*/
  • ตนภูเก็จ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : watlayan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-11
  • จำนวนเรื่อง : 623
  • จำนวนผู้ชม : 319543
  • จำนวนผู้โหวต : 52
  • ส่ง msg :
  • โหวต 52 คน
วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2560
Posted by ตนภูเก็จ , ผู้อ่าน : 285 , 21:18:52 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน rattiya โหวตเรื่องนี้

โรคซึมเศร้าเป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถ เกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดได้ทั้งมีสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ...................................... สาเหตุของโรคซึมเศร้า หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้ กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน ปัจจัยที่กระตุ้นให้คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ มีโอกาสเกิดอาการก็คือ ความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจ เกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้ จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลย์ของอารมณ์ สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่ง ต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเอง มองตนเองและโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบ ตลอดเวลา หรือเครียดง่าย เมื่อเจอกับ มรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้น มีโอกาสป่วยง่ายขึ้น นอกจากนี้ หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้ สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้า ที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม ทางสภาพจิตใจ ประจวบกับการเผชิญ กับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย ........................................ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 1.การรักษาทางจิตใจ มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการพูดคุยกับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วย เกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์ .................... 2.การรักษาทางพฤติกรรม จะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับ ความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย ................... การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับ ความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่ การแก้ไขปัญหาระหว่างผู้ป่วยกับ คนรอบข้างที่อาจเป็นสาเหตุ และกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วย เปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ในแง่ลบกับตนเอง ................... ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหา ปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า รุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยา ร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด ............................................................ จะช่วยรักษาตนเองได้อย่างไร 1.การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทำให้ คุณรู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า เหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีความหวัง ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทำให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าความคิด หรือความรู้สึกเหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิตของคุณ อย่างถูกต้อง แต่อย่างใด ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆหมดไป เมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง ........................................ 2.ในระหว่างนี้คุณควรจะอย่านำตัวเข้าไป เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้ ........................................ 3.อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว ........................................ 4.ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม ........................................ 5. แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น อย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง ....................................... 6.อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อน การตัดสินใจ ออกไปก่อนจนกว่า อาการป่วยของคุณจะดีขึ้น ........................................ 7.อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ ลัดนิ้วมือเดียว เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเอง ไม่พยายามหรือไม่ดีพอ พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่ง ของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น ....................................... ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ควรมีเวลาให้กับผู้ป่วยมากกว่าปกติ โดยชวนผู้ป่วยคุยและเปิดโอกาส ให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา เทคนิคการถามเกริ่นนำเพียงเล็กน้อย แล้วคอยรับฟังการระบายความรู้สึก จากผู้ป่วยออกมาจะมีผลดี ต่ออาการของโรคนี้ โรคซึมเศร้าส่งผลกระทบทั้งต่อ ตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้างโดยเฉพาะ ครอบครัวของผู้ป่วย หากไม่รีบรักษาย่อมทำให้เกิดปัญหา กับชีวิตการทำงานตลอดจนคนในครอบครัวได้ บางรายอาจลุกลามจนกลายเป็น ปัญหาใหญ่โตถึงขั้นหย่าร้าง ครอบครัวแตกแยกก็เป็นไปได้มาก ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือคนในครอบครัว ต้องเข้าใจผู้ป่วยและเอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ผู้ป่วยกินยา รับการบำบัดทางจิต และพยายามเข้าสังคมตามปกติ ให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมา อยู่กับครอบครัวและใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข เหมือนเดิม ............................................................ คำแนะนำสำหรับญาติ ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ที่เป็น ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องที่มากระทบก็ดูไม่หนักหนานัก ทำให้บางคนพาลรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง เห็นว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน ไม่สู้ ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่า ตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่า ตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์ ................... แต่ทั้งนี้ ภาวะที่เขาเป็นนี้ ไม่ใช่อารมณ์เศร้า ธรรมดา หรือเป็นจากจิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะของความผิดปกติ เขากำลัง เจ็บป่วย อยู่ หากจะเปรียบกับโรคทางกายเช่น โรคปอดบวม อาจจะทำให้พอเห็นภาพชัดขึ้น คนเป็นโรคปอดบวมจะมีการอักเสบของปอด เสมหะเหนียวอุดตันตามหลอดลม ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก มีไข้ สิ่งที่เขาเป็นนั้นเขาไม่ได้แกล้งทำ หากแต่เป็นเพราะมีความผิดปกติอยู่ภายใน ร่างกาย เขากำลังเจ็บป่วยอยู่ กับโรคซึมเศร้าก็เป็นเช่นเดียวกัน ความกดดันภายนอกที่รุมเร้าร่วมกับ ปัจจัยเสี่ยงหลายๆ อย่างในตัวเอง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี และระบบฮอร์โมนต่างๆ ในสมอง เกิดมีอาการต่างๆ ตามมาทั้งทางกายและใจ นอกเหนือไปจากความเศร้าโศก ณ ขณะนั้น ........................................ นอกจากอารมณ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังพบมีอาการทางร่างกาย ต่างๆ นาๆ รวมด้วย ความคิดเห็น มุมมองต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย การมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ ก็กลับจะยิ่งไปส่งเสริมให้จิตใจเศร้าหมอง กลัดกลุ้มมากขึ้นไปอีก เขาห้ามให้ตัวเองไม่เศร้าไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ของความเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาหายแล้ว อารมณ์เศร้าหมองก็จะดีขึ้น จิตใจแจ่มใสขึ้น การมองสิ่งรอบตัวก็จะเปลี่ยนไป อาการต่างๆ จะค่อยๆ หายไป ....................................... หากญาติมีความเข้าใจผู้ที่เป็น โรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ลดลง เรามักจะให้อภัยคนที่กำลังไม่สบาย มีข้อยกเว้นให้บางอย่าง เพราะเราทราบดีว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ ไม่มีใครอยากป่วย ........,,,,,,,........................ บางครั้งผู้ป่วยดูเงียบขรึม บอกไม่อยาก พูดกับใคร ก็อาจต้องตามเขาบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะปล่อยเขาไปหมด หากสังเกตว่าช่วงไหนเขาพอมีอารมณ์ แจ่มใสขึ้นมาบ้างก็ควรชวนเขาพูดคุย ถึงเรื่องที่เขาเคยชอบ เคยสนใจ อาจเริ่มด้วยการคุยเล็กๆ น้อยๆ ไม่สนทนานานๆ เพราะเขายังไม่มีสมาธิพอที่จะติดตาม เรื่องยาวๆ ได้นาน และยังเบื่อง่ายอยู่ การที่ญาติมีท่าทีสบายๆ ใจเย็น พร้อมที่จะช่วย และในขณะเดียวก็ไม่กระตุ้นหรือคะยั้นคะยอ เกินไปเมื่อสังเกตว่าเขายังไม่พร้อม จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายลง ไม่เครียดไปตามญาติ หรือรู้สึกว่าตนเองแย่ ที่ไม่สามารถทำตามที่ญาติคาดหวังได้ ....................................... ผู้ที่กำลังซึมเศร้าบางครั้งอาจเกิด ความรู้สึกท้อแท้ ไม่เห็นหนทางแก้ปัญหา อาจรู้สึกอยากตายได้ ผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้ แม้ว่าบางคนจะไม่บอกใคร แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะบอกคนใกล้ชิดเป็นนัยๆ ญาติควรใส่ใจ หากผู้ป่วยพูดจาในทำนอง สั่งเสีย ล่ำลา หรือพูดเหมือนกับจะไม่อยาก มีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะถ้าเขาไม่เคยมีท่าที ทำนองนี้มาก่อน ผู้ป่วยบางคนไม่รู้ว่า จะบอกคนอื่นอย่างไรถึงเรื่องอยากตายของตน รู้สึกสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากตาย ใจหนึ่งเป็นห่วงคนใกล้ตัว............... บทความโดย: ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
rattiya วันที่ : 19/05/2017 เวลา : 21.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

งานที่ทำอยู่ขณะนี้ขับรถไปเยี่ยมบ้านที่เยอรมนี พบบ่อยกับผู้สูงอายุที่ไปเยี่ยมค่ะ อยู่บ้านคนเดียว เหงา หมดหวังต่อชีวิต มีชีวิตอยู่ไปวันๆ
มีอยู่รายหนึ่งกินยาฆ่าตัวตาย ลูกพาไปส่งรพ.ล้างท้องได้ทันค่ะ(ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน