*/
  • konsilaat
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : w.wongwasan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-07-15
  • จำนวนเรื่อง : 262
  • จำนวนผู้ชม : 828367
  • จำนวนผู้โหวต : 116
  • ส่ง msg :
  • โหวต 116 คน
วันจันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561
Posted by konsilaat , ผู้อ่าน : 1727 , 18:15:35 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน toondee , สำรวจฟ้า และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

หลากหลายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

 

“ อโรคยา ปรมา ลาภา...ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ” สวัสดีครับ ฉบับนี้พบกันเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ โดยมีสุดยอดสมุนไพร 5 ชนิด นำมาฝากกันเพื่อเป็นข้อมูลสุขภาพทางเลือกสำหรับทุกท่าน

 

1. มะขามป้อม

มะขามป้อม

ประโยชน์ของมะขามป้อม

1. อุดมไปด้วยสารอาหารและเป็นแหล่งของวิตามินซี

เชื่อว่าถ้าพูดถึงผลไม้วิตามินซีสูง หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงส้ม แต่หารู้ไม่ว่าผลไม้อย่างมะขามป้อมนั้นมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึงเท่าตัว แถมในมะขามป้อมยังมีสารแทนนินและโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารป้องกันการสลายตัวของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นานอีกด้วย  เพราะมะขามป้อมยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่น ๆ อีกเพียบ ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 3 ธาตุเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัส เรียกได้ว่าทานมะขามป้อมอย่างเดียวก็ได้สารเกือบอาหารครบถ้วนเลย

2. ดับกระหาย

เพียงแค่ทานผลมะขามป้อมสด ๆ ก็ช่วยแก้และลดอาการกระหายน้ำได้ โดยไม่ต้องนำไปทำเป็นน้ำผลไม้ เพราะเมื่อเรากัดมะขามป้อม น้ำมะขามป้อมที่ซึมออกมาจะช่วยแก้อาการคอแห้งได้ แล้วยิ่งถ้าได้ดื่มน้ำเปล่าตามหลังไปอีกสักหน่อย ก็จะยิ่งทำให้ความรู้สึกกระหายดีขึ้น

3. แก้ไอ เจ็บคอ ลดเสมหะ แก้หวัด

ถ้าพูดถึงประโยชน์ดี ๆ ของมะขามป้อม แทบทุกคนคงจะต้องบอกว่าช่วยแก้ไอ แก้หวัด ละลายเสมหะ รักษาอาการเจ็บคอแน่นอน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารกลุ่มแทนนิน แถมรสเปรี้ยวของมะขามป้อมยังช่วยละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดี จนโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังนำมะขามป้อมไปทำเป็นยาแก้ไอ แล้วลงทะเบียนเป็นยาแผนโบราณเลยด้วย โดยหากต้องการใช้มะขามป้อมแก้ไอ ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการนำมะขามป้อม ไปคั้นหรือต้มแล้วนำมาดื่ม หรือจะนำมะขามป้อมไปอมกับเกลือเฉย ๆ ก็ได้ ซึ่งการอมมะขามป้อม นอกจากจะช่วยแก้ไอและละลายเสมหะแล้ว ยังทำให้เราชุ่มคอ และช่วยบำรุงเสียงใส ป้องกันเสียงแห้งอีกด้วย

4. แก้ไข้

สารแทนนินและวิตามินซีที่มีอยู่ในมะขามป้อม เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย จึงช่วยแก้ไข้จากอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยนำผล เมล็ด หรือรากของมะขามป้อมมาคั้นดื่ม เพราะน้ำมะขามป้อมถือเป็นยาเย็นที่ช่วยลดและระบายความร้อนออกจากร่างกาย และเรายังสามารถนำใบสดของมะขามป้อมมาต้มน้ำอาบเพื่อให้ไข้ลดลงได้อีกด้วย       

นอกจากนี้ มะขามป้อมยังช่วยให้อาการไข้ทับระดูดีขึ้น โดยตำรับยาพื้นบ้านจะนำมะขามป้อมและลูกสมอไทยจำนวนเท่าอายุผู้ป่วยมาต้มกับใบมะกาแห้ง 1 กำมือ ใส่เกลือนิดหน่อย แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมงในวันแรกที่ดื่ม หลังจากนั้นดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ภายใน 3 วันยาต้มหม้อนี้อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดท้องจากไข้ทับระดูได้  

5. แก้ปวดฟัน

รู้ไหมว่าการทานมะขามป้อมหรือนำปมก้านมะขามป้อมมาต้มกับน้ำ แล้วใช้อมหรือบ้วนปาก สามารถเบาเทาและป้องกันอาการปวดฟันได้ เนื่องจากในมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมากนั่นเอง

6. รักษาลักปิดลักเปิด

ร่างกายคนเราสามารถดูดซึมวิตามินซีจากมะขามป้อมได้ดีกว่าวิตามินซีเม็ดทั่วไป เนื่องจากในมะขามป้อมมีสารอื่น ๆ ที่ช่วยให้วิตามินเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคลักปิดลักเปิดที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเป็นโรคที่ร่างกายขาดวิตามินซีจึงควรทานมะขามป้อมที่มีวิตามินซีสูงเข้าไปมาก ๆ เพราะสามารถช่วยให้หายจากโรคนี้ได้

7. บรรเทาอาการคันจากเชื้อรา น้ำกัดเท้า

นำรากของมะขามป้อมมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำไปต้มประมาณ 15 นาที จากนั้นก็นำมาทาบริเวณที่เป็นเชื้อรา ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ ส่วนใครที่มีอาการคันจากน้ำกัดเท้า ให้นำเปลือกมะขามป้อมไปตำผสมกับน้ำเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณที่คันก็จะช่วยรักษาได้ หรือหากใครอยากจะฆ่าเชื้อโรคหรือป้องกันน้ำกัดเท้าไว้ก่อน จะนำเปลือกของต้นมะขามป้อมไปแช่น้ำ แล้วนำเท้าไปแช่ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณเท้าหนาขึ้น เนื่องจากความฝาดของเปลือกมะขามป้อมจะช่วยตะกอนโปรตีน ทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น   

8. รักษาแผล แก้ฟกช้ำ

นำเปลือกลำต้นของมะขามป้อมมาบดเป็นผง แล้วโรยที่บริเวณบาดแผลเพื่อรักษาแผลและอาการฟกช้ำได้ด้วย ส่วนใครที่เป็นแผลแล้วหายช้า เป็นแผลแล้วมีน้ำเหลืองไหล หรือป่วยเป็นโรคน้ำเหลืองเสีย แนะนำให้ทานมะขามป้อม 1 ลูก ทุกวันหลังอาหาร เพราะในมะขามป้อมมีวิตามินอยู่มาก โดยเฉพาะวิตามินซี จะสามารถแก้อาการน้ำเหลืองเสียได้

9. รักษาหอบหืด

นอกจากแก้ไข้หวัดแล้ว หากใครเป็นหอบหืดยังสามารถนำเมล็ดมะขามป้อมมาตำเป็นผง แล้วชงดื่มกับน้ำร้อน ก็ช่วยรักษาให้หายได้ด้วย

10. แก้อาการผื่นคัน

ใครที่มีอาการผิวหนังอักเสบหรือเป็นผื่นคัน เราขอแนะนำให้นำใบมะขามป้อมมาต้มอาบ หรือนำเมล็ดมาเผาแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำมัน คนให้เข้ากันจนเหลวข้น แล้วนำมาทาแผล จะช่วยบรรเทาอาการคัน แก้พิษน้ำร้อนลวก และช่วยรักษาแผลได้

11. เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก

ยางของผลมะขามป้อมและวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น และแก้อาการท้องผูกได้ ฉะนั้นมะขามป้อมจึงถือเป็นผลไม้อย่างหนึ่งที่ช่วยแก้อาการท้องผูกได้ดี แถมยังมีคนนำไปสกัดเข้าเครื่องยา ทำเป็นยาระบายได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หากเราทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้มีอาการท้องเสียแทนได้ ดังนั้นจึงควรควบคุมปริมาณการทานในแต่ละวันด้วย

12. แก้ท้องเสีย โรคบิด

อาการท้องเสีย หรือถ่ายบิด สามารถใช้มะขามป้อมรักษาให้หายได้ง่าย ๆ ด้วยกัน 3 วิธี คือ นำรากมะขามป้อมไปต้มดื่ม หรือนำลูกมะขามป้อมสดไปต้มประมาณ 10-20 นาทีแล้วดื่ม หรือวิธีสุดท้าย นำใบไปตำให้ละเอียดแล้วนำมาชงดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง หรืออาจเติมน้ำผึ้งลงไปหน่อยเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น

13. บำรุงผิว

วิตามินซีในมะขามป้อมยังสามารถบำรุงผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย และทำให้หน้าขาวสดใสได้ โดยนำมะขามป้อมมาฝนแล้วนำน้ำที่ได้ไปทาบริเวณหน้าและผิวของเราได้เลย

14. บำรุงผม

มีการนำมะขามป้อมมาสกัดทำเป็นยาสระผมทั้งที่ไทยและอินเดีย เนื่องจากมะขามป้อมสามารถบำรุงรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรง นุ่มลื่น และยังช่วยทำให้ผมดกดำ ป้องกันผมหงอกได้ด้วย โดยการนำมะขามป้อมมาทอดกับน้ำมันมะพร้าวแล้วนำน้ำมันมาหมักผม หรือหากใครมีมะขามป้อมแห้ง ก็สามารถนำลูกมะขามป้อมแห้งไปแช่น้ำไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาบำรุงผม โดยใช้ล้างแทนน้ำสุดท้ายได้ แถมเราสามารถนำเมล็ดมะขามป้อมมาบีบเอาน้ำมัน แล้วนำไปทาทั่วศีรษะก็ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้นด้วย

15. บำรุงร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า

เนื่องจากมะขามป้อมมีสารอาหารมากมาย ที่ช่วยบำรุงทั้งผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ ตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะ ลำไส้ และผิวหนัง แถมยังช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย บำรุงกำลัง บำรุงเลือด ลดความดันเลือดสูง และปรับประจำเดือนให้มาปกติได้ จึงบอกได้เลยว่าการทานมะขามป้อมช่วยบำรุงร่างกายเราให้ดีขึ้นได้แทบทุกส่วนจริง ๆ  

16. ต้านมะเร็ง

มีการวิจัยพบว่าสารฝาดในมะขามป้อมอย่างกรดแกลลิคและสารแทนนินสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้ก่อตัวในร่างกายเราได้ แถมมะขามป้อมยังสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารแทนนินที่ประกอบไปด้วย emblicanin A, emblicanin B, punigluconin และ peduculagin

17. แปรรูปได้หลากหลาย

นอกจากจะกินเปล่า ๆ อร่อยแล้ว มะขามป้อมยังนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม หรือแปรรูปเป็นของกินเล่นอร่อย ๆ อย่าง มะขามป้อมแช่อิ่ม และใช้เป็นยาสมุนไพร ยาแก้ไอ หรือยาสระผม แถมยังนำไปทำเป็นเครื่องสำอางและอาหารเสริมได้อีกด้วย

 

2. มัลเบอร์รี

มัลเบอร์รี

ประโยชน์ของมัลเบอร์รี

1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

อาการระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมักเป็นปัญหาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่มัลเบอร์รีมีสรรพคุณช่วยไม่ให้น้ำตาลในเลือดเกิดการผกผันโดยจะเข้าไปชะลอการย่อยของคาร์โบไฮเดรต ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่เกิดการผกผันจนส่งผลเสียต่อร่างกาย

2. ลดคอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่อยู่ในร่างกายซึ่งจำเป็นต้องควบคุมให้อยู่ในระดับปกติ เพราะหากมีมากเกินไปอาจจะทำให้เสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งการรับประทานมัลเบอร์รีสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และกระตุ้นการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) อีกทั้งยังช่วยลดไขมันในตับ และความเสี่ยงไขมันพอกตับได้อีกด้วย

3. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

มัลเบอร์รีถือเป็นพืชในตระกูลเบอร์รีที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงคุณค่า ที่ช่วยป้องกันเซลล์ต่าง ๆ จากการถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบต่าง ๆ และริ้วรอยที่เกิดขึ้นก่อนวัย ไม่เพียงเท่านั้น สารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รียังช่วยบำรุงผิวให้ดูเนียนนุ่ม กำจัดจุดด่างดำที่เกิดขึ้นบนผิว และยังบำรุงผมให้เงางามได้อีกด้วย

4. บำรุงสมอง

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ทำการทดลองกับหนูตัวผู้ พบว่า เมื่อให้หนูทดลองที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมองกินมัลเบอร์รี หนูเหล่านั้นจะมีความจำที่ดีขึ้น และลดการเกิดภาวะออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รีก็ยังป้องกันไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายด้วย

5. ป้องกันโรคมะเร็ง

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าโรคมะเร็งเกิดจากภาวะความผิดปกติของเซลล์ที่เกิดจากการที่เซลล์ถูกทำลาย ซึ่งวิธีการป้องกันก็คือการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และในมัลเบอร์รีก็มีเจ้าสารนี้อยู่ไม่ใช่น้อย โดยสารเหล่านี้จะไปทำการยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และกำจัดเซลล์มะเร็งไปพร้อม ๆ กัน นับว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ให้ผลที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

6. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่ไม่ค่อยพบได้ง่ายในพืช แต่กลับมีในมัลเบอร์รี ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้จะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายสามารถส่งออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้มากขึ้น

7. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

มัลเบอร์รีเป็นพืชที่มีสารอัลคาลอยด์ (Alkaloids) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยจะไปกระตุ้นเซลล์แมคโคเฟจ (macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคและเชื้อไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย ส่งผลให้เราไม่ป่วยง่าย

8. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

เรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นสารที่พบได้ในเปลือกผลไม้บางชนิด เช่น องุ่น และพืชตระกูลเบอร์รีบางชนิด และในมัลเบอร์รีก็มีอยู่ไม่น้อยเลยเชียวล่ะ ว่ากันว่าหากบริโภคอาหารที่มีสารชนิดนี้จะช่วยควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไป และลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดด้วย

9. บำรุงสายตา

ซีแซนทีนที่อยู่ในมัลเบอร์รี เป็นสารสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพดวงตา โดยสารนี้จะเข้าไปลดภาวะออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นในดวงตา ป้องกันการเกิดจอประสาทตาเสื่อม อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในมัลเบอร์รีก็ยังช่วยให้ดวงตาใสปิ๊ง นี่ยังไม่รวมถึงวิตามินบี 1 ที่มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาโดยตรง ดีขนาดนี้ใครจะอดใจไหว

10. ช่วยในการล้างพิษ

ในแพทย์แผนจีน มัลเบอร์รีถือเป็นสมุนไพรชั้นดีที่ช่วยล้างพิษในตับ ไต และเลือด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแอลกอฮอล์ในร่างกาย ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ดี คอดื่มทั้งหลายทราบแล้วต้องหามากินด่วนเลย

11. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

แคลเซียม วิตามินเค ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ที่มีอยู่รวมกันในผลมัลเบอร์รีแบบจัดเต็ม ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกและป้องกันภาวะกระดูกพรุน อีกทั้งยังชะลอการเสื่อมสภาพของกระดูกตามวัยได้ ยิ่งถ้ารับประทานกับโยเกิร์ตละก็จะยิ่งได้แคลเซียมเพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย

12. ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

ปริมาณไฟเบอร์ที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้มัลเบอร์รีเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ดีสำหรับระบบขับถ่าย ไฟเบอร์ในมัลเบอร์รีจะเข้าไปกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานเป็นปกติ และช่วยแก้ปัญหาท้องผูก อีกทั้งยังช่วยแก้ท้องอืด และจุกเสียดได้อีกด้วย

 

3. เถาวัลย์เปรียง

เถาวัลย์เปรียง

ประโยชน์ของเถาวัลย์เปรียง

 1. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในตำรับยาพื้นบ้าน มีการนำเถาของเถาวัลย์เปรียงมาคั่วชงน้ำ แล้วดื่มกินแก้ปวดเมื่อย ส่วนตำรับยาแผนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ร่วมกันวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย แล้วพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีอาการปวดหลังลดลงไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลาเท่ากัน

2. พิชิตโรคข้อเข่าเสื่อม

เถาวัลย์เปรียงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้ดีทีเดียว ดังที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยร่วมวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แล้วพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับยานาโปรเซน ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยไม่แตกต่างจากผู้ที่รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์

3. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ตามตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีงานวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน  โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน กินแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียงวันละ 400 มิลลิกรัม เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้จริง ๆ

4. รักษาอาการตกขาว

สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียงยังดีต่อสุขภาพผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยรักษาอาการตกขาวชนิดที่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น และไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ด้วย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว วิธีใช้ก็คือ นำเถาวัลย์เปรียงสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มดื่มต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลา

5. ขับโลหิตเสีย-ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

อีกหนึ่งสรรพคุณที่พืชชนิดนี้มีดีต่อผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรก็คือ มีฤทธิ์ช่วยขับโลหิตเสียของผู้หญิง โดยการนำเถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ นอกจากนี้เถาวัลย์เปรียงยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการนำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบบนหน้าท้องคุณแม่หลังคลอด จากนั้นนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงบนเถาวัลย์เปรียง

โทษของเถาวัลย์เปรียง

แม้ว่าเถาวัลย์เปรียงจะมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้กับบุคคลบางกลุ่มดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

2.  ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพปติก สำหรับยาเถาวัลย์เปรียง ที่ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวด กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้

3. เถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิต ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า เถาวัลย์เปรียงอาจมีผลไปยับยั้งหรือเสริมฤทธิ์ของยาได้          

 

4. ชะเอมเทศ

สรรพคุณ ประโยชน์ของชะเอมเทศ

ประโยชน์ของชะเอมเทศ

1. ชะเอมเทศมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณสมบัติชุ่มคอจึงช่วยบรรเทาอาการไอ อาการระคายเคืองคอ คนที่มีอาชีพต้องใช้เสียงเป็นประจำอย่างนักร้องหรือนักพูดจึงนิยมกินเพื่อช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ลำคอและกล่องเสียง

2. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยเสริมเพิ่มพลัง ชะเอมเทศเป็นสมุนไพรที่เหมาะกับนักกีฬาหรือคนที่ต้องใช้แรงงาน เพราะมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แก้อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง บำรุงกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก

3. ชะเอมเทศสามารถช่วยขจัดสารพิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกายให้น้อยลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ในการขับสารพิษมากกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

4. ชะเอมเทศมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และยังช่วยบำรุงม้ามให้ทำงานอย่างเป็นปกติ

5. ชะเอมเทศแก้อาการกระหายน้ำ ร้อนใน ช่วยระบายความร้อนและขับพิษร้อนในร่างกายได้

6. ชะเอมเทศมีฤทธิ์ช่วยกล่อมประสาท ลดอาการเกร็ง และช่วยในการนอนหลับได้ดีขึ้น

7. สรรพคุณชะเอมเทศช่วยบำรุงตับ ช่วยรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากโรคไวรัสตับอักเสบ และสามารถลดเอนไซม์ในตับ ทำให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ชะเอมเทศช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายดี บำรุงเลือด รักษาอาการเส้นเลือดขอด หลอดเลือดดำอุดตันและอักเสบได้

9. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวด แก้อาการอักเสบคล้ายสารสเตอรอยด์ แต่ชะเอมเทศไม่มีผลข้างเคียงเหมือนสารสเตอรอยด์ จึงมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

10. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ เนื่องจากชะเอมเทศมีสารเคมีสำคัญอย่างกลีเซอไรซิน ไฟโตเอสโตรเจน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

11. ชะเอมเทศช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ รวมทั้งสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์และยับยั้งการอักเสบของผิว ทำให้จุดด่างดำ ฝ้า กระ บนใบหน้าลดลง จนได้รับการยอมรับในแวดวงความงาม

12. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยรักษาหืดหอบ รวมถึงอาการของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี

13. ชะเอมเทศสามารถใช้เป็นยาภายนอก เพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณผิวหนังตามแขนและขาที่แตกเป็นขุย เป็นผื่นแดงหรือคัน บรรเทาอาการคันได้

14. รากของชะเอมเทศช่วยแก้อาการใจสั่นได้ อีกทั้งช่วยบำรุงหัวใจ

15. รากชะเอมเทศมีสรรพคุณขับเลือดเสียในช่องท้องได้

 

5. เจียวกู่หลาน

สรรพคุณ ประโยชน์ของเจียวกู่หลาน

ประโยชน์ของเจียวกู่หลาน

1. เจียวกู่หลานอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส สังกะสี ที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์กระดูก ป้องกันกระดูกให้แข็งแรง บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก

2. เจียวกู่หลานมีสรรพคุณช่วยลดการฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดกล้ามเนื้อ

3. เจียวกู่หลานเป็นสมุนไพรเย็น แก่ร้อนใน ดับกระหาย ถอนพิษไข้ ถอนพิษร้อน

4. เจียวกู่หลานมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของร่างกาย ต้านเซลล์มะเร็ง ชะลอวัย บำรุงผิวพรรณให้กระชับ เสริมสร้างสมดุลให้ร่างกาย

5. ใบของเจียวกู่หลานนำมาต้มดื่มเป็นชาร้อน จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และป้องกันการเกาะตัวเป็นก้อนของเกล็ดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี

6. ประโยชน์ของเจียวกู่หลานช่วยบำรุงหัวใจ และปอด

7. เจียวกู่หลานช่วยให้สมดุลฮอร์โมนในร่างกายคงที่ ในเพศหญิงจะช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ บำรุงเลือด ในเพศชายจะช่วยลดอาการต่อมลูกหมากโต และเสริมสมรรถภาพทางเพศ

8. สรรพคุณของชาเจียวกู่หลานช่วยขับน้ำในร่างกายออกทางปัสสาวะและเหงื่อ เหมาะกับผู้ที่กำลังลดความอ้วนเพราะช่วยลดคอเลสเตอรอล และช่วยขับเหงื่อขับลมได้ดี

9. ประโยชน์ของเจียวกู่หลานช่วยรักษาโรคถุงลมโป่งพองได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณลดการอักเสบ และบำรุงปอด จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ

10. สรรพคุณเจียวกู่หลานช่วยลดแผลในกระเพาะ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

ชาวจีนใช้สมุนไพรเจียวกู่หลานมาต้มดื่มเป็นชาร้อน ชาวจีนแบ่งประเภทสมุนไพรตามหลัก “หยินหยาง” คือสมุนไพรร้อนและสมุนไพรเย็น เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย ส่วนใบเจียวกู่หลานจัดเป็นสมุนไพรเย็น หรือ “หยิน” ซึ่งช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ หายจากอาการอ่อนเพลียได้ดี การดื่มชาเจียวกู่หลานเพื่อปรับสมดุลร่างกายต้องดื่มหลังมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี ควรชงในน้ำร้อนที่เดือดจัด แต่ไม่ควรดื่มติดต่อกันนานเกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นสมุนไพรเย็น อาจทำให้มือเย็น เท้าเย็นได้ จึงควรเว้นสัปดาห์ในการดื่ม แต่หากดื่มครั้งแรกมีอาการมึนงง ตาพร่า ให้ชงเจียวกู่หลานกับน้ำเดือดให้เจือจางลง

เจียวกู่หลานถือเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณเหมาะกับการบำรุงร่างกายของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ปัจจุบันนอกจากจะนำใบเจียวกู่หลานมาชงเป็นชาแล้ว ก็ยังสามารถหาซื้อได้ในรูปแบบสารสกัดแปรรูปทั้งแบบผงและแคปซูล ส่วนรสชาติของเจียวกู่หลานนั้นเป็นความลับ บ้างก็บอกว่าฝาด บ้างก็บอกว่าขมมาก บางก็บอกว่าหวาน แล้วแต่คนกิน แต่ประโยชน์ที่ได้นั้นได้ดีเท่ากันแน่นอน.

 

 

ขอบคุณ  :  1)  https://health.kapook.com

                2)  http://sukkaphap-d.com



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
toondee วันที่ : 07/02/2018 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toondee
เกษียณแล้ว ไปไหน

เป็นของราคาถูก หาง่าย หากสนใจในประโยชน์ และพบกับสรรพคุณดีๆด้วยตนเอง ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 06/02/2018 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

มะขามป้อมแก้ไอได้ดีดีมาก ในยาแก้ไอจะมีมะขามป้อมเป็นส่วนผสมด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 06/02/2018 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มะขามป้อม กับ มัลเบอร์รีหรือลูกหม่อน
คงจะปลูกในไทยได้

ถ้าส่งเสริมการปลูกต้นไม้เหล่านี้
ข้างทาง
หรือปลูกไปให้ทั่วไทย

และวิจัย-พัฒนาผลิตภัณฑ์ดีๆ
คงจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากในระยะยาวเลย

ขอบคุณครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน