถูปธรรมศาลา 

              ที่ชั้นสองบนฐานประทักษิณชั้นแรก คงเหลือซากเล็ก ๆ ให้เห็นทางด้านเหนือฝั่งตะวันตกขององค์สถูป  มีลวดบัวเล็ก ๆ สองชั้นใต้บัววลัย ชั้นแรกประดับปูนปั้นเป็นรูปลายดอกไม้สี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยมและกรอบข้าวหลามตัดสลับกัน  ชั้นที่สองทำเป็นลายดอกไม้หกกลีบ สลับกับลายดอกไม้ในกรอบสี่เหลี่ยมสองชั้น 

  

 ปูนปั้นประดับชุดฐานชั้นที่สอง ที่เหลืออยู่เพียงตรงมุมทิศตะวันตกฉียงเหนือของพระสถูป 

            เหนือขึ้นไปเป็นชั้นบัววลัย ที่มีการปรับเปลี่ยนลวดลายคาดรัด แตกต่างไปจากชุดลายของฐานชั้นล่าง โดยใช้ลายวงกลมสองชั้นสลับกับลายสี่เหลี่ยมสองชั้น ขนาบข้างด้วยลวดบัวและลายลูกประคำ (ลูกปัดอัญมณี) ด้านนอกสุดเป็นลายดอกไม้หลายกลีบ เหนือขึ้นไปน่าจะยังคงเป็นลวดบัวสองชั้น ที่มีการประดับลายปูนปั้นแบบเดียวกับลวดบัวใต้บัววลัย 

  

ภาพสันนิษฐาน (เอาเอง) แสดงลวดลายปูนปั้นประดับชุดลวดบัวของฐานชั้นที่ 2 และ 3 

 

ภาพวาดลวดลายต่อเนื่องของพรรณพฤกษา ทั้งที่เป็นกนกใบไม้ม้วนและดอกไม้ต่อเนื่อง ในถ้ำอชันตาหมายเลข 2 
ในศิลปะแบบวากาฏกะ พุทธศตวรรษที่ 9 -10  

                 ฐานซ้อนชั้นที่ 3 คงเหลือให้เห็นเป็นแนวเล็ก ๆ ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ชั้นล่างทำเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยม ไม่ยกเก็จ ชุดลวดบัวของฐานประกอบด้วย ฐานเรียบยกเก็จรองรับลวดบัววลัย ท้องไม้เจาะช่องสลับซี่ฟันเฟืองแบบขื่อปลอม  ขึ้นไปเป็นหน้ากระดานเรียบยกผนังขึ้นเป็นเสากว้าง ที่อาจเคยมีการประดับปูนปั้นรูป “ยักษ์แบก” รองรับชั้นท้องไม้ที่เจาะเป็นช่องแบบขื่อปลอมด้านบน ซึ่งชั้นฐานนี้ไม่มีชิ้นส่วนของปูนปั้นประดับติดอยู่ มีแต่ร่องรอยของการดัดแปลงตัวสถูปให้กลายเป็นฐานของอาคารในยุคหลัง ดังที่เห็นมีซากของฐานพระปรางค์จัตุรมุขในยุคพุทธศตวรรษที่ 20 -21 อยู่ด้านบนสุด 

  

ฐานยกเก็จชั้นที่สามทางทิศตะวันออก 

 

ฐานชั้นที่สาม มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในสภาพทรุดตัว 

 

ลวดบัววลัยของฐานชั้นที่สาม ฝั่งทิศใต้ ถูกถมทับทำเป็นฐานในยุคหลัง 

 ลวดบัวหน้ากระดานและเสาคั่นของฐานชั้นที่สาม ตรงมุมยกเก็จฝั่งทิศใต้ ถูกถมทับทำเป็นฐานในยุคหลัง 

 ฐานชั้นที่สามทางฝั่งทิศใต้ ถูกถมทับทำเป็นฐานในยุคหลัง 

 

การประดับปูนปั้นรูปยักษ์แบก ในช่องว่างของขื่อปลอมหรือระหว่างชั้นหน้ากระดานแคบ ๆ ที่มีเสาอิงคั่นแบ่งช่อง
ที่สถูปเมืองโบราณคูบัว จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี 

 

ภาพถ่ายเก่า ปูนปั้นรูปยักษ์แบก ประดับสถูปบนชั้นหน้ากระดานแคบ ๆ ที่มีเสาอิงคั่นแบ่งช่อง ที่สถูปวัดใหญ่
(ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ ได้ถูกรื้อทำลายหายสาบสูญไปหมดแล้ว) 

 

 ชิ้นส่วนปูนปั้นรูปยักษ์แบก ที่พบที่สถูปธรรมศาลา (ภาพจากเว็บไซต์ Museum Press) 

              จากหลักฐานยอดสถูปที่พบอยู่โดยรอบเป็นจำนวนมาก และมีรูปทรงหลายส่วนที่แตกต่างกัน ก็อาจ“จินตนาการ หรือ อนุมาน” ได้ว่า สถูปธรรมศาลาในครั้งที่รุ่งเรือง น่าจะเคยมีสถูปประธานแผนผังกลมเป็นเนินโดม รูปโอคว่ำ หรืออาจจะสร้างฐานคอดตามแบบสถูปทรงหม้อน้ำอยู่บนยอดชั้นฐานแผนผังสี่เหลี่ยมที่มีการยกเก็จขนาดใหญ่น้อย 3 – 4 ชั้น และเคยมีสถูปบริวารตั้งอยู่ด้านบนฐานประทักษิณทั้ง 4 มุมตามคติความเชื่อแบบมหายานที่นิยมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 

  

ชิ้นส่วนแตกหักของฉัตรวลัย (ปล้องไฉน)ยอดสถูป ที่หลายชิ้นที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน 

 

 ลวดลายปูนปั้นประดับยอดสถูป และชิ้นส่วนแตกหักของฐานโยนี 

 ภาพสันนิษฐาน (เอาเองอีกนั่นแหละ) แสดงแผนผังและรูปแบบของพระสถูปเจติยะ ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13  
เป็นสถูป 5 ยอด ตามขนาดที่ไล่เลี่ยกันของยอดสถูปที่พบ 

 

ฐานของสถูปถูกถมทับและก่อเรียงอิฐใหม่ ตรงที่ปิดสักกะสีไว้เป็นช่องรูที่ถูกขุดเจาะเข้าไปหาสมบัติในอดีต (ที่เล่ากันว่าจะไปโผล่ที่วัดพระเมรุ) 

 ฐานชั้นบนถูกถมทับและก่ออิฐเป็นผนังสูง ด้านบนสุดมีการสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาทับกลางยอดเนิน   

 

บรรพ 9 "สังฆารามธรรมศาลา" .....กาลเวลาเปลี่ยนไป 

                ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 -14 อิทธิพลของนิกายวัชรยานในศิลปะแห่งราชวงศ์ “ปาละ” (Pala) ในอินเดียตะวันออกและอิทธิพลของมหาอำนาจฮินดูในอินเดียใต้ ได้แผ่เข้ามาสู่อาณานิคมทวารวดี จนอาจมีการต่อต้านปรากฏเป็นรูปการสร้างรูปเคารพของสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าพระพุทธเจ้าประทับเหนือ “พนัสบดี” แกะสลักเป็นเดือย เสียบเข้ากับวงล้อพระ “ธรรมจักร” แสดงการ “ปลดแอก” บ้านเมืองออกจากการควบคุมของเมืองแม่ที่โพ้นทะเล (ดูเรื่องราวได้ในเรื่อง “พนัสบดี” ฤาพระพุทธรูปเหนือสัตว์ประหลาด คือประกาศอิสรภาพเหนือฮินดู http://www.oknation.net/blog/voranai/2009/09/08/entry-1) 

               จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 15 ดูเหมือนว่าจะมีการดัดแปลงพระสถูป ให้กลายเป็น “เทวสถาน” โดยมีการสร้างสร้างอาคารอิฐซ้อนทับขึ้นทางทิศเหนือ มีร่องรอยการสร้างรูปประติมากรรมขึ้นจากโกลนอิฐและปั้นปูนปั้นขึ้นเป็นรูปบุคคลยืน มีฐานโยนีที่สลักขึ้นจากหินตะกอนเนื้อละเอียดสีเข้มขนาดใหญ่ วางอยู่ในห้อง “คูหา” 

  

สภาพของสถูปในมุมทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกดัดแปลงเป็นฐานเรียบ  3 ชั้น 

 

 ภาพสันนิษฐาน การเปลี่ยนรูปของพระสถูปให้กลายมาเป็นเทวาลัยในคติฮินดู
ด้านบนอาจมีการสร้างอาคารเครื่องไม้ประดิษฐานรูปศิวลึงค์ขึ้นแทนยอดสถูป
ดังที่ปรากฏชิ้นส่วนแตกหักของฐานโยนีหลายชิ้นโดยรอบตัวสถูป 

              ซากของส่วนเท้า สองข้างที่เหลืออยู่ในคูหา มีลักษณะยืนตรงแบบรูปเคารพของฮินดู ที่ควรจะเป็นรูปของพระศิวะ (Shiva) ที่คติความเชื่อแบบ “ไศวนิกาย” เป็นคตินิยมที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียใต้และในวัฒนธรรมเขมรที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ “ลวะปุระ” (ลพบุรี) 

  

อาคารก่ออิฐเป็นห้องคูหาทางฝั่งทิศเหนือ ทับลงบนชั้นฐานเดิมของตัวพระสถูป 

 อาคารในยุคพุทธศตวรรษที่ 15 ที่สร้างทับฐานเดิมขององค์สถูป ก่ออิฐเป็นแนวบันไดขึ้นไปถึงชั้นห้องคูหาอาคารด้านบน 

 

ภายในห้องคูหา มีฐานโยนีสลักขึ้นจากหินตะกอนเนื้อละเอียดสีเทาเข้ม วางอยู่ที่กลางห้อง 

 

โกลนก่ออิฐ เป็นรูปเท้า 2 ข้าง ที่ผนังห้องคูหาด้านใน 

            ส่วนบนยอดด้านบนเนินโดม ก็อาจมีการรื้อถอนทำลายฉัตรวลัยในรูปของปล้องไฉน ผลักดันให้ล้มลงมาจากยอดสถูป แล้วสร้างอาคารไม้ประดิษฐานรูปเคารพศิวลึงค์บนฐานโยนี  ดังที่พบซากแตกหักของฐานโยนีอีกหลายชิ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน 

  

 

ชิ้นส่วนแตกหักของฐานโยนี ระฆังหินและชิ้นส่วนแตกหักของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ภายในวัดธรรมศาลา 

 ร่องเดือยรูปตัว I เชื่อมต่อหินที่เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนของพระพุทธูปขนาดใหญ่สมัยทวารวดี 

              ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจทางการปกครองของ “อาณาจักรเขมรโบราณที่กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามาถึงเมืองโบราณนครปฐมเป็นครั้งแรก" หรืออาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากชาวฮินดูในหลายแคว้นของอินเดียใต้ ชาวเมืองแม่โพ้นทะเลที่บุกรุกถาโถมเข้ามาโดยตรง 

              ร่องรอยการอยู่อาศัยในเมืองนครปฐมเริ่มร้างราไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ด้วยชายฝั่งทะเลและลำน้ำใหญ่น้อยได้ห่างหายออกไป ตัวเมืองกลายเป็นที่ดอน ผู้คนอพยพออกไปพร้อมกับการเข้ามาของวัฒนธรรมแบบนครวัดและจักรวรรดิบายนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง เรื่อยลงไปจนถึงลุ่มน้ำเพชรบุรี แต่ก็ไม่ได้สร้างเมืองขึ้นซ้อนทับที่เมืองนครปฐมโบราณ ด้วยเหตุเพราะไม่ได้อยู่ในเส้นทางสำคัญของยุคสมัย และยังแห้งแล้งกันดาร    

                หลังจากพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองนครปฐมโบราณกลายเป็นเมืองร้างกลางไพรสณฑ์ สถูปหลายแห่งรวมทั้งสถูปธรรมศาลาขาดการดูแลทำนุบำรุง ด้วยเพราะชุมชนโดยรอบได้หายสาบสูญไป จึงพังทลายลงมาเป็นเนินอิฐ ยอดพระสถูปพังทลายลงมากระทบพื้นแตกเป็นหลายส่วน พระพุทธรูปหินใหญ่ถูกทุบทำลายแตกหัก จนถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 จึงเริ่มมีการกลับเข้ามาตั้งชุมชนอยู่อาศัยอีกครั้ง และได้มีการรื้อถอนกองอิฐ ดัดแปลงก่ออิฐเรียงขึ้นเป็นผนังสามชั้น แล้วสร้างพระปรางค์ขึ้นใหม่บนยอดเนินตรงที่เคยเป็นพระสถูปโบราณ ที่มีรูปแบบและขนาดคล้ายคลึงกับพระธาตุสวนแตง จังหวัดสุพรรณบุรี 

  

 

ฐานเพิ่มมุมของพระปรางค์ในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา บนยอดเนินที่เคยเป็นองค์ระฆังของพระสถูป 

 

ภาพลายเส้นสันนิษฐาน (อีกแล่ะ) ของพระสถูปในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา 

 

พระปรางค์ที่สร้างขึ้นบนยอดพระสถูปธรรมศาลา อาจมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระปรางค์ใหญ่วัดพระธาตุสวนแตง จังหวัดสุพรรณบุรี 

               จนถึงในยุคของพระราชสงครามระหว่างอาณาจักรใหญ่แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยากับจักรพรรดิราชาในแดนตะวันตก ที่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองร้างราผู้คน ขาดผู้คนทะนุบำรุงพระศาสนา จนพระปรางค์ใหญ่ที่สร้างไว้พังถล่มลงมาอีกครั้ง ...อีกครา 

               ซากกองอิฐและหินแห่งความศรัทธาในแต่ละยุคสมัย จึงทับถมลงใต้เนินดินใหญ่มาเป็นเวลายาวนาน !!! 

              การขุดค้น สำรวจและขุดแต่งพระสถูปเจติยสถาน “ธรรมศาลา” ในครั้งนี้ อาจช่วยทำเราได้เรียนรู้ ได้สัมผัสกับร่องรอยหลักฐานในแต่ละยุคสมัย แต่กระนั้น หากการอนุรักษ์ปูนปั้นในยุคทวารวดีและการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ยังต้องอิงกับงบประมาณการจัดจ้างตามกรอบเวลา และแบบที่ต้องเลือกเฉพาะ “การสร้างใหม่แบบไม่สมบูรณ์” ก็อาจจะนำพาให้หลักฐานเพียง “เล็กน้อย” ที่หลงรอดมาจากอดีตอันยาวไกลได้สูญหายไปตลอดกาล 

              กลิ่นของเครื่องบูชาดอกไม้หอมในรูปของลวดลายปูนปั้นประดับพระสถูปเจติยะที่ธรรมศาลา ยังคงหอมหวนและน่าศรัทธา หากเราสามารถฟื้นฟูให้กลับคืนมาได้โดยการสร้างลวดลายปูนปั้นจำลองด้วยวัสดุใหม่ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าในอดีต จำลองขึ้นที่มุมใดมุมหนึ่งบนฐานจริง มากกว่าที่จะยาแนวปูนปั้นเก่ารอให้เปื่อยยุ่ย สลายหายไปกับดินด้วยสภาพอากาศและผู้คนมือบอนเพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายบันทึกทาง “วิชาการ” ไว้ อย่างที่พบเห็นตามสถูปทวารวดีที่เคยผ่านการ “บูรณะ” มาในอดีต  

              ให้สอดรับการสร้างห้องนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์ประจำโบราณสถานขนาดเล็ก ขึ้นตรงศาลาของวัดที่ติดกัน ตรงมุมที่เก็บวางซากของยอดสถูปเรียงรายไว้ และสร้าง “คน” ในชุมชนหรือวัดเป็นผู้จัดการดูแลรักษา 

  

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงภาพเมืองนครปฐมโบราณก่อนปี 2515 แสดงให้เห็นว่า
คลองพระประโทณที่เชื่อมคูเมืองทางทิศเหนือลงมายังทิศใต้และแม่น้ำบางแก้วยังมีขนาดความกว้างมากกว่าในปัจจุบัน 

              ถ้าโชคดี เราก็คงเห็นแนวทางการสร้าง “องค์ความรู้ ความเข้าใจ และคุณค่า” ของซากพระสถูปที่พังทลายลงไปแล้ว มากกว่าจะได้พระสถูป ก่ออิฐขึ้นองค์ใหม่เอี่ยม ที่มีหน่วยงานราชการของรัฐเป็นเจ้าของแต่เพียงฝ่ายเดียว !!!   

                หรืออาจจะยังคงโชคร้ายต่อไป….ที่ได้แต่ของใหม่แต่ไร้ซึ่งผู้คน !!! 

 

 

บรรพ 10 ทิ้งท้ายกันซักนิด ....

                มาถึงบรรทัดนี้แล้ว หลายท่านคงมีความพยายาม กัดฟัน ถ่างตาอ่านมาจนถึง เรื่องก็เยอะ รูปก็แยะ  หากท่านมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น  ก็ขอให้แรงเงาเอาคำภาษาอังกฤษที่วงเล็บไว้ด้านหลังของคำสำคัญ หรือ จะลากเอารูปประกอบคำอธิบาย ไปฝากลุง Google ก็จะสามารถค้นเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ตามแต่จะสนใจ หรือหาที่มาของภาพ (ได้ดีกว่าที่ผมจะมา Reference ซึ่งคงต้องเขียนกันอีกหลายหน้า) 

               และหากท่านมีความสงสัยในเชิงวิชาการ ที่ดูเหมือนว่าเรื่องราวนี้ดูจะผิดแปลกแตกต่างไปจากความรู้ที่ได้มาจากตำราชั้นสูง เช่น คำว่า “อาณานิคมทวารวดี” มันมีซะที่ไหน “ทำไมไม่เขียนเชิงอรรถอ้างอิง” ก็ขอให้คิดว่า 

                .....มันเป็นเพียงเรื่องราว “นอกกรอบ” ที่ไม่น่าเชื่อยังไงครับ …!!!

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ครูแสนสุข วันที่ : 11/04/2014 เวลา : 02.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krusansuk

น่าทึ่งมากๆค่ะ +100 เลย

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 09/10/2013 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

เข้ามาอ่าน..ศึกษาเรื่องเก่าๆ ที่มีคุณค่ามากๆ เจ้าค่ะ

เสียดาย..ที่เพิ่งมาเจอรูปสวยๆ เอาเมื่องานรายงานส่งมหาวิทยาลัยไปแล้วเจ้าค่ะ

คิดถึงนะเจ้าค่ะ
ก้อนหิน

ความคิดเห็นที่ 14 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 15/06/2013 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

โหว...มาอ่านเพราะจะบอกว่า ตอนอยู่ทับแก้วรู้จักแค่องค์พระปฐม พระประโทณเจดีย์ อ่านไปอ่านไป...ตามอาจารย์มาลึกเลย ถ้าเป็นหนังสือก็วางไม่ลงจะถอยหรือ...ก็ไม่ได้ เลยตลุยอ่านไปเรื่อย กว่าจะจบครึี่งชั่วโมง แต่พออ่านคอมเมันท์อ.เขียน 3 อาทิตย์

ขอคารวะ อ.ตั้งใจเชียนแบบนี้แม่หมีก็ต้องตั้งใจอ่าน


นี่ถ้าไปไหนแล้วเห็นเนินดิน...แม่หมีคงไม่กล้าเดินขึ้นไป...กลัว

เวลาไปสถานที่เก่าๆมีประวัตืศาสตร์ มันหนาวหลังชอบกล...

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
wansuk วันที่ : 15/06/2013 เวลา : 09.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wansuk

เช้าวันนี้ตั้งใจมาอ่านเรื่องของอาจารย์ก่อนเลยค่ะ

วิ่งตามอาจารย์สนุกสนานมาก
จากวัดวัดธรรมศาลา ย้อนไป 4,000 ปี ทั่วทุกมุมโลก
มีลืมอีกนะ...ตัองวิ่งย้อนไปหาชาวอารยันกันใหม่

ข้ามยุค ข้ามสมัย ข้ามชาติ ข้ามภพ .... โอ้!

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
พันพูมิ วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vong

อลังการทั้งเนื้อหาและรูปภาพประกอบครับ อ.เจี๊ยบ ผมอ่านสองรอบเกือบระลึกชาติได้นะครับ หมายความว่าสนุก
โลดโผนกับข้อมูล การเรียงลำดับเนื้อหาที่ชวนติดตาม มีประเด็นท้าทายให้ฉุกคิด รำพึงรำพันต่อได้อีกหลายประเด็น - นี่แหละครับโบราณคดีที่ไม่โบราณ มาหนัก ๆ แบบนี้แหละครับ...ชอบครับ...ผม เย ธมฺมา อยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
พิทักษ์ วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jaopad

อ่านซะสามสิบกว่านาทีมากกว่ากำหนันนิดนึงครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ครูแดง วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 06.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สวัสดีค่ะอาจารย์เจี๊ยบ...
-เปิดมา ดูหัวเรื่อง อ่านย่อหน้าแรก...ดูภาพประกอบ ดูแผนที่ ลากมาเรื่อยๆ แบบ อ่านสำรวจ..โอ...ตาลายเลย...
-เห็นภาพหลุมฝังศพ..คิดถึงการฝังศพ ยาย ในสมัยเด็กๆ ตาทำเนินดินเตี้ยๆ...ปลูกดอก จำปา"ลั่นทม" เอาไว้ข้างๆ...เราจะเอาดอกลั่นทม...ไปไหว้ เพราะยายชอบลั่นทม ครูแดงก็ชอบ...
-และแล้วก็มาอ่าน คอมเม้นท์...ของทุกคน..ได้รับรู้ ถึงความพากเพียรของอาจารย์...
-โหวตค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 14/06/2013 เวลา : 01.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

สุดยอดครับ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

โอ้สุดยอด จัดเต็มไปเลยนะครับ
รูดปรืดๆ ดูรูปก่อนครับจารย์

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
feng_shui วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 18.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ไม่ธรรมดา จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 16.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

เข้ามาอ่านเพราะอยากจะรู้จัก พระประโทนเจดีย์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านเกิดผมที่นครปฐม ตอนแรกคิดว่าคงเข้าอ่านประวัติของพระประโทนเจดีย์ เหมือนกับที่เคยอ่านมาบ้าง แต่ที่ไหนได้ กลับเป็นเรื่องราวที่เจาะลึกมากๆ ถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่ในอดีต ได้รู้จักความแตกต่างสถูปเจดีย์ ได้รู้จักสถูปตั้งแต่เป็นเนินดินจนพัฒนาการเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัย และได้เผยแผ่เข้ามาในเมืองไทย จนมาเป็น พระประโทนเจดีย์ และสถูปจุดอื่นๆ ในประเทศไทย

ขอยกย่อง entry นี้ว่าสุดยอดจริงๆ เลยครับ พี่ศุภศรุต ที่ทำให้ผมได้รู้จักประวัติศาสตร์บ้านเกิดตัวเองมากขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้จักพระประโทนเจดีย์แค่การมองจากบนถนนเพชรเกษมเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 16.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

อาจารย์ค่ะ เรื่องนี้น่าสนใจมาก ขอโหวตแปะไว้ก่อน ไว้จะกลับมาค่อยๆ อ่านและดูภาพนะคะ ยาวเท่ากับหนังสือ 1 เล่มเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
มะอึก วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 14.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

กำลังนั่งอ่าน....เห็นคอมเมนท์ของท่านกำหนันที่ถามว่าเขียนกี่ชั่วโมง
ผมเลยเข้ามาตอบแทนอาจารย์ศุภศรุตว่า...

บทความชิ้นนี้ อจ.ศุภศรุตใช้เวลาเสาะหารวบรวมข้อมูล ภ่ายภาพ และค้นหาภาพ รวมไปถึงเรียบเรียง..ร้อยเรียง..เรื่องราวเป็นเวลาร่วมเดือนได้กระมัง เพราะอจ.ศุภศรุตเขียนได้นิดหนึ่ง..ก็จะโทรศัพท์มาระบายลมหายใจกับผมเป็นระยะ ๆ

เนื้อหาสาระที่ปรากฏออกมา ไม่ใช่รายงานธรรมดา ๆ หรอกครับท่านกำหนัน
แต่ควรจะเรียกว่า วิทยานิพนธ์ระดับ ป.โท ป.เอก....มากกว่า
.
เอาละ..เมื่อผมพักสายตาแล้ว ผมจะไปนั่งอ่านต่อนะครับ

รอบที่ ๒ ของการอ่านเอ็นทรีนี้ ผมนั่งดูรูปที่ อจ.ศุภศรุตนำมาประกอบ เพียงอย่างเดียว
.
เราเป็นอะไรไปเนี่ย...จึงเข้ามาตอบคอมเมนท์แทนเค้า?
.

ความคิดเห็นที่ 3 มะอึก ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ศุภศรุต วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

โห พี่หนัน
อุตส่ห์ให้เกียรติกันว่า "เขียนกี่ชั่วโมง"
นับดูดี ๆ รวมตรวจทานทั้งเรื่องและภาพ ก็ปาไปประมาณ 3 อาทิตย์ครับ

หุหุ

ความคิดเห็นที่ 2 มะอึก ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับอาจารย์ ตั้งใจอ่าน สามสิบนาทีพอดีครับ อาจารย์เขียนกี่ชั่วโมงครับเนี่ย เนื้อหาแน่นมาก เหมือนรายงานเล่มหนึ่งเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
มะอึก วันที่ : 13/06/2013 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom

โหว !!.....นี่มันเป็นบทความในเอ็นทรีของโอเคเนชั่นแบบไม่ธรรมดา...
หรือว่าเป็นบทละครโบราณที่แยกออกเป็นบรรพ ได้ถึง ๑๐ บรรพเนี่ย?
.
รูดดูเรื่องราวอย่างรวดเร็ว ๑ รอบ ตามแบบอย่างการอ่านหนังสือทั่วไป
พบว่า ตัวอักษรทีใช้ ชัดเจนดีครับ
ภาพประกอบ ชัดเจนน่ามอง คำบรรยายภาพไม่ทำให้สับสนกับเนื้อเรื่อง
.
เอาละนะ..ผมจะเริ่มกระทำพิธีอ่านแล้วนะครับอาจารย์....
.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



[ Add to my favorite ] [ X ]