• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 199
  • จำนวนผู้ชม : 1837243
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1567 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันเสาร์ ที่ 26 สิงหาคม 2560
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 2993 , 14:03:34 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน ดงละดอน , วรรณสุข และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

           อิทธิพลของศิลปวิทยาการจากชาวกรีก เมโสโปเตเมียและเปอร์เซีย เป็นปัจจัยสำคัญครั้งแรก ๆ ที่นำไปสู่การเดินทางข้ามทะเลด้วย “เรือใบสมุทร” (Dhow ship) ให้กับชาวอินเดีย
.

.

         เมื่อ ราว 300 ก่อนคริสตกาล (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 3) เมื่อ “พระเจ้าจันทรคุปต์ (Chandragupta)” สถาปนา “ราชวงศ์โมลียะ” หรือ “นกยูงอันงามสง่า” ขึ้น ระดับสังคมและวัฒนธรรมของอินเดีย ที่ยังคงอยู่ใน “ยุคเหล็กตอนปลาย” ในขณะนั้น ก็ได้ก้าวกระโดด ยกระดับขึ้นไปสู่ความเป็น “อารยธรรม” แบบฝั่งตะวันตกเป็นครั้งแรกครับ 
.
          เมื่อนครรัฐกรีกที่เมืองแม่ เพลี่ยงพล้ำต่อจักรวรรดิใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่าง “โรมัน” ในเมดิเตอริเนียน จักรวรรดิกรีกไอโอเนียน ที่ “เบคเตรีย” (Bactria : ยวน - โยนก) ก็อ่อนแอลง “อาณาจักรมคธราฐ” ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่นคร “ปาฏลิบุตร” หรือ “ปาลิโบตระ” (Palibothra) ในเขตลุ่มแม่น้ำคงคา ได้แผ่อิทธพลย้อนกลับช่องเขาไคเบอร์ (Khyber Pass) ไปสู่แคว้น “คันธาราฐ” (Gandhara) “นครตักสิลา” (Taxila) ประตูแห่งการค้าและชุมทางวาณิชขนาดใหญ่ ศูนย์รวมแห่งความรู้ ศิลปะ วิทยาการ จึงได้กลับคืนมาสู่อิทธิพลของราชวงศ์โมลียะแห่งอินเดียเหนืออีกครั้ง
.
         ด้วยอิทธิพลของศิลปวิทยาการนานาแขนงจากกรีกและเปอร์เซีย ผ่านจากนครตักสิลา จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมในอินเดียเหนือขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุมชนเมืองดั่งเดิมพัฒนาตัวขึ้นเป็น “สังคมเมือง” (Urban Society) มีการสร้างกำแพงเมืองด้วยหินและอิฐที่คงทน เพื่อป้องการรุกรานจากศัตรู มีการนำเทคนิคการก่ออิฐและหินมาใช้ในการก่อสร้างอาคาร ศาสนสถาน และแกะสลักรูปเคารพทางคติความเชื่อ
.
         พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงนำรูปแบบระบบปกครองแบบ“จักรวรรดิ” ของเปอร์เซีย มาใช้ปกครองแคว้น “มคธราฐ” ทรงโปรดให้สร้างระบบประปา สาธารณสุข พัฒนาระบบเงินตราโดยการนำเหรียญกษาปณ์แบบกรีก – เปอร์เซียมาใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในจักรวรรดิเป็นครั้งแรก ทรงปรับปรุงระบบการติดต่อสื่อสาร จนเกิดการใช้ “ตราประทับดินเผา” ขึ้นเป็นสัญลักษณ์กลุ่มชน ทั้งกลุ่มตระกูล กลุ่มการค้าพาณิชย์และกลุ่มศาสนา พัฒนาระบบไปรษณีย์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปกครอง การเมือง พ่อค้า นักบวช พัฒนาความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ อีกทั้งยังวางระบบตัวอักษร “พราหมี” และ “ขโรฐี” ขึ้นใช้เป็นแบบแผนทั่วจักรวรรดิ
.
          ราชวงศ์โมลียะยังได้นำวิทยาการและภูมิปัญญา มาพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ระบบคานงัดคานดีด การพัฒนาเครื่องประดับ อุปกรณ์กีฬา รวมทั้งนำคติความเชื่อและรูปแบบวัฒนธรรม มาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาหลากหลายลัทธินิกาย เกิดโรงเรียนและสถาบันศิลปะสอนประติมากรรม ที่เน้นรูปแบบสรีระตามสัดส่วนจริงของมนุษย์ นำไปสู่การเริ่มที่จะเรียนรู้และสร้างสรรค์รูปเคารพทางความเชื่อในศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรก
.
          มหาราชาแห่งโมลียะยังได้สร้างถนน “ราชมรรคา” เชื่อมโยงเส้นทางติดต่อสื่อสารและการค้าระหว่างเมืองทั่วจักรวรรดิ มีเส้นทางสำคัญคือจาก “ปาฏลีบุตร” พระนครหลวงไปยัง “นครตักสิลา” ศูนย์กลางแห่งลุ่มน้ำสินธุ ถ่ายเทสินค้าและผู้คน ระหว่างอินเดียกับแดนตะวันตก อย่างกรีกเบคเตรีย ศกะ - ซินเถียน ปาเธี่ยน โรมัน เปอร์เซีย เอเชียไมเนอร์ และอียิปต์ 
.
          เส้นทางการค้าทางบก ได้เชื่อมโยงลงมายังเมืองการค้าชายฝั่งทะเล สู่เมืองท่า “ศูรปารกะ, ภรุกัจฉะ(บาริกาซา),มุฉิริ” ในฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรรูปรวงผึ้ง “เดคข่าน” (Deccan Plateau) และเมืองท่าการค้า “อริกาเมฑุ (โปดูเก), กาเวริปัฏฏินัม ในอินเดียฝั่งตะวันออก 
.

.
          สินค้าและผู้คนที่หลากหลายจะเดินทางต่อโดยใช้เรือใบที่ “เพิ่ง” จะเริ่มพัฒนา ปรับเปลี่ยนมาจากเรือรบของของชาวกรีก เมโสโปเตเมียและเปอร์เซีย ข้ามมหาสมุทรอินเดีย ตามลมมรสุมที่พัดจากอินเดียมายัง “ไครเส - เคอรโสเนโสส” หรือ “สุวรรณทวีป – สุวรรณภูมิ” เข้าสู่เมืองท่าคาบสมุทร อย่าง สะเทิม เมืองพัน เมาะละแหม่ง ทวาย ตักโกล่า (ตะกั่วป่า - พังงา – ระนอง) ตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช – สุราษฎร์ธานี) หมู่เก่ะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ มะละกา ต่อไปยังหมู่เกาะชวา บาหลีและเบอร์เนียว 

.

.
         ราชวงศ์โมลียะ – ศุงคะ (ศากยะ) ได้กระตุ้นให้เหล่าพ่อค้าวาณิช ให้ออกเดินทางไปค้าสำเภายังดินแดนโพ้นทะเล เพื่อนำรายได้และทรัพยากรส่งกลับมายังจักรวรรดิ ซึ่งการเดินทางออกมาค้าขาย แสวงหาทรัพยากรใหม่ ๆ ในดินแดนไกลโพ้น เหล่านายเรือ พ่อค้าทั้งชาวกรีกกษัตรปะ ซินเถียน อินเดีย ฯ ต่างได้นำ “เครื่องราง” ประดิดประดอยจากโลหกรรม หรือแกะสลักลงบนหินอัญมณีมีค่า 
.
          รวมทั้งการพก “ตรากดประทับ” (Seals) โลหะและหินกึ่งรัตนชาติ (Semi – Precious)" เป็นแหวน หัวแหวน หรือแท่นกดหิน เพื่อนำมากดประทับเป็น “ตราดินเผา” (sealings) รูปสัญลักษณ์หรืออักษร บนก้อนดินที่ทับโยงไว้กับเชือกเพื่อรัดสิ่งของหรือสินค้า แสดงความเป็นเจ้าของครับ
.
           ราวพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา เมื่อเส้นทางการค้าทางทะเลและบนแผ่นดินถูกเปิดใช้เพื่อการค้าและการเดินทางแสวงโชค ย้ายถิ่นฐานกันอย่างกว้างขวางแล้ว “ราชวงศ์สาตวาหนะ” (Satavahana Dynasty) แห่งแคว้น “อานธระประเทศ” (Andhra pradesh) ผู้ปกครองดินแดนคาบสมุทรฝั่งทะเลตะวันออก ได้สืบต่อการค้าทางทะเลมายังสุวรรณทวีป ยิ่งในรัชสมัยของ “พระเจ้าวาสิฏฐีปุตระ ปุลุมายี” (Vasitthiputra Pulumayi) การค้าทางทะเลมีการขยายตัว นำทรัพยากรและความมั่งคั่งกลับมาสู่แคว้นอานธระเป็นอย่างมาก จนมีการออกเหรียญกษาปณ์ที่มีลวดลายเป็นรูปเรือใบสองเสากระโดง เพื่อใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างพ่อค้าในอิทธิพลของจักรวรรดิเป็นจำนวนมาก 

.


.

.
          รูปแบบของเรือใบในเหรียญกษาปณ์สาตวาหนะ แสดงให้เห็นพัฒนาการของการเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดีย จากเดิมที่ต้องใช้เรือเล็กใบเดี่ยว ลัดเลาะมาตามเส้นทางชายฝั่ง ได้กลายมาเป็น “เรือใบ” (Dhow) สองกระโดง ที่มีขนาดตัวเรือใหญ่ขึ้น กินน้ำลึกมากขึ้น บรรทุกสินค้าและผู้คนได้มากขึ้น ทำให้สามารถเดินทางได้กว้างไกล ตัดข้ามมหาสมุทรตาม “เส้นทางลมสินค้า” (Mahajanaka Trade Wind) ได้โดยไม่ต้องเลาะตามชายฝั่งอย่างแต่ก่อน 

.

.

          ซึ่งเหรียญกษาปณ์รูปเรือใบสองเสาของราชวงศ์สาตวาหนะนี้ ยังพบในแหล่งชุมชนโบราณเขตคาบสมุทรภาคใต้ ฝั่งอันดามันหลายแห่ง อย่างเหรียญเงินที่พบอย่างเปิดเผยจากอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ก็มีรูปแบบเดียวกันกับเหรียญกษาปณ์ของราชวงศ์สาตวาหนะ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของการค้าทางทะเล ได้นำไปสู่การเกิดเมืองท่า ชุมชน ตลาดและแหล่งผลิตสินค้า นำชาวอานธระประเทศ (ดราวิเดียน – อินเดียใต้) ในราชวงศ์สาตวาหนะ เข้าสู่โลกใหม่อย่างสุวรรณทวีปอย่างชัดเจนครับ 

.

.
         ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าทางทะเลขยายตัวลึกเข้ามาภายในภูมิภาค “ราชวงศ์ปัลลวะ” (Pallava Dynasty) ผู้ครองอำนาจสืบต่อราชวงศ์อิกษวากุ ในแคว้นอานธระประเทศ ก็ยังคงดำเนินนโนบายการค้าทางทะเลเชื่อมโยงโลกให้กว้างไกลขึ้นกว่าแต่ก่อน เรือใบ(สำเภา) สองใบจากอาหรับ ข้ามฝั่งจากตะวันตกเข้ามาสู่เมืองท่าที่ อมราวดี (Amaraviti) ฆัณฐศาลา (Ghantasala) ภัฏฏิโปรสุ (Pattiposau) ตรงเข้าสู่เมืองท่า “อาณานิคม” (Colonial) อันมั่นคงในดินแดนสุวรรณภูมิ ได้อย่างปลอดภัยโดยการคุ้มครองของจักรวรรดิใหม่
.

          เรือใบแบบอาหรับ ในช่วงปลายสมัยการค้าทางทะเลอันรุ่งเรืองของจักรวรรดิแห่งปัลลวะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นหลักฐานอันดีที่แสดงถึงอิทธิพลทางการค้าทางทะเลและการเดินทางจากโลกตะวันตกเชื่อมไปสู่ทะเลจีนใต้ ที่พบในประเทศไทย อยู่ที่ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ครับ เป็นเรือสำเภาแบบสองเสากระโดง ความยาวประมาณ 25 เมตร กราบเรือเจาะรูและใช้เชือกผูกโยงยึดแผ่นไม้ไว้ด้วยกันสองชั้น ซึ่งเป็นเทคนิคการต่อเรือแบบอาหรับโบราณ เรียกว่า “การหมันเรือ” ภายในเรือพบภาชนะดินเผา ทั้งที่เป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้ในการขนส่งทางทะเลแบบ Amphora ก้นแหลมแบบโรมัน เครื่องเคลือบราชวงศ์ถัง เครื่องเซรามิคและภาชนะใช้สอยดินเผาจากทุกภูมิภาคที่เรือโบราณลำนี้เคยแวะไปเทียบท่า ทั้งจากแดนอาหรับ อินเดีย สุวรณภูมิ ไปจนถึงมณฑลซินเกียง ทะเลจีนใต้ 

.

.

.
          อีกทั้ง ภาพสลักบนผนังระเบียง “บุโรพุทโธ” (Candi Borobudur) ในนิทาน “ชาดก” (Jataka) เรื่อง “พระมหาชนก” (Mahajanaka) และ เรืองเล่า “อวทานะ” (Awadana) การเดินทางของ “พระสุธน” (Sudhana) เพื่อค้นหาพระธรรมสูงสุดจาก “พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ” (Bodhisattva Maytreya) “พระโพธิสัตว์มัญชุศรี” (Bodhisattva Manjushri) และ “พระโพธิสัตว์สมันตรภัทร” (Bodhisattva Samantabhadra) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 ก็เป็นตัวอย่างของเรือใบสองเสาแบบอาหรับ ที่มีพัฒนาการทางเทคโนยีในการต่อเรือมากขึ้น เพิ่มทุนถ่วงด้านข้างกราบเรือ จนเป็นเรือใหญ่อย่างเรือสำเภาในยุคใหม่ ซึ่งนักวิชาการอินโดนิเชียเชื่อว่า เรือโบราณจากภาพสลักนี้ เคยถูกใช้เดินทางเชื่อมต่อจากเกาะชวาไปยังหมู่เกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา อันเป็นรากเหง้าบรรพบุรุษของผู้คนบนเกาะชวาในอดีตครับ

.

.

.

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
วรรณสุข from mobile วันที่ : 24/09/2017 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

ดูละครอินเดียเรื่อง อโศกมหราช ก็ยังแปลกใจอยู่เลยค่ะว่าพระราชมาตาในเรื่องทำไมเป็นชาวกรีก ถึงบางอ้ออย่างนี้นี่เอง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Chaoying วันที่ : 05/09/2017 เวลา : 07.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

หวัดดีอาจารย์เจี๊ยบ คิดถึงอ่ะ
อ่านสนุกมาก ชอบๆ
เข้าใจง่าย และได้ความรู้มากมาย นั่งจินตนาการไปในยุคกรีก โรมันเลย
เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีกนะเนี่ย นานแระ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 01/09/2017 เวลา : 12.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบพระคุณที่อาจารย์กรุณามอบ ความรู้-สู่-สังคมไทย
11-21 สิงหาคม 2560 เพิ่งไป ปากีสถาน
ได้ไป พิพิธภัณฑ์ตักศิลา

กลับมาอ่านเรื่องของอาจารย์แล้ว
ซาบซึ้งมากยิ่้งขึ้น ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 31/08/2017 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

การเขียนบทความแบบนี้ต้องใช้ภูมิปัญญาและความรู้มาก
ขอคารวะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< สิงหาคม 2017 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]