• พฤจิกา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : whiteleelawadee@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-08-30
  • จำนวนเรื่อง : 60
  • จำนวนผู้ชม : 300531
  • จำนวนผู้โหวต : 40
  • ส่ง msg :
  • โหวต 40 คน
วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2552
Posted by พฤจิกา , ผู้อ่าน : 2425 , 19:48:14 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

กำลังใจถึงเพื่อน... จันทร์ราตรี...

 

ถึงเพื่อน... จันทร์ราตรี...

 

วันนี้เพื่อนแวะมาทักทาย และนำความรู้สึกดีๆ มาส่งถึง

เพื่อน เพื่อนรู้ว่าสิ่งที่ จันทร์ราตรี ประสบ มันทำให้หัวใจของ

จันทร์ราตรี หดหู่เพียงใด แต่ชีวิตคนเราก็ยังต้องก้าวเดินต่อไป

จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตไม่ใช่เหรอ

     บนโลกใบนี้ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยทุกข์ เพียงแต่ความทุกข์

ของแต่ละคน อาจมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และจากสาเหตุ

ที่ไม่เหมือนกัน.. แต่มันก็ส่งผลอย่างเดียว คือ ความทุกข์

 

     เพื่อนมีเพียงกำลังใจ และบทความที่เพื่อนพยายามหามา

เพื่อ จันทร์ราตรี ...บทความที่เพื่อนนำมาฝาก จันทร์ราตรี 

มีหลายรูปแบบ อาจจะยาวหน่อยนะ ค่อยๆอ่านไปละกันนะ

 

 

ยามที่ชีวิตตกอยู่ในห้วงทุกข์

จงอย่าละเลยเพื่อนมนุษย์...

เดินออกจากโลกความเศร้าของตัวเอง

แล้วเข้าไปเดินเล่นในโลกของคนอื่นบ้าง

นอกจากความอ่อนแอจะหายไปแล้ว

เรายังจะได้หัวใจที่อ่อนโยนกลับคืนมาอีกด้วย

 

     “การแบ่งปันความทุกข์จากเพื่อนมนุษย์

     คือการบำบัดหัวใจตัวเราเองไปด้วย

     เพราะนาทีที่ถ่ายเทความรู้สึกให้กันและกัน

     เราก็ได้ปลดปล่อยความเศร้าของเราไปพร้อมๆกันด้วย

     เพราะแบบนี้เราจึงไม่รู้สึกเจ็บปวด

     แม้ว่าเขาจะยื่นความเศร้ามาให้เราแบบเต็มๆ”

 

บทความจาก “ถ้าไม่เข้าใจทุกข์ แล้วจะสุขได้อย่างไร” โดย ธัญวาร์

 

 

 

บทความที่ 1

จาก

ขอบคุณที่มา : http://www.saranair.com/article.php?sid=16810

 

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง

ทำความรู้จักมะเร็งกัน

การดูแลตัวเอง ที่จำได้คือ การรักษาที่เป็นแพทย์องค์รวม ต้องเลือก

การรักษาหลักได้แล้ว (ไม่จำเป็นต้องแผนใหม่) คู่กับการดูแลตัวเอง

โดยต้องรู้ว่าการรักษาหลักมีจุดอ่อนตรงไหน เช่น

 

กรณีทำคีโม ซึ่งจะกดไขกระดูก ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดขาว

ใหม่ (คือ Antibody ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น

จะต้องมีการสร้างใหม่เข้ามาเสริม) ถ้าเม็ดเลือดขาวน้อย โอกาสจะ

ติดเชื้อก็ง่าย

 

ดังนั้น เราต้องทานสมุนไพร ผักและผลไม้ที่ช่วยบำรุงและสร้างเม็ด

เลือด/เกล็ดเลือด Immune (ภูมิคุ้มกัน) เป็นต้น

 

ดังนั้น ผู้ที่เป็นในส่วนอื่น จะต้องพิจารณาให้เหมาะสม แม้แต่สิ่งที่

ทาน ถ้าคนที่เป็นบริเวณคอหรือส่วนหัว การทานอาหารที่แข็งคง

เป็นเรื่องลำบาก คนที่เป็นที่ปอดก็ต้องระวังเรื่องอากาศด้วย เป็นต้น

การดูแลตัวเอง
ต้องเข้าใจตัวมะเร็งก่อน จากที่ทราบมา มะเร็งอาจ

ฝังตัวในร่างกายคน แต่ยังไม่แข็งแรงพอ จึงไม่สามารถทำร้ายเรา

จนวันหนึ่ง เมื่อมันได้รับอาหารมากพอและแข็งแรง เกินกว่าที่เราจะ

ควบคุม มันจะเริ่มทำลาย Cell อื่นๆ เหมือน Free Radical

(อนุมูลอิสระ) ที่มีอิเลคตรอนไม่สมดุล (ไม่เป็นคู่) จะคอยแย่งจาก

Cell อื่น ทำให้ Cell อื่นเสื่อม และ Antioxidant ที่เราทาน

เสริม จะเป็นตัวจ่ายประจุดังกล่าวให้

 

 

ที่นี้ มะเร็งแข็งแรงจากอะไร สิ่งที่มะเร็งต้องการ ได้แก่ 

อาหารที่มีโปรตีนสูง (เนื้อสัตว์ต่างๆ)

ไขมัน (ของมันและของทอด)

อาหารที่เสียหรือใกล้เสีย (ของไหม้และของดอง มีผลต่อการ

ทำงานของอวัยวะที่สำคัญ เช่น ตับ)

อาหารที่มีรสเค็มจัด (มีผลต่อไต โดยเฉพาะเมื่อมีเกลือผสม

รวมทั้งยาสีฟันที่มีโซเดียม)

และสุดท้ายของหวานต่างๆ 

(เด็กอาจทานอาหารเหล่านี้ได้มาก ยกเว้นพวกของดอง-ไหม้

เพราะร่างกายเด็กสามารถดึงไปใช้งานได้มากกว่าผู้ใหญ่

แต่ไม่ได้แปลว่าให้เด็กทานพวกนี้มากๆ อย่างเดียว ควรทาน

ให้ครบ 5 หมู่และสมดุลด้วย)

รวมถึงการกินที่ไม่สมดุล 

นอกจากนี้ การไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย (ร่างกายจะอ่อนแอ) มลพิษต่างๆ 

การได้รับยาหรือสารบางชนิด 

เหล้า-บุหรี่

โดยเฉพาะความเครียด (ตัวการที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ)

ล้วนเป็นปัจจัยให้เป็นโรคใดๆ ไปจนถึงโรคร้ายที่เรากำลังพูดถึง

 

ดังนั้น การรักษา/ดูแล เราต้องเริ่มตัดเสบียงของมะเร็ง

(เรื่องเกี่ยวกับอาหาร)

และบำรุงกองทัพที่จะไปต่อสู้ (ร่างกายหรือภูมิฯ และจิตใจเป็นหลัก) 

ถ้าได้อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วรู้สึกว่ามากนั้น

ขอแนะนำให้ปฏิบัติ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติเอง


ต่อสู้กับโรคร้าย

หลักใหญ่ๆ ที่ดิฉันยึดถือ และปฏิบัติอย่างมั่นคง

คือให้ทุกส่วนในร่ายกายรักษาตัวของมันเอง 

โดยยึดหลักทั่วไป แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ตามลำดับความสำคัญ

(ท่องไว้เลย) คือ

(1 ) ใจ,

(2) กาย,

(3) อาหารและน้ำ,

(4) ยาต่าง ๆ และ

(5) อื่น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้


(1) ใจ คือจิตใจหรือกำลังใจ สำคัญที่สุด ถ้าใจไม่สู้แล้ว

ข้อต่อ ๆ ไป ก็คงไม่ต้องอ่านแล้ว แต่ถ้าใจสู้ บอกได้เลยว่า

โรคได้หายไปแล้วกว่าครึ่ง 

 

(สำหรับตัวเองที่หายได้ เพราะตั้งใจสู้ ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเป็นอะไร

แทนที่จะกลัวหรือท้อ จะพูดกับตัวเอง หมายถึงกับเนื้อร้ายนั้น

ให้ออกจากร่างกาย หรือยอมแพ้แก่ตัวเราทุกๆ วัน เราต้องมีชีวิตอยู่

ที่ต้องตาย และหายไปจากร่างกายเราคือเจ้ามะเร็งร้ายนั่นเอง)

 

เรื่องใจนี่ ตัวเองสำคัญสุดเพราะเป็นแหล่งรวม แต่คนรอบข้าง

ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจ และมีจิตวิทยาที่ดีด้วย

 

ที่สำคัญ ต้องย้ำอยู่ทุกวัน อย่าให้กำลังใจตกเป็นอันขาด

อย่าลืมว่าข้าศึกรอโจมตีอยู่ตลอดเวลา


ต้องเข้มแข็งอย่ายอมแพ้เจ้าโรคร้ายนี้ และคอยเตือนตัวเองเสมอ

ตลอดระยะเวลาของการรักษา มีทั้งการปลุกระดมความเข้มแข็ง

การให้กำลังใจ การชมเชย และการไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก

ต่างๆ เช่น

1. เมื่อออกกำลังกาย ก็จะคอยพูดกระตุ้นให้เซลล์ต่างในร่างกาย

ลุกขึ้นออกกำลังไปกับตัวเองด้วย เพื่อจะได้มีกำลังไปกำจัด

เจ้าเซลล์มะเร็งร้ายนี้

2. เวลาได้รับยาคีโม เข้าไปในร่างกาย ก็จะบอกว่าให้พายานี้

ไปที่เจ้าเซลล์มะเร็งนี้โดยตรงเลยนะ อย่าไปทำลายเซลล์อื่นๆ

ของเราล่ะ

3. มีในช่วงหลังๆ ของการให้ยาคีโม บางทีจะมีอาเจียนบ้าง

ก็เกิดความกังวลว่าในครั้งต่อไป จะอาเจียนหรือไม่ ก็บอกตัวเอง

ว่า ยาที่เราจะรับเข้าไปนี้ เพื่อช่วยกำจัดเจ้าเซลล์มะเร็งร้ายให้หายไป

จากร่างกายเรา 

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรือกังวลไปเลย ยานี้เค้าเป็นเพื่อนกับเรานะ

ไม่เป็นอะไรหรอก ผลปรากฏว่าครั้งนั้นไม่มีอาการอาเจียน

หลังจากให้ยาเลย

4. ตัวเองจะขอบคุณ เซลล์ทุกอนูในร่างกายบ่อยๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจ

กันช่วยกำจัดเจ้าเซลล์มะเร็งร้ายนี้ (บางทีก็พูดไป ยิ้มไปเหมือนกัน)

เรื่องใจ จะครอบคลุมตั้งแต่สภาวะของจิตใจ

การมองโลกในแง่ดี (ความหวัง)

ทำใจให้สบาย ฟังเพลง

การสวดมนต์+ทำสมาธิ (ช่วยได้มาก)

ทำบุญทำทานตามโอกาส (ไม่พูดรายละเอียดในที่นี้)

ช่วยงานหรือช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ฯลฯ

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง 

 

 

เรื่องสวดมนต์ (บูชาพระรัตนตรัย) 

ถ้าปกติมีสวดชินบัญชรหรือสวดพาหุง (หรืออื่นๆ อยู่แล้ว

ให้ทำต่อไป หรือเพิ่มขึ้น ถ้าพักรักษาตัวอยู่บ้าน/อื่นๆ)

และเพิ่มสวดอิติปิโส 

พระกัณฑ์ไตรปิฎก (ซึ่งจะยาวหน่อย)

หรือธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง (ยาวมากขึ้น)

หรืออื่น ๆ เท่าที่จะหาจากหนังสือสวดมนต์

 

ถามว่ามากน้อยแค่ไหน อย่างน้อย ให้ได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

รวมทำสมาธิ โดยเลือกเวลาระหว่างวันที่ปลอดโปร่ง 

ไหว้พระ สวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิต่อ

 

เรื่องสมาธิ เราจะรวมการเพ่งเข้าไปในร่างกายเพื่อสำรวจ

และขจัด/ยับยั้งโรคร้าย (ความเชื่อจนถึงศรัทธา)

ซึ่งอานิสงส์ของการสวดมนต์ใดๆ มีประโยชน์จริง

 

(สำหรับเรื่องการสวดมนต์ หรือพยายามทำสมาธิที่กล่าวมา

จากที่ตัวเองปฏิบัตินั้นบางทีก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือไม่ครบบ้าง

แต่ที่ได้รับจริง และทราบอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ตัวเองสงบ

และนิ่งในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีผลต่อร่างกายพอสมควร)

เรายังอยากเน้นเรื่องใจเป็นเรื่องแรก 

ตอนปรึกษากับคุณหมอเปี่ยมโชค ที่ศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด

คุณหมอถามว่าอยากหายหรือไม่ ขอ 3 เดือน แต่ต้องมีวินัย

(คืออดทน) คนไข้ของคุณหมอเคยทำได้จริงๆ แค่คนเดียว

ปรากฏว่าทำตามที่บอกตลอด 3 เดือนและหายจริงๆ

 

(2 สัปดาห์แรก strict ตัวเองมากๆ ทานจืดคือจืดจริงๆ 

เหมือนคุณเอาผักไปลวก หรือต้มน้ำ ไม่ใส่อะไรแล้วพยายามกิน

ให้หมด ข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดเปลือก ตัว Fiber จะเหนียว

เคี้ยวยาก เค้าทาน 1 ชามเต็ม ๆ ต้องการให้ร่างกายแข็งแรงไว้

แต่งดอาหารของมะเร็งให้หมด ไม่ได้เดินทางไปไหน

นอกจากโรงพยาบาล สวดมนต์ นั่งสมาธิ และออกกำลังกาย

ทุกวัน ทานน้ำมากๆ ซึ่งหมายถึงต้องเข้าห้องน้ำบ่อยด้วย)


(2) กาย คือร่างกายที่แข็งแรง โดยการออกกำลังเป็นประจำ

สม่ำเสมอ และพักผ่อนให้ถูกต้องเหมาะสมและเพียงพอ

 

เรื่องออกกำลังกาย ถ้าเพิ่งผ่าตัด แนะนำให้เดินช้าๆ

แล้วหยุดแกว่งแขนเบา ๆ สลับกันไปดีที่สุด ยกแขนขึ้น

หายใจเข้าลึก ๆ ปล่อยแขนลง หายใจออกให้หมด

(เหมือนทำสมาธิไปด้วย) หยุดยืน ใช้ฝ่ามือเคลื่อนไปตามลำตัว

ส่วนที่เป็น แล้วเพ่งไปด้วยก็ได้ สามารถหาวิธีออกกำลังอื่นเพิ่ม

โยคะ ไท้เก็ก ฯลฯ

 

เมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น การออกกำลังกายที่สำคัญคือต้องมีเวลามากพอ (หมออารีย์เดินถึงวันละ 4 ชม.) อาจแบ่งเป็นเช้า 1 ชม.

(ก่อนแดดจนถึงแดดอ่อน ๆ) เย็น 1 ชม. (แดดหมดแล้ว)

ที่ต้องให้เวลาพอ เพราะต้องการให้มีเหงื่อออก (รวมทั้ง เพื่อส่งผล

ให้ร่างกายหลั่ง Endorphin) เป็นการขับถ่ายของเสียแบบหนึ่ง

 

การเดินนี้หมออารีย์จะเดินเท้าเปล่า เพราะเชื่อว่าพลังแม่เหล็กโลก

จะสัมผัสกับฝ่าเท้าที่มี Cell 7 หมื่นกว่านี้ เพื่อจัดเรียงความสมดุล

ให้ร่างกาย อย่าลืมหาที่ออกกำลังที่ไม่มีควันพิษ อากาศถ่ายเทดี 

เรื่องกายเราให้ความสำคัญใกล้เคียงกับใจในเรื่องวินัย

คือต้องทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ


(3) อาหารและน้ำ เน้น 3 เดือนของการรักษา

ขอกล่าวถึงน้ำก่อน

อย่างแรกน้ำต้องสะอาด (จะกรองหรือต้ม)

ต่อมา เป็นด่างอ่อนๆ (น้ำแร่) จะดีมากในช่วง 3 เดือนนี้

(ร่างกายคนไข้จะมีความเป็นกรดสูง และร่างกายส่วนใหญ่

มีน้ำ และไหลเวียนไปทั่ว จึงต้องปรับให้กรดเจือจางลง)

 

ต้องทานน้ำให้มากกว่าเดิม (อาจถึงเท่าตัวจากการกินปกติ

ของคนไข้ ซึ่งน่าจะดีกับคนที่ทานยาด้วย เพราะช่วยการขับ

สิ่งตกค้างที่สามารถขับออกทางน้ำได้)

ตื่นนอน จะทานน้ำทันที 3-5 แก้ว (ได้ผลนะ สำหรับใคร

ที่ท้องผูกบ่อย ๆ แป็บเดียวถ่ายคล่องเลย)

ระหว่างวัน (แม้แต่กลางคืน) เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็อีก 2-3 แก้ว

(เรามาลดลงหลังจากหายแล้วได้)


สำหรับอาหาร จะต้องเน้นเรื่องสิ่งที่ต้องห้าม (ดูหัวข้อก่อน)

นอกเหนือจากเนื้อแล้ว ระยะ 3 เดือนแรก อาจงดโปรตีนจาก

ถั่วเหลือง (รวมถึงเต้าหู้ และอะไรมีจากจากถั่วเหลือง)

บางสำนักมีการงดผักบางชนิด เช่นในหนังสือของหมอรสสุคนธ์

หรือหมอลลิตา

 

สำหรับตัวเองใช้หลักดังนี้ คือ สำนักต่างๆ งดผักต่างกัน

สมมุติรวมกันแล้ว 10 ชนิด ก็จะไม่ทาน 10 ชนิดนั้น

เพราะในเมืองไทยมีผักอีกหลายชนิดทีเราสามารถทานได้

(เพื่อให้ง่ายคือจำแค่ว่าทานอะไรดี ได้นำนำรายการแสดงไว้

ข้างล่างแล้ว)

 

ของหวานให้รวมถึงผลไม้หวานก็ควรงด ทานเป็นผลไม้เปรี้ยวแทน

ของเค็มรวมถึงงดซีอิ้ว (ถ้าไม่ไหวจริงๆ ใส่นิดหน่อย แต่แนะนำ

ให้เป็นซีอิ้วญี่ปุ่น หรือที่หมักจากข้าวสาลี ไม่ใช่ถั่วเหลือง

ส่วนใหญ่คือพวกซีอิ้วฝาแดง อย่างของแม็กกี้)

 

ของหมักดองก็ไม่ควรทาน เผ็ดทานได้แต่อย่าจัด สรุปก็คือจืดดีที่สุด

ส่วนน้ำมัน งดไปเลย ถ้าต้องผัด (เช่น ทำข้าวผัด) ให้ต้มน้ำ

ซุปโปตัสเซี่ยมแทน (ต้มเป็นหม้อใหญ่) แล้วแช่แข็งเก็บไว้

(เป็นถุงเล็กๆ หลายๆ ถุง) เวลาใช้ก็นำออกมาปรุงกับอาหารได้เลย

สะดวกดี

 

ถ้ากลัวขาดไขมัน สามารถทดแทนด้วยไขมันเม็ดที่ทำจากเมล็ดฝ้าย

(Flaxseed Oil) มีขายที่ร้าน GNC ในเซ็นทรัล

(ขวดประมาณพันกว่า ให้สมัครสมาชิกเพื่อใช้ส่วนลด)

ยังมีไขมันเม็ดแบบอื่นอีก 2-3 อย่าง พวกสาหร่ายฯ มีขายที่

สันติอโศก (สุขาภิบาล 1 อินทรารักษ์) หรือพลังธรรม

(ตรงข้าม อตก. จตุจักร) ถูกกว่าที่ GNC (ให้ดูความเข้มข้นด้วย

เหมือนเวลาซื้อวิตามินซี Bio C ประมาณ 900 แต่ถ้ารู้จักร้าน

สามารถซื้อที่ประมาณไม่ถึง 700 หรือ NAT C จะถูกกว่า

นิดหน่อย ที่วิฑูรเภสัช แถวประดิพัทธ์)


ก่อนถึงรายการอาหารแนะนำ อยากพูดถึงเทคนิคการหุงข้าง

เนื่องจากข้าวที่ทานเป็นข้างกล้อง ผสมลูกเดือย (สุกช้ากว่า)

และงาดำ (สุกเร็ว) 

ให้นำลูกเดือยไปนึ่งหรือต้มให้เกือบสุก ทำให้แห็งเก็บไว้ (อาจทำเช้า

แล้วใช้ถึงเย็นก็ได้ หรือเก็บไว้ในตู้เย็นไว้ใช้หลายวันได้)

ตอนหุงข้าวกล้องก็ใส่พร้อมกัน (ในที่นี้ใช้หม้อหุงข้าว)

พอข้าวกล้องสุก ให้โรยงาดำอบไว้สักครู่ก็ใช้ได้ บางครั้ง

คุณแม่หั่นเผือกเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ด้วยจะหอมมาก

 

สำหรับผัก ล้างด้วยผงโซเดียมไบคาร์บอเนต (กำจัดยาฆ่าแมลง) หรือผงถ่านที่ซื้อจากสันติอโศกก็ได้

 

 

ทีนี้ขอเริ่มเรื่องรายการอาหารดังนี้


o แต่ละมื้อประจำวัน: ข้าวกล้อง + ลูกเดือย + งาดำ (อาจรวมธัญพืชอื่น และน้ำ RC)

o ผักที่ทาน (หมุนเวียนกันไป): ผักกวางตุ้งไต้หวัน, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาวปลี, ผักหวาน, หอมใหญ่, คึ่นไช่, บล็อกโคลี่, มะเขือเทศ (ทานสด ๆ), มะเขือเปราะ (สด), ใบบัวบก, มะระ, ใบโหระพา-แมงรัก-กระเพรา-สะระแหน่ หรือผักพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไป

o เครื่องแกง: หัวหอมแดง, กระเทียม, ตะไคร้, ขมิ้นเหลือง,

ขมิ้นขาว, พริกขี้หนูสด,ขิงพริกไทย หรือทำต้มยำโดยไม่ต้อง

ใส่เนื้อสัตว์ ใส่เฉพาะเครื่องต้มยำ เพื่อทานแต่น้ำ

o น้ำมะนาว (วันละ 1 ลูก)

o ปั่นและกรองกินเฉพาะน้ำ (รวมกัน): กระชาย, โหระพา,

น้ำมะนาว และ/หรือกินน้ำจากต้มข่าไก่ ที่ไม่ใส่กะทิและเนื้อไก่

(วันละแก้ว)


o ปั่นและกินทั้งน้ำและกาก (3-4 แก้ว): ผักกาดหอม (2 ใบ)

คึ่นช่าย (2 ใบ), หัวหอมใหญ่ (1/4 ลูก), น้ำมะนาว (1/2 ลูก),

แอปเปิ้ลเขียว (1/2 ลูก), มะเขือเทศ (1 ลูก), ใบบัวบก

o แอปเปิ้ลเขียว (ลูกเล็ก ๆ วันละ 2-3 ลูก), ฝรั่ง, มะม่วงดิบ,

มะละกอ, ชมพู่เขียว - เลือกผลไม้รสชาติไม่หวาน

o น้ำแร่ที่มีแร่ธาตุจำเป็น สำหรับยาที่ทานประจำวัน ดูข้อต่อไป

o อื่นๆ เช่น ฟักทอง (หรือน้ำฟักทอง) เป็นต้น

พวกฟักทอง แครอท กะหล่ำปลี (กลุ่มผักที่ไม่ใช่สีเขียว)

จะมีเบต้าแคโรทีนสูง (สารที่เชื่อว่าสามารถยับยั้งมะเร็งตัวหนึ่ง)

แต่ในบล็อกโคลี่ (เขียวสุด ๆ) ก็มีสูงเช่นกัน

ที่จริง เรื่องอาหาร ท่านสามารถจัดเมนูของท่าน

โดยไม่ต้องเป็น ตามนี้

(เพียงแค่จำกัดสิ่งที่ต้องห้ามในระยะเป้าหมายแรก

คือ 3 เดือนของการรักษาอย่างจริงจัง)

 

แต่เมนูนี้ ช่วยให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นแนวทาง

และบางรายการเป็นทั้งยาและอาหารบำรุงร่างกายด้วย

สำหรับกรณีเพิ่งผ่าตัดมา โดยเฉพาะบริเวณท้อง ควรพิจารณา

เรื่องอาหารให้ดี เพราะมีผลต่อกระเพาะไปจนถึงลำไส้

 

(กรณีผ่าตัดส่วนอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้ในการดูแล

ตัวเองเพิ่มเติมด้วย)


(4) ยาต่างๆ เป็นอันดับ 4 ในการรักษาหรือดูแล
ยาที่รับประทานประจำวัน ในช่วง 3 เดือนแรกของการ

รักษา ได้แก่


o ยาสมุนไพรรักษามะเร็ง (ชนิด ขนาด และการทานแล้วแต่โรค)      

แล้วแต่สูตรที่ได้มา สำหรับตัวเองได้เป็นยาสมุนไพรจากเมืองจีน ประมาณ 12 Pack (หมดแล้วก็เลิกทาน)

o วิตามินซี (6 เม็ด ตั้งแต่ตื่น และห่างประมาณ 3 ชม.)

o Magnesium (วันละ 1 เม็ด)

o สาหร่ายสไปรูลิน่า (วันละ 3 เม็ด)

o บอระเพ็ด (เช้า 1 เม็ด และเที่ยง 1 เม็ดก่อนอาหาร)

o รางจืด มีขายแบบเป็นซองเหมือนชา

(ครั้งละ 1 แก้วหรือ 1 ซอง เช้าและเย็น)

รางจืดมีสรรพคุณในการขับพิษจากร่างกาย หรือช่วยให้สร่างเมา

ในเวลาอันรวดเร็ว (ถ้าเคี้ยวใบสด ๆ)

o น้ำเอ็นไซม์เปรี๊ยว (มีวางขาย ไม่ต้องทำเอง วันละ 1-2 แก้ว) , ช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปซื้อมาทาน

แต่เปลี่ยนเป็นทานพวกน้ำผัก+ ผลไม้คั้น หรือบีบมะนาว 1 ผล

ผสมน้ำต้มสุก(ทิ้งให้เย็น) ทานแทน


(5) อื่น ๆ (ที่นึกออกและยังปฏิบัติอยู่) ได้แก่

การทำ Detox (ด้วยน้ำมะนาว หรือกาแฟ)

ช่วงแรกอาจทำบ่อย (ทุกวัน) แต่คิดว่าพอพ้น 3 เดือน

น่าจะลดเป็น 2-3 วัน

เพราะยังไม่พบว่าการรักษาโรคแบบโบราณมีการทำ Detox

(มีแต่การกินอะไรเพื่อให้ถ่ายดี)

ตามข้อมูลที่ทราบมา เชื่อว่าการทำเช่นนี้ เป็นการขับพิษและ

ของเสียที่คั่งค้างออกจากร่างกายได้มากที่สุด

แต่อาจเป็นวิธีที่ยากสำหรับผู้ไม่เคยทำ

หลังจากหาย ตัวเองเริ่มกลับมากินปลา เต้าหู้ ถั่วเหลือง ซุปที่

ต้มกระดูก สัปดาห์ละ 1-2 หน (จากที่งดโปรตีนสัตว์-ถั่วเหลือง

ไขมัน หวาน เค็ม ช่วงรักษาตัว 3 เดือน) 

แต่ยังคงทานผัก-ผลไม้ ข้าวกล้อง-ลูกเดือย-งาดำ น้ำแร่

(ลดลงบ้างแล้ว) เป็นหลัก

เสริมด้วยวิตามิน/เกลือแร่ (ลดลงจนเหลือวิตะมิน C และ

Centrum วันละเม็ดแล้ว)

พยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

และกลับไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ (ไม่ประจำ เพื่อมีเวลาพักผ่อน)

และขับรถหรือเดินทางไกลขึ้นบ้างแล้ว

การดูแลตัวเองในการรักษานี้ ยังใช้ได้กับการดูแลตัวเองเพื่อ

ป้องกันจากโรคร้ายได้ด้วย หรือการดูแลป้องกันตัวเองไว้ก่อนด้วย

 

 

ท้ายที่สุดนี้ ขอส่งความปรารถนาดี และอาราธนาคุณพระรัตนตรัย

ให้คุ้มครองทุกท่านให้หายเป็นปกติและสุขภาพดีกันถ้วนหน้าด้วย

บทส่งท้าย
1. มีคนถามมาเยอะว่าต้องทำตัวอย่างไร เรื่องอาหารต่างๆ เช่น

ทานอะไรได้บ้าง และห้ามไม่ให้ทานอะไรบ้าง จริงๆ ก็ได้ตอบไว้แล้ว

ในข้อความข้างบน

แต่จะทบทวนให้อีกครั้ง โดยจะสรุปสั้นๆ ดังนี้ นะคะ

a. ห้ามทาน 

เนื้อสัตว์ทุกชนิด

ของเค็ม

ของหวาน(รวมถึงพวกผลไม้หวานๆ)

ของมัน(พวกกระทิ, ของทอดต่างๆ)

และอาหารหมักดอง หรือรมควัน

เช่น กุญเชียง แหนม หมูยอ ไส้กรอก เป็นต้น


b. ให้ทาน
i.
ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ

(จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่า

ปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)


ii.
งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ 

(ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)


iii.
ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท

พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่


iv.
พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก

กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์

อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์

v. ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น


vi. ถ้ามีเวลา
ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้

สลับทานทุกวัน เป็นประจำ


vii.
น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน

หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี

c. พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ 

ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผัก

ก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์

ยิ่งจะเป็นโทษมากกว่าด้วย อันนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ)

 

บทส่งท้าย
2.
ระหว่างรักษาตัวให้สอบถามอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น 

หรืออาการที่ต้องระวัง จากคุณหมอที่ทำการรักษาเสมอ และ

เมื่อกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ให้หมั่นสังเกต

อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น

 

ถ้าเป็นอาการที่ได้สอบถามกับคุณหมอว่าเป็นอาการที่ผิดปกติ

ต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นอาการทั่วไป

ที่ดูแล้วไม่ผิดปกติ ให้จดบันทึก เพื่อจะได้นำไปสอบถามกับ

คุณหมอในการนัดครั้งต่อไป

เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งผิดปกติในร่างกายของเรา

ได้ดีที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกัน แก้ไข และรักษาได้ทันท่วงที

 

 

บทความที่ 2

 

มะเร็งที่รักษาให้หายได้

 

 

ปัจจุบันนี้ แพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้

หรืออย่างน้อยก็ ทำให้ ผู้ป่วยมะเร็งมีชีวิตการอยู่รอดที่ยาวนาน

เท่ากับบุคคลปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับชนิด

ของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ

เพราะมะเร็งระยะ เริ่มแรกย่อมมีการตอบสนอง ต่อการ

รักษาหรือมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย

มะเร็งต่าง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบันนี้ ที่สำคัญ

มีดังนี้

 - มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมป์โฟไซติค ลิวคีเมีย
 - มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอร์ดกิ้น
 - มะเร็งไตในเด็กชนิด วิมส์ ทูเมอร์
 - มะเร็งลูกอัณฑะ
 - มะเร็งกระดูก ชนิด อ๊อสติโอเจนนิค ซาร์โคม่า
 - มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว
 - มะเร็งผิวหนังบางชนิดเช่น Basal cell carcinoma
 - มะเร็งเต้านม
 - มะเร็งปอดชนิด Small cell
 - มะเร็งหลังโพรงจมูก
 - มะเร็งชนิดเนื้อเยื่อ Germ cell

 

ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ From TeeNee.com

 

 

บทความที่ 3

 

ดับทุกข์ด้วยความคิด “โยนิโสมนสิการ”
โดย ธรรมธร

โยนิโสมนสิการ เป็นคำบาลีมีในพระไตรปิฎก แม้จะเป็นคำสอน

ของพระพุทธองค์ แต่ก็เป็นธรรมะที่เป็นกลางฟังไว้ก็นำไปใช้ได้

ในทุกชาติศาสนา เพราะไม่ต้องยึดมั่นว่าใครเป็นคนสอน

โยนิโสมนสิการแปลตรงๆ ว่า “การพิจารณาโดยแยบคาย”

อาจจะแปลง่ายๆ ว่า การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์

หรือการคิดที่นำไปสู่กุศล ทำนองนี้ก็ได้

พระพุทธองค์ได้กล่าวถึง
“โยนิโสมนสิการ” ไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นองค์ (องค์คุณ) อื่นแม้ข้อหนึ่ง

ที่เป็นองค์ภายในของภิกษุผู้ยังศึกษา ผู้ยังไม่ได้บรรลุอรหัตตผล

ปราถนาธรรมอันเกษม จากโยคะอันยอดเยี่ยม อันเป็นองค์

ที่มีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย”

หมายความว่ามีประโยชน์มาก


การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ ไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ

บางครั้งจะคิดออกได้ ก็จะต้องมีเพื่อนที่ดีช่วยแนะนำที่เรียกว่า

กัลยาณมิตร บางคนก็คิดออกเอง บางคนคิดไม่ออก

และเมื่อความทุกข์นำมาจะนำไปสู่ความตกต่ำได้อย่างที่สุด

ความทุกข์แบ่งเป็นทุกข์กายกับใจ ทุกข์กาย 

คือ ป่วยเจ็บ ทุกข์ใจ

คือ จิตใจที่ตามมาจากการป่วยเจ็บ

รวมทั้งการพลัดพรากจากของรัก

การได้พบกับสิ่งที่ไม่ปารถนา ประการต่างๆ

 

ในชีวิตจริงความทุกข์เกือบทั้งหมดมาจากใจ ดังนั้นต้องแก้ที่ใจ

ด้วยโยนิโสมนสิการ ตามตำราวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการทำ

ได้หลายอย่าง เช่น

วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

วิธีคิดแบบรู้เท่าทัน

วิธีคิดแบบแก้ปัญหาอริยสัจในทางปฏิบัติ

 

 

ขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ
เมื่อไรที่ประสพทุกข์ ไม่ต้องตัดพ้อว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา

ให้คิดว่าจริงๆแล้วทุกคนต้องเจอสุขบ้างทุกข์บ้าง แต่คราวนี้

ถึงคราวของเราแล้ว ก็แล้วกัน อาจจะเป็นกรรมที่เราทำมา

ในอดีตชาติก่อน หรืออาจจะโดยบังเอิญก็แล้วแต่ แต่ให้ต้อนรับ

ความทุกข์นั้นด้วยใจที่มั่นคง คิดไว้ว่าเกิดเป็นคนอย่ากลัวทุกข์

และคิดไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะมีแง่เดียว สิ่งที่เราคิดว่าทุกข์ก็ต้อง

มีคุณประโยชน์มหาศาลซ่อนอยู่เสมอ ถ้ารู้จักใช้เพียงแต่เรา

อาจจะยังไม่พบเท่านั้นเอง

ท่านพุทธทาสภิกขุถึงกับกล่าวไว้ว่า

“พระพุทธเจ้าอยู่หลังม่านแห่งความทุกข์” หมายความว่า

เมื่อทุกข์เพียงแต่เปิดม่านจะเข้าถึงพระพุทธองค์ บางคนไม่มีทุกข์

ก็ไม่มีม่านให้เปิด ก็เลยไม่ได้เข้าถึงพระองค์

หมายถึงไม่ได้เข้าถึงธรรมและความดี


ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หมอรู้จัก เป็นมะเร็งเต้านม มีความทุกข์ใจมาก

ต้องได้รับการผ่าตัดนำเต้านมออกและรับเคมีบำบัด บางคนผมร่วง

บางคนต้องฉายแสงและโทรมมาก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือท่านเหล่านั้นต่างก็มาถือศีลตลอดชีวิต

บางคนถึงกับได้บวชชีพราหมณ์ บางคนปล่อยนกปล่อยปลา

เป็นประจำ จิตใจต่างก็เปลี่ยนไปในทางดี ที่เป็นครูแล้วดุก็

เปลี่ยนเป็นไม่ดุ ที่ไม่เมตตาก็เมตตาขึ้นมา ที่ไม่เข้าวัดก็ได้เข้าวัด

ที่ไม่สวดมนต์ก็ได้สวดมนต์ บางคนสวดมนต์ยาวๆ ทุกคืน

บางคนหันมาเอาใจใส่ลูกและครอบครัวมากกว่าเดิม

มะเร็งชนิดนี้กว่าจะเป็นซ้ำ หรือตายอาจจะอีก 10-20 ปี

เมื่อได้รับการบรักษาที่ดีแต่เนิ่นๆ ซึ่งก็ทำให้ชีวิตช่วง 20 ปีหลัง

ได้ทำความดีอย่างมหาศาล เพื่อนบ้านที่ซุบซิบนินทาว่าร้าย

บางคนก็ตายไปก่อนโดยไม่ได้ทำความดีอะไร แต่คนเป็นมะเร็ง

ที่เป็นเป้านินทาก็ยังไม่ตาย หลังๆ ก็มีความสุขทำใจได้ เข้าถึง

ธรรมมากกว่า และ มั่นใจในความดีจนไม่กลัวความตายเลย

จนพูดได้ว่า เป็นมะเร็งแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ดีกว่าตายแบบ

ไม่ได้เตรียมตัวตั้งแยะ


การแก้ปัญหาด้วยโยนิโสมนสิการมีหลักง่ายๆ ว่า 

ต้องมีสติ มีใจที่สงบก่อน ดังนั้นเมื่อทุกข์ให้หาที่สงบจิตใจ

อาจจะเป็นวัด โบสถ์ วิหาร มัสยิด ทุ่งนาป่าเขา หรือแม้แต่

ห้องพระในบ้านของเรา อาจจะสวดมนต์หรือนั่งสมาธิ หรือนั่ง

ให้ใจสงบ หรือแม้แต่อ้อนวอนขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงให้

ใจเราสงบขึ้น แล้วคิดว่าสิ่งที่เราพบว่าทำให้เราทุกข์นี้ สามารถ

นำสิ่งที่ดีมีความสุขอย่างไรให้เราได้บ้างหรือไม่ เพราะแม้แต่ขยะ

ที่น่ารังเกียจยังถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยที่ยอดเยี่ยมได้ ถ้าเราไม่สามารถ

คิดออกได้ในตอนนั้น อาจจะเป็นเพราะใจไม่สงบพอ ให้ค่อยๆ

ทำใหม่ หรือให้ปรึกษาผู้ที่คิดว่าจะแนะนำสิ่งที่ดีให้กับเราได้

ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรของเรา

หมอเคยดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ได้แต่นอนบนเตียงรอ

ความตายอย่างช้าๆ มีอยู่คนหนึ่งหลังจากที่ได้คุยกันหลายครั้ง

เขาก็บอกหมอว่า เขาพร้อมที่จะตายได้แล้ว และมั่นใจว่ามีความดี

พอที่จะไปสุคติแน่ๆ ที่ยังไม่สบายใจอยู่อย่างเดียวในตอนนี้ก็คือ

เขาเป็นภาระให้ลูกเมียลำบาก คือไม่ตายสักที และอาจจะอยู่ไป

อีกนานก็ได้

หมอก็บอกเขาว่า การที่ลูกเมียได้ดูแลคุณอย่างนี้ก็เป็นการทำบุญ

สร้างบารมีของเขาเหมือนกัน โดยเฉพาะลูกได้ดูแลพ่อแม่ที่ป่วย

อย่างนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ลูกจำนวนมากก็ไม่มีโอกาสได้ทำ

และเขาจะได้บุญมาก เพราะคุณคือพระอรหันต์ของลูก คุณคือ

เนื้อนาบุญของเขา ผู้ป่วยผู้นี้แช่มชื่นขึ้นทันที แล้วพูดว่า จริงสินะ

ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย ตอนเด็กๆ ผมก็ยังไม่ได้ดูแลพ่อแม่ตอน

ป่วยเลย นับว่าลูกมันโชคดีกว่าผมอีก ในงานนี้นับว่าหมอได้มี

โอกาสเป็นกัลยาณมิตรของเขา ซึ่งหมอก็หวังว่าด้วยอานิสงส์นี้

เมื่อเราลำบาก มีความทุกข์มากคิดไม่ออก ก็ขอให้ได้เจอ

กัลยาณมิตรดีๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะในบางครั้ง

เมื่อผงเข้าตาตนเอง ก็ไม่ใช่ว่าตนเองจะเขี่ยออกได้


บางคนเสียสิ่งของไป แต่ไม่นานก็ได้ของที่ดีกว่า 

บางคนสามีทิ้งไป แต่ก็ได้อิสรภาพและความสุขที่มากกว่า

แม้กระทั่งได้สามีใหม่ที่ดีกว่า

บางคนตกงานต่อมาก็ได้งานที่ดีกว่า หมอรุ่นน้องบางคนจับสลาก

ได้ไปทำงานต่างจังหวัดไกลๆ ร้องห่มร้องไห้มากมาย พบว่าต่อมา

ไปได้คู่ชีวิตที่นั่น นั่นคือต้องไปตรงนั้นเพราะเนื้อคู่เขาอยู่ตรงนั้น

บางคนเจ็บป่วยจนพิการ แต่ก็ได้ชีวิตที่เป็นบุญกุศลแบบไม่เสีย

ชาติเกิด

และบางคนได้เข้าถึงธรรมะได้ปฏิบัติธรรมะ ได้เปิดม่านพบ

พระพุทธองค์ ก็เพราะความทุกข์นั่นเอง

ฝึกจิตใจให้คิดหาสิ่งดี คิดแต่ของดี มองโลกในแง่ดี

ด้วยโยนิโสมนสิการนะครับ จะนำความสุข

ความก้าวหน้ามาสู่ตัวเราและคนรอบตัวครับ

 

 

บทความที่ 4

 

ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง

เผยผู้ป่วยมะเร็งขาดสารอาหาร เหตุเลี่ยงเนื้อสัตว์

 

www.ThaiPR.net

 

 

อาจารย์ประพันธ์พิศ สิตภาหุล หัวหน้าฝ่ายโภชนาการ

โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากสถิติล่าสุดในปี 2546 มี

ผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีกว่า

7,096 รายต่อปี และผู้ป่วยนอกตาม OPD ต่างๆ อีกมาก

ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีทั้งผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดิน

หายใจ เช่น มะเร็งปอด ผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหาร

เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร รวมทั้งมะเร็ง

ระบบสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อม

ลูกหมาก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยมะเร็งตับ มะเร็งในเม็ดเลือด ที่เพิ่ม

มากขึ้นอีกด้วย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เกินครึ่ง เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น

โรคมะเร็งจะมีความเครียด ทำให้มีผลต่อการรักษาของทีมแพทย์

อาการที่พบมากคือ เบื่ออาหาร และไม่ยอมรับประทานอาหาร

ตามที่แพทย์แนะนำ ร่วมก็ได้ ประกอบกับหลังเข้ารับการรักษา

แบบเคมีบำบัดและรังสีบำบัดแล้ว จะส่งผลต่อร่างกายหลายระบบ

เช่น การย่อยอาหาร มีโอกาสทำให้ร่างกายผู้ป่วยขาดสารอาหาร

เพราะรับประทานอาหารไม่ได้ มีอาการเบื่ออาหาร ปากแห้ง

คอแห้ง คลื่นเหียนอาเจียน การรับรสชาติเปลี่ยนแปลงไป

และการเมตาบอลิซึมของร่างกายผิดปกติไปจากเดิม เช่น

ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือ

ท้องผูก มีอาการอักเสบของเยื่อบุภายในช่องท้องร่วมด้วย

เหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายที่อ่อนแอลง และมีรูปร่างผอม

เพราะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

        

นอกจากนี้ผู้ป่วยและญาติส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิด

เกี่ยวกับการรับประทานอาหารของผู้ป่วยมะเร็ง เช่น

การห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนที่มีคุณภาพดี

จากอาหารต่างๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้เนื้อร้ายกำเริบโตเร็วขึ้น

ทำให้ผู้ป่วยอาจขาดสารอาหารที่จะไปสร้างพลังงาน

สร้างภูมิเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง 

 

ซึ่งจากการวิจัยแล้วพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งจำเป็นต้องได้

รับพลังงานมากกว่าคนปกติทั่วไป

ยิ่งผู้ป่วยมะเร็งปอดต้องการพลังงานมากถึง 55-60% ของพลังงานทั้งหมด

ผู้ป่วยมะเร็งตับและตับอ่อน การสร้างอินซูลินในร่างกายจะ

ผิดปกติ จึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารประเภทแป้งและ

คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ให้เหมาะสมพอเพียงต่อร่างกาย

ในขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งในเม็ดเลือดควรรับประทานผักหรือ

ผลไม้สด เนื้อสัตว์ต่างๆ และพลังงานให้ครบสมบูรณ์

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารไม่ให้มีสารพิษ

และแบคทีเรียต่างๆ กลุ่มนี้ต้องระวังเรื่องอาหารเป็นพิเศษ

คืออาหารต้องสุก สะอาด ปลอดภัย
       

“หลักการโภชนาบำบัดจะช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งแต่ละ

ประเภทและแต่ละช่วงอาการของโรค ซึ่งในแต่ละคน แต่ละระบบ

ที่เป็น จะมีแผนการให้โภชนาบำบัดแตกต่างกันไป โดยทีมแพทย์

จะทำงานร่วมกับเภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล นักจิตวิทยา

ร่วมกันวางแผนการรักษาไม่ว่าจะเป็นยาที่รับประทาน

ข้อควรระวังต่างๆ 

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรค รวมทั้งอาหารที่รับประทานที่ถูกต้อง

ได้สัดส่วนทั้งชนิดและปริมาณในแต่ละราย ผู้ป่วยบางรายทาน

แต่ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ ตลอดเวลา หรือผู้ป่วยบางรายไม่กิน

เนื้อสัตว์เลย ไม่ได้ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และจะทำให้เกิด

ภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นผลให้การรักษาไม่สำเร็จเท่าที่ควร

และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ ทางที่ดีควรรับ

คำปรึกษาจากแพทย์และนักโภชนาการ พยาบาล เภสัชกร

ในการบำบัดและฟื้นฟูร่างกายในแต่ละระยะของโรค ซึ่งต้อง

ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง”

.ประพันธ์พิศแนะนำ

 

สำหรับการใช้หลักธรรมชาติบำบัดหรือการใช้สมุนไพร

มาฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น สามารถทำได้

แต่ต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างถี่ถ้วน

ซึ่งการใช้สมุนไพรถือว่าเป็นการให้ยาชนิดหนึ่ง และยังช่วยให้

ผู้ป่วยมีกำลังใจดีขึ้น แต่ต้องควบคู่ไปกับการรับประทานอาหาร

อย่างถูกหลังโภชนาการ รวมทั้งออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้อย่าง

มีประสิทธิภาพ
       

สำหรับผู้ใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถปรึกษาได้ที่

ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง โทร.0-2644-0078-9 โดย

ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

บทความที่ 5

 

นี่คือเรื่องราวของผู้ที่ได้เคยเรยนรู้ธรรมะจากพระครูภาวนาวิสุทธิ์ 

(หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

 

ภาวนารักษาโรคมะเร็ง

พันเอก วิโรจน์ ทสยันไชย

 

 

เมื่อ พ.. ๒๕๒๔ ข้าพเจ้ารับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมาได้ป่วยเป็น

โรคทางเดินปัสสาวะ จึงไปรับการรักษาตัวที่ รพ.ค่ายสุรนารี

หมอรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และในระหว่างที่อยู่ใน

โรงพยาบาลนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามีก้อนเนื้อแข็งเป็นไตแข็งอยู่ใต้

ใบหูด้านขวา เมื่อเห็นว่าอาการโรคทางเดินปัสสาวะทุเลาแล้ว

จึงได้ขอร้องให้หมอช่วยทำการผ่าตัดออกให้ โดยที่ตัวเองและ

หมอก็ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร

 

พันโท นายแพทย์วณิช จึงได้ทำการผ่าตัดและได้จัดส่งก้อนเนื้อนั้น

ไปให้โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ทำการตรวจอีกครั้งว่าเป็นโรคอะไร

ครั้นต่อมาทาง รพ.พระมงกุฎฯ ได้แจ้งว่า ก้อนเนื้อนั้นมีเชื้อมะเร็ง

ในต่อมน้ำเหลือง ข้าพเจ้าจึงถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

ด่วน เพื่อรับการรักษาต่อ ทางโรงพยาบาลได้รีบทำการผ่าตัดด่วน

ที่สุดบริเวณที่ใต้ใบหูอีกครั้งหนึ่ง ได้อยู่ รพ.พระมงกุฎฯ ๒ เดือน

ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล โดยได้รับการฉายแสง ๑๐ ครั้ง

 

อยู่ต่อมาอีก ๒ ปี คือในปี พ.. ๑๕๒๖ ข้าพเจ้าย้ายมารับ

ราชการที่กองทัพภาคที่ ๑ ใบหูด้านขวาของข้าพเจ้าก็เปื่อยมี

เลือดและน้ำเหลืองไหลออกมา และมีอาการคันอย่างยิ่ง

แสดงว่าโรคมะเร็งได้กำเริบขึ้นมาอีก ผ่าตัดถึง ๒ ครั้งแล้วก็ยัง

ไม่หาย หมอที่กองทัพภาคที่ ๑ ได้แนะนำให้เข้า รพ.ด่วนที่สุด

 

อาจารย์สมใจ กอรปสิริพัฒน์ บุตรสาวของข้าพเจ้า ได้พาไปยัง

โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เพื่อรับการรักษา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล

ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า ที่ใต้ใบหูของข้าพเจ้านั้น ไม่มีส่วนใด

ที่จะให้ผ่าตัดอีกแล้ว ผ่าอีกทีก็ต้องตัดใบหูทิ้ง ถ้ามันจะหาย

เพราะการผ่าตัด มันก็คงจะหายไปแล้ว หากเข้าไปโรงพยาบาล

อีก ก็มีแต่จะตายกับตายลูกเดียว เพราะมะเร็งไม่เคยไว้ชีวิตใคร

 

 

ข้าพเจ้าคิดว่า ไหน ๆ จะตายก็ไปตายที่วัดดีกว่า ขณะนั้นทาง

กองอนุศาสนาจารย์ กำลังจัดส่งอนุศาสนาจารย์ระดับยศพันโท

ลงไป ให้ไปฝึกกรรมฐานรุ่นแรกกับพระครูภาวนาวิสุทธิ์

(หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ข้าพเจ้าไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่จะต้องไปฝึกกรรมฐาน แต่ก็ได้ตกลง

ใจสมัครไปฝึกกรรมฐานร่วมกับคณะด้วย เพื่อรักษาโรคมะเร็ง

ที่กำลังคุกคามอยู่

 

เมื่อไปถึงวัดอัมพวัน หลวงพ่อเห็นว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมะเร็ง

จึงจัดกุฏิที่พักให้เป็นพิเศษ ไม่ต้องพักรวมกันหมู่คณะ

อยู่คนเดียวเป็นกุฏิหลังเล็กๆ ด้านท้ายวัด และได้เริ่มทำการ

ฝึกกรรมฐานในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๖ เวลา ๑๓.๓๐ น.

กิจเบื้องต้นในการฝึกกรรมฐานคือ

 

. สมาทานศีล ๘ ร่วมกับคณะอนุศาสนาจารย์ที่ร่วมการฝึก

 

. ตั้งจิตอธิษฐานขอให้เห็นธรรม ที่ควรรู้ควรเห็นตามสมควร

แก่การปฏิบัติ

 

. ตั้งจิตอธิษฐานถือมังสวิรัติ (กินเจ) ไม่รับประทานเนื้อสัตว์

ซึ่งทางวัดรับทำอาหารเจให้สำหรับผู้ต้องการทานอาหารเจ

 

 

เนื่องจากตนมีโรคร้ายเบียดเบียนคือ โรคมะเร็ง ขณะเข้า

ปฏิบัติกรรมฐานมีแผลที่บริเวณหูด้านขวา มีน้ำเหลืองน้ำหนอง

และเลือดที่ช้ำเลือดช้ำหนองไหลออกตลอดเวลา บางครั้งเอาแก้ว

มารองรับเลือดที่ไหลออกมา ซึ่งหยดติ๋งๆ เลือดไหลออกมาจน

เต็มแก้ว มีอาการปวดแผลมาก จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยบุญบารมี

ที่ได้ทำมาในอดีตและกุศลกรรม คือการภาวนาที่จะได้บำเพ็ญ

ต่อไปนี้ จงดลบันดาลขอให้ตัวเองหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่กำลัง

เป็นอยู่ด้วย 

 

ข้าพเจ้าและคณะได้ทำการฝึกกรรมฐานตามตารางที่

ท่านกำหนดให้ เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ น. จนกระทั่งถึง

๒๔.๐๐ น. ทุกๆ วัน มีการเดินจงกรม สวดมนต์ แผ่เมตตา

นั่งสมาธิ ฟังธรรม ฟังการบรรยายธรรมจากหลวงพ่อสลับ

กันไป ตลอด ๑ วัน ๑ คืน ผลปรากฏทางร่างกาย

 

ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ ข้าพเจ้า

รู้สึกเบาเนื้อเบาตัว อาการปวดตามข้อตามร่างกายหายไป รู้สึก

มีอาการปวดหน่วงๆ ที่ขาเหนือหัวเข่าด้านซ้าย จึงเปิดกางเกงที่

คลุมอยู่ดู รู้สึกตกใจมาก เพราะมีเลือดสีดำไหลไปรวมกันอยู่ใน

บริเวณข่าเหนือข้อพับหัวเข่า มีบริเวณที่เป็นเลือดสีดำคั่งอยู่

ประมาณเท่าฝ่ามือ เป็นโลหิตสีดำอย่างดินหม้อน่าเกลียดมาก

จากการปวดหนักหน่วงตามขาด้านซ้ายบริเวณที่เลือดคั่งอยู่

จึงได้มากราบเรียนให้หลวงพ่อทราบ และเปิดขาให้หลวงพ่อดู

รวมทั้งเพื่อนอนุศาสนาจารย์ก็ได้ดูด้วย หลวงพ่อท่านดูแล้วก็

บอกว่า “โรคผุด” โรคจะหาย คือโรคที่อยู่ในร่างกายเรานี้

มันไหลไปรวมกันอยู่ในที่เดียว คือ ในที่เราเห็นนั้น ต่อไปอาการ

ที่ดำนี้ก็จะหายไปเอง แต่ต้องทาน้ำมันกินยาช่วย หลวงพ่อก็ไป

จัดน้ำมันมนต์และจัดยามาให้ทาน

 

หลังจากทานยาเม็ดที่หลวงพ่อให้แล้ว มีอาการมีก้อนเนื้อ

เล็กๆ ผุดขึ้นตามร่างกายทั่วไป มีอาการคันมาก เมื่อก้อนเนื้อผุด

เป็นผื่นขึ้นมาแล้วแตก มีน้ำเหลืองไหลออกเล็กน้อยแล้วก็แห้ง

หายไปและหายคัน อาการเป็นอยู่อย่างนี้ จนถึงวันเสร็จสิ้นการ

ฝึกกรรมฐาน อาการที่ว่านี้จึงทุเลา และอาการปวดแผลนั้นก็

ทุเลาหายไป สำหรับบริเวณที่เหลือไปคั่งอยู่ที่เหนือหัวเข่านั้น

ต่อมาก็มี น้ำเหลืองไหลซึมออกมาตามเส้นที่ใต้ข้อพับหัวเข่า

โดยที่ไม่มีแผล แต่การมีน้ำเหลืองไหลออกมามาก จนขากางเกง

เปียกเพราะน้ำเหลืองไหลออกมามาก ไหลอยู่หลายวันก็หายไปเอง

แผลที่หูก็พลอยแห้งหายไปด้วย และก็หายมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

 

นับว่าข้าพเจ้ารอดตายจากโรคมะเร็งได้อย่างประหลาด

มหัศจรรย์ เพราะบารมีหลวงพ่อช่วยชุบชีวิตให้ใหม่ผลปรากฏ

ทางจิตใจ การฝึกจิตในวันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน ๒๕๒๖ มี

ทุกขเวทนา อารมณ์ส่ายมาก นอกจากนั้นจิตยังติดการภาวนา

แบบ “พุทโธ” ที่ตนเคยปฏิบัติเป็นประจำ

 

ในวันที่ ๑๔-๑๕ กันยาน ๒๕๒๖ เดินจงกรมดีขึ้น

การนั่งสมาธิคล้ายคนเอาเข็มมาแทงตัวจนสะดุ้ง และมีอาการ

คล้ายมดไต่ไปตามตัว จนต้องเอามือจับออกแต่ก็ไม่มีอะไร

 

ในวันที่ ๑๖-๑๗ กันยายน ๒๕๒๖ ทุกขเวทนาน้อยลง

จิตดิ่งเข้าสู่ความสงบดี มีการการวูบลงเหมือนตกเหว มองเห็น

ตัวเองเห็นท้องตัวเองพองขึ้นยุบลง เวลาจิตเคลื่อนออกจากสมาธิ

ออกตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ตรงเวลาทุกครั้ง และอาการที่จิต

ถอนออกจากสมาธินั้น เหมือนสิ่งที่จมน้ำอยู่แล้วลอยขึ้นมา

อย่างรวดเร็วจนไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อดูเวลาก็ปรากฏว่าตรงกับเวลา

ที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะออกก่อนนั่งสมาธิ

 

วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๖ เป็นวันที่ครบกำหนดการ

ฝึกกรรมฐาน และจะออกจากการฝึกกรรมฐาน วันนั้นเวลา

๐๕.๓๐ น. ข้าพเจ้าได้ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล

ณ กุฏิที่พักให้แก่บิดา มารดา บุตร ภริยา ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์

และผู้รู้จักคุ้นเคยเคารพนับถือที่ล่วงลับไปแล้ว โดยระบุชื่อทุกคน

ที่แผ่ส่วนกุศลให้ เมื่อแผ่ส่วนกุศลระบุชื่อ

“พระธรรมนิเทศทวยหาญ” หัวหน้าอนุศาสนาจารย์คนแรก

ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตนเอง คือ

 

ตัวเองรู้สึกมีอาการขนลุกขนพอง ตื้นตันใจ น้ำตาไหล

พรากสะอื้นขึ้นเองเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงกับร้องไห้ โดยมีอาการ

เป็นไปเองตัวเองบังคับตัวเองไม่ได้ แล้วตนเองก็เปล่งวาจาขึ้นมา

ด้วยเสียงอันดังว่า “ทุกข์ทรมานมานานแล้ว พึ่งจะหมดเวรหมด

ทุกข์วันนี้ ขอขอบใจที่แผ่ส่วนกุศลให้” แล้วตนเองก็ฟุบหมอบ

ลงไปที่หมอน หมอบอยู่นานจึงมีอาการเข้าสู่ภาวะปกติ

และแล้วก็ได้ลุกขึ้นแผ่ส่วนกุศลให้บุคคลอื่นต่อไป

 

เรื่องนี้ ได้เล่าอาการที่ปรากฏให้หลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิ

คุณทราบ ท่านบอกว่า ที่เราแผ่ส่วนกุศลไปให้นั้น แสดงว่าคน

ที่เราแผ่ส่วนกุศลไปให้เขาได้รับส่วนบุญ และตัวเราเองก็จะหมด

เวรหมดกรรมหมดทุกข์ร้อนเสียที และในวันที่ ๑๘ กันยายน

๒๕๒๖ เป็นวันที่เราออกจากกรรมฐาน สมาทานศีล ๕

ทำบุญร่วมกัน ถวายผ้าป่า และได้กราบลาหลวงพ่อกลับต้นสังกัด

 

 

สำหรับข้าพเจ้านั้น ก็รอดตายมาเพราะการภาวนาที่

วัดอัมพวัน โดยหลวงพ่อเป็นผู้ฝึกกรรมฐานให้ เมื่อกลับจาก

ฝึกกรรมฐาน ตนเองก็สามารถมาทำงานที่กองทัพภาคที่ ๑

ได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการลางานและเข้าโรงพยาบาลกันอีก

หูที่เป็นแผลเน่าเปื่อยก็หายไป ใครที่เห็นหูข้าพเจ้าเปื่อยและหายได้

ต่างก็อัศจรรย์กันทุกคน เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๓ นี้

ข้าพเจ้าได้ไปงานสมโภชปริญญาศิลปาศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์

ของพระราชสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา

ณ วัดพรหมราช อ.ปักธงชัย พระศรีธรรมาภรณ์รองเจ้าคณะ

จังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอจับดูหูของข้าพเจ้าว่าหูของข้าพเจ้า

หายจริงๆ หรือ

 

คนที่เป็นมะเร็งในระยะแรกนั้น อาจจะรักษาโดยวิธีผ่าตัด

ได้ แต่สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งมากแล้วนั้น ยากที่จะรักษาให้หาย

ขาดได้ มีตายกับตายลูกเดียว คุณไพเราะ ทสยันไชย ภริยา

ของข้าพเจ้าเป็นโรคมะเร็งทีหลังข้าพเจ้า ก็ตายเพราะโรคมะเร็ง

หลังจากที่รู้ว่าเป็นมะเร็งเพียบ ๒ เดือน พันโทวณิชฯ ซึ่งเป็น

นายแพทย์ผ่าตัดข้าพเจ้าที่ รพ.ค่ายสุรานารีนั้น ก็ตายเพราะ

โรคมะเร็ง สำหรับข้าพเจ้าที่รอดตายมาได้จนถึงขณะนี้

เพราะบารมีของหลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณโดยแท้ มีชีวิต

เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ และก็ดูเหมือนจะเกิดใหม่จริงๆ

เพราะตั้งแต่ข้าพเจ้าไปภาวนารักษาโรคมะเร็งที่วัดอัมพวัน

ข้าพเจ้าก็ถือมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ตั้งแต่บัดนั้น ชีวิตเลือด

เนื้อของข้าพเจ้าในขณะนี้ จงเป็นชีวิตใหม่เลือดเนื้อใหม่

ไม่ใช่เลือดเนื้อที่ปนด้วยเนื้อสัตว์

 

 

เรื่องญาณของหลวงพ่อพระภาวนาวิสุทธิคุณ

 

ข้าพเจ้าได้เห็นอภินิหารเกี่ยวกับญาณของหลวงพ่อมาแล้ว

คือการทราบสิ่งต่างๆ เมื่อภริยาของข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคมะเร็ง

นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ข้าพเจ้าไปเรียนถามท่านว่า

จะรอดไหม ท่านก็บอกว่าจะไม่รอด แล้วก็ไม่รอดจริง ๆ ข้าพเจ้า

ได้เริ่มหาทุนเพื่อสร้างอุโบสถเจดีย์ที่วัดป่าศรีไพโรจน์ ได้เริ่มหา

ทุนในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๒ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ

ข้าพเจ้า ที่วัดป่าสาลวันเป็นแห่งแรก ในวันบูรพาจารย์

ได้เงิน ๗,๙๐๐ บาท

 

ต่อมาในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒ ข้าพเจ้าพร้อมด้วย

พระครูสนิท โกสโล เจ้าอาวาสวัดคลองเตยมีพระติดตาม

อีก ๑ รูป คฤหัสถ์ ๘ คน ได้เดินทางไปถวายสักการะ

พระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และจะเดินทางต่อไปยัง

วัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี ได้ไปแวะพักที่วัด

อัมพวัน ๑ คืน

 

พวกเราไปถึงวัดอัมพวันประมาณ ๓ ทุ่ม ได้เข้าไปกราบ

หลวงพ่อ เพื่อขอบารมีพักด้วย เมื่อเห็นหน้าข้าพเจ้า หลวงพ่อ

ท่านปรารภขึ้นว่า จะสร้างอุโบสถในที่ดินที่ถวายอาจารย์ฝั้น

ใช่ไหม ข้าพเจ้าก็งง เพราะยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทราบมา

ก่อน ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และหลวงพ่อก็พูดต่อไปอีกว่า

อาตมาจะขอร่วมทำบุญสร้างอุโบสถด้วยได้ไหม ท่านบอกว่า

ท่านรู้เรื่องข้าพเจ้าและคณะจะมาหาท่านตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว

เมื่อวานนี้ก็พูดปรารภถึงอยู่ และเงินที่จะขอทำบุญร่วมก็ได้

จัดใส่ซองเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

 

ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกขนชัน ปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เรียนท่าน

ว่าเป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ ที่หลวงพ่อจะร่วมทำบุญด้วย

ซึ่งกระผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน เป็นบุญหล่นทับลงมาให้เองโดย

ไม่คาดฝัน และในที่สุดหลวงพ่อได้ขึ้นไปบนกุฏินำซองที่ใส่เงิน

จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท มามอบให้แก่ข้าพเจ้าทามกลาง

ศิษยานุศิษย์ของท่านเป็นจำนวนมาก และต่อหน้าคณะของ

ข้าพเจ้าที่ไปด้วยกันทุกคน ท่านบอกว่า เงินที่บริจาคนี้ ถือ

เป็นกองทุนสร้างอุโบสถ เมื่อท่านได้ก่อตั้งเป็นกองทุนให้แล้ว

ก็จะมีผู้มาต่อทุนตาม จะทำให้การก่อสร้างอุโบสถเจดีย์สำเร็จ

เร็วขึ้น และในโอกาสเดียวกันนั้น ก็มีศิษย์ของหลวงพ่อที่นั่งอยู่ใน

ที่นั้น บริจาคต่อทุนให้อีก ๓,๓๐๐ บาท (สามพันสามร้อยบาท

ถ้วน)

 

พระเดชพระคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ ท่านมีญาณรู้

ล่วงหน้าที่ข้าพเจ้าและคณะจะไปหาท่าน ท่านรู้ว่าข้าพเจ้ากำลัง

หาทุนเริ่มสร้างอุโบสถ ท่านได้เตรียมเงินใส่ซองไว้ล่วงหน้าขอ

ร่วมทำบุญด้วย และยิ่งกว่านั้น ท่านยังบอกข้าพเจ้าและทุก ๆ

คนในที่นั้นว่า การที่ข้าพเจ้าได้ริเริ่มสร้างอุโบสถครั้งนี้

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ซึ่งได้ทิ้งขันธ์ไปนาน

แล้วนั้น ก็ทราบเรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะสร้างอุโบสถเป็นอย่างดี

และได้อนุโมทนาให้ศีลให้พรแล้ว แสดงว่าหลวงพ่อสามารถที่

จะติดต่อกับผู้ที่ล่วงลับไปสู่ปรโลกได้ด้วยญาณ ทำให้ข้าพเจ้า

รู้สึกปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

 

หลังจากที่พระเดชพระคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ ได้มอบ

ทุนการสร้างอุโบสถเจดีย์ให้แล้ว เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒

ต่อมาก่อนการจัดงานวางศิลาฤกษ์อุโบสถเจดีย์ ก็มีผู้บริจาคเงิน

ต่อทุนให้เรื่อยๆ ได้ยอดเงินบริจาคก่อนงานแสนบาทเศษ

และเมื่อจัดงานวางศิลาฤกษ์ ก็ได้รับเงินบริจาคมากมายน่า

อัศจรรย์ ทั้งๆ ที่เป็นการจัดงานในชนบท ได้เงินบริจาค

๓๓๕,๓๘๐ บาท ได้มีผู้จองพระประธานหน้าตัก ๓ ศอก

ราคาไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท และมีผู้นำพระประธาน

ขนาดหน้าตัก ๒ ศอกใส่รถยนต์มาถวายในพิธีโดยไม่คาดฝัน

 

เหตุอัศจรรย์ในวันประกอบพิธีในวันวางศิลาฤกษ์อุโบสถ

เจดีย์นั้นคือ ไม่เคยมีฝนตกมาร่วม ๒ เดือนแล้ว อากาศร้อน

อบอ้าวตลอดทั้งวัน จนต้องไปหารถน้ำนำน้ำมาฉีดบริเวณงาน

เพราะมีฝุ่นมาก ครั้งถึงวันงานคือวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๓๓

ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น ๙ ค่ำ วันนั้นทั้งวันอากาศเย็นไม่มีแสงแดด

เลย พอถึงเวลา ๑๓.๐๐ น. ฝนก็เริ่มโปรยลงมาพอชุ่มเย็น

และโปรยมาตลอดจนกระทั่งถึงเวลา ๑๕.๑๓ น. วางศิลาฤกษ์

เสร็จ ฝนก็หยุดโปรยและมีแสงแดดส่องขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

 

เหตุอัศจรรย์อีกประการหนึ่งก็คือว่า อุโบสถเจดีย์นี้เป็น

“ธุดงค์เจดีย์” คือเจดีย์ ๑๓ องค์ กว้างและสูง ๑๓ เมตร

พระเดชพระคุณเจ้าคุณราชพิศาลสุธี ประธานสร้างอุโบสถบอก

ว่า พระเจริญชัยมงคลคาถาเวลาวางศิลาฤกษ์นั้น ให้นิมนต์

พระทุกรูปที่อยู่ในวัดขึ้นนั่งเจริญชัยมงคลคาถา เมื่อใกล้ถึง

เวลาประกอบพิธี ข้าพเจ้าได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียง

อาราธนาพระทุกรูปเจริญชัยมงคลคาถา ปรากฏว่ามีพระ

จำนวน ๑๓ รูป ขึ้นเจริญชัยมงคลคาถาน่าอัศจรรย์ และใน

งานนี้ ข้าพเจ้าได้สร้างพระพุทธชินราชจำลอง ภายในองค์พระ

บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมองแก่ผู้ร่วมทำบุญตั้งแต่ ๕๐๐ บาท

ขึ้นไป สร้างจำนวน ๑,๒๑๒ องค์ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน

๒๕๓๒ นำไปถวายให้พระภาวนาพิศาลเถร (หลวงพ่อพุธ

ฐานิโย) วันป่าสาละวันนั่งปรกแผ่เมตตาจิตให้ พอรุ่งขึ้น

วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๒ เป็นวันหวยออก เลขท้ายลอตเตอรี่

งวดนั้นออกเลย ๑๓ พอดี นี่ก็น่าอัศจรรย์ส่วนหนึ่งครับ ทั้งหมด

ที่ผมเล่ามานี้ ขอถวายบูชาพระคุณของหลวงพ่อที่ให้ความเมตตา

กระผมทุกอย่าง ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้ และให้การอุปถัมภ์สร้าง

อุโบสถเจดีย์

 

 

บันทึกของหลวงพ่อ

 

..วิโรจน์ อนุศาสน์กองทัพภาค ๒ เป็นมะเร็งที่คอ

ภรรยาท่านก็มีสุขภาพดี น่าสงสารพันเอกวิโรจน์ มีน้ำเหลือง

ไหลปวดมากเป็นโรคมะเร็งที่คอ คนอื่นก็ว่าหมอบอกแล้วว่า

ต้องตายปีนี้ แต่พันเอกวิโรจน์ ท่านเป็นชายใจแข็งมีสมาธิ

ภาวนาบ้างตามสมควรไม่มากนัก ใจแข็งบอก “หลวงพ่อผมคง

ต้องตายก่อนภรรยา ผมผ่ามา ๒ หนแล้ว” อาตมาก็มาดูคุณ

วิโรจน์ ว่าคงจะไม่รอด แต่ดูไปดูมาสติบอกว่าเมียตายก่อน

เมียสุขภาพดีขายของหลายๆ อย่างบ้านอยู่ปักธงชัย คิดว่าเมีย

ต้องตายก่อนก็มาดูว่าจะจริงหรือเปล่า

 

ต่อมาพันเอกวิโรจน์ปวดหนัก ก็นึกถึงอาตมาว่าเคยให้

มาช่วยบรรยาย ก็เตรียมกระเป๋ามุ่งหน้าดำมาที่นี่ มาอบรมระดับ

อนุศาสนาจารย์ รุ่นที่ ๑ มะเร็งนี่น้ำเหลืองไหลเหม็นคาว บอก

ว่า “ผมขอมาตายกับหลวงพ่อนะ” ก็ให้แยกไปอยู่ที่กุฏิ อาตมา

แนะนำให้กินเจเสียจะจัดการให้ อาตมาก็ให้ยาไปชง ต้นลูกใต้

ใบกับต้นไมยราบ ๒ อย่างนี้เท่านั้น แล้วก็นั่งชั่วโมงเดินชั่วโมง

แยกจากกลุ่มไปเสีย นอกนั้นอนุศาสนาจารย์ก็อยู่รวมกัน

เสร็จแล้วก็อโหสิกรรม ญาติโยมจำเทคนิควิธีการไว้ ถ้าไม่

อโหสิกรรม เมตตาไม่ออก จิตใจยังเคียดแค้นเขาอยู่ พฤติกรรม

แสดงออกไม่ถูกต้อง แล้วกรวดน้ำจะไม่ค่อยถึงโดยจิตใจเจ้า

ของบอกกับพันเอกวิโรจน์ให้กระทำตาม หลังจากนั่งเสร็จแล้วดังนี้

 

ประการแรก ขออโหสิกรรมไม่โกรธใคร ไม่เคืองใคร

 

ประการที่ ๒ ขออุทิศส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาให้เจ้ากรรม

นายเวร บิดามารดาเป็นต้น พร้อมด้วยครูบาอาจารย์

พร้อมด้วยอนุศาสนาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วอยู่สัมปรายภพ

จงมาปรารภรับส่วนกุศลที่ข้าพเจ้า ณ บัดนี้ แล้วไม่ต้องไป

หมายว่าให้โรคหาย ตั้งจิตอธิษฐานว่า ตายเป็นตาย ก็ขอตาย

ที่วัดอัมพวัน ทำมาได้ ๓ วัน พร้อมกับที่ประกอบยาชงกับน้ำ

ให้กินอยู่ต่างน้ำชาแล้วให้กินเจ ในที่สุดก็เห็นเจ้ากรรมนายเวร

ขออโหสิเรื่องเวรเรื่องกรรมก็เห็นได้ชัด ขออโหสิกรรมไปตามวิธี

นี้ ในที่สุด โรคมะเร็งที่น้ำเหลืองไหลเหม็นคาวกลับยุบหายมา

เกิดที่ขา ขาเกิดเป็นแผล น้ำเหลืองไหลอย่างเหม็นคาวที่สุด

ที่นี้หายได้ พร้อมกับกินยาที่ชงกินต่างน้ำชา จนบัดนี้หายแล้ว

พอกลับไป พันเอกวิโรจน์ก็ย้ายจากกองทัพภาคที่ ๒ มาอยู่ภาค

ที่ ๑ ในที่สุดภรรยาถึงแก่กรรมตามที่อาตมาได้ล่วงรู้ในใจว่า

ภรรยาต้องตายก่อน สติบอก จัดงานศพภรรยาเรียบร้อย

ดังนั้น ขอให้ญาติโยมตั้งสติ สติตัวนี้เป็นตัวปัญญาที่บอกเรา

ทีละอย่าง แต่เราไม่สนใจกับมันเลย เราจึงไม่รู้เรื่องอะไร

กรมประชาสัมพันธ์เขาบอกเราทุกวัน แต่เราไม่ฟัง เราจึงพลาด

ผิดตลอดเวลา เป็นผลงานหลายๆ อย่าง วันเวลาที่ล่วงเลยไปแล้ว

ชีวิตคือเวลานั้น มันมีค่าเหลือเกิน ลมหายใจเข้าออกมันบอก

ระยะของชีวิตที่พระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งที่รู้ไม่ได้ ๕ ประการคือ

 

 

ประการที่ ๑ ชีวิตไม่แน่นอน ใครจะรู้ได้ชีวิตของเรา

 

ประการที่ ๒ รองลงไปนั้น ท่านก็บอกชัดอีก บอกว่าโรคภัยไข้

เจ็บจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไรก็ไม่รู้ รู้ไม่ได้

 

ประการที่ ๓ กาละ ความตายจะมาถึงแก่เราในวันพรุ่งนี้ หรือคืน

นี้ รู้ไม่ได้เลยอย่าประมาทให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ท่านบอกอย่างนี้

 

ประการที่ ๔ สถานที่ตายเราจะทอดร่างลงในท้องน้ำ หรือกลาง

ถนนหนทางเรารู้ไม่ได้เหมือนกัน

 

ประการที่ ๕ ออกจากบ้านนี้จะไปบ้านใคร ตายแล้วจะไปเกิด

ในนรกหรือสวรรค์ จะไปเกิดที่บ้านใครเล่า มีความสำคัญประการ

ใดเรารู้ไม่ได้ รีบเจริญสติเสีย พอเจริญไปเต็มที่แล้ว สติจะบอก

ได้ทุกระยะ อาตมาจึงรู้ว่าต้องใช้เวรใช้กรรมเขา รู้ล่วงหน้าที่

ผ่านไปแล้ว สติย้อนกลับคืนกลับบอกกฎแห่งกรรมให้เราได้

 

 

 

บทความที่ 6

 

นี่คือบทสวดมนต์ ถ้ามีเวลาหาเวลาสวดมนต์ด้วยนะ

ทุกบทตามที่ให้มานี้นะ ใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. กว่าๆ

ได้ทั้งความสงบ และกุศลนะ

 

บูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ

 

บทกราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ)

 

อาราธนาศีล ๕
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ

ปัญจะสีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ

สะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ

สะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ

 

นมัสการพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

(สวด ๓ จบ)

 

ขอขมาพระรัตนตรัย
วันทามิ พุทธัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต,

วันทามิ ธัมมัง,สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต,

วันทามิ สังฆัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต

 

ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

ถวายพรพระ (อิติปิโสฯ)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร

ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ

ภะคะวาติ (พุทธคุณ)

 

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก

เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ

(อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)

 

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน

ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต

สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ

ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย

อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

(สังฆคุณ)

 

พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)
พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง

อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา

มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะ

วะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา

มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

นาฬาคิริง คะชะวะรังอะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะ

มะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา

มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโย

ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา

มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ

ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา

ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโร

ปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต

ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ

เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา

ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง

(อ่านว่า พรัมมัง) วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา

ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ

 

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โยวาจะโน

ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานิ

จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

(* ถ้าสวดให้คนอื่น ให้เปลี่ยนจากคำว่า เม เป็น เต)

 

อิติปิโส เท่าอายุ + 1
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ

วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา

เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

 

บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ

รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์

เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

 

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กัน

และกันเลย

 

อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

 

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

 

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย

สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิด ฯ

 

บทแผ่ส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า

ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า มีความสุข

 

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า

ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

 

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ

คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า

ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า มีความสุข

 

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง

ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข

 

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง

ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข

 

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง

ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข

 

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

 

กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร
ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศล จากการเจริญภาวนานี้

ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า

ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติ

จนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม

ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม

และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ

 

 

บทความสุดท้ายวันนี้

 

เพื่อนจันทร์ราตรี เพื่อนอยากให้ บทความที่เพื่อนพยายาม

หามานี้ พอจะมีประโยชน์กับ เพื่อนจันทร์ราตรี บ้าง

ขอให้ เพื่อนจันทร์ราตรี เข้มแข็งมากๆนะ

...

...

 

 

 

 

“”””””

….

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13
ประยูร วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 15.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/StayFoolish

(0)
มาส่งกำลังใจให้ครับ
โรคนี้ ดูแลควบคุมได้ครับ
ความแน่วแน่ และ สงบนิ่งของจิตใจ
เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดครับ
ความคิดเห็นที่ 12
VR_7 วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 12.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/WeAre7

(0)
เป็นกำลังใจให้น่ะค่ะ
สู้ๆๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 11
นายหยุมหยิม วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 11.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitevodka

(0)
ร่วมส่งกำลังใจครับ
สู้ๆนะครับ ...
ความคิดเห็นที่ 10
ครูแดง วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

(0)
-มาส่งกำลังใจให้ จันทร์ราตรีด้วยคนค่ะ

-ขอให้จัดการเจ้ามะเร็งได้สำเร็จนะคะ
ความคิดเห็นที่ 9
คนโทใส่น้ำ วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konto
It's not where you start. It's where you finish.

(0)
เป็นกำลังใจให้จันทร์ราตรี


สาระดีๆ จากบทความเป็นประโยชน์ดี
ความคิดเห็นที่ 8
ซันญ่า วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 04.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

(0)
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/09/03/entry-1

มีประโยชน์ ทุกคำ และความหมาย

ลึกซึ้ง

ซาบซึ้งใจ

........มาเป็นกำลังใจ แด่ทุกท่าน และ จันทร์ราตรี

.

จากฟากฟ้าตะวันตก

อเมริกา

............
ความคิดเห็นที่ 7
ที่ทำการคณะผู้ก่อการดี วันที่ : 06/09/2009 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/witita
...ต้นไม้ที่แข็งแรง ก็ย่อมมากจากรากที่ฝังแน่นในพื้นดินประเทศชาติที่เข้มแข็ง ก็ย่อมมาจากวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้วย... (โหมโรง)

(0)

ขออนุญาตนำไปรวมไว้ในรวม Link ค่ะ


รวม Link กำลังใจ "พี่ให้น้อง" สู้ภัยมะเร็ง
http://www.oknation.net/blog/PublicCharity/2009/09/04/entry-1

ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
น้ำทะเล วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 23.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soda
เ พ ร า ะ พี่ เ ป็ น พี่ ... ที่ ... ว่ า ง เ ป ล่ า 

(0)
ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
แต่รู้สึกดี ที่หาสิ่งดีดี มาให้กำลังใจเพื่อน

สู้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 5
soonthorn วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 23.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soonthorn-filmkayab
    Life+Bright  ชีวิต...งดงามเสมอ  

(0)
หวัดดีครับ ส่งกำลังใจไปให้จันทร์ราตรีครับ
ความคิดเห็นที่ 4
Kati วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 22.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kati1789

(0)
สวัสดีครับ

มาร่วมให้กำลังใจ
ในแต่ละความพยายามเพื่อถ่ายทอดพลังใจ
มอบความรัก ความอบอุ่น และความอาทร
เพื่อให้ คุณจันทร์ราตรี ก้าวผ่านโมงยามนี้

ด้วยความเข้มแข็ง ครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ทิวสน วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 22.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

(0)
ล้วนแต่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยครับ

ขอส่งกำลังใจถึงน้องจันทร์ราตรีด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 2
kruhnoi วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 21.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kruhnoi
You're my destiny !!!.        (kruhnoi ครูหน่อย)...

(0)

แม้ไม่รู้จักกัน...หากช่วยเหลือเกื้อกูล..และให้กำลังใจกัน..

ก็นับถือเสมือนญาติพี่น้องและเพื่อนค่ะ...
ความคิดเห็นที่ 1
พฤจิกา วันที่ : 05/09/2009 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."

(0)
กำลังใจ..ให้จันทร์ราตรี
..
สืบเนื่องจาก
...
ถ้ามะเร็งฆ่าฉัน ฉันจะฆ่ามะเร็ง ........!!!!!

http://www.oknation.net/blog/mouthmouth/2009/09/02/entry-1
แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน