*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1289
  • จำนวนผู้ชม : 2458979
  • จำนวนผู้โหวต : 543
  • ส่ง msg :
  • โหวต 543 คน
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 4821 , 10:25:16 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ภาษาไทย , BlueHill และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

“กะดีจีน” หรือ “กุฎีจีน” เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณฝั่งธนบุรี ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย ชาวจีน อินเดีย และยุโรปที่อพยพมาจากอยุธยา ตั้งแต่สมัยเริ่มสร้าง “กรุงทณบุรีศรีมหาสมุทร” หรือ “กรุงธนบุรี” ในพ.ศ. 2310

ด้วยทำเลที่ตั้งเป็นพื้นที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำสำคัญหลายสาย และอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทย ทำให้ลักษณะของน้ำบริเวณนี้ได้รับอิทธิพลทั้งจากน้ำจืดและน้ำเค็ม เรียกว่า “น้ำลักจืดลักเค็ม” ทรัพยากรดินและน้ำบริเวณนี้จึงมีแร่ธาตุอาหารสะสมอยู่มากเหมาะแก่การเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์และถือเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของเมืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ดังนั้นชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้จึงประกอบอาชีพทำสวนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อน เรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า “ย่านบางกอก” หรือ “สวนใน” มีลักษณะสวนเป็นสวนยกร่อง มีคูคลองไว้สำหรับการเพาะปลูก การระบายน้ำและการสัญจร ซึ่งมีหลายสายและเป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันได้หมด

ชุมชนย่านนี้มีวิถีชีวิตเป็นแบบสังคมชาวน้ำมาตั้งแต่อดีต การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชุมชนเป็นการอยู่อาศัยบนเรือนแพ เมื่อระดับน้ำขึ้นสูงเรือนแพจะลอยสูงตาม เมื่อฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะถ่อเรือนแพหลบเข้าตามคูคลองเพื่อหลบกระแสน้ำ ลักษณะเด่นของชุมชนริมน้ำย่านนี้ คือ การสร้างเรือนแพอยู่อาศัยไว้ประชิดริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง มีวัดและตลาดน้ำเป็นศูนย์กลางของชุมชน

แต่ต่อมาหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำย่านนี้ คือจำนวนเรือนแพเริ่มลดลง เนื่องจากมีเรือกลไฟเข้ามาในลุ่มน้ำเจ้าพระยามากขึ้น เรือนแพจึงอพยพขึ้นอยู่บนฝั่ง หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นพระนครแห่งใหม่แทนกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ.2325 ความเจริญต่าง ๆ จึงย้ายไปทางฝั่งพระนคร แต่ยังคงมีความสัมพันธ์กับฝั่งธนบุรีอยู่ เนื่องจากเจ้าขุนมูลนายที่รับราชการที่ฝั่งพระนครต่างมาตั้งถิ่นฐานอยู่ฝั่งธนบุรี เช่น ตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นตระกูลที่อิทธิพลในละแวกนี้เป็นอย่างมาก

เนื่องจากเป็นตระกูลที่ทำกิจการค้าขายและคอยดูแลต่างชาติที่เข้ามาติดต่อการค้ากับสยามประเทศ หรือตระกูลนานาเป็นต้น ทำให้ชุมชนย่านนี้มีความเจริญเป็นอย่างมาก  ดังเห็นได้จากในย่านคลองสาน ย่านคลองสมเด็จที่อยู่ในละแวกย่านเดียวกัน ต่างเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง เช่น ศาลเจ้าแม่กวนอิม (ศาลเจ้าเกียนอันเกง) ซึ่งเป็นที่มาของย่านกะดีจีน

เรือนคหบดีเก่า วัดประยูรวงศาวาส วัดพิชยญาติการาม วัดอนงคาราม วัดบุปผาราม รวมถึงสุเหร่าตึกขาว (มัสยิดไซฟี) และมัสยิดต้นสน ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญของชาวสายอินเดียที่อยู่อาศัยในย่านนี้ โดยสถานที่เหล่านี้ต่างเป็นแหล่งเรียนรู้ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและเหตุการณ์สำคัญในอดีตได้เป็นอย่างดี

ประเพณีที่สำคัญของชุมชนย่านนี้คือ ประเพณีทิ้งกระจาด ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวจีนจัดขึ้นเพื่อเป็นการทำบุญให้แก่ผู้ยากไร้ที่อยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน หรือวัฒนธรรมการทำอาหารของชุมชนย่านนี้มีอาหารและขนมที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน”  ซึ่งเป็นขนมเก่าแก่กว่า 200 ปี เจ้าของต้นตำรับเดิมเป็นชาวโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชน หรือ ขนมกุดสลัง ขนมบดินและการทำแป้งข้าวหมาก เป็นต้น

วัฒนธรรมการแต่งกายของชุมชนในย่านนี้มีหลากหลายแต่ที่เด่นชัดที่สุดคือ การแต่งกายของชาวแขก ได้แก่ แขกแพ แขกจาม แขกยะวา แขกมลายู เป็นต้น นอกจากนี้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชุมชนนี้คือ ปี่พาทย์ลาดตะโพน ซึ่งเป็นมหรสพประดับบ้านเมือง และเป็นที่มาของการเกิดเป็นภูมิปัญญาทำหัวโขนที่สวยงามของชุมชน

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อย่านชุมชนเก่าแก่แห่งนี้ คือ การก่อสร้าง “สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์”  หรือ “สะพานพุทธ” เป็นอนุสรณ์รำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนคร ทำให้วิถีชีวิตของชุมชนย่านนี้การเปลี่ยนแปลงไป ระบบโครงข่ายคูคลองที่มีตามเดิมเริ่มขาดความต่อเนื่องและหายไป มีการถมคลองเป็นถนนมากขึ้นและตลาดน้ำก็เริ่มย้ายขึ้นไปอยู่บนบกแทน

ความหลากหลายทางวิถีชีวิต “ณ ชุมชนกะดีจีน ฝั่งธนบุรี”
โดย คุณสุดารา สุจฉายา
คุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต

โบสถ์ซางตาครู้ส (Santa Cruz Church)

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้พระราชทานที่ดินแก่ชาวโปรตุเกา ซึ่งร่วมมือกันออกศึกด้านกองทัพพม่า (พ.ศ . 2310) พื้นที่นี้ตั้งอยู่ใกล้พระราชวังเดิมในเขตธนบุรี เมืองหลวงแห่งใหม่ของสยาม มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโบสถ์ในวันที่ 14 กันยายน ซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขน (ซางตาครู้ส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์) ตามพิธีสักการะบูชาของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

โบสถ์ไม้หลังแรกได้รับการก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2513 ทว่า ได้เกิดเพลิงไหม้ชุชนแห่งนี้จนวอดวายสิ้นใน พ.ศ. 2376 จึงได้ก่ออิฐถือปูนสร้างโบสถ์แทนหลังไม้เดิม ต่อมาใน พ.ศ. 2459 มีการบูรณะโบสถ์หลังนีให้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลี่ยนเกือบทั้งหมด ดังปรากฏในปัจจุบัน

ชุมชนกุฏีจีน เป็นส่วนหนึ่งของย่าน กะดีจีน ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ มีการตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ด้วยบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางการปกครองของเมืองทณบุรีศรีมหาสมุทร และเมื่อเสียกรุงแล้ว พระยาตาก (สิน) ได้เลือกเมืองนี้สถาปนาขึ้นเป็นราชธานี ตั้งพระราชวังขึ้น ณ ที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองแต่ครั่งอยุธยา ย่านกะดีจีนจึงเติมโตขยายตัว ด้วยชาวเก่าต่างพากันอพยพเข้ามาสมทบตั้งถิ่นฐานในตลอดแนวคลองบางหลวง

ย่านนี้จึงมีผู้คนอยู่อาศัยหลากกลุ่มหลากเผ่าพันธุ์ ทั้งจีน ไทย แขกอิสลาม และฝรั่ง โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งรกราก ซึ่งนับเป็นชุมชนเชื่อสายโปรตุเกสแห่งที่ 2 ในเมืองบางกอก หลังจากชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสที่วัดคอนเซปชัญ (สามเสน) ซึ่งมีมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา

ชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสกุฏีจีนได้รับพระราชทานที่ดินจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นการตอบแทนที่ชาวโปรตุเกสเข้าร่วมเป็นทหารอาสากอบกู้เอกราช ที่ดินแห่งนี้มีขนาด 14 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถัดจากชุมชนชาวจีนที่ตั้งรกรากมาก่อน และมีศาลเจ้าจีนเก่าแก่ตั้งอยู่ จึงเป็นเหตุให้ผู้คนนิยมเรียกชาวโปรตุเกสที่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ว่า ฝรั่งกุฏีจีน

บรรดาลูกหลานฝรั่งกุฏีจีนเหล่านี้ นอกจากจะทำสวน ทำประมง และดำเนินกิจการค้า อาชีพอิสระต่าง ๆ แล้ว ยังรับราชการในรั่วในวัง โดยเฉพาะทำหน้าที่เป็นล่าม กระทั้งมีผู้เปรียบเปรยว่า ผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฏีจีนเป็น ฝ่ายบุ๋น (คือ ถนัดเจรจา) สายโปรตุเกสบ้านคอนเซ็ปชัญเป็น ฝ่ายบู๊ (ถนัดทางการรบ)

ในช่วงสมัยรัตนโกสินตอนต้น ชุมชนกุฏีจีนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในย่านการค้าสำคัญของชาวตะวันตกที่เป็นศูนย์รวมของความทันสมัย อาทิ ห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป จำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแห่งแรก คือ ห้างมอร์แกน และฮันเตอร์ หรือ ห้างหันแตร และร้านถ่ายรูปแห่งแรกของสยาม คือ ร้านถ่ายรูปของฟรานซิสจิต จิตราคนี หรือ หลวงอัคตนีนฤมิตร ชื่อร้านว่า Francis chit and Son รวมทั้งบ้านของนายหลุยส์ วินด์เซอร์ เจ้าของห้างวินด์เซอร์ หรือ ห้างสี่ตาที่ถนนเจริญกรุง ก็ตั้งอยู่ในชุมชนนี้

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปถึง 244 ปี ชุมชนกุฏีจันยังคงรักษา มรดกวัฒนธรรม ที่เป็นผลจากการหลอมรวมของวัฒนธรรมไทย และโปรตุเกสไว้ได้เป็นอย่างดี อาทิ โบสถ์วัดซางตาครู้ส ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอสคลาสสิก เป็นศูนย์กลางการประกอบศาสนกิจ และพื้นที่ทางสังคมของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทย กับชาวโปรตุเกสมาช้านาน

นอกเหนือจากวัด บรรพบุรุษของชุมชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในการพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้า จึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้นในชุมชน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดซางตาครู้สศึกษา และโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนต์ และอีกหลายโรงเรียนในเวลาต่อมา ส่วนวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็น "ภาพจำ" ของชาวกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ขนมฝรั่งกุฏีจีน อันมีชื่อเสียงโด่งดัง รวมทั้งตำรับตำราอาหารสูตรโปรตุเกสอื่น ๆ เช่น ขนมกุสรัง ขนมจีนไก่คั่ว เนื้อแซนโม ต้มมะฝ่า เป็นต้น

นอกจากนี้ ชุมชนกุฏีจีน ยังปรากฏตระกูลที่สืบเชื้อสายโปรตุเกสอยู่ถึง 18 ครอบครัว อาทิ

1.  กัลมาพิจิตร์  สืบเชื้อสายมาจากขุนกัลมาพิจิตร์ กรมฝรั่งแม่นปืน ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
2.  แก้วขจร
3.  โกกิลานนท์
4.  โกญจนาท
5.  ไกรประสิทธิ์
6.  จเรินสุข / เจริญสุข มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า ฟิลลิปเป
7.  จุลละมณฑล มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า เปรล่า
8.  ตากรู้ส
9.  ทรรทรานนท์
10. ธนูสิงห์
11. นิตโย
12. ประสาทพร มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า เบเนดิกส์
13. มณีประสิทธิ์ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า เบเนดิกส์
14. วิรัชพากย์
15. สกุลทอง
16. สวสุต
17. สิงหทัต มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า โอลิม
18. หอมนิยม

ชาวชุมชนกุฏีจีนส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด สามัคคีกลมเกลียวฉันเครือญาติ มีบาทหลวงเป็นผู้นำชุมชน เมื่อมีกิจกรรมในชุมชน สมาชิกชุมชนต่างพร้อมใจร่วมมืออย่างเต็มที่ จนมีเพลง ลูกกุฏีจัน เป็นเพลงประจำหมู่บ้าน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เราเดินลัดเลาะชมงานจากช่วงวัดประยูรวงศาวาส มาจนถึงวัดกัลยาณมิตร โดยแทบไม่รู้เลยว่าเวลาได้ผ่านมายาวนานแล้ว ด้วยความเพลิดเพลินในเส้นทาง และการจัดแสดงแสงที่ทางชุมชนมีความตั้งใจที่จะจัดแสดงไว้อย่างสวยงาม

แม้นว่าจะมีข้อบกพร่องไปบ้าง เกี่ยวกับการบอกเส้นทางการเดิน แต่เราก็ยังคิดว่าในโอกาสข้างหน้าจะได้รับการปรับปรุงและได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรมอันมีประโยชน์และบอกเล่าเรื่องราวอันยาวนานได้มากกว่านี้ วันนี้จึงได้แต่เก็บภาพความทรงจำต่าง ๆ มาฝากกัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เที่ยวงาน "ศิลป์ 3 ท่า" :: วัดประยูรวงศาวาศ - ศาลเจ้าแม่กวนอิม กวนอันเก๋ง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 10.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

ถิ่นเก่า โรงเรียนเก่า ศน.
ถึงเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไป
ก็ยังปลื้มที่บ้านเรือนเก่า ๆ แบบนี้ยังคงอยู่

โหวตขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ย่าดา วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

สักวันย่าคงได้ท่องเที่ยวชุมชนกุฎีจีนแห่งนี้บ้างค่ะ
ขอบคุณสำหรับประวัติของชุมชนแห่งนี้

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 10.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  


ยินดียิ่งค่ะพี่ ขอบคุณมากค่ะ

ว่าแต่เพลงไรดีอ่ะค่ะแหะ ๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 09.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ไม่ได้ไปแถวนั้นนานแล้ว ไม่นับตอนงานOK meeting

ว่าแล้ว..ส่ง tag เพลงแห่งความรักให้ครับ

http://www.oknation.net/blog/chai/2012/02/14/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วินเชนโซ วันที่ : 13/02/2012 เวลา : 11.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/atsawin
ลมบก

นานๆจะเห็นภาพถ่ายกลางคืน ประกอบกับดนตรีแล้วดูมีมนต์เสน่ห์ ชอบเรื่องราวความเป็นมาและยังคงเป็นอยู่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชุมชน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 13/02/2012 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ิดูจากเรื่องล่าสุดแล้่วนามปากกาหายไปครับ
แก้ด้่วยการ กดแก้ไข แล้วเผยแพร่เรื่องอีกรอบหนึ่งครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน