*/
  • สายลมที่ผ่านมา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-10-06
  • จำนวนเรื่อง : 1388
  • จำนวนผู้ชม : 2609204
  • จำนวนผู้โหวต : 554
  • ส่ง msg :
  • โหวต 554 คน
<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2558
Posted by สายลมที่ผ่านมา , ผู้อ่าน : 2134 , 13:34:10 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน แม่หมี , นายยั้งคิด และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

พระประธานวัดมหาธาตุ

ออกจากพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 5 พยายามจะเดินลัดเข้าด้านหลังเพื่อไปยังวัดมหาธาตุ แต่วันนี้ประตูด้านนี้ดันปิด เลยต้องเดินวกกลับมาอ้อมเข้าทางอนุสาวรีย์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท และรัดต่อเข้าไปทางโบสถ์ ที่วัดแห่งนี้ 

ภายในโบสถวัดมหาธาตุ 

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เดิมชื่อว่า “วัดสลัก” ผู้สร้างวัดแห่งนี้ไม่ปรากฏนาม แต่สันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้งกรุงเก่า(กรุงศรีอยุธยา) เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท (พระอนุชาธิราชของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ) ทรงมาพบวัดนี้แล้ว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาใหม่ ทรงสถาปนาวัดนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงขอพระราชทานพระอารามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า“วัดนิพพานนานาม”

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดนิพพานาราม จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามว่า “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ต่อมาพระองค์ทรงประชุมพระราชาคณะให้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และจัดให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมที่วัดแห่งนี้ จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามอีกครั้งว่า “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร” ตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า

 

เมื่อ พ.ศ ๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้เรียกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหารว่า “วัดมหาธาตุ” ด้วยเหตุว่านามวัดดังกล่าวเป็นหลักของพระนครที่มีทุกราชาธานีในประเทศนี้ จึงควรต้องมีในพระนครอมรรัตนโกสินทร์ อีกทั้งพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระมณฑป ซึ่งเป็นพระศรีรัตนมหาธาตุก็มีอยู่ในพระอาราม และเป็นพระอารามที่สถิตสมเด็จพระสังฆราชเหมือนวัดมหาธาตุที่กรุงเก่า จึงพระราชทานนามพระอารามแห่งนี้ใหม่ในรัชสมัยของพระองค์ว่า “วัดมหาธาตุ”

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชทรัพย์อันเป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เพื่อปฎิสังขรณ์วัดมหาธาตุ จึงโปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”

พระอุโบสถที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างไว้นั้น ได้ถูกเพลิงไหม้ในคราวเดียวกับพระมณฑป พระองค์ทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยขยายตัวอาคารพระอุโบสถออกถึงแนวเขตสีมาจนเกือบชิดกับพระมณฑป จึงยกสีมาขึ้นติดกับแนวผนัง ประตูติดตั้งให้เปิดออกด้านข้าง ลักษณะพระอุโบสถอย่างนี้มีเพียง ๒ แห่ง คือ วัดมหาธาตุกับวัดชนะสงคราม เพราะทั้ง ๒ วัดนี้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้าง

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ โดยรื้อเครื่องบนเปลี่ยนตัวไม้ที่ชำรุด และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ เสริมผนังและเสาให้สูงขึ้นกว่าเก่า ๑ ศอก ลงรักปิดทองประดับกระจกใหม่ทั้งหลัง แต่ผนังข้างในยังไม่ได้เขียนใหม่ สิ้นรัชกาลเสียก่อน

พระเจดีย์ทองซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

หลาย ๆ คนไม่รู้ว่า มีพระบรมสารีริกธาุตตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ โดยภายใต้ฐานของพระบรมสารีริกฐานนั้น บรรจุพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ในมณฑลประดิษฐานพระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและมีพระพุทธรูปล้อมรายรอบ

พระมณฑปทรงสร้างครอบพระเจดีย์ทองซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวข้างต้นนั้น  เป็นศาสนสถานที่ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างให้เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นยังมีพระพุทธที่นำมาจากเมืองเหนือ เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิษณุโลก เมืองลพบุรี และที่กรุงเก่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทนำมาประดิษฐานไว้ภายนำพระมณฑปถึง  ๒๘  องค์ล้วนแต่องค์งาม ๆ ทั้งนั้น   พระมณฑปนี้ทรงสร้างไว้ด้านทิศตะวันออกกึ่งกลางระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร  พระองค์ทรงเอาเครื่องไม้ที่จะทรงสร้างปราสาทในวังหน้า นำมาสร้างพระมณฑป  แต่มณฑปที่สร้างด้วยเครื่องไม้นั้นถูกเพลิงไหม้  พระอุโบสถและพระวิหารก็ถูกไหม้ในครั้งนั้นด้วย  พระองค์ก็ทรงให้สร้างพระมณฑปใหม่ให้เป็นหลังคาทรงโรงอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  พระมณฑปนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๗ ทรงบูรณะวัดมหาธาตุโดยการก่ออิฐถือปูนทั้งพระอาราม ส่วนการบูรณะพระมณฑปให้รื้อเครื่องบนเปลี่ยนตัวไม้ที่ชำรุด และเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ ลงรักปิดทองพระเจดีย์ทอง ประดับกระจกใหม่ทั้งหลัง

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๓๙ เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคตได้ ๒ ปี พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โปรดให้นิมนต์สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) แต่ยังเป็นพระพิมลธรรมถวายพระธรรมเทศนา แล้วทรงบูชากัณฑ์เทศน์ ๑๐๐๐ ชั่ง ทรงพระราชอุทิศเพื่อปฏิสังขรณ์สิ่งสำคัญในวัดมหาธาตุ คือ พระมณฑป พระอุโบสถ และพระวิหาร ให้เปลี่ยนตัวไม้เครื่องบนที่ชำรุด เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ ประดับกระจกหน้าบันใหม่ ฉาบปูนผนังใหม่เหมือนกันทุกหลัง แต่ที่หน้าบันพระวิหารนั้นเปลี่ยนลายเป็นรูปจุลมงกุฎของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จากงบประมาณการบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้มาดังกล่าว จึงโปรดให้เพิ่มสร้อยนามพระอาราม เฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่า “วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์”

พระมณฑปนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ โดยอดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุเสมอมา ด้วยการบูรณะตามสภาพของส่วนที่ทรุดโทรม

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโต) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุรูปปัจจุบัน พิจารณาเห็นว่าพระมณฑปทรุดโทรมมากแล้ว จึงได้เชิญชวนคณะสงฆ์วัดมหาธาตุ พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกา และชาวพุทธ ร่วมกันหาทุนทรัพย์ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ตรงกับวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในมงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษาในปีนี้อีกด้วย

ตัดออกจากวัดมหาธาุต เราแวะเดินเที่ยวสถานที่แฮงเอาท์ใหม่ริมน้ำของกรุงเทพฯ นั่นคือ ท่ามหาราช ที่ตกแต่งแนวโมเดิร์น ซะดูผิดที่ผิดทางกับสภาพแวดล้อมในย่านนั้น ก่อนจะเดินตัดออกไปยัง "ท่าช้างวังหลวง" 

บรรยากาศภายในท่ามหาราช

ร้านชิลชิล

น้ำพุหน้าท่ามหาราช

เราเดินละมาเรื่อย ๆ ผ่านวังท่าพระ ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยศิลปากร เห็นทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศลุ้มล้อมกันมากหน้าประตูมณีนพรัตน์ก็เลยเดินไปดูบ้าง ปรากฏว่าเป็นทหารม้ารักษาพระราชวังสามนาย กำลังเป็นนายแบบให้ทั้งชาวไทย และนักท่องเที่ยวถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางแดดร้อนจัดของเวลาเที่ยงวัน

ทหารม้ารักษาพระราชวัง

แน่นอน แขกบ้านแขกเมืองของเราไม่มีพลาด

เมื่อถ่ายรูปกันจนม้าเดินหนีแล้ว เราก็ข้ามฟากมายังท่าช้างวังหลวง ที่หลาย ๆ คนชอบเรียกตามจุดหมายปลายทางของเรือข้ามฟากว่า ท่าช้าง-วังหลัง 

ตลาดขายของ ขายอาหาร และผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ท่าช้าง

ผลไม้สด ๆ หวาน ๆ

ท่าช้างวังหลวง หรือที่เรียกว่า ท่าพระ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นบริเวณประตูเมืองที่นำช้างซึ่งเลี้ยงไว้ในพระบรมมหาราชวัง หรือพระราชวังหลวง ลงอาบน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเรียกกันว่า "ท่าช้างวังหลวง"

ต่อมาใน พ.ศ. 2351 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากสุโขทัยมาทางแพเพื่อมาประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวราราม และพักแพที่ท่าช้างวังหลวงเพื่อประกอบพระราชพิธีสมโภชเป็นเวลา 3 วัน แต่พระพุทธรูปไม่สามารถผ่านประตูเมืองบริเวณนี้ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อประตูและกำแพงบางส่วนออก แล้วสร้างประตูใหม่พระราชทานนามว่า "ประตูท่าพระ" แต่ประชาชนยังคงนิยมเรียกกันว่า ท่าช้าง หรือท่าช้างวังหลวง

ปัจจุบันเป็นท่าเรือข้ามฟากซึ่งเอกชนได้เช่าจากกรุงเทพมหานครมาดำเนินการ ส่วนท่าพระปัจจุบันใช้เรียกท่าเรือบริเวณใกล้เคียงท่าช้างวังหลวง 

เราเองก็อาศัยบริการท่าเรือที่ท่าช้างวังหลวงเช่นเดียวกัน แต่เราไม่ได้ข้ามไปวังหลังแต่อย่างใด ที่หมายของเราในการข้ามแม่น้ำนี้คือ "วัดระฆัง" เพื่อแวะเข้าไปกราบพระและกราบพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินภายในพระตำหนักแดง ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ข้ามฝั่งแม่น้ำไปยังวัดระฆังโฆษิตาราม

โดยเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินได้สถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเห็นว่า พระไตรปิฎกถูกทหารพม่าเผาทิ้ง พร้อมกับการทำลายเมืองอยุธยาจนหมดสิ้น ขณะที่ยกทัพไปทำสงครามที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกเมืองนครฯ และอาราธนาพระอาจารย์สี มาช่วยในการชำระพระไตรปิฎก ณ วัดบางหว้าใหญ่

พระประธานวัดระฆัง

ต่อมาขุดพบระฆังเสียงใสในวัด จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดระฆัง มาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคต กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์ (คุณทองอิน) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ยก พระตำหนักแดง ที่ประทับของพระองค์ในกรุงธนบุรี มาปลูกไว้ในวัดระฆัง

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จมาทอดพระเนตร ทรงมีพระดำรัสว่า พระตำหนักแดง เคยเป็นที่ประทับทรงกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช โดยจะเห็นได้จากฝาประจันกั้นห้องในพระตำหนัก มีภาพปริศนาธรรม พระภิกษุเจริญกรรมฐานอยู่ข้างซากศพ แต่ภาพเหล่านี้เลือนหายไปหมดแล้ว

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ภายในตำหนักแดง

พระธาตุต่าง ๆ ภายในตำหนักแดง

ตำหนักแดงภายในวัดระฆังโฆษิตาราม

(อ้างอิง :: จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เมื่อ ๒๔๖๐)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ครึ่งวันเดียว เที่ยวกรุงเทพฯ :: กระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง

ครึ่งวันเดียว เที่ยวกรุงเทพฯ:พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

ครึ่งวันเดียวเที่ยวกรุงเทพฯ พระบรมสารีริกธาตุ ทหารม้าวังหลวง พระตำหนักพระเจ้าตาก

ครึ่งวันเดียว เที่ยวกรุงเทพฯ :: สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กับมหาวิทยาลัยศิลปากร

ครึ่งวันเดียวเที่ยวกรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า

ครึ่งวันเดียว เที่ยวกรุงเทพฯ :: พิพิธบางลำพู ป้อมพระสุเมรุ สวนสันติชัยปราการ

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
แม่หมี วันที่ : 22/06/2015 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เที่ยวแบบไม่เมื่อยต้องไปกับน้องสายลมฯ

คราวก่อนไปท่ามหาราชยังไม่เสร็จดี คราวนี้เสร็จเต็มรูปแบบแล้วน่าไปเที่ยวจัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 21/06/2015 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ขอบคุณมากครับ เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนก้ได้รู้คราวนี้

ความคิดเห็นที่ 1 สายลมที่ผ่านมา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 20/06/2015 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ตามมาเที่ยว

ปล.เป็นเทมเพลทที่ต้องเคาะครึ่งวัน จึงจะเห็นเรื่อง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน