• ตนภูเก็จ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : watlayan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-11
  • จำนวนเรื่อง : 606
  • จำนวนผู้ชม : 313149
  • จำนวนผู้โหวต : 48
  • ส่ง msg :
  • โหวต 48 คน
วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม 2560
Posted by ตนภูเก็จ , ผู้อ่าน : 32876 , 20:11:09 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ลิงเขียว , แดนอีศาน โหวตเรื่องนี้



ศังกราจารย์ เจ้าลัทธิไศวะ หรือลัทธิศิวะอวตาร ถูกกล่าวขานในฐานะ ปราชญ์ผู้สามารถล้มล้างพุทธศาสนาในอินเดีย ศังกราจารย์ ถือเป็นเจ้าลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ ที่สุดคนหนึ่งของโลก อ้างอิงจากกรณีศึกษา การล่มสลายพุทธศาสนาในอินเดีย ตอนหนึ่งว่า ลำพังการที่คนคนหนึ่งคิดจะก่อตั้งลัทธิอะไรขึ้นมาได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่ท่านศังกราจารย์นั้น สามารถทำได้มากกว่านั้น ท่านสามารถที่จะดูดดึงศาสนิกชนชาวพุทธ ไปเป็นสาวกของตนเองได้อย่างแนบเนียน จนล้มพุทธศาสนาที่เป็นคู่แข่งลงได้ แล้วใช้เป็นฐานในการพัฒนาและปฏิรูป ลัทธิใหม่ของตน จนสืบต่อมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และกลายเป็นศาสนาสำคัญของโลก ในยุคปัจจุบันได้สำเร็จ ............................................... กล่าวถึงประวัติโดยย่อ ศังกราจารย์ นามจริงคือ ศังกระ หรือ อาทิ ศังกระ (Adi Shankara) เกิดที่เมืองเกราลา (Kerala) มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. 1331 - 1363 เป็นปราชญ์นักการศาสนาชาวอินเดียใต้ ต่อมาได้เดินทางโต้วาทะ เผยแพร่ลัทธิของตน ไปยังทั่วอินเดีย ได้รับการนับถือโดยทั่วกัน ว่าเป็น 'องค์อวตารของพระศิวะ' และเป็นผู้ประพันธ์คัมภีร์ปุราณะ คัมภีร์เวทานตะ อรรถกถาอธิบายลัทธิเวทานตะ และก่อตั้งลัทธิอไทวตะเวทานตะ (non-dualism : ปฏิเสธของคู่ แต่นิยมบูชาพระเจ้า องค์เดียวเป็นสิ่งสูงสุด) แต่เป็นที่จดจำของคนทั่วไปในชื่อ ลัทธิไศวะ หรือ ลัทธิศิวะอวตาร ศังกราจารย์ เป็นผู้ก่อตั้งวัดและพระ ที่มีลักษณะเดียวกันกับสถาบันสงฆ์ เรียกว่าเลียนแบบพุทธศาสนากลายๆ เข้าครอบงำพุทธศาสนาอย่างแนบเนียน พร้อมทั้งยกระดับลัทธิพราหมณ์เป็นศาสนาฮินดู การเที่ยวถกเถียงโต้วาทะไปทั่วทุกแห่งหน แถบนอกเมืองของอินเดีย คือวิธีการกำจัดพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด ของศังกราจารย์ โดยที่ไม่แยแสคนในเมือง เพราะเขารู้ว่าต่อให้พุทธศาสนาในเวลานั้น จะอ่อนแอเพียงใดคนในเมืองก็ยังคงศรัทธา อย่างเข้มแข็ง............................................ อ้างอิงตอนหนึ่งของบทความเรื่อง อะไรคือมูลเหตุแห่งการเสื่อมสูญของพุทธศาสนาในอินเดีย โดย กรุณา กุศลาสัย เปิดเผยว่า ในอินเดียสมัยโบราณมีการโต้วาที (ศาสตรารฺถ) กันในเรื่องของศาสนา ที่เป็นสาธารณะ โดยเปิดให้ประชาชน ทุกลัทธิความเชื่อถือเข้าฟังได้ ผลของการโต้วาทีมีอิทธิพลของความเชื่อ ของคนในยุคนั้นมาก ปรากฏว่าในการโต้วาที เหล่านั้น ปราชญ์ฝ่าย พราหมณ์ - ฮินดู เช่น ท่านกุมาริละ และท่านศังกราจารย์ ได้ชื่อว่าเป็น ผู้พิชิตปราชญ์ฝ่ายพุทธ ไม่เพียงเท่านั้น ศังกราจารย์ ตีวงล้อมเมืองด้วยการจัดคณะนักบวชฮินดู เลียนแบบคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีการตีแผ่ผ่านหนังสือ กาลานุกรมโดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ก่อตั้งวัดและสังฆะ ตั้งวัดใหญ่ขึ้น 4 ทิศ เรียกว่า 'มัฐ' ตามอย่างวัดในพุทธศาสนาที่เรียกว่า 'วิหาร' เปรียบเสมือนศูนย์ระดมพลระดับภูมิภาค ซึ่งเรียกศรัทธาจากผู้คนตามชนบทได้อย่างดี และได้รับความนิยมบางแห่งถึงกลับมีการเปลี่ยนวัดพุทธเป็นวัดฮินดู........................................ ศังกราจารย์ สร้างเรื่องพระศิวะอวตาร ความว่า แต่งความเป็นคัมภีร์ศังกรทิควิชยะว่า เหล่าเทพยดาได้มาร้องทุกข์ต่อองค์ศิวะ พระอิศวรเป็นเจ้าว่า พระวิษณุได้เข้าสิงร่าง ของพระพุทธเจ้าแล้วดำเนินการให้ประชาชน ดูหมิ่นพราหมณ์ รังเกียจระบบวรรณะ และละเลิกบูชายัญ ทำให้เหล่าเทพยดา ไม่ได้รับเครื่องเซ่นสังเวย ขอให้พระองค์ช่วย พระศิวะจึงได้อวตารลงมาเป็นศังกราจารย์ เพื่อกู้คำสอนของพระเวท ให้การบูชายัญ และระบบวรรณะกลับฟื้นคืนมา นอกจาก การโต้วาทะไปทั่วแล้ว ยังร่วมมือกับ กุมาริละ ผู้ร่วมทำงาน กำจัดพุทธศาสนา เที่ยวชักจูงใจ กษัตริย์และผู้มีกำลังทรัพย์ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ให้เลิกทำนุบำรุงอุปถัมภ์พุทธศาสนา ....................................... ยุทธศาตร์ของศังกราจารย์ ค่อยๆ กลืนพุทธศาสนาไปทีละเล็กทีละน้อย อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะการใช้หลักคิด ความเชื่อเหนือจริงมาชักจูง ยกตนอุปโลกน์ว่า เป็นองค์อวตารของพระศิวะ ปรุงแต่งรูปของเรื่องเล่าและคัมภีร์ จนเกิดเป็น ลัทธิไศวะ หรือ ศิวะอวตาร พร้อมทั้งแต่งคำสอน ในลัทธิตนให้มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ทำเนียนว่าตนนั้นบูชาพระพุทธเจ้า แต่กลับยกพระศิวะเป็นสิ่งสูงสุด ที่สำคัญยังอุปโลกน์ตนเป็นองค์อวตาร ศังกราจารย์สร้างเรื่องว่า พระพุทธเจ้าเป็นปางที่ 9 ของพระนารายณ์ อันปรากฏอยู่ในคัมภีร์ปุราณะ ซึ่งเป็นอุบาย อันแยบยลที่ล้อกับความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ที่มีมาแต่ดังเดิม นั่นเท่ากับว่าหลอมรวม พุทธศาสนิกชนเป็นหนึ่งเดียวกับลัทธิของเขาไปโดยปริยาย จนได้รับการยกย่องว่า มีความสามารถในการจัดตั้งและบริหารจัดการ ขณะที่ปราชญ์ทางศาสนายกย่องเช่นเดียวกันว่า ศังกราจารย์ คือ ผู้กอบกู้ลัทธิพราหมณ์ เป็นบุคคลสำคัญที่ปฏิรูปลัทธิพราหมณ์ขึ้นมา เป็นศาสนาฮินดู ดังที่กล่าวข้างต้น ............................................. พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาติดอยู่กับ ลาภยศสรรเสริญทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ละเลยวัดและชาวบ้านในชนบทที่ห่างไกล จึงทำให้ลัทธิศิวะอวตารนี้ค่อยๆ ยึดวัด ในพุทธศาสนาของเดิมมาเป็นวัดในลัทธิของตนได้อย่างแนบเนียน แต่ในมุมของชาวบ้านนั้น ไม่รู้สึกว่าพุทธศาสนาจะหมดหรือเสื่อมสูญไป ตรงไหน เพราะยังได้ทำพิธีกรรม และบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เช่นเดิม วัดก็ยังมีพระของลัทธิไศวะมาอยู่ประจำ คอยทำพิธีกรรมให้ เพียงแต่เพิ่มการบูชา พระศิวะและเทพเจ้าองค์อื่นๆ เพิ่มขึ้นมา และยกย่องให้พระศิวะเป็นสิ่งสูงสุด และนับถือท่านศังกราจารย์ในฐานะ เป็นองค์อวตารของสิ่งสูงสุด ศาสนิกชนชาวพุทธที่มีมาแต่เดิมจึงกลายไปเป็นสาวกของนิกายศิวะอวตารได้ด้วยความเต็มใจ .............................................. พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส ระบุและวิเคราะห์สาเหตุความเลื่อมสลาย ของพุทธศาสนาในอินเดีย ภายใต้การทำลายล้างของ ศังกราจารย์ ความว่า 1. การแฝงตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่มพระภิกษุ ในพุทธศาสนา ตามประวัติว่ากันว่า ท่านศังกราจารย์ได้เข้ามาเรียนองค์ความรู้ ทางพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย ระหว่างนั้นก็ได้คบค้าสมาคมกับพระภิกษุ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางพุทธศาสนา เป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งรู้องค์ความรู้ ต่างๆในพุทธศาสนา อีกทั้งยังรู้เห็นถึงพฤติกรรม ที่เป็นจุดอ่อนต่างๆ ของพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้เป็นอย่างดีด้วย ................. 2. จากการที่ได้เข้ามาคลุกคลี และศึกษาคำสอนในพุทธศาสนา ทำให้ศังกราจารย์สามารถนำ Know how ที่เป็นจุดแข็งของพุทธศาสนามาปรับใช้ คือการก่อตั้งวัดและสังฆะเลียนแบบพุทธศาสนา และการปรับประยุกต์พิธีกรรมและคำสอน ทางพุทธไปเป็นของตน จนทำให้ชาวบ้านยอมรับได้โดยง่าย ............. 3. การไม่ปฏิเสธพระพุทธเจ้า แต่เชื่อมความเชื่อให้พระพุทธเจ้ามาอยู่ ในลัทธิของตน พร้อมๆ กับค่อยแทรกความเชื่อ เรื่องพระศิวะเป็นสิ่งสูงสุด จนกระทั่งเมื่อ ชาวบ้านเกิดการหลงเชื่อมากขึ้นแล้ว ก็สถาปนาตนเองให้อยู่ในสถานะที่สูงสุดคือองค์อวตารของพระศิวะ ที่อยู่เหนือกว่าพระพุทธเจ้า ............. 4. การให้ความสำคัญในการก่อตั้ง และพัฒนาวัดให้ดีและกระจายสาขาออกสู่ชนบท........... 5. การให้ความสำคัญกับการสั่งสม และพัฒนาบุคลากรให้เป็นพระที่มีความสามารถในการเผยแผ่ทั้งบุคลิกภาพและความสามารถ และมีความคล้ายคลึงกับพระในพุทธศาสนา ทำให้ชาวบ้านยอมรับได้ง่าย จนมีสำนวนว่า รูปร่างเป็นพระ แต่ความรู้ไม่เป็นพุทธ (จากการที่ท่านเคยอยู่ร่วมกับพระภิกษุ ในพุทธศาสนาจึงรู้ว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อน ก็มาปรับให้พระในลัทธิของตนดูดีกว่าเหนือกว่าพระของพุทธที่มีมาแต่เดิม)..........( 6. แนวทางการสอนและประกอบ พิธีกรรมที่ปรับประยุกต์ไปจากพุทธนั้น ทำให้ชาวบ้านไม่รู้สึกว่าเป็นลัทธิใหม่ ก็ยังเป็นชาวพุทธที่บูชาพระพุทธเจ้าอยู่ เพียงแต่เพิ่มเทพเจ้าที่บูชาขึ้นมาเท่านั้น.......... 7. พระในพุทธศาสนา มีความประพฤติ ย่อหย่อน หลงติดในลาภยศสรรเสริญ ความร่ำรวยใน ทรัพย์สิน เงินทอง ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อสุขสบายในเมืองใหญ่ ด้านหนึ่งก็ทำให้ละเลยการศึกษาและ ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย อีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้ละเลยการออกเผยแผ่ให้การศึกษา กับชาวพุทธในชนบท ละเลยการดูแลวัดพุทธ ในชนบทจนกลายเป็นวัดร้างและถูกกลืน ไปเป็นวัดของลัทธิศิวะอวตารไปในที่สุด ............,,,,, อ้างอิง บทความในเว็บไซค์ผู้จัดการออนไลน์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แดนอีศาน วันที่ : 15/03/2017 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/FogSea

ผมเคยคุยกับแขก(อินเดีย) นานมาแล้ว ก็ได้เค้าลางทำนองนี้ แต่ก็ไม่ติดตาม สืบสาวราวเรื่อง เอาจริงเอาจัง(เพราะไม่มีเวลา ไม่ใช่หน้าที่ เพราะต้องหาอยู่หากิน !) น่าสนใจ ครับ ขอขอบคุณ และ ก็ติดตามอ่านตลอดมา ครับ!

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน