• วรากิจ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : warakijscifi@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-04
  • จำนวนเรื่อง : 19
  • จำนวนผู้ชม : 25846
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
วรากิจ เพชรน้ำเอก
เป็นบล็อคที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/warakijscifi
วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม 2555
Posted by วรากิจ , ผู้อ่าน : 591 , 23:08:18 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 ข่าวลือเกี่ยวกับลำแสงลึกลับบริเวณนครโบราณมาชู ปิกชูของชาวอินคา  ทำให้โฮป  ดรีมเมอร์  ไม่รีรอที่จะไปที่นั่น  เขาคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นนักข่าวคนแรกที่ได้ข้อมูลเรื่องลำแสงประหลาดสำหรับรายการข่าวภาคเช้าของเขา เพื่อดึงเรตติ้งให้สูงขึ้นแซงรายการของคู่แข่งที่ยังคงนำหน้ารายการของเขาอยู่แค่ปลายจมูก เฮลิคอปเตอร์สีแดงเพลิงพาโฮปทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่เช้าตรู่ และตรงไปยังมาชู ปิกชูในประเทศเปรูอย่างเงียบๆ  ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนส่งคนไปที่นั่น  เลยสักสถานีเดียว เพราะต่างก็คิดว่า  มันคงเป็นเหมือนกับเรื่องแปลกๆหลายๆเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทั่วโลกมาก่อนหน้านี้ และในที่สุดก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติธรรมดาๆเท่านั้น  แต่สำหรับโฮปแล้ว  เขามั่นใจว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นอย่างแน่นอน

          โฮปมองลงไปเบื้องล่าง  ภาพซากปรักหักพังของนครมาชู  ปิกชูบนสันเขาแอนดีสเหนือแม่น้ำอูรูบัมบา ทำให้เขาจินตนาการถึงความเพียรพยายามของชาวอินคาโบราณในการสร้างนครมหัศจรรย์แห่งนี้ ก่อนที่เมืองบิลกาบัมบาในมาชู ปิกชูซึ่งเป็นที่มั่นของพวกอินคาจะถูกพวกสเปนบุกทำลายเมื่อ 400 ปีก่อน  เฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือยอดเขาอวยนา ปิกชูอันสูงชันเพื่อค้นหาร่องรอยบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวข้องกับลำแสงลึกลับ แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ ปุยเมฆสีขาวกับไอหมอกบางๆอยู่ห่างไปแค่เอื้อม ทำให้โฮปรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับกำลังท่องเที่ยวอยู่บนสรวงสวรรค์ทีเดียว   เขาบอกให้บิงแฮมนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนสนามหญ้าที่อยู่ระหว่างกลางของซากสิ่งก่อสร้างอันตระการตา ซึ่งชาวอินคาเนรมิตขึ้นมาจากหินแกรนิต  โฮปกระโดดลงจากเครื่องด้วยความตื่นตะลึงกับอดีตอันยิ่งใหญ่ของนครมาชู ปิกชูแห่งนี้  หินแกรนิตรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งหนักเป็นตันถูกยกซ้อนๆกันจนกลายเป็นกำแพงของปราการอันแข็งแกร่ง โดยไม่ต้องอาศัยปูนสำหรับประสานหินแกรนิตแต่ละก้อนเข้าด้วยกัน  รอยต่อของก้อนหินที่ประสานสนิทจนแม้แต่กระดาษแผ่นบางๆก็ไม่อาจที่จะสอดเข้าไปได้  แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของชาวอินคา ที่สามารถสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์อันยากยิ่งบนยอดเขาซึ่งสูงเสียดฟ้าเช่นนี้  เขากับบิงแฮมเดินสำรวจไปตามซากอาคารต่างๆด้วยความตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของนครโบราณแห่งนี้ และพยายามสำรวจทุกซอกทุกมุมของอาคารแต่ละหลังอย่างละเอียด   

          “คุณแน่ใจอย่างงั้นเรอะ? ว่าลำแสงประหลาดที่ชาวบ้านเห็นไม่ใช่เป็นเพียงปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของอาทิตย์อย่างที่นักวิทยาศาสตร์อธิบาย”  บิงแฮม  โรแวน ที่เป็นทั้งนักบินและนักโบราณคดีซึ่งเคยทำงานร่วมกับโฮปมาหลายครั้งหลายหนเอ่ยถามด้วยความสังสัย

          โฮปยักไหล่เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่เขาสังหรณ์ใจว่าเขาจะต้องพบกับอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆ 

            “ก่อนที่จะมีข่าวแสงลึกลับ  มีคนเห็นวัตถุบินลึกลับลอยอยู่เหนือยอดเขานี้  บางทีเราอาจจะเป็นคนแรกที่ได้พบยานอวกาศหรือไม่ก็มนุษย์ต่างดาวก็ได้”  เขาพูดทีเล่นทีจริง

            ทั้งสองคนเดินผ่านกำแพงและวิหารรูปครึ่งวงกลมอันสวยงาม  โฮปมองเห็นภาพความเจริญรุ่งเรืองของชาวอินคาในอดีต  ที่นี่มีทั้งพระราชวัง  หมู่วิหาร  โรงอาบน้ำ  ท่อส่งน้ำ  และบ้านเรือนมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อสร้างขึ้นจากหินแกรนิตทั้งสิ้น  บรรยากาศอันเงียบสงบวังเวงทำให้โฮปรู้สึกว่าอากาศอันหนาวยะเยือกบนยอดเขายิ่งหนาวมากขึ้นอีก นิ้วมือของเขาแข็งจนแทบกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปไม่ได้แม้จะสวมถุงมือหนังหนาๆแล้วก็ตาม  เขาเก็บภาพของมาชู ปิกชูนับร้อยภาพ  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด  ทันใดนั้น  โฮปรู้สึกว่ามีแสงสว่างสะท้อนวูบวาบอยู่ในซากอาคารหลังหนึ่ง  เขารีบเดินนำหน้าบิงแฮมไปยังจุดที่เห็นแสงสว่างนั้น  ใกล้ๆกันมีแท่นหินเตี้ยๆแท่นหนึ่งซึ่งยกพื้นขึ้นมาและมีเสาหินตั้งอยู่ 

            “นี่คือ.....อินติอัวตานา”  บิงแฮมบอก  เขาเดินวนดูรอบเสาหินด้วยความสนใจ  นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเห็นของจริง

            “อะไรนะ?”  โฮปถามย้ำ 

            “เสาพันธนาการพระอาทิตย์ ข้างหน้านั่นคือวิหารตรีบัญชรกับวิหารใหญ่ มันไม่มีหลังคาสำหรับให้นักบวชชาวอินคามองเห็นท้องฟ้าเพื่อติดต่อกับสวรรค์”  บิงแฮมอธิบาย 

            “แสงสะท้อนน่าจะมาจากวิหารหลังนั้น  ผมเห็นมันเคลื่อนที่อยู่ข้างใน”  โฮปมองตรงไปที่วิหารตรีบัญชร  เขาแน่ใจว่าได้เห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายในวิหารผ่านทางช่องหน้าต่างทั้งสามช่อง

            แสงสะท้อนสว่างวาบขึ้นอีก  โฮปกับบิงแฮมค่อยๆย่องไปที่วิหารอย่างระมัดระวัง  ทั้งสองคนไม่มีอาวุธสำหรับป้องกันตัวเลยนอกจากกล้องถ่ายรูปเท่านั้น  ทั้งคู่อ้อมไปอีกด้านหนึ่งของวิหารและยืนแอบอยู่ข้างประตูทางเข้า  โฮปชำเลืองดูด้านใน  เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น  เขาพยักหน้าให้บิงแฮมแล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจกระโดดพรวดเข้าไปในวิหารทันที  และแล้วสิ่งที่ทั้งสองคนได้เห็นก็คือ  สิ่งมีชีวิตที่เขาทั้งสองคนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ร่างกายนั้นสูงใหญ่และมีผิวสีทอง ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองเขม็งมาที่โฮปกับบิงแฮม โดยที่ไม่มีอาการตกใจหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตรงข้ามกับโฮปกับบิงแฮมที่ยืนหน้าซีดเผือดขาสั่นและหัวใจที่แทบจะหยุดเต้นเสียให้ได้  เครื่องแต่งกายสีเงินยวงคล้ายกับสร้างขึ้นจากโลหะสีเงินที่ถักทอจนคล้ายผืนผ้าอ่อนนุ่มของมนุษย์ร่างสีทองสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นแสงวูบวาบสว่างไสวไปทั้งวิหาร   

            “พระเจ้าช่วย!!.....นั่นมัน.....มนุษย์.....ต่างดาวหรือว่า.....พระเจ้ากันแน่!!?”  โฮปอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

            “โอ!......ไม่.....ไม่.....น่า.....เชื่อ.....เลย” 

บิงแฮมมองดูมนุษย์ร่างสีทองที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา   ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนและสงบนิ่ง  เส้นผมยาวตรงสีเงินแวววาวเป็นประกายระยิบระยับราวกับอัญมณี 

            “ขะ.....ขะ.....เขาคง.....ไม่ทำ.....อัน.....ตราย....เรานะ?”

โฮปพูดเสียงสั่น เขารวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไปหามนุษย์ร่างสีทองอย่างช้าๆและระมัดระวัง  ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันและต่างก็จ้องมองกันไม่วางตา    บิงแฮมยังคงมองมนุษย์ร่างสีทองจากอวกาศราวกับตกอยู่ในภวังค์  เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะมีโอกาสได้เห็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆปรากฏอยู่ตรงหน้า

“เป็นมนุษย์จริงๆด้วย  ผมคิดว่าเขาเป็นผู้ชาย”

โฮปไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสื่อสารกับมนุษย์ร่างสีทองคนนี้อย่างไรดี เขาเปิดฝาขวดน้ำดื่มที่ถือติดมือมาด้วยแล้วยื่นให้กับมนุษย์ร่างสีทองเพื่อแสดงความเป็นมิตร  มนุษย์ร่างสีทองมีอาการลังเลอยู่ชั่วครู่    โฮปคิดว่ามนุษย์ร่างสีทองพยายามยิ้มให้เขา  ในที่สุดมนุษย์ร่างสีทองก็รับน้ำจากโฮปไปถือไว้  ทันใดนั้น  น้ำในขวดก็เริ่มร้อนขึ้นและร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเดือดพล่าน มันระเหยกลายเป็นไอ  ลอยกรุ่นออกมาจากปากขวด  แต่มนุษย์ร่างสีทองก็ยังคงถือขวดนั้นไว้ราวกับว่ามันเป็นขวดน้ำที่เย็นเฉียบ  ดูเหมือนว่าไอน้ำที่ระเหยออกมาจะถูกดูดซึมแทรกหายไปในผิวของใบหน้าของมนุษย์ร่างสีทองทำให้เขามีสีหน้าที่สดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเปล่งประกายแสงสีทองออกมารอบๆ

“เขาดื่มไอน้ำทางผิวหนัง!!”   โฮปอุทานด้วยความประหลาดใจ

“ประหลาดมาก”  บิงแฮมบอก 

“ท่านมาที่นี่ได้ยังไง?”  โฮปถาม

ไม่มีเสียงตอบจากมนุษย์ร่างสีทอง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจในสิ่งที่โฮปพูด   เขาชี้มือไปยังท้องฟ้า  และเปล่งเสียงคล้ายกับว่าเขาจะพยายามที่จะพูดกับชาวโลกทั้งสองคน แต่เสียงนั้นแผ่วเบามาก และโฮปกับบิงแฮมก็ไม่สามารถจะเข้าใจความหมายของภาษาแปลกๆนั้นได้เลย  มนุษย์ร่างสีทองมองดูโฮปอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นมือสีเทาเล็กๆทั้งสองข้างมาสัมผัสที่ศีรษะของโฮป  โฮปรู้สึกได้ถึงกระแสคลื่นบางอย่าง ที่แผ่กระจายออกมาจากฝ่ามือของมนุษย์ร่างสีทองจากอวกาศ  มันเป็นกระแสคลื่นที่เยือกเย็นและทำให้จิตใจของโฮปสงบอย่างบอกไม่ถูก  เขารู้สึกว่ากระแสคลื่นนั้นแผ่ซ่านเข้าไปในสมองและการรับรู้แปลกๆบางอย่างก็บังเกิดขึ้น   

“ท่านทำอะไรกับเพื่อนของผม?”  บิงแฮมถามด้วยความสงสัยและพยายามจะดึงมือของ  มนุษย์ร่างสีทองออกจากศีรษะของโฮปแต่โฮปยกมือห้ามเขาไว้

“เขาไม่ได้ทำอันตรายอะไรผมหรอก  ผมรู้สึกสบายเหมือนกับได้พักผ่อนเต็มอิ่ม  สมองของผมมันเบาแล้วก็โล่งเหลือเกิน”

มนุษย์ร่างสีทองพยักหน้าเหมือนเข้าใจสิ่งที่โฮปพูด  เขามองหน้าโฮปอยู่ครู่หนึ่ง  ร่องคล้ายกับปากบางๆซึ่งไม่มีริมฝีปากยิ้มให้เขา    ทันใดนั้น  ลำแสงประหลาดเจิดจ้าลำหนึ่งได้พุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้ามายังร่างของเขาทำให้ร่างของเขาค่อยๆเลือนหายไปจากที่ตรงนั้น

...................

โฮปตัดสินใจที่จะไม่รายงานข่าวเรื่องการค้นพบยานบินลึกลับกับมนุษย์ต่างดาวที่ มาชู ปิกชู เพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ได้เลย 

“เป็นอะไรไปโฮป?  วันนี้ดูคุณไม่ค่อยสดชื่นเลย”  วิเวียน  เลเยอร์  ผู้ประกาศข่าวสาวเอ่ยทัก

“ผมคงพักผ่อนไม่พอน่ะ  ไม่มีอะไรหรอก  แต่วันนี้คุณดูสวยจัง”  โฮปตอบ  เขารู้สึกได้ว่ากำลังมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกายของวิเวียน

“อรุณสวัสดิ์.....โฮป.....ฉากใหม่เป็นไงมั่ง”  ดอร์จ  คราวน์  เจ้าหน้าที่ฝ่ายฉากถาม

“อรุณสวัสดิ์ดอร์จ”  โฮปทักทาย  “ระวังตัวหน่อยนะ  โคมไฟจะตกใส่หัวคุณ” 

ดอร์จหยุดกึก เขาหันไปจ้องหน้าโฮปอย่างไม่สู้จะพอใจนัก “นั่นเป็นคำอวยพรของคุณรึไง” 

วิเวียนมองหน้าโฮปอย่างงงๆ  “ทำไมคุณไปบอกดอร์จอย่างนั้น?”

“เอ้อ!.....ผมเพียงแต่รู้สึกสังหรณ์ใจน่ะ  คุณก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะ  คุณกำลังตั้งท้อง”

“ว่าไงนะ  ฉันน่ะเหรอ.....ท้อง?”  คำพูดของโฮปยิ่งทำให้วิเวียนงงมากขึ้นไปอีก

โฮปยิ้มแล้วขอตัวไปเตรียมหัวข้อข่าว ปล่อยให้วิเวียนยืนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้ทักดอร์จกับวิเวียนออกไปอย่างนั้น  เขาตรงไปนั่งที่โต๊ะผู้ประกาศข่าวและอ่านทบทวนหัวข้อข่าวอีกครั้งหนึ่ง 

..........โครม..........

เสียงวัตถุหนักๆตกลงมากระแทกพื้นดังสนั่นไปทั้งห้องส่ง  เมื่อโคมไฟดวงหนึ่งซึ่งช่างเทคนิคกำลังพยายามปรับแสงของมันอยู่ได้ตกลงมาจากราวแขวน     มันกระแทกเข้ากับศีรษะของ

ดอร์จที่กำลังจัดอุปกรณ์ประดับฉากอยู่เข้าเต็มแรง  เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในห้องส่งดังสับสนอลหม่านวุ่นวายไปหมด  โฮปตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เขารู้สึกใจหายวาบเมือเห็นร่างของดอร์จนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น  เลือดแดงฉานไหลทะลักออกจากบาดแผลที่ศีรษะนองเต็มพื้นไปหมด  มือไม้ของโฮปอ่อนปวกเปียก เขานึกถึงคำเตือนที่ได้เตือนดอร์จไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง  มันได้กลายเป็นความจริงขึ้นมาอย่างน่าตกใจต่อหน้าต่อตาทีเดียว  โฮปรีบเข้าไปประคองร่างของดอร์จ  เขาสัมผัสบาดแผลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายฉากผู้โชคร้าย  ทันใดนั้นเอง  บาดแผลฉกรรจ์บนศีรษะของดอร์จก็ค่อยๆสมานตัวเองอย่างช้าๆ  เลือดเริ่มหยุดไหลและบาดแผลก็เล็กลงเรื่อยๆ  ในที่สุด  ศีรษะของดอร์จก็ไม่ปรากฏร่องรอยของบาดแผลให้เห็นอีกเลย  เขาฟื้นจากสลบและค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างงงๆ  ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในที่นั้น

......................

หลังจากที่สามารถเคลียร์ห้องส่งให้เรียบร้อยพร้อมที่จะออกอากาศรายการข่าวภาคเช้าได้ตามปรกติ  โฮปเข้าประจำที่และนั่งทำใจให้สงบอยู่ครู่หนึ่ง  วิเวียนเองก็พยายามระงับความตื่นเต้นตกใจกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับดอร์จ

โฮปกับวิเวียนผลัดกันรายงานข่าวตามที่บรรณาธิการข่าวจัดเรียงลำดับเอาไว้ให้  ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งโฮปได้รายงานข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้ทุกคนในห้องส่งถึงกับงุนงง

“ต่อไปนี้เป็นข่าวอุบัติเหตุเครื่องบินตก..........”  โฮปรายงานข่าวโดยไม่มีในหัวข้อข่าวประจำวัน 

“อะไรนะ  ไม่มีข่าวนี้นี่นา?”  วิเวียนกระซิบเบาๆเมื่อภาพของเธอไม่ได้ปรากฏบนจอ

“ในวันพรุ่งนี้  เครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ.300 ของสายการบินยูนิคอร์นแอร์ไลน์พร้อมด้วยผู้โดยสาร 345 คนจะประสบอุบัติเหตุตกแถบเทือกเขาแอลป์ด้วยสาเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องในเวลา 4 นาฬิกา 35 นาที  จะไม่มีผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้..........”  โฮปยังคงรายงานข่าวต่อ

“อะไรนะ.....พรุ่งนี้งั้นเหรอ.....คุณกำลังทำอะไรของคุณน่ะ  โฮป?”  วิเวียนกระซิบถามอีก  เธอคิดว่า  เพื่อนร่วมงานของเธอคงจะเสียสติไปแล้ว

“ตัดเข้าโฆษณา”   ผู้กำกับรายงานสั่งแล้วเหวี่ยงแฟ้มสคริปต์รายการลงกับพื้นอย่างหัวเสีย

“คุณบ้าไปแล้วโฮป  ข่าวบ้าๆอะไรของคุณ?”  เขาตะคอกใส่หน้าโฮปดังลั่น

            โฮปนิ่งเงียบ  เขาเองก็ไม่รู้ว่าเขารายงานข่าวอุบัติเหตุที่ยังไม่เกิดขึ้นไปได้ยังไง  แต่เขาเห็นอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างชัดเจน  เหมือนกับที่เขาเห็นดอร์จถูกโคมไฟหล่นใส่หัว

            “ผมเคยเตือนดอร์จเรื่องโคมไฟ..........”  โฮปเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด

            วิเวียนมองหน้าโฮปเขม็ง  เธอนึกขึ้นได้ว่า  เธอก็ได้ยินโฮปเตือนดอร์จก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจริงๆ  “ใช่.....ใช่.....เขาเตือนดอร์จแล้ว  แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ”

            “พรุ่งนี้จะเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตก  และเกิดการจลาจลในเรือนจำที่เมืองคาโดวิตเซในโปแลนด์ในตอนตีสาม  จะมีนักโทษถูกยิงตาย 24 คน”  โฮปพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตราวกับว่าเขาคือนอสตราดามุสกลับชาติมาเกิด

            ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เข้ามาในห้องส่งหลังจากทราบเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น  เขาตรงรี่เข้าไปหาโฮปทันที

            “ผมว่าคุณควรพักผ่อนสักอาทิตย์หนึ่งนะ”  เขาพูดกับโฮปด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจอย่างยิ่ง

.................

            วิเวียนอึกอักอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะอ่านข่าวที่วางอยู่ตรงหน้า  เธอต้องรายงานข่าวแต่เพียงลำพังสำหรับวันนี้เพราะโฮปถูกสั่งให้พักงานไปตั้งแต่เมื่อวาน ทุกคนในห้องส่งเงียบกริบและต่างก็รู้สึกขนลุกซู่เมื่อวิเวียนอ่านรายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

            “มีข่าวด่วนค่ะ.....วันนี้เมื่อเวลาประมาณ 4 นาฬิกา 35 นาที  เครื่องบิน.....ของสายการบินยูนิคอร์นแอร์ไลน์พร้อมด้วย.....ผู้โดยสาร 345 คน  ได้ประสบอุบัติเหตุตกแถบ.....เทือกเขาแอลป์ในประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์   นักบินได้วิทยุของความช่วยเหลือเมื่อพบว่า.....เครื่องยนต์หนึ่งในสองเครื่อง.....ขัดข้อง  มีผู้พบเห็นเปลวไฟและควันพวยพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์ด้านขวา.......และเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง  คาดว่าจะไม่มีผู้รอดชีวิต.....”  วิเวียนรายงานข่าวตะกุกตะกัก  ภาพของเครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุซึ่งมีผู้บันทึกภาพเอาไว้ได้ในขณะที่มันกำลังถูกไฟลุกท่วมก่อนที่จะตกลงไปในเทือกเขาแอลป์ทำให้เธอถึงกับตัวเย็นเฉียบ 

            “แล้วก็มีข่าวด่วนอีกข่าวหนึ่งในเช้าวันนี้ เกิดการประท้วงของนักโทษ.....ในเรือนจำของเมืองคาโดวิตเซ........ประเทศโปแลนด์” วิเวียนต้องควบคุมสมาธิด้วยความยากลำบากเมื่อต้องรายงานข่าวชิ้นนี้ “……เกี่ยวกับการเรียกร้องให้จัดหาอาหารที่มีคุณภาพมากขึ้น.......เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 3 นาฬิกา การประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการจลาจล เมื่อมีการจุดไฟเผาอาคารหลายหลัง........หน่วยปราจลาจลได้เข้าปราบปรามผู้ก่อเหตุประท้วง.......ทำให้มีนักโทษถูกยิงตาย 24 คน.....”  มันเป็นข่าวอีกข่าวหนึ่งซึ่งโฮปได้เตือนไว้ล่วงหน้าเมื่อวานนี้

......................

            “ผมรู้เรื่องของคุณแล้วล่ะ  คุณคิดว่ามันจะเกี่ยวกับคลื่นประหลาดที่คุณได้รับจากมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า?”  บิงแฮมเดินทางมาหาโฮปทันทีที่รู้ข่าว

            “อาจจะใช่...........มันเหมือนกับว่าสมองของผมเปิดรับข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” 

            “สมองของคุณอาจจะสามารถรับคลื่นจากอนาคตได้”

            “ผมเห็นภาพเยอะแยะไปหมดในสมองของผม  แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสับสนอะไรเลย  ผมรู้แม้กระทั่งทีมลิเวอร์พูลจะชนะทีมแมนยูฯในวันพรุ่งนี้ 3 ประตูต่อ 0 แล้วตอนนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าผมไม่ได้เพี้ยนไป  พรุ่งนี้ผมต้องกลับไปรายงานข่าวเหมือนเดิม”  โฮปบอก  เขาดีใจมากที่จะได้กลับไปทำงานอีกครั้ง

            “ใช่  ตอนนี้คุณไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวธรรมดาๆอีกต่อไป  แต่คุณคือผู้ประกาศข่าวที่ดังที่สุดในโลกไปแล้ว” 

................

            “โฮป.....เมื่อวานฉันไปหาหมอมา”  วิเวียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดกับโฮปทันทีที่เขามาถึงสตูดิโอ  “หมอบอกว่าฉันท้อง…..คุณรู้ได้ยังไงนะโฮป”

            “ไม่รู้สิ  อยู่ๆผมก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต”

            “คุณรู้มั้ย มีผู้ชมรายการโทรฯเข้ามาตลอดทั้งวันจนสายแทบไหม้หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกตรงกับที่คุณรายงาน  พวกเขาพยายามจะคาดคั้นให้ได้ว่า  คุณรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ยังไงรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย  ตอนแรกพวกเขาสงสัยว่าคุณอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น  จนฉันเล่าให้เขาฟังเรื่องดอร์จกับเรื่องการจลาจลในเรือนจำที่โปแลนด์  แล้วก็เอ้อ!.....เรื่องที่ฉันตั้งท้อง  ตอนนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวเกี่ยวกับคุณแม้แต่รายการคู่แข่งของเราก็ยังต้องนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคุณเลย”

            “มันก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับผมด้วยเหมือนกัน”  โฮปบอก  แต่เขายังไม่กล้าเล่าถึงสิ่งที่เขากับบิงแฮมได้พบที่มาชู ปิกชู 

............

            เจ้าของอาคารเรนโบว์ ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองนอตติงแฮมขอสัมผัสมือกับโฮปทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องส่ง  เขากับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีก 3 คนมารอโฮปอยู่ตั้งแต่เช้าทีเดียว

            “ขอบคุณมากครับสำหรับคำเตือนเรื่องที่จะเกิดเพลิงไหม้บนชั้นที่ 25 ของอาคารของผมเมื่อวานนี้  ผมสั่งปิดอาคาร 1 วัน  และหน่วยดับเพลิงได้เตรียมพร้อมอยู่ที่นั่น   แล้วก็เกิดเพลิงไหม้ตรงตามที่คุณบอกจริงๆครับ  แต่เราดับได้ทันทำให้เสียหายแค่นิดหน่อยเท่านั้น คุณทำนายเหตุการณ์ได้ยังไงครับ?”  เจ้าของอาคารซึ่งรอดจากความหายนะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น 

            โฮปยิ้มและสัมผัสมือกับแขกทุกคน     “มันไม่ใช่คำทำนายหรอกครับ  แต่มันเป็นอนาคตที่จะต้องเป็นไปต่างหากและเราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้”

            นับตั้งแต่เขาเริ่มรายงานข่าวอนาคตมาได้ 2 เดือน        คำขอบคุณหลั่งไหลมาจากทั่วโลก    ที่ข่าวอนาคตช่วยป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้นได้มากมาย อุบัติเหตุ อาชญากรรมและการก่อการร้ายทั่วโลกลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสามารถป้องกันได้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายทำให้สามารถป้องกันทรัพย์สินและช่วยชีวิตผู้คนได้มากมายมหาศาล

……………

            “ตอนนี้คุณกลายเป็นฮีโรไปแล้วนะโฮป     คำเตือนของคุณเรื่องที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่อิหร่านทำให้รัฐบาลอิหร่านอพยพคนได้ทัน  คุณได้ช่วยชีวิตคนไว้เป็นหมื่นๆเลยนะ        ตอนนี้มีแต่คนมาขอพบคุณเพื่อขอพรจากคุณ  หลายคนต้องการให้คุณช่วยรักษาโรคร้ายให้”  ผู้กำกับรายการแซวโฮป     

“ไม่ใช่ฮีโรหรอก  แต่เขากลายเป็นพระเจ้าไปแล้ว  คุณดูคนพวกนั้นสิ”

 วิเวียนเปิดม่านหน้าต่างและมองลงไปที่ถนนเบื้องล่าง  ผู้คนนับพันๆคนพากันมาชุมนุมหน้าอาคารสถานีโทรทัศน์เต็มไปหมดและตะโกนโห่ร้องสรรเสริญโฮปราวกับว่า   เขาคือพระผู้เป็นเจ้าที่เกิดมาเพื่อทำให้โลกสงบสุข   โฮปเปิดหน้าต่าง  โผล่หน้าออกไปแล้วโบกมือให้กับฝูงชนข้างล่าง  แต่แทนที่เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังกระหึ่ม  ภาพที่โฮปได้เห็นก็คือ  ผู้คนทั้งหมดกลับเงียบกริบแล้วพร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้น  ประสานมือไว้ที่หน้าอกและเงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้าของผู้ที่พวกเขามอบความศรัทธาให้ราวกับพระเจ้า พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มด้วยความปิติยินดี  มันทำให้โฮปขนลุกซู่ขึ้นมาทีเดียว

“ผมไม่เคยคิดอยากจะเป็นพระเจ้าเลยนะวิเวียน” 

“แต่คุณก็เป็นไปแล้ว”

..................

            “สวัสดี.....พระเจ้า”  บิงแฮมแหย่เมื่อโฮปเข้ามาในห้องพักของเขา 

            โฮปทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนล้า  เขาต้องเดินผ่านฝูงชนนับหมื่นที่ต่างคุกเข่าอย่างนอบน้อมและพยายามดึงมือของเขาไปวางบนศีรษะ  เขาต้องโบกมือแล้วก็อวยพรให้กับผู้คนที่ศรัทธาในตัวเขาตลอดทางราวกับว่าเขาเป็นสันตะปาปาหรือไม่ก็พระเจ้าจริงๆ

            “ผมไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นอย่างนี้”  น้ำเสียงของโฮปฟังดูเหน็ดเหนื่อย

            “คุณกลายเป็นที่พึ่งของคนทั้งโลกไปแล้ว”  บิงแฮมรินชาเขียวร้อนๆส่งให้โฮป

            “ใช่  แล้วมันก็เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับนักข่าวตัวเล็กๆอย่างผม”

            “มันเป็นเพราะผู้คนรู้สึกหมดหวังกับสภาพสังคมที่เลวร้ายและหมดหวังกับชีวิตที่มีแต่การดิ้นรนต่อสู้ไม่รู้จบ  คุณเป็นเหมือนแสงสว่างที่เจิดจ้าขึ้นท่ามกลางความมืดมิด”

            “แต่ผมกลับคิดว่า  ผมทำให้ทุกคนตกอยู่ในความมืดยิ่งขึ้น  คุณดูคนพวกนั้นสิ”  โฮปแหวกม่านเพื่อมองดูฝูงชนล้นหลามที่มาออกันอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ของบิงแฮม     “พวกนั้นไม่คิดที่จะแก้

ปัญหาต่างๆด้วยตัวเองอีกแล้ว  ทุกคนรอให้ผมบอกว่าพวกเขาควรทำยังไงต่อไปหรือไม่ก็รอให้ผมช่วย”

            บิงแฮมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ  เขาคิดว่าสิ่งที่โฮปพูดนั้นก็ถูกต้องเหมือนกัน

            “ตอนนี้คุณต้องถามตัวเองแล้วล่ะว่า  คุณจะทำยังไงต่อไป?”

.....................

            เฮลิคอปเตอร์สีแดงเพลิงนำโฮปกับบิงแฮมไปที่มาชู  ปิกชูอีกครั้งหนึ่ง  โฮปต้องปลอมตัวเพื่อเดินทางมายังเปรูอย่างเงียบๆและเป็นความลับ  ยอดเขาอวยนา  ปิกชูยังคงปกคลุมไปด้วยปุยเมฆสีขาวอันสวยงามเหมือนทุกๆวัน นครมาชู ปิกชูอันมหัศจรรย์ปรากฏอยู่เบื้องล่าง  บิงแฮมนำเฮลิคอปเตอร์บินวนไปรอบๆก่อนที่จะตรงไปยังวิหารตรีบัญชรตามที่โฮปบอก

            “คุณชวนผมมาที่นี่อีกทำไม?”  บิงแฮมถามด้วยความอยากรู้

            “มันเป็นทางเดียวที่ผมจะหลุดพ้นจากเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น”

            โฮปกระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์และตรงไปที่วิหารตรีบัญชรในทันทีที่เครื่องสัมผัสพื้น  เขาเข้าไปข้างในและแหงนคอมองดูท้องฟ้าเบื้องบน 

            “คุณคิดว่าเขาจะลงมาหาคุณอย่างงั้นหรือ?”  บิงแฮมถาม

            “เขากำลังมา”

            ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนได้แหวกออกเป็นช่องวงกลมขนาดมหึมา  เสียงครางเบาๆดังขึ้นตามด้วยเงาดำทะมึนของวัตถุบางอย่างซึ่งปรากฏขึ้นกลางช่องนั้น มันลอยต่ำลงมาจนสามารถมองเห็นรูปร่างของมันได้อย่างชัดเจน  เผยให้เห็นรายละเอียดอันสลับซับซ้อนและวิจิตรตระการตาของพื้นผิวด้านบนจากขอบที่เอียงลาดลงมา ขนาดอันใหญ่โตมโหฬารราวกับเมืองๆหนึ่งของมันได้บดบังแสงจากดวงอาทิตย์ และทำให้เกิดเงาทาบทับแผ่นดินเบื้องล่างจนมืดครึ้มไปทั่ว โดมโลหะสีเงินแวววาวนับหมื่นๆโดมเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ด้านใต้โดยมีโดมๆหนึ่ง ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง  และแล้ว เสียงคล้ายกับคลื่นพลังงานบางอย่างเป็นเสียงต่ำๆก็ดังขึ้น เสียงนั้นเพิ่มระดับสูงขึ้นจนกลายเป็นเสียงหวีดหวิวที่สูงแหลม จนโฮปกับบิงแฮมต้องเอามืออุดหูแน่น ลำแสงประหลาดอันเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นจากโดมใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง มันพุ่งตรงลงมายังกลางวิหารตรีบัญชร แล้วมนุษย์ร่างสีทองก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าโฮปกับบิงแฮมอีกครั้งหนึ่ง 

            “ผมไม่ต้องการอำนาจพิเศษจากท่านอีกแล้ว  ผมไม่อยากให้ใครๆคิดว่าผมเป็นพระเจ้า”  โฮปบอกกับมนุษย์ร่างสีทอง

            ดูเหมือนว่ามนุษย์ร่างสีทองจะล่วงรู้ความต้องการของโฮปเป็นอย่างดี  เขาเดินเข้ามาหาโฮปและยื่นมือทั้งสองไปสัมผัสที่ศีรษะเหมือนที่เคยทำ  แต่ในคราวนี้โฮปกลับรู้สึกถึงกระแสคลื่นที่ปั่นป่วนภายในสมอง  มันทำให้เขามึนงงไปชั่วขณะจนกระทั่งมนุษย์ร่างสีทองเอามือออกจากศีรษะของเขา

            “สมองของผมรับคลื่นอนาคตไม่ได้อีกแล้ว  และผมก็ไม่มีอำนาจพิเศษที่จะรักษาโรคแม้แต่โรคหวัด”  โฮปบอกกับบิงแฮม  เขารู้สึกโล่งอกที่เขาจะได้กลับเป็นคนธรรมดาๆเหมือนคนอื่นๆเสียที

            บิงแฮมตบไหล่โฮปเบาๆ 

            “ต่อไปนี้ก็คงไม่มีพระเจ้าจากมาชู ปิกชูอีกแล้วสินะ” 

            ลำแสงประหลาดพุ่งลงมาอีกครั้งหนึ่ง  มนุษย์ร่างสีทองยิ้มและโบกมือให้โฮปกับบิงแฮมก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไป  

........................

            โฮปประกาศให้ทุกคนรู้ว่า  เขาไม่ใช่พระเจ้าของใครๆอย่างที่ทุกคนเข้าใจเพราะเขาไม่มีอำนาจพิเศษที่สามารถล่วงรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่อไปแล้ว  เขารู้สึกโล่งอกที่ไม่มีฝูงชนนับหมื่นนับแสนมาคุกเข่าให้เขาอีก  นับแต่นี้ต่อไป  เขาก็เป็นเพียงผู้ประกาศข่าวซึ่งมีคนรู้จักทั่วโลกคนหนึ่งเท่านั้น

โฮปตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นหลังจากที่ได้นอนเต็มอิ่มมาตลอดทั้งคืน  เขาเปิดม่านหน้าต่างเพื่อรับแสงอาทิตย์ยามเช้า แต่เขาต้องแปลกใจที่เช้าวันนี้ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มไปทั่วทั้งเมืองทันใดนั้น เขาก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องล่าง  ฝูงชนนับแสนพากันมารวมตัวกันตามท้องถนนอย่างล้นหลาม ทุกคนพากันคุกเข่าและเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนซึ่งแหวกออกเป็นช่องกลมขนาดมหึมาเผยให้เห็นเมืองลอยฟ้าอันใหญ่โตมโหฬาร ที่เคยปรากฏให้โฮปได้ตื่นตะลึงมาแล้วที่มาชู ปิกชูลำแสงเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นจากโดมโลหะที่อยู่ตรงกลางข้างใต้ยานนั้น มันพุ่งลงมายังโบสถ์ที่อยู่เบื้องล่าง  มนุษย์ร่างสีทองในชุดโลหะสีเงินลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศเหนือยอดแหลมของหลังคาโบสถ์ซึ่งประดับด้วยไม้กางเขนอันสง่างาม  แสงรัศมีสีทองเปล่งประกายเรืองรองออกมารอบๆร่างของเขา.................

 

.................

  





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2012 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]