*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1289
  • จำนวนผู้ชม : 2459549
  • จำนวนผู้โหวต : 543
  • ส่ง msg :
  • โหวต 543 คน
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 5145 , 16:52:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน เกสรมาเฟีย , พันธุ์สังหยด และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

ได้เห็นแผ่นโปสเตอร์ และคำเชีญชวนเที่ยวงาน กุดีจีน ศิลป์ 3 ท่า กุดีจีน - คลองสาน - สะพานพุทธ เห็นว่าน่าสนใจ จึงกริ๊งงงงงงงกร๊างงงงหาคนว่างงานมาเดินเที่ยวด้วย แม่แกะรับสายด้วยเสียงที่คุ้นเคย ในยามดึก หาใครไม่เจอ โทรหาเธอเจอแน่นอน 555+

คำตอบสอบถามพร้อมรับปากเสร็จสรรพ เป็นอันว่าเรามีนัดเที่ยวงานนิทรรศการกันแล้ว แต่ด้วยวันที่เต็มไปด้วยนัดหมายและทั้งขาจร ขาประจำ กระหน่ำมาไม่ยั้ง แถมแท็กซี่ยังไม่ยอมข้ามไปฝั่งธนบุรีเสียอีก ทำเอาเรามาถึงย่านสะพานพุทธกว่า 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา "วัดประยูรวงศาวาส" จึงเป็นเป้าหมายแรกของทริปนี้ ....

หน้างานมีการแต่งประดับด้วยการเล่นไฟ และวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ อย่างสวยงาม เราจึงทราบจากแผ่นภาพ และประกาศที่ติดว่า การจัดแสดงแสงดังกล่าว ได้รับรางวัลเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชุมชนมาด้วย ลองมาอ่านและทำความเข้าใจกับการจัดงานที่ติดประกาศบนแผ่นป้ายบอร์ดเพื่อให้ความรู้แก่ผู้มาร่วมงานพร้อม ๆ กันไปเลยดีกว่าค่ะ

 

เทศกาลศิลป์ในซอย ครั้งที่ 3

ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปวัฒนธรรมประจำปีของย่านกะดีจีนที่มุ่งเน้นการใช้ศิลปะในการสร้างความเข้มแข็ง และการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนและภาคีพัฒนาในการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์ จัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่ต่อเนื่องถึงย่านประวัติศาสตร์ข้างเคียง ได้แก่ ย่านคลองสาน ภายใต้ชื่อ กะดีจีน - คลองสาน - สะพานพุทธ : ศิลป์สามท่า ภายในงานพบกับผลงานศิลปะ การออกแบบ และแสงไฟในพื้นที่สาธารณะ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเมือง ตลอดจนนิทรรศการ การแสดงดนตรี และการเสวนาที่จัดเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองหลายวาระสำคัญของย่านแห่งนี้ อาทิ มิตรภาพ 500 ปี ความสัมพันธ์ไทย - โปรตุเกส รำลึก 130 ปี ชาตกาลท่านจางวางทั่วพาทยโกศล และ 80 ปี แห่งความทรางจำสะพานพุทธยอดฟ้า

การแสดงแสงสีจากวัสดุเหลือใช้ภายในงาน

รกรากชาวกรุงเก่าริมเจ้าพระยา

กะดีจีนและคลองสาน เป็นย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ  ที่ด้านหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ส่วนอีกด้านหนึ่งของย่านกะดีจีน ประชิดฝั่งซ้ายของปากคลองบางกอกใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าคลองบางหลวง อันอยู่ตอนใต้ของพระราชวังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ปัจจุบันเรียกว่า พระราชวังเดิม แต่หากใช้ขอบเขตการปกครองปัจจุบันแล้ว ย่านกะดีจีนอยู่ต่อกับย่านคลองสาน ขณะที่กะดีจีนอยู่ในพื้นที่เขตธนบุรี ส่วนคลองสานกลับอยู่ในพื้นที่เขตคลองสาน

ด้านริมฝั่งแม่น้ำ ด้วยที่ตั้งที่มีลักษณะเป็นหัวแหลมระหว่างคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเดิมคือลำน้ำเจ้าพระยาสายเก่าก่อนการขุดคลองลัดบางกอกในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2077 - 2089) กับแม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบัน (เดิมเป็นคลองลัดบางกอก) ทำให้ผืนดินย่านกะดีจีน - คลองสานต่างก็เป็นแหล่งสะสมดินตะกอนที่ทับถมจนพื้นที่ริมแม่น้ำขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และเมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผืนดินบริเวณนี้ก็แน่นหนาจนสามารถสร้างพระวิหารที่มีขนาดใหญ่โตเหนือลำน้ำเจ้าพระยาได้

อาณาบริเวณของทั้ง ย่านกะดีจีน และย่านคลองสาน ต่างมีชาวจีนมาตั้งบ้านเรือนอาศัยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงปรากฏศาลเจ้าที่เป็นศาสนสถานของชุมชนตั้งอยู่แต่เดิม และเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากกรุงเก่ามาอาศัยสมทบ ชุมชนชาวจีนย่านนี้จึงหนาแน่นขยายใหญ่มากขึ้น และไม่เพียงคนจีนเท่านั้น ชาวกรุงเก่ากลุ่มต่าง ๆ ก็พากันมาจับจองพื้นที่ในอาณาบริเวณใกล้กับพระราชวังหลวง อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของราชธานีแห่งใหม่อีกด้วย


กะดีจีน - คลองสาน ภาพสะท้อนชุมชนหลากชาติพันธุ์หลากภาษา

ภาพสะท้อนสังคมพหุลกัษณ์ที่ประกอบไปด้วยคนหลากเชื้อชาติผสมผสานกลายเป็นชาวสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเก่าแก่อย่าง กะดีจีน - คลองสาน ที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากศาสนา ที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยาเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยมีศาสนสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อความศรัทธาของกลุ่มตน

การประดับไฟในวัดประยูรฯ

ในอดีตชาวจีนเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาทำการค้าขายติดต่อกับราชสำนัก อีกทั้งชาวจีนแต้จิ๋วที่อยู่ในฐานะ จีนหลวง ในสมัยกรุงธนบุรีสืบมา จึงปรากฏการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่และที่ใต้ลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตพระราชฐานแล้ว ยังเป็นจุดที่ทำการค้ากับต่างประเทศได้สะดวก

ด้วยสามารถแล่นเรือเชื่อมต่อออกสู่ทะเลที่มหาชัยได้ นอกจากนั้น ในพื้นที่แห่งนี้ยังมีชาวจีนจำนวนมากที่เข้ามาอาศัยค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยมากเป็นจีนแต้จิ๋วที่เข้ามาหลังชาวจีนฮกเกี้ยน รวมถึงคนอีสานคนจากภาคกลางที่เข้ามารับจ้างทางฝั่งปากคลองตลาด จึงปรากฏศาลเาที่สำคัญในย่านนี้ เช่น ศาลเจ้าเกียนอันเกง ของชาวจีนฮกเกี้ยน ในย่านกะดีจีน และศาลเจ้ากวนอู ของชาวจีนแต้จิ๋ว ในย่านคลองสาน

การบูชาเทียนประจำวันเกิด

ส่วนพื้นที่ชุมชนรอบโบสถ์ซางตาครู้ส เป็นพื้นที่ที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานให้กับชาวโปรตุเกสที่พยพมาตั้งบ้านเรือนถัดจากศาลเจ้ากะดีจีนลงไป เป็นเหตุให้คนนิยมเรียกชาวโปรตุเกากลุ่มนี้ว่า ฝรั่งกะดีจีน ตามไปด้วยปัจจุบันผู้อยู่อาศัยรอบโบสถ์ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายชาวโปรตุเกสเดิมและชาวญวนเข้ารีตที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ในสมัยนั้นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสในชุมชนได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในทางเป็นล่าม เพราะนับแต่สมัยอยุธยา การติดต่อกับชาติตะวันตกอาศัยภาษาโปรตุเกสเป็ฯภาษากลางในการติดต่อ อ ีกทั้งชุมชนฝรั่งกะดีจีนแห่งนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของสรรพวิชาการสมัยใหม่แบบอย่างตะวันตกในหลายเรื่อง

ไม่ว่าการผ่าตัดด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่ ที่ทำโดยหมอบรัดเลย์ เมื่อครางานฉลองวัดประยูรวงศาวาสในปี พ.ศ. 2379 การพิมพ์หนังสือทีทมีการพิมพ์คำสอนคริสตังมาก่อนหน้าที่หมอบรัดเลย์จะนำแท่นพิมพ์ภาษาไทยเข้ามาจากสิงคโปร์ การถ่ายภาพโดยมีร้านถ่ายรูปร้านแรกในเมืองไทยก็ตั้งอยู่ในย่านนี้ ตลอดจนการทำพจนานุกรม ฝรั่งเศส - อังกฤษ - ไทย ที่นักเรียนนักศึกษาใช้มาจนถึงปัจุบัน รวมถึงการเป็นสถานที่ตั้งห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของสยามอีกด้วย และเนื่องจากอาณาบริเวณนี้เป็นที่ต่อเนื่องกับที่ดินตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นกลุ่มขุนนางสัคัญที่ดูแลเรืองการต่างประเทศและพระคลังสินค้ามาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีเรือนรับรองราชฑูตและที่พำนักของฝรั่งต่างชาติ อาทิ นางแอนนา เลียวโนเวลส์ และเซอร์จอห์น เบาวริง เป็นต้น

สำหรับพื้นที่ด้านหลังวัดกัลยาณมิตรมีชุมชนมุสลิมเก่าแก่มาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เดิมพื้นที่ของชุมชนต่อเนื่องกับที่ดินหลังวัดกัลยาณมิตร เมื่อมีการตัดถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ขึ้น ได้ทำให้พื้นที่ที่เคยเชื่อมต่อถึงกันถูกคั่นกลางด้วยถนนไป ชุมชนมุสลิมในย่านกะดีจีน ที่เดิมเรียกหมู่บ้านบางหลวง ปัจจุบันคือ ชุมชนกะดีขาว ด้วยมีกะดีหรือมัสยิดเป็นศาสนสถานประจำชุมชน โดยมุสลิมกะดีขามีบรรพบุรุษอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาแถมหัวแหลมและคลองตะเคียน เมื่อคราวเสียกรุง เป็นชนเชื้อสายจามและมลายู พวกเขาใช้แพล่องหนีมาจอดพำนักอยู่ในคลองบางหลวง คลองบางกอกน้อย ที่มีชาวมุสลิมอาศัยกระจายอยู่ในคลองก่อนแล้ว ชาวบ้านพื้นถิ่นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า แขกแพ

ปัจจุบันพื้นที่ในชุมชนเป็นสิทธิของมัสยิดทั้งหมด เมื่อประชากรของชุมชนขยายตัว ทำให้มีสภาพแออัดเบียดเสียด และเริ่มมีคนต่างถิ่นต่างศาสนาเข้ามาอาศัยอยู่บ้าง ขณะเดียวกันที่ย่านคลองสาน ที่ตั้งอยู่ใต้ลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังพบการตั้งชุมชนของมุสลิมอีกอย่างน้อยสองกลุ่มที่อยู่คู่มากับความสำคัญของย่านจากการทำการค้าของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงปรากฏสุเหร่า ของชาวมุสลิมตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก คือ สุเหร่าตึกแดง และสุเหร่าตึกขาว ที่ต่างมีความเป็นมาของตนที่ต่างกัน

โดยที่พวกตึกแดงมาจากการรวมตัวของแขกเมืองไทร หรือเมืองสุไหงปัตตานี ที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับชาวมุสลิมอินเดียที่เดินทางมาจากเมืองแรนเดอร์ได้ร่วมกันสร้างสุเหร่าจากตึกพระคลังสินค้าเดิมที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต) ให้ใช้จนเป็นที่มาของนามสุเหร่าตึกแดงจนถึงปัจจุบัน และสุเหร่าตึกขาว ในย่านเดียวกันนั้น เป็นสุเหร่าของมุสลิมเชื้อสายอินเดียอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า แขกดาวุดีโบราห์ ที่มาจากความเป็นพ่อค้าที่ค้าขายกับราชสำนักจนมีฐานะภาพและสร้างสุเหร่าของพวกตนในย่านตึกขาวของเจ้าพระยารัตรบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) จนเป็นที่มาของนามสุเหร่าตึกขาว หรือมัสยิดเซฟีในย่านคลองสานปัจจุบัน

แม้ย่านกะดีจีนและคลองสาน จะมีผุ้คนหลายชาติพันธุ์หลายศาสนาอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกัน แต่การอยู่ร่วมกันกลับปรากฏเป็นการผสมผสานแลกเปลียนวัฒนธรรมที่งดงาม โดยที่ผุ้คนแต่ละกลุ่มก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเชื่อความศรัทธาของตัวเองไว้ได้ ที่เด่นชัด คือ อาคารมัสยิดบางหลวง หรือ กะดีขาว ที่สร้างเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทย นอกจากนี้ภายในอาคารมัะสยิดยังสร้างซุ้มวิมารสามยอดครอบมิมบัร (แท่นแสดงธรรม) และมิหรอบ (ประชุมทิศที่อบกทิศทางการละมาด) โดยถ่ายแบบมาจากซุ้มวิมารหร้าวิหารวัดอนงคารามที่ย่านคลองสาน เป็นการผสมผสานลวดลายปูนปั้น และประดับกระจกสีเข้าไว้ด้วยกันอย่างสวยงามและลงตัว เช่นเดียวกับที่ชุมชนซางตาครู้ส ตัวโบสถ์หลังที่ 2 ก่อนรื้อเพื่อสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน มีรูปทรงอาคารไม่แตกต่างจากกะดีขาว แสดงให้เห็นถึงความนิยมในการรับเอาสถาปัตยกรรมแบบไทยเข้ามาใช้

นอกจากงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการผสมผสานแล้ว อาหารการกินบางอย่าง ซึ่งสืบทอดมาจากฝรั่งโปรตุเกส เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองไทยก็ได้ดัดแปลงวัตถุดิบและส่วนผสมให้สอดคล้องกับที่มีอยู่ในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นขนมฝรั่งกุฏีจีน เช่นเดียวกับขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ที่ทำจากไข่ก็ล้วนมีที่มาจากฝรั่งโปรตุเกส นอกจากนี้ยังมีจนมกวยตั๊ด ที่ชื่อขนมมาจากคำว่า กวย ในภาษาจีนแปลว่าขนม และตั๊ด มาจากคำว่า tart ในภาษาอังกฤษ ด้วยเป็นลักษณะอาหารที่เรียกว่า tart ของฝรั่ง ขนมบ้าบิ่น ที่เปลียนจากเนยแข็งของขนมเกลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา (Queijadas de Coimbra) มาเป็นมะพร้าว เป็นต้น จนวันนี้กลายเป็นขนมของไทยไปอย่างสมบูรณ์

ย่านเก่าแก่อย่าง กะดีจีน และ คลองสาน ที่สะท้อนความเป็นสังคมพหุลักษณ์ของสังคมไทย ซึ่งสื่บเนื่องมาจากสังคมอยุธยา ส่งผลให้ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องด้วยพื้นที่แห่งนี้มีต้นทุนทางวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย ทั้งในด้านงานศิลปะ ไม่ว่าศาสนาคารที่สะท้อนความงาม ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ทั้งมหรสพการดนตรีที่เกิดขึ้นหรือที่ยังมีการแสดงกันอยู่ รวมถึงประเพณีทิ้งกระจาดที่วัดกัลยาณมิตร ซึ่งชาวจีนในย่านนี้ถือเป็นประเพณีใหญ่ที่แสดงออกถึงความเอื้ออาทรระหว่างกันในสังคม อันมีลักษณะเช่นเดียวกับ ชะกาต หรือ ทาน ประเภทหนึ่งของชาวมุสลิม

นอกจากนี้ ในเรื่องวัฒนธรรมอาหาร หวานคาวที่ทำกันมาแต่โบราณและยังคงทำกันต่อเรื่อยมา จนทำให้ผู้คนในย่านเกิดความตื่นตัวรักถิ่นฐานและร่วมไม้ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ให้น่าอยู่ ความงดงามทางศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของย่านกะดีจีน - คลองสาน คือ เสน่ห์แท้จริงที่ดึงดูดให้ผู้คนพากันเดินทางมาเยี่ยมเยือน แต่มรดกอันเป็นต้นทุนของชาวกะดีจีน - คลองสาน เหล่านี้จะดำรงอยู่ได้ยืนนานเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับชาวย่านจะเห็นคุณค่าและรักษา ร่วมถึงพัฒนาต่อยอด โดยไม่ละทิ้งสิ่งที่เป็นรากเดิมของตน

เมื่อเราเดินลัดเลาะออกมาจากวัดประยูรฯ และเดินมายังริมฝั่งเจ้าพระยาซึ่งหากเดินเลยโบสถซางตาครูสไปได้สักหน่อย เราจะได้พบกับ ศาลเจ้าแม่กวนอิม กวนอันเก๋ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมเก่าแก่อันสง่างามของย่านกะดีจีนแห่งนี้

ศาลเจ้าแม่กวนอิม (กวนอันเก๋ง)

เดิมมีศาลเจ้าสองหลังติดกันคือ ศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู ชาวบ้านแถบนี้บอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ศาลเจ้าทั้งสองหลังนั้นสร้างในสมัยกรุงธนบุรี โดยชาวจีนที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนจำนวนหนึ่งได้มารื้อศาลเจ้าเก่าทั้งสองแห่งลง แล้วสร้างใหม่เป็นหลังเดียว อัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมขึ้นประดิษฐานแทน และให้ชื่อว่า ศาลเจ้ากวนอันเก๋ง

ในเวลาต่อมาตัวศาลมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ขาดการบำรุง เมื่อครั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาร่วมงานหล่อระฆังใบใหญ่ที่วัดกัลยาณมิตรพระองค์ได้มาเห็นศาลเจ้านี้เข้า และได้เล่าเขียนให้สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทราบและเร่งให้อนุรักษ์โดยเร่งด่วน

ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ในความดูแลของตระกูล สิมะเสถียร หรือ แซ่ซิ้ม เดิม ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ในย่านนี้

น่าเสียดายที่กว่าเราจะมาถึงก็เป็นเวลาดึกดื่นเสียแล้ว ปกติเราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเปิดให้เข้าไปชมหรือเปล่า แต่ ณ ขณะที่เราไปถึงนั้น ทางศาลเจ้าปิดแล้ว เราจึงได้แต่ชื่นชมความงดงามของสถาปัตย์กรรมแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ถึงเพียงนั้น เราก็ยังคงชื่นชมความเก่าแก่และความงดงามที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่เราจะเดินไปยังจุดอืน ๆ พร้อมทั้งเก็บความประทับใจและความตั้งใจที่จะมาเยือนใหม่อีกครั้งในโอกาสหน้าต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
อะหนึ่ง วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 14.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

งานเก๋าๆ เก๋ มากๆ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
BlueHill วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 11.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เพิ่งรู้เหมือนกันว่า มีขนมไทยเราหลายชนิดมีรากเหง้ามาแต่ฝรั่ง
น่าทำตำนานขนมไทยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 09.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ผ่านมาพักที่กรุงเทพช่วงนั้นแท้ ๆ เสียดายไม่ได้ไปเดินเที่ยวชมเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชบาตานี วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 05.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เห็นแล้ว อยากไปเที่ยวงานนี้ขึ้นมาทันใดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 11/02/2012 เวลา : 01.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ศาลเจ้าแม่กวนอิม สวยมากๆๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 10/02/2012 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ตามมาเที่ยวด้วยค่ะ
เกิด "อารมณ์" จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับโปรตุเกสขึ้นมาเลย
คุณสายลมเที่ยวงานเสร็จแล้ว อย่าลืม แถก นินทาตัวเองนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เฒ่าไผ่เขียว วันที่ : 10/02/2012 เวลา : 19.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/okokbaby

...ขอบคุณ...

ขอบคุณ...

และขอบคุณ...

เค้าจัดงานดีจังเลยนะครับ...ใช้วัสดุเหลือใช้มารีไซเคิล...

เพลิดเพลินเชียวครับ...ฟังเพลงดูภาพเล่าเรื่อง...คิดถึงมากมาย...

โหวตทุกปุ่ม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน