*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1294
  • จำนวนผู้ชม : 2480735
  • จำนวนผู้โหวต : 543
  • ส่ง msg :
  • โหวต 543 คน
<< เมษายน 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 6 เมษายน 2555
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 3039 , 10:16:37 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ฟ้าน่าน , สายลมที่ผ่านมา โหวตเรื่องนี้

ฉันขับเจ้าสองล้อคู่ใจข้ามสะพานข้ามแม่น้ำน่านกลับเข้ามายังฝั่งเมือง แผนเปลียนอีกแล้ว แต่คราวนี้ปรับเปลียนตามสถานการณ์นั่นคือ เปลียนตามแต่ว่าจะเจอวัดใด หรือวัดใดใกล้เส้นทางกว่ากัน และแน่นอนที่สุด วัดต่อไปคือ "วัดดอนแก้ว"

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "พระธาตุดอนแก้ว" ต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อครั้งก่อนที่พระธาตุดอนแก้วองค์ปัจจุบัน จะได้ตั้งตระหง่านเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนนั้น ก่อนหน้าเป็นพระธาตุเก่าแก่สมัยโบราณไม่อาจนับอายุได้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปเมื่อไม่มีผู้คนดูแลจะด้วยสาเหตุใดไม่มีใครรู้ องค์พระธาตุจึงทรุดลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง

บริเวณดังกล่าว มักมีปรากฏการณ์ประหลาดเหนือธรรมชาติ เป็นที่ประจักษ์อยู่เป็นประจำ และเป็นที่น่าสังเกตว่าทิศเหนือของพระธาตุองค์นี้ขึ้นไปประมาณ 150 เมตร มีบริเวณวัดร้างเก่าแก่จนไม่สามารสสอบถามความเป็นมาจากใครได้ มีเศษอิฐโบราณที่หาดูได้ยากรูปร่างพิสดารทับทมกันอยู่มากมาย

มีการขุดพบพระพุทธรูปเชียงแสน (สิงห์2) ซึ่งพระพุทธรูปดังกล่าวมีอายุนับพันปี และมีเค้าหลุมที่ทำการปั้นอิฐสร้างกำแพงพระธาตุในสมัยต่อมา จึงน่าจะเป็นโบราณสถานที่ทำการก่อสร้างขึ่นมาในสมัยเดียวกันกับองค์พระธาตุที่ล่มสลายไปนั้นเอง (ปัจจุบันยังมีหลักฐานให้ทุกคนพิสูจน์และเยี่ยมชมได้)

เมื่อ จ.ศ. 1291 เดือน 11 (ปลายเดือน พ.ศ. 2472) เกิดปรากฏการณ์ฝนแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน จนราษฏรทั่วไปเดือนร้อนกันทั่วหน้า วันแรม 4 ค่ำ เดือน 11 จ.ศ. 1291 ( วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2472 ) ขุนพาทีไพเราะ กำนันในสมัยนั้น ได้เรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน

ฝ่ายสงฆ์นำโดยเจ้าปัญญา ปญญาธโร เจ้าอาวาสวัดส่อ (ครูบาส่อในสมัยต่อมา) ได้นิมนต์เจ้าอาวาสทุกวัดในตำบลเปือมาประชุมปรึกษาหารือกันที่จะแก้ปัหาฝนที่ไม่ยอมตกมานาน โดยใช้อุโบสถวัดส้อเป็นสถานที่ประชุม ที่ประชุมตกลงกันว่าจะพากันไปอฐิษฐานจิตบนบานกับพระธาตุร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้ายนดอนแก้ว ซึ่งชาวบ้านเล่าลือกันศักดิ์สิทธิ์แพระมีผู้พบเห็นลูกแก้วมีแสงสว่างลอยขึ้นในวันสำคัญทางศาสนาบ่อย ๆ และมักจะลอยไปมาระหว่างเขา

“ภูช้าง” (ภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุ สมัยโบราณก็เคยมีชาวบ้านพบเหตุอัศจรรย์ของภูเขาลูกนี้เช่นกัน) ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจว่าเป็น “องค์พระธาตุเสด็จ” บริเวณดังกล่าวไม่มีผู้ใดกล้านำมาเป็นพื้นที่ส่วนตัว ลักษณะเป็นป่ารกร้าง สวนหย่อมอยู่ท่ามกลางทุ่งนา มีเศษอิฐโบราณกระจัดกระจายอยู่รอบหลุมตื้นๆ ที่ทรุดตัวลงบอกให้ทราบว่าเป็นหลุมเจดีย์เก่าแก่โบราณที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน มีต้นแหว ต้นม่วงรัก ไผ่บงเป็นต้น ขึ้นอยู่ประปราย

วันแรม 12 เดือน 11 จ.ศ. 1291 (ตรงกับ วันอาทิตย์ ที่ 1 แรม 12 ค่ำเดือนกันยายน พ.ศ. 2472 ) เมื่อทุกคนมาถึงบริเวณนั้นประธานฝ่ายสงฆ์จึงเริ่มกำทำพิธีขอฝนด้วยการจัดให้มีการตานข้าวสลากภัตร ร่วมอธิฐานจิตโดยขอให้ฝนตกเป็นในระหว่าง 7 วันนั้น โดยจะร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นมาใหม่เป็นแน่แท้และสิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ฝนได้ตั้งเค้าและตกลงมาหลังจากอธิฐานเสร็จจน ต้องเปียกปอนฝนกลับบ้านสมดังอธิฐานไว้ทุกประการ

วันจันทร์ ที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ขึ้น ๗ ค่ำ (ขณะนั้นท่านครูบาอายุ ๓๓ ปี) ครูบาส้อและท่านขุนพาทีไพเราะ พร้อมเจ้าขุนมูลนาย ผู้ใหญ่บ้าน จึงพากันมานอนค้างอ้างแรมเพื่อทำการขุดพระธาตุร้างเมื่อทำการขุดลงไปที่ความลึก ๑ วา ๓ ศอก ก็ได้พบกับไหกระเบื้องดินมีขนาดใหญ่ 6 กำ (กำมือ) ยาว 1 ศอกมีเครื่องแก้วอยู่ในไหมากมายไม่อาจนับได้ และมีอูปทอง (ผอบทอง) อยู่ในนั้นขนานเท่าแก้ว (เข้าใจว่าจะเป็นแก้วน้ำ) มีฝาปิดมิดชิด

เมื่อเปิดดูก็พบว่ามี “องค์พระธาตุ” อยู่ในนั้น 57 องค์ มีรังษีต่าง ๆ กัน เช่น สีแดง สีขาว สีหม่น ขนาด ใหญ่กว่าเมล็ดถั่วเขียว ขุดลงไปอีก 3 ศอก ก็พบกระดานหินปิดกั้นอยู่ มีลักษณะคล้ายกุ๊บคว่ำ(งอบ) ไม่สามารถขุดต่อไปได้แม้จะขยายหลุมให้กว้างขึ้นอีกประมาณ 2 วา เพื่อจะงัดแผ่นหินขึ้นมาก็ไม่มีทีท่าว่าแผ่นหินจะสิ้นสุดลง แม้จะลองกระแทกดูไม่แตกจึงได้หยุดการขุดเพียงเท่านั้น

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม ขึ้น 2 ค้ำ พ.ศ. 2473 เริ่มก่ออิฐขึ้นเป็นรูปเจดีย์เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3 เดือน 13 วัน จึงเป็นผลสำเร็จ ยกเศวตภัตร ขึ้นเป็นยอดเจดีย์ตั้งชื่อว่า “เจดีย์ดอนแก้วภูเพียง” นับจากที่มีการก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้นแล้วเสร็จ ภายหลังมีการบูรณะต่อเติมองค์พระธาตุให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับพร้อมกับการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นอื่น จนมีสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมาดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ฉันเดินชมภายในวัด ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะวันนี้พระอุโบสถของวัดดอนแก้วแห่งนี้ปิด และไม่สามารถเข้าไปชมด้านในได้ จึงทำได้เพียงเดินเข้าไปนมัสการพระธาตุเจดีย์เท่านั้น ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังวัดอันดับต่อไป นั่นคือ "วัดสวนตาล"

วัดสวนตาล อยู่ที่ถนนมหายศ วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระนางปทุมมาวดีชายาของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อราวปีพุทธศักราช ๑๗๗๐ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองน่านด้านทิศเหนือ ในบริเวณที่เป็นสวนตาลหลวง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด

ภายในวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระเจ้าทรงทิพย์ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยองค์ใหญ่หน้าตักกว้าง ๑๐ ฟุต สูง ๑๔ ฟุต ๔ นิ้ว พระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๑๙๙๒ เพื่อแสดงถึงชัยชนะ ที่พระองค์สามารถยึดเมืองน่าน ไว้ในพระราชอำนาจ

รวงผึ้งรวงใหญ่ที่หน้าจั่วพระอุโบสถ

ในพงศาวดารเมืองน่าน กล่าวไว้ว่า เมื่อจุลศักราช ๘๑๒ ตรงกับพุทธศักราช ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่ มีกำลังเข้มแข็งได้กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่าง ๆ ในแคว้นล้านนาไทย คือ เมืองลอ เมืองเทิง เมืองปง เมืองควร ไปทางตีนดอยลาว ได้หัวเมืองเหล่านั้นไว้ในอำนาจหมดแล้ว เลยยกเข้าไปตีเมืองน่าน พระองค์ได้ตั้งทัพอยู่ที่สวนตาลหลวงตั้งทัพล้อมอยู่ได้ ๗ วัน โดยเร่งไพร่พลยิงปืนใหญ่ เข้าไปในเมือง

พอตกกลางคืนก็ยกพลเข้าตีหวังจะเอาเมืองให้ได้ ฝ่ายพญาอินต๊ะแก่นท้าว ซึ่งเป็นเจ้านครน่านในเวลานั้นเห็นกองทัพเชียงใหม่มีไพร่พลมากมายนัก ประกอบกับได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือถึงความเก่งกล้าสามารถของพระเจ้าติโลกราช ที่สามารถปราบหัวเมืองใกล้เคียงได้เกือบหมด เห็นชัดแจ้งว่าไม่อาจจะรักษาเมืองไว้ได้จึงได้อพยพครอบครัวหนี พระเจ้าติโลกราชจึงยกทัพไพร่พลเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องสู้รบให้เสียเลือดเสียเนื้อเลย

ชบาสเปน ที่หน้ากุฏีเจ้าอาวาส

เมื่อพระเจ้าติโลกราชยึดเมืองได้แล้ว จึงได้ปรึกษาเหล่านายทัพนายกอง และเสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า การที่กองทัพของพระองค์เข้ายึดเมืองไว้ได้ในครั้งนี้ มิได้สู้รบให้เสียเลือดเสียเนื้อกำลังไพร่พลเลย เหมือนกับว่ามีเทพเจ้าเข้ามาช่วยเหลือ จึงเห็นควรให้สร้างอะไรไว้อย่างหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์สักขีพยานในชัยชนะของพระองค์ ครั้งนั้นขุนนางเสนอว่าควรจะสร้างถาวรวัตถุเพื่อประชาชนรุ่นหลังจะรำลึกถึง เช่น สร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทอง เป็นต้น ในที่สุดพระเจ้าติโลกราชก็ตัดสินพระทัยที่จะสร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทอง

กุฏิเจ้าอาวาส

พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่โปรดเกล้าฯ ให้ สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๘๗ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ปางมารวิชัย ประดิษฐานในวิหารสวนตาล หน้าตักกว้าง ๑๐ ฟุต สูง ๑๔ ฟุต ๔ นิ้ว (๔.๑๑ เมตร)

พระพุทธรูปศิลปพม่า

ในการสร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทองนี้ พระองค์ได้โปรดให้ช่างทั้งหลาย อาทิ พม่า เงี้ยว และชาวเมืองเชียงแสน กระทำพิธีหล่อหลอมทองและพิธีหล่อองค์พระพุทธรูป ด้วย ช่างได้กระทำการหล่อทองเทเข้าเบ้าพิมพ์หลายครั้งหลายหน ก็ไม่สำเร็จเพราะ เบ้าพิมพ์แตกเสียทุกครั้ง ในที่สุดก็มีชายชราแปลกหน้านุ่งขาวห่มขาวมาช่วยทำ จึงสำเร็จเรียบร้อยสมปรารถนา

เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จแล้ว พระเจ้าติโลกราชก็ทรงจัดให้มีการสวดปริตถมงคล และจัดให้มีงาน มหกรรมเฉลิมฉลองทำบุญ เป็นการใหญ่มโหฬารยิ่ง ส่วนชายชรานั้นก็หายสาบสูญไป ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย ประชาชนชาวเมืองต่างโจษขานกันว่าเป็นเทพยดาแปลงกายลงมาช่วย จึงได้ขนานพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธรูปทองทิพย์ หรือ พระเจ้าทองทิพย์ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ฉันขับรถผ่านวัดสวนตาลเข้ามา ให้สะดุดใจกับกลุ่มเด็กน้อยแต่งตัวในชุดล้านนาประยุกต์ที่นั่งเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ศาลา ด้านหน้ามีการวางแผงขายของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ สอบถามได้ว่า ทั้งกลุ่มเป็น "มัคคุเทศน์น้อย" ประจำวัด

ฉันมองสินค้าที่น้อง ๆ เสนอขายบนแผง ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยที่ฉันต้องใช้ของเหล่านั้น หรือความต้องการซื้อสิ่งใด ๆ ด้วยว่าไม่อยากให้เป็นภาระในการเดินทาง ที่ต้องตะลอน ๆ ด้วยรถเครื่องเพียงคันเดียว ขณะเดียวกันรถไอศรีมถ้วยตักผ่านมา ฉันจึงขอโอกาสในการเลี้ยงไอศรีมน้อง ๆ เหล่านั้น ก่อนที่จะเข้าไปนมัสการพระเจ้าทองทิพย์ในพระอุโบสถ และ "ชุธาตุ" หรือ กราบนมัสการพระธาตุวัดสวนตาลต่อไป

พระธาตุวัดสวนตาล หรือ เจดีย์วัดสวนตาล องค์เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมา พระเจ้าสุริยพงษ์ปริตเดชฯ พระเจ้าน่าน โปรดให้บูรณะขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้แก้ไขรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน

จากรูปถ่ายเก่าเข้าใจว่า ส่วนฐานเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รองรับเรือนธาตุย่อเก็จ ซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉน และปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย เจดีย์องค์นี้คงจะสร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลังจากเจ้าพระยาผากองสร้างเมืองน่านใน พ.ศ. ๑๙๑๑

ขณะเดียวกัน ภายในวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรยปางนั่งพับเพียบองค์แรกที่พบในภาคเหนือ วัดสวนตาล จ.น่าน พร้อมกับมีพระเจ้า ๕ ที่ประดิษฐานอยู่ที่เดียวกัน ทำให้มีประชาชนเดินทางมาสักการะกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง

ทุกปีใหม่ช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ ชาวน่าน จัดงานนมัสการ และสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ประทานน้ำสรงเป็นประจำทุกปี ชาวน่านเคารพนับถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง

ไม่รู้ว่าไม่มีบุญหรือวาสนาหรืออย่างไร ทำให้ฉันเดินหาพระพุทธรูปปางนั่งพับเพียบองค์แรกของภาคเหนือไม่พบ แม้นจะเข้าไยังกุฏิ หรือที่เรียกกันว่า "ห้องฮอมบุญ ๕๔" ซึ่งตกแต่งทั้งภายใน และภายนอกไว้อย่างสวยงาม

ที่สะดุดตาเห็นจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่าที่เป็นพระประธานในห้อง และยังมีองค์เล็ก องค์น้อย ที่ทางวัดจัดเตรียมไว้สำหรับให้ผู้มีจิตศรัทธาได้เช่าบูชากลับบ้านไปอีกด้วย ฉันเดินย้อนกลับมาทางเก่า เจอกลุ่มเด็ก ๆ ตะโกนเรียก "น้าครับ ๆ ขอบคุณสำหรับไอศรีมครับ" (ถ้าเรียกป้ากรูตบหัวหลุด) ฉันยิ้มให้พร้อมสตาร์ทเจ้าสองล้อขับออกสู่ถนนหลังจากที่สอบถามเส้นทางของวัดที่กำลังจะไปต่อ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รวม Link "เดินเดี่ยวเที่ยวน่าน" เที่ยววัดในจังหวัดน่าน
http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/05/19/entry-1



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฟ้าน่าน วันที่ : 13/11/2012 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NamnanFanan

งดงามครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 06/04/2012 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Bhirisa
www.oknation.net/blog/misspostcard

ชบาสเปน...สวยมาก

ว่าแต่ถ้าเด็กเขาเรียกป้าจริง ๆ ฉันว่าเธอไม่กล้าตบหรอก...๕๕๕...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 06/04/2012 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่านน่ะสิ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน