• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1192
  • จำนวนผู้ชม : 2188227
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม 2553
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 40117 , 23:43:03 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน Surakant , ภาษาไทย และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

เอนทรี่นี้เขียนขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในชุมชนที่อยู่อาศัย และถิ่นเกิด จนเลยเถิดไปถึงประเทศไทยที่พำนัก... มิได้เกิดจากการอวดรู้แต่ประการใด เพราะองค์ความรู้ต่าง ๆ นั้นได้มากจากค้นหา ค้นคว้าเปิดตำราที่ได้มีท่านผู้รู้ต่าง ๆ ได้จารจารึกไว้แต่ต้น กอร์ปกับคำบอกเล่าของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน จึงเห็นควรรวบรวมไว้ให้ได้เรียนรู้กับสืบไป

หลายวันก่อนได้อ่านเอนทรี่ของเพื่อนชาวยบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งที่เขียนถึงการไปเยือนย่านบางลำภูและประชาคมบางลำภู เปิดดูด้วยความเพลิดเพลิน จึงเห็นว่าบล็อกเกอร์ท่านนั้น ได้ผ่านมาและได้บันทึกภาพของชุมชนวัดสามพระยาซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของเราเอาไว้ แต่มิได้มีการให้ข้อมูลใด ๆ ในฐานะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าว

ก็มิได้จะอวดรู้อะไร แต่เห็นว่าข้อมูลที่ตนเองรู้มานั่น อาจจะได้เป็นประโยชน์กับผู้ผ่านเข้ามาพบเห็นจะได้ ๆ ข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นจากรูปต่าง ๆ ที่บล็อกเกอร์ท่านนั้นได้นำเสนอไปแล้ว จึงได้ทำการดึงภาพประกอบดังกล่าวออกมาให้ข้อมูลในส่วนของคอมเมนต์

แต่สุดท้ายข้อมูลเหล่านั้นก็ได้ถูกลบออกจากเอนทรี่ดังกล่าว ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของเจ้าของเอนทรี่นั้น แต่เนื่องด้วยข้อมูลบางอย่างยังเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด และด้วยความที่ตนเอง ถือตนว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น จึงมีหน้าที่ ที่จะหาข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ออกมาให้ท่านผู้ที่สนใจได้ทำการศึกษากันให้ถูกต้อง

หากถามว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าข้อมูลที่นำมานั้น "ถูกต้องชัดเจนแน่นอน" ก็คงต้องตอบอย่างกำปั้นทุบดินไปว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาบรรจุไว้ในเอนทรี่นี้ เป็นข้อมูลที่ได้จากผู้รู้ที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรือง และตำราที่เขียน อย่างแน่นอน เพราะได้นำข้อมูลจากหนังสือ "ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 4 วัดสำคัญ กรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวาระโอกาสสมโภชน์กรุงรัตน์โกสินทร์ 200 ปี (ปี พ.ศ. 2525)

นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาหาความเอากับบรรดาผู้แก่ผู้เฒ่าภายในชุมชนมาเป็นอย่างดี รวมถึงเข้าไปเดินสำรวจถึงสภาพชุมชนและวัดสามพระยาวรวิหารในปัจจุบันเพื่อมานำเสนอในเอนทรี่นี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขอให้ท่านผู้รู้ที่ได้ผ่านเข้ามาอ่านเอนทรี่นี้ได้ทำการชี้แย้ง เพื่อจะได้ทำการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป

ขอบคุณมากค่ะ

สายลมที่ผ่านมา

ป้ายชื่อวัดสามพระยา บริเวณหัวถนนสามเสน 5

"ชุมชนวัดสามพระยา" เป็นชุมชนเล็ก ๆ แต่เก่าแก่ (อย่างน้อยก็แก่เกินกว่าอายุแม่ข้าพเจ้า) ตั้งอยู่บริเวณที่เคยถูกเรียกว่า "บ้านลาน" และต่อมาถูกเรียกว่า "บางขุนพรหม" จนมาถึง "ชุมชนวัดสามพระยา"

อาณาเขตกินบริเวณตั้งแต่ถนนสามเสน 3 จนถึงถนนสามเสน 5 เป็นชุมชนเก่าแก่และค่อนข้างเหนี่ยวแน่น แต่ปัจจุบันก็ได้มีการโยกย้ายเข้ามาของชาวชุมชนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน นอกจากอาชีพค้าใบลาน ที่ได้ทำกันมาเก่าแก่แต่โบราณ ซึ่งปัจจุบันได้ลดความต้องการและความนิยมลงไปเป็นอย่างมากแล้ว

บ้านนายตำรวจเก่า ปัจจุบันเคยเป็นโรงเรียนสอนศิลป รชฏ

ชุมชนแห่งนี้ยังมีอาชีพเก่าแก่อีกประการหนึ่งคือ การทำอุตสาหกรรมขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นการทำลอดช่องใบเตย (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) หรือที่ขึ้นหน้าขึ้นตาอย่าง การทำ "ข้าวต้มน้ำวุ้น" ซึ่งได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยก่อนที่อัตราค่าห่อ 100 ตัวผู้รับจ้างจะได้ค่าจ้างเพียง 1 บาทเท่านั้น (ปัจจุบันมีราคาแพงขึ้นมาก)

การห่อข้าวต้มน้ำวุ้น ในสมัยก่อนนั้น ไม่ถือเป็นเรืองง่ายเลยทีเดียว เพราะต้องห่อให้สวยงาม ข้าวเหนียวจะต้องเข้าไปอัดอยู่ในทุกมุมของตัวข้าวต้ม ก่อนต้มจับแล้วตัวจะต้องแข่ง ซึ่งเกิดจากการอัดข้าวเหนียวเข้าไปในปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อต้มและแกะออกมาแล้วจะได้ข้าวต้มที่มีขนาดและเหลี่ยมมุมที่สวยงาม จำได้ว่าในสมัยเด็กพยายามที่จะหัดห่อข้าวต้มอยู่เป็นนานสองนาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่แม่ถือได้ว่าเป็นมือหนึ่งในการรับจ้างห่อข้าวต้มน้ำวุ้นเลยทีเดียว

ศาลาการเปรียญเก่าแก่ สมัยก่อนไม่มีฝา

วัดและชุมชนนั้นก่อเกื้อเอื้ออาศัยกันมานานมา ชาวชุมชนอาศัยที่วัดในการปลูกบ้านสร้างเรือนบนที่วัด และทำบุญตักบาตร จัดเทศกาลงานบุญที่วัดกันอยู่อย่างไม่ขาดสาย จึงถือเได้ว่า "วัดและชุมชน" ต่างอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

เดิมทีเป็นศาลาตั้งศพเพื่อทำพิธีสวด

นอกจากนี้ในย่านบางขุนพรหมแห่งนี้ นอกจากจะเป็นย่านเก่าแก่แล้ว ยังเป็นย่านที่มีบรรดาเจ้าขุนมูลนายต่าง ๆ อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากบรรดาบ้านเก่าที่มีอยู่มากมายในบริเวณชุมชน เนื่องด้วยย่านนี้อยู่ใกล้กับพระนคร หรือ พระบรมมหาราชวัง ย่านราชการและย่านค้าขายนั่นเอง แต่บ้านหลังเก่าแก่หลังหนึ่งซึ่งสะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาพบเห็น ๆ จะไม่มีหลังใดเกินบ้านของ จอมพลฯ ประพาส จารุเสถียร ซึ่งปัจจุบันไม่มีเจ้าของบ้านอยู่อาศัย มีเพียงผู้ดูแลบ้าน 2 - 3 ครอบครัวเท่านั้นที่อาศัยอยู่

ศาลาหน้าบ้านจอมพลประพาส สมัยเด็ก ๆ เคยเข้าไปเล่นในบริเวณบ้าน

บ้านจอมพลประพาส จารุเสถียร (หน้าบ้าน)

ด้านล่างทางขึ้น เป็นบันไดหินขัด ปัจจุบันมีเพียงผู้ดูแลบ้านอาศัยอยู่

ด้านหลังเป็นที่ว่างรกร้าง ทำให้ต้นไม้เถาว์ไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น

"วัดสามพระยา" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ถนนสามพระยา ซึ่งเป็นถนนซอยแยกจากถนนสามเสน ปัจจุบันคือ ถนนสามเสน 5 ขึ้นกับแขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อาคารโรงพยาบาลเก่า เดิมเป็นพุทธมหาสมาคม

ปัจจุบันเป็นโรงเรียนนักธรรม 7 - 9 (เปรียญธรรมสมาคม)

สร้างขึ้นในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยหลวงวิสุทธิ์โยธามาตย์ (ตรุษ) ขุนนางเชื้อสายมอญ พร้อมด้วยวงศาคณาญาติได้ร่วมใจกันยกที่ดินพร้อทั้งบ้านเรือนของขุนพรหม (สารท) ผู้เป็นน้องชาย อุทิศถวายเป็นวัดเพื่อเป็นผลบุญและเป็นอนุสรณ์แก่ ขุนพรหม ซึ่งเสียชีวิตด้วยไข้ป่า ในคราวที่ได้ร่วมกับ หลวงสุทธิโยธามาตย์เป็นนายช่างฝีมือควบคุมการสร้างมณฑปพระพุทธบาทตามพระบรมราชโองการ

ด้านในยังมีอาคารแบบเก่าในสมัยเดียวกันให้เห็น ปัจจุบันเป็นกุฏีพระ

กุฏิพระซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเป็นทรงเรือนไทย

หน้าต่างซี่ลูกกรง ประดับฉลุลายดอกไม้ของเก่า

วัดนี้จึงได้ชื่อว่า "วัดบางขุนพรหม" และบริเวณที่ตั้งนั้นเดิมก็เรียกว่า "บ้านลาน" เพราะตระกูลนี้ผูกขาดค้าใบลานมาแต่เดิม จึงได้ถูกเปลียนมาเรียกเป็น "บางขุนพรหม" สืบมา

ปัจจุบันยังมีกิจการค้าขายใบลานขนาดเล็กอยู่บริเวณทางเข้าถนนสามเสน 5 ชื่อว่า "ร้านลานทอง" ซึ่งก็ไม่ทราบว่าสืบเชื้อสายมาจากขุนนางตระกูลนี้หรือไม่ แต่ตั้งแต่เด็กมา ก็ได้ยินผู้ใหญ่เรียกบ้านนี้ว่า "บ้านลานทอง" มาแต่เยาว์ เดิมอยู่เกือบสุดถนนสามเสน 5 เป็นร้านใหญ่โตขนาด 2 คูหา แต่ด้วยความนิยมใช้ใบลานในปัจจุบันลดลง การเจียนหนังสือใบลานน้อยลง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากใบลานจึงมีเพียงของชำรวย และของที่ระลึกเล็กน้อยเท่านั้น

อาคารมูลนิธิวัดสามพระยาเก่า

ทางเดินเชื่อมภายในวัด

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดบางขุนพรหมชำรุดทรุดโทรมลง พระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง) พระยาราชนิกุล (ทองคำ) และพระยาเทพอรชุน (ทองห่อ) ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวคนสุดท้อง (พวา) ของหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) และขุนพรหม (สารท) จึงพร้อมใจกันปฏิสังขรณ์วัดจนสำเร็จบริบูรณ์ แล้วน้อมเกล้า น้องกระหม่อม ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็นพระอารามหลวงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2366

กุฏิพระ และเขตพุทธาวาส

กุฏิเจ้าอาวาส

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร เห็นว่า วัดบางขุนพรหมที่ปฏิสังขรณ์ใหม่ก่อสร้างได้อย่างแข็งแรงงดงาม จึงโปรดเกล้าฯ รับขึ้นไว้ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อพระอารามหลวง พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดว่า "วัดสามพระยาวรวิหาร" จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี (สร้างถวาย) ชนิดวรวิหาร สืบมาจน พ.ศ. 2458 ทางการจึงจัดให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญมีนามว่า "วัดสามพระยา" สืบมา

บริเวณเดิมเคยเป็นสนามหญ้า ปัจจุบันถูกตกแต่งเป็นบ่อน้ำและศาลา

ต้นพุดใหญ่ อายุเก่าแก่กว่าเจ้าของเอนทรี่เสียอีก

พระอุโบสถของวัดสามพระยา  ก่ออิฐถือปูน แบ่งเป็น ๗ ห้อง ห้องที่ ๑ และ ๗ เป็นระเบียงรอบ ห้องที่ ๒-๖ เป็นตัวพระอุโบสถ หลังคาซ้อน ๒ ตับ (ชั้น) มุงกระเบื้องลอนเคลือบสีแบบจีน

หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ กรอบหน้าบันฝังกระเบื้องเคลือบเป็นระยะ ๆ ลวดลายกลางหน้าบันเป็นรูปแจกันดอกไม้ พานผลไม้ ประดับด้วยจานกระเบื้อง เบญจรงค์และลายคราม ลวดลาย คอสองของหลังคาเขียนภาพจิตรกรรมแบบจีน

หน้าบันพระอุโบสถ

เป็นสถาปัตย์กรรมแบบจีน

ตอนบนประดับลายปูนปั้นติดถ้วยกระเบื้องเคลือบ เชิงชายลาดหลังคาฝังถ้วยเบญจรงค์สลับกับถ้วยลายคราม ไขราชั้นลาดหลังคาเขียนลายช่อดอกไม้และผีเสื้อบางแห่งลายลบเลือนไปมากและบางแห่งแผ่นไม้หลุดไปก็มี (ปัจจุบันได้บูรณปฏิสังขรณ์แล้ว)

ปรัชญาจากหน้าบันพระอุโบสถ ภาพที่บ่งบอกออกมาทางคติของจีนแบบอารยธรรมตะวันออกนั้น โดยมากจะหนักไปทางความหมายสิริมงคล คือ ฮก ลก ซิ่ว (โชค ลาภ อายุยืน) และสี ๕ สี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน ขาว ดำ เป็นสีประจำทิศทั้งห้า คือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตรงกลาง อันมีอานุภาพมหาศาล สามารถป้องกันภยันตรายและคุ้มกันภูตผีและสิ่งเลวร้ายได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นิยมกันในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน (เป็นสถาปัตย์กรรมแบบจีน มิใช่จีนผสมมอญแต่อย่างใด)

ปลาหลี่ : หมายถึงได้กำไร ได้ประโยชน์ ดังนั้นชาวจีนจึงนิยมใช้ปลาหลี่เป็นสัญลักษณ์สิริมงคล สำหรับอวยพรให้ผู้ได้รับมีเหลือกินเหลือใช้ได้กำไร ภาพนี้สมัยก่อนนิยมนำไปประดับตกแต่งศาสนสถาน นอกจากนั้นชาวจีนยังเชื่อว่าปลาหลี่เมื่อกระโดดข้ามประตูมังกร จะกลายเป็นมังกรได้ในทันทีทันใด จึงทำให้ชาวจีนนำปลาหลี่มาใช้เป็นสัญลักษณ์

ดังนั้นในภาพหินแกะสลักบางแห่ง จะเห็นภาพปลาหลี่งอตัวกระโดดข้ามประตูมังกร ซึ่งหมายถึง “การได้ตำแหน่งยศศักดิ์อย่างไม่ทันคาดคิด”

สิงห์คาบดาบ : เป็นสัญลักษณ์ที่คนจีนใช้แก้เคล็ด เมื่อเกิดความขัดแย้งในแสงที่, การเกิดความขัดแย้งในแสงที่ เรียกว่า “แซสั่ว” เป็นอาการหนึ่งในศาสตร์เรื่องภูมิพยากรณ์ หรือฮวงจุ้ย นั่นเอง ดาบที่สิงห์หรือเสือคาบอยู่ในปากนี้ มีชื่อว่า ดาบชิกแชเกี่ยม (แปลว่า ดาบดาว ๗ ดวง) ซึ่งดาว ๗ ดวงนี้ไซร้ก็คือ ชื่อเรียกกลุ่มดาวลูกไก่ หรือ ดาวกฤติกา นั่นเอง

รูปแจกันดอกไม้ : แจกันที่ปักดอกไม้หลายชนิด หมายถึงคำอวยพร มีความหมายที่ว่า “คนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกัน เพื่อเฉลิมฉลองในงานมงคลเหมือนเซียนมาชุมนุมกัน” สำหรับแจกันนั้นหมายถึง ความร่มเย็นเป็นสุข

ในแจกันยังมีกระบี่กับหนังสือ หมายถึง เมื่อเรียนรู้จากการศึกษาแล้วต้องใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ ในทุกองค์กรหรือทุกสำนักจะต้องมีฝ่ายบุ๊นและฝ่ายบู้ สัญลักษณ์ (หนังสือและกระบี่) นี้ จะบ่งบอกถึงคุณลักษณะความมุ่งมั่นของการศึกษา เมื่อถึงเวลาใช้ต้องว่องไวและเฉียบคม ดุจดังคมกระบี่

ดอกบัว : มีความหมายถึงการต่อเนื่องที่ไม่จบสิ้น เพราะดอกบัวนั้นผลิดอกและออกผลในเวลาเดียวกัน

ดอกหงอนไก่ : เป็นสัญลักษณ์แห่งคำว่าข้าราชการ ภาพสิริมงคลจะเป็นตัวจิ้งหรีดเกาะอยู่บนดอกหงอนไก่ ความหมายก็คือ ขอให้มีตำแหน่งข้าราชการสูงขึ้น

ดอกเบญจมาศ : เป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน

ดอกโบตั๋น : สัญลักษณ์แห่งความสง่างาม ความเด่น ความเป็นเลิศ ทั้งทางความงามและความสามารถ กล่าวกันว่าดอกโบตั๋นเป็นเจ้าแห่งมวลดอกไม้ ดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ที่มีความเด่นเป็นสง่าที่สุด ทั้งมีความงามเป็นหนึ่งของมวลดอกไม้นานาชนิด นอกจากนั้นดอกโบตั๋นยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยความมั่งคั่งอีกด้วย

ดอกพุดตาน : สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย มียศศักดิ์

พานผลไม้ : ซึ่งมีผลไม้หลายหลากชนิด เช่น ผลท้อ ส้มรูปมือพระพุทธ เป็นต้น อันหมายถึง การรวมแห่งความอุดมสมบูรณ์

ส้มรูปมือ หรือส้มมือพระพุทธเจ้า : เป็นสัญลักษณ์แห่งโชควาสนา ดังนั้นชาวจีนจึงถือว่าส้มมือ เป็นสัญลักษณ์สิริมงคล หมายถึงโชควาสนา หรือ ฮก นั่นเอง

ผลท้อ : เป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืน ชาวจีนนิยมนำมาใช้ในงานฉลองวันเกิดเพื่อเป็นการอวยพรให้อายุยืน นอกจากนี้ในสมัยโบราณชาวจีนมีความเชื่อว่า ต้นท้อเป็นต้นไม้วิเศษ สามารถขจัดภูตผีปีศาจได้ ดังนั้นจึงนิยมนำไม้ท้อมาทำป้ายแขวนไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

หินแห่งอายุยืน : หินเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน โดยมากแล้วหินลักษณะเช่นนี้ จะนิยมแต่งประดับในสวนจีน มีลักษณะที่ว่ามีช่องทะลุถึงฟ้า คือมีรูปทรงเป็นหินใหญ่ ทรงตั้งขึ้นสูงแล้วมีรูใหญ่ทะลุชัดเจน ใน ๑ ก้อนหินใหญ่นี้จะมี ๑ รู หรือหลายรูก็ได้

ลายประแจจีน : หมายถึง ลายแบบจีนชนิดหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมหักมุมไขว้กัน โดยลายประแจจีนมีที่มาที่ก่อเกิดเป็นลายต่าง ๆ ถึง ๙ ลาย อันได้แก่ :-

๑.ลายเมฆ (อวยพรให้ก้าวหน้า)
๒.ลายสายฟ้า (เหตุความร่ำรวยที่โปรยลงมา)
๓.ลายสวัสดิกะ (มากมายไม่มีที่สิ้นสุด)
๔.ลายขนมเปียกปูน (ชัยชนะที่ถาวร , เพชรที่เจิดจรัส)
๕.ลายลูกคลื่น (ก้าวหน้าสืบเนื่องเรื่อยไป)
๖.ลายยู่อี่ (สมปรารถนา)
๗.ลายดอกบัว ((ความบริสุทธิ์และความดี)
๘.ลายใบกล้วย (อุดมสมบูรณ์)
๙.ลายหลังเต่า (อายุยืน)

สำหรับลายประแจจีนหน้าบันพระอุโบสถวัดสามพระยา มีลักษณะตามที่ซินแสชาวจีนมักเรียกแบบสามัญว่า ลายตะขอเกี่ยวทรัพย์

ลายเหล่านี้คนจีนโบราณ ได้นำเอาลายธรรมชาติหรืออื่น ๆ มาปรับเป็นลายเส้นเรขาคณิต เป็นลายมหามงคลเพราะเป็นที่รวมของมงคลแปดชนิด ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลที่แสดงถึงความต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…ลักษณะเช่นนี้เป็นแบบที่นิยมกัน ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า (รัชกาลที่ ๓)

ประตูวิหาร

ซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นช่อดอกพุดตาน ใต้กรอบล่างของหน้าต่างทำเป็นฐานสิงห์ บานพระตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ ลายพันธุ์พฤกษาแบบจีน พระอุโบสถมีระเบียงยกพื้นล้อมรอบเสาใหมญ่ทรงสี่เหลี่ยมตอนบนปลายสอบเข้า ลูกกรงระเบียงฉลุลายในกรอบสี่เหลี่ยมเคลือบสี มีบันไดเล็กทางด้านข้างบริเวณมุมทั้งสี่ เชิงราวบันไดตั้งตุ๊กตาหินรูปสิงห์โตแบบจีน (สมัยเด็ก ๆ ชอบไปปีนเล่น และเล่นลูกแก้ว (หิน) ในปากสิงโต พยายามที่จะเอามันออก แต่ไม่เคยสำเร็จ)ด้านหน้ามีบันไดหินอ่อนยาวเกือบตลอดส่วนกว้างของพระอุโบสถ

ประตูหน้าพระอุโบสถที่สร้างด้วยลายดอกพุดตานแบบเดียวกัน

ภายในพระอุโบสถแบ่งเพดานออกเป็น 5 ช่อง ลงสีชาดเขียนลายทองเป็นช่อดอกเบญจมาศ ดอกพุดตานและนก ขื่อลงรักเขียนลายทองเช่นเดียวกัน ผนังตอนบนสุดเขียนลายทองรูปหงส์มังกร ถัดลงมาจนถึงระดับขอบบนของหน้าต่างเขียนลายแบบเดียวกับลายที่เพดานแต่เขียนสี ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนลายโต๊ะเครื่องบูชา

ผนังส่วนที่หักมุมน้อย ๆ เป็นกรอบหน้าต่างเขียนสีรูปดอกบัวและใบบัวบนหน้าต่างด้านละ 5 ช่องนั่น สองช่องแรกที่อยู่ใกล้พระประธาน ภาพเขียนสีลายดอกพุดตานและผีเสื้อ ช่องกลางลายดอกพุดตานและค้างคาว และสองช่องสุดท้ายลายนก ดอกไม้ และมังกร ผนังจากขอบล่างหน้าต่างลงมาปูหินอ่อน ผนังด้านหลังพระประธานลายโต๊ะเครื่องบูชา บานประตูเขียนรูปเซี่ยวกาง พื้นพระอุโบสถปูหินอ่อน (ปัจจุบันปูพรมทับอีกที)

ภายในพระอุโบสถ

พระประธานในพระอุโบสถทรงพระนามว่า "พระพุทธเกสร" เป็นพระพุทธรูปปิดทองปางสมาธิ พระพักตร์ค่อนข้างรี ขมวดพระเกศาเป็นปุ่มแหลม มีพระเกตุและพระรัศมี ชุกชีและชั้นเบญจาเป็นฐานสิงห์ลวดลายชนชุกชีลงรักปิดทอง แต่ชั้นเบญจาเขียนสีแบบจีนตอนหน้าชั้นเบญจาก่อเป็นฐานยื่นล้ำออกมาตั้งโต๊ะหมู่บูชา

สำหรับพระพุทธเกสรนี้ ก็เพิ่งจะทราบนามหลังจากที่ทางวัดได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ เนื่องจากเจ้าอาวาสรูปเก่าได้ละสังขารไป และเจ้าอาวาสรูปใหม่ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเป็นการใหญ่ และได้ประดับนามของพระประธานไว้ที่หน้าพระอุโบสถว่า "พระพุทธเกสร"

บริเวณพระวิหารที่อยู่ท่ามกลางหมู่พระปรางค์เจดีย์

พระวิหาร สร้างหลังคาเป็น 2 ตับ (ชั้น) มุงกระเบี้องไทย หน้าบันทรงจีน ลายปูนปั้นเถาไม้ดอกและนก ติดถ้วยเบญจรงค์และถ้วยลายครามสลับเรียงกันไปตลอด ปั้นลมท้ายหน้าบันประดับลายปูนปั้นช่อดอกพุดตาน ไขราลาดหลังคาเขียนดาวทองบนพื้นชาด ซุ้มประตูหน้าพระวิหารเหมือนของพระอุโบสถแต่ผูกลายต่างกันเล็กน้อย บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำซึ่งลานไปมากแล้ว (ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว)

หน้าพระวิหารที่ถูกปิดตายอยู่เสมอ

พระวิหารหลังนี้ไม่มีประตูหลัง มีระเบียงรอบ เสาระเบียงทรงสี่เหลี่ยมปลายสอบขึ้น ลูกกรงระเบียงหล่อเป็นแท่งกลมมีบันไดขึ้นลง 4 ทาง ที่มุมมุขหน้าและมุขหลังของพระวิหาร

ภายในพระวิหาร แบ่งเพดานออกเป็น 5 ช่อง เขียนลายดาวสีทองบนพื้นชาด ขื่อเขียนลายทอง บานประตูหน้าต่างทาสีชาด พื้นปูกระเบื้องลาย บนชั้นเบญจาฐานสิงห์ซึ่งเขียนสีลายจีนประดิษฐานพระประธานลักษณะเดียวกันกับพระพุทธเกสร ฐานชุกชีปิดทองล่องชาดเช่นกัน กระหนาบด้วยพระพุทธรูปางห้ามสมุทรสร้างเลียนแบบเทวรูปขอม ผนังด้านหน้งพระประธานก่อเป็นฐานตั้งพระพุทธรูปยืนทรงจีวรแพลาย มีฉัตร 5 ชั้น อยู่เหนือพระเศียร

บริเวณพระวิหาร

ภายในพระวิหารเก็บตู้พระไตรปิฎกหลายใบ เป็นตู้ฐานสิงห์เขียนรายลดน้ำเรื่องรามเกียรติ์ลวดลายประณีตงดงาม แต่โดยปกติแล้ววิหารจะถูกปิดเอาไว้ แม้นว่าจะเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาในชุมชนและวิ่งเล่นอยู่ภายในวัด กลับมีความทรงจำว่าเคยเห็นภายในพระวิหารเพียงน้อยครั้ง จนจำไม่ได้ว่าภายในมีอะไร นอกจากตู้พระไตรปิฎก ปัจจุบันวิหารก็ยังคงถูกปิดตาย และนาน ๆ ครั้งจึงจะมีการเปิดมาทำความสะอาดและบูรณะปฏิสังขรณ์

เจดีย์ใหญ่ด้านหน้าที่คั่นพระอุโบสถออกจากพระวิหาร

นอกจากพระอุโบสถและพระวิหารอันเป็นถาวรวัตถุที่เป็นหลักของวัดแล้ว ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือ หมู่พระเจดีย์และพระปรางค์รอบพระวิหาร ซุ้มประตูเขตพุทธาวาส ซึ่งป็นซุ้ม 3 หน้าแบบจีน ประดับลายปูนปั้นที่มุขข้างเป็นช่อดอกพุดตานรับกับพระอุโบสถและพระวิหาร

ศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางอุ้มบาตร (หลวงพ่อนั่ง) และศาลาพระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อนอน) หลังเดิมสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นศาลาโถงตกแต่งไม้ฉลุลาย น่าเสียดายที่ปัจจุบันทรุดโทรมลงจนต้องรื้อและสร้างศาลาใหม่เป็นศาลาปูนประดับตกแต่งลวดลายไว้อย่างสวยงาม

ต้นศรีมหาโพธิเก่าแก่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในวัด

ศาลาพักสงฆ์ ซึ่งเข้ามาสอบเปรียญ ปัจจุบันทางวัดกำลังสร้างหลังใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการเข้าพักของบรรดาสามเณรและพระสงฆ์ที่เดินทางจากต่างจังหวัดมาเข้าพักเพื่อไปสอบเปรียญที่จุฬาราชวิทยาลัย

น่าเสียดายที่สมัยเด็ก ๆ นั้นยังไม่รู้คุณค่าของการเก็บภาพจึงไม่มีภาพเก่า ๆ เอามาอวดให้เห็นกันว่าศาลาไม้ฉลุลายในรัชกาลที่ 6 นั่นสวยงามเพียงใด ไม่ใช่แต่เพียงลายฉลุที่สวยงาม ลายไม้ที่นำมาทำศาลาก็สวยงามและทนทานไม่แพ้กันอีกด้วย

หน้าบันวิหารพระพุทธไสยาตร

แต่เดิมองค์หลวงพ่อนั่งและหลวงพ่อนอนนั้น มิได้เป็นสีทองอร่ามอย่างเช่นปัจจุบัน แต่เป็นการลงสีให้เป็นธรรมชาติที่สุด (ระบายสี)ภายหลังที่ได้มีการบูรณ์และสร้างศาลาใหม่ จึงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อทั้งสองด้วยเช่นกัน

หลวงพ่อนอนของชาวชุมชนวัดสามพระยา

หลวงพ่อนั่ง และหลวงพ่อนอนนั้น ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านย่านนี้และใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้เล่าขานเป็นตำนานว่า การที่วัดสามพระยาแห่งนี้ไม่ถูกระเบิดลงถล่มวัด เป็นเพราะว่าหลวงพ่อทั้งสององค์ทรงเอาพระกรณ์ปัดป้องลูกระเบิดไว้ จึงทำให้ลูกระเบิดต่าง ๆ ไปตกที่บริเวณอื่น และในแม่น้ำเจ้าพระยา

มีการกล่าวกันว่า ในสมัยแผ่นดินของพระองค์ใครสร้างวัดจะเป็นที่โปรดปราน ถ้าพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย ฯ (รัชกาลที่ ๒) ท่านจะโปรดปรานผู้เป็นกวี ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑ ) ท่านจะโปรดปรานนักรบ เพราะเหตุนั้นในสมัยของรัชกาลที่ ๓ ท่านจะทรงเอาใจใส่ดูแล ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ประทับนั่งอยู่บนโขดหินสีดำ

เริ่มจากวัดราชโอรสาราม ซึ่งพระองค์เริ่มทรงอำนวยการสร้างเมื่อครั้งยังเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เหตุที่วัดที่สร้างในสมัยพระองค์โดยมากจะเป็นแบบมีพระอุโบสถแบบไม่มีช่อฟ้า และมีความเป็นไปแบบคตืจีน เพราะพระองค์ทำการค้ากับเมืองจีน ทรงจัดการแต่งสำเภาหลวงบรรทุกสินค้าไปค้าขายยังเมืองจีน พอได้กำไรมาเจือจานใช้ในการรักษาพระนคร

หรือ หลวงพ่อนั่งของชาวชุมชนวัดสามพระยา

สำเภาส่วนพระองค์ของเจ้านายและข้าราชการที่มีทุนรอน ก็จัดค้าขายโดยวิธีเดียวกันจนมั่งคั่ง เป็นเหตุให้สมเด็จพระบรมชนกนาถ ตรัสเชิงล้อเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว” เมื่อส่งเรือสำเภาไปค้ากับเมืองจีนแล้ว ขากลับก็จะขนเอาตุ๊กตาจีนที่แกะสลักจากหิน ใส่มาเต็มลำเรือ เพื่อถ่วงเรือสำเภาให้หนักเพื่อต้านกระแสลมไม่ให้เรือสำเภาโคลงเคลง เมื่อเรือสำเภาโดนมรสุมในท้องทะเล

ศาสนสถานทุกที่ทุกแห่ง มีปรัชญาคือความหมายในตัว ซึ่งผู้สร้างจะถ่ายทอดความคิดผ่านนายช่างด้านสถาปัตยกรรมและด้านจิตรกรรม ซึ่งวัดสามพระยาก็เช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปผ่านคนหลายรุ่น ความหมายที่กลั่นมาจากเจตนาเดิมของผู้สร้างเริ่มเลือนหายไปกับกาลเวลา ผู้ที่เดินผ่านไปมาก็ได้แต่เห็น ส่วนผู้ที่สนใจโดยมากจะเป็นชาวต่างชาติ

บริเวณหน้าวิหารหลวงพ่อนั่ง หลวงพ่อนอน

ระยะนี้อารยธรรมตะวันออก เป็นที่ต้องการของโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม เพราะในความเป็นตะวันออกนั้นมีคุณค่าทางจิตใจ กล่าวคือทางนามธรรมเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อก่อนคนเอเชียโดยเฉพาะคนไทยพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก บางสิ่งบางอย่างอยากจะบอกเพื่อน ต้องใช้สื่อสารทางศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สิ่งก่อสร้าง ศิลปะการดนตรี หรือศิลปะทางภาพ ไม่ว่าภาพวาดหรือภาพลายปูนปั้น ดังตัวอย่างหน้าบันพระอุโบสถ วัดสามพระยาวรวิหาร เป็นต้น

อ้างอิง ::

- หนังสือ "ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 4 วัดสำคัญ กรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวาระโอกาสสมโภชน์กรุงรัตน์โกสินทร์ 200 ปี (ปี พ.ศ. 2525)

- http://www.watsamphraya.com/contact.html

- ควันหลง... สงกรานต์ :: วัดสามพระยาวรวิหาร http://www.oknation.net/blog/winsstars/2009/05/21/entry-1



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
mayjune วันที่ : 13/10/2010 เวลา : 12.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/juney
 บ้านหลังที่ ๒ เลขที่ - - http://www.oknation.net/blog/emotions

เจ๊ จุ๊บๆ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
JoyGangster วันที่ : 09/10/2010 เวลา : 10.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...


ตามมาส่ง Tag ให้ค่ะ...

http://www.oknation.net/blog/gangster-1/2010/10/09/entry-4

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
พฤจิกา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009
"... ณ ทางแยก... บนทางเดินชีวิต..."


คิถึงบรรยากาศเก่าๆนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy


สวัสดีค่ะคุณสายลมฯ

บ้านเก่า ๆ แบบนี้แถวบ้านสมัยเด็ก ๆ ก็มีเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ถูกรื้อไปสร้างตึกแล้วล่ะ น่าเสียดาย แต่ในชุมชนนี้สภาพบ้านยังสวยมากนะคะ ถ้ามีคนดูแลรักษาดี ๆ ก็คงอยู่ไปอีกนานแน่ ๆ

หลวงพ่อนั่ง ปางนี้ไม่เคยเห็นเลยค่ะ จะมีก็แต่ปางป่าเลไลยก์
แต่ปางนี้อุ้มบาตรด้วย งามมาก ๆ เลย

ขอบคุณทุกรายละเอียดที่เล่าให้ฟังค่ะ

แบบนี้ต้องโหวต 2 เด้ง ทั้งเรื่อง และบล๊อก อิอิ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 19.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ที่นี่แหละครับตักสิลาของนักเรียนบาลีเลยครับ
แม่กองบาลีอยุ่ที่นี่เลย
เรียนกันมาหลายรุ่น
สร้างพระสงฆ์ที่มีคุณภาพให้ประเทศมานักต่อนักแล้วครับ
วัดนี้ ศิษย์พี่ผมก็อาศัยอยู่หลายรูป
จบป.ธ. 9 กันก็เยอะวัดนี้แหละครับ โหวต

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
kaew วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 17.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaew

ฉงฉันเดินสวนกันแน่เยยยยยยยย

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

เคยมาเรียนอภิธรรมที่นี่ยังไม่ทราบว่ามีรายละเอียดด้านในงามขนาดนี้ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ขอบคุณก๊าบบบ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
AAd วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 13.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/AAd
Dsignature

ผมเห็นด้วยกับโคมทองอ่ะครับ

และขอบคุณรูปสวยๆๆ ด้วย

แถมข้อมูลเพียบ

โหวต 1 ก็แล้วกัน

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 12.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ใช่ เห็นแล้วคิดถึงร้านเหล้าที่ศาลเจ้าพ่อเสือเลย บ้านเก่าแบบนี้หละ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 12.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ไม่ทันจริง ๆ แหะ ๆ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ว่าง ๆ ก็โฉบมาบ้างนะคร๊าบบบ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
chailasalle วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 04.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

น่าเสียดายภาพหลวงพ่อเกสร ไม่ชัดนัก แต่ดูพุทธศิลป์แล้วน่าจะเป็นพระเก่าที่ชะลอลงมาที่พระนคร กระมังครับ ปล. ผมผ่านแบบเฉียวไปมาเพิ่งทราบนะเนี๊ยะบ้าน ประพาสอยู่ซอยนี้เอง..

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
JoyGangster วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 02.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...

นั่นนะสิ....แว๊บเดียว....กลายเป็นซาก...

......................

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
โคมทอง วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 01.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ji2551

บ้านท่านจอมผลประภาสสวยมากๆ หากนำมาปรับปรุงคงจะสวยมากเลยนะค่ะ

โหวตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 01.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


นั่นหละ ขี้เกียจหาเข้าใจก๊อ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เคียงดิน วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 01.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

แกล้งให้สายลมค้นดีกว่า

วัดปากน้ำไหนอะ

สามพระยาใครมั่งอะ

แขกไหนอะ มลายู แขกนอก

เอาแบบเต็มๆซิน่าสนใจนะจริงๆ

ในมือเราตอนนี้ไม่มีน่าจะอยู่บ้านที่บางกอก ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหนอีกต่างหากเยอะจัด

เขียนมาเล่าหน่อยเบื่ออ่านที่ก๊อปๆมา

สายลมก็รู้นี่นาประวัติศาสตร์ชุมชนตัวเองหน่ะ

เจ้าต้าก้ไม่รู้มีไหม พักนี้มันไม่ค่อยเอาเรื่องจะเอาแต่งานที่ทำ

แต่ที่ป้านิดมีงานเชิงลึกแบบนี้คนชุมชนควรเผยแพร่เองอย่างพูมจายวุ้ย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 01.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


เวลาสร้างน่ะมันนาน เวลาทำลายนะแว๊บเดียว

เลยจิ๊กไม่ทัน นั้นหละเหตุผล อิอิอิ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
JoyGangster วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 01.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...

นั่นนะสิ...น่าเสียดาย.....

จิ๊กไว้ทำไม้แผ่นเดียววววววววววว...หือ...

................

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


กรรม !!!

รู้มั้ยพี่ ทำอะไรมีสาระเนี่ยมันเหนื่อยนะ แฮ่ !!!

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปรัตยา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ชอบอ่านเนื้อหาในส่วนของประวัติศาสตร์ชุมชน ไม่ค่อยชอบส่วนวัดสักเท่าไหร่ (เป็นคนบาปหนา)






ปล. วันหลังผมลองลบเมนต์สายลมมั่งดีมั้ยน้าาา เผื่อจะได้อ่านเอนทรีเต็มรส ;)

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


จริง ๆ แล้วบ้านเก่า ๆ แถวนี้สวย ๆ หลายหลังนะ ล้วนแต่เป็นบ้านเก่า

แต่น่าเสียดาย รื้อทิ้งไปแล้วก็หลายหลัง อย่างบ้านเก่าที่อยู่นี่เช่าเขาอยู่ เจ้าของบ้านเขาเอาบ้านคืน ไปรื้อสร้างเป็นบ้านตึก เสียดาย กระเบื้องว่าว แผ่นใหญ่ ๆ สวย ๆ ไม้เชิงชายฉลุลายอย่างงามเลย

จิ๊กเอาไว้ได้แผ่นเดียว ประดับซุ้มหน้าบ้าน เห็นแล้วนึกถึงบ้านเก่าแล้วเสียด๊าย เสียดาย

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


แหม๋ ขออีกนิด !!!

เกริ่นนิดนึงก็ได้เรื่องของประวัติชุมชนเนี่ย เอาเป็นว่าชุมชนวัดสามพระยานี่ เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวมอญที่มาพึ่งพาพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าอยู่หัวของไทยก็แล้วกัน

ตระกูลมอญเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ในชุมชนตอนนี้ก็ได้แก่ ตะกูล "เวิ่นทอง" เป็นมอญปทุมธานี คือ บางส่วนก็ได้อาศัยอยู่จังหวัดปทุมธานี โดยมีวัดปากน้ำเป็นศุนย์กลาง

นอกจากนี้ สมัยก่อนยังมีแขกอาศัยอยู่อีกเป็นบางส่วน ชุมชนนี้จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ก็เกื้อกูลอยู่กันมาได้ด้วยดี

ทั้งชาวชุมชนเดิม และชาวชุมชนใหม่ที่ย้ายเข้ามา

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
JoyGangster วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...

จริงง่ะ....ดีจัง...

น่าสน ๆ ....



ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


แถวบ้านชั้นเขาเรียก "บ้านประพาส" ถึงจะโทรม แต่ชั้นก็ยังว่าสวยนะ ถ้าอยากดูข้างใน ไว้จะขอคนเฝ้าบ้านให้ น่าจะได้เพราะสนิทกันดี

แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ชั้นเคยเข้าไปวิ่งเล่นอยู่เป็นประจำ เพราะคนเฝ้าบ้านคนก่อนนั้น เป็นคนรู้จักกัน เป็นพ่อแม่ของเพื่อน

จำได้ว่าสวยมาก แต่ตอนนี้ก็โทรมไปแยะมาก อย่างต้นชมพู่มะเหมี่ยวที่หน้าบ้านนั้นน่ะ แก่กว่าชั้นหลายปีนัก

หรือที่ศาลาที่เห็น เดิมรอบบ้านจะมีต้นสนขึ้นรอบ ๆ พอมันแก่มาก ๆ เจอลม เจอพายุมาก ๆ เข้า มันก็ล้มระเนระนาด ทำเอากำแพงพังเป็นแถบ ๆ เขาเลยโค่นทิ้ง

จริง ๆ มีอะไรน่าดูอีกแยะนะที่นี่ ถ้ามีเวลาลองแวะมาดูสิ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
JoyGangster วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gangster-1
Photo Blog...สากกระเบือยันเรือรบ, I Love เมืองไทย I Like Korea, เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน...

อ้าว....เม้นต์โดนลบที่บ้านโน้นหรอ...ไม่ได้ตามกลับไปดู

เอาเถอะ...อัพเองแหร่มกว่านะ....

อยากเห็นข้างในบ้านของท่านจอมพลประพาสจังเลย..

อยากเห็นการออกแบบภายใน...

วัดสามพระยา....น่าออกทริปมาก ๆ ...

..................

..โดนใจ..เอาไปเลยหนึ่งโหวตจ้า................

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


เกิดไม่ทันหวะเธอ เขาพูดถึงสถานที่ เราก็พูดถึงสถานที่พอ เอาแค่นี้หละพอแล้ว

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เคียงดิน วันที่ : 08/10/2010 เวลา : 00.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

เอาประวัติศาสตร์ชุมชนวะดสามพระยามาเล่าซิ เรายังไม่เคยเห็นเผลแพร่เลยนะ ที่ป้านิดครัวนพรัตน์น่าจะมี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน