• Ma-Noi
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-09-02
  • จำนวนเรื่อง : 62
  • จำนวนผู้ชม : 346633
  • ส่ง msg :
  • โหวต 78 คน
มุมดีมีสาระกับพยาบาลหมวย
วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2553
Posted by Ma-Noi , ผู้อ่าน : 4789 , 23:20:41 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน


ปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องของเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากในชีวิตประจำวันของเราทุกคนกันไปแล้ว  อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้องหรือมากเกินไปเกินกว่าร่างกายจะรับได้กลับเป็นการทำร้ายสุขภาพ ที่นำมาซึ่งความเจ็บป่วยนานัปการ มีเรื่องราวสุขภาพอันเป็นผลพวงจากการใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวมาเล่าสู่กันฟังค่ะ


1. หูดับเพราะโทรศัพท์นาน
การใช้โทรศัพท์พูดคุยกันตลอดเวลานั้นสามารถทำร้ายหูของเราได้ ดังกรณีของ คุณชเนษฎ์ ศรีสุโข นักศึกษาแพทย์ อายุ 23 ปี ที่เคยใช้โทรศัพท์มือถือนานกว่า 3,000 นาที (ประมาณ 50 ชั่วโมง) ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ส่งผลให้หูข้างขวาสูญเสียการได้ยินชั่วคราว
“ช่วงที่เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ผมเป็นกรรมการสโมสรนักศึกษาแพทย์ จึงต้องจัดกิจกรรมให้รุ่นน้อง โดยเฉพาะช่วงรับน้องใหม่ ทำให้ต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อประสานงานการจัดกิจกรรมนักศึกษามากกว่าปกติ หลายครั้งที่คุยจนโทรศัพท์ร้อนจัด 
“หลังตื่นนอนวันหนึ่งพบว่า หูข้างขวาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เมื่อไปพบคุณหมอ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอาการประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน (หรือหูดับเฉียบพลัน) ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงคือ การใช้โทรศัพท์มือถือแนบหูเป็นเวลานานและบ่อย 
“ผมหูดับอยู่ประมาณสองเดือน เรียนและทำกิจกรรมไม่สะดวกจนต้องลาหยุด ทำให้รู้สึกทรมานและเป็นกังวล บางครั้งจึงต้องกินยาคลายเครียดเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ 
“ต่อมาหูข้างขวาก็กลับมาได้ยินเหมือนเดิม แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับหูข้างซ้าย เพราะประสาทหูบางส่วนเสื่อมไปแล้ว และยังมีอาการหูดับบ้างเป็นครั้งคราวมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ประมาณ 3-4 ชั่วโมงก็หาย
“ตั้งแต่นั้นมาผมจึงดูแลตัวเองด้วยการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น โดยใช้หูฟังบลูทูธช่วย เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับโทรศัพท์มือถือโดยตรง”
สิ่งที่เสียไปแล้วมักไม่คืนกลับมา ฉะนั้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ


2. ปวดศีรษะเพราะโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์
 คุณณัฐณิชา สุขนาม พนักงานบริการลูกค้า อายุ 22 ปี เล่าถึงผลร้ายจากการใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานว่า 
  “ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย มักใช้เวลาว่างคุยโทรศัพท์ ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง เคยคุยสูงสุดถึง 3 ชั่วโมง 
  “ตอนที่คุยโทรศัพท์มากๆ มักมีอาการปวดหัว วิงเวียน คล้ายคนเมารถ ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นเพราะนอนน้อยมากกว่าจึงไม่เอะใจ จนกระทั่งช่วงที่เรียนปี 3 ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเพื่อทำรายงาน จนแทบไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงติดต่อกัน อาการปวดหัวก็เริ่มมากขึ้นจนต้องกินยาแก้ปวดแล้วนอนหลับพักผ่อนอย่างเดียว ไม่สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้เลย
  “เมื่อหันกลับมาพิจารณาพฤติกรรมของตนเอง จึงคิดว่าน่าจะเป็นเพราะการใช้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ จึงพยายามจำกัดเวลาการใช้โทรศัพท์ หากจำเป็นต้องคุยเป็นเวลานานจะใช้อุปกรณ์เสริมอย่างสมอลล์ทอล์ค หรือหูฟังบลูทูธ 
“ถ้ารู้สึกเหงาจะพยายามคุยกับคนที่อยู่ด้วยในเวลานั้นแทนการโทรศัพท์ และพยายามใช้คอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็น หากต้องใช้เป็นเวลานานจะพักสายตา หรือลุกขึ้นเดินเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ อาการปวดหัวจึงค่อยๆ ทุเลาลง”
 อะไรที่มากเกินไปมักจะเป็นผลร้ายเสมอค่ะ


3. ตาเสื่อมก่อนวัยจากโทรทัศน์ 
 โดยทั่วไปแล้ว ประสิทธิภาพการมองเห็นของคนเราจะเสื่อมถอยไปตามอายุ แต่เมื่อไรที่ใช้สายตามากเกิน ก็อาจทำให้สายตาเสื่อมตั้งแต่ยังเด็ก
 คุณขนิษฐา ชินพัฒนา อาชีพนักเขียนอิสระ อายุ 34 ปี เล่าถึงผลร้ายจากการที่ลูกชายวัยประถมศึกษาปีที่หนึ่งรักการดูโทรทัศน์ว่า 
“ลูกชายชอบดูการ์ตูนทีวีเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เขาเรียนอยู่อนุบาลสอง หลังจากแยกห้องนอนกับลูก เขามักขอให้พี่เลี้ยงเปิดรายการการ์ตูนในทีวีหรือจากแผ่นดีวีดีให้ดูเป็นประจำ และจะขอให้พี่เลี้ยงปิดไฟและรูดม่านในห้องลงจนมืดสนิท เพราะชอบบรรยากาศมืดๆ แบบในโรงหนัง
“เคยห้ามลูกไม่ให้ทำแบบนี้ เพราะจะทำให้สายตาเสีย แต่ลูกกลับแอบใช้ผ้าห่มคลุมกันแสงจากทีวี เพื่อไม่ให้เราเห็น ซึ่งอาจจะโดนดุได้ เราเลยจำกัดเวลาดูทีวีของลูกไม่ให้เกินสามทุ่มในวันธรรมดา ส่วนวันหยุดจะปล่อยให้ดูตามสบาย 
“วันหนึ่งลูกบอกว่ารู้สึกเหมือนมองเห็นลูกโป่งหลายลูกแตกอยู่ในตาข้างขวา ส่วนตาข้างซ้าย
เห็นเป็นเงากลมๆ ลอยไปมา ทำอย่างไรก็ไม่หาย รู้สึกรำคาญ และมีอาการปวดหัว จึงรีบพาไปหาคุณหมอ
 “ผลการตรวจพบว่า ลูกมีอาการวุ้นตาเสื่อมที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ อาการนี้เกิดจากเจลวุ้นที่คอยหล่อเลี้ยงลูกตาเสื่อมสภาพกลายเป็นน้ำ ทำให้สารต่างๆ ในดวงตาเกาะรวมตัวกัน เลยมองเห็นคล้ายมีหยากไย่สีดำเกาะหรือลอยไปมา 
“คุณหมอบอกว่าเด็กๆ ไม่ค่อยมีอาการนี้ เพราะอาการวุ้นตาเสื่อมมักเกิดกับคนสูงอายุมากกว่า กรณีของลูกอาจเกิดจากการใช้สายตาอย่างหักโหม และที่รักษาไม่ได้เพราะเป็นส่วนที่เสื่อมสภาพแล้ว จึงต้องระวังไม่ให้มีอาการมากขึ้น เพราะอาจทำให้ตาบอดได้”
  “หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องการดูทีวีมากขึ้น คอยถามลูกเรื่องอาการเป็นระยะๆ แล้วชวนทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ให้ช่วยเลี้ยงน้อง เล่นเกมที่ทำจากกระดาษ และให้กินอาหารบำรุงสายตา เช่น ผัดผักบุ้ง ฟักทองแกงบวด” 
 เห็นไหมคะว่า ภัยจากโทรทัศน์ร้ายกว่าที่คิด




4. เทคโนโลยีใช้งานง่าย
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใช้งานง่ายอื่นๆ อีก เช่น เครื่องคิดเลข โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสมองได้  แต่ความสะดวกสบายจากการใช้เทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายทำให้คนเราคิด และลงมือทำด้วยตัวเองน้อยลง ทำให้สมองที่ควรจะพัฒนาความฉลาดได้หลากหลายด้าน กลับพัฒนาได้เพียงไม่กี่ด้าน อาจส่งผลให้ความสามารถของสมองถดถอย ตลอดจนสมองเสื่อมก่อนวัยนะคะ

รู้ใช้จะเป็นนายเทคโนโลยี ดีกว่าให้เทคโนโลยีทำร้ายสุขภาพนะคะ ^^

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากนิตยสารชีวจิตค่ะ





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]