• ขุมทรัพย์เพชร.
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : win_seawrite@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-30
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 75472
  • ส่ง msg :
  • โหวต 31 คน
เรื่อยๆมาเรียงๆรายสัปดาห์
หลากหลายทรรศนะ ง่ายๆ สบายๆที่ไม่เหมือนใครสไตล์"ขุมทรัพย์เพชร."
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/wahiniawitt
วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553
Posted by ขุมทรัพย์เพชร. , ผู้อ่าน : 2144 , 21:40:16 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อันเนื่องมาจากวิวาทะของหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.)ภายในมหาวิทยาลัย ทำให้สังคมภายนอกโดยทั่วไปรับทราบว่าผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเพียงใด  ก่อนจะมาสู่ส่วนความเห็นของผมขอไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ของหลักสูตรนี้ให้ทุกท่านรับทราบก่อน เพราะเอแบคโพลล์ได้สำรวจพบว่ามีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ ๙๑.๗ ไม่ทราบข่าวเรื่องนี้มาก่อน

ปี ๒๕๕๑ : มีโครงการร่วมกับNottingham university และ South Florida university โดยส่งอาจารย์มาสอนนักศึกษาแพทย์ปี ๒-๕ พร้อมๆกับมีแนวคิดร่างหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ

๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ : มีการประชุมวิชาการเรื่อง “สองแพร่ง หลักสูตรแพทย์นานาชาติ ทางเลือกระหว่างโลกาภิวัตน์กับสุขภาพคนไทย” ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๒ ศาสตราจารย์นายแพทย์สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มศว.ได้เสนอแนวความคิดการเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติ

๑๔ มกราคม ๒๕๕๓ : แพทยสภารับรองหลักสูตรที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์มศว.เสนอมา แต่ยื่นเงื่อนไขให้เปลี่ยนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ(English program)แทนหลักสูตรนานาชาติ(International program) รับผู้มีเฉพาะสัญชาติไทยจำนวน ๒๐ คน(ไม่เกินร้อยละ ๑ของจำนวนนักศึกษาภาคปกติ) หลังจบการศึกษาจะต้องใช้ทุนรัฐบาล ๓ ปีและหากไม่ใช้ทุนก็ต้องจ่ายเงินชดเชย ๔๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนโรงเรียนนานาชาติและเพิ่มศักยภาพทางภาษาให้แก่แพทย์รุ่นใหม่

๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ : อาจารย์แพทย์ ๖ คนจากมศว.ได้ออกมาคัดค้านหลักสูตรแพทย์นานาชาติผ่านสื่อมวลชนโดยอ้างว่าจำนวนแพทย์ในประเทศยังไม่เพียงพอ

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ : ชมรมแพทย์ชนบทออกแถลงการณ์คัดค้านการรับรองหลักสูตรแพทย์นานาชาติของแพทยสภาเพราะเป็นการทำลายระบบกระจายแพทย์สู่ชนบทและเป็นการสร้างแพทย์ป้อนโรงพยาบาลเอกชน

๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ : ศาสตราจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมศว.สัมภาษณ์ว่าหลักสูตรนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากสภามหาวิทยาลัย และย้ำจุดยืนว่ามศว.เป็นมหาวิทยาลัยติดดินต้องคิดถึงคนจนในประเทศก่อน พร้อมติงการทำงานของแพทยสภาว่าเหมาะสมหรือไม่

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ : คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติร่วมกับสำนักงานสุขภาพแห่งชาติจัดเวทีสาธารณะเรื่อง “ผลิตแพทย์นานาชาติ สังคมได้อะไร” ที่ประชุมเห็นว่ายังมีปัญหาการกระจายแพทย์สู่ชนบทควรมีการจัดสรรแพทย์ให้เพียงพอในประเทศก่อน

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ : แพทยสภาจะพิจารณาทบทวนมติการรับรองหลักสูตรแพทย์นานาชาติของมศว.

คงพอจะเห็นภาพกว่าจะเป็นหลักสูตรนี้กันคร่าวๆแล้วนะครับ ผมก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรที่ประชาชนส่วนใหญ่จะยังไม่ทราบว่าจะมีหลักสูตรนี้ ไม่แปลกใจที่กลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ ๘๗.๖ จะยังรู้สึกว่ายังรับทราบข้อมูลไม่เพียงพอ มาก แต่ก็แปลกใจที่มีกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ ๗๗.๑ เห็นด้วยกับหลักสูตรนี้ทั้งๆที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะการดำเนินการของท่านคณบดีมศว.และแพทยสภาในครั้งนี้ทำได้รวดเร็วและเงียบกริบอย่างยิ่ง

อันดับแรกเรามาดูกันก่อนดีกว่าหลักสูตรนี้เป็นอย่างไร โดยสรุปหลักสูตรนี้คือหลักสูตรแพทยศาสตร์ทั่วไปที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษตลอดหลักสูตร ๖ ปี เสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๑.๒ ล้านบาทต่อคนค่อปี โดยผู้สมัครต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ และสอบได้คะแนนTOEFLไม่ต่ำกว่า ๖๐๐ คะแนน หรือ IELTSไม่ต่ำกว่า ๗.๐ ได้ไปศึกษาที่ South Florida universityอย่างน้อย ๘ เดือน

แล้วรู้ไหมครับตามวิสัยทัศน์ของท่านคณบดีได้ตั้งเป้าหมายของหลักสูตรนี้ว่าจะสร้างแพทย์ยุคใหม่ให้เป็นทั้งแพทย์และนักวิจัยที่มีความรู้ มีความพร้อมด้านภาษา มีจิตสาธารณะและเป็นผู้นำทางการแพทย์บนเวทีสากล(สรุปจากวารสารคณบดีมศว. กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) แล้วเดิมจะรับนักศึกษานานาชาตินั้นเพื่อรองรับนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติและนักเรียนจากประเทศใกล้เคียงที่อยากเรียนแพทย์ เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ภูฏาน ติมอร์เลสเต เป็นต้น โดยอ้างว่าจะเป็นการรองรับการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนในอนาคต(ผมได้เห็นแย้งแล้วในหลักสูตรแพทย์นานาชาติในทรรศนะของผม http://www.oknation.net/blog/wahiniawitt/2010/02/10/entry-1)

และจากการสำรวจของสำนกนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขได้สรุปอัตรากำลังแพทย์ในปี ๒๕๕๐ ไว้ว่าเฉลี่ยทั้งประเทศมีแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๒,๗๗๘ คน โดยในภาคอีสานมีแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๕,๓๘๐คน(โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ.ศรีสะเกษแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๑๑,๒๗๖ คน)จนเป็นที่มาของการสรุปว่าจำนวนแพทย์ในประเทศนั้นยังขาดแคลนอีกมาก  แล้วตอนนี้เรายังมีคณบดีใจดีอยากผลิตแพทย์ให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนแพทย์อีก ทำความดีเสียขนาดนี้จะไม่ให้ผมชื่นชมกับแนวคิดโพธิสัตว์เช่นนี้ได้อย่างไร

เมื่อประเด็นผลิตแพทย์ชาวต่างชาติหมดไปตามเงื่อนไขของแพทยสภากลุ่มเป้าหมายหลักก็มีเพียงนักเรียนโรงเรียนนานาชาติที่มีอันจะกินแต่ไม่สามารถสอบเข้าแพทย์หลักสูตรปกติได้ ผมเคยเสนอก่อนหน้านี้แล้วว่าคนเรียนแพทย์ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งขอเพียงมีใจเมตตาอยากช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากจากความเจ็บป่วยก็เพียงพอ เรื่องฐานะของผู้มาเรียนผมจึงคิดว่าไม่สำคัญ แต่ประเด็นที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการเรียน ๑.๒ ล้านบาทต่อปี หรือ ๗.๒ ล้านบาทตลอดหลักสูตรเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไป และต้องขอชื่นชมแพทยสภาอีกครั้งว่าท่านช่างมองโลกในแง่ดีสมกับเป็นโพธิสัตว์เสียจริงที่ไร้เดียงสาว่าเมื่อจบแล้วจะมีนักศึกษาแพทย์หลักสูตรนี้จะมาใช้ทุนอยู่ในชนบทที่ขาดแคลน ในเมื่อการใช้ทุนเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้นถือเป็นเศษเงินไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเรียน

แล้วอย่างนี้หลักสูตรนี้จะผลิตมาเพื่อใคร???

ที่แน่ๆต้องไม่ใช่เพื่อคนไทยครับ ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าจากการสรุปของทั้งแพทยสภาและโรงเรียนแพทย์ต่างๆเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาการฟ้องร้องแพทย์นั้นส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารกับประชาชนที่ผิดพลาด ไม่ได้เกิดจากการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานของแพทย์  แล้วแพทยสภายังออกมารับรองหลักสูตรที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอด ๖ ปีทั้งๆที่มีปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ในประเทศอยู่ทุกปี กรณึนี้จึงมองได้สองทางคือแพทยสภาต้องการผลิตแพทย์รับใช้ต่างชาติ(สมองไหล? ดูดไปให้เอกชนทำmedical hub?) หรือต้องการทำให้แพทย์ไทยอ่อนแอถูกฟ้องร้องมากๆ

ถามว่าหากมีหลักสูตรนี้เกิดขึ้นใครได้บ้าง???

เท่าที่ผมมองคร่าวๆว่าจะมีคนได้อยู่สองสามกลุ่ม คือ ๑. คณะแพทย์ที่เปิดได้กำไรต่อหัวต่อปีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท(มีการวิจัยแล้วว่าการผลิตแพทย์ต่อคนในประเทศไทยใช้เงินประมาณ ๓-๕ แสนบาทต่อคนต่อปี) ๒.ลูกคนรวยที่อยากเรียนแพทย์แต่สอบไม่ติด ๓.เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนที่จะมีแพทย์จากหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นและสามารถทำเงินจากโครงการmedical hubมากขึ้น ๔.กรรมการแพทยสภาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์จากโรงพยาบาลเอกชน  ส่วนคนที่เสียคือประชาชนที่ยากจนทั้งประเทศที่จะถูกนักเรียนแพทย์กลุ่มนี้ใช้ฝึกประสบการณ์แต่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อคนจน

เรื่องความก้าวหน้าของวงการแพทย์และการเป็นนักวิจัยนั้นไม่ได้จากการเรียนเป็นภาษาอังกฤษหรอกครับไม่อย่างนั้นเราคงมีได้นักวิจัยจากคณะอักษรศาสตร์เต็มประเทศ และปัจจุบันหากพิจารณาจากคะแนนONETและANETก็จะพบว่าคะแนนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้เรียนแพทย์นั้นสูงอยู่แล้ว หากเหล่าโพธิสัตว์ต้องการให้เก่งยิ่งขึ้นก็จัดการสอนภาษาอังกฤษเสริมก็ได้ครับ หรืออย่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีก็เคยสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งระดับชั้นในยุคแรกๆก็ไม่เห็นจะมีปัญหานี่ครับไม่เห็นต้องจัดแยกหลักสูตรใช้เงินเป็นล้านๆบาทเลย

ผมเห็นด้วยกับความคิดของโพธิสัตว์ท่านหนึ่งนะครับว่าโรงเรียนแพทย์ที่มีศักยภาพไม่ควรหยุดนิ่ง แต่เราควรมองก่อนครับว่าประเทศของเรานั้นต้องการอะไรและท่านตอบสนองสิ่งนั้นได้หรือยัง ถ้ายังท่านยังหยุดอยู่ทำไม เรื่องจริยธรรมแพทย์ท่านหยุดอยู่หรือไม่ เรื่องมาตรฐานการเรียนการสอนท่านหยุดอยู่หรือไม่ เรื่องจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูท่านหยุดอยู่หรือไม่ เรื่องช่องว่างระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยท่านหยุดอยู่หรือไม่ เพราะท่านต้องไม่ลืมนะครับว่าท่านอยู่ในวิชาชีพที่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคม อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ อาศัยเงินเดือนจากภาษีและค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย

มีคนเคยกล่าวว่าองค์กรของรัฐองค์กรใดกระทำการที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ถือว่าองค์กรนั้นเนรคุณต่อแผ่นดิน!!!!

ขุมทรัพย์เพชร.

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๑๔ น.


"...อย่าให้คนเขาเอาไปพูดว่า หมอเก่งรักษาคนรวย หมอใหม่รักษาคนจน..."

นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ


(ภาพจากอินเตอร์เนต)

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นายประชาชน วันที่ : 21/03/2010 เวลา : 15.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/civilparliament
http://www.facebook.com/kittipong.ponsen

เห็นด้วยกับผู้เขียนครับ แต่อยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้เพื่อเป็นบทเรียน เพราะเชื่อว่าการพัฒนาหลักสูตรลักษณะนี้น่าจะมีขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะในวิชาชีพแพทย์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาชีพที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดของคนทั่วไป (สำรวจโดยนิตยสารรีดเดอร์ได้เจส ประเทศไทยปี 2553) จึงขอให้หลักสูตรที่พัฒนาหมอ ให้จบออกมารักษา "คน" มากกว่าการดูที่ "ไข้" เท่านั้นครับ

...หมอคน...

ถ้าเธอรู้ จัก"คน" มากกว่า"ไข้"
เธอจักได้ ขึ้นชื่อ ว่าเป็น"หมอ"
เป็นความหวัง ของมวลชน ที่เฝ้ารอ
ให้มี"หมอ" รักษา "คน"พ้นโรคภัย
รู้จักคน รู้จักไข้ ให้ชีวิต
ถือเป็นกิจ ที่หนึ่ง ซึ่งวิสัย
เป็นความหวัง ของประชา ทั่วฟ้าไทย
ภารกิจ นี้ยิ่งใหญ่ ให้จดจำ

(กิตติพงศ์ พลเสน, 26 ก.พ. 53)

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ขุมทรัพย์เพชร. วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 21.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wahiniawitt

ตอบคุณภาณุมาศ_ทักษณา
มีหลายอย่างในประเทศนี้ที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม
โดยเฉพาะกับประชาชนที่เสียงไม่ดังในสังคม

ตอบคุณสุรศักดิ์
ผมเห็นด้วยกับคุณครับว่าปัญหาแรกที่ควรแก้คือการกระจายแพทย์ไปอยู่ในชนบท
เรื่องนี้มีทั้งตัวแพทย์เองที่ต้องเข้มแข็งในอุดมการณ์มากขึ้น
และรัฐต้องสนับสนุนด้วย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ฅนป่า วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 14.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dinpong

ขอบคุณที่แวะทักทายครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สุรศักดิ์ วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 10.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "5  พฤติกรรม ถ้าคุณทำเป็นนิสัย ชีวิตยืนยาวขึ้นแน่ !!" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลย 

ผมอยากให้ผลิตแพทย์กระจายออกไปต่างจังหวัดให้มาก
ในท้องถิ่นที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในภาคอีสาน และในที่
ที่ทุรกันดาร ที่ พสว.เคยเข้าไปให้บริการ

การขยายโรงพยาบาลกันมากมายในกรุงเทพฯ ในเวลานี้
โดยสร้างตึกสูง ๆ ทำให้แพทย์มากระจุกตัวในกรุงเทพฯ
หมด

ปัจจุบันผมก็เห็นว่าเข้าทำนองนี้เหมือนกัน
"หมอเก่งรักษาคนรวย หมอใหม่รักษาคนจน"

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ท่านเจ้าคุณ วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sutku
สุทธิคุณ กองทอง 

ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 11/02/2010 เวลา : 09.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/netmom
เฒ่า..เล่าเรื่อง

และจากการสำรวจของสำนกนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขได้สรุปอัตรากำลังแพทย์ในปี ๒๕๕๐ ไว้ว่าเฉลี่ยทั้งประเทศมีแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๒,๗๗๘ คน โดยในภาคอีสานมีแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๕,๓๘๐คน(โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ.ศรีสะเกษแพทย์ ๑ คนต่อประชากร ๑๑,๒๗๖ คน)จนเป็นที่มาของการสรุปว่าจำนวนแพทย์ในประเทศนั้นยังขาดแคลนอีกมาก แล้วตอนนี้เรายังมีคณบดีใจดีอยากผลิตแพทย์ให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนแพทย์อีก ทำความดีเสียขนาดนี้จะไม่ให้ผมชื่นชมกับแนวคิดโพธิสัตว์เช่นนี้ได้อย่างไร

- นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่คนไทย ต้องช่วยกันป่าวประกาศให้คนไทยด้วยกันเห็นว่า รัฐบาลที่บริหารงานโดยนักการเมือง มองข้ามความสำคัญของชาวบ้านเรื่องใดบ้าง

-เรื่องนี้ รัฐบาลควรแก้ปัญหาสังคมด้วยการผลิตแพทย์ให้เพียงพอ แต่มันคงไม่ได้ผลประโยชน์มาก

สู้ทำ ถนนไร้ฝุ่น ไม่ได้ มันได้ผลประโยชน์เยอะกว่า จึงทะเลาะกันเพราะเรื่องดังกล่าว

โธ๋ ไอ้หอเอียโททั้งหลาย !

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ขุมทรัพย์เพชร. วันที่ : 10/02/2010 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wahiniawitt

ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณอโรคยา

ขอบคุณสำหรับคำชมครับคุณgurutana

ท่านอื่นๆหากเห็นต่างอย่างไรมาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
gurutana วันที่ : 10/02/2010 เวลา : 22.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sportsthaisway


ลึกซึ้งมากครับ.....การคิดเชิงวิจารณญาณแบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ขอคารวะครับผม

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อโรคยา วันที่ : 10/02/2010 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health108


สวัสดีครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ขุมทรัพย์เพชร. วันที่ : 10/02/2010 เวลา : 21.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wahiniawitt

ผมว่ากรณีนี้คณะแพทย์อื่นๆที่เตรียมจะเปิดหลักสูตรในลักษณะเดียวกันนี้ทั้งจุฬาฯ ศิริราช เชียงใหม่
ควรนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจ
เพื่อมิให้เสียเกียรติภูมิที่สร้างสมมา

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            



[ Add to my favorite ] [ X ]