*/
  • wilai911
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wilai@nukbunchee.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 66962
  • จำนวนผู้โหวต : 37
  • ส่ง msg :
  • โหวต 37 คน
วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม 2553
Posted by wilai911 , ผู้อ่าน : 17026 , 00:09:29 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน mona โหวตเรื่องนี้

                “ช่วงสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน”

            ผู้เขียนกับพี่น้องมีประสบการณ์ช่วยกันดูแลแม่ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้ ซึ่งมีสาเหตุสืบเนื่องจากเบาหวานประมาณ 5 ปี แรกๆ ก็พอป้อนอาหารได้ ระยะหลังๆ ก็ให้อาหารทางสายยาง จนมีประสบการณ์และความชำนาญที่เกิดจากสังเกตุจากความเอาใจใส่ ด้วยต้องการจะให้แม่เจ็บตัวน้อยที่สุด  และในวาระสุดท้ายของแม่ ผู้เขียนก็หอบโน๊ตบุ๊คกับเอกสารไปทำงานที่บ้านเกิด ได้เห็นจนถึงลมหายใจสุดท้ายของแม่

            หลังจากได้อ่านบทความเรื่อง “ช่วงสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน” ซึ่งเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์คุณอุมาภรณ์ ไพศาลสุทธิเดช  พยาบาลประจำศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากว่า 20 ปี ทำให้หวนระลึกถึงเหตุกาณ์ในการดูแลแม่ในระยะสุดท้าย ตั้งแต่ปี 2549 และคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่พยาบาลผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีมากพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่เป็นอัมพาต

              คุณอุมาภรณ์อธิบายว่า สำหรับผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่มีอาการของโรคลุกลามจนถึงขั้นรักษาไม่หาย และมีแผนการรักษาใดๆอีกต่อไป นอกจากรับการดูแลแบบประคับประคองอาการจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต ในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ไม่เหลือความหวังยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ญาติผู้ป่วยมักจะมีความต้องการให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายพักอยู่โรงพยาบาล  แต่ด้วยจำนวนเตียงที่จำกัด  สุดท้ายแล้วญาติผู้ป่วยจำเป็นต้องนำตัวผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่บ้าน  เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยและครอบครัวจะได้สามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ  “บางครั้งญาติผู้ป่วยอาจขาดความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ทางศูนย์ดูแลผู้ป่วยฯ จะเข้าไปช่วยผู้ป่วยและญาติทุกคนได้วางแผนร่วมกันในการดูแลแบบองค์รวมและมีการเตรียมตัวเกี่ยวกับการสูญเสีย หรือการพลัดพรากในวาระสุดท้ายของชีวิต” 

                ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพร่างกายมักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  เพราะระบบต่างๆ พยายามปรับสภาพให้สมดุล หัวใจ ปอด ตับ ไต ขณะที่ตัวโรคก็ลุกลามไป  ร่างกายก็ปรับตัวไป  “ผู้ป่วยมักอ่อนเพลียมากจนต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด ซึ่ง

·      “อาจทำให้เกิดแผลกดทับ จึงควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 6-8 ชั่วโมง”
(เราพลิกตัวแม่ทุก 2 ชั่วโมง ก็ยังมีแผลกดทับที่ก้นกบอยู่บ้าง)

·      “นอนตะแคงและควรยกหัวสูงเล็กน้อยให้หายใจสะดวก”  
การป่วยเรื้อรังจะทำให้ของเหลวในร่างกายท่วมปอด ปอดชื้น ติดเชื้อง่าย ผู้ป่วยอัมพาตจะมีเสมหะติดคอ ต้องคอยตบไล่ลงมาจากคอ หน้าอก การตบก็ทำมือเป็นอูมๆ เป็นสามเหลี่ยม

·       เมื่อผู้ป่วยอ่อนแรงและนอนหลับมากขึ้นควรใส่ผ้าอ้อมเพื่อสะดวกในการดูแล ช่วงเวลานี้การให้น้ำเกลือไม่ได้ช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น  แต่ยืดความทุกข์ทรมานออกไปอีก  ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องให้ยาทางเส้นเลือดเช่นเดียวกับการใส่ท่ออาหารประเภทต่างๆไม่ว่าจะทางท่อทางเดินอาหารหรือท่ออาหารทางเส้นเลือดจึง ควรพิจารณาอย่างมากเพราะมักจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บ  รำคาญและอาจเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตายก่อนเวลา

·      ส่วนการดูแลช่องปากให้ใช้ผ้าก๊อชชุบน้ำเช็ดปาก เหงือก และลิ้น  ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะปิดตาไม่สนิททำให้ตาแห้งแสบอาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาวันละ 1-2  ครั้ง  

·      กรณีผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีภายในร่างกายเพราะอวัยวะต่างๆ เริ่มวาย ควรปรึกษาแพทย์ให้พิจารณาตามสภาพอาการ แต่หากอาการไม่มาก  ไม่ควรใช้ยา เพราะผู้ป่วยอาจอยากมีสติ รู้สึกตัว มีโอกาสได้ร่ำลาญาติก่อนจากไป หรือท่องบทสวดมนต์
((ผู้เขียนเคยจับมือแม่แล้วสวดมนต์บทง่ายๆ ช้าๆ ซ้ำๆ แม่ก็หลับและสงบเป็นระยะ ไม่รู้ว่าเพราะรับรู้สายใยจากลูกหรือเพลีย))

·      หากผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะช้าบ้าง เร็วบ้าง และอาจหยุดหายใจเป็นช่วง ซึ่งช่วงที่หยุดหายใจจะค่อยๆ ยาวขึ้นเมื่อผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต  ข้อเท็จจริงก็คือ  ตัวผู้ป่วยเองจะไม่รู้สึกทรมานกับอาการนี้  เพราะเกิดจากภาวะกรดและด่างเปลี่ยนแปลงไปหลังจากอวัยวะต่างๆหยุดทำงาน  เมื่อถึงเวลานั้น การให้ออกซิเจนจึงไม่จำเป็น ตรงกันข้ามการให้ออกซิเจนกลับทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแห้ง เจ็บ และอึดอัดไม่สบายตัว ((อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเข้าใจผิด เห็นแม่เหมือนหายใจไม่ออก ดูทรมาน ก็ซื้อท่ออ๊อกซิเจนมาไว้ที่บ้าน แล้วเปิดให้แม่ตลอดเวลา))

·      ผู้ป่วยจะพยายามดึงหน้ากากหรือท่อออกซิเจนตลอดเวลาทั้งที่ไม่รู้สึกตัว  “ผู้ดูแลควรแสดงความรู้สึกต่อผู้ป่วยด้วยการกอดและสัมผัสผู้ป่วยเป็นระยะๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วยเพราะแม้ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียมากจนไม่สามารถพูดได้  แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถได้ยินและเข้าใจสิ่งที่ญาติพูดได้  เพราะหูจะเป็นอวัยวะสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะสูญเสียการทำงานไป” 

·      เมื่อผู้ป่วยไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวจะเกิดภาวะเสียงดังครืดคราดในลำคอคล้ายเสียงกรน  ซึ่งเสียงนี้เกิดจากกล้ามเนื้อในการกลืนไม่ทำงาน ลิ้นตก แต่ต่อมน้ำลายน้ำเมือกต่างๆยังทำงานอยู่  วิธีการช่วยคือให้ผู้ป่วยนอนตะแคงโดยมีหมอนยาวรองหลังเพื่อลดเสียงดังครืดคราดลง แต่ไม่ควรดูดเสมหะด้วยเครื่องดูด เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บและอาเจียนจากท่อที่ล้วงลงไปดูดเสมหะในลำคอ

       ((การดูดเสมหะในช่วงใกล้เสียชีวิต หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีการติดเลือดออกมา เพราะต้องทำบ่อย ซึ่งทรมานใจญาติที่พยาบาลเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยื้อชีวิต แต่ก็สร้างทำเจ็บปวดให้ผู้ป่วย))

·      เมื่อเวลาของผู้ป่วยใกล้หมดลง สังเกตได้จากมือเท้าเย็น เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ผิวเป็นจ้ำๆ ตาเบิกกว้างแต่ไม่กะพริบ  ปัสสาวะน้อยลงมาก ผู้ป่วยบางรายอาจตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ เหมือนอาการดีขึ้น ซึ่งเป็นเสมือนพลังงานสำรองที่มีมาใช้ในการร่ำลาญาติครั้งสุดท้ายก่อนจากไป “ญาติพี่น้องลูกหลานต้องตั้งสติให้ดีและใช้เวลาช่วงสุดท้ายอยู่ข้างเตียงกับผู้ป่วยมากที่สุด” 

 

สิ่งที่ผู้เขียนทำได้ตามที่ตั้งใจก็คือ ปฎิบัติต่อแม่อย่างดีที่สุดตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ตอนป่วยหนักก็ดูแลอย่างดี ทาแป้งตัวหอมทุกวัน กลับไปเสาร์อาทิตย์ก็ไปกอดและบอกรักทุกครั้ง วันที่แม่ตายก็บอกกับตัวเองว่า “เจอกันอีกก็จำกันไม่ได้แล้ว”  แล้วก็ไม่ร้องไห้เลยตลอดงาน

ผู้เขียนก็คิดว่าทำสิ่งดีๆ ให้คนที่คุณรักหรือรักคุณตอนมีลมหายใจ ให้เขาและเราสัมผัสได้พร้อมกันดีกว่าเพราะเรารับรู้ได้เลยตอนเป็นๆ ทั้งสองฝ่าย ดีกว่าทำอะไรๆ แล้วอุทิศให้ตอนตาย

                 

                  ที่มาข้อมูลบางส่วน : กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 พ.ย.-11 ธ.ค. 2553



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เอกสิทธ์ วันที่ : 11/12/2010 เวลา : 01.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/vasit
นายอ้วน - Study?& Learn

นับเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุดเลยครับ
และเสียใจกับคุณแม่ด้วยนะครับ
ผมเองมีอาจารย์ที่นับถือหลายท่านเป็นโรคเบาหวานอยู่ ก็ทานยากันอยู่ครับ ยังไม่มีอาการใด ๆ
ส่วนแม่ผม ผมห้ามทานหวานมาก ๆ แล้วครับ ห้ามนานแล้ว กลัวครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน