• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2293597
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม 2559
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 3950 , 11:40:44 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน อาคม , แม่หมี และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

“เทพนพเคราะห์” เป็นเทพเจ้าเก่าแก่มาก ๆ ตามความเชื่อแบบฮินดู อาจมีมาก่อนคติความเชื่อในเทพเจ้าสูงสุดอย่างพระศิวะและพระวิษณุ หรือ คติตรีมูรติ (Trimurti)  เป็นเทพประจำวันนะครับ และไม่ใช่มีความหมายเพียงเทพประจำวันที่เป็นเวลาเช้าเย็น ตามธรรมชาติ แต่มีความหมายลึกซึ่งไปถึงจน ”จิตใจ” ของมนุษย์ต้องเผชิญหรือได้รับอิทธิพลในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันหรือแต่ละปีด้วย

.

และอย่ามัวเข้าใจผิดกันต่อไปนะครับว่า เทพนพเคราะห์คือ “ทิกปาลก” (dikpalaka)  หรือเทพประจำทิศ  เทพเจ้าที่คอยปกป้องรักษาทิศต่าง ๆ ของจักรวาล เลยมีคำอธิบายตามพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศที่เอาเทพประจำทิศมายำใส่ในเทพนพเคราะห์ แบบไม่เข้าใจในแง่มุมของศาสนาความเชื่อหรือคติชนวิทยา เห็นขี่ช้างเข้าหน่อยก็บอกว่าพระอินทร์ เห็นขี่นกก็บอกว่าพระขันธกุมารกันทันที

.

อิทธิพลในเรื่องดาราศาสตร์ในยุคโบราณของฝ่ายขอมได้อิทธิพลมาโดยตรงจากคติฮินดูจากอินเดีย ตามศาสนาสถานในยุคเก่าแก่จะปรากฏรูปสลักของเทพเจ้าผู้เสวยอายุทั้ง 9 รูปแบบ เรียงรายคล้ายคลึงกัน อาจแตกต่างกันไปบ้างก็คงเป็นรายละเอียดทางศิลปะของช่างผู้แกะสลักครับ

.
และข้อสำคัญนะครับ เรื่องราวของเหล่าเทพดวงดาราทั้ง 9  ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับ "จักรราศี" (Zodiac) เพราะไม่เคยมีเทพเจ้าขี่แมงป่อง ขี่คนคู่ หรือขี่ธนู อันนั้นมันเป็น "ทัศนคติ - ภูมิปัญญา" สมัยใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ตะวันตก ที่ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหล่าเทพนพเคราะห์ อันมีรากฐานมาจากคติความเชื่อ ผสมผสานดาราศาสตร์โบราณของฝั่งโลกตะวันออก

.

คือก็มองดาวดวงเดียวกันนั่นแหละครับ แต่ไม่ได้ต้องคิดเหมือนกันไปทั้งหมด !!!
.

ภาพ รูปสลักเทพนพเคราะห์ จากวิหารมุขเธศวร (Mukteswar Temple) 
เมืองบูบันเนสชวาร์ รัฐโอริสสา อินเดียตะวันออก

 

จึงอยากให้ท่านอ่านได้พินิจพิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ไม่ต้องเชื่อผมหรอก แต่ขอให้ฟังเสียงผมบ้าง แล้วลองไปใช้หลักตรรกะ (วิตรรกะ) ในการสังเคราะห์ข้อเท็จจริงด้วยของตัวท่านเอง

.
อย่าเชื่อความเห็นของผมนะครับ ผมคิดเอง เออเอง !!!

.

ภาพ รูปสลักเทพนพเคราะห์ จากสถานพระนารายณ์ ศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

 

รูปสลักเทพนพเคราะห์ที่เหลืออยู่จากอดีตหลายชิ้นแตกหัก ดูยาก แต่ด้วยเพราะมันสืบเนื่องรูปแบบมาเหมือนกันตั้งแต่ยุคแรกของวัฒนธรรมกัมพุชะเทศะ (เขมรโบราณนั่นแหละ)

.
ผมจึงขอเลือกเอาทับหลังจากปราสาทแบบอุทิศบรรพบุรุษ  "ปราสาทร่อรัว" (โลเลย) กลางบาราย "อินทรฏะฏะกะ" นครหริหราลัย ทางตะวันออกของเมืองเสียมเรียบ มาเป็น "แม่แบบ" ในการอธิบาย" ครับ
.

ภาพ รูปสลักเทพนพเคราะห์ จากปราสาทโลเลย  ศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 14 -15
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

 

 

ปัจจุบันทับหลังนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความงดงามและสมบูรณ์ (ที่หลงเหลือจากพระกาล – เวลา) ชัด ๆ มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

.

 

เริ่มจากช่องแรกของทั้งหมดเลยนะครับ (จากซ้าย) ไปขวา คือ รูปของ "สูริยะเทพ" ในความหมายของความ "กล้าหาญ" (ผู้ขจัดความมืดมิด) กำเนิดจาก กัศยปะเทพและนางอทิติ (บ้างก็ว่าพระศิวะสร้างขึ้นจาก ราชสีห์ทั้ง 6 (ความกล้าหาญทั้ง 6 ) พรมด้วยน้ำอมฤต ทรงม้า 7 ตัว ถือบัวขาบอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ (ในทุก ๆ เช้า)

.
เป็นดวงดาวแห่งทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ (ตามคติในยุคหลัง)
.
สัญลักษณ์ ความกล้าหาญ รวดเร็ว ฉับไว ซื่อสัตย์มั่นคง
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาที่มีแสงสว่างอันแรงกล้า"

.

ช่องที่สอง คือรูปบุคคลนั่งอยู่บนบัลลังก์รัตนะ แทนความหมายของ "จันทราเทพ" ในความหมายของความ "งดงาม" (ผู้สร้างแสมโสมในยามมืดมิดชวนให้จิตรัญจวน ยวนใจให้หลงใหลกันและกัน ยามเมื่อแสงจันทร์ฉาบแสงเรืองบนใบหน้าและเรือนร่างของผู้เป็นที่รัก) กำเนิดจาก กัศยปะเทพและนางอทิติ (บ้างก็ว่าพระศิวะสร้างขึ้นจาก มิสยูนิเวิร์สทหาอัปสราทั้ง 15 (ความงามพร้อมทั้ง 15) พรมด้วยน้ำอมฤต) ทรงม้าขาวนวลดั่งสีมุกดา 10 ตัว  ถือบัวขาบอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ (ในทุก ๆ ค่ำคืน)

.
สัญญลักษณ์ ของความอ่อนหวาน นุ่นนวล หลงใหลและรวนเร
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาที่มีแสงโสมะอันอ่อนละมุ่น"

.

ช่องที่สามเป็นรูปบุคคลประทับบน "กวาง" (แต่ก่อนนิยม จะเรียกว่าพระพาย (วายุเทพ) ทรงกวาง ? แทนที่จะทรงม้า) แต่หากนับความหมายตามดาราศาสตร์ฮินดู (ที่ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงในปัจจุบัน) น่าจะแทนความหมายถึง "พระพฤหัสบดีเทพ" (Brihaspati Deva) ในคติปรัชญาของ "ปัญญาและความรู้" 

.
พระศิวะสร้างพระพฤหัสบดีขึ้นจากขึ้นจาก"ฤๅษีคุรุ ทั้ง 19) บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต ทรงกวาง แสดงมุทราแห่ง "ครูผู้ให้ - การให้ " (เราเลยต้องมากราบสักการะพระคุณครูบาอาจารย์กันในวันพฤหัสไงครับ)
.
เป็นเทพเจ้าประจำจักรราศีทางฝั่งทิศตะวันตกครับ
.
สัญลักษณ์ ของความรู้ ความรักและวิญญาณ
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งการเรียนรู้" (มันมีได้ทุกเวลา)

.

ช่องที่สี่เป็นรูปบุคคลประทับบน "นก" ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามศิลปะ บ้างก็ปากสั้นแบบนกคุ้ม บ้างก็ปากยาวแบบนกกระยาง (แต่ก่อนที่นิยมเล่ากันมา(แบบผิดๆ) จะเรียกว่าพระขันธกุมาร (สกันทะเทพ) ทรงนกยูง ?) แต่หากนับความหมายตามดาราศาสตร์ฮินดู (ที่ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงในปัจจุบัน) น่าจะแทนความหมายถึง "พระเสาร์เทพ" (Shani Deva) ในคติของ "ความกล้าได้กล้าเสียและความโศกเศร้า"
.

ในคติของไทย พระเสาร์จะทรงเสือ ด้วยเล่ากันว่าพระเสาร์เกิดจากเสือบด 10 ตัว (ไม่ใช่เสือ 11 ตัวนะครับ) แต่ในคติดาราศาสตร์ฮินดูที่ส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมกัมโพชนั้น จะทรงสัตว์พาหนะอย่างนก เช่น นกคุ้ม นกกา
.
เป็นเทพเจ้าในจักรราศีฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้
.
สัญญลักษณ์ ของความเคร่งขรึม กล้าได้กล้าเสีย
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งความโศกเศร้า" (ซึ่งมันสามาถมีได้ทุกเวลาในความเป็นมนุษย์ใช่ไหมครับ)

.

 

ช่องที่ห้าเป็นรูปบุคคลประทับบน "ช้าง" (แต่ก่อนผู้เชี่ยวชาญศิลปะมักนิยมเหมารวมเมื่อเห็นอะไรอยู่บนช้างว่าพระอินทร์ (อินทราเทพ) แต่กระนั้น ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีสามเศียร ในรูปสลักเทพเคราะห์ที่พบในวัฒนธรรมขอมจะทำเป็นรูปช้างเศียรเดียวทุกชิ้น แต่ก็มีเศียรเดียวที่หมายถึงเอราวัณก็มี) แต่หากนับความหมายตามดาราศาสตร์ฮินดู (ที่ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงในปัจจุบัน) แล้ว รูปบุคคลทรงช้างน่าจะแทนความหมายถึง "พระพุธเทพ" (Budha Deva) ในคติปรัชญาของ "การพูดและการเจรจา" (ที่จะนำพาไปสู่ทั้งความสำเร็จและวินาศ)
.
พระศิวะสร้างพระพุธขึ้นจากขึ้นจาก"ช้างงาม" ทั้ง 17 บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต ทรงกวาง แสดงมุทราถือ แท่งหลักชัย อันหมายถึง "ความสุขุม รอบครอบ" (ในการแสดงออก) 
.
เป็นเทพเจ้าในราศีฝั่งทิศใต้
.
สัญลักษณ์ ของการแสดงออกด้วยความสุขุม ตั้งมั่นในสติ(หลัก)
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งการพูด เจรจา" (มันมีได้ทุกเวลา ) "ถึงบางพูด พูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อย(คำ)อร่อยจิต แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะ(มีความ)ชอบ (มีความ)ผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"

.

 

ช่องที่หกเป็นรูปบุคคลประทับบน "ม้า" แต่ก่อนมักจะเรียกกันว่า "กุเวรเทพ" ตามตำแหน่งของเทพฮินดูประจำทิศเหนือ  แต่หากนับความหมายตามดาราศาสตร์ฮินดู (ที่ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงในปัจจุบัน) แล้ว รูปบุคคลทรงม้าจึงน่าจะแทนความหมายถึง "พระศุกร์เทพ" (Shukra Deva) หรือเทพดาววีนัส ดาวแห่งความงดงาม ในคติปรัชญาของ "ศิลปศาสตร์ ความงาม และความรื่นรมย์" 
.
พระศิวะสร้างพระศุกร์ขึ้นจากขึ้นจาก โคงาม ทั้ง 21 บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต ทรงม้า (ในศิลปะอื่นอาจทรงโค) แสดงมุทราถือ ม้วนคัมภีร์ อันหมายถึงการทรงเป็นผู้สอน (คุรุ อาจารย์)ศิลปวิทยาการแก่เหล่ายักษ์อสูร (อย่างในวรรณกรรม วามานาวตาร ทรงเป็นพระอาจารย์ให้แก่อสูรพลีไงครับ จำได้กันไหม)
.
เป็นเทพเจ้าในราศีฝั่งทิศเหนือ
.
สัญลักษณ์ ของความรัก ความสุขและความงดงาม
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งความสุข โชคลาภและความมั่งคั่ง" (ซึ่งก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา)

.

ช่องที่เจ็ดเป็นรูปบุคคลประทับบน "แพะ" แต่ก่อนมักจะเรียกกันว่า "พระอัคนีเทพ" เทพเจ้าประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ทรงระมาด  แต่ในคติดาราศาสตร์ฮินดูแล้ว รูปบุคคลทรงแพะ น่าจะแทนความหมายถึง "พระอังคารเทพ" (Angaraka Deva) หรือเทพดาวอังคาร (ดาวคนอง) ดาวแห่งความขัดแย้ง สงคราม ความกล้าหาญ และเคราะห์กรรม
.
แต่กระนั้น เทพเจ้าแห่งสงครามตามคติฮินดูก็ไม่ได้ทรงบนแพะ แต่จะทรงอยู่บนกระบือ เช่นเดียวกับพระยม เทพแห่งความตาย
.
เทพประจำทิศแห่งความสูญเสียนี้ ช่างขอมได้นำเอาเทพ Mangala ทรงแพะ อันมีความหมายเช่นเดียวกับพระอังคาร มาเป็นสัญลักษณ์
.
พระศิวะสร้างพระพุธขึ้นจากขึ้นจาก กระบืองาม ทั้ง 8 บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต ทรงแพะ  แสดงมุทราถือ ศัสตราวุธ (ดาบ)อันหมายถึงการทรงเป็นเทพแห่งสงครามและความขัดแย้ง บาปเคราะห์ ( จึงได้ทรงสัตว์อย่างแพะ ตัวแทนของความโง่เขลา ในความโมโหโกธา หุนหันพลันแล่น ไม่มีสติยั้งคิดไงครับ)
.
เป็นเทพเจ้าในราศีฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้
.
สัญลักษณ์ ของความขัดแย้ง สงคราม และความรุนแรง
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งความขัดแย้ง บาปเคราะห์กรรม โง่เขลาขาดสติ" (ซึ่งก็จะสามารถเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ทุกเวลา)
.

 

รูปบุคลในช่องที่แปด แทนความหมายถึง "พระราหู" (Rahu Asura)  อสูรผู้กลืนกินแสงแห่งสูริยะและจันทรา จนโลกมิดมิด  ทรงเมฆวิมาน (ในคติแบบไทยจะให้ราหูทรงครุฑ อันมีความหมายว่าเหาะเหินอยู่บนท้องฟ้า) เป็น ดาวราศีแห่งอุปสรรค ความท้อแท้ ความลุ่มหลงมัวเมาในอวิชชา 
.
ในคติฮินดู พระราหูเป็นอสูรที่มีฤทธา สามารถนำไปสู่ความหายนะ และอุปสรรค ทรงเป็นผู้แย่งชิงเวลาจากพระจันทร์ ในข้างขึ้น หรือโหนดขึ้น (Ascending node /North Lunar Node) ในฝั่งทิศเหนือ (เห็นรอยโค้งเว้าของพระจันทร์ไหมครับ นั่นแหละเป็นฝีมือของพระราหูนี่แหละ)
.
พระศิวะสร้างพระราหูขึ้นจากขึ้นจาก ผีโขมด ทั้ง 12 บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต เป็นรูปบุคคลมีแต่หัว  แสดงมุทรามายา อันหมายถึงบาปเคราะห์ 
เป็นเทพเจ้าในราศีฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
.
สัญลักษณ์ ของอุปสรรค ปัญหาของชีวิตทั้งปวง
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งอุปสรรคของชีวิต ความท้อแท้ บาปเคราะห์และความไม่สมหวัง" (ซึ่งก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา) 
.
จึงเกิดพิธีกรรมบูชาราหูขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้ ก็เพื่อขอ (ติดสินบนด้วยของดำ)ให้พระราหูได้โปรดยกเว้น(ขจัด)อุปสรรคและบาปเคราะห์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนออกไปจากชีวิตไงครับ

.

 

รูปบุคลในช่องที่เก้าที่เป็นช่องสุดท้าย คือ "พระเกตุ" (Kethu Asura) ที่มีความหมายถึง "ดาวหาง" ที่จะไม่ประจำอยู่ในทิศจักรราศีใด ๆ  อย่างทั้ง 8 จักรราศีที่ผ่านมา 
.
เป็นอสูรผู้มีหางอย่างนาคา บ้างก็ว่า พระเกตุเกิดขึ้นมาจากหางของพระราหูที่ถูกตัดขาดในคราวขโมยดื่มน้ำอมฤต จึงไม่มีรูปกายที่เต็มตัว ไม่สามารถเป็นเพผู้เสวยอายุของมนุษย์ได้โดยตรง แล้วด้วยเพราะเกิดจากหางของพระราหู พระเกตุจึงถือเป็นผู้กลืนกินพระจันทร์ในข้างแรม -โหนดลง (Descending Node) รูปร่างของพระจันทร์จึงมีทั้งโค้งเข้าอละโค้งออกไงครับ
.
ในอินเดีย รูปลักษณ์ของพระเกตุจะเป็นบุคคลหางยาวหัวมีนาคแผ่พังพาน บ้างก็ให้พระเกตุทรงนกอินทรี ในคติแบบไทยจะทำรูปให้พระเกตุทรงนาค (แบบเดียวกับพระพิรุณ) แต่ในรูปแบบของศิลปะเขมรโบราณ กลับนิยมสลักทำเป็นรูปของอสูรขี่ราชสีห์ผู้มีอำนาจแทนครับ
.
เป็นดาวราศีที่ไม่มีคุณหรือให้โทษ แต่มีอิทธิพลในด้านบวกกับมนุษย์มากกว่าเทพเจ้าดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ  เป็นตัวแทนของการกระทำกรรมดีและการกระทำกรรมชั่ว 
.
พระศิวะสร้างพระเกตุขึ้นจากขึ้นจาก นาค ทั้ง 9 บดเป็นผง แล้วพรมด้วยน้ำอมฤต เป็นรูปบุคคลมีแต่หัว  แสดงมุทราถืออาวุธโค้ง (คล้ายบูมเบอแรง) อันอาจหมายถึงหมายถึง กระทำสิ่งใดก็จะได้รับผลกรรมจากสิ่งที่กระทำนั้นกลับมานั่นเอง
.
สัญลักษณ์ ของการส่งเสริมให้กระทำกรรมดี อันจะนำพาไปสู่ความสำเร็จและความมีชื่อเสียง 
.
ความหมายในเชิงธรรมชาติ  "เวลาแห่งการกระทำ หากทำความดี ก็จะประสบผลสำเร็จและก้าวหน้าในชีวิต" (ซึ่งก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา) 
.
แต่หากกระทำเรื่องร้าย ก็จะได้รับผลในการกระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ

.

เมื่อรวมวันทั้งหลายในจักรราศีตามคติความเชื่อแบบฮินดูเข้าด้วยกัน มนุษย์จะประสพพบกับเทพผู้เสวยอายุ - เวลาและกรรมประมาณนี้ครับ

1. เวลาที่มีแสงสว่างอันแรงกล้า (ความกล้าหาญ)

2.เวลาที่มีแสงโสมะอันอ่อนละมุ่น (ความอ่อนไหว)

3.เวลาแห่งการเรียนรู้

4.เวลาแห่งความโศกเศร้า ผิดหวัง  (บาปเคราะห์)

5.เวลาแห่งการพูด เจรจา

6.เวลาแห่งความสุข โชคลาภและความมั่งคั่ง (ศุภเคราะห์)

7.เวลาแห่งความขัดแย้ง บาปเคราะห์กรรม โง่เขลาขาดสติ (บาปเคราะห์)

8.เวลาแห่งอุปสรรคของชีวิต ความท้อแท้ บาปเคราะห์และความไม่สมหวัง (บาปเคราะห์) (วันที่พระสูริยา/จันทราหายไป

9.เวลาแห่งการกระทำความดีและความชั่ว (วันข้างขึ้นและข้างแรม)

 .

เมื่อเวลาผ่านไป ในการประกอบพิธีกรรม มนุษย์จึงได้อัญเชิญมหาเทพพระคเณศ ผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง มาเป็น “พระคณปติ” หรือองค์ประธานของหมู่ดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 เพื่อสวดภาวนา ขอวิงวอนมิให้ดาวบาปเคราะห์ มีผลต่อชีวิตมนุษย์

.

ภาพ รูปสลักเทพนพเคราะห์ ศิลปะจามปา พุทธศตวรรษที่ 14 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฮานอย

.

ผู้คนในความเชื่อของฮินดู จึงนิยมบูชาสักการะพระคเณศ สืบต่อเนื่องกันมา ด้วยเพราะที่เป็นประธานแห่งดวงดาวปกป้องและขจัดอุปสรรคไปจากชีวิตของมนุษย์ อันมาจากดวงดาวบาปเคราะห์ที่เป็นดาวเสวยอายุของมนุษย์ในกลุ่มดารานพเคราะห์นี่เองไงครับ

 .

เรื่องถัดจากนี้ไม่เกี่ยวกับรูปสลักแล้วนะครับ แต่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องดาวเสวยอายุตามแบบโหราศาสตร์ล้วน ๆ 

.

ตามโหราศาสตร์โบราณ (แบบไทย ๆ ไม่รู้ผสมอะไรมาบ้าง) ก็เชื่อกันต่อมาว่า มนุษย์ทุกคนที่ถือกำเนิดเกิดมาย่อมมีเทพยดาคุ้มครอง แต่จะเป็นเทพเทวาองค์ใดขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นเกิดในวันใดวันหนึ่งใน 7 วันของสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น ทารกที่ถือกำเนิดในวันอาทิตย์ก็จะมี “พระอาทิตย์”เป็น เทวดานพเคราะห์เข้ามารักษาอายุ หรือเด็กที่เกิดวันจันทร์ก็จะมีเทพนพเคราะห์คือ “พระจันทร์” เข้ามารักษาอายุ เช่นนี้เป็นต้น

 .

แม้ว่าวันในสัปดาห์จะมีเพียง 7 วันก็ตาม แต่ตามภูมิทักษาที่มีมาแต่โบราณกำหนดไว้ 9 ภูมิตามจำนวนเทวดานพเคราะห์ จึงได้แยกบุคคลที่เกิดวันพุธมีเทวดานพเคราะห์ 2 องค์ คือพระพุธและพระราหู โดยผู้ที่เกิดในวันพุธกลางวัน หรือเกิดตั้งแต่ 06.00 - 17.59 น. มีพระพุธครองดวงชะตา ส่วนผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน หรือเกิดตั้งแต่ 18.00 - 05.59 น. มีพระราหูเข้าครองภูมิชะตา

.

คนเกิดวันพุธนี้ อาจมีลักษณะนิสัยที่เรียกว่า “คุ้มดีคุ้มร้าย” (ไม่ยืนยัน) หุหุ !!!

.

ภาพ รูปสลักเทพนพเคราะห์ ศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ นครราชสีมา

 

เทพนพเคราะห์อีกองค์หนึ่งก็คือ “พระเกตุ” แม้พระเกตุจะไม่ได้จัดเป็นวันในสัปดาห์ แต่มีความสำคัญในการพยากรณ์ โบราณเขาเลยจัดวางให้อยู่ภูมิกลาง ถือว่ารวมทั้งหมดมี 9 องค์ จึงเรียกว่า “เทวดานพเคราะห์” ซึ่งมีชื่อตามวันดังนี้คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู รวมถึงพระเกตุที่แยกไว้อีกองค์หนึ่ง เทวดานพเคราะห์จะเข้าคุ้มครองรักษาอายุผู้เกิดวันนั้น ๆ ที่ตรงกับนามวันเสียก่อน เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นองค์ถัดมาจะเข้าครองรักษาอายุในปีถัดไป ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

 .

การที่เทวดานพเคราะห์เวียนเข้ามาครองอายุคนเราแต่ละปีนั้น เรียกว่า “เทวดาเสวยอายุ” นะครับ เมื่อเทพเจ้าเข้ามารักษาอายุหรือเสวยอายุในปีใด จะมีคำทำนายดวงชะตาหรือวิถีชีวิตในปีนั้นว่าดีหรือร้ายเช่นใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเทพนพเคราะห์องค์ใดมาเข้าครองอายุ เนื่องจากอุปนิสัยของเทวดาพระเคราะห์ต่างกัน ในทางโหราศาสตร์แบ่งเทวดาพระเคราะห์เป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายศุภเคราะห์ ได้แก่ พระจันทร์ พระพุธ พระพฤหัสบดี และพระศุกร์ ส่วนฝ่ายบาปเคราะห์ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระอังคาร พระเสาร์ และพระราหู

 

ส่วนพระเกตุถือว่าเป็นกลางๆ แต่จะโอนอ่อนผ่อนตามหรือถูกชักจูงให้เข้าพวกได้ถ้าเอนไปข้างหนึ่งข้างใด เช่น ถ้าไปอยู่กับดาวฝ่ายบาปเคราะห์ถือว่าเป็นดาวร้ายไปด้วย ถ้าไปอยู่กับฝ่ายศุภเคราะห์ก็จะทำตัวดีไปด้วยนั่นเอง

.

เมื่อทักษิณาไปตามอายุของแต่ละคน วิถีชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ ถ้าเป็นดาวฝ่ายบาปเคราะห์ก็มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชมากและก็อาจให้โทษมากสักหน่อย หากเป็นดาวฝ่ายศุภเคราะห์มักจะเน้นในด้านบุญฤทธิ์ ส่วนใหญ่จึงให้คุณ แต่จำเพาะต้องให้โทษแล้วก็ไม่รุนแรงเท่าใดนัก

.

การนับภูมิดาวนพเคราะห์ว่าเสวยอายุตนเองไหม ให้นับจากวันเกิดตนเองเสียก่อนเป็นปีที่หนึ่ง แล้วเวียนขวาเรื่อยไปตามลำดับจนถึงอายุปัจจุบัน แต่ถ้าเข้าภูมิพระอาทิตย์แล้วลำดับต่อไปต้องแวะเข้าภูมิกลางหรือภูมิที่พระเกตุเข้าครองวิมานอยู่เสียก่อนจึงจะนับภูมิพระจันทร์ต่อไป

 

ยกตัวอย่างเช่น ท่านที่เกิดวันอาทิตย์ เริ่มนับภูมิพระอาทิตย์เป็นขวบปีแรก แวะเข้าตากลาง (พระเกตุ) แล้วนับไปจนถึงอายุปัจจุบัน หากเกิดวันจันทร์ก็นับจากภูมิพระจันทร์เริ่มต้นเสียก่อน เวียนขวาไปจนถึงภูมิพระอาทิตย์ แล้วแวะเข้าภูมิกลาง ก่อนนับปีที่ภูมิพระจันทร์ซ้ำอีกที นับเรื่อยไปจนครบอายุจริงในปีนั้น และเมื่ออายุจรในปีปัจจุบันนั้นตกที่ภูมิใด ก็จะเป็นไปตามพยากรณ์นี้

ปีใดที่ตกภูมิพระอาทิตย์...ปีนั้นระวังสุขภาพอนามัยให้ดี มักมีโรคภัยไข้เจ็บไม่คาดคิด มีเหตุทะเลาะวิวาทบาดหมาง จะไม่ลงรอยกับวงศาคณาญาติ หรือสิ่งของเครื่องใช้ชำรุดเสียหาย

ปีใดที่ตกภูมิพระจันทร์...ปีนั้นมีโชคลาภ สุขภาพแข็งแรง แต่หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทุเลาเบาบางลง คบหาผู้ที่มีความรู้ดี สตรีให้คุณ แต่หากคบหาคนที่ไม่สมประกอบจะเดือดร้อนให้โทษ

ปีใดที่ตกภูมิพระอังคาร...ปีนั้นมีศัตรูผู้มุ่งร้าย เกิดโรคภัยและเสียทรัพย์ รับสัตว์สองเท้าสี่เท้าไว้ในบ้านไม่ดี ปีนั้นถ้ามีคู่ครองจะถูกเบียดเบียนหรือก่อความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้

ปีใดที่ตกภูมิพระพุธ...ปีนั้นถือว่าเป็นปีที่ก่อเกิดมงคล โชคดีมีลาภผล หากมีคดีความจะได้รับชัยชนะ อีกทั้งปีนั้นห้ามกินเนื้อสัตว์อีกด้วย

ปีใดที่ตกภูมิพระพฤหัสบดี...ถือว่าปีนั้นจะบันดาลความสำเร็จ มีความก้าวหน้า เข้าหาผู้ใหญ่ดีมีลาภผล และมีโชค

ปีใดที่ตกภูมิพระศุกร์...ปีนั้นถือว่าโชคดีมีความสุข ก่อเกิดลาภผล แต่ห้ามเที่ยวกลางคืนและห้ามยุ่งกับเรื่องของคนอื่น มิเช่นนั้นอาจมีเหตุเดือดร้อนหรือเกิดคคีความตามมา

ปีใดที่ตกภูมิพระเสาร์...ปีนั้นจะเดือดร้อนลำเค็ญ มีภัยหลายด้าน พูดจาพาให้เสียหาย มิตรสหายให้โทษ มีเกณฑ์เสียของรัก และในปีนั้นห้ามเที่ยวเตร่ยามค่ำคืน

ปีใดที่ตกภูมิพระราหู...ปีนั้นมักจะมีศัตรูคอยมุ่งร้าย มีคนยุแหย่ให้แตกแยกหรือมีผู้ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้หงุดหงิดใจ ทำอะไรผิดๆถูกๆ

ปีใดที่ตกภูมิพระเกตุ...ปีนั้นจะมีทั้งดีและร้าย ถือว่าชีวิตลุ่มๆดอนๆ ไม่มั่นคง

.

.

เป็นอันครบ 9 ภูมินพเคราะห์ที่มีคำพยากรณ์ง่าย ๆ พอเป็นแนวทางชีวิต แต่ถ้าพิเคราะห์กันในเชิงโหราศาสตร์ทางทักษาแล้ว จะต้องนำวันเดือนปีเกิดของเจ้าชะตาเข้ามาประกอบ ซึ่งจะได้รายละเอียดคำพยากรณ์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนอีกมากครับ

.

วรณัย  พงศาชลากร

22 กรกฎาคม 2559




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 22/07/2016 เวลา : 23.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ลึกซึ้ง...เช่นเดิม อาจารย์เจี๊ยบ....ที่พิพิธฯ พระนคร สวย ชัดมากเลยขะ(ที่อื่นไม่เคยไป ..อิอิ)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]