• สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1192
  • จำนวนผู้ชม : 2161464
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน

<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม 2554
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 11018 , 16:10:02 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , สายลมที่ผ่านมา โหวตเรื่องนี้

หลังจากทำบุญทำทาน ถวายแผ่นทองเหลืองและซื้อโลงบริจาคให้กับศพไม่มีญาติแล้ว ไอ้ครั้งจะกลับเลยก็เกรงว่าจะไม่ครบ เพราะข้าง ๆ มีศาลเจ้าที่คนที่แวะมาทำบุญก็แวะเข้าไปไหวกันมากมายอยู่

ถามตัวเองไหว้เจ้ามั้ย โดยปกติก็คงไม่เคยไหว้ตามธรรมเนียมจีนใด ๆ เหตุเพราะสืบเชื้อสายเลือดจีนในตัวน้อยมากแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ (ปู่ของพ่อเท่านั้นที่เป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่) ดังนั้น ที่บ้านเลยไม่มีธรรมเนียมไหว้เจ้า

แต่ในเมื่อมาถึงสถานที่ที่ทำบุญแล้ว การไหว้เจ้าอีกซักกระบวนการหนึ่งก็ไม่ใช่เรืองเหลือบ่ากว่าแรงใด ๆ แถมจะเป็นสิริมงคลแท้ ๆ แม้นจะไหว้ไม่เป็น ก็มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ อีกทั้งยังมีป้ายแจ้งให้ทราบว่าต้องจุดธูปกี่ดอกไหว้ตรงไหนอย่างไร

ฉันเดินไปเอาธูปที่ ๆ จัดธูปเอาไว้ให้ 20 ดอกตามที่ป้ายบอก 3 ดอกสำหรับ 6 กระถางและอีก 2 ดอกสำหรับอีก 2 กระถาง

อันดับแรกเลยที่เราต้องไหว้นั่นคือ เทพยดาฟ้าดิน (ทีกง) เพราะ คนจีนให้ความสำคัญ กับฟ้าดิน สังเกตได้ว่าทุกศาลเจ้าจะต้องมี เสาสักการะฟ้า พร้อมกระถ่างธูป การไหว้เจ้าแบบจีน เราต้องจุดธูปไหว้ทีกง ก่อน ไหว้เจ้าทุกที่เสมอ

ตำนานเกี่ยวกับ ทีกง ทีตี่แป่บ้อ หรือการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินนี้ เกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาพุทธและพราหมณ์มายาวนานเป็นพันปีแล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีน ผู้ที่ริเริ่มการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน หรือทีกง ทีตี่แป่บ้อ เป็นคนแรกคือ “หย่งเล่อ” จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง ในปี ค.ศ. 1420

โดยจักรพรรดิหย่งเล่อ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ในคราวที่บ้านเมืองไม่สงบสุข ข้าวยากหมากแพง หรือเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็ทรงหาวิธีแก้ไขทุกข์ภัย ด้วยอุบายพิธีต่าง ๆ จึงได้สร้างหอเทียนถาน “ ฉีเหนียนเตี้ยน”

เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ปัดเป่าทุกข์ภัยพิบัติต่าง ๆ และขออภัยไถ่บาปของประชาชน โดยเชื่อว่า ฮ่องเต้ คือ โอรสของสวรรค์ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม

ส่วนคนไทยเราก็ให้ความสำคัญกับการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน มายาวนานแล้วเช่นเดียวกัน โดยในสังคมกสิกรรมทุกสังคม ก็มีพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อบวงสรวงบูชาเทพยดาฟ้าดิน เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขอฟ้าขอฝน หรือการบูชาเทพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ เช่นการบูชาพระแม่ธรณี พระแม่โพสพ และพระแม่คงคา

ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นการบูชาเทพยดาฟ้าดินทั้งสิ้น เนื่องจากคนไทยเรา มีความเกี่ยวข้องกับสังคมกสิกรรม และพืชผลต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ดังมีตอนหนึ่งที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ (ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ทรงจัดให้มีพระราชพิธีพระนังคัลแรกนาขวัญ และวันนั้นเองที่เจ้าชายสิทธัตถะเป็นสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า “ปฐมฌาน”

สำหรับการบูชาทีกง ทีตี่แป่บ้อ หรือเทพยดาฟ้าดินนั้น ชาวจีนมีความเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกมนุษย์มาก่อนสิ่งอื่นสิ่งใด และมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะไปสถิตอยู่เบื้องบนสวรรค์

เมื่อสักการบูชาแล้วจะดลบัลดาลความร่มเย็นเป็นสุข บันดาลความอุดมสมบูรณ์ และการสักการบูชาทีกง ทีตี่แป่บ้อ ถือเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษด้วย บ้างก็มีความเชื่อว่าในเวลาที่เราอยู่นอกเคหสถาน ทีกง ทีตี่แป่บ้อ หรือเทพยดาฟ้าดินนี้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง ให้กับผู้ที่บูชา

สำหรับคนไทยก็มีความเชื่อในเรื่องของบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน เนื่องจากเป็นสังคมกสิกรรมเกี่ยวข้องกับดิน ฟ้า อากาศ จึงมีความเชื่อกันว่า การบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน การสักการบูชาเทพต่างๆ ที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ จะสามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งก็เป็นแนวคิดทางพุทธศาสนาที่สอดคล้องกัน

ต่อจากนั้นก็มาไหว้ โป๊ยเซียน เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งอยู่ในซุ้มเดียวกัน หากใครอยากรู้ว่า โป๊ยเซียน หรือแปดเซียนผู้วิเศษมีความเป็นมาอย่างไร และมีใครบ้าง กดที่นี่ และสำหรับ พระกวนอิม ซึ่งเป็นพระมหาโพธิสัตว์ที่มีสมญาว่า "มหาเมตตา มหากรุณา" เพราะพระองค์ท่าน เป็นพระมหาโพธิสัตว์องค์ หนึ่ง ที่มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกเป็นอันมาก

ยังมีความเชื่อที่ว่าท่านสามารถนิมิตนิรมาณกายไปโปรดสัตว์ยังโลกอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะนิรมาณกายเป็นนาค เพื่อไปโปรดนาคที่โลกนาค, นิรมาณกายเป็นเทพ เพื่อไปโปรดเทพยังสวรรค์ หรือ นิรมาณกายเป็นเจ้าแม่กวนอิม มาโปรดผู้คนยังโลกมนุษย์ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว พระกวนอิมยังทรงสามารถประทาน อภัย หรือช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ภัยได้อีก 16 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย อุทกภัย โจรภัย ฯลฯ

พระกวนอิมนั้น ถือเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ที่ชาวจีนนับถือมาก โดย นอกจากตามวัดจะมีรูปท่านอยู่ด้วยแล้ว โบสถ์ที่สร้าง เพื่อบูชาท่านโดยเฉพาะ ก็มีอยู่มากมาย ซึ่งรูปของพระกวน อิมที่เราเห็น ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเพศหญิง ซึ่งแท้ จริงแล้ว รูปเพศหญิงนี้ เป็นเพียงนิรมาณกายหนึ่ง ในจำนวน 32 กายของพระกวนอิมเท่านั้น หาใช่ว่าพระกวนอิมเป็นเพศหญิงไม่

ต่อมาเป็นเจ้าพ่อเขาตกองค์ที่ 3 หรือที่เรียกว่า ซาแปะกง ซึ่งชาวจีนมีความเชื่อว่า จะนำพาความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มาให้แก่ผู้กราบไหว้บูชา

สำหรับซุ้มนี้เป็น ปู่โสม พ่อปู่เปี่ยม สำหรับปู่โสมทีแรกคิดว่าเป็น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์อย่างที่เป็นเรืองเล่ากันมาของไทย แต่พอได้เห็นในซุ้มนั้นทรงเครื่องอย่างเทพเจ้าจีน เลยชักไม่แน่ใจแล้วว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ สำหรับพ่อปู่เปี่ยมนั้น ท่านเป็นฆราวาสลือนามในด้านคาถาอาคมเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่นับถือของคนทั่วไป โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่อาสาของมูลนิธิร่วมกตัญญู

สำหรับมูลนิธิร่วมกตัญญูนั้น เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจแรกของคุณคุณสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เหนือน่านฟ้าบางกอก ถูกถล่มด้วยฝูงบินบี 29 ของฝ่าย ตรงข้ามบินมาโปรย "ฝนเหล็ก" ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ช่วงนั้น คุณสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง ซึ่งอยู่ในวัยประมาณ13-14 ปี เป็นเด็กวิ่งส่งกาแฟ อยู่ย่านท่าเตียน ได้เห็นคนตายเพราะถูกระเบิดมากมายหลายศพ ตอนแรกๆ ออกไปดู เพราะความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กๆ เมื่อเห็นมากๆเข้าก็รู้สึกอดสังเวชใจไม่ได้

หลัง ๆ เลยออกไปช่วยเก็บศพกับเขาบ้าง แต่ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ เหมือนกัน จนกระทั่ง เมื่อเก็บมาก ๆ เข้าจนรู้สึกเป็นการทำงานที่เป็นกุศล (จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเองที่เป็นแรง บันดาลใจให้คิดถึงการตั้งมูลนิธิขึ้น) และจากการที่ออกไปช่วยเก็บศพในครั้งกระนั้น เป็นเหตุให้คุณสมเกียรติได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขา ซึ่งนึกว่าต้องตายเสียแล้ว แต่เคราะห์ดีที่ได้รับการรักษาจากทหาร

เมื่อสงครามสงบคุณสมเกียรติ ได้ประกอบอาชีพขายของเล็กๆน้อยๆ พอเก็บหอม รอมริบได้เงินพอประมาณ จึงเปิดเป็นร้านขายของชำเมื่อปี 2502 ย่านสลัมคลองเตย โดยมีกรรมกรเป็นลูกค้าประจำ โดยขายแบบลงบัญชี ว่ากันว่าลงกันจนกระทั่งสมุดเปื่อย ซึ่งบางครั้งต้องลงสมุดใหม่โดยรวมเอาบัญชีของเดิมเข้าไปด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งญาติของ กรรมกรเกิดตายขึ้นมาโดยเจ้าตัวไม่มีเงินซื้อโลง ก็มาขอลงบัญชีเพื่อนำเงินไปซื้อโลง คุณสมเกียรติเห็นว่าควรทำบุญ เลยซื้อโลงให้ไปในราคาประมาณ 70-80 บาท

คุณสมเกียรติเห็นว่า นาน ๆ จะมีคนตายสักครั้ง จึงประกาศตัวด้วยการ บริจาคและทำบุญให้กับศพ โดยการจัดหาโลงศพพร้อมนิมนต์พระมาสวดให้ เสร็จสรรพ ซึ่งตัวคุณสมเกียรติจะเป็นผู้เก็บศพ ยกศพทุกครั้งที่มีคนตาย ซึ่งระยะแรกๆ ก็พอสู้ได้ ต่อมาเมื่อมีคนรู้ข่าวการกุศลนี้ก็มีศพมากขึ้น

จึงได้ปรึกษากับคุณรัตนา ผู้เป็นภรรยา ถึงการจัดตั้งมูลนิธิอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งวันหนึ่ง คุณหมอโรจน์ โชติรุ่งเรือง ซึ่งเป็นอาของคุณสมเกียรติ แวะมาเยี่ยมเยียน และปรารภถึงการ อุปถัมภ์คนตายว่า การจัดหาโลงศพเป็นการสร้างกุศลที่ดีจึงขอร่วมด้วย

ซึ่งสมัยนั้น คุณโรจน์เปิดร้านขายยารุ่งเรืองเภสัช อยู่แถวประตูน้ำ เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่ง ค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้น จนกลัวว่าถ้าหากมีศพมากขึ้นจะทำต่อไม่ไหว จึงปรารภกันว่าน่า จะจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นได้ร่วมกุศลนี้ด้วย ต่อมาจึงได้ไปจดทะเบียนตั้งเป็นมูลนิธิ ร่วมกตัญญูอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2513 มูลนิธิร่วมกตัญญูได้จดทะเบียน ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การจัดตั้งโดยคุณโรจน์ โชติรุ่งเรือง และคณะกรรมการรวม 15 ท่าน ซึ่งมีคุณสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง เป็นผู้บริหารงานและคุณรัตนา ภรรยา เป็นเลขาธิการ หลังจากที่คุณโรจน์ได้ถึงแก่กรรม คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ จึงได้ยื่นขอเปลี่ยนใบอนุญาตจัดตั้งมูลนิธิร่วมกตัญญู มาเป็นชื่อคุณสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2530 จนถึงปัจจุบัน (http://ruamsing.igetweb.com)

นอกจากบรรดาเทพและเจ้าทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้ว ณ ที่แห่งนี้ก็มี "เจ้าพ่อเสือ" ด้วย ถูกแล้ว องค์เดียวกับที่ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร นั่นหละ โดยท่านเป็นเทพที่มีประวัติความเป็นมาหน้าสนุกสนาน หากใครสนใจที่จะอ่านประวัติของท่านก็สามารถ คลิ๊กที่นี่ ได้เลย

ธูปจำนวน 20 ดอกของฉันปักลงบนกระถางครบถ้วนตามลำดับ (ที่ได้ถามเขามาก่อนหน้านั้นแล้ว) จากนั้นก็เดินไปเอาน้ำมันพืชมาเติมในตะเกียงน้ำมัน ซึ่งตามความเชื่อแล้ว หากใครได้เติมน้ำมันตะเกียงบูชาพระ หรือเทพก็น่าจะรวมอยู่ด้วย ชีวิตจะรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลย์ ยิ่งกว่าพลังงานปิโตรเลียมแถว ๆ ลานกระบืออีกจมหู แน่นอนที่สุด ฉันต้องหยอดเงินทำบุญช่วยค่าน้ำมันตะเกียงลงในกล่องด้วยเช่นกัน

เมื่อทำบุญครบถ้วนกระบวนความแล้ว กระดาษใบอนุโมทนาบัตรก็มีอันต้องนำไปเผา ทั้ง ๆ ที่ฉันท้วงและถามเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร เพราะเห็นว่าใบอนุโมทนาบัตรนั้นสามารถนำไปหักภาษีได้ แต่เธอบอกว่าหักได้นิดหน่อยเอง เผาไปเถอะจะได้บุญเต็ม ๆ ฉันต้องชั่งใจอยู่นานระหว่างเงินหักภาษีกับตัวบุญที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน (แต่หักภาษีนี่เห็นได้ทุกครั้งที่ยื่น ภงด.91)

คิดไปคิดมาสุดท้ายฉันก็ยอมจำนนด้วยเหตุผลของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ว่าเสียดายบุญว่าจะได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ด้วยคิดว่า มาทำบุญหวังจะมาบริจาคทรัพย์ แล้วจะหวังสิ่งของคืนกลับไปทำไม ไม่ว่าบุญหรือขอคืนภาษีมีภาระในการเก็บรักษาเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อไม่ต้องมาลำบากในการเก็บรักษา และนึกว่ากรูเอาไปไว้ไหนก็เผา ๆ ไปซะ เป็นการละกิเลศอีกอย่างหนึ่งด้วย ฉันเดินไปเคาะระฆังและกลองที่อยู่ในบริเวณนั้น เพราะเห็นว่าใคร ๆ เขาก็ตี ใคร ๆ เขาก็เคาะกัน แต่จริง ๆ แล้วที่เขาตี เขาเคาะกันนั้น เพื่อให้เกิดเสียงอันดังไปถึงสวรรค์ เทพเทวดา รวมถึงบรรดาสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก จะได้รับรู้และมารับผลบุญที่เราได้ทำและเผื่อแผ่ไปถึง

ทำบุญก็แล้ว (ซื้อแผ่นทองเหลืองสร้างพระ) ทำทานก็แล้ว (บริจาคโรงศพ) ไหว้เจ้าก็แล้ว บอกเจ้าแผ่ส่วนกุศลก็แล้ว ฉันยืนมึนควันธูปอยู่ซักพักก็มีพี่สาวคนหนึ่งเสนอขายล๊อตตารี่ ซึ่งมีแผงมากมายอยู่บริเวณนั้นให้ฉัน

"รางวัลที่หนึ่งมั้ยน้อง" เธอยิ้มแย้ม แต่ฉันแทบจะสวนไปแล้วว่า "รางวัลที่หนึ่ง" ทำไมไม่เก็บเอาไว้เอง แต่เกรงว่าตรินจิ๊กโก๋แถวนั้นจะแถมมาเป็นระยะ จึงทำได้แค่ยิ้มเหนื่อย ๆ ให้เธอไปหนึ่งยิ้ม ก็เพิ่งจะทำบุญละกิเลศไปเมื่อกี้ เอา "กิเลศ" (ความโลภอยากได้ทรัพย์) มาให้อีกแล้ว เห้ออออ !!!

ขอจบด้วยเรื่องน่ารู้ เผื่อใครจะอยากรู้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน หลักหรือวิธีในการเก็บศพ แต่ละศพ อย่างง่าย ๆ

วิธีการเก็บศพแต่ละศพนั้นไม่เหมือนกัน เราต้องมีวิธีเก็บให้ถูกต้อง ซึ่งคุณสมเกียรติ สมสกุลรุ่งเรือง ได้นำมาบอกเล่าเป็นวิทยาทานเผื่อว่าเรา ๆ ท่าน ๆ จะนำไปใช้กับเขาบ้างนะจ๊ะ

การเก็บศพที่ผูกคอตายบนต้นไม้ เราต้องซักซ้อมกับคนที่จะขึ้นไปตัดเชือกให้ดีก่อน เพราะหากนัดกันไม่ดี ศพตกลงมาแล้วรับไม่ทัน ศพก็จะแตกกระจายหมด (งงว่าศพมันนานแค่ไหนถึงแตกกระจาย น่าจะหมายถึงหักเสียหายมากกว่า เพราะในบุบผาราตรีทั้ง 3 ภาค ศพตกหกคะมำตั้งหลายครั้งยังไม่แตกกระจายเลย)

เพราะฉะนั้น เวลาที่เขาตัดเชือก เราจะต้องรับศพด้วย กอดศพเอาไว้กับตัวของเราให้ได้ (นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ไปสมัครเป็นอาสาสมัครเก็บศพ เพราะว่าไม่อยากกอดกับคนที่ไม่รู้จัก)

การเก็บศพลอยน้ำมา และศพคว่ำหน้า เวลาจะพลิกหน้าของศพขึ้นมาต้องระวังให้ดี หากไม่มีวิธีในการพลิกแล้วหละก็ น้ำที่อยู่ในท้องของศพจะพุ่งเข้าหน้าหรือเข้าปากของเราพอดี ดั้งนั้น เวลาที่เราจะพลิกหน้าศพขึ้นมาเราจะต้องจับที่เท้าของศพแล้วจึงพลิก (ไม่เป็นไรค่ะคิดว่าชีวิตนี้คงไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ตรงนี้) สาเหตุที่น้ำพุ่งในหน้าเราทุกครั้งที่พลิกศพทางหัว เพราะว่าอากาศที่อยู่ในท้องของศพจะดันพุ่งออกมา (ถ้าเราหิวน้ำก็พอดีเลย แต่ถ้าเราไม่หิวอาจอ๊วกได้)

การดูว่าศพลอยน้ำว่าศพไหนเป็นผู้ชายผู้หญิง ดูได้ตามคำโบราณที่ว่า "ผู้หญิงหงาย ผู้ชายคว้ำ" (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่จากประสบการณ์ที่เคยเจอศพตายลอยน้ำมาแอ๊งแม๊งมากว่าสิบศพเหมือนกัน บอกได้ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทุกศพเลยด้วยขอบอก)

การเก็บศพที่เกิดจากวัณโรค (คุณสมเกียรติเอ่ยถึงวัณโรคอย่างเดียว แต่ส่วนตัวแล้วสามารถประยุกต์ใช้ได้กับโรคติดต่อทุกชนิด โดยเฉพาะโรคติดต่อทางทางเดินหายใจ) ซึ่งสมัยก่อนเป็นโรคที่รักษาไม่หายและน่ากลัวมาก ดังนั้นเมื่อไปเก็บศพพวกนี้ต้องเอากระดาษฟางปิดจมูกปิดปากของเราเอาไว้ให้ดี อีกมือให้ถือกระดาษฟางอีก 2-3 แผ่น เอาไปปิดที่หน้าของศพเอาไว้ เพราะกระดาษฟางจะซับเชื้อโรคไว้ในกระดาษ ส่วนเลือดของคนตายก็ใช้กระดาษฟางซับหรือเช็ดเช่นกัน หลังจากนั้นให้เอากระดาษฟางห่อศพ แล้วเอาผ้ามาผูกไว้ (หมายถึงห่อศพ ไม่ใช่ผูกโบว์)

คุณสมเกียรติเล่าว่า เป็นคนแรกที่นำวิธีเอาผ้าขาวห่อศพมาใช้ (แต่คนสุดท้ายที่นำมาใช้เป็นมุกในหนังเห็นที่จะเป็นยุทธเลิศ ในบุบผาราตรี) เพราะสะดวก และง่ายต่อการแบกศพ เช่นการนำศพลงมาจากที่สูง หากจะนำใส่เปลสนามแล้วเอาลงมาคงยากลำบากมาก ถ้าใช้ผ้าขาวใช้คน ๆ เดียวก็สามารถแบกได้แล้ว

วิธีแบกศพ (ใครจะนำไปใช้ก็อ่านให้เข้าใจจำให้ขึ้นใจนะจ๊ะ) ต้องเอาหัวของศพไว้ด้านหลัง เอาหลังมาไว้ที่บ่าของผู้แบก ถ้าเอาท้องมาไว้ที่ไหล่เมื่อใด รับรองได้เลยว่าแบกไม่ไหวแน่นอน

เคล็ดลับในการเก็บศพที่เน่าขนาดไหนก็ไม่เหม็น คือ ห้ามบ้วนน้ำลาย หากเราบ้วนน้ำลายเมื่อใด จะอ๊วกออกมาในทันที ซึ่งเรืองเหล่านี้คุณสมเกียรติ ได้บอกกล่าวเป็นความรู้แก่เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทุกคน (http://www.kawphab2.com/01.jpg)

ขอให้สุขสันต์นำความรู้ไปใช้กันอย่างสนุกสนานนะค่ะ !!!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทำบุญ 24 ชั่วโมง วัดหัวลำโพง มูลนิธิร่วมกตัญญู :: ทำบุญยามดึก


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 13/05/2011 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

รู้จักชื่อมูลนิธิืมานานแล้ว
เพิ่งทราบความเป็นมาก็วันนี้เอง ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kate วันที่ : 12/05/2011 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kate2007
This is Chonburi We are Chonburi

แวะมาขอบุญเป็นบางส่วน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 12/05/2011 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


อะหละ อ่านจบแล้วไปเก็บศพได้ อิอิอิ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน