*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1289
  • จำนวนผู้ชม : 2459170
  • จำนวนผู้โหวต : 543
  • ส่ง msg :
  • โหวต 543 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 18 มกราคม 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 4103 , 10:11:02 น.  
หมวด : กีฬา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน อ้อยดอยหล่อ , Ae^ และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

“ชาติไทย” ได้ถือกำเนิดเกิดมาพร้อมกับการสร้างกรุงสุโขทัยเมื่อ พ.ศ.1781 รวมระยะเวลาถึง 772 ปีมาแล้ว ที่บรรพชนไทยได้สร้างตำนานของการต่อสู้ที่เรียกว่า “รำหมัด รำมวย” หรือที่คนทั่วโลกต่างเรียกขานกันว่า “มวยไทย” เป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้ ที่ได้ร่วมสร้างชาติ สร้างแผ่นดิน เพื่อให้ลูกหลานไทยได้มีความภาคภูมิใจในชนชาติของตนเอง

อีกทั้งมวยไทยยังเป็นศิลปะที่มีจิตวิญญาณของความเป็นไทยไหลเวียนอยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่เกิด เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าด้านภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ด้วยลีลาการรำหมัดที่อ่อนช้อยสวยงาม และยังมีรำมวยในท่วงท่าแม่ไม้มวยไทยในท่าต่างๆที่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ดุดัน ด้วยอวัยวุธทั้งสิบ อันได้แก่ สองมือ สองเท้า สองเข่า สองศอก รวมทั้งศรีษะและบั้นท้าย จนได้รับการยอมรับจากคนทั้งโลกว่า มวยไทยเป็นการต่อสู้ที่ผสมผสานกันระหว่างศาสตร์และศิลป์ได้อย่างลงตัวและสง่างามยิ่ง

องค์พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จวบจนกระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทุกพระองค์ล้วนเป็นกษัตริย์นักรบ ทรงปกป้องแผ่นดินด้วยศาสตราวุธและมวยไทย ทรงเป็นจอมทัพ เป็นผู้นำในการรบ พระองค์ทรงนำเหล่าวีรบุรุษและวีรสตรีทั้งหลายต่างฟาดฟันกับข้าศึกศัตรูจนอาวุธหลุดจากมือก็หาได้หวั่นไม่ บูรพกษัตริย์ไทยและบรรดาผู้กล้าต่างใช้วิชามวยไทยเข้าห่ำหั่นโดยไม่หวั่นเกรง ยอมสละชีวิตเพื่อความเป็นเอกราชของชาติไทย

“รำหมัด รำมวย” ได้ผ่านกาลเวลาของอดีตเรื่อยมา จากศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ใช้ทำศึกสงครามมานับร้อย ๆ ปี ได้มีการพัฒนามาเป็นศิลปะมวยไทยบนผืนผ้าใบ และนี่คือ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งภูมิปัญญาของบรรพชน ที่คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ และต้องรักษามวยไทยนี้ไว้ให้คงอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไป...

“มวยไทย” คือ ศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานคาดว่าเริ่มมีและใช้ต่อสู้กันในการสงครามในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันที่เป็นการกีฬา โดยมีการสวมนวม เพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น

“มวยไทย” ยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น “นวอาวุธ” ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ “ทศอาวุธ” ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย) “มวยไทย” สืบทอดมาจากมวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มีคำกล่าวไว้ว่า

"หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา"

“มวยไทย” ในสมัยโบราณจะมีสำนักเรียน (สำนักเรียนมวย แตกต่างจาก ค่ายมวย คือ สำนักเรียนจะมีเจ้าสำนัก หรือ ครูมวย ซึ่งมีฝีมือและชื่อเสียงเป็นที่เคารพรู้จัก มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดวิชาไม่ให้สูญหาย โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ที่มีความเหมาะสม ส่วนค่ายมวย เป็นที่รวมของผู้ที่ชื่นชอบในการชกมวย มีจุดประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการแข่งขัน/ประลอง) โดยแยกเป็น สำนักหลวง และ สำนักราษฎร์ บ้างก็ฝึกเรียนร่วมกับเพลงดาบ กระบี่ กระบอง หรือการต่อสู้อื่น ๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวและใช้ในการสงคราม

ในอดีตจะมีการแข่งขันต่อสู้ / ประลองมวยไทยกันในงานวัดและงานเทศกาล โดยมีค่ายมวยและสำนักมวยต่าง ๆ ส่งนักมวยและครูมวยเข้าแข่งขันชิงรางวัล / เดิมพัน โดยยึดความเสมอภาค บางครั้งจึงมีตำนานพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ปลอมตน เข้าร่วมแข่งขันเพื่อทดสอบฝีมือที่เป็นที่ปรากฏ ได้แก่ พระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) พระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหัก เป็นต้น จนเมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ปรากฏชื่อ นายขนมต้ม ครูมวยชาวอยุธยา ซึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกได้ชกมวยกับชาวพม่า ชนะหลายครั้งเป็นที่ปรากฏถึงความเก่งกาจเหี้ยมหาญของวิชามวยไทย

ในสมัยอยุธยา ตอนปลายได้มีการจัดตั้งกรมทนายเลือกและกรมตำรวจหลวงขึ้นมีหน้าที่ในการให้ การคุ้มครองกษัตริย์และราชวงศ์ ได้มีการฝึกหัดวิชาการต่อสู้ทั้งมวยไทยและมวยปล้ำ จึงมีครูมวยไทยและนักมวยที่มีฝีมือเข้ารับราชการจำนวนมาก และได้แสดงฝีมือในการต่อสู้ในราชสำนักและหน้าพระที่นั่งในงานเทศกาลต่าง ๆ สืบ ต่อกันมาเป็นประจำ

กีฬามวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลอง ระหว่างนักมวย / ครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวย / ครูมวยต่าง ชาติ

ในยุคแรกการแข่งขันมวยไทยใช้การพันมือด้วยเชือก หรือ มวยคาดเชือก จนกระทั่งนายแพ เลี้ยงประเสริฐ นักมวยจากท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ ต่อยนายเจียร์ นักมวยเขมร ด้วยหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตาย จึงเปลี่ยนมาสวมนวมแทน ต่อมาเริ่มมีการกำหนดกติกาในการชก และมีเวทีมาตรฐานขึ้นแห่งแรกคือเวทีมวยลุมพินีและเวทีมวยราชดำเนินจัดแข่ง ขันมวยไทยมาจนปัจจุบัน

การชกมวยไทย มีหลักสำคัญ คือ มีการป้องกัน ด้วยการยืน มั่นคง เข้มแข็ง สูงเด่น การตั้งแขนป้องกัน (การการ์ดมวย) และการเก็บคาง เปรียบเสมือนป้อมปราการ เท้าหน้า จรดชี้ไปข้างหน้าวางน้ำหนักครึ่งฝ่าเท้า เท้าหลัง วางทแยงเฉียงกว้างกว่าหัวไหล่วางน้ำหนักเศษหนึ่งส่วนสี่ไว้ที่อุ้งนิ้วหัว แม่โป้ง ขยับก้าวด้วยการลากเท้าหลังตามพร้อมที่จะหลอกล่อ ขยับเข้า ออก ตั้งรับและโจมตีตอบโต้

แขนหน้ายกกำขึ้นอย่างน้อยเสมอไหล่ หรือจรดสันแก้ม แขนหลังยกกำขึ้นจรดแก้ม ศอกทั้งสองข้างไม่กางออกและไม่แนบชิด ก้มหน้าเก็บคาง ตาเขม็งมองไปตรงหว่างอกของคู่ต้อสู้ พร้อมที่จะเห็นการเคลื่อนไหวทุกส่วน เพื่อที่จะรุก รับ หรือตอบโต้ด้วยแม่ไม้ ลูกไม้และการแจกลูกต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวที่องอาจมีจังหวะ มีการล่อหลอกและขู่ขวัญประดุจอาวุธมวยที่ออกไปทุกครั้ง ต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์แน่นอน (แต่อาจซ้อนกลลวงไว้) มีการต่อสู้ระยะไกล (วงนอก) และระยะประชิด (วงใน) และมีทีเด็ดทีขาดในการพิชิต คู่ต่อสู้ แม่ไม้มวยไทยที่รู้จักแพร่หลาย อาทิ

• จระเข้ฟาดหาง (หมุนตัวแล้วฟาดตวัดด้วยวงเท้าหลัง)
• เถรกวาดลาน (เตะกวาดล่างวงนอกรวบสองเท้าให้เสียหลัก)
• หนุมาณถวายแหวน (ชกหมัดเสยพร้อมกันสองข้าง)
• มอญยันหลัก (ถีบลำตัวให้เสีย หลัก)
• หักงวงไอยรา (เหยียบคู่ต่อสู้เพื่อยกตัวเตะตวัดก้านคอ)
• บั่นเศียรทศกัณฑ์ (เตะก้านคอ)
• ปักลูกทอย (ปักศอกลงตรงหน้าขาคูต่อสู้)
• มณโฑนั่งแทน (กระโดดขึ้นปักศอกลงกลางกระหม่อม)
• หิรัญม้วนแผ่นดิน (ศอกกลับ)
• พระรามเดินดง (เตะแล้วต่อยตามข้างเดียวกัน)
• มอญแทงกริช (ถองด้วยศอกบริเวณซี่โครงอ่อน)
• ฤๅษีบดยา (กระโดดปักศอกกลางศีรษะ)
• พุ่งหอกโมกขศักดิ์ (ตั้งศอกเหนือศีรษะพุ่งเข้าบริเวณใบหน้า)ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีลูกไม้ มีทั้งลูกผสมและลูกแยก เพื่อใช้หลอกล่อและเผด็จศึก เช่น แตะตรงเตะ แตะถีบเตะ แตะตรงถีบเตะ ลูกเตะสลับ เตะช้อน เตะตวัด เตะสูง เตะสวาบ เตะพับนอกพับใน เตะคา เตะเขี่ยล่าง ลูกถีบหน้า ถีบหลัง ถีบจิก ลูกศอกตี ตัด งัด ฯลฯ

รวมถึงการใช้ส่วนที่ไม่เป็นอาวุธในการป้องกัน/สร้างจังหวะในการตอบ โต้ เช่น การใช้ฝ่ามือในการบัง ปิด ปัด ดึง ดัน ผลัก โหน ค้ำ ขวาง กด ใช้เท้าในการเต้น กระโดด ใช้หัวไหล่หรือลำตัวในการหลอกล่อ ฯลฯ

ปัจจุบันกีฬามวยไทยอาชีพบนเวทีมวยมาตรฐานและ กีฬามวยไทยสมัครเล่น เป็นการต่อสู้ที่มีกฏกติกาชัดเจน มีนายสนามผู้ขออนุญาตจัด มีผู้จัดชก (Promoter) มีกรรมการให้คะแนนและกรรมการตัดสินชี้ขาด (Judge / Julies / Referee) กรรมการตัดสินจะต้องมีอย่างน้อย สามคน มีกรรมการตัดสินชี้ขาดบนเวทีและกรรมการให้คะแนน

การให้คะแนนนิยมให้เป็นยก ยกละ 10 คะแนน โดยดูจากการใช้ศิลปะการป้องกัน/การต่อสู้ /ความบอบช้ำที่ได้รับ / อันตรายจากบาดแผล / การได้เปรียบเสียเปรียบ / การคาดการณ์ผลสุดท้ายของการต่อสู้ / การตัดคะแนนจาก การเอารัดเอาเปรียบคู่ชกในขณะที่ไม่เหมาะสม / การถูกทำให้เสียหลักหรือล้ม / การถูกนับ ฯลฯ ซึ่งพิจารณาโดยใช้หลักวิชาและประสบการณ์ของกรรมการที่ผ่านการตรวจสอบรับรอง ความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับ

การชกจัดส่วนใหญ่จัดเป็นยกมี 5 ยก ๆละ 3นาที พัก 2 นาที มุ่งผลเพียงแค่ แพ้ ชนะ และการแสดงออกของศิลปะการต่อสู้ชั้นสูง ผู้ชกต้องแต่งกายตามกำหนด และมีการสวมมงคลคาดผ้าประเจียด และก่อนชกต้องมีการไหว้ครูซึ่งเริ่ม จากนั่ง / กราบเบญจางคประดิษฐ์ / คุกเข่าถวายบังคม / ขึ้นพรหมนั่ง-ยืน / ท่ารำมวย บางครั้งอาจมีการเดินแปลง ย่างสามขุม การรูดเชือก การบริกรรมคาถา เพื่อสำรวจ ทักทายหรือข่มขวัญซึ่งแตกต่างกันไปตามค่ายหรือสำนัก

“ท่ารำมวย” อาทิ พระรามแผลงศร, ลับหอกโมกขศักดิ์, กวางเหลียวหลัง, หงส์เหิร, สาวน้อยประแป้ง ฯลฯ มีการบรรเลงดนตรีให้จังหวะในการต่อสู้ ซึ่งใช้เพลงสะหระหม่าแขกใช้ในการไหว้ครู เพลงบุหลันชกมวย และเพลงเชิด ใช้ในการต่อสู้ เครื่องดนตรีไทยที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย ปี่ชวา, กลองแขก, ฉิ่ง

“มวยไทย” เป็นทั้งศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเองและเป็นทั้งกีฬาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการแข่งขัน K-1, Ultimate Fighting Championship และThai Fight ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

หลายปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมทั้งนักมวยชาวต่างชาติที่สนใจ มวยไทย เดินทางมาประเทศไทยเพื่อชมศิลปะมวยไทยจำนวนมากปีละหลายล้านคน สร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ชาวต่างชาติได้นำวิชามวยไทยไปฝึกฝน พัฒนาฝีมือ และเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบ กติกาของมวยไทยให้ผิดแปลกไปจากเดิม อีกทั้งมีการเปิดสอนการต่อสู้ในรูปแบบของ K-1, Ultimate Fighting Championship และThai Fight ให้กับผู้ที่สนใจ ทำให้สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศนั้น ๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ในปี 2011 “THAI FIGHT” พร้อมประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ว่า “มวยไทย” คือ “วัฒนธรรมไทย” เป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทยที่สวยงามและเป็นที่หนึ่งในโลก

การแข่งขันชกมวยไทยโลก "Thai Fight" มีคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอำนวยการการจัดการแข่งขัน และคุณนพพร วาทิน เป็นประธานจัดการแข่งขัน และในปี 2011 นี้ THAI FIGHT มีวัตถุประสงค์ในการจัดขึ้นเพื่อ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554

เพื่อเป็นการสนองแนวพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงต้องการให้เยาวชนและพสกนิกรของพระองค์เกิดความรู้สึกสำนึกที่ดีในการดำรงชีวิตประจำวันที่จะต้องผูกพันกับกิจกรรมการกีฬา โดยเฉพาะกีฬามวยไทย แทนการมั่วสุมเสพยาเสพติดปลอดภัยจากยาเสพติดทุกชนิด และเพื่ออนุรักษ์มวยไทยอันเป็นศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

รวมทั้งเพื่อสนองตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานให้แก่พสกนิกรของชาวไทย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2544 ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน โดยทรงห่วงใยเยาวชนของชาติ สรุปความได้ว่า

“เราควรปลูกฝังเยาวชนให้มีอุดมการณ์ มีจิตใจรักวัฒนธรรม ศิลปกรรม เอกลักษณ์ของชาติ รักและหวงแหนแผ่นดินเกิด โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติ ทุกชาติเขาก็รัก และทะนุถนอมไว้”

THAI FIGHT คือ การยกระดับการแข่งขันมวยไทย ขึ้นสู่ระดับสากล และให้ทั่วโลกยอมรับว่าการแข่งขันมวยไทยที่ดีที่สุด ต้องที่เมืองไทยเท่านั้น ด้วยการจัดการแข่งขันมวยไทยระดับนานาชาติ ที่มีนักมวยไทยต่างชาติที่มีชื่อเสียงกว่า 16 ประเทศ เข้าร่วม โดยมีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมชิงชัยในครั้งนี้ด้วย

THAI FIGHT คือ การผสมผสานมวยไทยและความบันเทิงเข้าด้วยกัน คือ Sport Entertainment ระดับสากล ที่สร้างสรรค์โดย คนไทยและมีคนไทยเป็นเจ้าของ ถือได้ว่านี้คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการมวยไทย เป็นการจัดการแข่งขันชกมวยไทยในสนามฟุตบอลเป็นครั้งแรก มีผู้ชมในสนามนับหมื่นคน เป็นการปลุกกระแสให้คนไทยและชาวต่างชาติหันกลับมาสนใจมวยไทยกันอย่างคึกคักอีกครั้ง

ทุกวันนี้ศิลปะมวยไทยได้รับความนิยมไปทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมรดกไทยอันล้ำค่านี้ กลับเป็นชาวต่างชาติที่เล็งเห็นคุณค่าความเป็นไทยจนสามารถสร้างนำไปสร้างโอกาสทางธุรกิจ และถือสิทธิ์ครอบครองความเป็นมวยไทย ทั้งยังมีการปรับรูปแบบ กฎ กติกา ที่ผิดเพี้ยนไปจากแม่แบบที่เราหวงแหน

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ศิลปะมวยไทย ต้องเป็นของคนไทย คงเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างสรรค์โดยคนไทย และ...ถ้าทั่วโลกจะรู้จักมวยไทย เราคนไทย...ต้องเป็นผู้ประกาศสิ่งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ

ภูมิใจเกิดมาเป็นคนไทย และมีมวยไทยเป็นกีฬาประจำชาติ
เพราะฉะนั้น มวยไทย...ก็ต้อง “คนไทย”
เพราะฉะนั้น อยากเรียนมวยไทย อยากชกมวยไทย ต้องมาเมืองไทย

ระบบการแข่งขันในปี 2011 คือ ในแต่ละรุ่นการแข่งขันนั้น จะมีตัวแทนนักมวยไทยรุ่นละ 8 คน จาก 8 ประเทศ กติกาในการชกนั้นผู้เข้าแข่งขันสามารถใช้อาวุธมวยไทยครบ ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ตามหลักกติกามวยไทย แต่ชกเพียง 3 ยกเท่านั้น

ประสบการณ์ในการเข้าชม Thai Fight World Championship 2011 ในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์แรกในการเข้าชม Thai Fight แม้นจะเคยชมการแข่งขันชกมวยมาบ้างแล้ว ทั้งสนามมวยลุมพินี และราชดำเนิน จนคุ้นหูกับสโลแกนที่ว่า "มวยดุลุมพินี มวยดีราชดำเนิน" มาบ้างแล้ว หรือแม้นกระทั้งค่ายมวยแถว ๆ บ้าน

ดังนั้น ทันทีที่ Blogger my_name_is_gee ชวนให้ไปเข้าชมแบบเกาะติดขอบเวที จึงไม่เหลือเวลาให้ปฏิเสธได้เลย ประสบการณ์ Thai Fight นั้นแตกต่าง และแปลกตาไปบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ด้วยความที่ทางผู้จัดประกาศอย่างโจ่งแจ้งอยู่แล้วว่า Thai Fight นั่นเป็น Sport Entertainment ระดับสากล

ทำให้ความรู้สึกแรกที่สัมผัสจึงไม่ต่างจากการเข้าชม มวยปล้ำ WBA ที่มีทั้งแสงสีและความอลังการณ์ตระการตา การแสดงต่าง ๆ แม้นกระทั้งแคทวอล์คสำหรับนักมวยที่จะมาขึ้นเวที ความรู้สึกส่วนตัวแม้น Thai Fight จะเป็นมวยไทยที่ดูแล้วไม่ดุดันเท่ากับมวยไทยที่เรารู้จัก อาจจะเป็นเพราะระยะเวลาที่ขึ้นชกน้อยไปสักหน่อย เพียงแค่ 3 ยก ต่างกับมวยเวทีเดิมที่ชกกันถึง 5 ยก แต่ Thai Fight ก็จัดเป็นมวยที่ดูง่าย และเหมาะสำหรับที่จะเชิญชวนให้เยาวชน หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจดูมวยได้รับความสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะแสง สี เสียงที่อลังการณ์

แน่นอนที่สุดผลการชกคู่เอกทั้งสองคู่คงผ่านเข้าสู่การรับรู้และสายตาของผู้ชมไปแล้วไม่มากก็น้อย ครั้งนี้จึงถือเป็นการนำมานำเสนอใหม่อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนไทย รักศิลปะมวยไทยมากยิ่งขึ้น และอย่าหลงลืมศิลปะประเภทอื่น ๆ ที่อยู่คู่ชนชาติไทยมานานแสนนาน

cc : http://www.thaifight.tv/index.html / http://www.youtube.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
captain.Jack วันที่ : 19/01/2012 เวลา : 13.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mafia

แต่ก่อนเคยเตะฝรั่งได้...แต่ตอนนี้ต้องระวังแล้วล่ะ...ฝรั่งเรียนมวยไทย...

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อ้อยดอยหล่อ วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/doilor

รวมเรื่องราวได้ละเอียดดีมากขอโหวตให้

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
NN1234 วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ยังไงๆ ผมก็ชอบมวยไทย 5 ยกอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
my-name-is-gee วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gee-diary

อีก 1 เสียงคนรักมวยไทยค่ะ
โหวตตตตตตตต

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Ae^ วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 15.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ได้ดูถ่ายทอดสดทางทีวี ลุ้นจริงๆค่ะวันนั้น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Toitoi วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

เป็นแฟนคุณบัวขาวมานาน ติดตามมาตลอดแล้วเห็นว่า แกเป็นไอดอลมวยไทยรุ่นใหม่ให้กับนักมวยไทยรุ่นใหม่ๆ เพราะฝึกแล้วมีอนาคต ผมไม่อยากเห็นมวยไทยอยู่กับการพนันมวยอย่างเดียว

โหวต1 ที่ให้เรื่องราวดีครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
BlueHill วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เพลงคึกคักจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

ได้ภาพติดเวทีมาก ๆ ไม่ค่อยชอบมวยอ่ะ...เจ็บแทน

แต่ไม่เคยลืมจ้ะ...ว่าเป็นสุดยอดศิลปะของไทย...อิอิ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 18/01/2012 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ได้ดูทาง tv รอบชิงชนะเลิศ เห็นเข้มและบัวขาวต่อยแล้วสุดยอดเลยล่ะครับ.. มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ที่คนไทยควรหวงแหนเอาไว้...

ขอบคุณสำหรับข้อมูลเนื้อหามวยไทยใน entry ดีๆ แบบนี้.. vote++ เยี่ยมครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน