• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 224
  • จำนวนผู้ชม : 2203526
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1574 คน
วรณัย พงศาชลากร
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม 2560
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 2318 , 14:29:33 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน feng_shui , Surakant และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

 

..

        ภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงของระเบียงคดทิศใต้ปีกตะวันตกของปราสาทนครวัด เป็นเรื่องราวของการเคลื่อนขบวนทัพของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 “บรมวิษณุโลก” แห่งราชวงศ์มหิธระปุระ ประกอบด้วยแม่ทัพบนช้าง 20 กองทัพ ขบวนแห่พระเพลิง และทัพม้านำ รวม 22 กลุ่มภาพ ซึ่งชื่อนามและความหมายที่จารึกไว้ในแต่ละกลุ่มภาพนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเหล่าความเป็น “วฺร กมฺรเตง อัญ” พระญาติพระวงศ์ ผู้ภักดี และนามของผู้ปกครองบ้านเมืองที่อยู่ภายในจักรวรรดิกัมพุชะเทศะอันรุ่งเรือง ในยุคสมัยของพระองค์เท่านั้น

.
          ภาพสลักจึงไม่ใช่ภาพการของการเดินทัพไปรบกับจามปา หรือการแสดงแสงยานุภาพ สวนสนามใด ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงในยุคสมัยนั้น ด้วยเพราะปีกตะวันออกของระเบียงคดฝั่งทิศใต้ ได้เล่าเรื่องราวอันมีความต่อเนื่องถึงการพิพากษาตัดสินความดีงามของพระเจ้าสูรยวรรมเทวะ พระมเหสี นางใน ขุนซึกและข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดในโลกแห่งความเป็นจริง (เป็นรูปขบวนเดินเท้า ช่วงเริ่มต้นภาพสลัก) ผ่านรูป “พระยมราชา” 18 กร ทรงกระบือ เทพเจ้าผู้ปกปักษ์ทิศใต้ ทิศแห่งความตาย มีผู้ช่วยคือ “ธรรมบาล” และ จิตรคุปต์” โดยผู้คนชั่วร้ายที่ถูกตัดสินความโดยเหล่าคณะยมบาล จะถูกพาไปลงทัณฑ์ในนรก 37 ขุม ตามกรรมชั่วที่ได้กระทำไว้ ครับ
.

.
          การสลักรูปภาพมหากองทัพฝั่งซีกตะวันตก ก็คือ “ภาพมงคลเชิงสัญลักษณ์” ของเรื่องราวการส่งเสด็จสู่ "สวรรคาลัย" ในโลกความจริง ที่แสดงเป็นเรื่องราวของการเดินทัพและผู้คนเพื่อกลับไปสู่สวรรค์ ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าสูริยวรรมเทวะที่ 2 นั่นเอง
.
            ฉะนั้น ชื่อนาม “เนะ สฺยำกุกฺ” ในกลุ่มภาพกองทัพหนึ่ง ที่ถกเถียงกันมายาวหลายสิบปี จึงอาจเป็นเพียงชื่อนามของ “บุคคล” หรือ “ตำแหน่ง” ที่ปกครองเมืองในจักรวรรดิของพระเจ้าสูริยวรมันที่ 2 มากกว่าจะเป็น ชื่อของชนชาติ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์หรือประเทศ ที่ยังไม่เคยปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงเวลานั้น จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชาวสยามหรือคนไทย มาตั้งแต่เริ่มต้นตีความกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว เพราะเวลาเดียวกันนั้น ชื่อนาม สยาม - ไท และประเทศไทย ยังไม่เคยปรากฏในจารึกหลักอื่น ๆ ของเขมรหรือที่ไหนเลยครับ
.
.
           *** ภาพสลักเริ่มแรกของการส่งเสด็จพระสูริยวรรมเทวะสู่สวรรคาลัย ทางฝั่งซ้ายสุด เป็นเรื่องราวสมมุติของการตระเตรียมกองทัพ ผู้คนและพระเพลิง เพื่อการเดินทางไปสู่  “ไวกูณฐ์” สวรรค์แห่งพระวิษณุ ณ ยอดเขา “ศิวบาท” มหาสถานแห่งความเชื่อมโยงสู่ปรมาตมัน สรวงสวรรค์พระสุเมรุแห่งเทพตรีมูรติ “สมตจ วรปาท กมรเตง อัญ ปรมวิษณุโลก” องค์อวตารแห่งพระมหาวิษณุเทพ ฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือหางแส้ พระหัตถ์ซ้ายถือด้ามจับที่แยกออกจากกัน ประทับนั่งบนนาคะบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วย “ฉัตรสัปทน” 14 คัน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ “แส้จามร” 4 ด้าม “เครื่องพัดโบก” 5 ด้าม และ“พัดวาลวิชนีหางนกยูง” 1 คู่ ในท่ามกลางหมู่ข้าราชบริพารนางในแห่งราชสำนัก พราหมณ์บัณฑิตผู้ทรงเกียรติ แม่ทัพ ขุนพล นายกอง ทหาร และผู้คน 
..

.
          ในความหมายของภาพสลักอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทรงกำลังได้รับการสรรเสริญสักการะจากเหล่าทวยราษฎร์ ผู้ภักดีของพระองค์ เพื่อส่งเสด็จในครั้งสุดท้าย 

          เหมือนภาพสลักจะเล่าว่า ...ทรงมีพระราชโองการ แก่ “วฺระ กมฺรเตง อัญ ศรีวีรสิงหวรรมม” มหาเสนาบดีผู้รับสนองพระราชโอการ “วฺระ กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ - กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย” เสนาบดี ซ้าย ขวา และ “วฺระ กมฺรเตงอัญ คุณโทษ ต ปฺวฺน” ผู้พิพากษาความเป็นคุณ (ดี) และความเป็นโทษ (ร้าย) ทั้ง 4 
...
         “เจ้า....จงจัดเคลื่อนมหากองทัพอันเกรียงไกร ผู้ภักดีแก่เราทั้งหลาย เคลื่อนขบวนไปสู่โลกของความเป็นนิรันดรแห่งพระวิษณุเจ้า ร่วมไปด้วยกัน ...กับเราเถิด” 
...
          มหากองทัพ (ในความจริง) ของมหาจักรวรรดิ จึงเริ่มต้นจัดขบวนทัพขึ้นเพื่อร่วมกลับสู่สวรรค์ (ในความเชื่อ) ไม่ใช่การจัดกองทัพจริง ครับ
...
          ขบวนกองทัพแรก คือ “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีชเยนทรวรรมม” ผู้ปกครอง “ลเทา” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้าง ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน อยู่ปลายขบวน (ใกล้กับทางลงจากยอดเขาศิวบาท)

.

.

          ขบวนกองทัพ ที่ 2 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม (แห่ง) โฉกวกุล” สวมเกราะหนัง ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน และธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน 
...
          สำหรับชื่อนาม “กมฺรเตง อัญ วิเรนธราธิปติวรรมม ” ของทัพนี้เป็นชื่อนามเดียวกันกับชื่อผู้ปกครอง “ศรีวิเรนธราศรม” หรือเมืองวิมายปุระ จากจารึกกรอบวงกบประตูของปราสาทหินพิมายที่มีการบ่งบอกเวลาไว้ในช่วงยุคเดียวกัน 

.

.

..
      ขบวนทัพนี้จึงหมายถึงกองทัพจากเมืองพิมาย (โฉกวกุล - ป่าพิกุล) อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
.
          ขบวนกองทัพ ที่ 3 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก กันจัสปรยัก” ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรายุทธวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือธนูและลูกศร ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง มีธงชัย “ครุฑพ่าห์” และพลม้านำขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน พัดโบก 2 ผืน

.

.
.
          ขบวนกองทัพ ที่ 4 นำโดยขุนศึก “อนัก สัญชัก มัตคนัน” (ผู้มีความโกรธในสายตา) ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวชยา ยุทธวรรมม  สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน พลเดินเท้าของกองทัพนี้สวมหมวกเทริดยอดหัวกวางทั้งหมด

.


          ขบวนกองทัพ ที่ 5 นำโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีมหิปตินทรวรรมม” ผู้ปกครอง “จันลัตไต” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน พัดวาลวิชนีหางปลา มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่างคทาและพลม้านำขบวน
.

.

          ขบวนกองทัพ ที่ 6 นำโดย “อนัก สัญชัก วิทยาศรม” (ผู้ให้ปัญญา) ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวีรวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือโล่และหอกซัด ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน มีธงชัย “ครุฑพ่าห์” และพลม้านำขบวน 

.

.
           ขบวนกองทัพ ที่ 7 ( ยังหาชื่อนามที่แปลมาแล้วไม่ได้ครับ) สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถืออาวุธไว้ที่ไหล่ นั่งหันหน้ามาข้างหลัง สบาย ๆ บนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 13 คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืน และพลม้านำขบวน

.


.

          ขบวนกองทัพ ที่ 8 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก วนยะ ผลาน” (ผู้ทรงปัญญา) ตำแหน่ง“วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีวิเรนทราธิปติวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 9 คัน คัน มีธงชัยยาวริ้วปลายแหลม 2 ผืนและพลม้านำขบวน

.


.

          ขบวนกองทัพ ที่ 9 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก อนักจิ ” (ผู้ชำนาญการรบ) ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี นรปตีนทรวรรมม” ถือคันธนูและลูกศร ยืนบนหลังช้างดูองอาจ สง่างามบนหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน และเสาธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน

.
          ขบวนกองทัพ ที่ 10 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก วนิสัตร ” ตำแหน่ง “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรี สูราธิปวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและโล่ ฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน

.


          ขบวนกองทัพ ที่ 11 มี “กมฺรเตง อัญ ธนัญชัย” เสนาบดี 1 ใน 4 ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ไหล่ซ้ายและเอว ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) มือรั้งเชือกยืนบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชและพลม้านำขบวน

.


.

           ขบวนกองทัพในลำดับที่ 12 เป็นภาพสลักของ “พระเจ้าสูริยวรรมเทวะที่ 2” สวมชุดเกราะหนัง สะพายดาบไว้ด้านหลัง ประทับยืนอยู่บนสัปคับหลังช้างศึกทรงมงกุฎทอง แวดล้อมด้วยเครื่องสูงอย่าง “ฉัตรสัปทน”ถึง 15 คัน ธงยาวปลายริ้วโค้ง 4 ผืน เครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่าง “แส้จามร พัดโบก พัดวาลวิชนี” พระหัตถ์ขวาจับเชือกบังคับช้าง พระหัตถ์ซ้ายถืออาวุธที่เรียกว่า “พร้าแป๊ะกั๊ก” ซึ่งเป็นอาวุธที่เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัว ใช้ในการฟันกระแทกเช่นเดียวกับดาบ ขวาน ง้าว พร้า ใบมีดทำมาจากเหล็กมีคมด้านเดียวอีกด้านเป็นสันหนา โคนส่วนที่เป็นก้านมีดเสียบทะลุด้ามเพื่อให้มีความมั่นคง ส่วนใหญ่ด้ามเป็นไม้กลึงกลมค่อนข้างยาว แต่ไม่ยาวอย่างหอกหรือทวน ส่วนที่ติดกับใบมีดโค้งเว้าขึ้น 
..

.
          ด้านหน้าช้างทรง เป็นยอดเสาธงชัยรูป “วิษณุครุฑพ่าห์” ในความหมายของกองทัพกษัตริย์ผู้เป็นเสมือนอวตารของพระวิษณุเฉกเช่นพระรามแห่งกรุงอโยธยา ซึ่งก็ยังใช้สืบเนื่องต่อมาในกลุ่มรัฐขอมเก่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในคติ “รามาธิบดี”
...
           สำหรับกองทัพหลวงราชองครักษ์เดินเท้าด้านล่าง สวมชุดเกราะหนังถือหอกซัดและใช้เขนโล่ สวมเทริดหัวสัตว์และหัวลายกนก เดินขนานกันเป็นคู่อย่างมีระเบียบ
..

.
          ขบวนทัพที่ 13 นำหน้าทัพหลวง มีขุนศึกที่เปรียบเหมือนองครักษ์ “อนัก สัญชัก ไตรโลกยปุระ”(ผู้มีชัยสามโลก) เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน พัดโบก 1 และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 5 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งคทานำขบวน

.


..
          ขบวนทัพที่ 14 นำโดย “วฺร กมฺรเตง อัญ มูล ศรีวรรทธะ” เสนาบดี 1 ใน 4 ขุนศึกคู่พระทัยจากเขาศิวบาท สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอวและไหล่ซ้าย ถือหอกซัดและสวมเขน ยืนองอาจบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 12 คัน และธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชแกว่งดาบฝักปลีนำขบวน
.

.
          กองทัพที่ 15 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก อโส (ขาว) ลนิส ” นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีราเชนทร วรรมม” สวมเกราะหนัง ถือ กระบี่ พาดไว้บนบ่า เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว นั่งห้อนขาขวาบนสัปคับหัลงช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน และเสาธงยาวริ้ว 3 ผืน มีธงชัยกระบี่ธุชน่ายรำและพลม้านำขบวน 
...

.

           ขบวนที่ 16 เป็นขบวนอัญเชิญหอพระเพลิง โดยมีเขบวนเหล่าพราหมณ์และราชโหตาจารย์ สวดมนตราฤคเวทบูชาเทพเจ้าด้านหลัง ราชโหตาจารย์นั่งบนเปลมีคานหามและหลังคา ประดับด้วยพัด 13 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 3 ผืน แวดล้อมด้วยเหล่านั้นบวช หรือ “บัณฑิต” มัดเกล้ามวยผมสูง

.

.
          ด้านหน้าเป็นขบวนอัญเชิญหอ “พระเพลิง” (วฺร เวลิง) ประดับด้วยฉัตรสัปทน 10 คัน พัดวาลวิชนี 3 คน พัดโบก 4 มีธงชัยกระบี่ธุชร่ายรำนำขบวน ด้านหน้าสุดเป็นขบวนนักดนตรีประโคม สังข์ แตร ฆ้องกอลง และนักแสดง ประดับธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 7 ผืน

.

.
          ขบวนทัพที่ 17 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก ตรวาง สวาย ” นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ ปฤถวีนเรนทร” สวมเกราะหนัง ถือหอกซัดและโล่ เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว ประดับด้วยฉัตรสัปทน 6 คัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน

.

.
           ขบวนที่ 18 มีขุนศึก “อนัก สัญชัก กวีศวร” (ผู้เป็นเลิศในกวี) นามว่า “วฺร กมฺรเตง อัญ มหาเสนาปติ ศรีวีเรนทรวรรมม” สวมเกราะหนัง เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว มือรั้งเชือกบนสัปคับ ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากนำขบวน

.

.
           ขบวนที่ 19 มี “วฺร กมฺรเตง อัญ ศรีสิงหวีรวรรมม” ถือหอกซัดและสวมเขน เหน็บมีดสั้นที่ข้างเอว อาการฮึกเหิมบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 7 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน

.

...
           ขบวนกองทัพที่ 20 นำทัพโดย “วร กมรเตง อัญ ศรี ชัย สิงหวรรมม” นำพล เมืองละโว้ (โลฺว) ถือ “ผดาก” (พร้าแป๊ะกั๊ก) และโล่ ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ประดับด้วยฉัตรสัปทน 17 คัน พัดโบก 1 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน มีพลเดินเท้าใส่เทริดรูปหัวสัตว์จำนวนมากและพลม้านำขบวน

.

.
.
            จำนวนฉัตรร่มที่มีจำนวนมาก ของกองทัพนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองละโว้ ในฐานะฐานที่มั่นสำคัญของราชวงศ์ พระญาติพระวงศ์ผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก อันกว้างใหญ่ไพศาล 
.
           ขบวนที่ 21 นำทัพโดย “เนะ สฺยำกุกฺ” (ผู้ปกครองกลุ่มชนผิวดำ ?) ถือธนูและลูกศร ยืนสง่าบนสัปคับหลังช้าง ถักผมเป็นลอน สวมหมวกประดับดอกไม้ พลเดินเท้าถือหอกยาวแยกเป็นแง่งแหลม สวมชุดลายดอก ประดับด้วยอุบะสร้อยระย้า

.

.
           ที่น่าสนใจ แต่ไม่เคยมีการพูดถึงกันก็คือลวดลายของ “สัปคับ” ที่มีความแตกต่างไปจากสัปคับของฝ่ายเขมรทั้งหมด โดยทำเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย พนักของสัปคับฉลุเป็นลวดลายโค้ง คล้ายดอกไม้ 4 กลีบ มีความคล้ายคลึงกับลายดอกไม้ประดับในศิลปะแบบทวารวดีของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามากเลยครับ
.
            ขบวนกองทัพที่ 22 เป็นทัพหน้าสุดของทั้งหมด นำโดย “อนัก ราชการยย ภาค ปมญ อเชงฺญาล” (ประเทศราช พลธนูจากเมืองเชงฺญาล) เป็นพลเดินเท้าและพลม้า ไม่มีช้างประกอบขบวน ประดับด้วยฉัตรสัปทน 8 คัน พัดโบก 1 คัน ธงชัยริ้วยาวปลายแหลม 2 ผืน

.

.
.
**** อย่างที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ถัดไปทางตะวันออกของโคปุระ ผนังระเบียงคดอีกฟากหนึ่งแกะสลักเป็นเรื่องราวการตัดสินความของพระยมราชา ที่ในที่สุดของเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระเจ้าสูริยวรรมเทวะที่ 2 ก็ได้รับการรับรองคุณงามความดี ให้เสด็จขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ “ไวกูณฐ์” แห่งพระวิษณุ ดั้งปรากฏภาพของพระองค์ประทับในวิมาน ตรงช่องสุดท้ายทางตะวันออกสุดของผนัง พรั่งพร้อมด้วยพระมเหสี นางใน ข้าราชบริพาร ขุนทหารและผู้ภักดี ตามเสด็จขึ้นไปด้วยทั้งหมด
.

.

.

.
ส่วนศัตรูผู้ชั่วร้ายและผู้คิดคดทรยศ ล้วนแค่ถูกพิพากษาให้ถูกลงโทษทัณฑ์ ตกลงสู่นรกในขุมต่าง ๆ ในภาพสลักส่วนล่างของผนัง อย่างน่าสยดสยอง ครับ

.

.

.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
feng_shui วันที่ : 22/12/2017 เวลา : 17.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

โห อาจารย์ ยังเขียนเต็มฟอร์มเยี่ยงเดิม เยี่ยมมากกก ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 16/12/2017 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ภายในปรางค์สามยอดลพบุรี มีภาพสลักบ้างหรือเปล่าครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

งานวันผู้ไทโลก ครั้งที่ 8

งานวันผู้ไทโลก เท่อที่ 8 "พระธาตุศรีมงคลงามสง่า บูซาเจ้าปู่มเหศักดิ์ โฮมฮักผู้ไทโลก" วันที่ 4 - 6 เมษายน 2560 ณ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

View All
<< ธันวาคม 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]